แหล่งอ้างอิงสำหรับชีวิตและงานรับใช้—คู่มือประชุม
© 2026 Watch Tower Bible and Tract Society of Pennsylvania
วันที่ 6-12 กรกฎาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 13-15
พระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่เราควรเชื่อฟัง
จงระวังหัวใจที่ไว้ใจไม่ได้
17 งานมอบหมายของยิระมะยาห์เกี่ยวข้องกับการเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า. หากคุณเป็นยิระมะยาห์ คุณจะยอมรับพระบัญชาไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามไหม? ครั้งหนึ่ง พระยะโฮวาทรงบัญชาให้ยิระมะยาห์เอาผ้าคาดเอวที่ทำด้วยผ้าลินินมาคาดเอวไว้. ต่อจากนั้น พระเจ้าทรงสั่งให้ท่านเดินทางไปยังแม่น้ำยูเฟรทิส. เมื่อดูแผนที่ คุณจะสังเกตว่านั่นหมายถึงการเดินทางประมาณ 500 กิโลเมตร. ครั้นไปถึงที่นั่นแล้ว ยิระมะยาห์ต้องซ่อนผ้าคาดเอวนั้นไว้ในซอกหินและจากนั้นก็เดินทางกลับไปกรุงเยรูซาเลม. และภายหลังพระเจ้าทรงสั่งให้ท่านกลับไปเอาผ้าคาดเอวนั้นมา. (อ่านยิระมะยา 13:1-9) รวมแล้ว ยิระมะยาห์ได้เดินทางราว ๆ 1,900 กิโลเมตร. พวกนักวิจารณ์คัมภีร์ไบเบิลไม่อาจเชื่อว่าท่านจะเดินทางไกลถึงขนาดนั้น เดินเท้าเป็นเวลาหลายเดือน. (เอษรา 7:9) แต่นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าตรัสและยิระมะยาห์ได้ทำตาม
18 ขอให้นึกภาพผู้พยากรณ์เดินด้วยความยากลำบากผ่านเทือกเขาของยูดาห์ไปยังแม่น้ำยูเฟรทิส โดยขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เลือก บางทีท่านอาจจะต้องผ่านทะเลทรายด้วย. การเดินทางไกลเช่นนั้นเพียงแต่เพื่อเอาผ้าคาดเอวที่ทำด้วยผ้าลินินไปซ่อนไว้! การที่ท่านไม่อยู่เป็นเวลานานคงต้องทำให้เพื่อนบ้านสงสัย. เมื่อท่านกลับมา ท่านไม่ได้คาดผ้าคาดเอวนั้น. ครั้นแล้วพระเจ้าได้ทรงสั่งให้ท่านเดินทางไกลอีกครั้งหนึ่งเพื่อไปเอาผ้าคาดเอวคืนมา ตอนนั้นผ้าคาดเอวเปื่อยยุ่ยและ “จะใช้ในการใดการหนึ่งก็มิได้.” คิดดูสิว่าคงจะง่ายสักเพียงไรที่จะบอกตัวเองว่า ‘จะมากไปแล้วนะ. ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร.’ แต่เนื่องจากได้รับการปั้นแต่งจากพระเจ้า ท่านมิได้แสดงปฏิกิริยาเช่นนั้น. แทนที่จะบ่น ท่านได้ทำตามที่ได้รับพระบัญชา!
จงระวังหัวใจที่ไว้ใจไม่ได้
19 เฉพาะแต่หลังจากการเดินทางครั้งที่สองแล้วเท่านั้นที่พระเจ้าทรงอธิบายเรื่องราว. สิ่งที่ยิระมะยาห์ทำ เป็นการปูทางให้ท่านประกาศข่าวสารอันทรงพลัง ที่ว่า “ไพร่พลชั่วเวลานี้, ที่ได้ขัดไม่ฟังถ้อยคำทั้งหลายของเรา, ที่ได้ดำเนินตามความคิดร้ายในใจของตัว, แลได้เดินตามพระอื่นทั้งหลายเพื่อจะได้ปรนนิบัติพระเหล่านั้น, แลเพื่อจะไหว้พระเหล่านั้น, จะเป็นเหมือนเข็มขัด [“ผ้าคาดเอว,” ล.ม.] สายนี้, ที่จะใช้ในการใด ๆ ก็ไม่ได้.” (ยิระ. 13:10) พระยะโฮวาสอนประชาชนของพระองค์ด้วยวิธีที่น่าประทับใจจริง ๆ! การที่ยิระมะยาห์เชื่อฟังพระยะโฮวาอย่างจริงใจในสิ่งที่อาจดูเหมือนไม่สำคัญ มีส่วนสนับสนุนการที่พระองค์พยายามจะเข้าถึงหัวใจของประชาชน.—ยิระ. 13:11
มีใจสงบได้เมื่อเจอปัญหา
16 ถ้าเราอยู่ในประเทศที่งานของเราไม่มีอิสระเต็มที่หรือถูกสั่งห้าม เราอาจได้รับคำแนะนำจากผู้ดูแลในประชาคมและจากสาขา ที่พวกเขาให้คำแนะนำกับเราก็เพื่อปกป้องเรา และอยากให้เราได้รับความรู้ที่เสริมความเชื่อเป็นประจำ และพวกเขาอยากช่วยเราให้ยังประกาศต่อ ๆ ไปเท่าที่ทำได้ ขอให้คุณพยายามเชื่อฟังพวกเขา ถึงคุณอาจไม่เข้าใจเหตุผล (ยก. 3:17) นอกจากนั้น อย่าให้ข้อมูลของพี่น้องและข้อมูลของประชาคมกับคนที่ไม่มีสิทธิ์จะรู้—ปญจ. 3:7
จงยอมรับอำนาจของพระยะโฮวา
7 เรายอมรับอำนาจของพระยะโฮวาและเชื่อฟังพระองค์แม้ว่าเราไม่เข้าใจอย่างเต็มที่ถึงเหตุผลที่มีการกำหนดข้อเรียกร้องบางอย่างไว้ในพระคำของพระองค์. นี่ไม่ใช่ความงมงาย แต่เป็นความไว้วางใจ. ความไว้วางใจนี้สะท้อนให้เห็นการมีความเชื่อมั่นจากหัวใจว่าพระยะโฮวาทรงทราบว่าอะไรดีสำหรับเรา. การเชื่อฟังของเรายังแสดงให้เห็นถึงความรักที่เรามีด้วย เพราะอัครสาวกโยฮันเขียนว่า “การรักพระเจ้าหมายถึงการทำตามพระบัญญัติของพระองค์.” (1 โย. 5:3) แต่มีอีกแง่หนึ่งของการเชื่อฟังที่เราไม่ควรมองข้าม.
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
จุดเด่นจากพระธรรมยิระมะยา
15:16, 17. เช่นเดียวกับยิระมะยา เราสามารถต่อสู้กับความท้อแท้ใจได้. เราจะทำได้โดยมีความยินดีในการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลส่วนตัวอย่างจริงจัง, สรรเสริญพระนามของพระยะโฮวาในงานรับใช้, และหลีกเลี่ยงการคบหาสมาคมที่ไม่ดี.
