แหล่งอ้างอิงสำหรับชีวิตและงานรับใช้—คู่มือประชุม
© 2026 Watch Tower Bible and Tract Society of Pennsylvania
วันที่ 4-10 พฤษภาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล อิสยาห์ 58-59
เราจะได้รับพรจากพระยะโฮวาได้ยังไง?
“ข้าพเจ้ารักข้อกฎหมายของพระองค์มากเพียงใด!“
9 ประชาชนของพระเจ้าไม่ได้ถูกเรียกร้องให้ถือรักษาซะบาโตด้วยการหยุดพักนาน 24 ชั่วโมงอีกต่อไป แต่การจัดให้มีวันซะบาโตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องน่ารู้ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น. (โกโลซาย 2:16) ซะบาโตเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราก็เช่นกันต้องให้กิจกรรมฝ่ายวิญญาณมาเป็นอันดับแรกในชีวิตเรามิใช่หรือ? กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนมัสการของเราต้องไม่ถูกบดบังโดยการหมกมุ่นในสิ่งฝ่ายวัตถุหรือการหาความบันเทิง. (เฮ็บราย 4:9, 10) ดังนั้น เราอาจถามตัวเองว่า “ฉันให้อะไรเป็นอันดับแรกในชีวิต? ฉันให้ความสำคัญในอันดับแรกแก่การศึกษาส่วนตัว, การอธิษฐาน, การเข้าร่วมประชุมคริสเตียน, และการประกาศข่าวดีเรื่องราชอาณาจักรไหม? หรือว่าความสนใจในเรื่องอื่น ๆ เข้ามาเบียดบังกิจกรรมดังกล่าว?” หากเราจัดให้สิ่งฝ่ายวิญญาณมาเป็นอันดับแรกในชีวิต พระยะโฮวาทรงรับรองกับเราว่าเราจะไม่ขาดสิ่งที่จำเป็นในชีวิต.—มัดธาย 6:24-33.
อย่าให้สิ่งใดทำให้คุณห่างเหินจาก พระยะโฮวา
5 สมมุติว่าคุณกำลังมองหางานทำ. ถ้าคุณอยู่ในประเทศที่หางานทำได้ยาก คุณอาจถูกล่อใจให้ตอบรับงานใดก็ตาม ที่มีคนเสนอให้คุณทำ. แต่จะว่าอย่างไรถ้าลักษณะของงานนั้นขัดกับหลักการในคัมภีร์ไบเบิล? หรือจะว่าอย่างไรถ้างานนั้นเรียกร้องเวลามากจนทำให้คุณไม่มีเวลาพอสำหรับครอบครัวหรือที่จะทำกิจกรรมของคริสเตียน? คุณควรตอบรับข้อเสนอนั้นไหมโดยคิดว่ามีงานที่ไม่ดีก็ยังดีกว่าไม่มีงานทำเลย? ขอให้จำไว้ว่า การเลือกที่ไม่ดีอาจทำให้คุณห่างเหินจากพระยะโฮวาได้. (ฮีบรู 2:1) ไม่ว่าคุณกำลังหางานทำหรือคิดจะเปลี่ยนงาน คุณจะตัดสินใจอย่างฉลาดสุขุมได้อย่างไร?
6 ดังที่กล่าวไปแล้ว ขอให้ระลึกถึงเป้าหมายที่คุณตั้งไว้เสมอ. จงถามตัวเองว่า ‘ฉันอยากได้อะไรจากงานอาชีพที่เลือกจะทำ?’ ถ้าเหตุผลหลักที่คุณทำงานคือเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวเพื่อจะรับใช้พระยะโฮวาได้ พระองค์จะทรงอวยพรความพยายามของคุณ. (มัด. 6:33) พระยะโฮวาทรงรู้วิธีที่จะช่วยคุณเมื่อคุณตกงานหรือเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำอย่างไม่คาดคิด. (ยซา. 59:1) พระองค์ “ทรงรู้วิธีช่วยคนที่เลื่อมใสพระองค์ให้รอดชีวิตจากการทดสอบ.”—2 เป. 2:9
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
it “หมี” ว. 6-คมปอ
หมี
เป็นที่รู้กันว่าตอนที่หมีหิวและได้กลิ่นเหยื่อ มันจะร้องครวญครางออกมา ซึ่งแสดงว่ามันแทบจะทนไม่ไหวแล้ว ดังนั้น ผู้พยากรณ์อิสยาห์เลยบอกว่า ชาวอิสราเอล ‘ร้องเหมือนหมีครวญคราง’ เพราะพวกเขาหวังว่าจะได้รับความยุติธรรมและความรอด แต่ก็ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก (อสย 59:11) นอกจากนั้น ยังมีการเปรียบเทียบอย่างเหมาะสมด้วยว่า หมีที่วิ่งเข้าใส่เหยื่อก็เป็นเหมือนผู้ปกครองที่ชั่วร้ายซึ่งคอยรังแกและกดขี่ประชาชนผู้ต่ำต้อย—สภษ 28:15
วันที่ 11-17 พฤษภาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล อิสยาห์ 60-61
“หญิงเอ๋ย ลุกขึ้นเถอะ แล้วส่องแสง”
คำถามจากผู้อ่าน
อิสยาห์ 60:1 อ่านว่า “หญิงเอ๋ย ลุกขึ้นเถอะ แล้วส่องแสง เพราะความสว่างส่องมาถึงเจ้าแล้ว รัศมีของพระยะโฮวาส่องมาที่เจ้า” จากท้องเรื่องทำให้เห็นว่า ‘ผู้หญิง’ หมายถึงศิโยน หรือกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองหลวงของยูดาห์ในสมัยนั้น (อสย. 60:14; 62:1, 2) กรุงเยรูซาเล็มหมายถึงชาติอิสราเอลทั้งชาติ คำพูดของอิสยาห์ในข้อนี้ทำให้เกิด 2 คำถามขึ้นมาคือ 1) เยรูซาเล็ม “ลุกขึ้น” และส่องแสงเมื่อไหร่และยังไง? 2) คำพูดของอิสยาห์ในข้อนี้เป็นจริงในขอบเขตที่ใหญ่กว่าในสมัยของเราไหม?
