กิจการของอัครสาวก
1 สวัสดีเธโอฟีลัส หนังสือเล่มแรกที่ผมเคยเขียนถึงคุณเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่พระเยซูสอนและทำทั้งหมดตั้งแต่ต้น+ 2 จนถึงวันที่ท่านถูกรับไปสวรรค์+ ก่อนหน้านั้นพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ชี้นำท่านให้สอนและแนะนำอัครสาวกที่ท่านเลือกไว้+ 3 หลังจากที่พระเยซูทนทุกข์จนตาย ท่านให้หลักฐานที่ชัดเจนหลายอย่างเพื่อแสดงว่าท่านฟื้นขึ้นจากตายแล้ว+ ท่านปรากฏตัวให้พวกเขาเห็นหลายครั้งตลอดช่วง 40 วัน และพูดกับพวกเขาเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้า+ 4 ตอนที่พระเยซูประชุมอยู่กับพวกเขา ท่านสั่งว่า “อย่าออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม+ แต่ให้รอคอยสิ่งที่พระเจ้าผู้เป็นพ่อสัญญาไว้+ตามที่ผมเคยบอกพวกคุณแล้ว 5 ยอห์นให้บัพติศมาด้วยน้ำ แต่อีกไม่กี่วันหลังจากนี้พวกคุณจะได้รับบัพติศมาด้วยพลังบริสุทธิ์”+
6 เมื่อพวกเขามาชุมนุมกันอีก พวกเขาจึงถามพระเยซูว่า “นายครับ ท่านจะกู้เอกราชให้อาณาจักรอิสราเอลตอนนี้เลยไหม?”+ 7 พระเยซูตอบว่า “พระเจ้าผู้เป็นพ่อเป็นผู้กำหนดวันเวลา+ พวกคุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก 8 แต่พวกคุณจะได้รับพลังจากพระเจ้า พลังบริสุทธิ์นั้นจะอยู่กับพวกคุณ+ และพวกคุณจะเป็นพยาน+ของผมในกรุงเยรูซาเล็ม+ และทั่วแคว้นยูเดียกับแคว้นสะมาเรีย+ และจนถึงสุดขอบโลก”+ 9 พอพระเยซูพูดจบ ท่านก็ถูกรับขึ้นไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา แล้วมีเมฆมาบังท่านไว้จนพวกเขามองไม่เห็น+ 10 ตอนที่พวกเขาจ้องมองท้องฟ้าอยู่ จู่ ๆ ก็มีผู้ชายสองคนสวมเสื้อขาว+มายืนข้าง ๆ พวกเขา 11 และพูดว่า “ชาวกาลิลี พวกคุณยืนมองท้องฟ้าอยู่ทำไม? พระเยซูซึ่งถูกรับขึ้นไปในท้องฟ้าจะกลับมาในลักษณะเดียวกับที่พวกคุณเห็นท่านขึ้นไปนี้แหละ”
12 แล้วพวกเขาก็ลงจากภูเขาที่เรียกว่าภูเขามะกอกกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม+ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร 13 เมื่อพวกเขามาถึงกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ก็ขึ้นไปที่ห้องชั้นบนที่พวกเขาพักอยู่ ในกลุ่มนี้มีเปโตรกับยอห์น ยากอบกับอันดรูว์ ฟีลิปกับโธมัส บาร์โธโลมิวกับมัทธิว ยากอบลูกของอัลเฟอัส ซีโมนที่มีฉายาว่าคนกระตือรือร้น และยูดาสลูกของยากอบ+ 14 คนทั้งหมดนี้กับผู้หญิงบางคน+และมารีย์แม่ของพระเยซูรวมทั้งพวกน้องชายของท่าน+ก็อธิษฐานร่วมกันอยู่เสมอ
15 วันหนึ่งในช่วงนั้นที่พวกเขามารวมตัวกันเพื่ออธิษฐาน (พวกเขามาประชุมกันประมาณ 120 คน) เปโตรก็ยืนขึ้นพูดว่า 16 “พี่น้องครับ เรื่องที่พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้ดลใจดาวิดให้บอกล่วงหน้าเกี่ยวกับยูดาส+ต้องเกิดขึ้นจริง เขาก็คือคนที่พาฝูงชนมาจับพระเยซู+ 17 เขาเคยเป็นคนหนึ่งในพวกเรา+และเคยรับใช้ด้วยกัน 18 (ยูดาสคนนี้ได้ซื้อทุ่งแห่งหนึ่งด้วยค่าจ้างที่ได้มาจากการทำชั่ว+ เขาหัวทิ่มตกลงมา ท้องแตกไส้ทะลักออกมาหมด*+ 19 ใคร ๆ ที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น ที่ดินตรงนั้นจึงมีชื่อในภาษาของพวกเขาว่าอาเคลดามา คือ “ทุ่งเลือด”) 20 หนังสือสดุดีบอกไว้ว่า ‘ให้ที่อยู่ของเขาเป็นที่ร้าง อย่าให้มีใครอยู่ที่นั่น’+ และ ‘ให้คนอื่นรับหน้าที่ผู้ดูแลแทนเขา’+ 21 เราจึงต้องเลือกคนหนึ่งให้มาแทนเขา คนนี้จะต้องเป็นคนที่อยู่กับพวกเราด้วยตลอดช่วงที่พระเยซูผู้เป็นนายทำงานรับใช้กับพวกเรา 22 คือตั้งแต่ตอนที่พระเยซูรับบัพติศมาจากยอห์น+จนถึงวันที่ท่านถูกรับขึ้นไปสวรรค์+ เขาคนนี้ควรเป็นพยานรู้เห็นการฟื้นขึ้นจากตายของท่านเหมือนกับพวกเรา”+
23 พวกเขาจึงเสนอชื่อ 2 คน คนแรกคือโยเซฟที่เรียกว่าบาร์ซับบาสซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่ายุสทัส คนที่สองคือมัทธีอัส 24 แล้วพวกเขาก็อธิษฐานว่า “พระยะโฮวา พระองค์รู้จักหัวใจของทุกคน+ ขอช่วยพวกเราให้รู้ว่าในสองคนนี้ คนไหนที่พระองค์เลือก 25 ให้มาเป็นอัครสาวกและทำงานรับใช้นี้แทนยูดาสที่ได้ละทิ้งหน้าที่เพื่อไปตามทางของเขาเอง”+ 26 พวกเขาจึงจับฉลาก+ และได้ชื่อมัทธีอัส เขาจึงถูกนับเป็นอัครสาวกรวมเข้ากับอัครสาวกอีก 11 คน
2 เมื่อถึงเทศกาลเพ็นเทคอสต์+ สาวกทั้งหมดมาอยู่รวมกันในที่แห่งหนึ่ง 2 ทันใดนั้น มีเสียงจากฟ้าเหมือนเสียงพายุ ดังสนั่นไปทั่วบ้านที่พวกเขานั่งอยู่+ 3 และพวกเขาก็เห็นบางสิ่งเหมือนเปลวไฟรูปร่างคล้ายลิ้นลอยอยู่เหนือพวกเขาแต่ละคน 4 พวกเขาเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า+และเริ่มพูดเป็นภาษาต่าง ๆ ตามที่พลังนั้นให้พูด+
5 ช่วงนั้น มีคนยิวที่เลื่อมใสพระเจ้าจากทุกประเทศทั่วโลกมาอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม+ 6 ตอนที่เสียงนั้นดังขึ้น ฝูงชนก็มามุงดูและงุนงงสงสัยกันใหญ่ เพราะพวกเขาได้ยินพวกสาวกพูดภาษาของพวกเขาได้ 7 พวกเขารู้สึกทึ่งและพูดด้วยความแปลกใจว่า “ดูสิ คนพวกนี้เป็นชาวกาลิลี+ทั้งนั้นเลยไม่ใช่หรือ? 8 แล้วเขาพูดภาษาของพวกเราได้ยังไง? 9 พวกเรามีทั้งชาวปาร์เธีย มีเดีย+ เอลาม+ บางคนมาจากเมโสโปเตเมีย ยูเดีย คัปปาโดเซีย ปอนทัส แคว้นเอเชีย+ 10 ฟรีเจีย ปัมฟีเลีย อียิปต์ และส่วนต่าง ๆ ของลิเบียใกล้เมืองไซรีน บางคนเป็นคนยิวและคนที่เปลี่ยนมาถือศาสนายิว+ซึ่งมาจากกรุงโรม 11 บางคนเป็นชาวครีต และชาวอาหรับ พวกเราได้ยินคนพวกนี้พูดถึงสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ของพระเจ้าในภาษาของพวกเรา” 12 พวกเขาก็สงสัยกันมากและพูดกันว่า “นี่มันอะไรกัน?” 13 ส่วนบางคนก็เยาะเย้ยว่า “พวกนี้เมาเหล้าแน่ ๆ”
14 แล้วเปโตรก็ยืนขึ้นพร้อมกับอัครสาวก 11 คน+ และพูดกับพวกเขาด้วยเสียงดังว่า “ชาวยูเดียและชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนครับ ขอให้ตั้งใจฟังเรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้ 15 คนพวกนี้ไม่ได้เมาเหล้าอย่างที่พวกคุณคิด เพราะตอนนี้เพิ่ง 9 โมงเช้า 16 สิ่งที่พวกคุณเห็นเป็นไปตามที่โยเอลพยากรณ์ไว้ว่า 17 ‘พระเจ้าบอกว่า “ในสมัยสุดท้าย เราจะให้*พลังของเรากับคนทุกประเภท พวกลูกชายลูกสาวของเจ้าจะพยากรณ์ คนหนุ่มจะเห็นนิมิต คนแก่จะฝันเรื่องพิเศษ+ 18 แม้แต่ทาสชายหญิง เราก็จะให้*พลังของเรากับพวกเขาในวันนั้น และพวกเขาจะพยากรณ์+ 19 เราจะให้มีสิ่งมหัศจรรย์ในท้องฟ้าและบนโลก จะมีเลือด ไฟ และควันหนาทึบ 20 ดวงอาทิตย์จะมืด และดวงจันทร์จะแดงเหมือนเลือด ก่อนวันที่ยิ่งใหญ่และงดงามของเรายะโฮวาจะมาถึง 21 และทุกคนที่อ้อนวอนโดยออกชื่อของพระยะโฮวาจะรอด”’+
22 “คนอิสราเอล ฟังทางนี้ พระเจ้าแสดงให้เห็นชัดว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธเป็นคนที่พระองค์ส่งมา เพราะพระองค์ให้ท่านทำการอัศจรรย์และแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้+ อย่างที่พวกคุณก็รู้ 23 พระเยซูคนนี้แหละที่พวกคุณจับกุมและยืมมือคนชั่วประหารท่านโดยตรึงไว้บนเสา+ ตามที่พระเจ้ารู้ล่วงหน้าและกำหนดไว้+ 24 แต่พระเจ้าปลุกพระเยซูให้ฟื้นขึ้นมา+และปลดปล่อยท่านจากความตาย เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะถูกความตายยึดเอาไว้+ 25 ตามที่ดาวิดพูดถึงพระเยซูว่า ‘ผมเห็นพระยะโฮวาอยู่ตรงหน้าผมเสมอ เพราะพระองค์อยู่ข้างขวามือผม ผมจะไม่กลัวเลย 26 ผมจึงมีความสุขและพูดด้วยความดีใจ ผมจะอยู่อย่างมีความหวัง 27 เพราะพระองค์จะไม่ทิ้งผมไว้ในหลุมศพ และพระองค์จะไม่ปล่อยให้คนที่ภักดีต่อพระองค์ต้องเน่าเปื่อยไป+ 28 พระองค์ให้ผมรู้จักทางที่นำไปถึงชีวิต และทำให้ผมมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์’+
29 “พี่น้องครับ ผมขอพูดตรง ๆ กับพวกคุณเกี่ยวกับดาวิดบรรพบุรุษของพวกเรา เขาตายและถูกฝังไว้+ อุโมงค์ฝังศพของเขาก็อยู่ในเมืองของเราจนถึงทุกวันนี้ 30 ดาวิดเป็นผู้พยากรณ์และรู้ว่าพระเจ้าสาบานไว้ว่า พระองค์จะแต่งตั้งลูกหลานของเขาคนหนึ่งให้นั่งบนบัลลังก์ของเขา+ 31 ดาวิดจึงรู้ล่วงหน้าและบอกเรื่องการฟื้นขึ้นจากตายของพระคริสต์ว่า พระเจ้าจะไม่ทิ้งพระคริสต์ไว้ในหลุมศพและร่างกายของท่านจะไม่เน่าเปื่อยไป+ 32 พระเจ้าปลุกพระเยซูคนนี้ให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว พวกเราทุกคนเป็นพยานรู้เห็นเรื่องนี้+ 33 พระเยซูถูกรับไปสวรรค์และอยู่ข้างขวามือของพระเจ้า*+ ท่านได้รับพลังบริสุทธิ์จากพระเจ้าผู้เป็นพ่อ+ตามที่พระองค์สัญญาไว้ พระเยซูจึงให้*พลังบริสุทธิ์นั้นกับพวกเราอย่างที่พวกคุณได้ยินและได้เห็นอยู่นี้ 34 ดาวิดเองไม่ได้ขึ้นสวรรค์ แต่เขาบอกว่า ‘พระยะโฮวาพูดกับผู้เป็นนายของผมว่า “นั่งข้างขวามือของเราไปก่อน 35 จนกว่าเราจะทำให้พวกศัตรูของเจ้าเป็นที่วางเท้าของเจ้า”’+ 36 ดังนั้น ขอให้คนอิสราเอลทุกคนรู้ไว้ว่า พระเยซูคนนี้แหละที่พวกคุณได้ประหารบนเสา+ คือคนที่พระเจ้าแต่งตั้งให้เป็นทั้งนาย+และพระคริสต์”
37 พอพวกเขาได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนถูกแทงที่หัวใจ พวกเขาจึงพูดกับเปโตรและอัครสาวกคนอื่น ๆ ว่า “พี่น้อง พวกเราจะทำยังไงดี?” 38 เปโตรตอบพวกเขาว่า “พวกคุณทุกคนต้องกลับใจ+ และรับบัพติศมา+ในนามพระเยซูคริสต์ แล้วพวกคุณจะได้รับการอภัยบาป+ และได้รับพลังบริสุทธิ์จากพระเจ้า* 39 เพราะพระเจ้าสัญญา+เรื่องนี้กับพวกคุณและลูกหลานของพวกคุณ รวมทั้งคนที่มาจากแดนไกล คือทุกคนที่พระยะโฮวาพระเจ้าของพวกเราเรียกให้มาหาพระองค์”+ 40 แล้วเปโตรก็อธิบายเพิ่มเติมอย่างละเอียดและย้ำเตือนพวกเขาว่า “ให้แยกตัวออกมาจากคนสมัยนี้ที่ไม่ซื่อสัตย์เพื่อคุณจะไม่ถูกทำลาย”+ 41 คนที่เต็มใจยอมรับสิ่งที่เปโตรพูดจึงรับบัพติศมา+ วันนั้นมีคนเข้ามาเป็นสาวกอีกประมาณ 3,000 คน+ 42 พวกเขาตั้งใจเรียนสิ่งที่พวกอัครสาวกสอน มารวมกลุ่มกัน กินอาหารด้วยกัน+ และอธิษฐานด้วยกันเสมอ+
43 พวกอัครสาวกทำการอัศจรรย์และแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่าง+ ทุกคนที่เห็นก็เกรงกลัวพระเจ้า 44 คนที่เข้ามาเป็นสาวกมาอยู่ด้วยกันและเอาของที่เขามีมารวมกันเป็นกองกลาง 45 พวกเขาขายข้าวของ+และที่ดิน แล้วแบ่งให้ทุกคนตามความจำเป็น+ 46 พวกเขาไปประชุมกันที่วิหารทุก ๆ วัน กินอาหารด้วยกันที่บ้านของพี่น้อง และเต็มใจแบ่งอาหารกินกันอย่างมีความสุข 47 พวกเขายกย่องสรรเสริญพระเจ้าและเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป และพระยะโฮวาทำให้มีคนเข้ามาเชื่อและรับความรอดเพิ่มขึ้นทุกวัน+
3 วันหนึ่ง ตอนบ่าย 3 โมงซึ่งเป็นเวลาสำหรับอธิษฐาน เปโตรกับยอห์นก็เข้าไปในวิหาร 2 มีคนหามผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นง่อยตั้งแต่เกิดมาวางไว้ใกล้ประตูวิหารที่เรียกกันว่าประตูงาม พวกเขาทำอย่างนี้ทุกวันเพื่อคนง่อยจะได้ขอทานจากคนที่เข้าไปในวิหาร 3 พอคนง่อยเห็นเปโตรกับยอห์นกำลังจะเข้าไปในวิหาร ก็ขอทานจากเขาสองคน 4 เปโตรกับยอห์นจ้องเขา แล้วเปโตรก็พูดว่า “มองพวกเราสิ” 5 เขาก็มองไปที่ทั้งสองคนและคิดว่าคงจะได้อะไรจากพวกเขาบ้าง 6 แต่เปโตรพูดว่า “เงินทองผมไม่มีหรอก แต่ผมมีอย่างอื่นจะให้ ในนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ ลุกขึ้นเดินเถอะ”+ 7 แล้วเปโตรก็จับมือขวาของคนง่อยคนนั้น ฉุดเขาให้ลุกขึ้น+ เท้าและข้อเท้าของเขาก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที+ 8 เขาจึงกระโดดขึ้นยืน+และเดินเข้าไปในวิหารกับสองคนนั้น เขากระโดดโลดเต้นไปพร้อมกับสรรเสริญพระเจ้า 9 ทุกคนที่อยู่ที่นั่นเห็นเขาเดินไปสรรเสริญพระเจ้าไป 10 และพวกเขาก็เริ่มจำได้ว่าคนนี้เคยนั่งขอทานอยู่ที่ประตูงามของวิหาร+ พวกเขาจึงรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นกันใหญ่กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับขอทานคนนี้
11 ตอนที่ผู้ชายคนนี้ยังจับมือเปโตรกับยอห์นอยู่ ทุกคนที่อยู่ที่นั่นก็แปลกใจมากและวิ่งมาหาพวกเขาที่ระเบียงทางเดินของโซโลมอน+ 12 เมื่อเปโตรเห็นอย่างนั้นจึงพูดกับพวกเขาว่า “คนอิสราเอล ทำไมต้องแปลกใจด้วย? ทำไมจ้องเราสองคนเหมือนกับว่าเราเป็นคนทำให้เขาเดินได้ด้วยอำนาจของเราเอง หรือเป็นเพราะศรัทธาแรงกล้าของเราอย่างนั้นแหละ 13 ตอนนี้พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเรา คือพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ+ ได้ยกฐานะพระเยซูแล้ว+ ท่านเป็นผู้รับใช้ของพระองค์+ที่พวกคุณไม่ยอมรับและส่งไปให้เขาฆ่า+ ทั้ง ๆ ที่ปีลาตตัดสินใจจะปล่อยตัวท่าน 14 พวกคุณปฏิเสธพระเยซูซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์และเป็นคนที่เชื่อฟังพระเจ้า* และขอให้ปล่อยตัวฆาตกรแทน+ 15 พวกคุณฆ่าผู้นำคนสำคัญที่ให้ชีวิต+ แต่พระเจ้าปลุกท่านให้ฟื้นขึ้นจากตาย เราเป็นพยานรู้เห็นเรื่องนี้+ 16 และคนง่อยคนนี้ที่พวกคุณรู้จักมีกำลังขึ้นเพราะชื่อของท่านผู้นี้และเพราะเราเชื่อศรัทธาในชื่อนี้ ความเชื่อที่เรามีโดยทางท่านนี้เองที่ทำให้ชายคนนี้หายเป็นปกติอย่างที่พวกคุณทุกคนเห็น 17 พี่น้องครับ ผมรู้ว่าที่พวกคุณทำอย่างนั้นไปเพราะไม่รู้+ และพวกผู้นำของคุณก็เหมือนกัน+ 18 แต่พระเจ้ายอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นก็เพื่อให้เป็นไปตามที่พระองค์บอกไว้ล่วงหน้าผ่านทางพวกผู้พยากรณ์ของพระองค์ว่า พระคริสต์ที่พระองค์ส่งมานั้นจะต้องทนทุกข์+
19 “ดังนั้น ให้กลับใจ+และเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่+ เพื่อบาปของพวกคุณจะถูกลบล้าง+ แล้วจากนี้ไปพวกคุณจะได้รับความสดชื่นจากพระยะโฮวา+ 20 และพระองค์จะส่งพระคริสต์มาซึ่งเป็นผู้ที่พระองค์แต่งตั้งไว้เพื่อพวกคุณ ท่านนั้นก็คือพระเยซู 21 ท่านต้องอยู่ในสวรรค์จนถึงเวลาที่ทุกสิ่งจะได้รับการฟื้นฟู ตามที่พระเจ้าบอกไว้ผ่านทางพวกผู้พยากรณ์ที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ตั้งแต่สมัยโบราณ 22 โมเสสเองก็บอกไว้ว่า ‘พระยะโฮวาพระเจ้าของพวกคุณจะแต่งตั้งคนหนึ่งเพื่อพวกคุณ ให้เป็นผู้พยากรณ์เหมือนผม+จากพี่น้องของพวกคุณเอง พวกคุณต้องเชื่อฟังทุกสิ่งที่เขาบอก+ 23 คนที่ไม่ยอมเชื่อฟังผู้พยากรณ์คนนั้นจะถูกทำลายให้สูญสิ้นไปจากประชาชนของพระเจ้า’+ 24 ผู้พยากรณ์ทุกคนนับตั้งแต่ซามูเอลเป็นต้นมาก็บอกเรื่องนี้*ไว้เหมือนกัน+ 25 พวกคุณเป็นลูกหลานของพวกผู้พยากรณ์ และเป็นลูกหลานตามสัญญาที่พระเจ้าทำไว้กับบรรพบุรุษของพวกคุณ+ พระองค์พูดกับอับราฮัมไว้ว่า ‘ทุกครอบครัวในโลกจะได้รับพรเพราะลูกหลานของเจ้า’+ 26 เมื่อพระเจ้าแต่งตั้งผู้รับใช้คนนั้นของพระองค์แล้ว ก็ส่งท่านมาหาพวกคุณก่อน+เพื่อช่วยพวกคุณทุกคนให้ทิ้งความชั่ว และนั่นทำให้พวกคุณได้รับพร”
4 ตอนที่เปโตรกับยอห์นพูดกับประชาชนอยู่นั้น พวกปุโรหิตใหญ่กับหัวหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลวิหาร+และพวกสะดูสี+ก็เข้ามาหา 2 พวกเขาโกรธมากเพราะอัครสาวกสองคนนั้นสอนผู้คนและประกาศเรื่องการฟื้นขึ้นจากตายของพระเยซูให้รู้กันทั่ว+ 3 พวกนั้นจึงจับเขาทั้งสองขังไว้+จนถึงวันรุ่งขึ้น เพราะตอนนั้นเป็นเวลาเย็นแล้ว 4 ถึงอย่างนั้น ในหมู่คนที่ได้ฟังเปโตรประกาศก็มีหลายคนเชื่อ ทำให้ผู้ชายที่เป็นสาวกมีจำนวนประมาณ 5,000 คน+
5 วันถัดมา พวกหัวหน้าประชาชนกับพวกผู้นำชาวยิวและพวกครูสอนศาสนาก็มาประชุมกันในกรุงเยรูซาเล็ม 6 รวมทั้งอันนาส+ปุโรหิตใหญ่ เคยาฟาส+ ยอห์น อเล็กซานเดอร์ และญาติ ๆ อีกหลายคนของปุโรหิตใหญ่ด้วย 7 พวกเขาให้เปโตรกับยอห์นยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้วถามว่า “พวกคุณทำอย่างนี้ด้วยอำนาจหรือในนามของใคร?”+ 8 แล้วเปโตรก็เต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์+ของพระเจ้าและพูดกับพวกเขาว่า
“หัวหน้าประชาชนและผู้นำชาวยิวทั้งหลาย 9 ถ้าวันนี้พวกคุณจะสอบสวนพวกเราในเรื่องสิ่งดีที่เกิดขึ้นกับคนง่อย+คนนี้ว่าเขาหายได้ยังไง 10 ให้พวกคุณและคนอิสราเอลทุกคนรู้เถอะว่า ในนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ+ ผู้ชายคนนี้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกคุณจึงหายเป็นปกติ พวกคุณได้ประหารท่านบนเสา+แต่พระเจ้าได้ปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว+ 11 พระเยซูผู้นี้เป็น ‘หินที่พวกคุณซึ่งเป็นช่างก่อสร้างถือว่าไม่มีค่า หินก้อนนี้กลายมาเป็นหินหัวมุมหลัก’+ 12 และให้พวกคุณรู้ด้วยว่า ไม่มีใครจะช่วยมนุษย์ให้รอดได้เลยนอกจากพระเยซูคนเดียว เพราะพระเจ้าไม่ให้มีใครอื่น*+ในโลกนี้ที่จะช่วยพวกเราให้รอด+ได้”
13 เมื่อพวกเขาเห็นเปโตรกับยอห์นพูดอย่างกล้าหาญและรู้ว่าทั้งสองเป็นคนธรรมดา+ไม่มีการศึกษาก็แปลกใจมาก แล้วพวกเขาก็คิดได้ว่าสองคนนี้เคยอยู่กับพระเยซู+ 14 และเมื่อพวกเขาเห็นคนง่อยที่หายเป็นปกติแล้วยืนอยู่ตรงนั้น+ก็ยิ่งพูดอะไรไม่ออก+ 15 พวกเขาจึงสั่งเปโตรกับยอห์นให้ออกไปนอกห้องประชุมของศาลแซนเฮดริน แล้วปรึกษากันว่า 16 “เราจะเอายังไงดีกับสองคนนี้?+ เพราะคนที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม+รู้เรื่องสิ่งน่าอัศจรรย์ที่พวกเขาได้ทำ และเราก็ปฏิเสธไม่ได้ 17 แต่เพื่อไม่ให้เรื่องนี้แพร่ไปในหมู่ประชาชนมากกว่านี้ ให้เราขู่สองคนนี้ไม่ให้พูดถึงชื่อนั้นกับใครอีก”+
18 พวกเขาจึงเรียกเปโตรกับยอห์นเข้ามา และสั่งให้เลิกพูดเกี่ยวกับพระเยซู หรือสอนในนามของท่าน 19 แต่เปโตรกับยอห์นบอกพวกเขาว่า “พระเจ้าจะมองว่าถูกต้องไหมถ้าพวกเราเชื่อฟังพวกคุณแทนที่จะเชื่อฟังพระเจ้า พวกคุณคิดดูเองก็แล้วกัน+ 20 แต่พวกเราจะหยุดพูดเรื่องที่ได้เห็นและได้ยินนั้นไม่ได้” 21 พวกเขาขู่เปโตรกับยอห์นอีกครั้งแล้วก็ปล่อยไป เพราะไม่รู้ว่าจะลงโทษด้วยข้อหาอะไร และพวกเขาก็กลัวประชาชนด้วย+ เพราะทุกคนที่เห็นเหตุการณ์นั้นพากันสรรเสริญพระเจ้า 22 และคนง่อยที่หายโรคอย่างอัศจรรย์นั้นอายุมากกว่า 40 ปีแล้ว