วันที่ 13-19 กรกฎาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 16-17
เราต้องเลือกดี ๆ ว่าจะไว้ใจใคร
ต้นไม้ที่ ‘ใบไม่เหี่ยวแห้ง’
สมัยโบราณ ต้นพอปลาร์ต้นใหญ่มักยืนต้นอยู่ตามฝั่งแม่น้ำและลำธารในประเทศซีเรียและปาเลสไตน์. เมื่ออ้างอิงถึงต้นพอปลาร์ในคัมภีร์ไบเบิล ปกติแล้วมักจะพูดควบคู่กับแม่น้ำลำธารหรือ “ธารน้ำ.” (เลวีติโก 23:40, ฉบับแปลคิงเจมส์) นอกจากนั้น อาจพบเห็นต้นหลิว ตระกูลเดียวกับต้นพอปลาร์ ซึ่งขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำ. (ยะเอศเคล 17:5) ต้นไม้ใหญ่ใบดกเหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าทั้งผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญและยิระมะยาต้องการสื่อความเห็นในแนวที่ว่า: คนเหล่านั้นที่พยายามปฏิบัติตามกฎหมายของพระเจ้าและวางใจพระองค์อย่างเต็มเปี่ยมย่อมมีสัมพันธภาพที่ดีกับพระเจ้า ‘และทุกสิ่งที่เขาทำจะสำเร็จ.’ ความสำเร็จในชีวิตเป็นสิ่งที่เราต้องการมิใช่หรือ?
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
คุณไว้ใจไหมว่าทุกอย่างที่พระยะโฮวาทำจะถูกต้องเสมอ?
7 เราเห็นด้วยแน่นอนว่าพระยะโฮวาทำทุกอย่างถูกต้องเสมอ แต่มันอาจเป็นเรื่องยากที่เราจะไว้ใจคนที่เป็นตัวแทนของพระองค์ เราอาจสงสัยว่าคนที่มีอำนาจในองค์การทำตามการชี้นำของพระยะโฮวาหรือเปล่าหรือเขาทำตามความคิดของตัวเอง คนในสมัยคัมภีร์ไบเบิลบางคนก็อาจคิดแบบนี้เหมือนกัน ให้เรานึกถึงตัวอย่างในข้อ 3 ญาติของผู้ชายที่ทำผิดกฎวันสะบาโตจะสงสัยไหมว่าโมเสสได้ถามพระยะโฮวาหรือเปล่าก่อนที่จะตัดสินลงโทษประหารชีวิตคนนั้น? หรือในกรณีของอุรีอาห์ชาวฮิตไทต์ซึ่งดาวิดเป็นชู้กับเมียเขา เพื่อนของอุรีอาห์จะสงสัยไหมว่าดาวิดอาศัยตำแหน่งกษัตริย์ของตัวเองเพื่อหลบหลีกโทษประหารหรือเปล่า? สิ่งสำคัญที่เราทุกคนต้องจำไว้ก็คือ พระยะโฮวาไว้ใจคนที่พระองค์แต่งตั้งให้นำหน้าในองค์การ ถ้าเราไม่ไว้ใจพวกเขาก็เท่ากับเราไม่ไว้ใจพระยะโฮวา
8 ทุกวันนี้พระยะโฮวาชี้นำองค์การของพระองค์ผ่านทาง “ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม” (มธ. 24:45) ทาสที่ซื่อสัตย์เหล่านี้ทำงานเหมือนกับคณะกรรมการปกครองของคริสเตียนรุ่นแรก พวกเขาดูแลคนของพระยะโฮวาทั่วโลกและให้คำแนะนำกับผู้ดูแลในประชาคมต่าง ๆ (อ่านกิจการ 16:4, 5) และผู้ดูแลก็จะเอาคำแนะนำเหล่านี้มาใช้ในประชาคม ถ้าเราเชื่อฟังคำแนะนำขององค์การและเชื่อฟังผู้ดูแล เราก็กำลังไว้ใจพระยะโฮวา
วันที่ 20-26 กรกฎาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 18-19
เรากลับมาสนิทกับพระยะโฮวาอีกครั้งได้แม้เราเคยทำผิด
“ขอให้เลือก . . . ว่าจะนมัสการใคร”
10 เหมือนกับพระเยซู เหตุผลหลักที่เรานมัสการพระยะโฮวาก็เพราะว่าเรารักพระองค์มาก (อ่านมัทธิว 22:37) เมื่อเราได้เรียนรู้คุณลักษณะดี ๆ ของพระองค์ เราก็อยากจะสนิทกับพระองค์ ตัวอย่างเช่น ลองคิดถึงความอดทนของพระยะโฮวา ตอนที่ชาวอิสราเอลไม่เชื่อฟังพระองค์ พระองค์ก็อ้อนวอนพวกเขาว่า “ขอให้พวกเจ้าเลิกทำชั่ว” (ยรม. 18:11) พระยะโฮวาไม่ลืมว่าเราเป็นมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบและเราเป็นแค่ดิน (อ่านสดุดี 103:13, 14) เมื่อคุณได้คิดใคร่ครวญว่าพระยะโฮวาอดทนขนาดไหนและมีคุณลักษณะดี ๆ อะไรบ้าง คุณคงอยากนมัสการพระองค์แน่ ๆ
จะสู้กับความต้องการผิด ๆ ได้ยังไง?
11 ตอนที่เรารู้สึกว่าไม่มีแรงสู้กับความต้องการผิด ๆ มันเหมือนกับบาปกำลัง “พูด” กับเราว่าเราไม่มีทางสู้มันได้หรอก แต่เราต้องไม่ฟังมัน เพราะอะไร? เพราะคัมภีร์ไบเบิลบอกว่าอย่าให้บาป “มีอำนาจเหมือนกษัตริย์” มาควบคุมเราอยู่เรื่อย ๆ (อ่านโรม 6:12) นี่หมายความว่าเราเลือกได้ที่จะไม่ทำตามความต้องการผิด ๆ (กท. 5:16) พระยะโฮวามั่นใจว่าเราสามารถต้านทานการล่อใจได้ ไม่อย่างนั้นพระองค์คงไม่บอกให้เราทำ (ฉธบ. 30:11-14; รม. 6:6; 1 ธส. 4:3) เห็นได้ชัดเลยว่า เรามีแรงที่จะสู้กับความต้องการผิด ๆ ได้แน่นอน
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
เห็นคุณค่าพระยะโฮวาช่างปั้นหม้อองค์ยิ่งใหญ่
2 ตอนที่อาดัมกบฏต่อพระเจ้าผู้สร้างตัวเขา อาดัมไม่ได้เป็นลูกของพระองค์อีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นก็มีลูกหลานของอาดัมหลายคนที่เลือกพระยะโฮวาเป็นผู้ปกครองพวกเขา (ฮบ. 12:1) พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้าและแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยากให้พระองค์เป็นพ่อและเป็นผู้นวดปั้นตัวเขา ไม่ใช่ซาตาน (ยน. 8:44) การที่พวกเขาภักดีต่อพระเจ้าทำให้เรานึกถึงชาวอิสราเอลที่กลับใจซึ่งพูดว่า “พระยะโฮวา จนถึงตอนนี้พระองค์ก็ยังเป็นพ่อของเรา พวกเราเป็นดินเหนียว ส่วนพระองค์เป็นช่างปั้นหม้อ เราเป็นผลงานของพระองค์”—อสย. 64:8
3 คนที่นมัสการพระยะโฮวาในทุกวันนี้ก็เหมือนกัน พวกเขาพยายามถ่อมตัวและเชื่อฟังพระองค์ พวกเขาถือว่าเป็นเกียรติที่ได้เรียกพระยะโฮวาว่าพ่อ และอยากให้พระองค์นวดปั้นพวกเขา เราเต็มใจจะเป็นเหมือนดินเหนียวที่อ่อนนุ่มที่พระเจ้าจะปั้นให้เป็นภาชนะต่าง ๆ ที่มีค่าไหม? เรามองพี่น้องแต่ละคนว่าเป็นชิ้นงานที่พระองค์กำลังนวดปั้นอยู่ไหม? เพื่อที่เราจะมองเรื่องนี้ในแบบที่พระเจ้ามอง เราจะมาดูด้วยกันว่าพระยะโฮวาเลือกคนที่พระองค์จะนวดปั้นอย่างไร? ทำไมพระองค์ถึงปั้นพวกเขา? และพระองค์นวดปั้นพวกเขาอย่างไร?