กรุงเยรูซาเล็ม “ลุกขึ้น” และส่องแสงเมื่อไหร่และยังไง? กรุงเยรูซาเล็มและวิหารเหลือแต่ซากปรักหักพังตอนที่ชาวยิวเป็นเชลยที่บาบิโลน 70 ปี แต่หลังจากที่บาบิโลนแพ้ชาวมีเดียและเปอร์เซีย ชาวยิวทั่วจักรวรรดิบาบิโลนก็ถูกปล่อยจากการเป็นเชลย และกลับไปที่บ้านเกิดเมืองนอนเพื่อจะฟื้นฟูการนมัสการแท้ได้ (อสร. 1:1-4) ตั้งแต่ปี 537 ก่อน ค.ศ ชาวยิวที่ซื่อสัตย์ทั้ง 12 ตระกูลของอิสราเอลได้เดินทางกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม (อสย. 60:4) พวกเขาเริ่มถวายเครื่องบูชาให้พระยะโฮวา จัดการฉลองเทศกาลต่าง ๆ และสร้างวิหารขึ้นใหม่ (อสร. 3:1-4, 7-11; 6:16-22) เห็นได้เลยว่า รัศมีของพระยะโฮวาเริ่มส่องมาที่กรุงเยรูซาเล็มซึ่งก็คือประชาชนของพระองค์อีกครั้ง และพวกเขาก็เป็นเหมือนแสงสว่างสำหรับชาติต่าง ๆ ที่ไม่รู้จักพระยะโฮวา
คำถามจากผู้อ่าน
แต่คำพยากรณ์เรื่องการฟื้นฟูของอิสยาห์เป็นจริงแค่บางส่วนในสมัยนั้นเพราะต่อมาชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อฟังพระยะโฮวา (นหม. 13:27; มลค. 1:6-8; 2:13, 14; มธ. 15:7-9) และในสมัยศตวรรษแรก พวกเขาถึงกับปฏิเสธพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นเมสสิยาห์ด้วย (มธ. 27:1, 2) ในที่สุดพอถึงปี ค.ศ 70 กรุงเยรูซาเล็มและวิหารก็ถูกทำลายเป็นครั้งที่ 2
พระยะโฮวาบอกล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้านี้ (ดนล. 9:24-27) เห็นได้ชัดเลยว่าพระยะโฮวาไม่ได้ตั้งใจให้คำพยากรณ์เรื่องการฟื้นฟูในอิสยาห์บท 60 เป็นจริงอย่างครบถ้วนกับกรุงเยรูซาเล็มในอดีต
คำถามจากผู้อ่าน
แล้วคำพยากรณ์ของอิสยาห์เป็นจริงในขอบเขตที่ใหญ่กว่าในสมัยของเราไหม? ใช่แล้ว แต่เป็นจริงกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งก็คือ “เยรูซาเล็มที่อยู่เบื้องบน” เปาโลบอกว่า เธอ “เป็นแม่ของพวกเรา” (กท. 4:26) เยรูซาเล็มที่อยู่เบื้องบนหมายถึง องค์การของพระเจ้าส่วนที่อยู่บนสวรรค์ ซึ่งประกอบด้วยทูตสวรรค์ที่ภักดีต่อพระยะโฮวา “ลูก” ของเธอคือพระเยซูคริสต์และคริสเตียนผู้ถูกเจิม 144,000 คน ซึ่งมีความหวังจะไปสวรรค์เหมือนกับเปาโล คริสเตียนผู้ถูกเจิมเป็น “ชาติบริสุทธิ์” หรือ “อิสราเอลของพระเจ้า”—1 ปต. 2:9; กท. 6:16
เยรูซาเล็มที่อยู่เบื้องบน “ลุกขึ้น” และ “ส่องแสง” ยังไง? เธอทำอย่างนั้นผ่านทางผู้ถูกเจิมที่อยู่บนโลก ให้เรามาเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขากับคำพยากรณ์ในอิสยาห์บท 60 ด้วยกัน
คริสเตียนผู้ถูกเจิมต้อง “ลุกขึ้น” เพราะพวกเขาได้จมอยู่ในความมืดด้านความเชื่อตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 หลังจากที่พวกอัครสาวกตายหมดแล้วและการทรยศพระเจ้าลุกลามไปทั่ว (มธ. 13:37-43) พวกเขาเลยกลายเป็นเชลยของบาบิโลนใหญ่หรือศาสนาเท็จทั้งหมด และใน “สมัยสุดท้ายของโลกนี้” ซึ่งเริ่มต้นในปี 1914 พวกผู้ถูกเจิมก็ยังคงเป็นเชลยอยู่ (มธ. 13:39, 40) แต่พอปี 1919 พวกเขาก็เป็นอิสระและเริ่มส่องแสงทางความเชื่อโดยทุ่มเทประกาศเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนจากทุกชาติได้รับความสว่างรวมถึงอิสราเอลของพระเจ้าที่เหลืออยู่ซึ่งก็คือ “พวกกษัตริย์” ที่พูดถึงในอิสยาห์ 60:3 ด้วย—วว. 5:9, 10
ในอนาคต คริสเตียนผู้ถูกเจิมจะสะท้อนแสงสว่างของพระเจ้าในขอบเขตที่ใหญ่กว่านี้ ในแง่ไหน? หลังจากที่พวกเขาเสียชีวิตบนโลก พวกเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ “เยรูซาเล็มใหม่” หรือเจ้าสาวของพระคริสต์ 144,000 คนที่เป็นทั้งกษัตริย์และปุโรหิต—วว. 14:1; 21:1, 2, 24; 22:3-5
เยรูซาเล็มใหม่จะมีส่วนสำคัญที่ทำให้อิสยาห์ 60:1 เป็นจริง (เทียบอิสยาห์ 60:1, 3, 5, 11, 19, 20 กับวิวรณ์ 21:2, 9-11, 22-26) เหมือนกับกรุงเยรูซาเล็มสมัยโบราณเป็นศูนย์กลางหรือรัฐบาลของชาติอิสราเอล เยรูซาเล็มใหม่กับพระเยซูก็จะรวมกันเป็นรัฐบาลของโลกใหม่ แล้วเยรูซาเล็มใหม่ “ลงมาจากสวรรค์” และเป็นเมืองที่ “มาจากพระเจ้า” ยังไง? ก็โดยการที่พวกเขาให้ความสนใจคนที่อยู่บนโลก เมืองนี้ “ให้แสงสว่างกับทางเดิน” ของคนที่เกรงกลัวพระเจ้าในประเทศต่าง ๆ และในอนาคตคนที่เกรงกลัวพระเจ้าเหล่านี้จะไม่มีบาปและไม่ต้องตายอีกเลย (วว. 21:3, 4, 24) ผลก็คือ “ทุกสิ่งจะได้รับการฟื้นฟู” อย่างที่อิสยาห์และผู้พยากรณ์คนอื่น ๆ ได้บอกไว้ล่วงหน้า (กจ. 3:21) การฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่นี้เริ่มต้นตอนที่พระเยซูเป็นกษัตริย์และจะจบลงตอนสิ้นสุดการปกครอง 1,000 ปีของท่าน
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
พระยะโฮวาช่วยให้คุณได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
10 พระเยซูลูกของพระเจ้าปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระในสองวิธี วิธีแรก ท่านปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระจากคำสอนผิด ๆ ของผู้นำศาสนา คนยิวในสมัยนั้นเป็นทาสธรรมเนียมและความเชื่อผิด ๆ (มธ. 5:31-37; 15:1-11) ผู้นำศาสนาอ้างว่านำทางคนอื่นให้รับใช้พระเจ้าแต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาเป็นเหมือนคนตาบอด นอกจากนั้น พวกเขาปฏิเสธเมสสิยาห์และความจริงที่ท่านสอนซึ่งเป็นเหมือนความสว่าง นั่นเลยทำให้พวกเขายังอยู่ในความมืดและไม่ได้รับการอภัยบาป (ยน. 9:1, 14-16, 35-41) แต่โดยคำสอนที่ถูกต้องและตัวอย่างที่ดีของพระเยซู ท่านทำให้คนถ่อมเห็นว่าพวกเขาสามารถได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากคำสอนผิด ๆ—มก. 1:22; 2:23-3:5
11 วิธีที่สอง พระเยซูปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาป พระเยซูสละชีวิตเป็นค่าไถ่ พระยะโฮวาจึงอภัยบาปให้กับคนที่ยอมรับค่าไถ่และแสดงความเชื่อได้ (ฮบ. 10:12-18) พระเยซูบอกว่า “ถ้าผมที่เป็นลูกของพระเจ้าปลดปล่อยพวกคุณให้เป็นอิสระ พวกคุณก็จะเป็นอิสระจริง ๆ” (ยน. 8:36) อิสระนี้ดีกว่าอิสระที่ชาวอิสราเอลได้รับในปีที่น่ายินดี ตัวอย่างเช่น คนที่เป็นอิสระในปีที่น่ายินดีอาจตกเป็นทาสอีก และวันหนึ่งพวกเขาก็ต้องตาย แต่อิสระจากพระเยซูจะมีผลตลอดไป
วันที่ 18-24 พฤษภาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล อิสยาห์ 62-64
ช่างปั้นหม้อที่มีความรักและความเมตตาสงสาร
พระเจ้า “เอ็นดูสงสาร” เรา
7 ความเมตตาสงสารของพระยะโฮวาเห็นชัดในวิธีที่พระองค์ปฏิบัติกับชาติอิสราเอล หลังจากโยเซฟเสียชีวิตชาวอิสราเอลที่มีจำนวนหลายล้านคนตกเป็นทาสในอียิปต์และมีชีวิตที่ลำบากมาก พวกอียิปต์ “ทำให้ชีวิตชาวอิสราเอลขมขื่นโดยใช้ให้ทำงานหนัก บังคับให้ทำอิฐ ทำปูน และทำงานทุกอย่าง” (อพยพ 1:11, 14) เมื่อเจอเรื่องแบบนี้ ชาวอิสราเอลร้องขอให้พระยะโฮวาช่วย พระยะโฮวารู้สึกยังไง และพระองค์ทำอะไร?