23 เมื่อทั้งสองคนถูกปล่อยตัวแล้วก็ไปหาเพื่อนสาวก และเล่าว่าพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้นำชาวยิวพูดอะไรกับเขาบ้าง 24 พอได้ยินอย่างนั้น พวกเขาจึงพร้อมใจกันอธิษฐานถึงพระเจ้าว่า
“พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด พระองค์เป็นผู้สร้างท้องฟ้า โลก ทะเล และทุกสิ่งในที่เหล่านั้น+ 25 พระองค์ใช้พลังบริสุทธิ์พูดผ่านทางดาวิด+ผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเราว่า ‘ทำไมประเทศต่าง ๆ ถึงชุลมุนวุ่นวายกันนัก? ทำไมผู้คนจึงคิดวางแผนแต่เรื่องที่ไม่มีประโยชน์? 26 พวกกษัตริย์ในโลกตั้งตัวเป็นศัตรู และพวกผู้นำรวมหัวกันต่อต้านพระยะโฮวาและผู้ถูกเจิมของพระองค์’+ 27 แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ทั้งเฮโรดและปอนทิอัสปีลาต+ รวมทั้งคนต่างชาติและคนอิสราเอลได้รวมตัวกันในเมืองนี้ เพื่อต่อต้านผู้รับใช้ที่บริสุทธิ์ของพระองค์ คือพระเยซูผู้ที่พระองค์เจิมไว้+ 28 พวกเขาทำอย่างที่พระองค์บอกล่วงหน้า สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะพระองค์มีอำนาจและเพราะพระองค์ประสงค์+ 29 พระยะโฮวา ดูสิว่าพวกเขากำลังข่มขู่พวกเรา ขอช่วยพวกเราที่เป็นทาสของพระองค์ให้กล้าประกาศคำสอนของพระองค์ต่อไป 30 และขอพระองค์ยื่นมือออกรักษาโรคและให้มีการอัศจรรย์และปาฏิหาริย์+ต่อไปในนามของพระเยซูผู้รับใช้ที่บริสุทธิ์ของพระองค์”+
31 เมื่อพวกเขาอธิษฐานอ้อนวอนเสร็จแล้ว ที่ที่พวกเขาประชุมกันก็สั่นสะเทือน พวกเขาทุกคนเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า+และประกาศคำสอนของพระองค์ต่อไปอย่างกล้าหาญ+
32 แล้วกลุ่มสาวกก็เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่มีใครถือว่าสิ่งที่เขามีเป็นของตัวเอง แต่พวกเขาเอาสิ่งของทั้งหมดมารวมกันเป็นกองกลาง+ 33 และพวกอัครสาวกก็ประกาศเรื่องการฟื้นขึ้นจากตายของพระเยซูผู้เป็นนายต่อไปอย่างมีพลัง+ สาวกทุกคนได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้า 34 ในหมู่พวกเขาไม่มีใครขาดแคลน+ เพราะคนที่มีที่ดินหรือบ้านก็เอาไปขาย แล้วเอาเงินนั้น 35 มาให้พวกอัครสาวก+ เพื่อเอาไปแจกจ่ายให้แต่ละคนที่ขาดแคลน+ 36 มีคนหนึ่งชื่อโยเซฟที่พวกอัครสาวกเรียกว่าบาร์นาบัส+ (ซึ่งแปลว่า “ผู้ให้กำลังใจ”) เป็นคนในตระกูลเลวี และเกิดที่เกาะไซปรัส 37 เขาเอาที่ดินของเขาไปขาย แล้วเอาเงินมาให้พวกอัครสาวก+
5 มีอีกคนหนึ่งชื่ออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีราได้ขายที่ดินแปลงหนึ่ง 2 แต่เขาแอบเก็บเงินไว้บางส่วน ภรรยาของเขาก็รู้เห็นเป็นใจ แล้วอานาเนียก็เอาเงินเฉพาะส่วนที่เหลือมาให้กับพวกอัครสาวก+ 3 แต่เปโตรพูดว่า “อานาเนีย ทำไมยอมให้ซาตานชักจูงคุณให้กล้าโกหก+ต่อพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า+ และแอบเก็บเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้? 4 ตอนที่คุณยังไม่ขายที่ดินแปลงนั้น มันเป็นของคุณอยู่แล้ว และเมื่อคุณขายไป เงินค่าที่ดินก็ยังเป็นของคุณอยู่ดีไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมคุณถึงคิดทำเรื่องแบบนี้? คุณไม่ได้แค่โกหกมนุษย์ แต่คุณกำลังโกหกพระเจ้า” 5 เมื่ออานาเนียได้ยินอย่างนี้ก็ล้มลงตาย ทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้ตกใจกลัวมาก 6 แล้วคนหนุ่ม ๆ ก็ช่วยกันเอาผ้าห่อศพเขาและหามออกไปฝัง
7 หลังจากนั้นประมาณ 3 ชั่วโมง ภรรยาของอานาเนียก็เข้ามา เธอยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น 8 เปโตรพูดกับเธอว่า “บอกผมหน่อย คุณสองคนขายที่ดินได้เงินเท่านี้ใช่ไหม?” เธอบอกว่า “ใช่แล้วค่ะ” 9 เปโตรก็พูดว่า “ทำไมพวกคุณสองคนถึงรวมหัวกันลองดีพลังของพระยะโฮวา? ดูนั่นสิ คนที่ฝังศพสามีคุณก็อยู่ที่ประตูแล้ว พวกเขาจะหามศพคุณออกไปด้วย” 10 ทันใดนั้น เธอก็ล้มลงตายตรงหน้าเปโตร เมื่อคนหนุ่ม ๆ เข้ามาก็เห็นว่าเธอตายแล้ว พวกเขาจึงหามศพเธอออกไปฝังไว้ข้าง ๆ สามีเธอ 11 ทุกคนในประชาคมและคนอื่น ๆ ที่ได้ยินเรื่องนี้ก็กลัวกันมาก
12 พวกอัครสาวกได้ทำการอัศจรรย์และแสดงปาฏิหาริย์อีกหลายอย่างในหมู่ประชาชน+ อัครสาวกทั้งหมดมาพบกันที่ระเบียงทางเดินของโซโลมอนเป็นประจำ+ 13 คนอื่นไม่มีใครกล้ามาร่วมกลุ่มกับพวกเขา แต่ก็ยกย่องนับถือพวกเขา 14 และคนมากมายทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็เข้ามาเชื่อผู้เป็นนายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ + 15 ผู้คนพาคนป่วยออกไปที่ถนนใหญ่และให้อยู่บนแคร่หรือเสื่อ เพื่อว่าเมื่อเปโตรเดินผ่านไป อย่างน้อยเงาของเปโตรจะได้ทอดลงบนตัวพวกเขาบ้าง+ 16 และมีฝูงชนจากเมืองที่อยู่รอบ ๆ กรุงเยรูซาเล็มพาคนป่วยและคนที่ทนทุกข์เพราะถูกปีศาจสิงมาด้วย ทุกคนได้รับการรักษาให้หาย
17 แต่มหาปุโรหิตกับพวกของเขาทุกคนซึ่งนับถือนิกายสะดูสี+รู้สึกอิจฉาและโกรธมาก 18 พวกเขาจึงให้จับพวกอัครสาวกขังคุกไว้+ 19 แต่ตอนกลางคืน ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวามาเปิดประตูคุก+พาพวกเขาออกมาแล้วบอกว่า 20 “ไปยืนในวิหารแล้วประกาศข่าวเรื่องชีวิตตลอดไปให้ประชาชนฟัง” 21 เมื่อได้ยินอย่างนั้น พวกอัครสาวกก็เข้าไปในวิหารตั้งแต่เช้าตรู่และสอนอยู่ที่นั่น
ตอนนั้น มหาปุโรหิตกับพวกของเขาเรียกประชุมศาลแซนเฮดรินพร้อมกับพวกผู้นำชาวอิสราเอลทั้งคณะ และใช้คนให้ไปพาตัวพวกอัครสาวกมาจากคุก 22 แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงคุกก็ไม่เจอพวกอัครสาวก พวกเขาจึงกลับมารายงานว่า 23 “พวกผมเห็นคุกปิดล็อกไว้อย่างแน่นหนาและพวกยามก็ยืนเฝ้าอยู่ตามประตู แต่พอพวกเราเปิดประตูก็ไม่เห็นใครอยู่ข้างในเลย” 24 เมื่อหัวหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลวิหารกับพวกปุโรหิตใหญ่ได้ยินอย่างนั้นก็งง และสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น 25 แล้วมีคนหนึ่งเข้ามาบอกพวกเขาว่า “คนที่พวกคุณขังคุกไว้นั้น กำลังยืนสอนผู้คนอยู่ในวิหารโน่นแน่ะ” 26 หัวหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลวิหารกับพวกเจ้าหน้าที่ของเขาจึงออกไปพาตัวพวกอัครสาวกมา แต่ไม่ได้ใช้กำลังบังคับ เพราะกลัวประชาชน+จะเอาหินขว้าง
27 พวกเขาเอาตัวพวกอัครสาวกมายืนอยู่ต่อหน้าศาลแซนเฮดริน มหาปุโรหิตก็สอบสวนพวกอัครสาวก 28 และพูดว่า “เราสั่งพวกคุณแล้วว่าไม่ให้สอนในนามของคนนั้นอีก+ แต่พวกคุณกลับแพร่คำสอนของพวกคุณไปทั่วกรุงเยรูซาเล็ม และตั้งใจจะกล่าวหาพวกเราว่ามีความผิดที่ทำให้คนนั้นต้องตาย”+ 29 เปโตรกับอัครสาวกคนอื่น ๆ ตอบว่า “พระเจ้าเป็นผู้ปกครองสูงสุด พวกเราต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์+ 30 พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเราได้ปลุกพระเยซูให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว ท่านคือคนที่พวกคุณฆ่าโดยแขวนไว้บนเสา+ 31 แต่พระเจ้าได้แต่งตั้งท่านผู้นี้ให้อยู่ข้างขวาของพระองค์+ ให้เป็นผู้นำคนสำคัญ+และผู้ช่วยให้รอด+ เพื่อที่คนอิสราเอลจะได้กลับใจและได้รับการอภัยบาป+ 32 พวกเราเป็นพยานรู้เห็นและยืนยันเรื่องทั้งหมดนี้+ และพลังบริสุทธิ์+ก็ยืนยันเรื่องนี้ด้วย พระเจ้าให้พลังนี้กับคนที่เชื่อฟังพระองค์ในฐานะผู้ปกครองสูงสุด”
33 เมื่อพวกเขาได้ยินแบบนั้นก็โกรธแค้นมากและต้องการจะฆ่าพวกอัครสาวก+ 34 แต่มีฟาริสีคนหนึ่งชื่อกามาลิเอล+ เป็นอาจารย์สอนกฎหมายของโมเสสที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือ เขาลุกขึ้นยืนในศาลแซนเฮดรินและสั่งให้เอาตัวพวกอัครสาวกออกไปข้างนอกก่อน 35 แล้วเขาก็พูดว่า “คนอิสราเอล ขอให้คิดดี ๆ ก่อนที่คุณจะทำอะไรกับคนพวกนี้ 36 จำได้ไหม มีคนหนึ่งชื่อธุดาสเคยตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ และบอกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ มีผู้ชายประมาณ 400 คนติดตามเขา แต่ในที่สุด เขาก็ถูกฆ่าและคนที่ติดตามเขาก็กระจัดกระจายหายไปหมด 37 หลังจากนั้น ก็มียูดาสชาวกาลิลีได้ตั้งตัวขึ้นเป็นผู้นำตอนที่มีการจดทะเบียนสำมะโนครัว เขาชักจูงคนให้ติดตามเขาไป แต่แล้วเขาก็ตายและทุกคนที่ติดตามเขาก็กระจัดกระจายไป 38 ดังนั้น ตามที่เห็นในตอนนี้ผมขอบอกคุณว่า อย่าไปยุ่งกับคนพวกนี้เลย ปล่อยพวกเขาไปเถอะ เพราะถ้าแผนการหรืองานของคนพวกนี้มาจากมนุษย์ มันก็จะล้มเหลวไปเอง 39 แต่ถ้ามาจากพระเจ้า คุณก็ไม่มีทางกวาดล้างพวกเขาได้หรอก+ และจะกลายเป็นว่าคุณกำลังต่อสู้กับพระเจ้า”+ 40 พวกเขาก็ฟังกามาลิเอล และเรียกพวกอัครสาวกมาเฆี่ยน+และสั่งพวกเขาให้เลิกพูดในนามพระเยซู แล้วปล่อยตัวไป
41 พวกอัครสาวกออกจากศาลแซนเฮดรินด้วยความดีใจ+ เพราะถือว่าที่พวกเขาโดนดูถูกเหยียดหยามเพราะชื่อของพระเยซูนั้นเป็นเกียรติอย่างสูง 42 พวกเขาจึงสอนและประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูผู้เป็นพระคริสต์+ ทั้งในวิหารและตามบ้านเรือนทุก ๆ วัน+
6 ในช่วงนั้นพวกสาวกเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ สาวกที่พูดภาษากรีกบ่นต่อว่าสาวกที่พูดภาษาฮีบรู เพราะพวกแม่ม่ายที่พูดภาษากรีกไม่ได้รับการเอาใจใส่ในการแจกอาหารประจำวัน+ 2 อัครสาวก 12 คนจึงเรียกประชุมสาวกทั้งหมดแล้วพูดว่า “ไม่ถูกต้องแน่ ๆ ที่พวกเราจะมัวแต่ไปแจกอาหารจนไม่มีเวลาสอนคำสอนของพระเจ้า+ 3 ดังนั้น พี่น้องครับ ให้เลือกผู้ชาย 7 คนที่มีชื่อเสียงดีในหมู่พวกคุณ+ คนที่เต็มไปด้วยพลังของพระเจ้าและมีสติปัญญา+ แล้วพวกเราจะแต่งตั้งพวกเขาให้ดูแลงานที่จำเป็นนี้+ 4 พวกเราจะได้ทุ่มเทตัวในการอธิษฐานและสอนคำสอนของพระเจ้า” + 5 คนทั้งหมดก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ จึงเลือกสเทเฟน คนที่มีความเชื่อเข้มแข็งและเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์+ และฟีลิป+ โปรโครัส นิคาโนร์ ทิโมน ปาร์เมนัส และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเคยเข้าศาสนายิว 6 แล้วให้ทั้ง 7 คนนั้นมาอยู่ต่อหน้าพวกอัครสาวก เมื่อพวกอัครสาวกอธิษฐานแล้วก็วางมือบนพวกเขา+
7 ผลคือ คำสอนของพระเจ้าแพร่ออกไป+ พวกสาวกก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ +ในกรุงเยรูซาเล็ม และมีปุโรหิตกลุ่มใหญ่เข้ามาเชื่อด้วย+
8 มีสาวกคนหนึ่งชื่อสเทเฟนเป็นคนที่พระเจ้าพอใจมากและได้รับพลังจากพระองค์ เขาทำการอัศจรรย์และแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างต่อหน้าประชาชน 9 มีบางคนมาโต้เถียงกับสเทเฟน บางคนในพวกนี้มาจากกลุ่มที่เรียกกันว่า “ที่ประชุมของเสรีชน” บางคนมาจากเมืองไซรีนและอเล็กซานเดรีย บางคนมาจากซิลีเซียและแคว้นเอเชีย 10 แต่คนพวกนี้ไม่สามารถหักล้างคำพูดของสเทเฟนได้ เพราะเขาพูดด้วยสติปัญญาและพลังจากพระเจ้า+ 11 คนพวกนี้ก็เลยแอบยุบางคนให้พูดว่า “พวกเราได้ยินคนนี้พูดหมิ่นประมาทโมเสสและพระเจ้า”+ 12 พวกเขายุยงประชาชน พวกผู้นำ และครูสอนศาสนาให้มาจับตัวสเทเฟนไปขึ้นศาลแซนเฮดริน 13 และพวกเขาเอาพยานเท็จมาให้การว่า “คนนี้พูดดูหมิ่นสถานบริสุทธิ์นี้และกฎหมายของโมเสสด้วย+ 14 พวกเราได้ยินเขาพูดว่า เยซูชาวนาซาเร็ธคนนั้นจะทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้+ และจะเปลี่ยนธรรมเนียมที่พวกเราได้รับตกทอดมาจากโมเสส”
15 ทุกคนที่อยู่ในศาลแซนเฮดรินก็จ้องไปที่สเทเฟน และเห็นว่าหน้าของเขาเหมือนหน้าทูตสวรรค์
7 มหาปุโรหิตถามว่า “เรื่องเป็นอย่างนั้นจริงไหม?” 2 สเทเฟนก็พูดว่า “พี่น้องและผู้อาวุโส ฟังผมก่อน พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ได้ปรากฏต่ออับราฮัมบรรพบุรุษของเราตอนที่เขาอยู่ในเมโสโปเตเมียก่อนที่จะย้ายไปอยู่ในเมืองฮาราน+ 3 พระองค์บอกอับราฮัมว่า ‘ให้เจ้าออกจากแผ่นดินที่เจ้าอยู่ ไปจากญาติพี่น้องของเจ้า แล้วไปแผ่นดินที่เราจะบอกให้ไป’+ 4 อับราฮัมจึงออกจากแผ่นดินชาวเคลเดียแล้วไปอยู่ที่เมืองฮาราน หลังจากพ่อของเขาตาย+ พระเจ้าก็ให้อับราฮัมออกจากที่นั่นมาอยู่ในแผ่นดินที่พวกคุณอาศัยอยู่ตอนนี้+ 5 ตอนนั้นพระองค์ยังไม่ได้ให้อับราฮัมมีที่ดินในแผ่นดินนี้เป็นมรดกแม้แต่ฝ่าเท้าเดียว แต่พระองค์สัญญาว่าจะให้แผ่นดินนี้กับเขาและลูกหลานของเขา+ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่มีลูก+ 6 แล้วพระเจ้าบอกอีกว่าลูกหลานของอับราฮัมจะไปเป็นคนต่างชาติและอาศัยอยู่ในแผ่นดินของคนอื่น พวกเขาจะต้องเป็นทาสของคนที่อยู่ในแผ่นดินนั้น และถูกกดขี่เป็นเวลา 400 ปี+ 7 พระเจ้าบอกอีกว่า ‘เราจะตัดสินลงโทษชนชาติที่บังคับพวกเขาเป็นทาส+ หลังจากนั้นพวกเขาจะออกมาและจะทำงานรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์ให้เราที่นี่’+
8 “พระองค์ทำสัญญากับอับราฮัมเรื่องการเข้าสุหนัตด้วย+ และเขามีลูกชายชื่ออิสอัค+ซึ่งเขาให้เข้าสุหนัตในวันที่แปด+ อิสอัคมีลูกชายชื่อยาโคบ* และยาโคบมีลูกชาย 12 คนซึ่งเป็นต้นตระกูลของ 12 ตระกูล 9 พวกพี่น้องของโยเซฟอิจฉาเขา+และขายเขาไปเป็นทาสในอียิปต์+ แต่พระเจ้าอยู่กับโยเซฟ+ 10 และช่วยเขาให้พ้นจากความยากลำบากทั้งหมด+ พระองค์ทำให้เขาได้แสดงสติปัญญาต่อหน้าฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์ ฟาโรห์ก็พอใจและแต่งตั้งโยเซฟให้ปกครองประเทศอียิปต์และดูแลราชสำนัก+ 11 ต่อมาเกิดการขาดแคลนอาหารทั่วอียิปต์และคานาอัน เป็นความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่ และทำให้บรรพบุรุษของพวกเราไม่มีอาหารกิน+ 12 ยาโคบได้ยินว่าในอียิปต์มีอาหาร*จึงส่งบรรพบุรุษของพวกเราไปเป็นครั้งแรก+ 13 เมื่อพวกเขาไปครั้งที่สอง โยเซฟก็เปิดเผยตัวต่อพี่น้องของเขา และฟาโรห์ก็ได้รู้จักครอบครัวของโยเซฟ+ 14 แล้วโยเซฟก็ใช้คนไปเชิญยาโคบพ่อของเขากับญาติพี่น้องมาจากคานาอัน+ รวมทั้งหมด 75 คน+ 15 ยาโคบจึงไปอยู่ที่อียิปต์+และตายที่นั่น+ บรรพบุรุษคนอื่น ๆ ของพวกเราก็ตายที่นั่นด้วย+ 16 ศพของพวกเขาถูกเอากลับไปเมืองเชเคม แล้วเอาไปไว้ในอุโมงค์ฝังศพที่อับราฮัมใช้เงินก้อนหนึ่งซื้อมาจากพวกลูกชายของฮาโมร์ในเมืองเชเคม+
17 “เมื่อใกล้จะถึงเวลาที่คำสัญญาของพระเจ้าที่ให้กับอับราฮัมจะเป็นจริง คนอิสราเอลก็เพิ่มจำนวนขึ้นมากมายในอียิปต์ 18 แล้วกษัตริย์อีกองค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักโยเซฟได้ขึ้นปกครองอียิปต์+ 19 เขาวางแผนทำร้ายชนชาติของพวกเราและบีบบังคับบรรพบุรุษของพวกเราให้ทิ้งลูกเล็ก ๆ ของตัวเองให้ตาย+ 20 โมเสสเกิดมาในช่วงนั้นแหละ เขาเป็นเด็กน่ารักมากในสายตาพระเจ้า เขาได้รับการเลี้ยงดูในบ้านพ่อของเขา 3 เดือน+ 21 เมื่อเขาถูกเอาไปทิ้ง+ ลูกสาวของฟาโรห์ได้เก็บเขาไปเลี้ยงเป็นลูก+ 22 โมเสสจึงได้รับการสอนวิชาความรู้ทุกอย่างของชาวอียิปต์ เขาเก่งมากทั้งในการพูดและในการทำงานต่าง ๆ +
23 “เมื่อโมเสสอายุได้ 40 ปี เขาก็อยากไปดูความเป็นไปของพี่น้องชาวอิสราเอล+ 24 พอโมเสสเห็นคนหนึ่งถูกข่มเหง ก็เข้าไปช่วยและฆ่าคนอียิปต์ที่ทำร้ายคนนั้นเพื่อแก้แค้นให้+ 25 โมเสสคิดว่าพวกพี่น้องคงเข้าใจว่าพระเจ้าใช้โมเสสให้มาช่วยปลดปล่อยพวกเขา แต่พวกเขาไม่ได้คิดอย่างนั้น 26 วันถัดมา โมเสสไปหาคนอิสราเอลและเห็น 2 คนกำลังทะเลาะกัน เขาจึงพยายามช่วยให้คืนดีกันโดยบอกว่า ‘พวกคุณเป็นพี่น้องกันนะ ทำไมถึงทำร้ายกันอย่างนี้ล่ะ?’+ 27 แต่คนที่กำลังทำร้ายเพื่อนอยู่นั้นผลักโมเสสออกไป และพูดว่า ‘ใครตั้งคุณให้เป็นผู้นำและผู้พิพากษาตัดสินพวกเรา? 28 คุณจะมาฆ่าผมเหมือนที่คุณฆ่าชาวอียิปต์คนนั้นเมื่อวานนี้หรือ?’+ 29 เมื่อโมเสสได้ยินอย่างนั้นก็หนีไปอยู่ในแผ่นดินมีเดียนแบบคนต่างชาติและมีลูกชาย 2 คนที่นั่น+
30 “สี่สิบปีผ่านไป ทูตสวรรค์ได้มาหาโมเสสโดยปรากฏเป็นเปลวไฟที่พุ่มหนามในที่กันดารแถบภูเขาซีนาย+ 31 พอโมเสสเห็นก็แปลกใจ และเมื่อเข้าไปดูก็ได้ยินเสียงของพระยะโฮวาพูดว่า 32 ‘เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า คือพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ’+ แล้วโมเสสก็กลัวจนตัวสั่นไม่กล้าดูอีก 33 พระยะโฮวาบอกเขาว่า ‘ถอดรองเท้าด้วย เพราะที่ที่เจ้ายืนอยู่เป็นที่บริสุทธิ์+ 34 เราเห็นแล้วว่าประชาชนของเราซึ่งอยู่ในอียิปต์กำลังถูกกดขี่ เราได้ยินเสียงคร่ำครวญของพวกเขา+ เราลงมาช่วยพวกเขาให้รอด ตอนนี้ เราจะใช้เจ้าไปที่อียิปต์’+ 35 พวกเขาปฏิเสธโมเสสคนนี้และพูดว่า ‘ใครตั้งคุณให้เป็นผู้นำและผู้พิพากษา?’+ แต่พระเจ้าใช้ทูตสวรรค์ไปหาโมเสส+ที่พุ่มหนามนั้นและส่งเขาให้มาเป็นผู้นำและผู้ช่วยให้รอด 36 โมเสสคนนี้เองที่นำบรรพบุรุษของเราออกมาจากอียิปต์+ เขาทำการอัศจรรย์และแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ในอียิปต์+ ที่ทะเลแดง+ และในที่กันดารเป็นเวลา 40 ปี+
37 “โมเสสคนนี้แหละที่บอกชาวอิสราเอลว่า ‘พระเจ้าจะแต่งตั้งคนหนึ่งเพื่อพวกคุณจากพี่น้องของพวกคุณเอง ให้เป็นผู้พยากรณ์เหมือนผม’+ 38 โมเสสคนนี้อยู่กับพวกอิสราเอลในที่กันดาร เขาอยู่ที่นั่นกับบรรพบุรุษของพวกเราและกับทูตสวรรค์+ที่พูดกับเขา+บนภูเขาซีนาย เขาเป็นคนที่รับถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ที่คงอยู่ตลอดไปมาให้พวกเรา+ 39 แต่บรรพบุรุษของพวกเราไม่ยอมเชื่อฟังโมเสสและไม่ยอมรับเขา+ พวกเขาคิดแต่จะกลับไปอียิปต์+ 40 พวกเขาจึงบอกอาโรนว่า ‘สร้างพระให้นำทางพวกเราหน่อยสิ เพราะพวกเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโมเสสที่พาพวกเราออกมาจากอียิปต์’+ 41 แล้วพวกเขาก็หล่อรูปลูกวัวขึ้น เอาของมาบูชารูปนั้น และพากันเลี้ยงฉลองสิ่งที่พวกเขาทำขึ้นเอง+ 42 พระเจ้าหันหน้าหนีจากพวกเขาและปล่อยให้พวกเขากราบไหว้หมู่ดาวในท้องฟ้า+ อย่างที่มีเขียนไว้ในหนังสือของพวกผู้พยากรณ์ว่า ‘พวกอิสราเอล ตลอด 40 ปีในที่กันดาร พวกเจ้าไม่ได้เอาเครื่องบูชาและของถวายมาให้เราหรอก 43 แต่พวกเจ้าขนเต็นท์ของพระโมล็อค*+และรูปดาวของพระเรฟาน แล้วกราบไหว้ของพวกนี้ที่พวกเจ้าทำขึ้นเองต่างหากล่ะ เพราะอย่างนี้ เราจะเนรเทศพวกเจ้าไปให้ไกลเลยบาบิโลนไปอีก’+