วันที่ 27 กรกฎาคม–2 สิงหาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 20-21
เขาเป็นผู้ประกาศที่กล้าหาญ
จงตื่นตัวเสมอเหมือนยิระมะยาห์
9 เมื่อพระยะโฮวาตรัสกับยิระมะยาห์เป็นครั้งแรก ท่านพยายามขอตัว. เราเห็นจากตรงนี้ว่าความกล้าหาญและความหนักแน่นที่ท่านแสดงให้เห็นในช่วงที่ท่านทำงานมอบหมายไม่ได้เป็นคุณลักษณะประจำตัวท่านตั้งแต่แรก. ความเข้มแข็งเป็นพิเศษที่ยิระมะยาห์แสดงออกในช่วงที่ท่านทำหน้าที่ผู้พยากรณ์ แท้ที่จริงแล้ว เกิดมาจากการที่ท่านไว้วางใจพระเจ้าอย่างเต็มที่. จริงทีเดียว พระยะโฮวาทรงอยู่กับท่านผู้พยากรณ์ “เหมือนอย่างผู้มีฤทธิ์อันพิลึกพึงกลัว” ในแง่ที่พระองค์ทรงค้ำชูยิระมะยาห์และทำให้ท่านเข้มแข็งเพื่อจะทำงานมอบหมายได้. (ยิระ. 20:11) ยิระมะยาห์มีชื่อเสียงในเรื่องความกล้าหาญถึงขนาดที่ในช่วงที่พระเยซูทรงรับใช้บนแผ่นดินโลกมีบางคนคิดว่าพระเยซูทรงเป็นยิระมะยาห์ที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง!—มัด. 16:13, 14
‘จงกล่าวพระคำของพระเจ้าด้วยความกล้าหาญ’
8 ขอให้พิจารณาด้วยว่าอะไรช่วยผู้พยากรณ์ยิระมะยาห์ให้มีความกล้า. เมื่อพระยะโฮวาทรงมอบหมายให้ท่านพยากรณ์แก่ชาติต่าง ๆ ยิระมะยาห์ตอบว่า “ดูเถิด, ข้าพเจ้าพูดไม่ได้, เพราะข้าพเจ้าเป็นเด็กอยู่.” (ยิระ. 1:4-6) แต่ในเวลาต่อมา ยิระมะยาห์ก็ได้ทำงานประกาศอย่างสม่ำเสมอและอย่างมีพลังถึงขนาดที่หลายคนมองว่าท่านเป็นคนที่พูดแต่เรื่องความหายนะ. (ยิระ. 38:4) ท่านประกาศข่าวการพิพากษาของพระยะโฮวาอย่างกล้าหาญนานกว่า 65 ปี. ท่านเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศอิสราเอลเพราะการประกาศอย่างไม่กลัวเกรงและกล้าหาญ ถึงขนาดที่ 600 กว่าปีต่อมาเมื่อพระเยซูตรัสอย่างกล้าหาญ บางคนเชื่อว่าพระองค์เป็นยิระมะยาห์ที่กลับมีชีวิตอีก. (มัด. 16:13, 14) ผู้พยากรณ์ยิระมะยาห์ซึ่งในตอนแรกลังเลที่จะประกาศเอาชนะความขี้อายได้อย่างไร? ท่านกล่าวว่า “คำของ [พระเจ้า] อยู่ในใจข้าพเจ้าเหมือนอย่างไฟปิดไว้ในกระดูกทั้งปวงของตัวข้าพเจ้า, แลข้าพเจ้าจึงเหน็ดเหนื่อยด้วยการนิ่งอยู่.” (ยิระ. 20:9) ดังนั้น พระคำของพระยะโฮวาให้พลังแก่ยิระมะยาห์และกระตุ้นท่านให้พูด.
9 ในจดหมายของอัครสาวกเปาโลถึงคริสเตียนชาวฮีบรู ท่านเขียนว่า “พระคำของพระเจ้ามีชีวิต ทรงพลังและคมกว่าดาบสองคม แทงทะลุถึงขนาดที่แยกออกระหว่างตัวตนที่เห็นกับตัวตนจริง ๆ และระหว่างกระดูกกับไขกระดูก และสามารถหยั่งรู้ความคิดและความมุ่งหมายในใจ.” (ฮีบรู 4:12) ข่าวสารหรือพระคำของพระเจ้าสามารถส่งผลกระทบต่อเราในวิธีเดียวกับที่ส่งผลกระทบต่อยิระมะยาห์. อย่าลืมว่า แม้พระเจ้าทรงใช้มนุษย์ให้เขียนคัมภีร์ไบเบิล แต่คัมภีร์ไบเบิลไม่ใช่หนังสือที่รวบรวมสติปัญญาของมนุษย์ เพราะหนังสือนี้มีขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า. เราอ่านที่ 2 เปโตร 1:21 ว่า “คำพยากรณ์ไม่เคยมีขึ้นตามใจมนุษย์ แต่มนุษย์พูดตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้พูดโดยได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์.” เมื่อเราใช้เวลาในการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลเป็นส่วนตัวอย่างมีความหมาย ข่าวสารที่มีขึ้นโดยการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะถูกบรรจุเข้าไว้ในจิตใจของเรา. (อ่าน 1โครินท์ 2:10) ข่าวสารนั้นอาจกลายเป็น “เหมือนอย่างไฟ” ในตัวเรา จนเราไม่สามารถจะเก็บเอาไว้ได้.
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
คุณมี “ใจอยากรู้จัก” พระยะโฮวาไหม?
11 พระยะโฮวาทรงประสงค์ให้เราแต่ละคนรู้จักพระองค์ คือให้เราอยู่ในฐานะที่พระองค์ทรงยอมรับและรักษาฐานะนี้ไว้เสมอ. ยิระมะยาห์กล่าวว่าพระยะโฮวาทรงตรวจดูคนชอบธรรมและพระองค์ทรงมองดู “ไตและหัวใจ” ของพวกเขา. (ยิระ. 20:12, ล.ม.) ในเมื่อองค์ทรงฤทธิ์ใหญ่ยิ่งทรงตรวจดูหัวใจของคนเรา แม้แต่คนที่ชอบธรรม เราทุกคนควรตรวจดูหัวใจของเราเองอย่างตรงไปตรงมามิใช่หรือ? (อ่านบทเพลงสรรเสริญ 11:5, ล.ม.) เมื่อเราทำอย่างนั้น เราอาจพบว่าในส่วนลึกของหัวใจเรามีทัศนคติ ความรู้สึก หรือเป้าหมายที่ไม่ถูกต้องซึ่งทำให้หัวใจเราเฉื่อยชา. เราอาจไม่พร้อมจะทำตามคำสอนหรือคำแนะนำของพระยะโฮวาทันที. เราอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจโดยนัยเพื่อขจัดความชั่วร้ายที่เราพบออกไปจากหัวใจเรา. มีทัศนคติหรือความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องอะไรบ้างที่อาจอยู่ในหัวใจเรา? เราจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อย่างไร?—ยิระ. 4:4
วันที่ 3-9 สิงหาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 22-23
คนเลี้ยงแกะที่ดีสำคัญยังไง?
