แหล่งอ้างอิงสำหรับใช้ชีวิตแบบที่พระเจ้าพอใจอย่างกล้าหาญ—ตอน 1
© 2025 Watch Tower Bible and Tract Society of Pennsylvania
บท 2
เขาทำให้เห็นว่าโลกในสมัยนั้นควรถูกทำลาย
it “โนอาห์” 1 ว. 12-ชพกอ
โนอาห์
การกบฏของนิมโรด โนอาห์เป็นบรรพบุรุษคนแรกหลังจากน้ำท่วมโลก (ปฐก. 10:1-32) เขาได้เห็นการนมัสการเท็จกลับมาอีกครั้งตอนที่นิมโรดกับผู้คนที่ติดตามเขากบฏโดยพยายามสร้าง “หอให้ยอดสูงเทียมฟ้า” เพราะกลัวว่าผู้คนจะ “กระจัดกระจายไปทั่วโลก” ซึ่งนี่ขัดกับความต้องการของพระยะโฮวาที่ต้องการให้มนุษย์ “เพิ่มจำนวนให้เต็มโลก” และยังแสดงถึงการไม่ยอมรับโนอาห์ในฐานะผู้พยากรณ์ของพระเจ้าด้วย โนอาห์ตายก่อนที่อับราฮัมเกิด 2 ปี เขาเลยมีโอกาสได้เห็นพระยะโฮวาลงโทษพวกที่สร้างหอบาเบล และได้เห็นคนพวกนั้นกระจัดกระจายไปทั่วโลก แต่โนอาห์กับเชมไม่ได้มีส่วนในการสร้างหอนี้ พวกเขาก็เลยยังใช้ภาษาเดิมที่พระเจ้าให้อาดัมใช้—ปฐก. 9:1, 28, 29; 11:1-9
บท 4
คนแรกที่ทำสงครามของพระยะโฮวา
ห89 1/7 น. 6 ว. 3–น. 7 ว. 2
อับราฮาม—ผู้พยากรณ์และสหายของพระเจ้า
จะว่าอย่างไรเกี่ยวกับชัยชนะของอับราฮามเหนือคะดาระลาโอเม็ร กษัตริย์แห่งเมืองเอลาม? ในตอนต้นของศตวรรษที่ 19 ชาวเอลามไม่เป็นที่รู้จักเท่าไรนัก. นักวิจารณ์พระคัมภีร์ปฏิเสธความคิดที่ว่าเอลามเคยมีอิทธิพลเหนือบาบิโลเนีย นับประสาอะไรกับปาเลสไตน์. บัดนี้ มีการมองดูพวกเอลามต่างออกไป. โบราณคดีเผยให้เห็นว่าพวกเขาเป็นชาติที่ชอบทำศึกสงครามซึ่งมีอำนาจมาก. ฟังค์ แอนด์ แวกแนลส์ สแตนดาร์ด เรเฟอเร็นซ์ เอ็นไซโคพีเดีย แถลงว่า “พวกเอลามได้ทำลายเมืองอูระราว ๆ ปี 1950 ก่อนสากลศักราช . . . ภายหลังพวกเขาได้ใช้อำนาจมากพอสมควรเหนือผู้ครอบครองแห่งบาบิโลเนีย.”
นอกจากนี้ ชื่อของกษัตริย์แห่งเอลามปรากฏอยู่บนศิลาจารึกทางโบราณคดี. บางชื่อในพวกนั้นเริ่มด้วยถ้อยคำ “คูเดอร์” คล้ายกับ “คะดาระ.” เทพธิดาสำคัญองค์หนึ่งของพวกเอลามคือลากามาร์คล้ายกับ “ลาโอเม็ร.” ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้คะดาระโอเม็ร เป็นที่ยอมรับโดยแหล่งข่าวทางโลกบางแห่งในฐานะเป็นผู้ครอบครองในประวัติศาสตร์บางทีชื่อของเขาอาจจะหมายถึง “ผู้รับใช้ของลากามาร์.” ศิลาจารึกของบาบูโลนชุดหนึ่งมีชื่อคล้ายกับกษัตริย์ที่บุกรุกสามองค์—ทุดฮูลา (ธิดาล) เอริ-อาคู (อะระโยค) และคูเดอร์-ลามิล (คะดาระลาโอเม็ร). (เยเนซิศ 14:1) ในหนังสือสิ่งซ่อนเร้นแห่งวิวรณ์ของพระเจ้า ดร. เอ. คัสทานส์ กล่าวเสริมว่า “นอกเหนือจากชื่อเหล่านี้แล้วก็มีรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าพาดพิงถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในบาบิโลเนีย เมื่อพวกเอลามได้สถาปนาอธิปไตยเหนือประเทศนั้น . . . ดังนั้น แผ่นดินเหนียวเหล่านี้ยืนยันว่าพระคัมภีร์เป็นความจริงถึงขนาดนักวิจารณ์พระคัมภีร์ได้ทำทุกสิ่งที่เขาทำได้เพื่อจงใจปิดบังความสำคัญของแผ่นดินเหนียวเหล่านั้น.”