44 “บรรพบุรุษของพวกเรามีเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ในที่กันดารที่แสดงว่าพระเจ้าอยู่กับเขา พระองค์สั่งโมเสสให้สร้างเต็นท์นั้นตามแบบที่พระเจ้าให้เขาเห็น+ 45 แล้วบรรพบุรุษของพวกเราที่ได้รับเต็นท์นั้นก็ได้ขนเต็นท์ไปโดยการนำของโยชูวา เข้าไปไว้ในแผ่นดินของคนต่างชาติ+ที่พระเจ้าขับไล่ออกไป+ แล้วเต็นท์ก็อยู่ในแผ่นดินนั้นจนถึงสมัยของดาวิด 46 พระเจ้าพอใจดาวิดมาก และเขาขอเป็นคนสร้างวิหารให้พระเจ้าของยาโคบ+ 47 แต่คนที่ได้สร้างวิหารสำหรับพระองค์คือโซโลมอน+ 48 ถึงอย่างไร พระเจ้าองค์สูงสุดก็ไม่ได้อยู่ในวิหารที่มนุษย์เป็นคนสร้าง+ เหมือนที่ผู้พยากรณ์บอกไว้ว่า 49 ‘พระยะโฮวาพูดว่า “สวรรค์เป็นบัลลังก์ของเรา+ ส่วนโลกก็เป็นที่วางเท้าของเรา+ แล้ววิหารแบบไหนล่ะที่เจ้าคิดจะสร้างให้เราอยู่? หรือจะให้เราอยู่ที่ไหนดีล่ะ? 50 เราเองเป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่ใช่หรือ?”’+
51 “พวกคนดื้อดึง ใจแข็งและหูตึง+ พวกคุณเอาแต่ต่อต้านพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าเหมือนกับบรรพบุรุษของคุณ+ 52 มีผู้พยากรณ์คนไหนบ้างที่บรรพบุรุษของคุณไม่ได้ข่มเหง?+ พวกเขาฆ่าคนที่บอกล่วงหน้าเรื่องการมาของท่านผู้นั้นที่เชื่อฟังพระเจ้า*+ และตอนนี้พวกคุณเองทรยศและฆ่าท่าน+ 53 พวกคุณเป็นคนที่ได้รับกฎหมายของโมเสสที่ทูตสวรรค์ถ่ายทอดมา+แต่กลับไม่ทำตาม”
54 เมื่อพวกเขาได้ยินอย่างนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟและอยากจะทำร้ายสเทเฟน+ 55 แต่สเทเฟนซึ่งเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์มองขึ้นไปบนท้องฟ้าและได้เห็นสง่าราศีของพระเจ้าและเห็นพระเยซูยืนอยู่ข้างขวาของพระองค์+ 56 แล้วเขาก็พูดว่า “ดูนั่นสิ ผมเห็นท้องฟ้าเปิดออกและ ‘ลูกมนุษย์’+ ยืนอยู่ข้างขวาของพระเจ้า”+ 57 เมื่อพวกนั้นได้ยินก็ร้องตะโกนสุดเสียงพร้อมกับเอามือปิดหู และวิ่งกรูกันเข้าใส่สเทเฟน 58 พวกเขาลากสเทเฟนออกไปนอกเมืองแล้วเริ่มเอาหินขว้างเขา+ พวกคนที่เป็นพยาน+ปรักปรำสเทเฟนก็เอาเสื้อชั้นนอกฝากไว้ที่ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซาโล+ 59 ระหว่างที่พวกเขาขว้างหินใส่ สเทเฟนอ้อนวอนว่า “พระเยซูผู้เป็นนาย ผมขอฝากชีวิตไว้กับท่านด้วย” 60 แล้วสเทเฟนก็คุกเข่าลง ร้องเสียงดังว่า “พระยะโฮวา ขออย่าถือโทษพวกเขาที่ทำบาปครั้งนี้”+ เมื่อพูดอย่างนั้นแล้วเขาก็สิ้นใจตาย
8 เซาโลก็เห็นด้วยกับการฆ่าสเทเฟน+
ตั้งแต่วันนั้น เริ่มมีการข่มเหงประชาคมในกรุงเยรูซาเล็มอย่างรุนแรง สาวกทุกคนยกเว้นพวกอัครสาวกก็กระจัดกระจายไปทั่วแคว้นยูเดียและสะมาเรีย+ 2 คนที่เลื่อมใสพระเจ้าก็มาหามศพสเทเฟนไปฝัง และพากันร้องไห้คร่ำครวญถึงเขาอย่างหนัก 3 เซาโลเริ่มกวาดล้างประชาคม บุกเข้าไปตามบ้าน แล้วฉุดลากคริสเตียนทั้งผู้ชายและผู้หญิงไปขังคุก+
4 ส่วนคนที่กระจัดกระจายไปก็ประกาศข่าวดีเกี่ยวกับคำสอนของพระเจ้าทั่วทุกแห่งที่พวกเขาไป+ 5 ฟีลิป+ไปที่เมืองสะมาเรีย+และประกาศเรื่องพระคริสต์ให้คนที่นั่นฟัง 6 เมื่อได้ยินฟีลิปพูดและเห็นเขาทำการอัศจรรย์ ทุกคนก็ตั้งใจฟังเขา 7 มีหลายคนที่ถูกปีศาจสิง พวกปีศาจร้องเสียงดังแล้วออกมาจากพวกเขา+ ส่วนหลายคนที่เป็นอัมพาตและเป็นง่อยก็ได้รับการรักษาให้หาย 8 ชาวเมืองนั้นจึงมีความสุขกันมาก
9 ในเมืองนั้นมีคนหนึ่งชื่อซีโมน เขาใช้เวทมนตร์คาถาจนทำให้คนสะมาเรียรู้สึกทึ่ง เขาบอกว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ 10 ทุกคนตั้งแต่คนต่ำต้อยที่สุดจนถึงคนสำคัญที่สุดก็ฟังเขาและพูดกันว่า “คนนี้มีฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่จากพระเจ้า” 11 ผู้คนสนใจฟังเขาเพราะเขาทำให้คนทึ่งในเวทมนตร์คาถาของเขามานานแล้ว 12 แต่เมื่อฟีลิปประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้า+และชื่อของพระเยซูคริสต์ ผู้คนทั้งชายและหญิงก็เชื่อและรับบัพติศมา+ 13 ซีโมนเองก็มาเป็นสาวกด้วย เมื่อเขารับบัพติศมาแล้วก็คอยติดตามฟีลิป เขารู้สึกทึ่งที่เห็นการอัศจรรย์และปาฏิหาริย์ที่ฟีลิปทำ
14 เมื่อพวกอัครสาวกในกรุงเยรูซาเล็มได้ข่าวว่าคนสะมาเรียยอมรับคำสอนของพระเจ้า+ พวกเขาจึงส่งเปโตรกับยอห์นไปที่นั่น 15 เมื่อสองคนนั้นไปถึงก็อธิษฐานเพื่อคนที่เชื่อจะได้รับพลังบริสุทธิ์+ 16 เพราะยังไม่มีใครสักคนในเมืองนั้นได้รับพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า พวกเขาแค่รับบัพติศมาในนามของพระเยซูผู้เป็นนายเท่านั้น+ 17 แล้วเปโตรกับยอห์นก็วางมือบนพวกเขา+ พวกเขาจึงได้รับพลังบริสุทธิ์
18 เมื่อซีโมนเห็นว่าอัครสาวกทั้งสองทำให้ผู้คนได้รับพลังของพระเจ้าด้วยการวางมือ เขาจึงเสนอเงินให้ 19 และพูดว่า “ขอให้ผมมีอำนาจอย่างนี้ด้วย เพื่อทุกคนที่ผมวางมือจะได้รับพลังบริสุทธิ์” 20 แต่เปโตรพูดกับเขาว่า “ให้เงินของคุณพินาศไปพร้อมกับคุณ เพราะคุณคิดว่าจะใช้เงินซื้อของที่พระเจ้าให้ฟรี ๆ ได้+ 21 คุณไม่มีทางจะได้สิ่งนี้เพราะพระเจ้าเห็นว่าใจคุณไม่ซื่อ 22 กลับใจและเลิกคิดชั่ว ๆ แบบนี้ซะ ให้คุณอ้อนวอนพระยะโฮวา เผื่อว่าพระองค์จะให้อภัยที่คุณมีความคิดผิด ๆ แบบนี้ 23 เพราะผมเห็นว่าใจของคุณเป็นเหมือนยาพิษและเต็มไปด้วยความชั่ว” 24 ซีโมนก็พูดว่า “ขอให้พวกคุณช่วยอ้อนวอนพระยะโฮวาเพื่อผมด้วย อย่าให้สิ่งที่คุณพูดนั้นเกิดขึ้นกับผมเลย”
25 เมื่อเปโตรกับยอห์นพูดเรื่องคำสอนของพระยะโฮวาและประกาศอย่างทั่วถึงแล้ว ก็เดินทางกลับกรุงเยรูซาเล็ม ระหว่างทางพวกเขาประกาศข่าวดีตามหมู่บ้านของคนสะมาเรียอีกหลายแห่ง+
26 ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา+มาบอกฟีลิปว่า “รีบเดินทางไปทิศใต้ ไปที่ถนนสายกรุงเยรูซาเล็มที่จะไปเมืองกาซา” (ทางนี้ต้องผ่านที่กันดาร) 27 ฟีลิปก็รีบเดินทางไป และพบผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นข้าราชการชาวเอธิโอเปียที่มีตำแหน่งสูงของราชินีคานดาสีของเอธิโอเปีย และเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของเธอ เขาไปนมัสการพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม+ 28 ตอนเดินทางกลับ เขานั่งอยู่บนรถม้าและกำลังอ่านออกเสียงข้อความในหนังสือของผู้พยากรณ์อิสยาห์ 29 พลังของพระเจ้าบอกฟีลิปว่า “เข้าไปใกล้ ๆ รถม้าคันนั้นสิ” 30 ฟีลิปก็วิ่งไปข้าง ๆ รถม้าและได้ยินข้าราชการคนนั้นอ่านหนังสือของผู้พยากรณ์อิสยาห์ ฟีลิปจึงถามว่า “คุณเข้าใจเรื่องที่อ่านอยู่ไหม?” 31 เขาตอบว่า “ถ้าไม่มีใครอธิบาย ผมจะเข้าใจได้ยังไงล่ะ?” แล้วเขาก็ชวนฟีลิปให้ขึ้นรถไปด้วยกัน 32 ข้อความในพระคัมภีร์ที่เขาอ่านอยู่นั้นบอกว่า “เขาถูกพาไปเหมือนแกะที่ถูกพาไปฆ่า+ เหมือนลูกแกะที่นิ่งเงียบเมื่ออยู่ตรงหน้าคนตัดขน เขาไม่ปริปากพูดอะไรเลย+ 33 เขาถูกเหยียดหยามและได้รับการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม+ ใครจะบอกเล่ารายละเอียดความเป็นมาของเขา? เพราะชีวิตของเขาถูกพรากไปจากโลกนี้แล้ว”+
34 ข้าราชการคนนั้นพูดกับฟีลิปว่า “ช่วยบอกผมหน่อยว่าผู้พยากรณ์พูดถึงใคร พูดถึงตัวเขาเองหรือคนอื่น?” 35 แล้วฟีลิปก็บอกข่าวดีเรื่องพระเยซูให้เขาฟัง เริ่มจากข้อคัมภีร์นี้ 36 ตอนที่พวกเขากำลังนั่งรถไปตามทาง ก็มาถึงแหล่งน้ำแห่งหนึ่ง ข้าราชการคนนั้นจึงพูดว่า “ดูสิ ที่นี่มีน้ำด้วย มีอะไรไหมที่ทำให้ผมยังรับบัพติศมาไม่ได้?” 37 —— 38 เขาจึงสั่งให้หยุดรถ แล้วฟีลิปก็ลงไปในน้ำกับเขาและให้บัพติศมาเขา 39 เมื่อทั้งสองคนขึ้นจากน้ำแล้ว พลังของพระยะโฮวาก็พาตัวฟีลิปไปทันที และข้าราชการคนนั้นไม่เห็นฟีลิปอีกเลย เขาเดินทางต่อไปอย่างมีความสุข 40 ส่วนฟีลิปก็ไปอยู่ที่เมืองอัชโดด เขาไปประกาศข่าวดีในทุกเมืองทั่วเขตนั้นจนถึงเมืองซีซารียา+
9 ในช่วงนั้น เซาโลยังข่มขู่สาวกของผู้เป็นนาย+และอยากจะฆ่าพวกเขา เซาโลจึงไปพบมหาปุโรหิต 2 และขอให้เขียนจดหมายเพื่อเอาไปยื่นตามที่ประชุมของชาวยิวในกรุงดามัสกัส เขาจะได้จับกุมใครก็ตามที่ถือทางนั้น+ทั้งผู้ชายผู้หญิง และพาตัวไปที่กรุงเยรูซาเล็ม
3 ตอนที่เซาโลเดินทางใกล้จะถึงกรุงดามัสกัส จู่ ๆ ก็มีแสงสว่างจากฟ้าส่องมาที่ตัวเขา+ 4 แล้วเขาก็ล้มลงกับพื้นและได้ยินเสียงพูดว่า “เซาโล เซาโล คุณข่มเหงผมทำไม?” 5 เซาโลถามว่า “นายท่าน ท่านเป็นใคร?” ท่านตอบว่า “ผมคือเยซู+ผู้ที่คุณข่มเหง+ 6 ลุกขึ้น แล้วเข้าไปในเมือง จะมีคนบอกคุณว่าจะต้องทำอะไรต่อไป” 7 พวกคนที่เดินทางไปกับเซาโลก็ยืนงงพูดอะไรไม่ออก พวกเขาได้ยินเสียงพูดนั้นแต่ไม่เห็นใคร+ 8 เซาโลลุกขึ้น แต่เขามองอะไรไม่เห็นทั้ง ๆ ที่ลืมตาอยู่ พวกที่เดินทางมาด้วยจึงจูงมือพาเซาโลเข้าไปในกรุงดามัสกัส 9 เซาโลมองไม่เห็น+และไม่กินไม่ดื่มอะไรเลย 3 วัน
10 ในกรุงดามัสกัสมีสาวกคนหนึ่งชื่ออานาเนีย+ ผู้เป็นนายพูดกับเขาในนิมิตว่า “อานาเนีย” เขาตอบว่า “ผมอยู่นี่ครับนาย” 11 ผู้เป็นนายบอกเขาว่า “ให้คุณไปที่ถนนที่ชื่อถนนตรง ไปที่บ้านยูดาส แล้วตามหาผู้ชายชื่อเซาโลซึ่งมาจากเมืองทาร์ซัส+ ตอนนี้เขาอธิษฐานอยู่ 12 เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งในนิมิตชื่ออานาเนียไปหาเขา ซึ่งก็คือคุณ เขาเห็นคุณวางมือบนเขาและทำให้เขามองเห็นได้อีก”+ 13 แต่อานาเนียบอกว่า “นายท่าน ผมได้ยินหลายคนพูดถึงผู้ชายคนนี้ว่าเขาได้ทำร้ายพวกสาวก*ของท่านในกรุงเยรูซาเล็ม 14 และตอนนี้เขาได้รับอำนาจจากพวกปุโรหิตใหญ่ให้มาจับตัวทุกคนที่พูดถึงชื่อของท่าน”+ 15 แต่ผู้เป็นนายบอกอานาเนียว่า “ไปเถอะ เพราะผู้ชายคนนี้เป็นเครื่องมือที่ผมเลือกไว้+เพื่อประกาศชื่อของผมให้กับคนต่างชาติ+รวมทั้งกษัตริย์+และคนอิสราเอล 16 ผมจะทำให้เขารู้ว่าเขาจะต้องทนทุกข์เพื่อชื่อของผมมากขนาดไหน”+
17 อานาเนียก็ไปที่บ้านหลังนั้นแล้ววางมือบนเซาโลและพูดว่า “พี่น้องเซาโล พระเยซูผู้เป็นนายซึ่งปรากฏกับคุณตอนที่เดินทางมาได้ใช้ผมมาช่วยคุณให้มองเห็นอีก และช่วยให้คุณเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์”+ 18 ทันใดนั้น ก็มีอะไรที่เหมือนเกล็ดตกออกมาจากตาของเซาโล เขาก็มองเห็นได้อีก แล้วรับบัพติศมา 19 หลังจากกินอาหารแล้วเขาก็มีแรงขึ้น
เซาโลพักอยู่กับพวกสาวกในกรุงดามัสกัสหลายวัน+ 20 แล้วก็เริ่มไปประกาศตามที่ประชุมของชาวยิวทันทีว่าพระเยซูเป็นลูกของพระเจ้า 21 ทุกคนที่ได้ยินก็แปลกใจและพูดว่า “คนนี้ไม่ใช่หรือที่ทำร้ายคนในกรุงเยรูซาเล็มที่เชื่อในชื่อของคนนั้น?+ เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อจับตัวคนพวกนั้นไปให้พวกปุโรหิตใหญ่หรือ?”+ 22 แต่เซาโลยิ่งกระตือรือร้นขึ้นเรื่อย ๆ เขาให้ข้อพิสูจน์อย่างสมเหตุสมผลว่าพระเยซูคือพระคริสต์ จนทำให้ชาวยิวที่อยู่ในกรุงดามัสกัสเถียงไม่ออก+
23 ต่อมา พวกยิวปรึกษากันเพื่อหาทางฆ่าเซาโล+ 24 แต่เซาโลรู้แผนของพวกเขา ถึงอย่างนั้น พวกยิวก็ยังคอยเฝ้าอยู่ตามประตูเมืองทั้งวันทั้งคืนเพื่อจะรอฆ่าเขาให้ได้ 25 ตอนกลางคืน พวกศิษย์ของเซาโลจึงให้เขานั่งในตะกร้าใหญ่แล้วหย่อนลงทางช่องหน้าต่างบนกำแพงเมือง+
26 เมื่อเซาโลเดินทางมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม+ เขาพยายามเข้าร่วมกับพวกสาวก แต่พวกสาวกยังกลัวเซาโลอยู่เพราะไม่เชื่อว่าเขาเข้ามาเป็นสาวกจริง ๆ 27 บาร์นาบัส+จึงมาช่วยเซาโลและพาไปหาพวกอัครสาวก แล้วเล่าอย่างละเอียดว่าระหว่างที่เซาโลเดินทาง เขาได้พบกับผู้เป็นนาย+และผู้เป็นนายได้พูดกับเขา และบาร์นาบัสยังเล่าอีกว่าเซาโลได้ประกาศชื่อของพระเยซูด้วยความกล้าหาญในกรุงดามัสกัส+ 28 แล้วเซาโลก็อยู่กับพวกอัครสาวก ใช้ชีวิตตามปกติในกรุงเยรูซาเล็ม และพูดในนามของผู้เป็นนายอย่างกล้าหาญ 29 เขาคุยและยกเหตุผลแย้งกับคนยิวที่พูดภาษากรีก คนพวกนั้นจึงพยายามจะฆ่าเขา+ 30 เมื่อพวกพี่น้องรู้เรื่องนี้ก็พาเซาโลไปที่เมืองซีซารียาแล้วส่งต่อไปที่เมืองทาร์ซัส+
31 ประชาคมทั่วแคว้นยูเดีย กาลิลี และสะมาเรีย+จึงมีช่วงเวลาที่สงบสุขช่วงหนึ่ง และประชาคมก็เข้มแข็งขึ้น พวกเขาใช้ชีวิตตามแนวทางของพระยะโฮวา และได้รับกำลังใจจากพลังบริสุทธิ์+ ทำให้ประชาคมมีคนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
32 ตอนนั้น เปโตรเดินทางไปทั่วทุกแห่งในแถบนั้น เขามาหาพวกสาวก*ที่อยู่ในเมืองลิดดาด้วย+ 33 ที่นั่นเขาได้พบผู้ชายคนหนึ่งชื่อไอเนอัสซึ่งนอนนิ่งอยู่บนที่นอน 8 ปีแล้วเพราะเป็นอัมพาต 34 เปโตรพูดกับเขาว่า “ไอเนอัส พระเยซูคริสต์รักษาคุณแล้ว+ ลุกขึ้นเก็บที่นอนเถอะ”+ เขาก็ลุกขึ้นทันที 35 เมื่อทุกคนที่อยู่ในเมืองลิดดาและที่ราบชาโรนเห็นเขา ก็เข้ามาเป็นสาวกของผู้เป็นนาย
36 ในเมืองยัฟฟามีสาวกคนหนึ่งชื่อทาบิธา ซึ่งในภาษากรีกเรียกว่า โดร์คัส เธอทำสิ่งดี ๆ มากมายและช่วยเหลือคนยากคนจน 37 แต่ในช่วงนั้น เธอป่วยแล้วก็ตาย พวกสาวกในเมืองนั้นจึงอาบน้ำศพเธอแล้ววางไว้ในห้องชั้นบน 38 เมืองยัฟฟาอยู่ใกล้เมืองลิดดา เมื่อพวกสาวกได้ยินว่าเปโตรอยู่ในเมืองลิดดาก็ใช้ 2 คนไปขอร้องว่า “รีบมาหาพวกเราด้วยเถอะ” 39 เปโตรจึงรีบไปกับสองคนนั้น พอไปถึงแล้วพวกเขาก็พาเปโตรขึ้นไปในห้องชั้นบน พวกแม่ม่ายเข้ามาหาเขาและร้องไห้ แล้วให้เปโตรดูเสื้อผ้ามากมายที่โดร์คัสทำให้พวกเธอตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ 40 เปโตรให้ทุกคนออกไปก่อน+แล้วคุกเข่าลงอธิษฐาน และเมื่อหันมาทางศพนั้น เปโตรพูดว่า “ทาบิธา ลุกขึ้นมาเถอะ” เธอก็ลืมตา พอเห็นเปโตรเธอก็ลุกขึ้นนั่ง+ 41 เปโตรยื่นมือพยุงเธอให้ลุกขึ้นยืน แล้วเรียกพวกสาวก*กับพวกแม่ม่ายเข้ามาและให้พวกเขาเห็นว่าเธอฟื้นขึ้นมามีชีวิตแล้ว+ 42 เรื่องนี้ก็รู้กันไปทั่วเมืองยัฟฟา และมีหลายคนเข้ามาเป็นสาวกของผู้เป็นนาย+ 43 เปโตรพักอยู่ในเมืองยัฟฟาหลายวันที่บ้านของซีโมนช่างฟอกหนัง+
10 ในเมืองซีซารียามีผู้ชายคนหนึ่งชื่อโคร์เนลิอัสเป็นนายร้อยในกองทหารที่เรียกกันว่า หน่วยอิตาลี 2 เขากับทุกคนในบ้านเลื่อมใสและเกรงกลัวพระเจ้า เขาช่วยเหลือคนจนมากมายและอธิษฐานอ้อนวอนพระเจ้าเสมอ 3 วันหนึ่งตอนประมาณบ่าย 3 โมง+ เขาเห็นนิมิต ในนิมิตนั้นเขาเห็นชัดว่ามีทูตสวรรค์ของพระเจ้ามาหาเขา และพูดกับเขาว่า “โคร์เนลิอัส” 4 เมื่อมองที่ทูตสวรรค์นั้น เขาก็กลัวและพูดว่า “นายท่าน มีอะไรครับ?” ทูตสวรรค์ตอบว่า “พระเจ้าฟังคำอธิษฐานของคุณแล้วและพระองค์พอใจที่เห็นคุณช่วยเหลือคนยากคนจน+ 5 ตอนนี้ ให้คุณใช้คนไปที่เมืองยัฟฟาแล้วเชิญคนที่ชื่อซีโมนมา เขามีอีกชื่อหนึ่งว่าเปโตร 6 เขาพักอยู่กับคนชื่อซีโมนที่เป็นช่างฟอกหนังซึ่งมีบ้านอยู่ริมทะเล” 7 พอทูตสวรรค์ไปแล้ว โคร์เนลิอัสก็เรียกคนรับใช้สองคนกับทหารคนสนิทคนหนึ่งที่เลื่อมใสพระเจ้าเข้ามาหา 8 และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แล้วใช้พวกเขาไปเมืองยัฟฟา
9 วันต่อมา เมื่อพวกเขากำลังเดินทางใกล้จะถึงเมืองยัฟฟา ตอนประมาณเที่ยงวัน เปโตรขึ้นไปอธิษฐานบนดาดฟ้า 10 เขาหิวมาก ตอนที่คนในบ้านเตรียมอาหารกันอยู่ เปโตรก็เคลิ้มไป+ 11 แล้วเขาเห็นท้องฟ้าเปิดออก มีอะไรบางอย่าง*ดูเหมือนผ้าลินินผืนใหญ่ที่กางไว้ทั้งสี่มุมค่อย ๆ หย่อนลงมาบนโลก 12 ในผ้าผืนนั้นมีสัตว์ทุกชนิดในโลก ทั้งสัตว์สี่เท้า สัตว์เลื้อยคลาน และนกด้วย 13 แล้วมีเสียงพูดว่า “เปโตร ลุกขึ้นมาฆ่าสัตว์พวกนี้กินสิ” 14 แต่เปโตรบอกว่า “ไม่ได้หรอกครับนายท่าน ผมไม่เคยกินของที่ต้องห้ามและไม่สะอาดตามกฎหมายเลย”+ 15 เสียงนั้นบอกเขาอีกครั้งว่า “สิ่งที่พระเจ้าทำให้สะอาดแล้ว อย่าถือว่าไม่สะอาดอีกเลย” 16 เสียงนั้นบอกเหมือนเดิมอีกเป็นครั้งที่สาม แล้วผ้า*นั้นก็ถูกดึงขึ้นไปในท้องฟ้าทันที
17 ตอนที่เปโตรยังงงและสงสัยอยู่ว่านิมิตที่เห็นนั้นหมายความว่าอะไร คนที่โคร์เนลิอัสใช้มาก็ถามหาบ้านของซีโมนและมายืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้านพอดี+ 18 พวกเขาตะโกนถามว่าซีโมนที่มีอีกชื่อหนึ่งว่าเปโตรพักอยู่ที่นี่หรือเปล่า 19 ตอนที่เปโตรยังคิดถึงเรื่องนิมิตนั้นอยู่ พลังของพระเจ้า+ก็พูดกับเขาว่า “เปโตร มีผู้ชาย 3 คนมาตามหาคุณแน่ะ 20 ลงไปข้างล่างและไปกับพวกเขาเถอะ อย่าสงสัยเลย เพราะเราใช้พวกเขามา” 21 เปโตรจึงลงไปหาพวกเขาและพูดว่า “ผมเองคือคนที่พวกคุณตามหา มีธุระอะไรหรือ?” 22 พวกเขาตอบว่า “นายร้อยโคร์เนลิอัส+ใช้พวกเรามาหาคุณครับ เขาเป็นคนดีและเกรงกลัวพระเจ้า คนยิวทุกคนก็พูดถึงเขาในทางที่ดี เขาได้รับคำสั่งจากพระเจ้าผ่านทางทูตสวรรค์บริสุทธิ์ให้มาเชิญคุณไปที่บ้านเขาเพื่อจะฟังเรื่องที่คุณพูด” 23 เปโตรจึงเชิญพวกเขาเข้ามาและให้พักอยู่ที่นั่น
วันต่อมา เปโตรเดินทางไปกับพวกเขา พี่น้องบางคนจากเมืองยัฟฟาก็ไปด้วย 24 เปโตรไปถึงเมืองซีซารียาในวันรุ่งขึ้น โคร์เนลิอัสกำลังคอยพวกเขาอยู่ เขาเรียกญาติ ๆ กับเพื่อนสนิทมาอยู่พร้อมหน้ากันด้วย 25 พอโคร์เนลิอัสเห็นเปโตรเข้ามาก็หมอบลงแทบเท้าแสดงความเคารพ 26 แต่เปโตรจับตัวเขาให้ลุกขึ้นและพูดว่า “ลุกขึ้นเถอะ ผมเป็นคนธรรมดาเหมือนคุณนั่นแหละ”+ 27 พวกเขาคุยกันและเดินเข้าไปข้างใน แล้วเปโตรก็เห็นคนมากมายอยู่ที่นั่น 28 เปโตรจึงพูดกับคนพวกนั้นว่า “พวกคุณก็รู้ว่ามันผิดกฎที่คนยิวจะติดต่อเกี่ยวข้องกับคนต่างชาติ+ แต่พระเจ้าทำให้ผมรู้แล้วว่าไม่ควรถือว่าคนอื่นไม่สะอาดไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม+ 29 เพราะอย่างนี้ พอมีคนไปเชิญ ผมเลยไม่ขัดข้องที่จะมาที่นี่ แต่ผมขอถามหน่อยว่าพวกคุณเชิญผมมาทำไม?”