การพิพากษาของพระยะโฮวาต่อผู้สอนเท็จ
4 ใช่แล้ว พวกผู้พยากรณ์หรือผู้สอนเหล่านั้นได้วางแบบอย่างทางศีลธรรมอันชั่วช้ามาก และจึงเป็นผลสนับสนุนผู้คนให้ทำตามอย่างเขา. จงมองดูสภาพการณ์ในคริสต์ศาสนจักรทุกวันนี้สิ! ก็เป็นเหมือนกับสภาพการณ์ในสมัยยิระมะยามิใช่หรือ? ในทุกวันนี้ พวกนักเทศน์นักบวชยอมให้คนเล่นชู้และพวกรักร่วมเพศคงเป็นสมาชิกของเขาต่อไป และถึงกับยอมให้เขาประกอบพิธีทางศาสนาในคริสต์จักรด้วยซ้ำ. จึงน่าแปลกไหมที่สมาชิกมากมายของคริสต์จักรต่างก็ประพฤติผิดศีลธรรมเช่นกัน?
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
การพิพากษาของพระยะโฮวาต่อผู้สอนเท็จ
คำฮีบรูที่ได้รับการแปลว่า “ภาระหนัก” มีความหมายสองอย่าง. คำนี้อาจหมายถึงคำแถลงที่มีน้ำหนักจากพระเจ้า หรือหมายถึงบางสิ่งที่ทำให้คนเราหนักใจและเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า. คำ “ภาระหนักจากพระยะโฮวา” ในที่นี้หมายถึงคำพยากรณ์ที่มีน้ำหนัก—คือคำแถลงที่ว่ากรุงยะรูซาเลมถูกกำหนดให้พินาศ. ผู้คนชอบฟังคำตรัสพยากรณ์อันหนักหน่วงเช่นนั้นจากพระยะโฮวาที่ยิระมะยาบอกแก่พวกเขาซ้ำแล้วซ้ำอีกไหม? ไม่ ผู้คนเหล่านั้นเยาะเย้ยยิระมะยาว่า ‘ตอนนี้เจ้ามีคำพยากรณ์ (ภาระหนัก) อะไรอีกล่ะ? คำพยากรณ์ของเจ้าคงจะเป็นภาระที่น่าเบื่ออีกอย่างหนึ่งแน่ ๆ!’แต่พระยะโฮวาทรงบอกเขาอย่างไร? คืออย่างนี้: “เจ้าทั้งหลายนั่นแหละ—โอ ช่างเป็นภาระหนักเสียจริง! และเราจะละทิ้งเจ้าเป็นแน่.” ถูกแล้ว ผู้คนเหล่านั้นเป็นภาระหนักแก่พระยะโฮวา และพระองค์จะทรงกำจัดพวกเขาไม่ให้เป็นภาระหนักของพระองค์อีกเลย.
วันที่ 10-16 สิงหาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 24-25
“มะเดื่อ” ที่ดีหรือไม่ดีดูจากอะไร?
ผล—ดีและเลว
6 ยะคันยาหรือยะโฮยาคินเป็นกษัตริย์เหนือยูดาเพียงสามเดือนกับสิบวันก่อนที่ท่านจะยอมยกยะรูซาเลมให้กษัตริย์นะบูคัดเนซัรด้วยความเต็มใจ. ท่ามกลางผู้คนที่ถูกจับไปเป็นเชลยกับท่านนั้นก็มีดานิเอลกับเพื่อนชาวฮีบรูสามคนคือฮะนันยา, มิซาเอล, กับอะซาระยา, รวมทั้งยะเอศเคลด้วย. กษัตริย์บาบูโลนสงวนชีวิตคนเหล่านี้เอาไว้ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าพระยะโฮวาทรงมองดูพวกเชลยว่า ถูกเนรเทศไปยังแผ่นดินชาวแคลเดียนั้นในทางดี. คุณสังเกตเห็นไหมว่า พระยะโฮวายังได้ทรงสัญญาไว้ด้วยว่าจะทรง ‘ตั้งตาดูพวกเขาในทางดี’? สิ่งนี้สำเร็จเป็นจริงอย่างไร? ในปี 537 ก่อนสากลศักราช อีก 80 ปีต่อมา พระยะโฮวาทรงทำให้กษัตริย์ไซรัสออกราชกฤษฎีกาอนุญาตลูกหลานที่เหลืออยู่ของพวกเขาให้กลับคืนสู่แผ่นดินยูดา. ชาวยิวที่ซื่อสัตย์เหล่านั้นได้สร้างกรุงยะรูซาเลมขึ้นใหม่ พวกเขาสร้างพระวิหารหลังใหม่สำหรับนมัสการพระยะโฮวา พระเจ้าของเขา และพวกเขากลับมาหาพระองค์อย่างสิ้นสุดหัวใจ. ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ สำหรับพระยะโฮวาแล้ว เชลยเหล่านั้นกับลูกหลานของเขาจึงเป็นเสมือนผลมะเดื่อเทศที่ดีมากตอนต้นฤดู.
ผล—ดีและเลว
10 ดังนั้น ซิดคียาจึงปรากฏออกมาอย่างแท้จริงว่าเป็น ‘มะเดื่อเทศเลว’ ในสายพระเนตรของพระยะโฮวา. เขาไม่เพียงแต่กบฏต่อกษัตริย์นะบูคัดเนซัรโดยการละเมิดคำสาบานซึ่งเขาได้ทำในพระนามของพระยะโฮวาว่าจะภักดีต่อกษัตริย์เท่านั้น แต่เขายังได้ปฏิเสธความเมตตาสงสารของพระยะโฮวาที่แผ่มาถึงเขาโดยทางยิระมะยาอีกด้วย. อันที่จริง เขาถึงกับสั่งให้คุมขังยิระมะยาเสียด้วยซ้ำ! จึงไม่แปลกที่เอษรากล่าวสรุปถึงทัศนะของกษัตริย์องค์นี้ดังที่ท่านบอกไว้ที่ 2 โครนิกา 36:12 ดังนี้: “ท่านได้ประพฤติเป็นการชั่วต่อพระเนตรพระยะโฮวาพระเจ้าของท่าน, ไม่ได้ถ่อมพระทัยลง.” ในสายพระเนตรพระยะโฮวา ซิดคียากับคนที่ยังอยู่ในกรุงยะรูซาเลมเป็นเหมือนตะกร้าใส่มะเดื่อเทศเลวที่เน่าเสีย!
คุณมี “ใจอยากรู้จัก” พระยะโฮวาไหม?
3 ก่อนอื่น ให้เราพิจารณาสิ่งที่พระเจ้าตรัสในสมัยของยิระมะยาห์เกี่ยวกับมะเดื่อ. ในปี 617 ก่อนสากลศักราช ประชาชนในอาณาจักรยูดาห์ทำสิ่งที่พระยะโฮวาทรงเกลียดชัง. พระองค์ประทานนิมิตหนึ่งซึ่งบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรยูดาห์ โดยทรงพรรณนากระจาดสองใบใส่มะเดื่อ ซึ่งหมายถึงคนสองกลุ่ม. มะเดื่อในกระจาดใบหนึ่ง “ดีนัก” และมะเดื่อในกระจาดอีกใบหนึ่ง “ชั่วนัก.” (อ่านยิระมะยา 24:1-3) มะเดื่อชั่วหมายถึงกษัตริย์ซิดคียาและคนที่เหมือนกับเขาซึ่งในไม่ช้าจะถูกกองทัพกษัตริย์นะบูคัดเนซัรโจมตี. แต่มีบางคนที่เป็นเหมือนมะเดื่อดี เช่น ยะเอศเคล ดานิเอลกับเพื่อนทั้งสามคน รวมทั้งชาวยิวคนอื่น ๆ ซึ่งในที่สุดถูกพาไปเป็นเชลยที่บาบิโลน. ในภายหลัง ชาวยิวบางคนจะได้กลับไปยังกรุงเยรูซาเลมและบูรณะพระวิหาร.—ยิระ. 24:8-10; 25:11, 12; 29:10
คุณมี “ใจอยากรู้จัก” พระยะโฮวาไหม?