8 พระยะโฮวารู้สึกเสียใจมากที่เห็นว่าพวกเขาต้องเจอความลำบาก พระองค์บอกว่า “เราเห็นแล้วว่าประชาชนของเราซึ่งอยู่ในอียิปต์กำลังเจอกับความทุกข์ยากลำบาก เราได้ยินเสียงร้องของพวกเขาเพราะถูกหัวหน้างานบังคับให้ทำงานหนัก เรารู้ดีว่าพวกเขาเจ็บปวดขนาดไหน” (อพยพ 3:7) เป็นไปไม่ได้ที่พระยะโฮวาจะเห็นความทุกข์และได้ยินเสียงร้องของพวกเขาโดยไม่รู้สึกอะไรเลย ในบท 24 เราได้เรียนว่าพระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่เห็นอกเห็นใจ ความเห็นอกเห็นใจคือการร่วมความรู้สึกกับคนที่เจ็บปวด แต่พระยะโฮวาไม่เพียงแค่รู้สึกกับประชาชนของพระองค์เท่านั้น พระองค์ถูกกระตุ้นให้ลงมือทำบางอย่างเพื่อช่วยพวกเขา อิสยาห์ 63:9 บอกว่า “พระองค์ไถ่พวกเขาคืนมาด้วยความรักและความเมตตาสงสาร” พระยะโฮวาช่วยชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ด้วย “พลังอำนาจ” ของพระองค์ (เฉลยธรรมบัญญัติ 4:34) หลังจากนั้น พระองค์ยังแสดงความเมตตากับพวกเขาโดยให้มานาและพาพวกเขาเข้าไปในแผ่นดินที่พระองค์สัญญา
9 หลังจากชาวอิสราเอลเข้าไปอยู่ในแผ่นดินที่พระยะโฮวาสัญญาแล้ว พระองค์ยังแสดงความเมตตาสงสารกับพวกเขาต่อไป ถึงแม้พวกเขาไม่เชื่อฟังบ่อย ๆ และต้องเจอกับความทุกข์ แต่พอพวกเขากลับใจและร้องขอให้พระยะโฮวาช่วย พระองค์ก็ช่วยพวกเขาทุกครั้ง ทำไม? พระองค์ทำอย่างนั้น ‘เพราะพระองค์สงสารประชาชนของพระองค์’—2พงศาวดาร 36:15; ผู้วินิจฉัย 2:11-16
แบกสิ่งที่ต้องแบก ทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น
8 ผลที่เกิดจากการตัดสินใจของเรา พระยะโฮวาให้เรามีอิสระในการตัดสินใจและพระองค์ก็อยากให้เรามีความสุขเพราะเราตัดสินใจถูกต้อง แต่ถ้าเราตัดสินใจผิด พระยะโฮวาก็ไม่ได้ปกป้องเราไม่ให้ได้รับผลเสียอะไร (กท. 6:7, 8) ดังนั้น ถ้าเราเลือกผิด พูดหรือทำอะไรแบบไม่คิด เราก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้น และมันอาจทำให้เรารู้สึกผิดด้วย แต่การที่เรารู้ว่าต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของเราจะทำให้เราสารภาพผิด แก้ไขความผิดพลาด และพยายามไม่ทำผิดซ้ำอีก การทำแบบนี้จะช่วยให้เรายังวิ่งแข่งเพื่อชีวิตต่อ ๆ ไปได้
9 คุณจะแบกมันได้ยังไง? ถ้าคุณตัดสินใจผิด คุณควรทำอะไร? เนื่องจากคุณย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนอดีตไม่ได้ ดังนั้นอย่าเสียเวลาและกำลังไปกับการโทษตัวเอง พิสูจน์ว่าตัวเองไม่ผิด หรือโทษคนอื่น ให้ยอมรับว่าคุณทำผิดพลาดไปแล้ว และพยายามทำสิ่งที่คุณทำได้ตอนนี้ให้ดีที่สุด และถ้าคุณรู้สึกผิดก็ให้อธิษฐานถึงพระยะโฮวาด้วยความถ่อม ยอมรับความผิดของคุณ และขอพระองค์ให้อภัยคุณ (สด. 25:11; 51:3, 4) นอกจากนั้น ให้ไปขอโทษคนที่คุณอาจทำไม่ดีหรือพูดไม่ดีกับเขา และถ้าจำเป็นก็ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแล (ยก. 5:14, 15) ให้คุณเรียนรู้จากความผิดพลาดและพยายามไม่ทำผิดซ้ำอีก ถ้าคุณทำทั้งหมดนี้ คุณก็มั่นใจได้เลยว่าพระยะโฮวาจะเมตตาและช่วยคุณแน่นอน—สด. 103:8-13
คุณเปลี่ยนแปลงแล้วไหม?
15 อ่านยะซายา 64:8. ตัวอย่างเปรียบเทียบที่ผู้พยากรณ์ยะซายาห์ใช้สอนบทเรียนสำคัญแก่เรา. เราเป็นเหมือนดินเหนียว และพระยะโฮวาทรงเป็นเหมือนช่างปั้น. เมื่อพระองค์ปั้นเราเหมือนช่างปั้นปั้นดินเหนียว พระองค์ไม่ได้เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของเรา. แทนที่จะทำอย่างนั้น พระองค์เปลี่ยนตัวตนของเราที่อยู่ภายใน. เมื่อเรายอมให้พระองค์ปั้นเรา พระองค์จะช่วยเราให้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ในส่วนลึกของเรา ซึ่งก็คือช่วยเราให้เปลี่ยนวิธีที่เรารู้สึกและวิธีที่เราคิด. นั่นแหละคือความช่วยเหลือที่เราจำเป็นต้องได้รับเพื่อจะสามารถสู้กับอิทธิพลต่าง ๆ ของโลก. พระยะโฮวาทรงปั้นเราอย่างไร?
16 เพื่อจะทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพดี ช่างปั้นจะใช้ดินเหนียวที่มีคุณภาพสูง. แต่มีสองสิ่งที่ช่างปั้นต้องทำกับดินเหนียวก่อนจะปั้น. ก่อนอื่น ต้องชะล้างดินเหนียวเอาสิ่งแปลกปลอมหรือแร่ที่ปนเปื้อนออกไป. จากนั้น ต้องผสมดินเหนียวด้วยน้ำปริมาณพอเหมาะและนวดให้เข้ากันเพื่อให้ดินเหนียวนั้นคงรูปเมื่อถูกปั้น.