จะว่าอย่างไรเกี่ยวกับการบุกรุกโดยกษัตริย์สี่องค์? มีหลักฐานทางโบราณคดีใด ๆ ไหมในทรานสจอร์แดนและเนเก็บที่สนับสนุนเรื่องนี้? ถูกแล้ว. ในหนังสือโบราณคดีแห่งดินแดนอิสราเอล ศาตราจารย์โยฮานาน อฮาโรนิกล่าวพาดพิงถึงการสาบสูญไปของอารยธรรมก่อนพวกยิศราเอลที่ได้ตั้งถิ่นฐานแบบ “น่าประทับใจ” ในทรานสจอร์แดนและเนเก็บ “ราว ๆ ปี 2000 ก่อนสากลศักราช.” นักโบราณคดีผู้อื่นบอกว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณปี 1900 ก่อนสากลศักราช. ดร. ฮาโรลด์ สทิเกอร์ กล่าวไว้ในหนังสือคำอธิบายเกี่ยวกับเยเนซิศว่า “เครื่องปั้นดินเผาของทั้งเนเก็บและทรานสจอร์แดนในช่วงเวลานี้เป็นแบบเดียวกันและทั้งสองแบบเผยให้เห็นการสิ้นสุดลงที่ยังผลหายนะโดยฉับพลันของอารยะธรรมนั้น.” แม้แต่นักวิจารณ์พระคัมภีร์อย่างเช่น จอห์น แวน เซเทอร์สยอมรับหลักฐานในเรื่องนี้. เขากล่าวไว้ในหนังสืออับราฮามในประวัติศาสตร์และในคำเล่าลือว่า “ปัญหาหนึ่งที่ยังแก้ไม่ตกก็คือคนเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน หากไปอยู่ที่ใดที่หนึ่งในตอนจบของช่วงเวลานั้น.”
เยเนซิศบท 14 จัดให้มีทางแก้ที่เป็นไปได้สำหรับปัญหานั้น. ตามลำดับเวลาของพระคัมภีร์นั้น อับราฮามมาถึงคะนาอันเมื่อปี 1943 ก่อนสากลศักราช. การบุกรุกที่ล้างผลาญทำลายของคะดาระโอเม็รคงต้องได้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้น. ต่อมา ในศตวรรษเดียวกันนั้น พระเจ้าทรงนำการพิพากษาที่ร้อนแรงมากเหนือเมืองซะโดมและกะโมราที่ผิดศีลธรรม. ทั้งนี้ได้เปลี่ยนสถาพทางนิเวศวิทยาตลอดกาลของที่ราบลุ่มแม่น้ำยาระเดนทางใต้ที่ครั้งหนึ่งเคยอุดมสมบูรณ์. (เยเนซิศ 13:10-13; 19:24, 25) มันมิใช่เป้าควรแก่การช่วงชิงของผู้บุกรุกชาวต่างชาติอีกต่อไป.
it “ทะเลเกลือ” ว. 6-ชพกอ
ทะเลเกลือ
เมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ เป็นที่เชื่อกันว่าเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์อยู่ทางตอนใต้สุดของทะเลเกลือ กษัตริย์ของเมืองเหล่านี้เคยรบที่ “หุบเขาสิดดิม ซึ่งก็คือทะเลเกลือ” และการที่คัมภีร์ไบเบิลบอกแบบนี้ทำให้รู้ว่าตอนแรกมีหุบเขาสิดดิมอยู่และต่อมาหุบเขานี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเกลือ (ปฐก 14:3) เมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ที่โลทเคยอยู่ “มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์เหมือนสวนของพระยะโฮวา” (ปฐก 13:10-12) ในทุกวันนี้ที่ราบทางตะวันออกเฉียงเฉียงใต้ของทะเลเกลือยังมีพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ ทั้งข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ อินทผลัม กับองุ่น และยังมียางมะตอยกับเกลือมากมายด้วยโดยเฉพาะทางตอนใต้ ซึ่งนี่ตรงกับที่คัมภีร์ไบเบิลบอกไว้เกี่ยวกับเมืองโสโดมและโกโมราห์—ปฐก 14:10; 19:24-26
it “ซาเลม”-ชพกอ
ซาเลม
(ซาʹเลม) [สันติสุข]
เมืองในสมัยโบราณที่เมลคีเซเดคเป็นกษัตริย์และปุโรหิต (ปฐก 14:18) ซาเลมหมายถึง “สันติสุข” (ฮบ 7:2) และคำว่าเยรูซาเล็มก็มีคำว่าซาเลมอยู่ในนั้นด้วย แต่วิธีสะกดในภาษาฮีบรูต่างกันนิดหน่อยก็เลยอาจมีความหมายว่าสันติสุขสองเท่า