30 โคร์เนลิอัสจึงบอกว่า “เมื่อ 4 วันก่อน ประมาณบ่าย 3 โมงเวลาเดียวกันนี้ ผมกำลังอธิษฐานอยู่ในบ้าน อยู่ดี ๆ ก็มีคนหนึ่งสวมเสื้อที่สว่างเจิดจ้ามายืนอยู่ตรงหน้าผม 31 และพูดว่า ‘โคร์เนลิอัส พระเจ้าฟังคำอธิษฐานของคุณและนึกถึงสิ่งที่คุณทำเพื่อช่วยเหลือคนยากคนจน+ 32 ให้คุณใช้คนไปที่เมืองยัฟฟาแล้วเชิญคนที่ชื่อซีโมนมา เขามีอีกชื่อหนึ่งว่าเปโตร เขาพักอยู่ในบ้านซีโมนช่างฟอกหนังซึ่งอยู่ริมทะเล’+ 33 ผมจึงใช้คนไปเชิญคุณทันที ขอบคุณมากที่คุณมา ตอนนี้ พวกผมอยู่พร้อมกันต่อหน้าพระเจ้าแล้วเพื่อจะฟังสิ่งที่พระยะโฮวาสั่งให้คุณพูด”
34 เปโตรจึงเริ่มพูดว่า “ตอนนี้ผมเข้าใจจริง ๆ แล้วว่าพระเจ้าไม่ลำเอียง+ 35 พระองค์ยอมรับทุกคนที่เกรงกลัวพระองค์และทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าเขาจะเป็นคนชาติไหนก็ตาม+ 36 พระองค์ส่งข่าวไปถึงชาวอิสราเอล เป็นข่าวดีที่ว่าคนเราจะมีสันติสุขกับพระเจ้า+ได้โดยทางพระเยซูคริสต์ ท่านผู้นี้แหละเป็นนายของทุกคน+ 37 พวกคุณก็รู้เรื่องที่ผู้คนลือกันทั่วแคว้นยูเดีย ซึ่งเริ่มพูดกันตั้งแต่แคว้นกาลิลี+หลังจากยอห์นได้ประกาศเรื่องบัพติศมา+ 38 คือเรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธที่พระเจ้าได้เจิมไว้ด้วยพลังบริสุทธิ์+และให้อำนาจแก่ท่าน พระเยซูเดินทางไปทั่วทุกแห่งเพื่อทำสิ่งดี ๆ และรักษาคนที่ต้องทนทุกข์เพราะถูกมารครอบงำ+ ที่พระเยซูทำอย่างนี้ได้ก็เพราะพระเจ้าอยู่กับท่าน+ 39 พวกเราเป็นพยานรู้เห็นทุกอย่างที่พระเยซูทำในที่ที่ชาวยิวอยู่และในกรุงเยรูซาเล็ม แต่พวกเขาได้ฆ่าท่านโดยแขวนไว้บนเสา+ 40 พระเจ้าปลุกพระเยซูผู้นี้ให้ฟื้นขึ้นมาในวันที่สาม+ และให้ท่านปรากฏตัวให้คนเห็น 41 ไม่ใช่กับทุกคน แต่กับพยานมากมายที่พระเจ้าแต่งตั้งไว้ก่อนแล้ว คือพวกผมเองที่ได้กินและดื่มกับท่านตอนที่ท่านฟื้นขึ้นจากตายแล้ว+ 42 พระเยซูสั่งพวกผมให้ประกาศกับผู้คนและเป็นพยานยืนยันให้รู้ทั่วกันว่า+ ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าแต่งตั้งให้พิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย+ 43 ผู้พยากรณ์ทุกคนพูดถึงพระเยซูว่า+ คนที่แสดงความเชื่อในพระเยซูจะได้รับการอภัยบาปโดยอาศัยชื่อของท่าน”+
44 ตอนที่เปโตรกำลังพูดเรื่องนี้อยู่ ทุกคนที่ฟังคำสอนนั้นก็ได้รับพลังบริสุทธิ์+ 45 คนที่มีความเชื่อที่มากับเปโตรซึ่งเป็นคนที่เข้าสุหนัตแล้วก็ตกตะลึงที่เห็นว่าพระเจ้าให้*พลังบริสุทธิ์*กับคนต่างชาติด้วย 46 เพราะพวกเขาได้ยินคนพวกนั้นพูดภาษาต่าง ๆ และยกย่องพระเจ้า+ แล้วเปโตรก็พูดว่า 47 “ใครจะห้ามพวกเขาไม่ให้รับบัพติศมาในน้ำได้ล่ะ+ เพราะพวกเขาได้รับพลังบริสุทธิ์เหมือนพวกเราด้วย” 48 เปโตรจึงบอกให้พวกเขารับบัพติศมาในนามพระเยซูคริสต์+ แล้วพวกเขาก็ขอให้เปโตรอยู่ที่นั่นต่อไปอีกพักหนึ่ง
11 พวกอัครสาวกกับพี่น้องที่อยู่ในแคว้นยูเดียได้ยินว่าคนต่างชาติยอมรับคำสอนของพระเจ้าด้วย 2 พอเปโตรมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม พวกที่สนับสนุนการเข้าสุหนัต+ก็มาต่อว่าเขา* 3 และบอกว่า “คุณเข้าไปในบ้านคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตและกินอาหารกับคนพวกนั้นได้ยังไงกัน” 4 เปโตรจึงอธิบายเรื่องทั้งหมดให้พวกเขาฟังว่า
5 “ตอนที่ผมกำลังอธิษฐานอยู่ในเมืองยัฟฟา ผมก็เคลิ้มไปและเห็นนิมิต ผมเห็นอะไรบางอย่าง*เหมือนผ้าลินินผืนใหญ่ที่กางไว้ทั้งสี่มุมค่อย ๆ หย่อนจากฟ้าลงมาหาผม+ 6 พอผมมองดูในนั้น ก็เห็นสัตว์ทุกชนิดในโลก ทั้งสัตว์สี่เท้า สัตว์ป่า สัตว์เลื้อยคลาน และนกด้วย 7 แล้วผมก็ได้ยินเสียงพูดว่า ‘เปโตร ลุกขึ้นมาฆ่าสัตว์พวกนี้กินสิ’ 8 แต่ผมบอกว่า ‘ไม่ได้หรอกครับ นายท่าน ผมไม่เคยเอาของที่ต้องห้ามและไม่สะอาดตามกฎหมายเข้าปากเลย’ 9 เสียงนั้นบอกจากฟ้าเป็นครั้งที่สองว่า ‘สิ่งที่พระเจ้าทำให้สะอาดแล้ว อย่าถือว่าไม่สะอาดอีกเลย’ 10 เสียงนั้นบอกเหมือนเดิมอีกเป็นครั้งที่สาม แล้วของทุกอย่างก็ถูกดึงกลับขึ้นไปในท้องฟ้า 11 ในตอนนั้นเอง มีผู้ชาย 3 คนมายืนตรงหน้าบ้านที่พวกผมพักอยู่ พวกเขาถูกใช้มาจากเมืองซีซารียาให้มาหาผม+ 12 แล้วพลังของพระเจ้าก็สั่งผมให้ไปกับพวกเขาโดยไม่ต้องลังเล พี่น้อง 6 คนนี้ไปกับผมด้วย แล้วพวกเราก็เข้าไปในบ้านของผู้ชายคนนั้น
13 “ผู้ชายคนนั้นเล่าให้พวกเราฟังว่าเขาเห็นทูตสวรรค์ยืนอยู่ในบ้านเขาและบอกเขาว่า ‘ให้คุณใช้คนไปที่เมืองยัฟฟาแล้วเชิญคนที่ชื่อซีโมนมา เขามีอีกชื่อหนึ่งว่าเปโตร+ 14 เขาจะบอกคุณให้รู้ว่าคุณกับทุกคนในบ้านต้องทำอะไรเพื่อจะรอด’ 15 แต่ผมพูดยังไม่ทันจบ พวกเขาก็ได้รับพลังบริสุทธิ์เหมือนที่พวกเราได้รับตอนแรกนั้น+ 16 ทำให้ผมคิดถึงสิ่งที่ผู้เป็นนายเคยพูดว่า ‘ยอห์นให้บัพติศมาด้วยน้ำ+ แต่พวกคุณจะได้รับบัพติศมาด้วยพลังบริสุทธิ์’+ 17 ถ้าพระเจ้าให้ของขวัญพวกเขาเหมือนกับที่ให้พวกเราซึ่งเชื่อในพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายละก็ ผมเป็นใครล่ะที่จะไปขัดขวางพระเจ้า*ได้?”+
18 เมื่อคนพวกนั้นได้ยินจึงเลิกโต้แย้ง*แล้วยกย่องสรรเสริญพระเจ้าและพูดว่า “อย่างนี้ก็แสดงว่าพระเจ้าให้โอกาสคนต่างชาติกลับใจเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตด้วย”+
19 สาวกที่กระจัดกระจายไป+ในช่วงที่มีการข่มเหงหลังจากที่สเทเฟนถูกฆ่า ก็เดินทางไปไกลถึงฟีนิเซีย+ เกาะไซปรัส และเมืองอันทิโอก พวกเขาประกาศกับคนยิวเท่านั้น+ 20 แต่ในเมืองอันทิโอกนั้น มีสาวกบางคนในกลุ่มนั้นได้เริ่มพูดคุยกับผู้คนที่พูดภาษากรีกและประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูผู้เป็นนาย สาวกพวกนี้มาจากเกาะไซปรัสและเมืองไซรีน 21 พระยะโฮวาอยู่กับพวกเขา ทำให้คนมากมายเข้ามาเชื่อและเป็นสาวกของผู้เป็นนาย+
22 ประชาคมในกรุงเยรูซาเล็มได้ยินเรื่องพวกเขา จึงส่งบาร์นาบัส+ไปเมืองอันทิโอก 23 เมื่อบาร์นาบัสไปถึงและเห็นว่าพระเจ้าแสดงความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ดีใจมาก แล้วเขาก็ให้กำลังใจทุกคน และบอกพวกเขาให้ภักดีต่อผู้เป็นนายอย่างสุดหัวใจต่อ ๆ ไป+ 24 บาร์นาบัสเป็นคนดี มีความเชื่อเข้มแข็งและเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์ สิ่งนี้ทำให้คนเข้ามาเชื่อผู้เป็นนายเพิ่มขึ้นอีกมาก+ 25 แล้วบาร์นาบัสก็ไปเมืองทาร์ซัสเพื่อตามหาเซาโล+ 26 พอเจอแล้วก็พาไปที่เมืองอันทิโอก ทั้งสองคนประชุมกับประชาคมที่นั่น 1 ปีเต็มและสอนคนมากมาย และที่เมืองอันทิโอกนี่เองที่สาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรกตามการชี้นำจากพระเจ้า+
27 ในช่วงนั้นมีผู้พยากรณ์บางคน+เดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปเมืองอันทิโอก 28 คนหนึ่งในพวกนั้นชื่ออากาบุส+ พลังของพระเจ้าดลใจให้เขาพยากรณ์ว่าจะเกิดการขาดแคลนอาหารทั่วโลก+ ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงในช่วงที่คลาวดิอัสปกครอง+ 29 พวกสาวกจึงตกลงกันว่าจะส่งความช่วยเหลือ+ไปให้พี่น้องที่อยู่ในแคว้นยูเดียตามที่แต่ละคนจะให้ได้+ 30 แล้วพวกเขาก็ทำตามที่ตกลงกัน และฝากสิ่งของต่าง ๆ กับบาร์นาบัสและเซาโลเพื่อเอาไปให้พวกผู้ดูแลที่นั่น+
12 ตอนนั้นกษัตริย์เฮโรดเริ่มทำร้ายบางคนในประชาคม+ 2 เขาประหารยากอบที่เป็นพี่น้องกับยอห์น+ด้วยดาบ+ 3 เมื่อเห็นว่าพวกยิวชอบใจ เขาก็เลยจับเปโตรด้วย (ตอนนั้นเป็นช่วงเทศกาลขนมปังไม่ใส่เชื้อ)+ 4 เมื่อจับเปโตรได้แล้วก็เอาขังคุกไว้+ ให้มีทหารคุมวันละ 4 ผลัด ผลัดละ 4 คน และตั้งใจว่าหลังเทศกาลปัสกาจะเอาตัวออกมาตัดสินต่อหน้าประชาชน+ 5 เปโตรจึงต้องอยู่ในคุก และประชาคมก็อธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อเปโตรอย่างจริงจัง+
6 ในคืนก่อนที่เฮโรดจะเอาตัวเปโตรออกมาตัดสินต่อหน้าประชาชนนั้น เปโตรกำลังนอนหลับอยู่ มีโซ่ 2 เส้นล่ามไว้กับทหารข้างละคน และมียามเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องขัง 7 ทันใดนั้นก็มีทูตสวรรค์ของพระยะโฮวามายืนอยู่ตรงนั้น+ และมีแสงสว่างจ้าไปทั่วห้องขัง ทูตสวรรค์องค์นั้นสะกิดสีข้างเปโตรให้ตื่นขึ้น และบอกว่า “รีบลุกขึ้นเร็ว” โซ่ก็หลุดจากมือเปโตร+ 8 ทูตสวรรค์บอกเปโตรว่า “แต่งตัว*และใส่รองเท้าสิ” เปโตรก็ทำตาม แล้วทูตสวรรค์บอกว่า “ใส่เสื้อชั้นนอกแล้วตามผมมาเร็ว” 9 เปโตรก็ตามทูตสวรรค์ออกไป แต่เขาไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดอยู่นั้นเป็นเรื่องจริง คิดว่ากำลังเห็นนิมิต 10 พอผ่านทหารยามชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองแล้วก็มาถึงประตูเหล็กที่เป็นทางเข้าไปในเมือง ประตูนั้นก็เปิดเอง+ เมื่อออกไปแล้วทั้งสองไปที่ถนนสายหนึ่ง แล้วจู่ ๆ ทูตสวรรค์ก็หายตัวไป 11 พอเปโตรรู้สึกตัวก็พูดว่า “ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าพระยะโฮวาใช้ทูตสวรรค์ของพระองค์มาช่วยผมให้พ้นจากเงื้อมมือเฮโรดและจากทุกสิ่งที่พวกยิวอยากให้เกิดขึ้นกับผม”+
12 เมื่อเปโตรคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็ไปที่บ้านมารีย์แม่ของยอห์นที่มีอีกชื่อหนึ่งว่ามาระโก+ มีหลายคนมารวมตัวกันและอธิษฐานอยู่ที่นั่น 13 เปโตรมาเคาะประตูรั้ว สาวใช้ชื่อโรดาก็มาที่ประตู 14 เมื่อจำได้ว่าเป็นเสียงเปโตร เธอก็ดีใจมากจนลืมเปิดประตูให้ แต่กลับวิ่งเข้าไปบอกคนในบ้านว่าเปโตรยืนอยู่หน้าประตูรั้ว 15 คนในบ้านพูดกับโรดาว่า “เธอเพี้ยนหรือเปล่า?” แต่เธอยืนยันว่าเป็นเปโตรแน่ ๆ พวกเขาจึงบอกว่า “คงเป็นทูตสวรรค์ประจำตัวเปโตรล่ะมั้ง” 16 เปโตรยังยืนเคาะประตูอยู่จนเมื่อพวกเขามาเปิดประตูและเห็นเปโตร ก็แปลกใจกันใหญ่ 17 เปโตรโบกมือบอกให้พวกเขาเงียบ ๆ แล้วเล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่าพระยะโฮวาช่วยเขาออกจากคุกมาได้อย่างไร และพูดว่า “ไปบอกเรื่องนี้ให้ยากอบ+กับพวกพี่น้องรู้ด้วยนะ” แล้วเปโตรก็เดินทางไปที่อื่น
18 พอรุ่งเช้า เกิดความชุลมุนวุ่นวายกันใหญ่ในพวกทหาร พวกเขาสงสัยกันว่าเปโตรหายไปไหน 19 เฮโรดพยายามค้นหาเปโตรแต่ไม่เจอ จึงสอบสวนพวกทหารยามแล้วสั่งให้เอาตัวไปลงโทษ+ แล้วเฮโรดก็ออกจากแคว้นยูเดียไปอยู่ที่เมืองซีซารียาช่วงหนึ่ง
20 ตอนนั้นเฮโรดกำลังโกรธชาวเมืองไทระและไซดอน คนจากสองเมืองนั้นจึงพากันมาหาเฮโรด เมื่อพวกเขาเกลี้ยกล่อมบลัสทุสซึ่งเป็นผู้ดูแลวังแล้ว ก็ไปขอคืนดีกับเฮโรด เพราะเมืองของพวกเขาต้องพึ่งอาหารจากดินแดนของกษัตริย์เฮโรด 21 พอถึงวันสำคัญ เฮโรดแต่งชุดกษัตริย์เต็มยศนั่งบนบัลลังก์พิพากษาแล้วพูดปราศรัยต่อประชาชน 22 คนที่มาชุมนุมกันก็ร้องตะโกนว่า “นี่เป็นเสียงพระเจ้า ไม่ใช่เสียงมนุษย์” 23 ทันใดนั้นเอง ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาก็ลงโทษเฮโรดเพราะเขาไม่ได้ให้เกียรติพระเจ้า เขาจึงล้มป่วยและถูกหนอนกัดกินจนตาย
24 คำสอนของพระยะโฮวาแพร่ออกไปและคนก็เข้ามาเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ +
25 เมื่อบาร์นาบัส+กับเซาโลทำงานช่วยเหลือพี่น้องในกรุงเยรูซาเล็ม+เสร็จเรียบร้อยแล้วก็กลับไป แล้วพายอห์น+ที่มีอีกชื่อหนึ่งว่ามาระโกไปด้วย
13 ตอนนั้นในประชาคมที่เมืองอันทิโอกมีบางคนเป็นผู้พยากรณ์และผู้สอน+ คือ บาร์นาบัส+ ซีเมโอนซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่านิเกอร์ ลูสิอัสชาวไซรีน มานาเอนซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเรียนของเฮโรด+ผู้ปกครองแคว้น และเซาโล 2 ตอนที่พวกเขารับใช้พระยะโฮวาและอดอาหารอยู่ พลังบริสุทธิ์มาบอกพวกเขาว่า “ให้แต่งตั้งบาร์นาบัสกับเซาโล+ไว้เพื่อทำงานที่เราได้เลือกพวกเขาให้ทำ”+ 3 เมื่อพวกเขาอดอาหารและอธิษฐานกันแล้วก็วางมือบนบาร์นาบัสกับเซาโล แล้วส่งเขาสองคนไป
4 เมื่อได้รับการชี้นำจากพลังบริสุทธิ์แล้ว บาร์นาบัสกับเซาโลก็ไปที่เมืองเซลูเคีย แล้วลงเรือจากที่นั่นต่อไปที่เกาะไซปรัส 5 พอทั้งสองคนมาถึงเมืองซาลามิสแล้ว ก็ประกาศคำสอนของพระเจ้าตามที่ประชุมของชาวยิว ยอห์นก็ติดตามพวกเขาไปด้วยในฐานะผู้ช่วย+
6 พอพวกเขาเดินทางไปทั่วเกาะจนมาถึงเมืองปาโฟส ก็พบคนยิวคนหนึ่งเป็นพ่อมดและเป็นผู้พยากรณ์เท็จชื่อบาร์เยซู 7 เขาอยู่กับผู้สำเร็จราชการที่ชื่อเสอร์จีอัสเปาลุสซึ่งเป็นคนฉลาด ผู้สำเร็จราชการคนนี้อยากจะฟังคำสอนของพระเจ้ามาก จึงเรียกบาร์นาบัสกับเซาโลมาหา 8 แต่พ่อมดเอลีมาส*คอยขัดขวาง (เอลีมาสแปลว่าพ่อมด) เขาพยายามไม่ให้ผู้สำเร็จราชการเชื่อคำสอนนั้น 9 เซาโลซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่าเปาโลก็เต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์ เขาจ้องเอลีมาส 10 และพูดว่า “คุณเป็นคนเจ้าเล่ห์และชั่วช้าจริง ๆ คุณมันลูกมาร+ และเป็นศัตรูของทุกสิ่งที่ถูกต้อง คุณยังไม่เลิกขัดขวางแนวทางที่ถูกต้องของพระยะโฮวาอีกหรือ? 11 พระยะโฮวาจะลงโทษคุณให้ตาบอด คุณจะไม่เห็นแสงอาทิตย์ไปพักหนึ่ง” ทันใดนั้น เอลีมาสก็รู้สึกเหมือนอยู่ในหมอกหนาทึบ และตาเขาก็มืดไป เขาจึงคลำหาคนมาช่วยจูงเขา 12 เมื่อผู้สำเร็จราชการเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็เข้ามาเป็นสาวก เพราะเขารู้สึกประทับใจคำสอนของพระยะโฮวา
13 เปาโลกับคนที่มากับเขาลงเรือจากเมืองปาโฟสไปที่เมืองเปอร์กา+ในแคว้นปัมฟีเลีย แต่ยอห์น+ทิ้งเปาโลกับบาร์นาบัสกลับไปกรุงเยรูซาเล็ม+ 14 ส่วนเปาโลกับบาร์นาบัสเดินทางต่อจากเมืองเปอร์กาไปเมืองอันทิโอก+ในแคว้นปิสิเดีย พอถึงวันสะบาโตพวกเขาเข้าไปนั่งในที่ประชุมของชาวยิว+ 15 เมื่อมีการอ่านกฎหมายของโมเสสและหนังสือของพวกผู้พยากรณ์+ให้ประชาชนฟังแล้ว พวกหัวหน้าที่ประชุมของชาวยิวก็บอกเปาโลกับบาร์นาบัสว่า “พี่น้อง พวกคุณมีอะไรจะพูดให้กำลังใจประชาชนหน่อยไหม?” 16 เปาโลจึงลุกขึ้นยืนโบกมือให้ทุกคนเงียบแล้วพูดว่า
“พวกคุณที่เป็นคนอิสราเอลและคนต่างชาติที่เกรงกลัวพระเจ้า ฟังผมพูดนะครับ 17 พระเจ้าของคนอิสราเอลได้เลือกบรรพบุรุษของพวกเราไว้ ตอนที่พวกเขายังเป็นคนต่างชาติอยู่ในอียิปต์ พระองค์มาช่วยพวกเขาให้ออกจากประเทศนั้นด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่+ 18 พระองค์ทนกับพวกเขาในที่กันดารประมาณ 40 ปี+ 19 หลังจากที่พระองค์ทำลาย 7 ชาติในแผ่นดินคานาอันแล้ว ก็ให้คนอิสราเอลครอบครองแผ่นดินของพวกนั้น*+ 20 เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 450 ปี
“หลังจากนั้น พระองค์ก็ให้พวกเขามีผู้วินิจฉัยจนถึงสมัยของผู้พยากรณ์ซามูเอล+ 21 แต่พวกเขาขอให้มีกษัตริย์+ พระเจ้าจึงให้ซาอูลลูกชายของคีชจากตระกูลเบนยามิน+เป็นกษัตริย์ของพวกเขา 40 ปี 22 หลังจากพระเจ้าปลดซาอูลแล้ว ก็ตั้งดาวิดให้เป็นกษัตริย์+ พระองค์พูดยืนยันเกี่ยวกับดาวิดว่า ‘เราพบว่าดาวิดลูกชายของเจสซี+เป็นคนที่เราพอใจ+ เขาจะทำทุกอย่างตามที่เราต้องการ’ 23 และจากลูกหลานของดาวิดนี่แหละ พระเจ้าให้ชนชาติอิสราเอลมีผู้ช่วยให้รอดตามที่พระองค์สัญญาไว้ ผู้นั้นก็คือพระเยซู+ 24 ก่อนที่พระเยซูจะมา ยอห์นได้ประกาศให้ชาวอิสราเอลทั้งหมดรู้ว่าพวกเขาต้องรับบัพติศมาเพื่อแสดงการกลับใจ+ 25 ตอนที่ยอห์นใกล้จะทำงานเสร็จ เขาบอกว่า ‘พวกคุณคิดว่าผมเป็นใคร? ผมไม่ใช่ท่านผู้นั้น+ แต่ท่านกำลังจะมาทีหลังผม ผมเองไม่สมควรจะแก้สายรัดรองเท้าให้ท่านด้วยซ้ำ’+
26 “พี่น้องครับ พวกคุณที่เป็นลูกหลานอับราฮัมและคนชาติอื่นที่เกรงกลัวพระเจ้า พระองค์ส่งข่าวเกี่ยวกับความรอดนี้มาถึงพวกเราแล้ว+ 27 ชาวกรุงเยรูซาเล็มกับผู้ที่ปกครองพวกเขาไม่ยอมรับพระเยซูผู้นั้น แต่เมื่อพวกเขาตัดสินลงโทษท่าน พวกเขาก็ทำสิ่งที่พวกผู้พยากรณ์บอกไว้แล้ว+ มีการอ่านคำพยากรณ์นั้นทุกวันสะบาโต 28 ถึงพวกเขาจะหาเหตุมาประหารท่านไม่ได้+ แต่พวกเขาก็กดดันให้ปีลาตประหารท่านจนได้+ 29 เมื่อพวกเขาทำทุกอย่างกับพระเยซูเหมือนที่มีบอกไว้แล้ว พวกเขาก็เอาศพของท่านลงมาจากเสาและวางไว้ในอุโมงค์ฝังศพ+ 30 แต่พระเจ้าปลุกพระเยซูให้ฟื้นขึ้นจากตาย+ 31 และตลอดหลายวันหลังจากนั้น พระเยซูปรากฏตัวต่อสาวกที่เคยเดินทางกับท่านจากแคว้นกาลิลีไปกรุงเยรูซาเล็ม และตอนนี้พวกเขาก็เป็นพยานยืนยันเรื่องของท่านกับคนอื่น ๆ +
32 “พวกเราจึงบอกให้พวกคุณรู้ข่าวดีเรื่องคำสัญญาที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับบรรพบุรุษของเรา 33 พระองค์ทำตามที่สัญญาไว้เพื่อประโยชน์ของพวกเราที่เป็นลูกหลานโดยการปลุกพระเยซูให้ฟื้นขึ้นจากตาย+ อย่างที่เขียนไว้ในสดุดีบทที่ 2 ว่า ‘ลูกพ่อ วันนี้เราได้เป็นพ่อของเจ้าแล้ว’+ 34 และที่พระเจ้าปลุกพระเยซูให้ฟื้นขึ้นจากตายและให้ท่านไม่ต้องกลับไปมีร่างกายที่เน่าเปื่อยได้นั้น พระองค์เคยบอกไว้อย่างนี้ว่า ‘เราจะรักเจ้าอย่างมั่นคงเหมือนกับที่เราสัญญาไว้กับดาวิด และคำสัญญานี้เชื่อถือได้แน่นอน’+ 35 และยังมีบอกไว้ในสดุดีอีกบทหนึ่งว่า ‘พระองค์จะไม่ปล่อยให้คนที่ภักดีต่อพระองค์ต้องเน่าเปื่อยไป’+ 36 ดาวิดได้รับใช้พระเจ้าตอนที่เขามีชีวิตอยู่ แต่เมื่อตาย* เขาถูกฝังไว้กับบรรพบุรุษของเขาแล้วก็เน่าเปื่อยไป+ 37 ส่วนพระเยซูผู้ที่พระเจ้าปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายนั้นไม่เน่าเปื่อยเลย+
38 “พี่น้องครับ ผมขอประกาศให้พวกคุณรู้ว่า โดยทางพระเยซูผู้นี้แหละที่พระเจ้าจะอภัยบาปให้พวกคุณได้+ 39 และเพราะท่านผู้นี้ พระเจ้าจึงถือว่าทุกคนที่มีความเชื่อนั้นไม่มีความผิด ซึ่งกฎหมายของโมเสส+ทำแบบนี้ไม่ได้+ 40 ดังนั้น ระวังให้ดี ขออย่าให้สิ่งที่บอกไว้ในหนังสือของพวกผู้พยากรณ์เกิดขึ้นกับพวกคุณที่ว่า 41 ‘พวกคนหมิ่นประมาท ดูซะ แล้วตกตะลึงและตายไป เพราะเรากำลังทำอะไรบางอย่างในสมัยของเจ้าที่เจ้าจะไม่เชื่อ ถึงแม้มีคนมาบอกอย่างละเอียดแล้วก็ตาม’”+
42 พอเปาโลกับบาร์นาบัสจะออกจากที่ประชุมของชาวยิว ผู้คนก็อ้อนวอนเขาสองคนให้มาพูดเรื่องนี้ให้พวกเขาฟังอีกในวันสะบาโตถัดไป 43 เมื่อจบการประชุมแล้ว ชาวยิวกับคนที่เปลี่ยนมาถือศาสนายิวหลายคนก็ตามเปาโลกับบาร์นาบัสไป ทั้งสองคนจึงกระตุ้นพวกเขาให้ทำตัวคู่ควรที่จะได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าต่อ ๆ ไป+
44 พอถึงวันสะบาโตถัดมา คนเกือบทั้งเมืองมาชุมนุมกันเพื่อฟังคำสอนของพระยะโฮวา 45 เมื่อพวกยิวบางคนเห็นคนมากันมากมายอย่างนี้ก็อิจฉามาก และโต้แย้งกับเปาโลโดยใช้คำพูดที่ดูหมิ่น+ 46 เปาโลกับบาร์นาบัสจึงพูดอย่างกล้าหาญว่า “พวกเราต้องประกาศคำสอนของพระเจ้าให้พวกคุณฟังก่อน+ แต่ในเมื่อพวกคุณไม่ยอมฟังและไม่ทำตัวให้คู่ควรกับชีวิตตลอดไป พวกเราก็จะไปประกาศกับคนต่างชาติ+ 47 เพราะพระยะโฮวาสั่งพวกเราไว้ว่า ‘เราแต่งตั้งเจ้าให้เป็นแสงสว่างของชาติต่าง ๆ เพื่อเจ้าจะประกาศเรื่องความรอดไปถึงสุดขอบโลก’”+
48 พอคนต่างชาติได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจมากและยกย่องคำสอนของพระยะโฮวา ทุกคนที่เต็มใจตอบรับความจริงซึ่งทำให้ได้ชีวิตตลอดไปก็เข้ามาเป็นสาวก 49 แล้วคำสอนของพระยะโฮวาก็แพร่ไปทั่ว 50 แต่พวกยิวได้ยุยงพวกผู้หญิงเคร่งศาสนาที่มีชื่อเสียงกับพวกผู้ชายที่เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมือง และปลุกปั่นให้มีการข่มเหงและไล่เปาโลกับบาร์นาบัสออกจากเขตนั้น+ 51 เปาโลกับบาร์นาบัสจึงสะบัดฝุ่นออกจากเท้าเพื่อให้รู้ว่าได้เตือนพวกเขาแล้ว จากนั้นสองคนก็เดินทางไปเมืองอิโคนียูม+ 52 ส่วนพวกสาวกเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์และมีความสุขมาก+
14 ที่เมืองอิโคนียูม เปาโลกับบาร์นาบัสเข้าไปในที่ประชุมของชาวยิวและบรรยายได้ดีถึงขนาดที่ทำให้คนยิวและคนกรีกมากมายเข้ามาเป็นสาวกของพระเยซู+ 2 แต่คนยิวที่ไม่เชื่อได้ยุคนต่างชาติให้เกลียดพวกพี่น้อง+ 3 เปาโลกับบาร์นาบัสจึงอยู่ที่นั่นนานพอสมควร ทั้งสองคนได้รับอำนาจจากพระยะโฮวาให้พูดอย่างกล้าหาญ พระองค์ใช้พวกเขาให้ทำการอัศจรรย์และแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่าง ซึ่งเป็นการยืนยันความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่พวกเขาประกาศ+ 4 คนในเมืองนี้ก็แตกแยกกันเป็น 2 พวก พวกหนึ่งเข้าข้างคนยิว อีกพวกหนึ่งเข้าข้างอัครสาวก 5 คนต่างชาติและคนยิวกับพวกผู้นำของเขาวางแผนจะทำให้เขาสองคนอับอายขายหน้าและจะเอาหินขว้าง+ 6 พอเปาโลกับบาร์นาบัสรู้เข้าก็หนีไปเมืองลิสตราและเมืองเดอร์บีในแคว้นลิคาโอเนีย และไปตามเขตต่าง ๆ แถวนั้น+ 7 พวกเขาประกาศข่าวดีต่อที่นั่น
8 ในเมืองลิสตรามีผู้ชายคนหนึ่งเท้าพิการ เขาเป็นง่อยเดินไม่ได้มาตั้งแต่เกิด 9 เขานั่งฟังเปาโลพูดอยู่ เมื่อเปาโลจ้องไปที่เขาก็เห็นว่าเขามีความเชื่อพอที่จะรักษาให้หายได้*+ 10 เปาโลพูดเสียงดังว่า “ลุกขึ้นยืนเถอะ” ผู้ชายคนนั้นก็กระโดดขึ้นมาแล้วเริ่มเดิน+ 11 เมื่อฝูงชนเห็นสิ่งที่เปาโลทำก็ร้องเป็นภาษาลิคาโอเนียว่า “เทพแปลงกายเป็นมนุษย์ลงมาหาพวกเราแล้ว!”+ 12 พวกเขาเรียกบาร์นาบัสว่าเทพซุส แต่เรียกเปาโลว่าเทพเฮอร์เมสเพราะส่วนใหญ่เปาโลเป็นคนพูด 13 ปุโรหิตของซุสซึ่งมีวิหารตั้งอยู่หน้าเมือง*ได้เอาวัวตัวผู้กับพวงดอกไม้มาที่ประตูเมืองและตั้งใจจะถวายเครื่องบูชาร่วมกับฝูงชนให้บาร์นาบัสกับเปาโล