17 สังเกตว่าช่างปั้นใช้น้ำไม่เพียงเพื่อทำความสะอาดดินเหนียว แต่เพื่อทำให้ดินเหนียวนั้นปั้นได้ง่ายด้วย. หลังจากนั้น เขาก็จะสามารถปั้นดินเหนียวนั้นเป็นภาชนะแบบใดก็ได้ตามต้องการ แม้แต่ภาชนะที่บอบบาง. เช่นเดียวกับน้ำที่เปลี่ยนดินเหนียว พระคำของพระเจ้าก็เปลี่ยนเรา. เมื่อเราเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้า คัมภีร์ไบเบิลช่วยเราให้เลิกคิดแบบผู้คนทั่วไปในโลกและเริ่มคิดแบบที่พระเจ้าทรงคิด. แล้วพระองค์ก็สามารถเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นภาชนะที่มีค่าที่พระองค์จะใช้ได้. (เอเฟ. 5:26) เราได้รับการกระตุ้นอยู่บ่อยครั้งให้อ่านคัมภีร์ไบเบิลทุกวันและเข้าร่วมการประชุมเป็นประจำ. ทำไมจึงมีการสนับสนุนให้เราทำสิ่งเหล่านี้? เพราะเมื่อเราทำสิ่งเหล่านี้ เรากำลังยอมให้พระยะโฮวาปั้นเรา.—เพลง. 1:2; กิจ. 17:11; ฮีบรู 10:24, 25
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
it “เมตตา” ว. 11-คมปอ
เมตตา
ไม่ควรคิดเอาเองว่าจะได้รับความเมตตา คนที่มาหาพระยะโฮวาอย่างจริงใจจะได้รับความเมตตาจากพระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ละเว้นการลงโทษคนทำผิดที่ไม่กลับใจและสมควรได้รับโทษ (อพย 34:6, 7) คนเราไม่ควรคิดเอาเองว่าถ้าทำบาปก็จะได้รับความเมตตาจากพระยะโฮวา และไม่ต้องรับโทษหรือผลที่ตามมาจากการทำผิดพลาด (กท 6:7, 8; เทียบกับ กดว 12:1-3, 9-15; 2ซม 12:9-14) พระยะโฮวาอาจแสดงความเมตตาโดยอดทนอดกลั้น และให้โอกาสคนที่ทำผิดแก้ไขความผิดพลาด ถึงบางครั้งพระองค์จะแสดงออกว่าไม่ยอมรับคนที่ทำผิด แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทิ้งเขาไปเลย พระองค์ยังให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นและชี้นำเขาด้วยความเมตตา (เทียบกับ นหม 9:18, 19, 27-31) แต่ความอดทนของพระยะโฮวาก็มีขีดจำกัด ถ้าเขาไม่ตอบรับความเมตตาของพระองค์ พระองค์ก็จะเลิกแสดงความเมตตา และจัดการเขาเพราะเห็นแก่ชื่อของพระองค์—อสย 9:17; 63:7-10; ยรม 16:5-13, 21; เทียบกับ ลก 13:6-9
วันที่ 25-31 พฤษภาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล อิสยาห์ 65-66
เรารักอุทยานโดยนัย
‘พระยะโฮวาดีจริง ๆ ’
12 พระเยซูพูดว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่ด้วยอาหารเท่านั้น แต่ด้วยคำพูดทุกคำที่มาจากพระยะโฮวา’” (มัทธิว 4:4) คำของพระยะโฮวาที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิลมีประโยชน์มากกว่าอาหารที่เรากินเพราะช่วยให้เรามีชีวิตตลอดไปได้ ในบท 8 ของหนังสือเล่มนี้ เราได้เรียนแล้วว่าในสมัยสุดท้ายพระยะโฮวาใช้อำนาจเพื่อช่วยผู้คนให้นมัสการพระองค์อย่างถูกต้องและมีความเชื่อเข้มแข็ง สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เป็นอย่างนั้นได้ก็คือความรู้มากมายที่เสริมความเชื่อ
14 นิมิตนี้หมายความว่าพระยะโฮวาจะช่วยให้ผู้คนกลับมานมัสการพระองค์ในแบบที่ถูกต้อง เหมือนกับน้ำที่ค่อย ๆ ลึกมากขึ้นจนกลายเป็นแม่น้ำ สิ่งดี ๆ ที่พระยะโฮวาให้เพื่อช่วยพวกเขาให้มีชีวิตตลอดไปก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ปี 1919 ตอนนั้นคริสเตียนแท้กลับมานมัสการพระองค์ในแบบที่ถูกต้องอีกครั้ง พระยะโฮวาให้สิ่งดี ๆ หลายอย่างเพื่อสอนความจริงให้กับผู้คนนับล้านโดยใช้คัมภีร์ไบเบิล สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ การประชุม และการประชุมใหญ่ นอกจากนั้น พระองค์ยังสอนความจริงสำคัญเรื่องค่าไถ่ของพระเยซูซึ่งช่วยให้คนที่รักและเกรงกลัวพระองค์มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่สะอาดและมีความหวังเรื่องชีวิตตลอดไปด้วย เห็นชัดเลยว่าในสมัยสุดท้ายผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีความสุขเพราะพวกเขาไม่เชื่อฟังคำของพระยะโฮวา แต่คนของพระยะโฮวามีความสุขเพราะพวกเขามีทุกอย่างที่ช่วยให้ใกล้ชิดกับพระยะโฮวา—อิสยาห์ 65:13
อยู่ในอุทยานโดยนัยต่อ ๆ ไป
9 ผ่อนคลายและสงบใจ อิสยาห์ 65:14 บอกว่า คนที่เลือกที่จะไม่อยู่ในอุทยานโดยนัยจะ “ร้องเพราะเจ็บปวดใจและร้องไห้คร่ำครวญเพราะความท้อแท้สิ้นหวัง” แต่จะว่ายังไงกับสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้รับใช้ของพระเจ้าต้องเจ็บปวดและทุกข์ใจอยู่ในตอนนี้? คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า ในที่สุด “จะไม่มีใครนึกถึงความทุกข์ยากที่เคยมี และจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้ [พระเจ้า] ได้เห็นอีก” (อ่านอิสยาห์ 65:16, 17) พระยะโฮวาจะทำให้ปัญหาทุกอย่างของเราหมดไปและเราจะไม่นึกถึงเรื่องที่ทำให้เราเจ็บปวดอีกเลย
10 แม้แต่ตอนนี้เราก็รู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้เข้าร่วมการประชุมกับพี่น้อง เรารู้สึกสงบใจและไม่เครียดหรือกังวลเพราะโลกของซาตาน และเมื่อเราแสดงคุณลักษณะต่าง ๆ ของผลที่เกิดจากพลังของพระเจ้า เช่น ความรัก ความยินดี สันติสุข ความกรุณา และความอ่อนโยน เราก็ช่วยให้พี่น้องรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย (กท. 5:22, 23) นี่เป็นพรที่ดีมากจริง ๆ ที่เราได้อยู่ในองค์การของพระเจ้า คนที่อยู่ในอุทยานโดยนัยจะได้เห็นคำสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงเมื่อพระองค์สร้าง “ฟ้าสวรรค์ใหม่และโลกใหม่”
อยู่ในอุทยานโดยนัยต่อ ๆ ไป
13 สงบสุขและปลอดภัย พลังบริสุทธิ์ได้ช่วยหลายคนที่เคยมีนิสัยดุร้ายเหมือนสัตว์ให้เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างสิ้นเชิง (อ่านอิสยาห์ 65:25) พวกเขาได้ทิ้งนิสัยเก่า ๆ ที่ไม่ดี (รม. 12:2; อฟ. 4:22-24) แน่นอนว่าคนของพระเจ้ายังไม่สมบูรณ์แบบ เราเลยยังทำผิดพลาดอยู่ แต่พระยะโฮวาได้รวบรวม “คนทุกชนิด” ที่รักพระองค์และรักกันให้มาอยู่ด้วยกัน ผลก็คือ เรามีสันติสุขและเป็นหนึ่งเดียวกัน (ทต. 2:11) นี่เป็นการอัศจรรย์ที่มีแต่พระเจ้าผู้มีพลังอำนาจสูงสุดเท่านั้นที่ทำได้
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
บึงไฟคืออะไร?