ธรรมเนียมของชาวยิวโบราณเชื่อว่าซาเลมหมายถึงกรุงเยรูซาเล็ม และหลักฐานจากคัมภีร์ไบเบิลก็สนับสนุนอย่างนั้น อับราฮัมได้ออกมาพบกษัตริย์ของโสโดมที่ “หุบเขากษัตริย์” แล้วหลายร้อยปีต่อมา อับซาโลมลูกชายของกษัตริย์ดาวิดก็ตั้งอนุสาวรีย์ไว้ที่ “หุบเขากษัตริย์” ด้วย แสดงว่าหุบเขานี้คงต้องอยู่ใกล้กรุงเยรูซาเล็มเมืองหลวงของอิสราเอล (ปฐก 14:17, 18; 2ซม 18:18) จริง ๆ แล้วคำว่า “ซาเลม” เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “เยรูซาเล็ม” และผู้เขียนหนังสือสดุดีใช้คำว่า “ซาเลม” ควบคู่ไปกับคำว่า “ศิโยน” (สด 76:2) นอกจากนั้น เป็นเรื่องเหมาะมากที่เมลคีเซเดคจะเป็นทั้งกษัตริย์และปุโรหิตในเมืองนี้ ซึ่งต่อมามีกษัตริย์ในราชวงศ์ของดาวิดปกครองและมีปุโรหิตในตระกูลเลวีทำงานอยู่ที่นี่ และพระเยซูที่เป็นกษัตริย์และปุโรหิต “ตามอย่างเมลคีเซเดค” ก็ถูกถวายเป็นเครื่องบูชาที่เมืองนี้ด้วย—ฮบ 3:1; 7:1-3, 15-17
it “มหาปุโรหิต” ว. 27-28-ชพกอ
มหาปุโรหิต
การเป็นมหาปุโรหิตของพระเยซู หนังสือฮีบรูทำให้เรารู้ว่า ตอนที่พระเยซูถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายและขึ้นไปสวรรค์ ท่านได้เป็น “มหาปุโรหิตตลอดกาลแบบเมลคีเซเดค” (ฮบ 6:20; 7:17, 21) ผู้เขียนหนังสือฮีบรูอธิบายถึงการเป็นปุโรหิตของพระเยซูว่ายิ่งใหญ่และเหนือกว่าปุโรหิตที่เป็นลูกหลานของอาโรน โดยพูดถึงเมลคีเซเดคว่าได้เป็นทั้งกษัตริย์และปุโรหิตเพราะพระเจ้าแต่งตั้งไม่ใช่เพราะโดยทางสายเลือด พระเยซูก็เหมือนกัน ท่านไม่ได้เกิดในตระกูลเลวี แต่เกิดในตระกูลยูดาห์และเป็นลูกหลานของดาวิด ท่านจึงไม่ได้เป็นปุโรหิตเพราะเป็นลูกหลานของอาโรน แต่ท่านได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากพระเจ้าเหมือนกับเมลคีเซเดค (ฮบ 5:10) คำสัญญาในสดุดี 110:4 ที่บอกว่า “พระยะโฮวาสาบานไว้ . . . ว่า ‘เจ้าจะเป็นปุโรหิตตลอดไป ตามอย่างเมลคีเซเดค’” เป็นเหตุผลที่พระเยซูสามารถเป็นกษัตริย์และปุโรหิตในสวรรค์ได้ นอกจากนั้น ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ท่านสามารถมีอำนาจปกครองเป็นกษัตริย์ได้ก็เพราะว่าท่านเป็นลูกหลานของดาวิด ท่านเลยได้รับตำแหน่งกษัตริย์เป็นมรดกตามสัญญาที่พระเจ้าทำกับดาวิด (2ซม 7:11-16) นี่ทำให้พระเยซูได้กลายเป็นทั้งกษัตริย์และปุโรหิตเหมือนกับเมลคีเซเดค
อีกแง่มุมหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่าการเป็นมหาปุโรหิตของพระเยซูพิเศษมากก็คือตอนที่อับราฮัมเอาส่วน 1 ใน 10 ให้เมลคีเซเดค เนื่องจากอับราฮัมเป็นบรรพบุรุษของเลวีก็เท่ากับว่าเลวีซึ่งเป็นต้นตระกูลของพวกปุโรหิตชาวยิวได้เอาส่วนนั้นให้เมลคีเซเดคด้วย นอกจากนั้น เมลคีเซเดคอวยพรอับราฮัม เราเลยบอกได้ว่าเลวีก็ได้รับพรจากเมลคีเซเดคเช่นกัน นี่แสดงว่าเมลคีเซเดคต้องยิ่งใหญ่กว่า เพราะปกติแล้วผู้ใหญ่เป็นฝ่ายให้พรผู้น้อย (ฮบ 7:4-10) เปาโลยังพูดถึงเมลคีเซเดคด้วยว่า “ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับพ่อแม่และลำดับวงศ์ตระกูลของเขา รวมทั้งวันเกิดและวันตาย” ซึ่งเป็นภาพเปรียบเทียบถึงการเป็นปุโรหิตตลอดไปของพระเยซูที่ถูกปลุกให้มี “ชีวิตที่ไม่มีวันทำลายได้”—ฮบ 7:3, 15-17