10 เรารู้สึกขอบคุณจริง ๆ ที่พระเจ้าทรงช่วยเราให้เข้าใจหัวใจโดยนัย! แต่บางคนอาจสงสัยว่าในฐานะที่เราเป็นผู้รับใช้ของพระยะโฮวาอยู่แล้ว มีความจำเป็นจริง ๆ หรือที่เราจะเป็นห่วงในเรื่องหัวใจของเรา. พี่น้องส่วนใหญ่ในประชาคมกำลังรับใช้พระยะโฮวาอย่างซื่อสัตย์และมีความประพฤติที่สะอาด. พวกเขาไม่ใช่คนที่กำลังกลายเป็น ‘มะเดื่อชั่ว.’ แต่เราไม่ควรลืมว่าแม้แต่ดาวิดผู้ชอบธรรมก็วิงวอนขอต่อพระยะโฮวาว่า “ข้าแต่พระเจ้า, ขอทรงตรวจดู, และทรงทราบในใจของข้าพเจ้า. ขอทรงลองข้าพเจ้า, และทรงทราบความคิดของข้าพเจ้า, ขอทรงพิจารณาดูว่ามีทางชั่วอันใดในตัวข้าพเจ้าหรือ.”—เพลง. 17:3; 139:23, 24
11 พระยะโฮวาทรงประสงค์ให้เราแต่ละคนรู้จักพระองค์ คือให้เราอยู่ในฐานะที่พระองค์ทรงยอมรับและรักษาฐานะนี้ไว้เสมอ. ยิระมะยาห์กล่าวว่าพระยะโฮวาทรงตรวจดูคนชอบธรรมและพระองค์ทรงมองดู “ไตและหัวใจ” ของพวกเขา. (ยิระ. 20:12, ล.ม.) ในเมื่อองค์ทรงฤทธิ์ใหญ่ยิ่งทรงตรวจดูหัวใจของคนเรา แม้แต่คนที่ชอบธรรม เราทุกคนควรตรวจดูหัวใจของเราเองอย่างตรงไปตรงมามิใช่หรือ? (อ่านบทเพลงสรรเสริญ 11:5, ล.ม.) เมื่อเราทำอย่างนั้น เราอาจพบว่าในส่วนลึกของหัวใจเรามีทัศนคติ ความรู้สึก หรือเป้าหมายที่ไม่ถูกต้องซึ่งทำให้หัวใจเราเฉื่อยชา. เราอาจไม่พร้อมจะทำตามคำสอนหรือคำแนะนำของพระยะโฮวาทันที. เราอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจโดยนัยเพื่อขจัดความชั่วร้ายที่เราพบออกไปจากหัวใจเรา. มีทัศนคติหรือความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องอะไรบ้างที่อาจอยู่ในหัวใจเรา? เราจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อย่างไร?—ยิระ. 4:4
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
it “รัฐบาลของพระเจ้า” ว. 36-คมปอ
รัฐบาลของพระเจ้า
ชาติต่าง ๆ ทางการเมือง เช่น อัสซีเรียและบาบิโลนมาโจมตีอิสราเอลและยูดาห์ที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ถึงแม้พระยะโฮวาจะบอกว่าพระองค์เป็นผู้ที่เรียกชาติเหล่านั้น ‘ให้มาโจมตี’ หรือ ‘ให้มาต่อสู้’ กับอิสราเอลและยูดาห์ (ฉธบ 28:49; ยรม 5:15; 25:8, 9; อสค 7:24; อมส 6:14) แต่นี่ก็เป็นเหมือนกับตอนที่พระยะโฮวาปล่อยให้ฟาโรห์มี ‘ใจแข็งกระด้าง’ (ดูการรู้ล่วงหน้า, การกำหนดไว้ล่วงหน้า [ที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล]) นี่หมายความว่าพระเจ้า ‘เรียก’ ชาติเหล่านั้นให้มาโจมตีชาวอิสราเอลและยูดาห์ที่ไม่เชื่อฟังโดยยอมให้พวกเขาทำตามสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองอยู่แล้ว (อสย 10:7; พคค 2:16; มคา 4:11) และพระองค์ก็ไม่ได้ ‘ปกป้อง’ ชาวอิสราเอลและยูดาห์จากการโจมตีของชาติเหล่านั้น (ฉธบ 31:17, 18; เทียบ อสร 8:31 กับ อสร 5:12; นหม 9:28-31; ยรม 34:2) ชาวอิสราเอลที่ดื้อด้านไม่ยอมเชื่อฟังกฎหมายของพระยะโฮวาและไม่ยอมทำตามความประสงค์ของพระองค์ พระยะโฮวาจึงปล่อยให้พวกเขา ‘พินาศด้วยคมดาบ โรคระบาด และความอดอยาก’ (ยรม 34:17) แต่ชาติต่าง ๆ ที่ถูกเรียกให้มาโจมตีชาวอิสราเอลก็ไม่ได้กลายมาเป็นคนที่พระเจ้ายอมรับและพวกเขาไม่ได้ทำถูกต้องในสายตาของพระองค์ตอนที่พวกเขาทำลายอาณาจักรทางตอนเหนือและตอนใต้ กรุงเยรูซาเล็มและวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของกรุงนั้น ดังนั้นพระยะโฮวาผู้พิพากษาโลกทั้งสิ้นจึงสามารถลงโทษชาติเหล่านี้ได้ที่ ‘ปล้นประชาชนของพระองค์’ ไป และสามารถทำลายชาติเหล่านี้ได้เหมือนกับที่ชาติเหล่านี้ทำกับประชาชนของพระองค์—อสย 10:12-14; 13:1, 17-22; 14:4-6, 12-14, 26, 27; 47:5-11; ยรม 50:11, 14, 17-19, 23-29
วันที่ 17-23 สิงหาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 26-28
อย่าให้ผู้พยากรณ์เท็จหลอก
คุณมองออกไหมว่าอะไรเป็นความจริง?