พระเยซูใช้หุบเขาฮินโนมเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายให้สาบสูญ (มัดธาย 23:33) ท่านบอกว่า “ตัวหนอนก็ไม่ตายและไฟก็ไม่ดับเลย” ในหุบเขาฮินโนม (มาระโก 9:47, 48, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับ 1971) ท่านอ้างถึงคำพยากรณ์เกี่ยวกับสภาพของหุบเขาฮินโนมในยะซายา 66:24 (ฉบับ 1971) ว่า “เขาจะออกไปมองดูซากศพของคนที่ได้กบฏต่อเราเพราะว่าหนอนของคนเหล่านี้จะไม่ตายไป ไฟของเขาจะไม่ดับ และเขาจะเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนต่อมนุษย์ทั้งสิ้น” ตัวอย่างเปรียบเทียบนี้กำลังพูดถึงการทำลายให้สาบสูญไม่ใช่การทรมาน หนอนและไฟทำลายซากศพของคนตาย ไม่ได้ทรมานคนเป็น ๆ
วันที่ 1-7 มิถุนายน
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 1-3
“อย่ากลัว . . . เพราะ ‘เราจะอยู่กับเจ้า’”
การเป็นคนของพระยะโฮวาเป็นพระกรุณาอันใหญ่หลวง
7 พระยะโฮวาจะทรงหนุนใจเราตามที่จำเป็นเสมอ ตราบเท่าที่เราพึ่งพระองค์ให้เสริมกำลังเรา. ตัวอย่างเช่น ดูเหมือนว่ายิระมะยาห์ไม่ใช่คนที่มีนิสัยกล้าพูด. เมื่อพระยะโฮวาทรงมอบหมายให้ท่านเป็นผู้พยากรณ์ ยิระมะยาห์จึงกล่าวว่า “โอ้ยะโฮวาพระเจ้า, ดูเถิด, ข้าพเจ้าพูดไม่ได้, เพราะข้าพเจ้าเป็นเด็กอยู่.” ในภายหลัง ท่านถึงกับกล่าวว่า “ข้าพเจ้า . . . จะไม่บอกในนามของพระองค์อีกแล้ว.” (ยิระ. 1:6; 20:9) กระนั้น โดยได้รับการหนุนใจจากพระยะโฮวา ยิระมะยาห์สามารถประกาศข่าวสารที่ผู้คนไม่ชอบนานถึง 40 ปี. พระยะโฮวาทรงรับรองกับท่านหลายครั้งโดยตรัสว่า “เราอยู่ด้วยเจ้าเพื่อจะช่วยเจ้าให้พ้นได้.”—ยิระ. 1:8, 19; 15:20
8 เช่นเดียวกับที่พระยะโฮวาทรงเสริมกำลังโมเซและยิระมะยาห์ พระองค์ทรงสามารถช่วยเราให้ทำสิ่งที่พระองค์ทรงคาดหมายให้คริสเตียนในทุกวันนี้ทำ. ปัจจัยสำคัญก็คือการไว้วางใจพระเจ้า. คัมภีร์ไบเบิลกล่าวว่า “จงวางใจในพระยะโฮวาด้วยสุดใจของเจ้า, อย่าพึ่งในความเข้าใจของตนเอง. จงรับพระองค์ให้เข้าส่วนในทางทั้งหลายของเจ้า, และพระองค์จะชี้ทางเดินของเจ้าให้แจ่มแจ้ง.” (สุภา. 3:5, 6) เราแสดงให้เห็นว่าเราไว้วางใจพระยะโฮวาเมื่อเราพร้อมที่จะรับความช่วยเหลือที่พระองค์ทรงจัดให้โดยทางพระคำและทางประชาคม. ถ้าเรายอมให้พระยะโฮวาชี้นำก้าวเดินของเราในชีวิต ไม่มีสิ่งใดจะขัดขวางเราไว้ไม่ให้รักษาความซื่อสัตย์ต่อพระองค์.
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
จงระวังหัวใจที่ไว้ใจไม่ได้
3 ชาวยูดาห์ส่วนใหญ่ได้แสดงว่าหัวใจเขาบกพร่องในด้านการนมัสการ. พวกเขาได้ละทิ้งพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ไปหาพระของพวกคะนาอัน โดยไม่มีความรู้สึกผิดแต่อย่างใด. พระยะโฮวาทรงท้าผู้นมัสการเหล่านั้นว่า “พวกพระทั้งหลาย, ที่เจ้าได้กระทำนั้นอยู่ที่ไหน, ถ้ามันช่วยเจ้าให้รอดในเวลาทุกข์ยากได้, ให้มันลุกขึ้นช่วยเถิด, เพราะ . . . พวกพระของเจ้านั้นมากเหมือนบ้านเมืองของเจ้า.” (ยิระ. 2:28) ในกรณีของเรา เราไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นผู้นมัสการพระที่เป็นรูปเคารพแน่ ๆ. อย่างไรก็ตาม พจนานุกรมเล่มหนึ่งนิยามคำ “พระเจ้า” ว่า “บุคคลหรือสิ่งของที่สำคัญยิ่ง.” ผู้คนมากมายในโลกให้งานอาชีพ, สุขภาพ, ครอบครัว, และกระทั่งสัตว์เลี้ยงอยู่อันดับแรกในชีวิตของพวกเขา. คนอื่น ๆ ถือว่ากีฬา, บุคคลที่มีชื่อเสียง, เทคโนโลยี, การเดินทาง, หรือประเพณีของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง. หลายคนมุ่งแสวงหาสิ่งดังกล่าวโดยยอมสูญเสียสัมพันธภาพกับพระผู้สร้าง. คริสเตียนแท้จะได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับชาวยูดาห์ในสมัยยิระมะยาห์ไหม?
วันที่ 8-14 มิถุนายน
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 4-6
เรียนจากการไม่เชื่อฟังของชาวยูดาห์
คุณมี “ใจอยากรู้จัก” พระยะโฮวาไหม?
8 พระเจ้าทรงบอกชาวยิวว่าพวกเขาต้องทำอะไร และนั่นช่วยเราให้เข้าใจวลีที่ว่าพวกเขา “ไม่ได้ถือศีลตัดในใจ.” พระองค์ทรงบอกพวกเขาให้เอาความชั่วร้ายออกไปจากหัวใจ. ทำไม? พระองค์ทรงอธิบายว่า “เกลือกว่าความพิโรธของเราจะพลุ่งออก . . . เพราะความร้ายที่พวกเจ้ากระทำนั้น.” พวกเขาไม่เชื่อฟังพระยะโฮวาเพราะหัวใจของพวกเขาชั่ว. (อ่านมาระโก 7:20-23) พวกเขาขืนอำนาจและไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแก้ไข. หัวใจของพวกเขา ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นก็คือแรงกระตุ้นและความคิดของพวกเขา ชั่วในสายพระเนตรพระยะโฮวา. (อ่านยิระมะยา 5:23, 24; 7:24-26) พระเจ้าทรงบอกพวกเขาให้แก้ไขโดยตรัสว่า “จงถือศีลตัดถวายตัวเจ้าทั้งปวงแก่พระยะโฮวา, แลจงเอาหนังที่หน้าหัวใจของพวกเจ้าออกเสีย.”—ยิระ. 4:4; 18:11, 12
9 ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าชาวยิวในสมัยของยิระมะยาห์จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจโดยนัยของพวกเขา. ชาวอิสราเอลในสมัยของโมเซก็มีปัญหาอย่างเดียวกัน. (บัญ. 10:16; 30:6) ชาวยิวจะ “เอาหนังที่หน้าหัวใจ” ออกไปได้อย่างไร? พวกเขาต้องกำจัดความคิด ความปรารถนา หรือแรงกระตุ้นใด ๆ ก็ตามที่ทำให้พวกเขาเพิกเฉยละเลยพระบัญชาของพระยะโฮวา.—กิจ. 7:51
คุณถามทุกวันไหมว่า “พระยะโฮวาอยู่ที่ไหน?”
2 อย่างไรก็ดี ผู้คนในยูดาห์ซึ่งอยากได้ยินผู้นำศาสนาของเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทุกอย่างเป็นปกติดีนั้น ไม่ได้สนใจจริง ๆ ว่าพระยะโฮวาทรงคิดอย่างไรเกี่ยวกับความประพฤติของพวกเขา. (ยิระ. 5:31; 6:14) พวกเขาเป็นเหมือนคนไข้ที่อยากจะไปหาหมอที่พูดให้เขาสบายใจ ทว่ามองข้ามอาการของโรคที่ร้ายแรง. หากคุณป่วยหนัก คุณคงต้องการการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องเพื่อจะได้รับการรักษาทันเวลามิใช่หรือ? กล่าวในแง่ฝ่ายวิญญาณแล้ว ชาวยิวในสมัยยิระมะยาห์น่าจะอยากรู้ว่าสภาพฝ่ายวิญญาณของพวกเขาเป็นเช่นไรอย่างแท้จริง. พวกเขาควรถามว่า “พระยะโฮวาอยู่ที่ไหน?”—ยิระ. 2:6, 8
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
จุดเด่นจากพระธรรมยิระมะยา
4:10; 15:18—ในแง่ใดที่พระยะโฮวาได้ล่อลวงประชาชนของพระองค์ที่ขืนอำนาจ? ในสมัยยิระมะยามีผู้พยากรณ์ที่ “ทำนายมุสา.” (ยิระมะยา 5:31; 20:6; 23:16, 17, 25-28, 32) พระยะโฮวาไม่ได้ห้ามพวกเขาประกาศข่าวสารที่นำไปผิดทาง.