บท 5
เขาเต็มใจทำสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต
it “อับราฮัม” ว. 22-23-ชพกอ
อับราฮัม
ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ พระเยซูและสาวกของท่านพูดถึงอับราฮัมมากกว่า 70 ครั้งทั้งตอนที่พูดคุยกันและในหนังสือที่พวกเขาเขียน ในตัวอย่างเปรียบเทียบของพระเยซูเรื่องเศรษฐีและขอทานที่ชื่อลาซารัส ท่านพูดถึงอับราฮัมด้วย (ลก 16:19-31) และตอนที่พวกศัตรูของพระเยซูอวดว่าตัวเองเป็นลูกหลานของอับราฮัม ท่านก็เปิดโปงความหน้าไหว้หลังหลอกของพวกเขาทันทีโดยบอกว่า “ถ้าพวกคุณเป็นลูกหลานอับราฮัมจริง พวกคุณคงจะทำตามที่อับราฮัมทำ” (ยน 8:31-58; มธ 3:9, 10) เปาโลก็บอกเหมือนกันว่าการเป็นสายเลือดของอับราฮัมไม่ได้ทำให้เป็นที่ยอมรับของพระเจ้า แต่การแสดงความเชื่อเหมือนอับราฮัมต่างหากที่ทำให้พระองค์ยอมรับ (รม 9:6-8; 4:1-12) เปาโลยังบอกอีกว่าลูกหลานที่แท้จริงของอับราฮัมคือพระคริสต์กับคนที่เป็นคนของพระคริสต์ซึ่งเป็น “ผู้รับมรดกตามที่สัญญาไว้” (กท 3:16, 29) เปาโลยังพูดถึงอับราฮัมด้วยว่าเป็นคนใจดีและมีน้ำใจต้อนรับคนแปลกหน้า และที่ฮีบรูบท 11 ซึ่งมีรายชื่อของหลายคนที่เป็นตัวอย่างในการเป็นพยานให้พระยะโฮวา เปาโลก็ไม่ได้ลืมอับราฮัมและใส่ชื่อของเขาไว้ด้วย นอกจากนั้น เปาโลยังพูดถึงภรรยาสองคนของอับราฮัมคือซาราห์และฮาการ์ว่าเป็นภาพเปรียบเทียบถึงสัญญา 2 เรื่องของพระยะโฮวา (กท 4:22-31; ฮบ 11:8) ยากอบผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิลอีกคนก็บอกเพิ่มเติมว่าอับราฮัมแสดงความเชื่อโดยการกระทำ และนั่นทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็น “เพื่อนของพระยะโฮวา”—ยก 2:21-23
นอกจากนั้น หลักฐานหลายอย่างทางโบราณคดีก็ทำให้มั่นใจว่าเรื่องราวเกี่ยวกับอับราฮัมในคัมภีร์ไบเบิลเป็นเรื่องจริงด้วย เช่น สภาพภูมิศาสตร์ของสถานที่ต่าง ๆ และธรรมเนียมของคนในสมัยนั้น อย่างที่เราได้อ่านเกี่ยวกับการซื้อที่ดินจากชาวฮิตไทต์ การเลือกเอลีเอเซอร์ให้เป็นผู้รับมรดก และสิ่งที่ทำกับฮาการ์
ต88 8/4 น. 25-ชพกอ
“เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า”
“เราจะทำให้ลูกหลานของเจ้าเพิ่มจำนวนขึ้นให้มีมากเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าและเหมือนเม็ดทรายที่ชายทะเลอย่างแน่นอน” (ปฐมกาล 22:17) นี่เป็นคำสัญญาที่พระเจ้าบอกกับอับราฮัม แต่นิตยสารไบเบิล รีวิว บอกว่าข้อความนี้มีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ถึงการที่คัมภีร์ไบเบิลเปรียบจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้าว่ามีมากมายเหมือนเม็ดทรายเป็นล้าน ๆ เม็ดที่ชายทะเลจะถูกต้องตามวิทยาศาสตร์ แต่ตอนที่มีการเขียนข้อคัมภีร์นี้ ผู้คนยังไม่รู้ว่ามีดวงดาวมากมายขนาดนั้น ไบเบิล รีวิว อธิบายว่า “ถ้าเรามองท้องฟ้าด้วยตาเปล่า เราจะไม่สามารถมองเห็นดวงดาวได้มากมายเท่าไหร่ นักดาราศาสตร์บอกว่า ถ้าไม่ใช้กล้องโทรทรรศน์ แม้แต่ในคืนที่ฟ้าใส เราก็จะเห็นดาวได้ประมาณ 2,000 ถึง 4,000 ดวงเท่านั้น” สารานุกรม เดอะ เวิลด์ บุ๊ก บอกว่า “มีดาวประมาณ 6,000 ดวงที่ส่องสว่างมากพอจะเห็นได้โดยไม่ใช้กล้องโทรทรรศน์”