14 แต่เมื่ออัครสาวกบาร์นาบัสกับเปาโลได้ยินอย่างนั้นก็ฉีกเสื้อ วิ่งเข้าไปในฝูงชนและร้องว่า 15 “พวกคุณทำอย่างนี้ทำไม? เราสองคนเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนพวกคุณนั่นแหละ+ พวกเรามาประกาศข่าวดีให้พวกคุณเลิกทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์พวกนี้ แล้วมาหาพระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่+ พระองค์เป็นผู้สร้างท้องฟ้า โลก ทะเล และทุกสิ่งในที่เหล่านั้น+ 16 สมัยก่อนพระเจ้าปล่อยให้คนทุกชาติทำตามใจตัวเอง+ 17 แต่พระองค์ก็ยังให้หลักฐาน+ชัดเจนเกี่ยวกับพระองค์เอง โดยการทำดี ให้มีฝนตกจากฟ้า ให้มีพืชผลอย่างอุดมสมบูรณ์ตามฤดู+ และให้มีอาหารกินอิ่ม ทำให้พวกคุณมีความสุขใจ”+ 18 ถึงจะพูดอย่างนี้แล้ว ฝูงชนก็ยังพยายามจะเอาเครื่องบูชามาถวายเปาโลกับบาร์นาบัสจนเขาสองคนแทบจะห้ามไว้ไม่อยู่
19 แต่มีคนยิวมาจากเมืองอันทิโอกกับเมืองอิโคนียูม พวกเขายุยงฝูงชนให้ต่อต้านเปาโล+ พวกเขาเอาหินขว้างเปาโลแล้วลากออกไปนอกเมืองเพราะคิดว่าตายแล้ว+ 20 แต่พอพวกสาวกมายืนมุงรอบเปาโล เขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในเมือง วันถัดมา เปาโลกับบาร์นาบัสไปที่เมืองเดอร์บี+ 21 เมื่อประกาศข่าวดีและช่วยหลายคนในเมืองนั้นให้เข้ามาเป็นสาวกแล้ว ทั้งสองคนก็กลับไปเมืองลิสตรา เมืองอิโคนียูม และเมืองอันทิโอก 22 แล้วให้กำลังใจพวกสาวก+โดยกระตุ้นพวกเขาให้มีความเชื่อเข้มแข็ง และบอกว่า “พวกเราจะได้เข้ารัฐบาล*ของพระเจ้าโดยผ่านความยากลำบากหลายอย่าง”+ 23 แล้วเปาโลกับบาร์นาบัสก็แต่งตั้งผู้ดูแลไว้ในแต่ละประชาคม+ ทั้งสองคนอธิษฐานพร้อมกับอดอาหาร+ และได้ฝากพวกเขาไว้กับพระยะโฮวาผู้เป็นพระเจ้าที่พวกเขาเชื่อ
24 แล้วเปาโลกับบาร์นาบัสก็เดินทางผ่านปิสิเดียไปที่แคว้นปัมฟีเลีย+ 25 เมื่อประกาศคำสอนของพระเจ้าในเมืองเปอร์กาแล้วก็ไปต่อที่เมืองอัททาลิยา 26 แล้วนั่งเรือจากที่นั่นไปเมืองอันทิโอก ในเมืองนี้พวกพี่น้องเคยขอพระเจ้าให้อวยพรเปาโลกับบาร์นาบัสในงานที่ทั้งสองจะทำ และตอนนี้งานนั้นก็สำเร็จแล้ว+
27 เมื่อเปาโลกับบาร์นาบัสไปถึง ก็เรียกประชาคมให้มาประชุมกันและเล่าหลายสิ่งที่พระเจ้าใช้ให้ทั้งสองคนทำ และบอกว่าพระองค์ได้เปิดโอกาสให้คนต่างชาติเข้ามาเชื่อ+ 28 เปาโลกับบาร์นาบัสอยู่กับพวกสาวกที่นั่นนานพอสมควร
15 มีบางคนมาจากแคว้นยูเดียและสอนพี่น้องที่เมืองอันทิโอกว่า “ถ้าพวกคุณไม่เข้าสุหนัตตามธรรมเนียมของโมเสส+ พวกคุณจะไม่รอดนะ” 2 แต่เปาโลและบาร์นาบัสไม่เห็นด้วยกับพวกเขา จึงเกิดการโต้เถียงกันมาก แล้วเปาโล บาร์นาบัส กับพี่น้องบางคนก็ได้รับมอบหมายให้ไปถามพวกอัครสาวกและผู้ดูแลที่กรุงเยรูซาเล็ม+เกี่ยวกับเรื่องนี้
3 หลังจากพี่น้องในประชาคมเดินทางไปส่งพวกเขาช่วงหนึ่งแล้ว พวกเขาก็เดินทางต่อไปผ่านฟีนิเซีย+กับแคว้นสะมาเรีย ระหว่างทางพวกเขาเล่าเรื่องที่คนต่างชาติเปลี่ยนมาเชื่อพระเจ้าให้พี่น้องฟังอย่างละเอียด ทำให้ทุกคนดีใจมาก 4 พอมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม ประชาคมที่นั่นและพวกอัครสาวกรวมทั้งผู้ดูแลก็ต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น แล้วเปาโลกับบาร์นาบัสก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่พระเจ้าใช้ให้ทั้งสองคนทำ+ 5 แต่สาวกบางคนที่เคยนับถือนิกายฟาริสีมาก่อนได้ลุกขึ้นพูดว่า “ต้องให้คนต่างชาติพวกนั้นเข้าสุหนัต และสั่งให้ทำตามกฎหมายของโมเสสด้วย”+
6 พวกอัครสาวกกับผู้ดูแลจึงประชุมกันเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ 7 หลังจากที่คุยกันอย่างเคร่งเครียดแล้ว เปโตรจึงลุกขึ้นพูดกับพวกเขาว่า “พี่น้องครับ พวกคุณก็รู้ว่าในพวกเรา พระเจ้าเลือกผมเป็นคนแรกให้ประกาศข่าวดีกับคนต่างชาติและช่วยเขาให้เข้ามาเชื่อ+ 8 และพระเจ้าซึ่งรู้จักหัวใจทุกคน+ได้ให้หลักฐานว่าพระองค์ยอมรับคนต่างชาติ โดยให้พลังบริสุทธิ์+กับพวกเขาเหมือนที่ให้กับพวกเรา 9 พระองค์ไม่ได้ถือว่าพวกเขาต่างจากพวกเราเลย+ พระองค์ได้ชำระล้างใจพวกเขาให้สะอาดเพราะพวกเขามีความเชื่อ+ 10 ถ้าอย่างนั้น ทำไมพวกคุณถึงลองดีพระเจ้าด้วยการวางภาระหนักให้พวกสาวก+ ซึ่งเป็นภาระที่พวกเราเองหรือบรรพบุรุษของพวกเราก็แบกไม่ไหว?+ 11 แต่พวกเราเชื่อว่าเรารอดได้เพราะความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเยซูผู้เป็นนาย+ และพวกเขาก็เชื่ออย่างนี้เหมือนกัน”+
12 เมื่อได้ยินอย่างนั้นทุกคนก็เงียบ และตั้งใจฟังบาร์นาบัสกับเปาโลเล่าเรื่องที่พระเจ้าใช้เขาสองคนให้ทำการอัศจรรย์และแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างในหมู่คนต่างชาติ 13 พอทั้งสองคนพูดจบแล้ว ยากอบ+ก็พูดขึ้นว่า “พี่น้อง ฟังผมนะครับ+ 14 ซีเมโอน+ได้เล่าอย่างละเอียดแล้วว่าตอนนี้พระเจ้าหันมาสนใจคนต่างชาติ และแยกคนออกมาให้เป็นประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อของพระองค์+ 15 เรื่องนี้ตรงกับที่เขียนไว้ในหนังสือของพวกผู้พยากรณ์ว่า 16 ‘หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ เราจะกลับมาสร้างเต็นท์ของดาวิดที่พังลงแล้วขึ้นใหม่ และสิ่งที่หักพังไปแล้วนั้นเราจะสร้างขึ้นอีกและฟื้นฟูขึ้นใหม่ 17 เพื่อคนที่เหลืออยู่จะเสาะหาเรายะโฮวาอย่างจริงจังร่วมกับประชาชนจากทุกชาติ คือประชาชนที่ถูกเรียกตามชื่อของเรา เรายะโฮวาได้พูดไว้และเราเป็นผู้ทำสิ่งนี้+ 18 ตามที่เราตั้งใจจะทำนานมาแล้ว’+ 19 ดังนั้น ผมเห็นว่า ไม่ควรให้คนต่างชาติที่หันมาหาพระเจ้าต้องยุ่งยากลำบากใจ+ 20 แต่ให้เขียนบอกพวกเขาว่าให้งดเว้นจากของที่เซ่นไหว้รูปเคารพ+ จากการผิดศีลธรรมทางเพศ+ จากสัตว์ที่ถูกรัดคอตาย และจากเลือด+ 21 คำสั่งเหล่านี้มีอยู่ในหนังสือของโมเสสมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว มีการสอนเรื่องนี้ตามเมืองต่าง ๆ และมีการอ่านให้ฟังในที่ประชุมของชาวยิวทุกวันสะบาโต”+
22 แล้วพวกอัครสาวกและผู้ดูแลพร้อมกับทุกคนในประชาคมก็ตัดสินใจว่าจะส่งบางคนในพวกเขาไปเมืองอันทิโอกพร้อมกับเปาโลและบาร์นาบัส คนที่ถูกเลือกคือยูดาสที่มีอีกชื่อหนึ่งว่าบาร์ซับบาสกับสิลาส+ สองคนนี้เป็นคนที่นำหน้าในพวกพี่น้อง 23 พวกอัครสาวกและผู้ดูแลจึงเขียนจดหมายฝากไปกับพวกเขา จดหมายนั้นมีข้อความว่า
“จากอัครสาวกและผู้ดูแลซึ่งเป็นพี่น้องของพวกคุณ
ถึงพี่น้องต่างชาติในเมืองอันทิโอก+ ในแคว้นซีเรีย และในแคว้นซิลีเซีย สวัสดีพี่น้องทุกคน 24 พวกเราได้ยินว่ามีบางคนจากที่นี่ไปหาพวกคุณ พวกเขาพูดบางอย่างที่ทำให้พวกคุณไม่สบายใจ+ และพยายามจะทำลายความเชื่อพวกคุณ แต่ที่จริงเราไม่ได้ส่งพวกเขาไป 25 พวกเราจึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ที่จะเลือกบางคนให้ไปหาพวกคุณพร้อมกับพี่น้องที่ทุกคนรัก คือบาร์นาบัสกับเปาโล 26 ซึ่งยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อชื่อของพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเรา+ 27 พวกเราจึงส่งยูดาสกับสิลาสไปด้วย เพื่อพวกเขาจะยืนยันเรื่องในจดหมายฉบับนี้กับพวกคุณด้วยปากของพวกเขาเอง+ 28 พลังบริสุทธิ์+และพวกเราเห็นตรงกันว่าจะไม่เพิ่มภาระให้กับพวกคุณนอกจากสิ่งจำเป็นต่อไปนี้ คือ 29 ให้งดเว้นจากของที่เซ่นไหว้รูปเคารพ+ จากเลือด+ จากสัตว์ที่ถูกรัดคอตาย+ และจากการผิดศีลธรรมทางเพศ+ ถ้าพวกคุณหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ พวกคุณจะมีความสุขความเจริญ ด้วยความปรารถนาดี”
30 สี่คนนั้นก็เดินทางไปเมืองอันทิโอก พวกเขาเรียกพี่น้องมาประชุมกันแล้วเอาจดหมายให้ 31 เมื่อพี่น้องอ่านจดหมายแล้วก็มีกำลังใจและดีใจมาก 32 ยูดาสกับสิลาสซึ่งเป็นผู้พยากรณ์ด้วย ก็บรรยายให้พี่น้องฟังหลายเรื่อง ช่วยให้พี่น้องได้กำลังใจและมีความเชื่อเข้มแข็งขึ้น+ 33 เมื่ออยู่ที่นั่นช่วงหนึ่งแล้ว ก็ถึงเวลาที่ยูดาสกับสิลาสจะกลับไปหาพี่น้องที่ส่งพวกเขามา พวกพี่น้องที่เมืองอันทิโอกก็อวยพรให้ทั้งสองคนเดินทางกลับอย่างปลอดภัย 34 —— 35 ส่วนเปาโลกับบาร์นาบัสยังสอนที่เมืองอันทิโอกต่อ และประกาศข่าวดีเกี่ยวกับคำสอนของพระยะโฮวาด้วยกันกับคนอื่นอีกหลายคนที่นั่น
36 หลังจากนั้นระยะหนึ่ง เปาโลพูดกับบาร์นาบัสว่า “ไปกันเถอะ ไปเยี่ยมพี่น้องในทุกเมืองที่พวกเราเคยประกาศคำสอนของพระยะโฮวาไว้ ไปดูสิว่าพวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง”+ 37 บาร์นาบัสตั้งใจจะพายอห์นซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่ามาระโก+ไปด้วย 38 แต่เปาโลไม่อยากพาไป เพราะมาระโกเคยทิ้งเปาโลกับบาร์นาบัสที่แคว้นปัมฟีเลีย+ 39 เปาโลกับบาร์นาบัสทะเลาะกันจนต้องแยกกันไปคนละทาง บาร์นาบัส+พามาระโกลงเรือไปเกาะไซปรัส 40 ส่วนเปาโลเลือกสิลาสให้ไปด้วยกัน เมื่อพวกพี่น้องอธิษฐานฝากพระยะโฮวาให้ช่วยดูแลเปาโลแล้ว เปาโลก็ออกเดินทาง+ 41 เขาไปทั่วแคว้นซีเรียกับแคว้นซิลีเซีย และช่วยประชาคมต่าง ๆ ให้เข้มแข็งขึ้น
16 เปาโลเดินทางถึงเมืองเดอร์บีแล้วก็เมืองลิสตรา+ ที่นั่นมีสาวกคนหนึ่งชื่อทิโมธี+ แม่เขาเป็นคนยิวที่มีความเชื่อ แต่พ่อเป็นคนกรีก 2 พี่น้องในเมืองลิสตราและเมืองอิโคนียูมพูดถึงทิโมธีในแง่ดี+ 3 เปาโลบอกว่าอยากพาทิโมธีไปด้วย และเปาโลก็ให้เขาเข้าสุหนัตเพื่อเห็นแก่คนยิวตามเมืองต่าง ๆ +ที่พวกเขาจะไป เพราะคนยิวทุกคนรู้ว่าพ่อของเขาเป็นคนกรีก 4 เมื่อเปาโลกับเพื่อน ๆ เดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ พวกเขาจะแจ้งคำตัดสินของพวกอัครสาวกและผู้ดูแลในกรุงเยรูซาเล็มให้พี่น้องที่นั่นรู้เพื่อพวกเขาจะทำตาม+ 5 ประชาคมต่าง ๆ จึงมีความเชื่อเข้มแข็งขึ้นและมีคนเข้ามาเชื่อเพิ่มขึ้นทุกวัน
6 เปาโลกับเพื่อน ๆ ใช้เส้นทางที่ผ่านแคว้นฟรีเจียและแคว้นกาลาเทีย+ เพราะ*พลังบริสุทธิ์ห้ามพวกเขาไม่ให้ไปประกาศคำสอนของพระเจ้าในแคว้นเอเชีย 7 เมื่อมาถึงแคว้นมิเซียแล้ว พวกเขาพยายามเข้าไปในแคว้นบิธีเนีย+ แต่พระเยซูก็ใช้พลังของพระเจ้าห้ามพวกเขาไว้อีก 8 พวกเขาจึงเดินทางผ่านแคว้นมิเซียจนมาถึงเมืองโตรอัส 9 คืนนั้น เปาโลเห็นนิมิต ในนิมิตนั้นมีผู้ชายชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งยืนอ้อนวอนเปาโลว่า “ขอมาช่วยพวกเราที่แคว้นมาซิโดเนียด้วยเถอะ” 10 หลังจากที่เปาโลเห็นนิมิต พวกเราก็พยายามจะไปแคว้นมาซิโดเนียทันทีเพราะเห็นว่าพระเจ้าเรียกพวกเราให้ไปประกาศข่าวดีกับผู้คนที่นั่น
11 ดังนั้น พวกเราจึงลงเรือจากเมืองโตรอัสตรงไปที่เกาะสาโมธรัส แล้วในวันถัดมาก็เดินทางไปเมืองเนอาโปลิส 12 พอออกจากที่นั่นก็ไปต่อที่ฟีลิปปี+ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของโรมและเป็นเมืองสำคัญที่สุดในแถบนั้นของแคว้นมาซิโดเนีย พวกเราอยู่ในเมืองนี้หลายวัน 13 พอถึงวันสะบาโต พวกเราออกนอกประตูเมืองไปที่ริมแม่น้ำซึ่งพวกเราคิดว่ามีที่สำหรับอธิษฐาน แล้วนั่งลงประกาศกับพวกผู้หญิงที่ไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น 14 ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อลิเดียก็ฟังพวกเราด้วย เธอเป็นคนจากเมืองธิยาทิรา+ เป็นแม่ค้าขายผ้าสีม่วงและเป็นผู้นมัสการพระเจ้า พระยะโฮวาเปิดใจเธอให้สนใจฟังเรื่องที่เปาโลพูด+ 15 เมื่อลิเดียกับคนในบ้านของเธอรับบัพติศมาแล้ว+ เธอก็อ้อนวอนพวกเราว่า “ถ้าพวกคุณเห็นว่าฉันเป็นคนซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวา ขอมาพักที่บ้านฉันเถอะนะคะ” เธออ้อนวอนจนพวกเราขัดไม่ได้
16 วันหนึ่งตอนที่พวกเรากำลังไปที่สำหรับอธิษฐาน พวกเราเจอสาวใช้คนหนึ่งซึ่งมีปีศาจสิงอยู่ มันทำให้เธอทำนายอนาคตได้+ เธอหาเงินให้กับพวกเจ้านายของเธอได้มากจากการทำนายโชคชะตา 17 หญิงสาวคนนี้เดินตามเปาโลกับพวกเราไปทุกที่และร้องว่า “คนพวกนี้เป็นทาสของพระเจ้าองค์สูงสุด+ พวกเขามาประกาศทางรอดให้กับพวกคุณ” 18 เธอทำอย่างนี้อยู่หลายวันจนเปาโลรำคาญ เลยหันไปพูดกับปีศาจตนนั้นว่า “ในนามของพระเยซูคริสต์ ออกมาจากเธอเดี๋ยวนี้” มันก็ออกมาทันที+
19 พอพวกเจ้านายของเธอเห็นว่าหมดโอกาสที่จะหาเงินได้แล้ว+ พวกเขาจึงจับเปาโลกับสิลาสและลากตัวไปที่ตลาดเพื่อไปหาพวกเจ้าหน้าที่+ 20 พอพวกเขาพาทั้งสองคนมาหาพวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองแล้วก็พูดว่า “คนพวกนี้ก่อความไม่สงบในบ้านเมืองของเรา+ พวกเขาเป็นคนยิว 21 และมาเผยแพร่ธรรมเนียมที่กฎหมายของพวกเราชาวโรมัน+ห้ามไม่ให้รับหรือทำตาม”+ 22 ฝูงชนก็ลุกฮือและตะโกนด่าเปาโลกับสิลาสด้วยความโกรธแค้น ส่วนพวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็กระชากเสื้อของทั้งสองคนออกแล้วสั่งให้เฆี่ยนด้วยไม้+ 23 พวกเขาเฆี่ยนสองคนนั้นหลายทีแล้วขังคุกไว้+ และสั่งผู้คุมให้ควบคุมตัวไว้อย่างแน่นหนา+ 24 ผู้คุมรับคำสั่งแล้วโยนเปาโลกับสิลาสเข้าไปในคุกชั้นในและใส่ขื่อที่เท้าไว้ด้วย
25 เวลาประมาณเที่ยงคืน ตอนที่เปาโลกับสิลาสกำลังอธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า+ พวกนักโทษก็ฟังอยู่ด้วย 26 จู่ ๆ ก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนฐานรากของคุกสั่นสะเทือน ประตูทุกบานเปิดออก และโซ่กับขื่อของนักโทษทุกคนก็หลุด+ 27 เมื่อผู้คุมตื่นขึ้นมาเห็นประตูคุกเปิดอยู่ก็คิดว่าพวกนักโทษหนีไปหมดแล้ว เลยชักดาบออกมาจะฆ่าตัวตาย+ 28 แต่เปาโลตะโกนเสียงดังว่า “อย่าทำร้ายตัวเองเลย พวกเรายังอยู่ที่นี่กันทุกคน” 29 ผู้คุมจึงบอกให้คนเอาคบไฟมา แล้วเขาก็รีบวิ่งเข้าไปหมอบลงตรงหน้าเปาโลกับสิลาสด้วยความกลัวตัวสั่น 30 แล้วเขาก็พาทั้งสองคนออกมาข้างนอกและถามว่า “ท่านครับ ผมต้องทำอะไรผมถึงจะรอดได้?” 31 เปาโลกับสิลาสบอกว่า “ให้เชื่อในพระเยซูผู้เป็นนาย แล้วคุณกับครอบครัวจะรอด”+ 32 แล้วทั้งสองคนก็ประกาศคำสอนของพระยะโฮวาให้กับผู้คุมและทุกคนในบ้านเขา 33 ในคืนนั้นเอง ผู้คุมก็พาเปาโลกับสิลาสไปล้างแผล แล้วเขากับคนในบ้านก็รับบัพติศมาทันที+ 34 แล้วผู้คุมก็พาเปาโลกับสิลาสเข้าไปในบ้านของเขาและจัดอาหารให้ เขากับทุกคนในบ้านดีใจมากที่ได้เข้ามาเชื่อพระเจ้า
35 พอรุ่งเช้า พวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก็ใช้ผู้ติดตามไปบอกว่า “ปล่อยคนพวกนั้นไป” 36 ผู้คุมจึงบอกเรื่องนี้กับเปาโลว่า “พวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองใช้คนมาบอกให้ปล่อยพวกคุณ คุณเป็นอิสระแล้ว เชิญไปเถอะ” 37 แต่เปาโลบอกว่า “พวกเขาเฆี่ยนพวกเราที่เป็นพลเมืองโรมัน+ในที่สาธารณะ และขังพวกเราไว้ในคุกทั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินว่ามีความผิด แล้วตอนนี้จะให้พวกเราไปเงียบ ๆ แบบนี้หรือ? ไม่ได้หรอก ให้พวกเขามาพาพวกเราออกไปเองสิ” 38 พวกผู้ติดตามจึงไปแจ้งพวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตามที่เปาโลพูด พอพวกเจ้าหน้าที่ได้ยินว่าสองคนนั้นเป็นพลเมืองโรมันก็กลัว+ 39 พวกเขาจึงมาขอโทษเปาโลกับสิลาส และเมื่อพาทั้งสองคนออกมาจากคุกแล้ว ก็อ้อนวอนให้ออกจากเมืองไป 40 พอเปาโลกับสิลาสออกจากคุกแล้วก็ไปที่บ้านของลิเดีย+ เมื่อเจอพวกพี่น้องก็ให้กำลังใจพวกเขา+ แล้วออกเดินทาง
17 เปาโลกับเพื่อน ๆ เดินทางผ่านเมืองอัมฟีโปลิสและอปอลโลเนียไปที่เมืองเธสะโลนิกา+ เมืองนี้มีที่ประชุมของชาวยิวอยู่แห่งหนึ่ง 2 เปาโลเข้าไปหาพวกยิวที่นั่นในวันสะบาโตอย่างที่ทำเป็นประจำ+ เขายกเหตุผลจากพระคัมภีร์คุยกับพวกนั้น 3 วันสะบาโตติดกัน+ 3 เปาโลอธิบายและใช้ข้อคัมภีร์หลายข้อเพื่อพิสูจน์ว่าพระคริสต์ต้องทนทุกข์+และฟื้นขึ้นจากตาย+ แล้วบอกว่า “พระคริสต์ก็คือพระเยซูคนนี้แหละที่ผมประกาศให้พวกคุณฟัง” 4 ชาวยิวบางคนจึงมาเป็นสาวกแล้วเข้าร่วมกับเปาโลและสิลาส+ นอกจากนั้น ชาวกรีกมากมายที่นมัสการพระเจ้ารวมทั้งผู้หญิงที่เป็นคนสำคัญ ๆ จำนวนไม่น้อยก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน
5 แต่พวกยิวรู้สึกอิจฉา+จึงรวบรวมพวกอันธพาลตามตลาดที่ไม่รู้จักทำงาน ให้มาก่อม็อบและสร้างความชุลมุนวุ่นวายในเมือง พวกเขาบุกเข้าบ้านยาโสนและพยายามหาตัวเปาโลกับสิลาสเพื่อพาออกมาให้ฝูงชน+ 6 พอไม่เจอตัวสองคนนั้น พวกเขาก็ลากยาโสนกับพี่น้องบางคนไปหาพวกผู้ปกครองเมืองและร้องตะโกนว่า “คนพวกนี้ที่ก่อความวุ่นวายไปทั่วก็มาที่นี่ด้วย+ 7 และยาโสนต้อนรับพวกเขาที่บ้าน คนพวกนี้ทำผิดกฎหมายของซีซาร์ พวกเขาบอกว่ามีกษัตริย์อีกองค์หนึ่ง คือเยซู”+ 8 เมื่อฝูงชนกับพวกผู้ปกครองเมืองได้ยินก็ตกใจ 9 แต่หลังจากให้ยาโสนกับคนอื่น ๆ จ่ายค่าประกันตัวแล้วก็ปล่อยตัวไป
10 พอค่ำลง พวกพี่น้องก็รีบส่งเปาโลกับสิลาสไปเมืองเบโรอา เมื่อทั้งสองคนไปถึงก็เข้าไปในที่ประชุมของชาวยิว 11 ชาวเมืองเบโรอาเปิดใจรับฟังมากกว่าชาวเมืองเธสะโลนิกา พวกเขาเต็มใจยอมรับคำสอนของพระเจ้าและอยากเรียนรู้ พวกเขาศึกษาค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างละเอียดทุกวันเพื่อดูว่าสิ่งที่พวกเขาได้ยินจะตรงกับพระคัมภีร์หรือเปล่า 12 ผลก็คือ หลายคนในเมืองนี้เข้ามาเป็นสาวก รวมทั้งคนกรีกที่มีชื่อเสียงหลายคนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย 13 พอพวกยิวในเมืองเธสะโลนิการู้ว่าเปาโลประกาศคำสอนของพระเจ้าในเมืองเบโรอาด้วย พวกเขาก็พากันมาปลุกระดมฝูงชนที่นี่+ 14 พวกพี่น้องจึงให้เปาโลไปที่ชายฝั่งทะเลทันที+ ส่วนสิลาสกับทิโมธียังอยู่ที่เมืองเบโรอา 15 คนที่พาเปาโลไป ได้ไปส่งเขาถึงกรุงเอเธนส์ และตอนที่พวกเขาจะลากลับ เปาโลก็ฝากพวกเขาให้บอกสิลาสกับทิโมธี+ว่าให้รีบมาหาเขาเร็ว ๆ
16 ตอนที่เปาโลคอยสิลาสกับทิโมธีอยู่ในกรุงเอเธนส์ เขารู้สึกหงุดหงิดที่เห็นรูปเคารพเต็มไปทั้งเมือง 17 เปาโลก็ไปที่ประชุมของชาวยิวแล้วยกเหตุผลคุยกับชาวยิวและคนอื่นที่นับถือพระเจ้า และทุก ๆ วันเปาโลก็คุยกับคนที่เขาเจอที่ตลาด 18 มีนักปรัชญาบางคนที่เป็นพวกเอปิคิวเรียนและพวกสโตอิกมาพูดโต้เถียงกับเปาโล บางคนพูดว่า “คนที่จำขี้ปากคนอื่นมาพูดคนนี้จะมาสอนอะไรเราได้” บางคนพูดว่า “ดูเหมือนเขาเป็นคนเผยแพร่พระต่างชาตินะ” พวกเขาพูดอย่างนี้เพราะเปาโลประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูและการฟื้นขึ้นจากตาย+ 19 พวกเขาจึงเอาตัวเปาโลไปบนเขาอาเรโอปากัสและพูดว่า “บอกพวกเราซิว่าคำสอนใหม่ที่คุณมาสอนมันเป็นยังไง? 20 เพราะเรื่องที่คุณพูดฟังดูแปลก พวกเราเลยอยากรู้ว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่” 21 พวกคนเอเธนส์กับคนต่างชาติที่อยู่ที่นั่นชอบใช้เวลาว่างเอาแต่พูดคุยและฟังเรื่องใหม่ ๆ 22 เปาโลยืนอยู่กลางอาเรโอปากัส+แล้วพูดว่า
“ชาวเอเธนส์ครับ ผมเห็นว่าพวกคุณดูเป็นคนเคร่งศาสนาและนับถือพระต่าง ๆ มากกว่าใคร ๆ + 23 เช่นตอนที่ผมเดินผ่านมา ผมสังเกตเห็นว่ามีหลายสิ่งที่พวกคุณกราบไหว้บูชา* และผมก็เห็นแท่นบูชาแท่นหนึ่งเขียนว่า ‘สำหรับพระเจ้าที่ไม่รู้จัก’ ผมกำลังพูดถึงพระเจ้าองค์นั้นแหละที่พวกคุณกราบไหว้ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จัก 24 พระองค์เป็นพระเจ้าที่สร้างโลกและทุกสิ่งในโลก พระองค์ไม่ได้อยู่ในวิหารที่มนุษย์สร้างขึ้น+เพราะพระองค์เป็นเจ้าของสวรรค์และโลก+ 25 และพระองค์ไม่จำเป็นต้องพึ่งมนุษย์ให้มาคอยรับใช้เหมือนกับว่าพระองค์ขาดอะไรบางอย่าง+ แต่พระองค์ต่างหากเป็นผู้ที่ให้ชีวิต ลมหายใจ+ และทุกสิ่งทุกอย่างกับมนุษย์ทุกคน 26 พระองค์สร้างคนทุกชาติจากคนคนเดียว+ให้อยู่ทั่วโลก+ พระองค์กำหนดเวลาของสิ่งต่าง ๆ และกำหนดที่อยู่ให้มนุษย์+ 27 เพราะพระเจ้าอยากให้มนุษย์เสาะหาพระองค์+ และถ้าเขาพยายามหาจริง ๆ เขาก็จะพบพระองค์ เพราะพระองค์ไม่ได้อยู่ไกลจากเราแต่ละคนเลย 28 ที่เรามีชีวิตอยู่และเคลื่อนไหวไปมาได้ก็เพราะพระองค์+ เหมือนที่กวีบางคนของพวกคุณบอกไว้ว่า ‘พวกเราก็เป็นลูก ๆ ของพระองค์ด้วย’
29 “ในเมื่อพวกเราเป็นลูก ๆ ของพระเจ้า+ เราก็ไม่ควรคิดว่าพระเจ้าเป็นเหมือนทอง เงิน หรือก้อนหิน หรือเป็นเหมือนอะไรที่แกะสลักขึ้นมาด้วยฝีมือและความคิดของมนุษย์+ 30 เมื่อก่อนพระเจ้าไม่ถือสามนุษย์เพราะพวกเขายังไม่รู้+ แต่เดี๋ยวนี้ พระองค์ประกาศให้มนุษย์ทุกคนในทุกหนแห่งรู้ว่าพวกเขาต้องกลับใจ 31 เพราะพระองค์กำหนดวันหนึ่งไว้แล้วที่จะให้คนหนึ่งที่พระองค์แต่งตั้งมาพิพากษา+โลกด้วยความยุติธรรม* สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนเพราะพระองค์ปลุกคนนั้นให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว”+
32 พอพวกเขาได้ยินเรื่องการฟื้นขึ้นจากตาย บางคนเยาะเย้ย+ ส่วนบางคนบอกว่า “พวกเราจะฟังคุณพูดเรื่องนี้อีกทีก็แล้วกัน” 33 เปาโลจึงไปจากที่นั่น 34 แต่มีบางคนเข้าร่วมกับเปาโลและเข้ามาเป็นสาวก คนหนึ่งเป็นผู้พิพากษาในศาลบนเขาอาเรโอปากัสชื่อดิโอนิสิอัส อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงชื่อดามาริส และยังมีคนอื่น ๆ ด้วย
18 หลังจากนั้น เปาโลออกจากกรุงเอเธนส์ไปที่เมืองโครินธ์ 2 ที่นั่นเขาเจอกับคนยิวคนหนึ่งชื่ออะควิลลา+ซึ่งเกิดที่ปอนทัส กับปริสสิลลาภรรยาของเขา ทั้งสองคนเพิ่งมาจากประเทศอิตาลีเพราะจักรพรรดิคลาวดิอัสสั่งชาวยิวทั้งหมดให้ออกไปจากกรุงโรม เปาโลไปหาสองคนนั้น 3 แล้วพักอยู่ที่บ้านพวกเขาและทำงานด้วยกัน+ เพราะพวกเขามีอาชีพเป็นช่างทำเต็นท์เหมือนกัน 4 ทุกวันสะบาโต+เปาโลจะบรรยายในที่ประชุมของชาวยิว+ และโน้มน้าวใจชาวยิวกับชาวกรีกให้เชื่อ