วันที่ 15-21 มิถุนายน
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 7-8
พวกเขาไม่เคารพนับถือวิหารของ พระยะโฮวา
การรับใช้ใน “ช่วงปลายยุค”
12 ตอนเริ่มต้นการปกครองของยะโฮยาคิม พระยะโฮวาทรงบัญชาให้ยิระมะยาห์ไปที่พระวิหารและประณามความชั่วของชาวยูดาห์อย่างโจ่งแจ้ง. พวกเขาถือว่าพระวิหารของพระยะโฮวาเป็นเสมือนของขลังซึ่งจะปกป้องพวกเขาไว้. ที่จริงแล้ว หากพวกเขาจะไม่เลิก “ขโมย, แลฆ่าคน, แลผิดประเวณีผัวเมียเขา, แลสบถสาบานเป็นความเท็จ, แลบูชาเครื่องหอมถวายแก่บาละ, แลดำเนินตามทางของพวกพระทั้งหลายอื่น” พระยะโฮวาก็จะละทิ้งพระวิหารของพระองค์. และพระองค์จะทำอย่างเดียวกันกับคนหน้าซื่อใจคดซึ่งนมัสการในวิหารนั้น ดังที่พระองค์ได้ละทิ้งพลับพลาที่เมืองซีโลในสมัยของมหาปุโรหิตเอลี. แผ่นดินยูดาห์จะ “ต้องร้างเสีย.” (ยิระ. 7:1-15, 34; 26:1-6) คิดดูสิว่ายิระมะยาห์ต้องกล้าหาญอย่างแท้จริงเพื่อจะประกาศข่าวสารนั้น! เป็นไปได้ว่า ท่านทำเช่นนั้นในที่สาธารณะต่อหน้าคนที่มีชื่อเสียง ผู้ทรงอิทธิพล. พี่น้องชายหญิงบางคนในทุกวันนี้รู้สึกเช่นเดียวกันว่าต้องมีความกล้าหาญมิใช่น้อยเพื่อจะมีส่วนร่วมในการประกาศตามถนนหรือพูดกับคนรวยหรือคนสำคัญ. แต่เรามั่นใจได้ว่า พระเจ้าทรงสนับสนุนเราอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับที่ทรงสนับสนุนยิระมะยาห์.—ฮีบรู 10:39; 13:6
it “ยะโฮวา” ว. 78-คมปอ
ยะโฮวา
ตลอดประวัติศาสตร์ของชาติอิสราเอล พระยะโฮวาทำให้พวกเขาเห็นว่าชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์เป็นเรื่องสำคัญ พระยะโฮวาเลือกกรุงเยรูซาเล็มและภูเขาศิโยนไว้ “สำหรับชื่อของพระองค์ และเลือกไว้เป็นที่อาศัยของพระองค์” (ฉธบ 12:5, 11; 14:24, 25; อสย 18:7; ยรม 3:17) วิหารที่สร้างขึ้นในเมืองนั้นเป็น ‘วิหารเพื่อยกย่องชื่อของพระยะโฮวา’ (1พศ 29:13-16; 1พก 8:15-21, 41-43) สิ่งที่ผู้คนทำทั้งในเมืองและในวิหารไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็มีผลต่อชื่อของพระยะโฮวา และพระองค์สนใจสิ่งที่พวกเขาทำด้วย (1พก 8:29; 9:3; 2พก 21:4-7) ถ้าผู้คนทำให้ชื่อของพระยะโฮวาถูกดูหมิ่น วิหารและกรุงเยรูซาเล็มก็จะถูกทำลาย (1พก 9:6-8; ยรม 25:29; 7:8-15; เทียบกับสิ่งที่พระเยซูพูดและทำที่ มธ 21:12, 13; 23:38) นี่เลยเป็นเหตุผลที่เยเรมีย์และดาเนียลอ้อนวอนขอให้พระยะโฮวาช่วยและเมตตาผู้คนและเมืองนั้น “เพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงของพระองค์เอง”—ยรม 14:9; ดนล 9:15-19
it “ชิโลห์” 2 ว. 4-คมปอ
ชิโลห์
ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่พูดถึงในหนังสือผู้วินิจฉัยเป็นช่วงที่เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเมืองชิโลห์ (วนฉ 18:31; 1ซม 1:3, 9, 24; 2:14; 3:21; 1พก 2:27) ไม่นานก่อนที่มหาปุโรหิตเอลีจะตาย ชาวอิสราเอลสู้รบกับพวกฟีลิสเตีย และเอาหีบสัญญาจากเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ไปที่ค่ายทหารด้วยเพราะพวกเขาเชื่อว่าถ้ามีหีบอยู่ด้วยจะทำให้ชนะได้ แต่พระยะโฮวาก็ยอมให้พวกฟีลิสเตียยึดหีบสัญญาไป และหีบนั้นก็ไม่ถูกเอากลับมาที่ชิโลห์อีกเลย นี่แสดงว่าพระยะโฮวาทิ้งชิโลห์แล้ว เนื่องจากหีบสัญญาเป็นสิ่งที่แสดงว่าพระยะโฮวาอยู่กับพวกเขา (1ซม 4:2-11) ผู้เขียนหนังสือสดุดีก็พูดถึงเมืองชิโลห์ที่ถูกทิ้งด้วย (สด 78:60, 61; เทียบกับ 1ซม 4:21, 22) และในคำพยากรณ์ของเยเรมีย์ เมืองชิโลห์ถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงสิ่งที่พระยะโฮวาจะทำกับวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม—ยรม 7:12, 14; 26:6, 9
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
‘ผู้เลี้ยงแกะที่เราพอใจ’
14 เรารู้สึกขอบคุณสักเพียงไรที่ได้รับการสอนจากคริสเตียนผู้บำรุงเลี้ยง! ในสมัยของท่าน ยิระมะยาห์เห็นความจำเป็นในการเยียวยารักษาประชาชนทางฝ่ายวิญญาณ. ท่านได้ถามว่า “ยาในเมืองฆีละอาดไม่มีแล้วหรือ, ไม่มีหมอยาที่นั่นแล้วหรือ?” (ยิระ. 8:22) มียาจริง ๆ ในเมืองฆีละอาดอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนในอิสราเอล. ยานี้เป็นน้ำมันหอมที่ทำจากพืช และขึ้นชื่อในการรักษาโรค มักจะใช้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและรักษาบาดแผล. อย่างไรก็ดี ไม่มีการเยียวยารักษาทางฝ่ายวิญญาณ. เพราะเหตุใด? ยิระมะยาห์ให้ข้อสังเกตว่า “พวกทำนายได้ทำนายมุสา, แลพวกปุโรหิตได้ครอบครองเพราะการประพฤติของพวกทำนายนั้น, แลไพร่พลของเราได้เห็นชอบด้วย.” (ยิระ. 5:31) ทุกวันนี้ล่ะเป็นอย่างไร? คุณเห็นด้วยไหมว่ามี “ยาในเมืองฆีละอาด” ในประชาคมของคุณเช่นกัน? เราอาจเปรียบยาที่บรรเทาอาการเจ็บปวดกับการปลอบโยนที่คริสเตียนผู้บำรุงเลี้ยงจัดเตรียมให้โดยการชี้นำพี่น้องด้วยความรักให้เห็นหลักการในพระคัมภีร์, หนุนกำลังใจ, รวมทั้งอธิษฐานเพื่อพวกเขาและกับพวกเขา.—ยโก. 5:14, 15
วันที่ 22-28 มิถุนายน
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 9-10
คุณจะอวดเรื่องอะไร?