13 “ยึดมั่นกับมาตรฐานของคำสอนที่เป็นประโยชน์” (2 ทธ. 1:13) “มาตรฐานของคำสอนที่เป็นประโยชน์” หมายถึงคำสอนของคริสเตียนที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล (ยน. 17:17) คำสอนเหล่านั้นคือพื้นฐานความเชื่อของพวกเรา องค์การของพระยะโฮวาสอนเราให้ยึดมั่นกับมาตรฐานเหล่านี้ ตราบใดที่เราทำแบบนั้น พระองค์ก็จะอวยพรเรา
14 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ยึดมั่นกับ “มาตรฐานของคำสอนที่เป็นประโยชน์”? ให้เรามาดูตัวอย่างของคริสเตียนในยุคแรกด้วยกัน ช่วงหนึ่งมีข่าวลือว่าวันของพระยะโฮวามาถึงแล้ว อาจมีการแพร่ข่าวลือนี้ทางจดหมายที่ทำให้เข้าใจว่ามาจากอัครสาวกเปาโล คริสเตียนบางคนในเมืองเธสะโลนิกาไม่ได้ตรวจสอบให้ดีซะก่อน พวกเขาเลยเชื่อข่าวลือนั้นและถึงกับแพร่ข่าวลือนั้นต่อไปด้วย คริสเตียนเหล่านี้จะไม่ถูกหลอกถ้าพวกเขาจำสิ่งที่เปาโลสอนไว้ตอนที่เปาโลยังอยู่กับพวกเขา (2 ธส. 2:1-5) เปาโลเลยเขียนจดหมายแนะนำพี่น้องเหล่านั้นว่าอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน และเพื่อจะช่วยพี่น้องเหล่านี้ให้ไม่ถูกหลอกอีกในอนาคต เปาโลก็เลยลงท้ายจดหมายฉบับที่ 2 ของเขาที่เขียนถึงพี่น้องในเมืองเธสะโลนิกาว่า “ผมเปาโลเขียนคำทักทายส่วนนี้ด้วยตัวผมเอง ผมเขียนแบบนี้เพื่อเป็นการรับรองจดหมายทุกฉบับ”—2 ธส. 3:17
15 เราได้เรียนอะไรจากจดหมายที่เปาโลเขียนถึงพี่น้องในเมืองเธสะโลนิกา? เมื่อเราได้ยินอะไรบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราเรียนจากคัมภีร์ไบเบิล หรือเมื่อเราได้ยินข่าวลือที่น่าตกใจบางอย่าง เราต้องใช้วิจารณญาณเพื่อจะมองให้ออกว่าอะไรคือความจริง ในสมัยสหภาพโซเวียต พวกผู้ต่อต้านได้ส่งจดหมายที่ดูเหมือนว่ามาจากสำนักงานใหญ่มาถึงพี่น้องที่นั่น จดหมายนั้นสนับสนุนให้พี่น้องบางคนแยกออกมาตั้งองค์การของตัวเอง จดหมายนั้นดูเหมือนมาจากสำนักงานใหญ่จริง ๆ แต่พี่น้องที่ซื่อสัตย์ก็ไม่หลงกลเพราะพวกเขารู้ว่าคำแนะนำในนั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาได้รับการสอนมา ทุกวันนี้ ศัตรูของเราที่พยายามบิดเบือนความจริงก็อาจใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อทำให้เราสับสนและแตกแยกกัน แทนที่เราจะ “หวั่นไหวง่ายจนขาดเหตุผล” ให้เราปกป้องตัวเองโดยการคิดอย่างรอบคอบว่าสิ่งที่เราได้อ่านหรือได้ยินสอดคล้องกันไหมกับความจริงที่เราได้เรียนรู้มา—2 ธส. 2:2; 1 ยน. 4:1
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
คุณถามทุกวันไหมว่า “พระยะโฮวาอยู่ที่ไหน?”
18 ระหว่างทำงานฐานะผู้พยากรณ์ ยิระมะยาห์ได้บทเรียนอย่างแน่นอนเมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมสมัยของท่านทำอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ. คนหนึ่งคือผู้พยากรณ์อุรียา ซึ่งได้พยากรณ์ต่อต้านเยรูซาเลมกับยูดาห์ระหว่างการปกครองของยะโฮยาคิม. อย่างไรก็ดี เนื่องจากกลัวกษัตริย์ยะโฮยาคิม อุรียาจึงหนีไปอียิปต์. หลังจากนั้น กษัตริย์ได้ส่งคนไปพาตัวเขากลับมาจากอียิปต์ แล้วสั่งให้ประหารเขาเสีย. (ยิระ. 26:20-23) คุณคิดว่ายิระมะยาห์ได้บทเรียนจากประสบการณ์ของอุรียาไหม? การที่ยิระมะยาห์ยังคงเตือนชาวยิวต่อไปถึงความพินาศที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งท่านถึงกับทำเช่นนั้นในบริเวณพระวิหารด้วยซ้ำ แสดงว่าท่านต้องได้บทเรียน. ยิระมะยาห์ยังคงกล้าหาญ และพระยะโฮวาไม่ทรงละทิ้งท่าน. พระเจ้าคงต้องกระตุ้นอะฮีคาม บุตรชายของซาฟานให้ปกป้องชีวิตของยิระมะยาห์ผู้กล้าหาญ.—ยิระ. 26:24
วันที่ 24-30 สิงหาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 29-30
พระยะโฮวาสั่งสอนคนของพระองค์ตามสมควร
คุณถามทุกวันไหมว่า “พระยะโฮวาอยู่ที่ไหน?”
3 การที่ชาวยิวจะถามว่า “พระยะโฮวาอยู่ที่ไหน?” หมายความว่าพวกเขาจะแสวงหาการชี้นำจากพระเจ้าเมื่อต้องตัดสินใจ ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก. ชาวยิวในสมัยนั้นไม่ได้ทำดังกล่าว. แต่ภายหลังการทำลายล้างเยรูซาเลมและพวกเขากลับจากบาบิโลนแล้ว พวกเขาต้อง ‘เสาะหาพระยะโฮวา’ และ ‘แสวงหาพระองค์.’ โดยทำเช่นนั้น พวกเขาจะสามารถพบพระองค์และรู้จักแนวทางของพระองค์. (อ่านยิระมะยา 29:13, 14) พวกเขาจะทำเช่นนั้นได้โดยวิธีใด? วิธีหนึ่งคือ โดยเข้าเฝ้าพระเจ้าในคำอธิษฐานอย่างจริงใจ ขอการชี้นำจากพระองค์. กษัตริย์ดาวิดมีเจตคติเช่นนั้น. ท่านทูลขอพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระยะโฮวา, ขอทรงโปรดให้ข้าพเจ้ารู้ทางของพระองค์, ขอทรงฝึกสอนข้าพเจ้าให้ดำเนินในพระมรคาของพระองค์.” (เพลง. 25:4) ขอสังเกตคำเชิญที่พระองค์ผู้สดับคำอธิษฐานได้ให้ผ่านทางยิระมะยาห์ในปีที่สิบของกษัตริย์ซิดคียาที่ว่า “จงร้องเรียกเรา แล้วเราจะขานรับ และเรายินดีจะบอกเรื่องสำคัญ ๆ ที่เจ้าไม่เข้าใจและยังไม่รู้แก่เจ้า.” (ยิระ. 33:3, ล.ม.) หากกษัตริย์และชาติที่ทรยศนั้นร้องเรียกพระเจ้า พระองค์จะทรงเปิดเผยสิ่งที่พวกเขา “ไม่เข้าใจ” นั่นคือเรื่องการทำลายล้างเยรูซาเลมและการฟื้นฟูหลังจาก 70 ปี.