ถ้าอย่างนั้น ทำไมคัมภีร์ไบเบิลพูดถึงจำนวนของดวงดาวไว้ได้อย่างถูกต้อง? เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่าคัมภีร์ไบเบิลเป็นหนังสือที่ “พระเจ้าดลใจให้เขียนขึ้นมา” (2 ทิโมธี 3:16) แต่ไบเบิล รีวิว พยายามพิสูจน์ว่าเหตุผลนี้ไม่ถูกต้องโดยอ้างว่าอับราฮัมอาจจะเป็นนักดาราศาสตร์ หลังจากพูดถึงทฤษฎีนี้แล้ว พวกเขาก็ตั้งคำถามว่า “เป็นไปได้ไหมที่คนในสมัยโบราณจะมีกล้องโทรทรรศน์ที่ช่วยให้เห็นดวงดาวที่ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าได้?” เพื่อจะสนับสนุนทฤษฎีนี้ บทความนั้นบอกว่าคนในสมัยนั้นอาจใช้คริสตัลที่พบในเมืองนีนะเวห์และในโบราณสถานอื่น ๆ เป็นเลนส์ก็ได้
แต่ไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ว่าคนในสมัยโบราณใช้กล้องโทรทรรศน์เพื่อดูดาว และถ้าสมมุติว่ามีกล้องโทรทรรศน์ในสมัยโบราณจริง ๆ ก็ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่แสดงว่าอับราฮัมหรือผู้เขียนหนังสือปฐมกาลเคยใช้มัน ที่จริง คำสัญญานี้ที่พระเจ้าให้กับอับราฮัมเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ตัวอย่างที่แสดงว่าคัมภีร์ไบเบิลถูกต้องตามวิทยาศาสตร์ ตอนที่ผู้พยากรณ์เยเรมีย์ได้รับการดลใจให้เขียนว่า ลูกหลานของดาวิดจะมีจำนวนมาก “เหมือนดาวบนฟ้าที่นับไม่ได้และเหมือนทรายในทะเลที่ตวงไม่ได้” เรารู้ว่าเขาก็ไม่ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์เหมือนกัน—เยเรมีย์ 33:22
บท 6
เธอออกเดินทางไปในที่ที่ไม่รู้จัก
it “เรเบคาห์” ว. 4-ชพกอ
เรเบคาห์
ตอนที่คนรับใช้ของอับราฮัมเห็นว่าคำอธิษฐานของเขาได้รับคำตอบ เขาก็เอาห่วงจมูกทองคำกับกำไลข้อมือทองคำ 2 วงให้เรเบคาห์ (น่าจะมีมูลค่าประมาณ 49,000 บาท) แล้วเธอก็เอาเครื่องประดับไปให้แม่กับลาบันพี่ชายของเธอดู และพวกเขาก็เปิดบ้านต้อนรับคนรับใช้ของอับราฮัมกับคนที่มากับเขา (ปฐก 24:22-32) แต่ก่อนจะกินข้าว คนรับใช้ของอับราฮัมขอพูดก่อนว่าเขามาทำอะไร พอลาบันกับเบธูเอลบอกว่ายอมยกเรเบคาห์ให้เป็นภรรยาของอิสอัค คนรับใช้ของอับราฮัมก็เอาเครื่องประดับที่ทำจากเงินและทองพร้อมกับเสื้อผ้าและของมีค่าต่าง ๆ มาให้เรเบคาห์กับครอบครัว แล้วพวกเขาก็กินข้าวด้วยกัน (ปฐก 24:33-54) ตามธรรมเนียมในสมัยนั้น การเอาของขวัญให้แบบนี้แสดงให้เห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายทำสัญญาเรื่องการแต่งงาน ไม่ใช่สัญญาระหว่างอิสอัคและเรเบคาห์ แต่เป็นสัญญาระหว่างพ่อแม่ของทั้ง 2 ฝ่าย ด้วยเหตุผลนี้ อิสอัคกับเรเบคาห์จึงกลายมาเป็นคู่หมั้นกันตั้งแต่ตอนนั้น และในที่สุดก็เป็นสามีภรรยากัน
บท 9
“เพราะความเชื่อ พวกเขาปกป้องโมเสส”
ต04-E 8/4 น. 4 ว. 4–น. 5 ว. 1-ชพกอ
โมเสสเคยมีชีวิตอยู่จริงไหม?