อย่าคิดถึงตัวเองมากเกินไป
13 มีงานค้นคว้าหนึ่งบอกว่าคนที่ใช้เวลาเยอะไปกับการดูคอมเมนต์หรือดูรูปที่คนอื่นโพสต์ในโซเชียลมีเดียจะรู้สึกเหงาและซึมเศร้า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าคนที่เล่นโซเชียลมีเดียจะชอบโพสต์รูปที่เป็นช่วงเวลาดี ๆ รูปสวย ๆ ของตัวเองกับเพื่อน ๆ และสถานที่สวย ๆ ที่พวกเขาเคยไปกัน คนที่ดูรูปพวกนั้นอาจจะเปรียบเทียบกับชีวิตของตัวเองแล้วก็คิดว่า ‘ชีวิตฉันน่าเบื่อ ไม่เห็นมีอะไรเลย’ พี่น้องหญิงที่อายุ 19 คนหนึ่งยอมรับว่า “พอฉันเห็นคนอื่นสนุกกันในช่วงเสาร์อาทิตย์ แต่ฉันกลับต้องอยู่บ้านไม่ได้ไปไหนเลย ฉันก็เริ่มอิจฉาพวกเขา”
14 จริง ๆ โซเชียลมีเดียก็มีประโยชน์ เช่น เราใช้โซเชียลมีเดียเพื่อติดต่อกับคนในครอบครัวและเพื่อน ๆ ได้ แต่คุณสังเกตไหมว่าบางคนชอบโพสต์บางอย่างในโซเชียลเพื่อโปรโมทตัวเอง มันเหมือนกับเขากำลังพูดว่า “ดูฉันสิ” ส่วนบางคนคอมเมนต์ใต้รูปตัวเองและรูปที่คนอื่นโพสต์ด้วยคำพูดที่หยาบคายและลามก การทำอย่างนี้ไม่ได้เป็นการรู้จักถ่อมตัวและเห็นอกเห็นใจอย่างที่คริสเตียนควรทำ—อ่าน 1 เปโตร 3:8
15 ตอนที่คุณใช้โซเชียลมีเดียให้ถามตัวเองว่า ‘รูปภาพ วีดีโอ หรือคอมเมนต์ที่ฉันโพสต์ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าฉันกำลังอวดไหม? ฉันทำให้คนอื่นอิจฉาไหม?’ คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “เพราะทุกสิ่งในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของร่างกายที่มีบาป ความต้องการที่เกิดจากตา หรือการโอ้อวดสิ่งที่ตัวเองมี ไม่ได้มาจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อ แต่มาจากโลก” (1 ยน. 2:16; เชิงอรรถ) คัมภีร์ไบเบิลฉบับหนึ่งแปล “การโอ้อวดสิ่งที่ตัวเองมี” ว่า “ความต้องการที่จะเป็นคนสำคัญในสายตาของคนอื่น” แต่คริสเตียนไม่คิดว่าเขาจำเป็นต้องโปรโมทตัวเอง พวกเขาทำตามคำแนะนำของคัมภีร์ไบเบิลที่บอกว่า “อย่าถือว่าตัวเองสำคัญกว่าคนอื่น อย่ายั่วยุให้มีการแข่งขันกัน และอย่าอิจฉากัน” (กท. 5:26) ความถ่อมจะช่วยให้เราไม่คิดเหมือนคนในโลกที่ชอบโปรโมทตัวเอง
ชื่อของพระยะโฮวาสำคัญขนาดไหนสำหรับเรา?
14 เราภูมิใจในชื่อของพระยะโฮวา (อ่านสดุดี 105:3) พระยะโฮวามีความสุขมากที่ได้เห็นเราสรรเสริญชื่อของพระองค์ด้วยความภูมิใจ (ยรม. 9:23, 24; 1 คร. 1:31; 2 คร. 10:17) เรารู้สึกเป็นเกียรติที่มีพระยะโฮวาเป็นพระเจ้า เรามองว่าเป็นสิทธิพิเศษมากที่ได้ยกย่องสรรเสริญชื่อของพระองค์ เราต้องไม่อายที่จะบอกเพื่อนที่ทำงาน เพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนบ้าน และคนอื่น ๆ ว่าเราเป็นพยานพระยะโฮวา ซาตานไม่อยากให้เราพูดชื่อพระยะโฮวากับคนอื่น (ยรม. 11:21; วว. 12:17) ที่จริง ทั้งซาตานและคนที่พูดโกหกเกี่ยวกับพระยะโฮวาอยากให้ผู้คนลืมชื่อของพระองค์ (ยรม. 23:26, 27) แต่ถ้าเรารักชื่อของพระยะโฮวา เราจะ “ยินดีตลอดวันเพราะชื่อของพระองค์”—สด. 5:11; 89:16
ให้รีบช่วย “คนที่เต็มใจตอบรับความจริง”
12 ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มสอนคัมภีร์ไบเบิลให้นักศึกษา คุณควรมีเป้าหมายที่จะช่วยเขาให้มารู้จักพระยะโฮวากับพระเยซูและรักพระองค์ทั้งสอง คุณจะทำอย่างนั้นได้โดยให้นักศึกษาสนใจที่คัมภีร์ไบเบิลแทนที่จะสนใจที่ตัวคุณเองและความรู้ที่คุณมี (กจ. 10:25, 26) ตอนที่อัครสาวกเปาโลสอน เขามักจะเน้นไปที่พระเยซูซึ่งเป็นคนที่พระยะโฮวาส่งมาเพื่อให้เรารู้จักพระองค์และรักพระองค์ (1 คร. 2:1, 2) และเปาโลยังทำให้เห็นชัดเจนเลยว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องช่วยสาวกใหม่ให้พัฒนาคุณลักษณะที่ดีต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเหมือนกับทองคำ เงิน และหินที่มีค่า (1 คร. 3:11-15) คุณลักษณะที่ดียังรวมไปถึงความเชื่อ สติปัญญา ความเข้าใจลึกซึ้ง และความเกรงกลัวพระยะโฮวาด้วย (สด. 19:9, 10; สภษ. 3:13-15; 1 ปต. 1:7) เราสามารถเลียนแบบวิธีสอนของเปาโลได้โดยช่วยนักศึกษาของคุณให้พัฒนาความเชื่อให้เข้มแข็งและสนิทกับพระยะโฮวาพ่อในสวรรค์มากขึ้น—2 คร. 1:24
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
‘ผู้เลี้ยงแกะที่เราพอใจ’
11 สิ่งที่ผู้ปกครองร่วมกันแจกจ่ายให้ประชาคมต้องอาศัยคัมภีร์ไบเบิล จึงจะเป็นอาหารฝ่ายวิญญาณที่เป็นประโยชน์. ดังนั้น คุณคงเข้าใจได้ว่าเพื่อจะเป็นผู้สอนที่บังเกิดผล ผู้บำรุงเลี้ยงในประชาคมต้องเป็นนักศึกษาพระคำของพระเจ้าที่กระตือรือร้น. ขอเทียบเรื่องนี้กับสิ่งที่ยิระมะยาห์ได้ชี้แจงเกี่ยวกับสาเหตุที่ผู้นำชนร่วมชาติของท่านไม่บังเกิดผลคือ “เหล่าคนเลี้ยงแกะทำอะไรอย่างโง่เขลา พวกเขาไม่พึ่งพระยะโฮวาจึงได้ทำอะไรอย่างไม่รอบคอบ และฝูงแกะของพวกเขาที่อยู่ในทุ่งหญ้าจึงกระจัดกระจายไป.” (ยิระ. 10:21, ล.ม.) คนเหล่านั้นที่น่าจะเป็นผู้สอนไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการในพระคัมภีร์และไม่ได้แสวงหาพระเจ้า. ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถลงมือปฏิบัติด้วยสติปัญญาแท้. ยิระมะยาห์ประกาศคำกล่าวโทษผู้พยากรณ์จอมปลอม รุนแรงยิ่งกว่านั้นเสียอีก.—อ่านยิระมะยา 14:14, 15
12 ต่างจากผู้เลี้ยงแกะจอมปลอมเหล่านั้น คริสเตียนผู้ดูแลศึกษาตัวอย่างของพระเยซูและเลียนแบบพระองค์. ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถรับใช้ฐานะผู้บำรุงเลี้ยงฝูงแกะที่ฉลาดสุขุม. สำหรับเขาอาจเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดตารางเวลาการศึกษาเช่นนั้นเป็นประจำ เมื่อคำนึงถึงหลายสิ่งที่เขาต้องให้เวลาและความเอาใจใส่. หากคุณรับใช้ฐานะผู้ปกครอง คุณคงรู้สึกมั่นใจว่าการสั่งสอนของคุณจะเป็นประโยชน์และเป็นความจริง สะท้อนให้เห็นความรู้และความเข้าใจ ก็ต่อเมื่อคุณอาศัยพระคำของพระเจ้าและการชี้นำจากชนชั้นทาสสัตย์ซื่อและสุขุมเท่านั้น. หากคุณสำนึกว่า ไม่ได้ศึกษาส่วนตัวอย่างที่คุณเคยทำแต่ก่อน คุณจะทำประการใดเพื่อจะไม่เป็นเหมือนผู้เลี้ยงแกะจอมปลอมในสมัยของยิระมะยาห์?