5 พอสิลาส+กับทิโมธี+มาจากแคว้นมาซิโดเนีย เปาโลก็ทุ่มเทเวลาในการประกาศคำสอนของพระเจ้าและให้ชาวยิวเห็นหลักฐานที่พิสูจน์ว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์+ 6 แต่เมื่อชาวยิวเอาแต่คัดค้านและพูดดูถูกเหยียดหยามเปาโล เขาจึงสะบัดเสื้อ+และพูดกับพวกนั้นว่า “พวกคุณรับผิดชอบชีวิตของพวกคุณเองก็แล้วกัน+ ผมพ้นความรับผิดชอบแล้ว+ ตั้งแต่นี้ไป ผมจะไปหาคนต่างชาติ”+ 7 เปาโลจึงย้ายจากที่นั่นไปใช้บ้านของผู้ชายที่ชื่อทิทิอัสยุสทัสซึ่งเป็นผู้นมัสการพระเจ้าคนหนึ่ง บ้านของเขาอยู่ติดกับที่ประชุมของชาวยิว 8 ส่วนคริสปัส+ซึ่งเป็นหัวหน้าที่ประชุมของชาวยิวกับทุกคนในบ้านของเขาได้มาเป็นสาวกของพระเยซูผู้เป็นนาย มีชาวเมืองโครินธ์หลายคนได้ฟังแล้วก็เชื่อและรับบัพติศมา 9 แล้วคืนหนึ่ง ผู้เป็นนายพูดกับเปาโลในนิมิตว่า “ไม่ต้องกลัวนะ ประกาศต่อไปอย่าหยุด 10 เพราะในเมืองนี้ยังมีคนมากมายที่จะเข้ามาเชื่อ และจะไม่มีใครมาทำร้ายคุณได้ เพราะผมอยู่กับคุณ”+ 11 เปาโลจึงอยู่ที่นั่น 1 ปี 6 เดือนและสอนคำสอนของพระเจ้าให้คนในเมืองนั้น
12 ตอนที่กัลลิโอเป็นผู้สำเร็จราชการแคว้นอาคายา ชาวยิวรวมตัวกันต่อต้านเปาโลและเอาตัวเขาไปที่บัลลังก์พิพากษา 13 และพูดว่า “คนนี้ชักจูงผู้คนให้นมัสการพระเจ้าในแบบที่ผิดกฎหมาย”+ 14 แต่พอเปาโลจะพูด กัลลิโอก็พูดกับชาวยิวว่า “ชาวยิวครับ ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำผิดหรือเป็นคดีร้ายแรง ผมก็ควรฟังพวกคุณพูดให้จบก่อน 15 แต่ถ้าเรื่องนี้เป็นการเถียงกันเกี่ยวกับคำพูด ตำแหน่ง หรือกฎหมายของพวกคุณเองละก็+ พวกคุณจัดการกันเองก็แล้วกัน ผมไม่อยากตัดสินเรื่องพวกนี้” 16 แล้วกัลลิโอก็ไล่พวกเขาออกไปจากหน้าบัลลังก์พิพากษา 17 คนพวกนั้นจึงจับโสสเธเนส+หัวหน้าที่ประชุมชาวยิวมาเฆี่ยนที่หน้าบัลลังก์พิพากษา ส่วนกัลลิโอไม่ยุ่งเรื่องนี้เลย
18 หลังจากพักที่นั่นต่ออีกหลายวัน เปาโลก็ลาพี่น้องและลงเรือเพื่อเดินทางไปแคว้นซีเรีย ปริสสิลลากับอะควิลลาก็ไปด้วย เปาโลตัดผมสั้นที่เมืองเคนเครีย+เพราะเคยสาบานไว้กับพระเจ้า 19 พอมาถึงเมืองเอเฟซัส เปาโลให้คนอื่นอยู่ที่นั่น ส่วนตัวเขาเองเข้าไปในที่ประชุมของชาวยิวและยกเหตุผลคุยกับพวกยิว+ 20 ถึงพวกเขาจะอ้อนวอนให้เปาโลอยู่ต่อไป เปาโลก็ไม่ยอม 21 เปาโลลาพวกเขาและบอกว่า “ถ้าพระยะโฮวาต้องการ ผมจะกลับมาหาพวกคุณอีก” แล้วเขาก็ลงเรือออกจากเมืองเอเฟซัส 22 ไปเมืองซีซารียา+ จากนั้นก็ไปทักทายพี่น้องในประชาคม แล้วไปต่อที่เมืองอันทิโอก+
23 เมื่อเปาโลอยู่ที่นั่นระยะหนึ่งแล้วก็ออกเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ ทั่วแคว้นกาลาเทียกับแคว้นฟรีเจีย+เพื่อให้กำลังใจพวกสาวก+
24 มีคนยิวคนหนึ่งชื่ออปอลโล+มาถึงเมืองเอเฟซัส เขาเกิดที่อเล็กซานเดรีย เป็นคนมีพรสวรรค์ในการพูด และรู้เรื่องพระคัมภีร์เป็นอย่างดี 25 อปอลโลได้รับการสอนตามแนวทางของพระยะโฮวามาแล้ว พลังของพระเจ้ากระตุ้นเขาให้กระตือรือร้น เขาพูดและสอนเรื่องพระเยซูอย่างถูกต้อง แต่เขารู้แค่เรื่องบัพติศมาของยอห์นเท่านั้น+ 26 อปอลโลเริ่มพูดอย่างกล้าหาญในที่ประชุมชาวยิว เมื่อปริสสิลลากับอะควิลลา+ได้ยินเขาพูด ก็ชวนเขามาที่บ้านและอธิบายให้เขาเข้าใจแนวทางของพระเจ้าอย่างถูกต้องยิ่งขึ้น 27 ต่อมา อปอลโลอยากจะข้ามไปแคว้นอาคายา พี่น้องจึงเขียนจดหมายแนะนำตัวให้สาวกที่นั่นต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น พออปอลโลไปถึง เขาให้ความช่วยเหลืออย่างมากกับคนที่เข้ามาเชื่อเพราะความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า 28 และเขาให้ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนจากพระคัมภีร์กับผู้คนอย่างมีพลังว่าพระเยซูคือพระคริสต์+ และแสดงให้เห็นว่าคำสอนของพวกยิวนั้นผิด
19 ตอนที่อปอลโล+อยู่ในเมืองโครินธ์ เปาโลเดินทางผ่านแถบภูเขามาที่เมืองเอเฟซัส+ และเจอสาวกบางคน 2 เปาโลถามพวกเขาว่า “ตอนที่พวกคุณเข้ามาเชื่อ พวกคุณได้รับพลังบริสุทธิ์ไหม?”+ พวกเขาตอบว่า “พวกเราไม่เคยได้ยินเรื่องพลังบริสุทธิ์เลย” 3 เปาโลจึงถามว่า “แล้วพวกคุณรับบัพติศมาแบบไหนล่ะ?” พวกเขาตอบว่า “บัพติศมาของยอห์น”+ 4 เปาโลจึงบอกว่า “ยอห์นให้บัพติศมาที่แสดงถึงการกลับใจ+ และบอกประชาชนให้เชื่อในท่านผู้นั้นที่จะมาทีหลังเขา+ คือพระเยซู” 5 พอได้ยินอย่างนั้น พวกเขาจึงรับบัพติศมาในนามของพระเยซูผู้เป็นนาย 6 เมื่อเปาโลวางมือบนพวกเขา พวกเขาก็ได้รับพลังบริสุทธิ์+ จึงเริ่มพูดภาษาต่าง ๆ และพยากรณ์+ 7 สาวกกลุ่มนั้นมีผู้ชายประมาณ 12 คน
8 เปาโลเข้าไปพูดในที่ประชุมของชาวยิว+ด้วยความกล้าหาญเป็นเวลา 3 เดือน เขาบรรยายและพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้า+ 9 แต่มีบางคนที่หัวดื้อไม่ยอมเชื่อ พวกนั้นพูดหยาบคายเกี่ยวกับทางนั้น+ต่อหน้าฝูงชน เปาโลจึงไปจากพวกเขา+และพาพวกสาวกที่เข้ามาเชื่อไปด้วย แล้วไปบรรยายในห้องประชุมโรงเรียนของทีรันนัสทุกวัน 10 เปาโลทำแบบนั้นอยู่ 2 ปีจนคนในแคว้นเอเชียทั้งคนยิวและคนกรีกทุกคนได้ยินคำสอนของผู้เป็นนาย
11 พระเจ้าใช้เปาโลให้ทำการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ต่อไป+ 12 ถึงขนาดที่ถ้าใครเอาผ้าหรือผ้ากันเปื้อนที่ถูกตัวเปาโลไปให้คนป่วย+ คนป่วยก็จะหายโรค และปีศาจที่ชั่วร้ายก็จะออกมา+ 13 แต่ชาวยิวบางคนซึ่งเดินทางไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อขับไล่ปีศาจก็พยายามใช้ชื่อพระเยซูผู้เป็นนายเหมือนกัน พวกเขาพูดกับคนที่ถูกปีศาจชั่วสิงอยู่ว่า “โดยอำนาจของพระเยซูผู้ที่เปาโลประกาศนั้น ขอสั่งให้พวกแกออกมา”+ 14 ลูกชาย 7 คนของเสวาปุโรหิตใหญ่ชาวยิวก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน 15 แต่ปีศาจชั่วพูดกับพวกเขาว่า “ข้ารู้จักพระเยซู+ และก็รู้จักเปาโล+ แต่พวกแกเป็นใคร?” 16 แล้วคนที่ถูกปีศาจชั่วสิงก็กระโจนใส่พวกเขา ทำร้ายทีละคนและชนะพวกเขาได้ พวกเขาวิ่งหนีออกจากบ้านตัวล่อนจ้อนและบาดเจ็บสะบักสะบอมกันทุกคน 17 คนที่อยู่ในเมืองเอเฟซัสทั้งคนยิวและคนกรีกก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น ทำให้ทุกคนกลัวมาก และชื่อของพระเยซูผู้เป็นนายก็ได้รับการยกย่อง 18 หลายคนที่เข้ามาเป็นสาวกก็มาสารภาพความผิดของเขาอย่างไม่ปิดบัง 19 และหลายคนที่เคยใช้เวทมนตร์คาถาก็เอาม้วนหนังสือของเขามากองรวมกันแล้วเผาต่อหน้าทุกคน+ พวกเขาคำนวณราคาม้วนหนังสือทั้งหมดนั้นรวมแล้วเป็นเงินถึง 50,000 เหรียญ 20 เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้คำสอนของพระยะโฮวาแพร่ออกไปอย่างน่าทึ่งและไม่มีอะไรขัดขวางได้+
21 เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ผ่านไปแล้ว เปาโลตั้งใจว่าจะไปทั่วแคว้นมาซิโดเนีย+และอาคายา แล้วจะเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม+ เปาโลพูดว่า “หลังจากไปที่นั่นแล้ว ผมจะต้องไปกรุงโรมด้วย”+ 22 เปาโลส่งผู้ช่วยสองคนคือทิโมธี+กับเอรัสทัส+ให้ไปที่แคว้นมาซิโดเนีย ส่วนเปาโลยังอยู่ในแคว้นเอเชียต่ออีกระยะหนึ่ง
23 ตอนนั้น เกิดความชุลมุนวุ่นวายมาก+เพราะทางนั้น+ 24 มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อเดเมตริอัสเป็นช่างเงิน เขาเอาเงินมาทำเป็นวิหารจำลองของเทพธิดาอาร์เทมิส ทำให้พวกช่างฝีมือได้กำไรกันไม่น้อย+ 25 เขาเรียกพวกช่างฝีมือที่ร่วมงานกับเขาและคนอื่น ๆ ที่ทำอาชีพเดียวกันมารวมตัวกัน และพูดว่า “พวกคุณก็รู้ว่า ที่พวกเราร่ำรวยกันได้ก็เพราะอาชีพนี้ 26 แต่ตอนนี้พวกคุณก็เห็นและได้ยินว่า เปาโลคนนี้ได้ชักจูงผู้คนมากมายและล้างสมองพวกเขา ไม่ใช่แค่ที่เมืองเอเฟซัส+เท่านั้นนะ แต่เกือบทั่วแคว้นเอเชียเลย เขาบอกว่าพระที่มนุษย์ทำขึ้นนั้นไม่ใช่พระเจ้าจริง ๆ + 27 ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป มันจะกระทบไม่ใช่แค่อาชีพของพวกเราเท่านั้น แต่วิหารของเทพธิดาอาร์เทมิสผู้ยิ่งใหญ่ก็จะถูกมองว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วเทพอาร์เทมิสที่คนกราบไหว้บูชากันตลอดทั่วแคว้นเอเชียและทั่วโลกก็จะเสื่อมไปด้วย” 28 เมื่อพวกเขาได้ยินอย่างนั้นก็โกรธมากจึงพากันร้องตะโกนว่า “เทพธิดาอาร์เทมิสของชาวเอเฟซัสเป็นผู้ยิ่งใหญ่!”
29 แล้วก็เกิดความชุลมุนวุ่นวายกันทั่วเมือง ผู้คนวิ่งกรูกันเข้าไปในโรงละคร ลากตัวกายอัสกับอาริสทาร์คัส+ชาวมาซิโดเนียเข้าไปด้วย สองคนนี้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางของเปาโล+ 30 เปาโลเองอยากจะเข้าไปพูดกับฝูงชนที่อยู่ข้างใน แต่พวกสาวกห้ามไว้ 31 แม้แต่พวกผู้ดูแลงานฉลองและการแข่งขันบางคนซึ่งรู้สึกชอบเปาโลก็ใช้คนไปขอร้องเปาโลไม่ให้เสี่ยงเข้าไปในโรงละคร 32 ที่นั่นผู้คนร้องตะโกนอย่างนั้นบ้างอย่างนี้บ้างจนสับสนกันไปหมด คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขามาชุมนุมกันทำไม 33 พวกยิวผลักอเล็กซานเดอร์ออกมาข้างหน้าเพื่อจะให้เขาพูดกับฝูงชน อเล็กซานเดอร์จึงโบกมือให้เงียบและพยายามจะอธิบายกับฝูงชน 34 แต่พอฝูงชนจำได้ว่าเขาเป็นคนยิวก็ตะโกนเป็นเสียงเดียวกันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงว่า “เทพธิดาอาร์เทมิสของชาวเอเฟซัสเป็นผู้ยิ่งใหญ่”
35 เมื่อนายกเทศมนตรีทำให้ฝูงชนเงียบลงแล้ว ก็พูดว่า “พี่น้องชาวเอเฟซัส มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าชาวเมืองเอเฟซัสเป็นผู้ดูแลวิหารเทพธิดาอาร์เทมิสผู้ยิ่งใหญ่และรูปปั้นของท่านซึ่งตกมาจากฟ้า 36 ในเมื่อไม่มีใครเถียงเราได้ในเรื่องนี้ พวกคุณก็ใจเย็นกันก่อน อย่าทำอะไรวู่วามไป 37 คนที่พวกคุณเอาตัวมา พวกเขาไม่ได้เป็นโจรปล้นวิหาร และไม่ได้หมิ่นประมาทเทพธิดาของพวกเรา 38 ถ้าเดเมตริอัส+กับพวกช่างฝีมือที่มาด้วยกันมีปัญหากับใคร ศาลก็มี ผู้สำเร็จราชการก็มี ให้เขาไปฟ้องร้องกันเองเถอะ 39 แต่ถ้าพวกคุณยังจะมีปัญหาเรื่องอื่นกันอีก ก็ต้องไปตัดสินกันในการประชุมตามกฎหมาย 40 เพราะที่ทำกันอยู่ตอนนี้ ผมกลัวว่าพวกเราจะถูกฟ้องด้วยข้อหาก่อจลาจล เพราะพวกเราไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับสาเหตุของความวุ่นวายในวันนี้” 41 พอเขาพูดจบแล้วก็สั่งให้คนที่มาชุมนุมแยกย้ายกันกลับไป
20 หลังจากความวุ่นวายผ่านไปแล้ว เปาโลก็ส่งคนไปตามพวกสาวกมา เมื่อให้กำลังใจและบอกลาพวกเขาแล้ว เปาโลก็เดินทางไปที่แคว้นมาซิโดเนีย+ 2 เปาโลเดินทางไปตามเขตต่าง ๆ ในแคว้นนี้และพูดให้กำลังใจพวกสาวกที่นั่นหลายอย่าง แล้วก็ไปที่กรีซ 3 เปาโลอยู่ที่นั่น 3 เดือน แต่ตอนที่กำลังจะลงเรือไปแคว้นซีเรีย เขาก็รู้ว่าพวกยิววางแผนทำร้ายเขา+ จึงเปลี่ยนใจกลับไปทางแคว้นมาซิโดเนียแทน 4 คนที่ร่วมทางกับเปาโลมีโสปาเทอร์ลูกชายปีรัสจากเมืองเบโรอา อาริสทาร์คัส+กับเสคุนดัสจากเมืองเธสะโลนิกา กายอัสจากเมืองเดอร์บี ทิโมธี+ แล้วก็ทีคิกัส+กับโตรฟีมัส+จากแคว้นเอเชีย 5 คนพวกนี้ไปที่เมืองโตรอัสก่อนพวกเราและคอยอยู่ที่นั่น+ 6 หลังจากเทศกาลขนมปังไม่ใส่เชื้อ+ พวกเราลงเรือออกจากเมืองฟีลิปปี และ 5 วันต่อมา ก็ไปเจอกับพวกเขาที่เมืองโตรอัส แล้วอยู่ที่นั่น 7 วัน
7 ในวันแรกของสัปดาห์ พวกเรามาอยู่รวมกันเพื่อกินอาหาร เปาโลบรรยายให้ทุกคนฟังเพราะเขากำลังจะเดินทางไปในวันรุ่งขึ้น เขาพูดจนถึงเที่ยงคืน 8 ในห้องชั้นบนที่พวกเราอยู่ด้วยกันมีตะเกียงหลายดวง 9 ตอนที่เปาโลกำลังบรรยายอยู่ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อยุทิกัสนั่งบนขอบหน้าต่าง เขาหลับสนิทแล้วหงายหลังพลัดตกจากชั้นสาม พอคนไปถึงก็เห็นว่าเขาตายแล้ว 10 เปาโลจึงลงไปข้างล่างแล้วก้มตัวลงไปกอดเขาไว้+ และพูดว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง เขามีชีวิตแล้ว”+ 11 แล้วเปาโลก็ขึ้นไปข้างบนและเริ่มกินอาหารกับพี่น้อง หลังจากคุยกันจนถึงเช้าเปาโลก็ไป 12 พวกเขาพาเด็กหนุ่มที่มีชีวิตอีกกลับไป เรื่องนี้ทำให้พวกเขามีกำลังใจขึ้นมาก
13 เปาโลตั้งใจจะเดินเท้าไปเมืองอัสโสส ส่วนพวกเราลงเรือไปที่นั่นก่อนเพื่อรอรับเปาโลตามที่เขาสั่งไว้ 14 พอเปาโลมาเจอพวกเราในเมืองอัสโสส พวกเราก็รับเขาลงเรือแล้วไปเมืองมิทิเลนี 15 วันรุ่งขึ้น พวกเรานั่งเรือจากที่นั่นมาถึงฝั่งตรงข้ามเกาะคิโอส วันต่อมาก็แวะที่เกาะสามอส และอีกวันหนึ่งก็มาถึงเมืองมิเลทัส 16 เปาโลตั้งใจจะนั่งเรือผ่านเมืองเอเฟซัสไป+ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในแคว้นเอเชียเพราะเขาอยากจะรีบไปกรุงเยรูซาเล็ม+ให้ทันเทศกาลเพ็นเทคอสต์+ถ้าเป็นได้
17 เมื่ออยู่ที่เมืองมิเลทัส เปาโลใช้คนไปเชิญพวกผู้ดูแลในประชาคมที่เมืองเอเฟซัสให้มาหา 18 พอพวกเขามาแล้ว เปาโลก็พูดว่า “พวกคุณรู้ดีว่าตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาในแคว้นเอเชีย ผมใช้ชีวิตยังไงตลอดเวลาที่อยู่กับพวกคุณ+ 19 ผมทำงานหนักรับใช้ผู้เป็นนายด้วยความถ่อมตัว+ทั้งน้ำตา แล้วยังต้องทนความลำบากจากแผนร้ายต่าง ๆ ของพวกยิว 20 และพวกคุณก็รู้ว่าผมไม่เคยลังเลที่จะบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพวกคุณ และยังสอนพวกคุณทั้งในที่สาธารณะ+และตามบ้านด้วย+ 21 ผมอธิบายอย่างละเอียด*ให้ทั้งคนยิวและคนกรีกเข้าใจว่าพวกเขาต้องกลับใจ+แล้วหันมาหาพระเจ้า และเชื่อในพระเยซูผู้เป็นนายของเรา+ 22 ตอนนี้ พลังของพระเจ้ากระตุ้นผมให้เดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม+ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผมที่นั่นบ้าง 23 แต่ในทุกเมืองที่ผมไป พลังบริสุทธิ์ยืนยันกับผมหลายครั้งแล้วว่า ผมจะต้องติดคุกและเจอความยากลำบากหลายอย่าง+ 24 แต่ผมไม่ถือว่าชีวิตผมสำคัญ ขอแค่ผมได้วิ่งจนถึงเส้นชัย+และทำงานรับใช้ที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูผู้เป็นนายให้สำเร็จ+ คือประกาศข่าวดีเรื่องความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าให้ทั่วถึง*
25 “และในตอนนี้ผมรู้แล้วว่าพวกคุณที่ผมเคยประกาศเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้าให้ฟังจะไม่มีใครได้เห็นหน้าผมอีก 26 ดังนั้น วันนี้พวกคุณเป็นพยานยืนยันให้ผมได้ว่าถ้ามีใครไม่รอด ก็จะมาโทษผมไม่ได้+ 27 เพราะผมได้ทุ่มเทตัวบอกพวกคุณทุกสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราทำ+ 28 ให้พวกคุณเอาใจใส่ตัวเอง+และฝูงแกะที่พลังบริสุทธิ์ตั้งพวกคุณให้เป็นผู้ดูแล+ และให้คอยดูแลประชาคมของพระเจ้า+ที่พระองค์ซื้อไว้ด้วยเลือดของลูกของพระองค์เอง+ 29 ผมรู้ว่าเมื่อผมไปแล้ว จะมีบางคนเป็นเหมือนหมาป่าที่ดุร้ายเข้ามาอยู่ในกลุ่มพวกคุณ+ และจะไม่กรุณาต่อฝูงแกะเลย 30 และจะมีพวกคุณบางคนพูดบิดเบือนความจริงเพื่อชักจูงพวกสาวกให้ติดตามพวกเขาไป+
31 “ดังนั้น พวกคุณต้องตื่นตัวไว้ และอย่าลืมว่าตลอด 3 ปี+ ผมได้เตือนสติพวกคุณแต่ละคนด้วยน้ำตาทั้งวันทั้งคืนไม่หยุด 32 แต่ตอนนี้ผมขอฝากพวกคุณไว้กับพระเจ้า พระองค์จะดูแลพวกคุณโดยทางคำสอนเกี่ยวกับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ คำสอนนั้นจะทำให้พวกคุณเข้มแข็ง และจะช่วยพวกคุณให้ได้รับมรดกสำหรับคนที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์*+ 33 ผมไม่เคยอยากได้เงินทองหรือเสื้อผ้าของใคร+ 34 พวกคุณก็รู้ว่าผมทำงานเลี้ยงดูตัวเอง+และคนที่อยู่กับผมด้วยสองมือนี้ 35 ที่ผมทำมาทั้งหมดก็เพื่อให้พวกคุณเห็นว่า พวกคุณต้องทำงานหนักแบบนี้แหละ+เพื่อช่วยคนที่อ่อนแอ และอย่าลืมสิ่งที่พระเยซูผู้เป็นนายเคยพูดไว้ว่า ‘การให้+ทำให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ’”
36 เมื่อเปาโลพูดจบแล้วก็คุกเข่าลงอธิษฐานกับพวกเขา 37 ทุกคนร้องไห้กันใหญ่ แล้วพวกเขาก็กอดและจูบลาเปาโล 38 พวกเขารู้สึกเศร้าใจมากที่เปาโลบอกว่าพวกเขาจะไม่เห็นหน้าเปาโลอีก+ แล้วพวกเขาก็ไปส่งเปาโลที่เรือ
21 เมื่อพวกเราจำใจลาพวกเขาแล้ว ก็นั่งเรือตรงไปที่เกาะโขส วันต่อมาก็ไปที่เกาะโรดส์ แล้วก็ไปถึงเมืองปาทารา 2 พอเจอเรือลำหนึ่งที่จะตรงไปฟีนิเซีย พวกเราก็ลงเรือลำนั้น 3 พอเห็นเกาะไซปรัส พวกเราก็แล่นผ่านเกาะไปโดยให้เกาะอยู่ทางซ้าย และมุ่งหน้าไปแคว้นซีเรีย แล้วขึ้นฝั่งที่เมืองไทระเพราะเรือต้องขนถ่ายสินค้าที่นั่น 4 พวกเราหาพวกสาวกจนพบแล้วพักอยู่ที่นั่น 7 วัน พวกเขาพยายามห้ามเปาโลไม่ให้ไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพราะสิ่งที่พลังของพระเจ้าเปิดเผยให้พวกเขารู้+ 5 เมื่อถึงเวลาที่พวกเราต้องเดินทางต่อ พวกเขาทุกคนรวมทั้งผู้หญิงและเด็ก ๆ ก็พากันมาส่งพวกเราถึงนอกเมือง พวกเราคุกเข่าลงอธิษฐานที่ชายหาดด้วยกัน 6 เมื่อลากันแล้ว พวกเราก็ลงเรือ ส่วนพวกเขากลับบ้าน
7 จากเมืองไทระ พวกเรานั่งเรือมาถึงเมืองทอเลมาอิส พอทักทายพี่น้องแล้วก็พักอยู่กับพวกเขา 1 วัน 8 วันต่อมาพวกเราออกเดินทางมาถึงเมืองซีซารียาแล้วเข้าไปพักอยู่ในบ้านของฟีลิปผู้ประกาศข่าวดี+ เขาเป็น 1 ใน 7 คน+ที่ถูกเลือกก่อนหน้านี้ 9 ฟีลิปมีลูกสาว 4 คนที่ยังเป็นโสดและเป็นผู้พยากรณ์+ 10 หลังจากที่พวกเราอยู่ที่นั่นหลายวัน ผู้พยากรณ์ที่ชื่ออากาบุส+ก็มาจากแคว้นยูเดีย 11 เขามาหาพวกเรา เอาผ้าคาดเอวของเปาโลมัดมือและเท้าของตัวเองแล้วพูดว่า “พลังบริสุทธิ์บอกว่า ‘เจ้าของผ้าคาดเอวผืนนี้จะถูกชาวยิวในกรุงเยรูซาเล็มมัดไว้แบบนี้+ แล้วพวกเขาจะมอบคนนั้นไว้ในเงื้อมมือคนต่างชาติ’”+ 12 พอได้ยินอย่างนั้น พวกเรากับคนที่อยู่ที่นั่นจึงอ้อนวอนเปาโลไม่ให้ไปกรุงเยรูซาเล็ม 13 เปาโลตอบว่า “ทำไมพวกคุณต้องร้องไห้ และพยายามทำให้ผมเปลี่ยนความตั้งใจ ผมพร้อมจะถูกมัด และพร้อมจะตายที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อชื่อของพระเยซูผู้เป็นนาย”+ 14 เมื่อเปาโลไม่ยอมเปลี่ยนใจ พวกเราก็หยุดอ้อนวอน* และพูดว่า “ขอให้เป็นไปตามที่พระยะโฮวาต้องการเถอะ”
15 หลังจากนั้น พวกเราเตรียมตัว แล้วก็ออกเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม 16 สาวกบางคนจากเมืองซีซารียาก็ไปกับพวกเราด้วยเพื่อจะพาพวกเราไปหาคนชื่อมนาสันที่จะให้พวกเราพักที่บ้าน เขาเป็นชาวเกาะไซปรัสและเป็นสาวกรุ่นแรก ๆ 17 เมื่อพวกเรามาถึงกรุงเยรูซาเล็ม พวกพี่น้องก็มาต้อนรับพวกเราด้วยความดีใจ 18 วันถัดไป เปาโลกับพวกเราไปหายากอบ+ พวกผู้ดูแลทั้งหมดก็อยู่ที่นั่น 19 เปาโลทักทายพวกเขา แล้วเล่าอย่างละเอียดว่าพระเจ้าได้ทำอะไรบ้างเพื่อคนต่างชาติตอนที่เขาไปประกาศ
20 เมื่อได้ยินเรื่องนั้น พวกเขาก็ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า แล้วพวกเขาพูดกับเปาโลว่า “พี่น้องเปาโล คุณก็รู้ว่ามีชาวยิวหลายพันคนเข้ามาเชื่อ และพวกเขาทุกคนกระตือรือร้นในการทำตามกฎหมายของโมเสส+ 21 แต่พวกเขาได้ยินข่าวลือว่าคุณสอนคนยิวที่อยู่ในดินแดนของคนต่างชาติให้ทิ้งกฎหมายของโมเสส และบอกพวกเขาว่าไม่ต้องให้ลูก ๆ เข้าสุหนัตและไม่ต้องทำตามธรรมเนียมที่ยึดถือกันมา+ 22 พวกเราจะทำยังไงกันดี? พวกเขาคงต้องรู้แน่ ๆ ว่าคุณมาถึงที่นี่แล้ว 23 เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกเรามีผู้ชาย 4 คนที่ปฏิญาณตัวไว้ 24 ให้คุณพา 4 คนนี้ไปด้วย และชำระตัวตามพิธีกรรมพร้อมกับพวกเขา ออกค่าใช้จ่ายให้พวกเขา แล้วให้พวกเขาโกนหัวด้วย ทุกคนจะได้รู้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับคุณนั้นไม่จริง แต่คุณทำสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายของโมเสสเสมอ+ 25 ส่วนสาวกที่เป็นคนต่างชาตินั้น พวกเราได้ส่งจดหมายแจ้งคำตัดสินให้พวกเขาแล้วว่า ให้งดเว้นจากของที่เซ่นไหว้รูปเคารพ+ จากเลือด+ จากสัตว์ที่ถูกรัดคอตาย+ และจากการผิดศีลธรรมทางเพศ” +
26 วันรุ่งขึ้น เปาโลก็พา 4 คนนั้นไปด้วยและชำระตัวตามพิธีกรรมพร้อมกับพวกเขา+ แล้วเข้าไปในวิหารเพื่อแจ้งว่าการชำระตัวตามพิธีกรรมจะครบกำหนดเมื่อไร เพื่อว่าเมื่อถึงวันนั้นจะได้เอาของไปถวายสำหรับแต่ละคน
27 เมื่อใกล้จะครบ 7 วัน พวกยิวที่มาจากแคว้นเอเชียเห็นเปาโลอยู่ในวิหารก็ยุฝูงชนให้รวมตัวกันแล้วไปจับเปาโล 28 พวกเขาร้องตะโกนว่า “พวกเราชาวอิสราเอล มาช่วยกันหน่อย คนนี้แหละที่สอนผู้คนทุกแห่งให้ต่อต้านคนชาติเรา ต่อต้านกฎหมายของเรา และลบหลู่สถานที่นี้ แล้วเขายังพาชาวกรีกเข้ามาในวิหาร ทำให้สถานบริสุทธิ์นี้แปดเปื้อน”+ 29 พวกเขาพูดอย่างนี้เพราะเห็นโตรฟีมัส+ชาวเมืองเอเฟซัสอยู่กับเปาโลในกรุงนั้น จึงคิดว่าเปาโลพาคนนั้นเข้าไปในวิหาร 30 แล้วก็เกิดการจลาจลไปทั่วเมือง ผู้คนกรูกันเข้าไปจับเปาโลลากออกไปนอกวิหารแล้วปิดประตูทันที 31 ตอนที่ฝูงชนพยายามจะฆ่าเปาโลอยู่นั้น ก็มีคนส่งข่าวไปถึงผู้บังคับกองพันว่ามีการจลาจลทั่วกรุงเยรูซาเล็ม 32 ผู้บังคับกองพันจึงนำทหารกับพวกนายร้อยวิ่งไปหาคนพวกนั้นทันที พอฝูงชนเห็นผู้บังคับกองพันกับกองทหาร พวกเขาก็หยุดตีเปาโล
33 ผู้บังคับกองพันเข้าไปจับเปาโลแล้วสั่งให้เอาโซ่ 2 เส้นล่ามไว้+และถามพวกยิวว่าเปาโลเป็นใครและทำผิดอะไร 34 ฝูงชนตะโกนอย่างนั้นบ้างอย่างนี้บ้าง ผู้บังคับกองพันไม่รู้ว่าเรื่องอะไรกันแน่เพราะวุ่นวายมาก เขาจึงสั่งให้พาตัวเปาโลไปที่ค่ายทหาร 35 แต่พอเปาโลมาถึงบันไดที่จะขึ้นไปค่ายทหาร ฝูงชนก็บ้าคลั่งอย่างหนักจนพวกทหารต้องหิ้วตัวเปาโลขึ้นไป 36 คนมากมายยังคงตามไปและร้องตะโกนว่า “ฆ่ามันซะ!”