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนไม่เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องจริง วารสารคริสเตียนนิตี ทูเดย์ บอกว่า “ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกชัดเจนว่าชาวอิสราเอลเคยอยู่ในอียิปต์” แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็มีหลักฐานจากแหล่งอื่นที่ทำให้รู้ว่าสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลบอกเป็นเรื่องจริง เจมส์ เค. โฮฟฟ์ไมเยอร์ นักอียิปต์วิทยาบอกในหนังสือของเขาที่ชื่อ ชาวอิสราเอลในอียิปต์ ว่า “ข้อมูลทางโบราณคดีทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนจนทำให้เกิดความแห้งแล้งผู้คนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกมักจะอพยพไปอยู่อียิปต์ . . . ดังนั้น ในช่วงประมาณปี 1800 ถึง 1540 ก่อน ค.ศ. หลายคนที่มีภูมิหลังและภาษาเหมือนกับชาวอิสราเอลก็เลยอยากย้ายไปอยู่ที่อียิปต์”
นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญก็ยอมรับว่าสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลบอกเกี่ยวกับทาสในอียิปต์เชื่อถือได้ หนังสือเล่มหนึ่งที่อธิบายเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ของโมเสสรายงานว่า “สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลบอกเกี่ยวกับชาวอิสราเอลที่เป็นทาสในอียิปต์ตรงตามภาพวาดหลายภาพบนผนังในสุสานของอียิปต์โบราณซึ่งเป็นภาพกลุ่มทาสที่กำลังทำอิฐ”
ต04-E 8/4 น. 6 ว. 1-2-ชพกอ
โมเสสเคยมีชีวิตอยู่จริงไหม?
คัมภีร์ไบเบิลอธิบายเกี่ยวกับตะกร้าใบเล็ก ๆ ที่โยเคเบดใช้ และคำอธิบายนั้นก็ตรงตามหลักฐานทางโบราณคดี คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าตะกร้าทำจากพาไพรัสซึ่งก็ตรงกับที่หนังสืออธิบายคัมภีร์ไบเบิลเล่มหนึ่งบอกว่า “ชาวอียิปต์มักจะใช้พาไพรัสเพื่อสร้างเรือที่มีขนาดเล็กและเบา”
แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้นำประเทศจะสั่งฆ่าเด็กทารกได้ลงคอ ผู้เชี่ยวชาญที่ชื่อจอร์จ รอว์ลินสันบอกว่า “การฆ่าเด็กทารกจำนวนมากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดประวัติศาสตร์” ที่จริง ในทุกวันนี้ก็ยังคงมีการสังหารหมู่เกิดขึ้น ถึงสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลบอกจะฟังดูน่ากลัวแต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
it “ผู้หญิงทำคลอด”-ชพกอ
ผู้หญิงทำคลอด
คำภาษาฮีบรูที่แปลว่า “ผู้หญิงทำคลอด” เป็นคำกริยาที่เป็นเพศหญิงของคำว่า ยา ลาดห์ʹ (ให้กำเนิด คลอด) ซึ่งหมายถึงผู้หญิงที่ช่วยทำคลอดหรือช่วยให้เด็กทารกเกิดมาได้ ผู้หญิงทำคลอดจะช่วยคนที่เป็นแม่ระหว่างการคลอด ช่วยตัดสายสะดือ และช่วยล้างตัวเด็กทารก ผู้หญิงทำคลอดในสมัยโบราณจะเอาเกลือทาที่ตัวเด็กและเอาผ้าห่อตัวเด็กทารกไว้ด้วย—อสค 16:4
บางครั้ง เพื่อน ๆ และญาติหรือผู้หญิงสูงอายุในชุมชนจะช่วยทำคลอด แต่ก็มีผู้หญิงบางคนที่ทำงานนี้เป็นอาชีพ เพราะบางครั้งต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง ทักษะ และประสบการณ์เพื่อทำคลอด โดยเฉพาะเวลาที่เจอคนที่คลอดยาก ตอนที่เบนยามินเกิด คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “ลูกของ [ราเชล] คลอดออกมายากมาก” ผู้หญิงทำคลอดรับรองกับราเชลว่าลูกของเธอจะเกิดมาแน่ ๆ ถึงแม้ในที่สุดราเชลจะตายก็ตาม (ปฐก 35:16-19) ตอนที่ต้องเจอกับความยุ่งยากในการทำคลอดลูกแฝดของทามาร์คือเปเรศกับเศราห์ ผู้หญิงทำคลอดทำสัญลักษณ์ให้เด็กที่คลอดออกมาก่อนทันที เธอรีบเอาด้ายแดงผูกไว้ที่แขนของเศราห์ แต่เขาหดมือกลับเข้าไป และอีกคนก็คลอดออกมา ทำให้เกิดแผลฉีกขาดตรงบริเวณฝีเย็บของแม่—ปฐก 38:27-30