คุณจะรับประโยชน์จากสัญญาใหม่ได้
2 การที่ยิระมะยาห์ประกาศการฟื้นฟูมิได้หมายความว่าพระเจ้าจะเอาอกเอาใจประชาชนของพระองค์หรืออะลุ่มอล่วยมาตรฐานความยุติธรรมของพระองค์. แต่พระองค์จะพิพากษาลงโทษชาวยิวที่ดื้อรั้น. (อ่านยิระมะยา 16:17, 18) ในสมัยยิระมะยาห์ มีไม่กี่คนในเยรูซาเลม “กระทำความสัตย์ธรรม” หรือ “เสาะหาความจริง” และความอดกลั้นพระทัยของพระยะโฮวาได้มาถึงขีดสุด. พระองค์ตรัสว่า “เราได้เหนื่อยในการที่ยกโทษนั้นแล้ว.” (ยิระ. 5:1; 15:6, 7) ชาวยิวเหล่านั้นได้ “หันกลับไปหาบาปชั่วแห่งบรรพบุรุษของเขาผู้ปฏิเสธไม่ยอมฟังถ้อยคำ” ของพระยะโฮวา. ยิ่งกว่านั้น พวกเขาได้ทำให้พระเจ้าพิโรธโดยมีความสัมพันธ์กับพระเท็จเสมือนเป็นชู้กัน. (ยิระ. 11:10, ฉบับ R73; 34:18) พระยะโฮวาจะทรงแก้ไขประชาชนของพระองค์ ถึงกับลงโทษพวกเขา “ตามที่เห็นว่าเหมาะสม.” ผลก็คือ บางคนอาจสำนึกผิดและกลับมาหาพระองค์.—ยิระ. 30:11; 46:28, ล.ม.
มีสติอยู่เสมอตอนที่ถูกทดสอบความภักดี
6 ตอนที่เราถูกพระยะโฮวาสั่งสอนเราอาจรู้สึกเจ็บมาก แต่ถ้าเราคิดวนเวียนอยู่แค่ว่าเรารู้สึกแย่ขนาดไหน เราอาจจะไม่ยอมรับการสั่งสอน รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม หรือรู้สึกว่าเราถูกสั่งสอนแรงเกินไป ผลก็คือเราจะไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่สำคัญมาก นั่นก็คือการมองว่าพระยะโฮวารักเรา พระองค์ถึงสั่งสอนเรา (อ่านฮีบรู 12:5, 6, 11) ถ้าเราปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกมีผลกับความคิดของเรา เราก็กำลังเปิดช่องให้ซาตานเล่นงานเรา มันอยากให้เราไม่ยอมรับการสั่งสอนจากพระยะโฮวา และที่ร้ายกว่านั้นก็คือ มันอยากให้เราห่างจากพระยะโฮวาและห่างจากพี่น้องในประชาคม ถ้าคุณกำลังได้รับการสั่งสอน คุณควรทำยังไง?
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
ลูกดื้อ สอนไม่จำ จะทำอย่างไร?
การสั่งสอนของพระยะโฮวาเป็นการ ‘ตีสอนตามขนาด’ (ยิระมะยา 30:11; 46:28, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1971) พระองค์มองดูภาพรวมและรายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง พ่อแม่จะทำเหมือนพระยะโฮวาได้อย่างไร? สตีเฟนที่เราพูดถึงในตอนต้นบทความนี้อธิบายว่า “ถึงแม้เราเสียใจมากและไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนาตาลีไม่ยอมรับว่าเธอขโมยแหวน เราก็พยายามคิดว่าเธอยังเด็กและคิดไม่เป็น”
โรเบิร์ต สามีของนิโคลบอกว่า พ่อแม่ต้องพยายามคิดถึงทุกอย่างที่อาจเกี่ยวข้องด้วย ถ้าลูกทำผิด เขามักจะถามตัวเองว่า ‘ลูกทำแบบนี้แค่ครั้งเดียวหรือทำจนเป็นนิสัย? ลูกเหนื่อยหรือไม่สบายไหม? การกระทำแบบนี้เป็นอาการที่ส่อว่าลูกมีปัญหาอย่างอื่นหรือเปล่า?’
พ่อแม่ที่มีเหตุผลรู้ว่าเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก เปาโลสาวกคนสนิทของพระเยซูก็ยอมรับความจริงข้อนี้ตอนที่เขาเขียนว่า “ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก ข้าพเจ้าเคยพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก หาเหตุผลอย่างเด็ก” (1 โครินท์ 13:11) โรเบิร์ตบอกอีกด้วยว่า “พอคิดถึงสิ่งที่ผมเคยทำตอนเป็นเด็ก มันก็ช่วยให้ผมมองเรื่องต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลและสงบสติอารมณ์ได้มากขึ้น”
คุณต้องมองเรื่องที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง แต่ก็ต้องไม่ปล่อยปละละเลยเมื่อเห็นว่าลูกทำผิดหรือมีความคิดที่ไม่ถูก ถ้าคุณคิดถึงความสามารถและข้อจำกัดของลูก รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คุณจะมั่นใจได้ว่าการสั่งสอนของคุณจะเป็นแบบที่เหมาะสมและมีเหตุผล
วันที่ 31 สิงหาคม–6 กันยายน
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 31
“เราจะทำสัญญาใหม่”
คุณจะรับประโยชน์จากสัญญาใหม่ได้
4 เพื่อจะเข้าใจสัญญาใหม่ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจจุดประสงค์ของสัญญาเดิม ซึ่งก็คือสัญญาแห่งพระบัญญัติ. สัญญาเดิมนี้ต้องบรรลุวัตถุประสงค์ที่ดีเลิศหลายประการสำหรับชาติที่คอยท่าผู้สืบเชื้อสายตามคำสัญญา ซึ่งเป็นช่องทางที่คนมากมายจะได้รับพระพร. (เย. 22:17, 18, ล.ม.) เมื่อชาวอิสราเอลยอมรับสัญญาแห่งพระบัญญัติ พวกเขากลายมาเป็น “ทรัพย์ประเสริฐ” ของพระเจ้า. ภายใต้สัญญานั้น ปุโรหิตในชาตินั้นต้องมาจากตระกูลเลวี. เมื่อทำสัญญาระหว่างพระองค์เองกับชาติอิสราเอลที่ภูเขาไซนาย พระยะโฮวาได้ตรัสถึง “อาณาจักรแห่งปุโรหิต, และ . . . ชนชาติอันบริสุทธิ์” แต่มิได้เปิดเผยว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไรและโดยวิธีใด. (เอ็ก. 19:5-8) จนกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้น สัญญานั้นทำให้เห็นชัดว่าชาวอิสราเอลไม่สามารถทำตามพระบัญญัติได้ทุกข้อ จึงทำให้บาปของพวกเขาปรากฏชัด. ดังนั้น ภายใต้พระบัญญัติ ชาวอิสราเอลต้องถวายเครื่องบูชาเป็นประจำเพื่อไถ่บาปของพวกเขา. แต่เห็นได้ชัดว่าจำเป็นต้องมีอะไรมากกว่านั้น นั่นคือเครื่องบูชาที่สมบูรณ์พร้อมซึ่งจะไม่ต้องถวายซ้ำอีก. ใช่แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีการอภัยบาปอย่างถาวร.—กลา. 3:19-22
คุณจะรับประโยชน์จากสัญญาใหม่ได้