วันที่ 29 มิถุนายน–5 กรกฎาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล เยเรมีย์ 11-12
เราจะ “วิ่งแข่งกับม้า” ได้ยังไง?
ถูกข่มเหงแต่มีความสุข
12 ในทุกวันนี้ บ่อยครั้งที่พวกเราฐานะพยานพระยะโฮวาถูกข่มเหงก็เนื่องจากความกระตือรือร้นของเราในการประกาศข่าวดีเรื่องราชอาณาจักร. ศัตรูของเรากล่าวหาว่าเราทำการ “รุกเร้าผู้คนให้เปลี่ยนศาสนา” แต่เรารู้ว่าผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระยะโฮวาในสมัยก่อนโน้นก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์คล้าย ๆ กัน. (ยิระมะยา 11:21; 20:8, 11) เราถือเป็นเกียรติที่ได้ทนทุกข์ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่เหล่าผู้พยากรณ์ที่ซื่อสัตย์ครั้งโบราณได้ทนทุกข์. สาวกยาโกโบเขียนดังนี้: “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย จงเอาแบบอย่างในการอดทนความทุกข์และเพียรพยายามแห่งผู้พยากรณ์ ผู้ได้กล่าวข้อความในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น. นี่แน่ะ เราทั้งหลายเคยถือว่าท่านเหล่านั้นที่อดทนก็เป็นสุข.”—ยาโกโบ 5:10, 11.
จงตื่นตัวเสมอเหมือนยิระมะยาห์
19 บัดนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเฉื่อยช้าลงในงานราชอาณาจักร หากแต่เป็นเวลาที่ควรพิจารณาความสำคัญของยิระมะยา 12:5. (อ่าน) เราทุกคนเผชิญการทดสอบที่ต้องอดทน. การทดสอบความเชื่อเหล่านี้อาจเทียบได้กับ “คนเดินเท้า” ที่เราต้องวิ่งแข่งด้วย. อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ “ความทุกข์ลำบากใหญ่” ใกล้เข้ามา เราคาดหมายได้ว่าความทุกข์ยากจะเพิ่มขึ้น. (มัด. 24:21) การปล้ำสู้กับปัญหาที่ท้าทายกว่าซึ่งจะมีมาในวันข้างหน้าอาจเปรียบได้กับการวิ่งแข่งกับ “ม้า.” เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความอดทนอย่างมากเมื่อคนเราต้องวิ่งให้ทันม้าที่กำลังควบวิ่ง. ดังนั้น การที่เราอดทนการทดสอบที่มีอยู่ในเวลานี้จึงเป็นประโยชน์ เพราะนั่นอาจช่วยเตรียมเราไว้ให้อดทนการทดสอบที่จะมีมาในวันข้างหน้า.
คุณพร้อมแล้วไหมที่จะเจอความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่?
15 พี่น้องในประชาคมมีภูมิหลัง บุคลิก และนิสัยไม่เหมือนกัน เราจะรักพี่น้องทุกคนมากขึ้นถ้าเราพยายามมองที่ข้อดีของพวกเขา วาเนสซ่าที่รับใช้ในนิวซีแลนด์เคยรู้สึกว่าเข้ากับบางคนในประชาคมไม่ได้เพราะพวกเขามีบุคลิกบางอย่างที่เธอไม่ชอบ แต่แทนที่เธอจะพยายามอยู่ห่าง ๆ วาเนสซ่าพยายามใช้เวลากับพวกเขามากขึ้น แล้วพอเธอทำอย่างนี้ เธอก็เห็นว่าอะไรทำให้พระยะโฮวารักพี่น้องเหล่านี้ วาเนสซ่าบอกว่า “พอสามีของฉันเป็นผู้ดูแลหมวด เราก็ยิ่งเจอพี่น้องมากขึ้นและแต่ละคนก็มีบุคลิกไม่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกง่ายขึ้นที่จะเข้ากับพวกเขา และฉันก็รู้สึกเริ่มชอบความแตกต่างหลากหลายแล้วล่ะ ฉันคิดว่าพระยะโฮวาต้องชอบแบบเดียวกันด้วยแน่ ๆ พระองค์ถึงพาพวกเราที่แตกต่างกันมากอย่างนี้ให้มาหาพระองค์” ถ้าเราฝึกที่จะมองคนอื่นเหมือนที่พระยะโฮวามอง เราก็กำลังแสดงว่าเรารักพวกเขาจริง ๆ—2 คร. 8:24
16 ความรักสำคัญมากในช่วงความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่ ให้เราสังเกตว่าพระยะโฮวาจะปกป้องเรายังไงตอนที่เวลานั้นเริ่มต้นโดยดูว่าพระองค์สั่งให้คนของพระองค์ทำอะไรตอนที่บาบิโลนโบราณถูกโจมตี พระยะโฮวาบอกว่า “ไปเถอะ ประชาชนของเรา เข้าไปอยู่ในห้องข้างใน และปิดประตูดี ๆ ซ่อนตัวอยู่ที่นั่นสักพักหนึ่ง จนกว่าความโกรธของเราจะผ่านพ้นไป” (อสย. 26:20) ดูเหมือนว่าพวกเราก็ต้องทำตามคำสั่งนี้ด้วยเหมือนกันในช่วงความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่ “ห้องข้างใน” อาจหมายถึงประชาคมของเรา นี่หมายความว่าพระยะโฮวาสัญญาว่าจะปกป้องเราในช่วงนั้นถ้าเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพี่น้อง ดังนั้น เราต้องไม่ใช่แค่พยายามทนกับพี่น้องให้ได้ แต่เราต้องรักพวกเขาตั้งแต่ตอนนี้ เราจะรอดหรือไม่รอดก็ขึ้นอยู่กับการทำแบบนี้
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
คุณถามทุกวันไหมว่า “พระยะโฮวาอยู่ที่ไหน?”
11 ยิระมะยาห์มีคำถามที่กวนใจเมื่อสังเกตเห็นคนชั่วประสบความสำเร็จ. (อ่านยิระมะยา 12:1, 3) แม้ไม่ได้สงสัยเลยในเรื่องความชอบธรรมของพระยะโฮวา ผู้พยากรณ์ก็ได้แสวงหาคำตอบสำหรับเรื่องที่ท่าน “อ้อนวอน [“ร้องทุกข์,” ล.ม.] ” การที่ท่านถามอย่างตรงไปตรงมาทำให้เห็นชัดว่าท่านมีความผูกพันแน่นแฟ้นกับพระเจ้า เช่นเดียวกับที่บุตรมีต่อบิดาที่รักของเขา. เพียงแต่ว่ายิระมะยาห์ไม่เข้าใจเหตุผลที่ชาวยิวหลายคนเจริญรุ่งเรืองทั้ง ๆ ที่เป็นคนชั่ว. ยิระมะยาห์ได้คำตอบที่จุใจไหม? พระยะโฮวาทรงรับรองกับท่านว่าพระองค์จะถอนรากถอนโคนคนชั่ว. (ยิระ. 12:14) ขณะที่ยิระมะยาห์ได้เห็นว่าเรื่องที่ท่านอธิษฐานต่อพระเจ้านั้นลงเอยอย่างไร ท่านคงต้องมีความมั่นใจยิ่งขึ้นในความยุติธรรมของพระเจ้า. ผลก็คือ ยิระมะยาห์คงต้องหมายพึ่งพระเจ้าในคำอธิษฐานมากขึ้น และเผยความรู้สึกของท่านเองต่อพระบิดา.