ตอนที่ผู้หญิงทำคลอดของชาวอิสราเอลเป็นทาสในอียิปต์พวกเธอตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากและอันตรายมาก ฟาโรห์สั่งให้เรียกผู้หญิงทำคลอด 2 คนมาหาคือชิฟราห์กับปูอาห์ และสั่งให้พวกเธอฆ่าเด็กทารกผู้ชายชาวฮีบรูทันทีที่เกิดมา พวกเธอน่าจะเป็นหัวหน้าของผู้หญิงทำคลอดและต้องเอาคำสั่งของฟาโรห์ไปบอกผู้หญิงทำคลอดคนอื่น ๆ ถึงอย่างนั้น คัมภีร์ไบเบิลก็บอกว่า “แต่ผู้หญิงทำคลอดเกรงกลัวพระเจ้าเที่ยงแท้ จึงไม่ทำตามคำสั่งของกษัตริย์อียิปต์ พวกเธอปล่อยให้เด็กผู้ชายรอดชีวิต” นี่ทำให้ฟาโรห์เรียกพวกเธอกลับไปอีกครั้งและถามว่า “ทำไมถึงปล่อยให้เด็กผู้ชายรอดชีวิต?” พวกเธอหลอกฟาโรห์ว่าทำอะไรไม่ได้ เพราะพวกผู้หญิงชาวฮีบรู “แข็งแรงมาก” และคลอดลูกออกมา ‘ก่อนที่คนทำคลอดจะไปถึงซะอีก’ (อพย 1:15-19) เนื่องจากพวกเธอเกรงกลัวพระยะโฮวาและไม่ฆ่าเด็กทารก พระองค์เลยอวยพรและให้รางวัลโดยให้พวกเธอมีลูก—อพย 1:20, 21
บท 10
เขาเลือกทางที่ถูกต้อง
it “อียิปต์, ชาวอียิปต์” ว. 28-ชพกอ
อียิปต์, ชาวอียิปต์
ความเชื่อเรื่องความตาย ชาวอียิปต์ให้ความสนใจเป็นพิเศษเรื่องความตายและการทำให้คนที่ถูก “เปลี่ยน” หลังความตายมีชีวิตที่สะดวกสบายและมีความสุข คำสอนเรื่องการกลับชาติมาเกิดและการย้ายวิญญาณเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่ามีวิญญาณอมตะ แต่ก็คิดด้วยว่าต้องเก็บรักษาร่างกายมนุษย์ไว้เผื่อวันหนึ่งวิญญาณจะกลับมาเข้าร่างและมีโอกาสได้ใช้งาน นี่เลยเป็นเหตุผลที่ชาวอียิปต์อาบยาให้ศพ นอกจากนั้น พวกเขามองว่าโลงศพเป็นเหมือน “บ้าน” ของคนตาย และพีระมิดก็เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ของคนในราชวงศ์ เพื่อคนตายจะได้มีชีวิตที่หรูหราและสะดวกสบาย มีการบรรจุของมีค่าไว้ในหลุมศพ เช่น อัญมณี เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และอาหาร แล้วก็มีเครื่องรางและหนังสือเวทมนตร์ (เช่น “คัมภีร์ของผู้มรณะ”) เพื่อใช้ปกป้องคนตายจากวิญญาณชั่วร้าย แต่หนังสือเวทมนตร์พวกนี้ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันโจรที่ไปปล้นตามหลุมศพใหญ่ ๆ
it “มีเดียน” 2 ว. 1-2-ชพกอ
มีเดียน
2. ลูกหลานของมีเดียนซึ่งเป็นลูกชายของอับราฮัมถูกเรียกว่า “พวกมีเดียน” และ “ชาวมีเดียน” (กดว 31:2, 3) และดูเหมือนว่าในสมัยคัมภีร์ไบเบิล พวกเขาจะถูกเรียกว่าชาวอิชมาเอลด้วย (เทียบกับ ปฐก 37:25, 27, 28, 36; 39:1; วนฉ 8:22, 24) นี่อาจเป็นเพราะลูกหลานของอิชมาเอลและมีเดียนมีวิถีชีวิตคล้ายกัน และอาจมีการแต่งงานกันระหว่างคนทั้งสองกลุ่มด้วย นอกจากนั้น ดูเหมือนว่าชาวเคไนต์บางคนเป็นที่รู้จักว่าเป็นชาวมีเดียนด้วย แต่เนื่องจากมีชาวเคไนต์อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่มีเดียนจะเกิด จึงเป็นไปได้ที่โฮบับพี่เขยของโมเสสถูกเรียกว่าชาวมีเดียนเพราะเขาอยู่ในพื้นที่ของชาวมีเดียน—ปฐก 15:18, 19; กดว 10:29; วนฉ 1:16; 4:11
ดูเหมือนว่าภาษาที่ชาวมีเดียนใช้จะใกล้เคียงกับภาษาของชาวฮีบรูเพราะทั้งคู่เป็นลูกหลานของอับราฮัม นี่เลยอาจเป็นเหตุผลที่กิเดโอนสามารถเข้าใจภาษาชาวมีเดียนได้ง่าย ๆ (วนฉ 7:13-15; 8:18, 19) แต่ก็เป็นไปได้ด้วยที่กิเดโอนได้เรียนภาษาของชาวมีเดียน เพราะชาวอิสราเอลถูกพวกเขากดขี่นานถึง 7 ปี—วนฉ 6:1
บท 11
“ไปหาฟาโรห์”
ต04-E 8/4 น. 7 ว. 4–น. 9 ว. 1-ชพกอ
โมเสสเคยมีชีวิตอยู่จริงไหม?