9 คุณอาจเคยเห็นบิดามารดาที่ตามใจบุตรจนเสียนิสัย ทั้งไม่ได้ตีสอนบุตร. คุณจะคาดหมายให้พระยะโฮวาเป็นอย่างนั้นไหม? ไม่เลยทีเดียว! เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากวิธีที่สัญญาใหม่มีผลบังคับใช้. แทนที่จะเพียงแค่ยกเลิกบาป พระเจ้าทรงทำตามมาตรฐานความยุติธรรมของพระองค์เองอย่างไม่ขาดตกบกพร่องโดยจัดเตรียมสิ่งที่เป็นพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการอภัยบาป แม้การทำเช่นนั้นพระองค์เองต้องเสียสละอย่างมากทีเดียว. คุณจะเริ่มเข้าใจเรื่องนี้โดยสังเกตสิ่งที่เปาโลเขียนเมื่อพิจารณาเรื่องสัญญาใหม่. (อ่านฮีบรู 9:15, 22, 28) เปาโลได้กล่าวถึงการ “ปลดเปลื้อง . . . ด้วยค่าไถ่” และกล่าวว่า “ถ้าไม่มีการหลั่งโลหิตก็ไม่มีการให้อภัย.” ในกรณีของสัญญาใหม่ นี่มิได้หมายถึงเลือดของโคผู้หรือแพะที่มีการถวายเป็นเครื่องบูชาตามพระบัญญัติ. แต่สัญญาใหม่มีผลบังคับใช้โดยพระโลหิตของพระเยซู. โดยอาศัยเครื่องบูชาที่สมบูรณ์พร้อมเช่นนั้น พระยะโฮวาทรง ‘ให้อภัยบาปและความผิด’ ได้อย่างถาวร. (กิจ. 2:38; 3:19) แต่ใครจะมีส่วนร่วมในสัญญาใหม่นี้และได้รับการให้อภัยเช่นนั้น? ไม่ใช่ชาติยิว. พระเยซูได้ตรัสว่าพระเจ้าจะปฏิเสธชาวยิวซึ่งได้ถวายเครื่องบูชาสัตว์ตามพระบัญญัติ และพระองค์จะทรงหันไปใฝ่พระทัยอีกชนชาติหนึ่ง. (มัด. 21:43; กิจ. 3:13-15) ต่อมาปรากฏว่าชนชาตินั้นเป็น “อิสราเอลของพระเจ้า” ซึ่งประกอบด้วยคริสเตียนที่ถูกเจิมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์. กล่าวง่าย ๆ คือ สัญญาแห่งพระบัญญัติเป็นสัญญาระหว่างพระเจ้ากับชาติอิสราเอลโดยกำเนิด ส่วนสัญญาใหม่เป็นสัญญาระหว่างพระยะโฮวาพระเจ้ากับชาติอิสราเอลฝ่ายวิญญาณ โดยมีพระเยซูเป็นผู้กลางของสัญญานั้น.—กลา. 6:16; โรม 9:6
แกะฝูงเดียว ผู้เลี้ยงผู้เดียว
14 จะว่าอย่างไรสำหรับคนที่จะมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกภายใต้การปกครองของพระองค์? พวกเขาเป็นผู้รับประโยชน์ จากสัญญาใหม่. (กลา. 3:8, 9) แม้ว่าไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนร่วม แต่พวกเขา “ถือมั่น” ตามสัญญานี้ด้วยการยอมทำตามข้อเรียกร้องต่าง ๆ ดังที่ผู้พยากรณ์ยะซายาห์ได้บอกไว้ล่วงหน้าว่า “คนต่างชาติที่มาเข้าจารีตนับถือพระยะโฮวา, ปรนนิบัติพระองค์, รักพระนามของพระยะโฮวา, และรับใช้พระองค์, คือทุกคนที่ถือรักษาวันซะบาโตไว้ให้ปราศจากมลทิน, และถือมั่นตามสันถวไมตรีของเรานั้น, เราจะพาเขาทั้งหลายมายังภูเขาบริสุทธิ์ของเรา, และจะทำให้เขาชื่นบานในพลับพลาอธิษฐานของเรา.” แล้วพระยะโฮวาก็ตรัสว่า “เพราะว่าพลับพลาของเราจะถูกเรียกว่าเป็นพลับพลาสำหรับอธิษฐานของประชาชนทั้งหมด.”—ยซา. 56:6, 7
คุณจะรับประโยชน์จากสัญญาใหม่ได้
18 ดังนั้น สัญญาใหม่จึงเน้นแง่มุมที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการปฏิบัติของพระยะโฮวาต่อมนุษย์ที่ผิดบาป ทั้งผู้ถูกเจิมที่มีส่วนร่วมในสัญญานั้น และคนเหล่านั้นที่มีความหวังทางแผ่นดินโลก. คุณวางใจได้ว่าเมื่อพระยะโฮวาทรงให้อภัยบาปของคุณแล้ว พระองค์จะไม่รื้อฟื้นเรื่องนั้นขึ้นมาอีก. คำสัญญาของพระเจ้าเกี่ยวกับสัญญาใหม่จึงให้บทเรียนแก่เราแต่ละคน. จงถามตัวเองว่า ‘ฉันพยายามเลียนแบบพระยะโฮวาโดยไม่รื้อฟื้นความผิดของคนอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่ฉันได้บอกว่าให้อภัยไปแล้วไหม?’ (มัด. 6:14, 15) นี่นำมาใช้ได้กับความผิดเล็กน้อย รวมทั้งความผิดที่ร้ายแรงด้วย เช่นการเล่นชู้ของคู่สมรสคริสเตียน. หากผู้ไม่มีความผิดยินยอมให้อภัยคนเล่นชู้ที่กลับใจแล้ว ก็สมควรมิใช่หรือที่จะ ‘ไม่ระลึกถึงความผิดนั้นอีกต่อไป’? จริงอยู่ การเหวี่ยงความผิดไปไว้ข้างหลังเราอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นั่นเป็นวิธีหนึ่งที่เราจะเลียนแบบพระยะโฮวาได้.
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
คำถามจากผู้อ่าน
ช่วงเวลาที่มีการบันทึกหนังสือยิระมะยา ชาวอัสซีเรียได้บุกยึดอาณาจักรอิสราเอลทางเหนือและจับประชาชนมากมายไปเป็นเชลย แต่ก็มีลูกหลานของตระกูลเอฟรายิมบางคนได้หนีไปยังอาณาจักรยูดาห์ทางใต้ ต่อมา ในปี 607 ก่อน ค.ศ. ชาวบาบิโลนบุกยึดอาณาจักรยูดาห์ทางใต้ทั้งหมด หลายคนถูกจับตัวไปเมืองรามาห์ ซึ่งห่างจากกรุงเยรูซาเลมไปทางเหนือ 8 กิโลเมตร (ยิระ. 40:1) เป็นไปได้ที่บางคนถูกฆ่าในเขตแดนของตระกูลเบนยามินซึ่งเป็นที่เดียวกันกับที่ฝังศพราเฮ็ล (1 ซามู. 10:2) ดังนั้น การที่ราเฮ็ลร้องไห้อาจหมายถึงความโศกเศร้าเสียใจต่อการตายของคนในตระกูลเบนยามินหรือคนที่ถูกฆ่าที่รามาห์ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณนั้น และเป็นไปได้ด้วยว่ายิระมะยาห์อาจหมายถึงความโศกเศร้าของแม่ชาวอิสราเอลที่สูญเสียลูกเพราะถูกฆ่าตายหรือถูกจับไปเป็นเชลย
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การที่ยิระมะยาห์พูดว่าราเฮ็ลร้องไห้เพราะการตายของลูกชายเธอนั้นเป็นคำพูดเชิงพยากรณ์ คำพูดเหล่านั้นหมายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกหลายร้อยปี ตอนที่พระเยซูเป็นทารก กษัตริย์เฮโรดสั่งให้ฆ่าเด็กชายทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงสองขวบที่อยู่ในเมืองเบทเลเฮมตอนใต้ของกรุงเยรูซาเลม คุณนึกออกไหมว่าเสียงร้องไห้คร่ำครวญของแม่ที่ต้องสูญเสียลูกชายมันช่างเจ็บปวดรวดร้าวขนาดไหน ลูกของพวกเธอ “ไม่มีแล้ว” นี่ให้ภาพราวกับว่าเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังไปไกลถึงเมืองรามาห์ที่อยู่ทางตอนเหนือของกรุงเยรูซาเลม—มัด. 2:16-18