37 ตอนที่ทหารกำลังจะพาตัวเปาโลเข้าไปในค่าย เปาโลก็พูดกับผู้บังคับกองพันว่า “ผมขอพูดอะไรกับคุณหน่อยได้ไหม?” เขาพูดว่า “คุณพูดภาษากรีกได้หรือ? 38 คุณคือคนอียิปต์คนนั้นที่เมื่อก่อนเคยก่อกบฏและพามือมีด 4,000 คนเข้าไปในที่กันดารใช่ไหม?” 39 เปาโลตอบว่า “ที่จริง ผมเป็นคนยิว+จากเมืองทาร์ซัส+ในแคว้นซิลีเซีย ผมเป็นราษฎรของเมืองที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ขอให้ผมพูดกับประชาชนหน่อยได้ไหม” 40 เมื่อได้รับอนุญาตแล้วเปาโลก็ยืนบนบันไดโบกมือให้ประชาชน พอทุกคนเงียบ เปาโลจึงพูดกับพวกเขาเป็นภาษาฮีบรูว่า+
22 “พี่น้องครับ ขอฟังผมอธิบายหน่อย”+ 2 เมื่อฝูงชนได้ยินเปาโลพูดเป็นภาษาฮีบรูก็เงียบลงอีก เปาโลพูดว่า 3 “ผมเป็นคนยิว+ เกิดที่เมืองทาร์ซัสในแคว้นซิลีเซีย+ แต่ผมมาเรียนกับกามาลิเอล+ในเมืองนี้แหละ ผมได้รับการอบรมตามกฎของบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด+ และผมเองก็กระตือรือร้นในการรับใช้พระเจ้าเหมือนกับพวกคุณทุกคนที่อยู่ที่นี่+ 4 ผมเคยข่มเหงคนที่ถือทางนั้นจนถึงตาย ผมจับพวกเขาทั้งผู้ชายผู้หญิงมัดแล้วขังคุกไว้+ 5 มหาปุโรหิตและพวกผู้นำทั้งคณะเป็นพยานให้ผมได้ในเรื่องนี้ ผมยังเอาจดหมายจากพวกเขาที่เขียนถึงพวกพี่น้องในกรุงดามัสกัส และเดินทางไปที่นั่นเพื่อจับคนที่ถือทางนั้นมัดและเอาตัวมาลงโทษที่กรุงเยรูซาเล็ม
6 “ตอนที่ผมเดินทางใกล้จะถึงกรุงดามัสกัส ตอนนั้นประมาณเที่ยงวัน อยู่ดี ๆ ก็มีแสงสว่างจ้าจากฟ้าส่องมาที่ตัวผม+ 7 ผมล้มลงกับพื้นและได้ยินเสียงพูดว่า ‘เซาโล เซาโล คุณข่มเหงผมทำไม?’ 8 ผมถามว่า ‘นายท่าน ท่านเป็นใคร?’ เสียงนั้นตอบว่า ‘ผมคือเยซูชาวนาซาเร็ธผู้ที่คุณข่มเหง’ 9 คนที่ไปกับผมก็เห็นแสงนั้นด้วยแต่ไม่ได้ยินเสียงที่พูดกับผม+ 10 ผมถามว่า ‘นายท่าน ผมต้องทำอะไร?’ ผู้เป็นนายบอกผมว่า ‘ลุกขึ้นและเข้าไปในกรุงดามัสกัส ที่นั่นจะมีคนบอกคุณว่าต้องทำอะไรบ้าง’+ 11 แสงจ้านั้นทำให้ผมมองอะไรไม่เห็น คนที่ไปด้วยจึงจูงมือผมพาไปกรุงดามัสกัส
12 “มีคนหนึ่งชื่ออานาเนีย+ เขาเป็นคนที่ทำตามกฎหมายของโมเสสอย่างเคร่งครัด ชาวยิวทุกคนที่นั่นพูดถึงเขาในแง่ดี 13 เขามาหาผมและยืนพูดข้าง ๆ ผมว่า ‘พี่น้องเซาโล ขอให้คุณมองเห็นได้อีก’ แล้วในตอนนั้นเอง ผมก็มองเห็นเขา+ 14 อานาเนียบอกว่า ‘พระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเราเลือกคุณให้มารู้ความประสงค์ของพระองค์ และให้คุณได้เห็นท่านผู้นั้นที่เชื่อฟังพระเจ้า*+ และได้ยินเสียงจากปากของท่านผู้นั้น 15 เพราะคุณจะต้องเป็นพยานของท่านไปบอกทุกคนให้รู้เรื่องที่คุณได้เห็นและได้ยิน+ 16 ตอนนี้คุณยังรออะไรอีก? ให้คุณรีบรับบัพติศมา และอธิษฐานอ้อนวอนออกชื่อพระเยซู+เพื่อลบล้างบาปของคุณ’+
17 “พอกลับกรุงเยรูซาเล็ม+ ตอนที่กำลังอธิษฐานอยู่ในวิหาร ผมก็เคลิ้มไป 18 และเห็นพระเยซูมาบอกผมว่า ‘รีบออกไปจากกรุงเยรูซาเล็มเร็ว ๆ เพราะผู้คนจะไม่ยอมรับเรื่องที่คุณประกาศเกี่ยวกับผม’+ 19 ผมบอกว่า ‘นายท่าน คนพวกนี้รู้ดีว่าผมเคยจับคนที่เชื่อท่านไปขังคุกและเคยเฆี่ยนตีพวกเขาตามที่ประชุมของชาวยิว+ 20 และตอนที่สเทเฟนพยานของท่านถูกฆ่า ผมเองก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ และเห็นด้วยกับการทำอย่างนั้น แถมยังเฝ้าเสื้อชั้นนอกของคนพวกนั้นที่ฆ่าเขาด้วย’+ 21 แต่ท่านบอกผมว่า ‘ไปเถอะ ผมจะใช้คุณไปหาคนชาติต่าง ๆ ในดินแดนที่อยู่ห่างไกล’”+
22 พอฝูงชนฟังเปาโลมาถึงตอนนี้ พวกเขาก็ร้องตะโกนเสียงดังขึ้นมาว่า “กำจัดคนแบบนี้ไปจากโลกนี้เถอะ เขาสมควรตาย” 23 พวกเขาร้องอื้ออึง โยนเสื้อชั้นนอก และซัดฝุ่นขึ้นไปในอากาศ+ 24 ผู้บังคับกองพันจึงสั่งให้เอาตัวเปาโลเข้าไปในค่ายทหารและบอกให้สอบสวนด้วยการเฆี่ยนเพื่อจะได้รู้ว่าทำไมคนพวกนี้ถึงตะโกนว่าเปาโลอย่างนั้น 25 แต่พอพวกเขามัดมือมัดเท้าเปาโลขึงไว้เพื่อจะเฆี่ยน เปาโลถามนายร้อยที่ยืนอยู่ที่นั่นว่า “พวกคุณมีสิทธิ์เฆี่ยนพลเมืองโรมันที่ยังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดหรือ?”+ 26 พอนายร้อยได้ยินแบบนั้นจึงไปรายงานผู้บังคับกองพันว่า “จะทำยังไงดีล่ะท่าน? คนนี้เป็นพลเมืองโรมัน” 27 ผู้บังคับกองพันจึงมาพูดกับเปาโลว่า “บอกผมมาซิ คุณเป็นพลเมืองโรมันหรือ?” เปาโลตอบว่า “ใช่” 28 ผู้บังคับกองพันพูดว่า “ผมต้องจ่ายเงินตั้งเยอะเพื่อซื้อสิทธิ์พลเมืองโรมัน” เปาโลพูดว่า “แต่ผมได้สิทธิ์นี้มาตั้งแต่เกิด”+
29 เมื่อได้ยินอย่างนั้น คนที่กำลังจะสอบสวนเปาโลด้วยการทรมานก็ผงะถอยจากเปาโลทันที ส่วนผู้บังคับกองพันก็กลัวเมื่อรู้ว่าเปาโลเป็นพลเมืองโรมันเพราะเขาเป็นคนสั่งล่ามโซ่เปาโล+
30 ในวันรุ่งขึ้น ผู้บังคับกองพันอยากรู้ว่าทำไมพวกยิวถึงกล่าวหาเปาโล จึงให้ปลดโซ่เปาโลและเรียกประชุมพวกปุโรหิตใหญ่กับสมาชิกศาลแซนเฮดรินทุกคน แล้วเอาตัวเปาโลลงไปและให้ยืนอยู่กลางที่ประชุม+
23 เปาโลจ้องมองสมาชิกศาลแซนเฮดรินแล้วพูดว่า “พี่น้องทั้งหลาย ผมพูดต่อหน้าพระเจ้าได้เลยว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดี+บอกผมว่า ที่ผ่านมาผมไม่ได้ทำอะไรผิด” 2 เมื่อมหาปุโรหิตอานาเนียได้ยินอย่างนั้นก็สั่งคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เปาโลให้ตบปากเปาโล+ 3 เปาโลพูดว่า “คุณมันหน้าไหว้หลังหลอก* ขอให้พระเจ้าตบคุณ คุณนั่งพิพากษาผมตามกฎหมายแต่กลับทำผิดกฎหมายซะเองโดยสั่งคนให้ตบผมอย่างนี้หรือ?” 4 คนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พูดว่า “พูดหยาบคายกับมหาปุโรหิตของพระเจ้าแบบนี้ได้ยังไง?” 5 เปาโลพูดว่า “ขอโทษครับพี่น้อง ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นมหาปุโรหิต เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ‘อย่าพูดจาดูหมิ่นคนที่ทำหน้าที่ปกครองพวกเจ้า’”+
6 เปาโลรู้ว่าสมาชิกศาลแซนเฮดรินกลุ่มหนึ่งเป็นพวกสะดูสี และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกฟาริสี จึงตะโกนขึ้นว่า “พี่น้องทั้งหลาย ผมเป็นฟาริสี+และเป็นลูกของฟาริสี ที่ผมถูกตัดสินคดีก็เพราะผมเชื่อเรื่องการฟื้นขึ้นจากตาย” 7 พอเปาโลพูดอย่างนี้ พวกฟาริสีกับพวกสะดูสีก็เริ่มเถียงกันและที่ประชุมก็แตกแยกเป็น 2 ฝ่าย 8 พวกสะดูสีบอกว่าไม่มีการฟื้นขึ้นจากตาย และไม่มีทูตสวรรค์หรือร่างกายสำหรับสวรรค์ แต่พวกฟาริสีเชื่อ*ว่าทั้งหมดนั้นมีจริง+ 9 ที่ประชุมก็ส่งเสียงอื้ออึง มีครูสอนศาสนาบางคนที่เป็นพวกฟาริสีลุกขึ้นเถียงอย่างดุเดือด และบอกว่า “พวกเราไม่เห็นว่าคนนี้ผิดตรงไหน ทูตสวรรค์อาจจะมาพูดกับเขาจริง ๆ ก็ได้”+ 10 พอความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ผู้บังคับกองพันกลัวว่าเปาโลจะถูกพวกเขาฉีกเป็นชิ้น ๆ จึงสั่งทหารให้รีบไปเอาเปาโลออกมาจากพวกนั้น แล้วพาไปไว้ในค่ายทหาร
11 คืนนั้น ผู้เป็นนายมายืนอยู่ข้างเปาโลและบอกว่า “กล้าหาญไว้+ คุณได้ประกาศเกี่ยวกับผมอย่างทั่วถึง*ในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว คุณจะต้องประกาศอย่างนั้นในกรุงโรมด้วย”+
12 เมื่อถึงตอนเช้า พวกยิวคบคิดกันวางแผน+และสาบานตัวว่าจะไม่กินไม่ดื่มอะไรจนกว่าจะได้ฆ่าเปาโล 13 คนที่คบคิดวางแผนและสาบานตัวนั้นมีมากกว่า 40 คน 14 พวกเขาไปบอกพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้นำว่า “พวกเราสาบานกันไว้แล้วว่าจะไม่กินอะไรแม้แต่คำเดียวจนกว่าจะฆ่าเปาโลได้ซะก่อน 15 ขอให้พวกท่านกับสมาชิกศาลแซนเฮดรินไปขอผู้บังคับกองพันให้ส่งเปาโลมาให้พวกท่าน ทำเป็นว่าอยากจะซักถามเรื่องของเขาให้ชัดเจนขึ้น แล้วพวกเราจะดักฆ่าเขาก่อนที่เขาจะมาถึง”
16 แต่ลูกชายของน้องสาวเปาโลได้ยินเรื่องที่พวกเขาวางแผนร้ายนั้น เขาจึงเข้าไปบอกเปาโลในค่ายทหาร 17 เปาโลเรียกนายร้อยคนหนึ่งเข้ามาบอกว่า “ช่วยพาชายหนุ่มคนนี้ไปหาผู้บังคับกองพัน เขามีเรื่องจะบอก” 18 นายร้อยคนนั้นก็พาชายหนุ่มไปหาผู้บังคับกองพันและบอกว่า “นักโทษชื่อเปาโลเรียกผมไปหาและขอให้พาชายหนุ่มคนนี้มาหาท่านเพราะเขามีบางอย่างจะบอกให้ท่านทราบ” 19 ผู้บังคับกองพันก็จูงมือชายหนุ่มคนนั้นไปถามเป็นส่วนตัวว่า “มีอะไรจะบอกผมหรือ?” 20 ชายหนุ่มบอกว่า “พวกยิวตกลงกันว่าจะขอให้ท่านส่งตัวเปาโลไปที่ศาลแซนเฮดรินวันพรุ่งนี้โดยทำเป็นว่าอยากรู้เรื่องของเขามากขึ้น+ 21 แต่อย่าหลงเชื่อนะครับ เพราะพวกเขามากกว่า 40 คนจะคอยดักทำร้ายเปาโล พวกเขาได้สาบานตัวกันไว้ว่าจะไม่กินไม่ดื่มอะไรจนกว่าจะฆ่าเปาโลได้ซะก่อน+ และตอนนี้พวกเขาเตรียมการไว้พร้อมแล้ว แค่รอให้ท่านอนุมัติเท่านั้น” 22 ผู้บังคับกองพันสั่งชายหนุ่มว่า “อย่าให้ใครรู้ว่าคุณมาบอกผมเรื่องนี้นะ” แล้วก็ให้เขาไป
23 แล้วผู้บังคับกองพันก็เรียกนายร้อย 2 คนมาสั่งว่า “ไปเตรียมทหาร 200 นายไว้ให้พร้อม และเตรียมทหารม้า 70 นายกับพลหอกอีก 200 นายด้วย แล้วให้เคลื่อนพลไปเมืองซีซารียาตอน 3 ทุ่มคืนนี้ 24 เตรียมม้าให้เปาโลขี่ แล้วพาเขาไปส่งให้ผู้ว่าราชการเฟลิกส์อย่างปลอดภัย”+ 25 แล้วผู้บังคับกองพันก็เขียนจดหมายมีข้อความว่า
26 “ผมคลาวดิอัสลีเซียส เรียนท่านผู้ว่าราชการเฟลิกส์ที่นับถือ 27 ผู้ชายคนนี้ถูกพวกยิวจับตัวและเกือบจะถูกฆ่า แต่พอผมรู้ว่าเขาเป็นพลเมืองโรมัน+ผมก็รีบนำกำลังทหารไปช่วยเขาไว้+ 28 ผมอยากจะรู้ว่าทำไมพวกยิวถึงกล่าวหาเขา ผมจึงส่งตัวเขาไปที่ศาลแซนเฮดรินของพวกยิว+ 29 แล้วผมก็ได้รู้ว่าเขาถูกกล่าวหาเพราะความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายของพวกเขาเอง+ แต่ไม่มีข้อหาอะไรเลยที่ทำให้เขาควรถูกประหารหรือถูกขังคุก+ 30 และผมได้รับแจ้งว่ามีการวางแผนจะทำร้ายเขา+ ผมจึงส่งตัวเขามาให้ท่านทันทีและสั่งให้พวกที่กล่าวหาเขามาฟ้องเขาต่อหน้าท่าน”
31 พวกทหารก็ทำตามคำสั่ง โดยเอาตัวเปาโล+ไปที่เมืองอันทิปาตรีส์ตอนกลางคืน 32 ในวันรุ่งขึ้น พวกเขาให้ทหารม้าไปกับเปาโล ส่วนพวกเขาก็กลับไปค่ายทหาร 33 พวกทหารม้าก็เข้าไปในเมืองซีซารียา แล้วนำจดหมายไปให้ผู้ว่าราชการพร้อมกับส่งตัวเปาโลให้เขาด้วย 34 ผู้ว่าราชการอ่านจดหมายนั้นแล้วถามเปาโลว่าเป็นคนแคว้นไหน และก็ได้รู้ว่าเปาโลมาจากแคว้นซิลีเซีย+ 35 ผู้ว่าราชการพูดว่า “ถ้าพวกที่กล่าวหาคุณมาพร้อมหน้ากันเมื่อไหร่ ผมจะฟังคำให้การของคุณอย่างละเอียด”+ แล้วเขาก็สั่งให้คุมตัวเปาโลเอาไว้ที่วังของเฮโรด
24 ห้าวันต่อมา มหาปุโรหิตอานาเนีย+พร้อมกับผู้นำชาวยิวบางคนและทนายความคนหนึ่งชื่อเทอร์ทูลลัสก็เดินทางไปเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเปาโลต่อผู้ว่าราชการ+ 2 เมื่อเทอร์ทูลลัสถูกเรียก เขาก็เริ่มพูดกล่าวหาเปาโลว่า
“ท่านเฟลิกส์ที่เคารพ พวกเรามีความร่มเย็นเป็นสุขได้ก็เพราะท่าน และประเทศชาติของเราพัฒนาขึ้นก็เพราะท่านมองการณ์ไกล 3 พวกเราทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหนรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้ทำเพื่อพวกเราเสมอมา 4 แต่ผมไม่อยากรบกวนเวลาท่านมากกว่านี้ ผมจะขอพูดสั้น ๆ ขอกรุณาฟังพวกผมหน่อย 5 พวกผมพบว่าผู้ชายคนนี้เป็นตัวปัญหา+ที่ปลุกระดม+ชาวยิวทั่วทุกแห่ง เขาเป็นผู้นำนิกายของชาวนาซาเร็ธ+ 6 และพยายามลบหลู่วิหารด้วย พวกผมจึงจับตัวเขาไว้+ 7 —— 8 ขอให้ท่านสอบสวนเขาเอง แล้วท่านจะได้รู้ว่าเรื่องทั้งหมดที่พวกผมฟ้องเขานั้นเป็นความจริง”
9 พวกยิวก็ร่วมกล่าวหาเปาโลด้วยโดยยืนยันว่าเรื่องที่ฟ้องเปาโลเป็นเรื่องจริง 10 เมื่อผู้ว่าราชการพยักหน้าให้เปาโลพูด เปาโลจึงพูดว่า
“ผมรู้ว่าท่านเป็นผู้พิพากษาให้กับชาตินี้มาหลายปีแล้ว ผมยินดีที่ได้พูดแก้คดีของผมต่อหน้าท่าน+ 11 ท่านสามารถตรวจสอบได้เลยว่า ตั้งแต่ผมไปนมัสการในกรุงเยรูซาเล็ม+จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ถึง 12 วัน 12 และพวกเขาก็ไม่เคยเห็นว่าผมเถียงกับใครในวิหาร หรือปลุกปั่นใครให้ก่อความวุ่นวายไม่ว่าในที่ประชุมของพวกเขาหรือที่ไหน ๆ ในเมือง 13 และจนถึงตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ว่าผมทำอะไรผิดตามที่พวกเขากล่าวหา 14 แต่ผมยอมรับเรื่องหนึ่ง คือ ผมทำงานรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์ให้พระเจ้าของบรรพบุรุษของผม+ ตามแนวปฏิบัติที่พวกเขาเรียกว่าเป็นนิกายหนึ่ง เพราะผมเชื่อทุกสิ่งที่เขียนไว้ในกฎหมายของโมเสสและในหนังสือของพวกผู้พยากรณ์*+ 15 และผมมีความหวังในพระเจ้าเหมือนที่พวกเขามี ความหวังของผมก็คือทั้งคนดี*และคนชั่ว+จะฟื้นขึ้นจากตาย+ 16 ผมพยายามอยู่เสมอที่จะไม่ทำผิดต่อพระเจ้าหรือต่อมนุษย์+ เพื่อจะไม่มีอะไรรบกวนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผม 17 หลังจากที่ผมไม่อยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มหลายปี ผมก็กลับไปที่นั่นเพื่อเอาของบริจาค+ไปให้คนในชาติของผม และเอาของไปถวายพระเจ้า 18 ตอนที่ผมกำลังทำอย่างนั้น พวกยิวก็เจอผมอยู่ในวิหารหลังจากที่ชำระตัวตามพิธีกรรม+ ผมไม่ได้อยู่กับฝูงชนหรือก่อความวุ่นวายอะไร ตอนนั้นมีคนยิวบางคนจากแคว้นเอเชียอยู่ที่นั่นด้วย+ 19 และถ้าพวกนั้นมีอะไรจะกล่าวหาผม ก็น่าจะมาฟ้องผมต่อหน้าท่านวันนี้+ 20 หรือไม่ก็ให้คนที่อยู่ที่นี่บอกมาว่าผมทำผิดอะไรตอนที่ผมยืนอยู่ต่อหน้าศาลแซนเฮดริน 21 ยกเว้นเรื่องเดียวที่พวกเขาจะกล่าวหาผมได้ คือตอนที่ยืนอยู่กลางศาลผมตะโกนขึ้นมาว่า ‘ผมถูกตัดสินคดีต่อหน้าพวกคุณในวันนี้ก็เพราะเรื่องการฟื้นขึ้นจากตาย’”+
22 เฟลิกส์รู้เรื่องดีเกี่ยวกับทางนั้น+ เขาจึงให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนและพูดว่า “ผมจะตัดสินคดีของพวกคุณตอนที่ผู้บังคับกองพันลีเซียสมาถึง” 23 แล้วเฟลิกส์ก็สั่งนายร้อยให้คุมตัวเปาโลไว้แต่ให้มีอิสระบ้างพอสมควร และสั่งว่าไม่ต้องห้ามถ้ามีพวกของเปาโลมาคอยดูแลเขา
24 ไม่กี่วันต่อมา เฟลิกส์มากับภรรยาชื่อดรูสิลลาซึ่งเป็นชาวยิว เฟลิกส์ให้คนไปเรียกเปาโลมาเพื่อฟังเปาโลพูดถึงความเชื่อเรื่องพระคริสต์เยซู+ 25 แต่พอเปาโลพูดถึงเรื่องการทำสิ่งที่ถูกต้อง การรู้จักควบคุมตัวเอง และการพิพากษาที่จะเกิดขึ้น+ เฟลิกส์ก็กลัวและบอกว่า “ตอนนี้คุณไปได้แล้ว ถ้ามีโอกาสผมจะเรียกคุณมาอีก” 26 ที่จริง เฟลิกส์หวังว่าจะได้เงินสินบนจากเปาโล เขาจึงเรียกเปาโลมาคุยด้วยบ่อย ๆ 27 แต่เฟลิกส์ยังให้เปาโลอยู่ในคุกต่อไปเพราะอยากเอาใจชาวยิว+ สองปีผ่านไป ปอร์สิอัสเฟสทัสก็มารับตำแหน่งต่อจากเฟลิกส์
25 เมื่อเฟสทัส+รับหน้าที่ปกครองแคว้นนี้ได้ 3 วันแล้ว ก็เดินทางจากเมืองซีซารียาไปที่กรุงเยรูซาเล็ม 2 พวกปุโรหิตใหญ่กับชาวยิวคนสำคัญก็มาฟ้องเขาเรื่องเปาโล+ พวกเขาอ้อนวอนเฟสทัส 3 ขอให้ส่งตัวเปาโลมาที่กรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาวางแผนว่าจะดักฆ่าเปาโลระหว่างทาง+ 4 แต่เฟสทัสบอกว่าจะคุมตัวเปาโลไว้ในเมืองซีซารียาต่อไป และบอกว่าอีกไม่กี่วันตัวเขาเองก็จะเดินทางกลับไปที่นั่น 5 เฟสทัสพูดว่า “ถ้าเขาทำอะไรผิดจริง ก็ให้คนที่มีอำนาจในพวกคุณไปกับผมและไปฟ้องเขาที่นั่น”+
6 เมื่อเฟสทัสอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มประมาณ 8 ถึง 10 วันแล้วก็กลับไปที่เมืองซีซารียา วันรุ่งขึ้นเขาก็นั่งบัลลังก์พิพากษาแล้วสั่งให้พาตัวเปาโลเข้ามา 7 พอเปาโลเข้ามา พวกยิวที่เดินทางมาจากกรุงเยรูซาเล็มก็ยืนล้อมเปาโลไว้ แล้วกล่าวหาเขาว่าทำผิดร้ายแรงหลายอย่างทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์+
8 เปาโลก็พูดแก้คดีว่า “ผมไม่ได้ทำผิดกฎหมายของพวกยิว และไม่ได้ทำอะไรที่ลบหลู่วิหารหรือทำผิดต่อซีซาร์”+ 9 เฟสทัสอยากเอาใจชาวยิว+จึงถามเปาโลว่า “คุณอยากไปที่กรุงเยรูซาเล็มและให้ผมตัดสินเรื่องนี้ที่นั่นไหม?” 10 เปาโลตอบว่า “ผมก็ยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของซีซาร์อยู่แล้วนี่ครับ ผมก็ควรจะถูกตัดสินที่นี่ไม่ใช่หรือ ที่จริง ท่านก็รู้ดีว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดต่อพวกยิว 11 ถ้าผมทำผิดจริงและทำสิ่งที่สมควรตาย+ ผมก็พร้อมจะรับโทษนั้น แต่ถ้าเรื่องที่พวกเขากล่าวหาผมนั้นไม่จริง ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์ส่งผมไปเพื่อจะเอาใจพวกเขา ผมขอร้องเรียนต่อซีซาร์”+ 12 หลังจากเฟสทัสคุยกับคณะที่ปรึกษาแล้วจึงตอบว่า “ในเมื่อคุณร้องเรียนต่อซีซาร์ คุณก็ต้องไปหาซีซาร์”
13 หลายวันผ่านไป กษัตริย์อากริปปากับเบอร์นิสได้มาเยี่ยมแสดงความยินดีกับเฟสทัสที่เมืองซีซารียา 14 ทั้งสองคนอยู่ที่นั่นหลายวัน เฟสทัสจึงเล่าเรื่องเปาโลให้กษัตริย์ฟังว่า
“มีผู้ชายคนหนึ่งถูกขังไว้ตั้งแต่สมัยของเฟลิกส์+ 15 และตอนที่ผมอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้นำชาวยิวก็มาฟ้องขอให้ตัดสินลงโทษเขา+ 16 แต่ผมบอกพวกเขาว่า ตามวิธีการของชาวโรมัน จะไม่มีการส่งตัวจำเลยให้โจทก์ จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะมาพร้อมหน้ากันและให้จำเลยมีโอกาสแก้ข้อกล่าวหาก่อน+ 17 เมื่อพวกเขามาที่นี่กันแล้ว ผมจึงนั่งบัลลังก์พิพากษาทันทีในวันรุ่งขึ้นและสั่งให้เอาตัวคนนั้นเข้ามา 18 เมื่อพวกโจทก์ยืนขึ้นกล่าวหาเขา ก็ไม่เห็นว่าข้อกล่าวหาของพวกเขาจะเป็นเรื่องอะไรที่ชั่วช้าอย่างที่ผมคิด+ 19 พวกเขาแค่ขัดแย้งกับคนนั้นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา*+ และเกี่ยวกับคนชื่อเยซูที่ตายไปแล้วแต่เปาโลยืนยันว่ามีชีวิตอยู่+ 20 ผมไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงกับข้อขัดแย้งของพวกเขา ผมเลยถามเปาโลว่าเขาอยากไปกรุงเยรูซาเล็มและให้ผมตัดสินเรื่องนี้ที่นั่นไหม+ 21 แต่เมื่อเปาโลขออยู่ในคุกต่อไปเพื่อรอให้องค์จักรพรรดิตัดสิน+ ผมจึงสั่งให้คุมตัวเขาไว้จนกว่าจะส่งเขาไปให้ซีซาร์”
22 อากริปปาพูดกับเฟสทัสว่า “ผมอยากจะฟังคนนั้นพูดด้วย”+ เฟสทัสบอกว่า “งั้นพรุ่งนี้คุณจะได้ฟังเขา” 23 วันต่อมา อากริปปากับเบอร์นิสเดินทางมาอย่างยิ่งใหญ่อลังการและเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับพวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่และบุคคลสำคัญ ๆ ในเมืองนั้น แล้วเฟสทัสก็สั่งให้เอาตัวเปาโลเข้ามา 24 เฟสทัสพูดว่า “กษัตริย์อากริปปาและพวกคุณทุกคนที่อยู่ที่นี่ ผู้ชายคนนี้คือคนที่ประชาชนชาวยิวทั้งในกรุงเยรูซาเล็มและที่นี่พากันฟ้องร้องต่อผม และตะโกนว่าเขาสมควรตาย+ 25 แต่ผมรู้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรที่สมควรตาย+ เมื่อเขาร้องเรียนต่อองค์จักรพรรดิ ผมเลยตัดสินใจว่าจะส่งเขาไป 26 แต่ผมไม่รู้จะเขียนบอกจักรพรรดิ*เรื่องเขาว่ายังไงดี ผมเลยเอาตัวเขามาอยู่ต่อหน้าพวกคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้ากษัตริย์อากริปปา ผมหวังว่าหลังจากได้ซักถามเขาแล้ว ผมจะมีอะไรที่จะเขียนได้บ้าง 27 เพราะผมเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สมเหตุผลถ้าจะส่งนักโทษไปโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาไปด้วย”
26 กษัตริย์อากริปปา+บอกเปาโลว่า “คุณพูดแก้ต่างให้ตัวเองได้แล้ว” เปาโลจึงยื่นมือออกและพูดแก้คดีว่า
2 “กษัตริย์อากริปปาครับ ผมดีใจมากที่ได้มาอยู่ต่อหน้าท่านในวันนี้เพื่อแก้ข้อกล่าวหาทุกเรื่องของพวกยิว+ 3 เพราะท่านเชี่ยวชาญเรื่องธรรมเนียมทั้งหมดของพวกยิว และรู้เรื่องข้อขัดแย้งต่าง ๆ ของพวกเขาเป็นอย่างดี ผมขอท่านทนฟังผมหน่อยนะครับ
4 “จริง ๆ แล้ว ชาวยิวทุกคนรู้จักผมดีตั้งแต่ผมยังเด็กจนถึงตอนที่ผมมาอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม+ 5 คนที่คุ้นเคยกับผม ถ้าเขาอยากจะยืนยันก็ยืนยันได้ว่า ผมเคยเป็นฟาริสี+ซึ่งเป็นนิกายที่เคร่งที่สุดในศาสนาของชาตินี้+ 6 แต่ตอนนี้ผมถูกพิจารณาคดีเพราะผมมีความหวังในเรื่องที่พระเจ้าสัญญาไว้กับบรรพบุรุษของพวกเรา+ 7 คำสัญญาเดียวกันนี้แหละที่พวกเราชาวยิวทั้ง 12 ตระกูลหวังว่าจะเป็นจริง พวกเราจึงทำงานรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์ให้พระเจ้าทั้งวันทั้งคืนอย่างกระตือรือร้น ท่านกษัตริย์ เพราะความหวังนี้แหละที่พวกยิวมากล่าวหาผม+
8 “ทำไมพวกคุณถึงคิดว่า*การที่พระเจ้าปลุกคนตายให้ฟื้นนั้นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ? 9 ที่จริง ผมเคยมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างเพื่อต่อต้านพระเยซู*ชาวนาซาเร็ธ 10 และผมก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ ในกรุงเยรูซาเล็ม ผมจับผู้บริสุทธิ์หลายคนไปขังคุก+ตามที่ผมได้รับมอบอำนาจจากพวกปุโรหิตใหญ่ และตอนที่พวกเขาจะถูกประหาร ผมก็สนับสนุน+ 11 ผมไปตามที่ประชุมของชาวยิวทุกแห่ง ผมเฆี่ยนและบังคับพวกเขาให้ทิ้งความเชื่อ ผมโกรธแค้นมาก ถึงขนาดที่ตามไปข่มเหงพวกเขาในเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกล
12 “ตอนที่ผมเดินทางไปกรุงดามัสกัสเพื่อทำเรื่องนี้ตามที่ได้รับอำนาจและคำสั่งจากพวกปุโรหิตใหญ่ 13 ตอนนั้นเป็นตอนเที่ยง ผมเห็นแสงจากฟ้าที่สว่างจ้ากว่าแสงอาทิตย์ส่องมาที่ตัวผมกับคนที่ไปด้วยกัน+ 14 พอพวกผมล้มลงกับพื้น ผมก็ได้ยินเสียงพูดเป็นภาษาฮีบรูว่า ‘เซาโล เซาโล คุณข่มเหงผมทำไม? คุณเตะประตักคุณก็เจ็บเอง’ 15 ผมจึงถามว่า ‘นายท่าน ท่านเป็นใคร?’ ท่านตอบว่า ‘ผมคือเยซูผู้ที่คุณข่มเหง 16 ลุกขึ้นยืนเถอะ ที่ผมมาปรากฏตัวกับคุณก็เพื่อเลือกคุณให้เป็นผู้รับใช้และเป็นพยานของผม เพื่อประกาศสิ่งที่คุณได้เห็นและสิ่งที่ผมจะให้คุณเห็นเกี่ยวกับผม+ 17 ผมจะช่วยคุณให้พ้นจากเงื้อมมือของคนชาตินี้และคนต่างชาติที่ผมจะใช้คุณไปหา+ 18 เพื่อคุณจะเปิดตาพวกเขา+ เพื่อทำให้พวกเขาออกจากความมืด+มาสู่ความสว่าง+ และพ้นจากอำนาจของซาตาน+มาหาพระเจ้า แล้วพวกเขาจะได้รับการอภัยบาป+ และได้รับมรดกสำหรับคนที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์* เพราะพวกเขามีความเชื่อในตัวผม’
19 “กษัตริย์อากริปปาครับ เพราะอย่างนี้แหละผมจึงทำตามนิมิตที่ผมได้รับจากสวรรค์ 20 ผมไปประกาศกับคนในกรุงดามัสกัสก่อน+ แล้วก็ประกาศกับคนในกรุงเยรูซาเล็ม+และคนทั่วแคว้นยูเดีย แล้วก็คนต่างชาติด้วย ผมบอกให้พวกเขากลับใจและหันมาหาพระเจ้า โดยทำสิ่งที่แสดงว่าพวกเขากลับใจจริง ๆ + 21 เพราะอย่างนี้แหละ พวกยิวเลยจับผมในวิหารและพยายามฆ่าผม+ 22 แต่พระเจ้าช่วยผมไว้ ผมจึงได้ประกาศให้ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยฟังจนถึงวันนี้ และผมก็ไม่พูดอะไรเลยนอกจากเรื่องที่พวกผู้พยากรณ์และโมเสสบอกว่าจะเกิดขึ้น+ 23 คือเรื่องที่พระคริสต์ต้องทนทุกข์+ และได้รับการปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายเป็นคนแรก+ แล้วท่านจะให้ความสว่างกับคนชาตินี้และคนต่างชาติด้วย”+
24 ตอนที่เปาโลกำลังพูดแก้คดีอยู่ เฟสทัสก็พูดเสียงดังว่า “เปาโล คุณบ้าไปแล้วหรือ คุณเรียนมากจนเพี้ยนไปแล้ว” 25 เปาโลพูดว่า “ท่านเฟสทัสที่เคารพ ผมไม่ได้บ้า ผมพูดความจริงและยังมีสติดีอยู่ 26 ที่จริง กษัตริย์อากริปปารู้เรื่องที่ผมพูดเป็นอย่างดี และผมก็พูดกับกษัตริย์ได้อย่างตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรรอดพ้นสายตาของท่านไปได้ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับอะไร+ 27 กษัตริย์อากริปปาครับ ท่านเชื่อพวกผู้พยากรณ์ไหม? ผมรู้ว่าท่านเชื่อ” 28 กษัตริย์อากริปปาตอบเปาโลว่า “ถ้าผมฟังคุณพูดต่ออีกหน่อย ผมคงต้องเป็นคริสเตียนไปอีกคน” 29 เปาโลจึงพูดว่า “ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า ไม่ช้าก็เร็ว ขอให้ทั้งตัวท่านและทุกคนที่ฟังผมในวันนี้เปลี่ยนมาเป็นเหมือนผม แต่ไม่ใช่ถูกล่ามโซ่อย่างนี้”
30 กษัตริย์กับผู้ว่าราชการและเบอร์นิส รวมทั้งคนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็ลุกขึ้น 31 ตอนที่ออกไป พวกเขาพูดกันว่า “คนนี้ไม่ได้ทำอะไรที่สมควรตายหรือถูกขังคุกเลยนะ”+ 32 แล้วกษัตริย์อากริปปาก็พูดกับเฟสทัสว่า “ถ้าคนนี้ไม่ได้ร้องเรียนต่อซีซาร์+ก็น่าจะปล่อยตัวเขาไปได้”
27 เมื่อมีการตัดสินแล้วว่าจะให้พวกเราลงเรือไปประเทศอิตาลี+ เปาโลกับนักโทษบางคนจึงถูกส่งตัวให้นายร้อยชื่อยูเลียสซึ่งเป็นทหารในกองทัพออกัสตัส 2 พวกเราลงเรือที่มาจากเมืองอัดรามิททิยุมซึ่งจะแล่นไปตามท่าเรือต่าง ๆ แถบชายฝั่งของแคว้นเอเชีย อาริสทาร์คัส+ชาวมาซิโดเนียซึ่งมาจากเมืองเธสะโลนิกาก็ไปกับพวกเราด้วย 3 วันรุ่งขึ้นพวกเราขึ้นฝั่งที่เมืองไซดอน ยูเลียสกรุณาเปาโลมาก เขาอนุญาตให้เปาโลไปหาเพื่อน ๆ เพื่อจะได้รับการดูแลจากพวกเขา
4 เมื่อออกเรือจากที่นั่นแล้ว กระแสลมต้านเรามาก เราจึงแล่นเรือไปใกล้ ๆ เกาะไซปรัสโดยใช้เกาะเป็นที่กำบังลม 5 จากนั้นก็แล่นเรือในน่านน้ำของแคว้นซิลีเซียกับแคว้นปัมฟีเลีย แล้วเข้าเทียบท่าที่เมืองมิราในแคว้นลีเซีย 6 ที่นั่นนายร้อยพบเรือที่มาจากเมืองอเล็กซานเดรียกำลังจะแล่นไปประเทศอิตาลี เขาจึงให้พวกเราลงเรือลำนั้น 7 เป็นเวลาหลายวันที่เรือของพวกเราแล่นไปได้ช้ามาก แต่ในที่สุดก็มาถึงเมืองคนีดัสอย่างทุลักทุเล พอเราออกจากที่นั่นมาก็เจอกระแสลมแรง จึงต้องเปลี่ยนเส้นทางโดยแล่นผ่านแหลมสัลโมเน แล้วให้เกาะครีตเป็นที่กำบังลม 8 เรือแล่นเลียบฝั่งอย่างยากลำบากจนมาถึงที่แห่งหนึ่งชื่อท่างามซึ่งอยู่ใกล้เมืองลาเซีย
9 พวกเราเสียเวลาไปมากจนตอนนี้ไม่ปลอดภัยแล้วที่จะแล่นเรือ เพราะเลยช่วงถือศีลอดอาหารในวันไถ่บาป+ไปแล้ว เปาโลจึงแนะนำพวกเขาว่า 10 “พวกคุณ ผมว่าถ้าเดินเรือตอนนี้ จะต้องเกิดความเสียหายอย่างหนักแน่ ๆ ไม่ใช่แค่สินค้ากับเรือเท่านั้น แต่จะเป็นอันตรายถึงชีวิตพวกเราด้วย” 11 แต่นายร้อยเชื่อกัปตันเรือกับเจ้าของเรือมากกว่าคำพูดของเปาโล 12 ท่างามไม่เหมาะจะจอดเรือในช่วงฤดูหนาว คนส่วนใหญ่จึงแนะให้ออกเรือไปจากที่นั่น และคิดว่าน่าจะไปจอดที่เมืองฟีนิกซ์ในช่วงฤดูหนาวดีกว่า เพราะเป็นเมืองท่าของเกาะครีตที่มีท่าเรือหันไปทางตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้
13 เมื่อมีลมจากทิศใต้พัดมาเบา ๆ พวกเขาก็คิดว่าจะไปเมืองฟีนิกซ์ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ พวกเขาจึงถอนสมอแล้วแล่นไปตามชายฝั่งของเกาะครีต 14 แต่แล่นไปได้ไม่นานก็เจอพายุใหญ่ที่เรียกกันว่ายูราคีโลน 15 เมื่อเรือโดนพายุกระหน่ำและแล่นฝ่าลมต่อไปไม่ไหว พวกเราจึงปล่อยให้เรือลอยไปตามลม 16 แล้วพวกเราก็แล่นเรือไปใกล้ ๆ เกาะเล็ก ๆ ชื่อคาวดาเพื่อให้เกาะนั้นบังลมให้เรา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแทบจะรักษาเรือเล็กที่จูงมาไว้ไม่ได้ 17 พวกเขายกเรือเล็กขึ้นมา แล้วเอาเชือกลอดใต้ท้องเรือใหญ่มัดรอบลำเรือไว้ และพวกเขาก็ผ่อนเชือกเพื่อลดใบเรือลงและปล่อยให้เรือถูกพัดไปตามลม เพราะกลัวว่าเรือจะเกยตื้นที่อ่าวเสอร์ทิส 18 เรือถูกพายุใหญ่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ในวันรุ่งขึ้นพวกเขาจึงเอาของโยนทิ้งทะเลเพื่อให้เรือเบาลง+ 19 พอวันที่สาม พวกเขาก็เอาอุปกรณ์เดินเรือทิ้งไป
20 พวกเรายังโดนพายุใหญ่กระหน่ำไม่หยุด และไม่เห็นดวงอาทิตย์กับดวงดาวอยู่หลายวัน พวกเราจึงเริ่มคิดว่าคงไม่รอดแน่ 21 หลังจากทุกคนไม่ได้กินอาหารมาหลายวันแล้ว เปาโลจึงยืนขึ้นกลางหมู่พวกเขาและพูดว่า “พวกคุณน่าจะฟังคำแนะนำของผมที่บอกว่าอย่าออกเรือจากเกาะครีต จะได้ไม่ต้องมาเจอความเสียหายอย่างนี้+ 22 ตอนนี้ผมขอแนะพวกคุณว่าไม่ต้องกลัว พวกคุณจะไม่ตายเลยสักคนแต่จะเสียเรือไป 23 เพราะเมื่อคืนนี้ทูตสวรรค์+ของพระเจ้าที่ผมรับใช้และนมัสการได้มายืนใกล้ ๆ ผม 24 แล้วพูดว่า ‘เปาโล ไม่ต้องกลัวนะ คุณจะต้องไปยืนต่อหน้าซีซาร์+ พระเจ้าจะให้ทุกคนที่มากับคุณในเรือรอดชีวิตด้วย’ 25 ดังนั้น พวกคุณก็ไม่ต้องกลัวนะ ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่พระเจ้าบอกผมแน่นอน 26 แต่พวกเราจะต้องถูกซัดขึ้นฝั่งที่เกาะหนึ่ง”+
27 คืนที่สิบสี่ พวกเราถูกคลื่นซัดไปซัดมาอยู่ในทะเลเอเดรียติก พอถึงเที่ยงคืน พวกกะลาสีก็รู้สึกได้ว่ามีแผ่นดินอยู่ใกล้ ๆ 28 พวกเขาหยั่งความลึกดู ก็วัดได้ประมาณ 36 เมตร พอไปอีกหน่อยหนึ่งก็หยั่งได้ประมาณ 27 เมตร 29 พวกเขากลัวว่าเรือจะเกยโขดหินจึงทอดสมอ 4 ตัวตรงท้ายเรือแล้วภาวนาให้ถึงเช้าเร็ว ๆ 30 แต่พวกกะลาสีพยายามหาทางหนีจากเรือ พวกเขาก็เลยหย่อนเรือเล็กลงทะเล โดยแกล้งทำเป็นว่าจะทอดสมอตรงหัวเรือ 31 เปาโลรู้ทันจึงพูดกับนายร้อยและพวกทหารว่า “ถ้าพวกนั้นไม่อยู่ในเรือ พวกคุณก็จะไม่รอดนะ”+ 32 พวกทหารจึงตัดเชือกที่ผูกเรือเล็ก และปล่อยให้มันลอยไป
33 พอใกล้จะเช้า เปาโลแนะทุกคนให้กินอาหารโดยพูดว่า “สิบสี่วันแล้วที่พวกคุณเฝ้ารออย่างกระวนกระวายและไม่กินอะไรเลย 34 กินอะไรกันบ้างเถอะ จะได้มีแรง พวกคุณจะไม่มีใครเป็นอันตราย แม้แต่ผมสักเส้นเดียวก็จะไม่เสียไป” 35 พอเปาโลพูดจบแล้ว ก็หยิบขนมปังมาอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าต่อหน้าพวกเขาทุกคน แล้วหักขนมปังกิน 36 ทุกคนจึงมีกำลังใจและเอาอาหารมากินกัน 37 พวกเราที่อยู่ในเรือมีทั้งหมด 276 คน 38 พอพวกเขากินอิ่มแล้วก็เอาข้าวสาลีทิ้งทะเลเพื่อให้เรือเบาขึ้น+
39 พอสว่าง พวกเขาก็เห็นแผ่นดินแต่ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน+ พวกเขามองไปเห็นอ่าวแห่งหนึ่งที่มีหาด จึงพยายามจะเอาเรือเกยหาดนั้น 40 พวกเขาตัดสมอทิ้งไปและแก้เชือกมัดหางเสือ ชักใบเรือที่อยู่ด้านหน้าให้กินลม เพื่อแล่นเข้าไปที่หาดนั้น 41 พอเรือชนสันดอนทรายก็เกยตื้น หัวเรือติดแน่นขยับไม่ได้ ส่วนท้ายเรือก็ถูกคลื่นซัดจนเริ่มแตกเป็นเสี่ยง ๆ + 42 พวกทหารจึงคิดจะฆ่าพวกนักโทษเพื่อไม่ให้ใครว่ายน้ำหนีไปได้ 43 แต่นายร้อยตั้งใจจะช่วยชีวิตเปาโลจึงห้ามพวกเขาไม่ให้ทำอย่างนั้น เขาสั่งคนที่ว่ายน้ำได้ให้กระโดดลงทะเลแล้วว่ายเข้าฝั่งก่อน 44 และบอกคนที่เหลือให้ตามไป บางคนเกาะกระดานไป บางคนก็เกาะชิ้นส่วนของเรือไป แล้วทุกคนก็เข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย+
28 เมื่อปลอดภัยแล้ว พวกเราถึงรู้ว่าเกาะนั้นชื่อมอลตา+ 2 คนพื้นเมืองที่นั่นดีกับพวกเรามากจริง ๆ ตอนนั้นฝนตกและอากาศหนาว พวกเขาก็ก่อไฟต้อนรับพวกเราทุกคนอย่างอบอุ่น+ 3 เปาโลเก็บกิ่งไม้แห้งกองหนึ่งมาสุมไฟ งูพิษตัวหนึ่งที่โดนความร้อนก็เลื้อยออกมากัดติดอยู่ที่มือเปาโล 4 พอชาวพื้นเมืองเห็นงูพิษตัวนั้นห้อยอยู่ที่มือเปาโล พวกเขาก็พูดกันว่า “คนนี้ต้องเป็นฆาตกรแน่ ๆ รอดจากทะเลมาได้ก็ยังต้องตายอยู่ดี ความยุติธรรมไม่ยอมให้เขารอดไปได้” 5 แต่เปาโลสะบัดงูตกลงไปในไฟโดยที่ตัวเองไม่เป็นอะไรเลย 6 ชาวพื้นเมืองคิดว่าตัวเปาโลจะบวมหรือไม่ก็ล้มลงตายทันที แต่เมื่อรอดูอยู่นานก็ไม่เห็นว่าเป็นอะไร พวกเขาจึงเปลี่ยนความคิดและพูดกันว่าเปาโลเป็นเทพเจ้า+
7 บริเวณนั้นเป็นที่ดินของผู้ปกครองเกาะที่ชื่อปูบลิอัส เขาแสดงน้ำใจต้อนรับและให้ที่พักกับพวกเรา 3 วัน 8 พอดีตอนนั้นพ่อของปูบลิอัสนอนป่วยเป็นไข้และเป็นโรคบิด เปาโลจึงเข้าไปหาแล้วอธิษฐานและวางมือรักษาโรคให้เขา+ 9 พอได้ยินข่าวเรื่องที่เกิดขึ้น คนป่วยคนอื่น ๆ บนเกาะก็พากันมาให้เปาโลรักษาจนหายป่วยกันหมด+ 10 ชาวเกาะนับถือพวกเราและพากันเอาของหลายอย่างมาให้ และตอนที่พวกเราจะออกเรือ พวกเขาก็ยังเอาสิ่งของจำเป็นมาให้เราอีกมากมาย
11 หลังจากอยู่บนเกาะ 3 เดือน พวกเราก็ลงเรือลำหนึ่งที่จอดพักที่เกาะนี้ในช่วงฤดูหนาว เรือลำนี้มาจากเมืองอเล็กซานเดรีย และมีสัญลักษณ์ “ลูกแฝดของซุส” อยู่ที่หัวเรือ 12 เมื่อเรือเข้าเทียบท่าที่เมืองไซราคิวส์ พวกเราก็พักอยู่ที่นั่น 3 วัน 13 จากที่นั่น พวกเราแล่นเรือต่อไปจนถึงเมืองเรยีอูม วันต่อมามีลมพัดมาจากทิศใต้ พวกเราจึงไปถึงเมืองโปทิโอลีได้ในวันถัดจากนั้น 14 พวกเราพบพี่น้องที่นั่น พวกเขาอ้อนวอนเราให้พักอยู่ด้วย 7 วัน แล้วพวกเราก็ออกเดินทางไปกรุงโรม 15 เมื่อพี่น้องในกรุงโรมได้ยินข่าว ก็เดินทางมาเจอพวกเราที่ตลาดอัปปีอัส ส่วนบางคนมารอเจอที่บ้านสามโรงแรม พอเปาโลเห็นพี่น้องก็ขอบคุณพระเจ้าและมีกำลังใจ+ 16 เมื่อพวกเรามาถึงกรุงโรม เปาโลได้รับอนุญาตให้พักอยู่ในบ้านส่วนตัวโดยมีทหารคนหนึ่งคอยเฝ้าไว้
17 สามวันต่อมา เปาโลเชิญชาวยิวคนสำคัญมาประชุมกัน พอพวกเขามาพร้อมหน้ากันแล้ว เปาโลก็พูดกับพวกเขาว่า “พี่น้องครับ ผมถูกจับในกรุงเยรูซาเล็มและถูกส่งตัวไปให้พวกโรมันเหมือนกับนักโทษ+ ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ทำอะไรผิดต่อคนร่วมชาติหรือต่อธรรมเนียมของบรรพบุรุษของพวกเราเลย+ 18 เมื่อพวกโรมันสอบสวนผมแล้ว+ก็จะปล่อยตัวผม เพราะไม่เห็นว่าผมมีความผิดที่สมควรตาย+ 19 แต่พวกยิวไม่ยอม ผมจึงต้องร้องเรียนต่อซีซาร์+ แต่ผมไม่ได้จะฟ้องคนร่วมชาติของผม 20 เพราะอย่างนี้แหละผมถึงขอพบและคุยกับพวกคุณ ที่ผมถูกล่ามโซ่อยู่นี้ก็เพราะความหวังของชาวอิสราเอล”+ 21 พวกยิวจึงบอกเปาโลว่า “พวกเราไม่ได้รับจดหมายเกี่ยวกับคุณจากแคว้นยูเดีย และไม่มีพี่น้องจากที่นั่นมาเล่าหรือฟ้องอะไรเรื่องคุณเลย 22 แต่พวกเราอยากจะฟังจากปากคุณ เพราะเรารู้ว่ามีคนพูดต่อต้าน+นิกายนี้+ทั่วไปหมด”
23 พวกเขาจึงนัดวันมาพบกับเปาโลอีก และมีคนมาหาเปาโลที่บ้านพักมากกว่าเดิม เปาโลจึงอธิบายเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้าให้พวกเขาฟังอย่างละเอียดตั้งแต่เช้าถึงเย็น และพูดโน้มน้าวให้พวกเขาเชื่อเรื่องพระเยซู+โดยอ้างจากกฎหมายของโมเสส+และจากหนังสือของพวกผู้พยากรณ์+ 24 บางคนเชื่อที่เปาโลพูด แต่บางคนก็ไม่เชื่อ 25 เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกัน บางคนก็เริ่มเดินออกไป เปาโลจึงพูดขึ้นว่า
“พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าพูดไว้ถูกต้องเลยตอนที่ดลใจผู้พยากรณ์อิสยาห์ให้บอกกับบรรพบุรุษของพวกคุณว่า 26 ‘ไปบอกชนชาตินี้ว่า “พวกคุณจะได้ยินแต่ไม่เข้าใจเลย และพวกคุณจะมองแต่ไม่เห็นอะไรเลย+ 27 เพราะใจของชนชาตินี้ด้านชาไปแล้ว* พวกเขาได้ยินแต่ทำเป็นหูทวนลมและปิดตาตัวเองไว้ เพื่อจะไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่เข้าใจ และไม่หันกลับมาให้เรารักษาให้หาย”’+ 28 ดังนั้น ให้รู้ไว้ว่า มีการประกาศข่าวเรื่องความรอดจากพระเจ้านี้ให้คนต่างชาติรู้แล้ว+ และพวกเขาจะรับฟังแน่ ๆ”+ 29 ——
30 เปาโลจึงอยู่ในบ้านเช่าของเขา+ตลอด 2 ปี และยินดีต้อนรับทุกคนที่มาหา 31 เปาโลประกาศเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า+ให้พวกเขาฟังและสอนเรื่องพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายอย่างกล้าหาญและมั่นใจ+โดยไม่มีใครขัดขวาง
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ช่วงกลางลำตัวทะลักออกมา”
แปลตรงตัวว่า “เท”
แปลตรงตัวว่า “เท”
หรือ “ถูกรับไปสวรรค์โดยมือขวาของพระเจ้า”
แปลตรงตัวว่า “เท”
หรือ “ได้รับพลังบริสุทธิ์จากพระเจ้าเป็นของขวัญ”
หรือ “คนที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “บอกเกี่ยวกับสมัยนี้”
แปลตรงตัวว่า “ชื่ออื่น”
หรืออาจแปลได้ว่า “อิสอัคทำอย่างนั้นด้วยกับยาโคบ”
หรือ “ข้าว”
อาจเป็นพระโมเลคของชาวอัมโมน ดู 1พก 11:7
หรือ “ที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “พวกผู้บริสุทธิ์”
แปลตรงตัวว่า “พวกผู้บริสุทธิ์”
แปลตรงตัวว่า “พวกผู้บริสุทธิ์”
แปลตรงตัวว่า “วัตถุบางอย่าง (ภาชนะ)”
แปลตรงตัวว่า “วัตถุบางอย่าง (ภาชนะ)”
แปลตรงตัวว่า “เท”
หรือ “ให้พลังบริสุทธิ์เป็นของขวัญ”
หรือ “โต้แย้งกับเขา” “มีปัญหากับเขา”
แปลตรงตัวว่า “วัตถุบางอย่าง (ภาชนะ)”
หรือ “ขวางทางพระเจ้า”
แปลตรงตัวว่า “พวกเขาก็เริ่มเงียบ”
หรือ “คาดเอว”
เป็นคนเดียวกับบาร์เยซูในข้อ 6
แปลตรงตัวว่า “ให้แผ่นดินของพวกนั้นเป็นมรดก”
แปลตรงตัวว่า “หลับ”
หรือ “พอที่จะรอดได้”
หรือ “มีวิหารตั้งอยู่นอกเมือง”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “และ”
หรือ “นมัสการ”
ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ประกาศอย่างทั่วถึง”
หรือ “อธิบายข่าวดีเรื่องความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอย่างละเอียด”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ถูกแยกไว้ให้เป็นคนของพระเจ้า”
แปลตรงตัวว่า “พวกเราก็เริ่มเงียบ”
หรือ “ที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “คุณเป็นผนังที่ทาด้วยน้ำปูนขาว”
หรือ “ประกาศอย่างเปิดเผย”
หรือ “ได้อธิบายเรื่องของผมอย่างละเอียด”
“ในกฎหมายของโมเสสและในหนังสือของพวกผู้พยากรณ์” ในที่นี้หมายถึงพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูทั้งหมด
ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “การนมัสการพระเจ้าของพวกเขา”
แปลตรงตัวว่า “นายของผม”
แปลตรงตัวว่า “ตัดสินว่า”
แปลตรงตัวว่า “ชื่อพระเยซู”
หรือ “ถูกแยกไว้ให้เป็นคนของพระเจ้า”
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “หนาไปแล้ว”