โมเสสออกจากมีเดียนไปหาฟาโรห์เพื่อขอให้ปล่อยประชาชนของพระเจ้าเป็นอิสระ เมื่อฟาโรห์ดื้อด้านและไม่ยอมปล่อย พระเจ้าเลยทำให้อียิปต์ต้องเจอกับภัยพิบัติ 10 อย่าง ภัยพิบัติอย่างที่ 10 ทำให้ลูกชายคนโตทุกคนของชาวอียิปต์ตาย ในที่สุดฟาโรห์ก็ต้องยอมแพ้และปล่อยชาวอิสราเอลให้เป็นอิสระ—อพยพบท 5-13
หลายคนคุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้ดี แต่เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริง ๆ ไหม? บางคนบอกว่าเรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นมาเพราะไม่มีบันทึกชื่อของฟาโรห์ แต่โฮฟฟ์ไมเยอร์ที่พูดถึงก่อนหน้านี้บอกไว้ว่า ส่วนใหญ่แล้วผู้คัดลอกชาวอียิปต์ตั้งใจที่จะไม่เขียนชื่อศัตรูของฟาโรห์ และยังบอกอีกว่า “ถึงจะไม่มีบันทึกชื่อกษัตริย์ของคาเดชและเมกิดโด แต่ก็คงไม่มีนักประวัติศาสตร์คนไหนจะบอกว่า ทุตโมสที่ 3 ไม่ได้ทำสงครามกับเมกิดโด” โฮฟฟ์ไมเยอร์บอกว่าที่ไม่มีบันทึกชื่อฟาโรห์ก็เพราะ “เหตุผลสำคัญทางศาสนา” อย่างหนึ่งก็คือถ้าไม่มีชื่อฟาโรห์เรื่องราวก็จะเน้นไปที่พระเจ้าไม่ใช่ฟาโรห์
ถึงอย่างนั้น นักวิจารณ์ก็ไม่ยอมรับว่ามีชาวยิวจำนวนมากอพยพออกจากอียิปต์จริง ๆ นักวิชาการที่ชื่อโฮเมอร์ ดับเบิลยู. สมิธ บอกว่า “ถ้ามีการอพยพขนาดใหญ่แบบนั้นก็ต้องมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาวอียิปต์และซีเรีย . . . ดังนั้น เรื่องราวในหนังสืออพยพก็น่าจะเป็นเรื่องที่เขียนเกินจริงเกี่ยวกับชาวยิวแค่ไม่กี่คนที่อพยพออกจากอียิปต์ไปปาเลสไตน์”
ก็จริง ที่ไม่เคยมีการค้นพบบันทึกของชาวอียิปต์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แต่เป็นเรื่องปกติที่ชาวอียิปต์จะไม่บันทึกเหตุการณ์ที่น่าอับอายหรือขัดแย้งกับผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกเขา เมื่อทุตโมสที่ 3 ขึ้นปกครอง เขาพยายามทำให้ผู้คนลืมเกี่ยวกับเรื่องราวของฮัตเชปซุตซึ่งปกครองก่อนหน้าเขา นักอียิปต์วิทยาที่ชื่อจอห์น เรย์บอกว่า “ทุกสิ่งที่ฮัตเชปซุตเขียนหรือสร้างขึ้นมาถูกซ่อนไว้เพื่อทำให้ลืม และชื่อของเธอก็ถูกเอาออกจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ด้วย” ทุกวันนี้ก็ยังมีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปกปิดความจริงที่น่าอายด้วยเหมือนกัน
it “เทพและเทพี” ว. 24-26-ชพกอ
เทพและเทพี
ภัยพิบัติ 10 อย่าง พระยะโฮวาพิพากษาลงโทษเทพของชาวอียิปต์และทำให้เทพเหล่านั้นต้องอับอายโดยให้เกิดภัยพิบัติกับชาวอียิปต์ (อพย 12:12; กดว 33:4) ภัยพิบัติที่ 1 คือแม่น้ำไนล์และน้ำทั้งหมดในอียิปต์กลายเป็นเลือด ซึ่งนี่ทำให้ฮาพีเทพแห่งแม่น้ำไนล์ต้องอับอาย นอกจากนั้น ปลาที่ตายในแม่น้ำไนล์ก็ส่งผลต่อความเชื่อของชาวอียิปต์ด้วย เพราะพวกเขาเคารพบูชาปลาบางชนิดและถึงกับเอาปลาที่ตายมาทำมัมมี่ (อพย 7:19-21) ชาวอียิปต์มองว่ากบเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และเกี่ยวข้องกับการฟื้นขึ้นจากตาย แถมยังถูกมองเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ต่อเฮกต์เทพีแห่งกบด้วย ภัยพิบัติที่เกิดกับกบเลยทำให้เทพีองค์นี้ต้องอับอาย (อพย 8:5-14) ภัยพิบัติที่ 3 ทำให้พวกนักบวชที่มีเวทมนตร์คาถาทำอะไรไม่ได้เลย เพราะพวกเขาไม่สามารถใช้ศาสตร์ลี้ลับเพื่อเสกฝุ่นให้เป็นฝูงริ้น (อพย 8:16-19) ชาวอียิปต์เชื่อว่าโททเป็นผู้สร้างเวทมนตร์และศาสตร์ลี้ลับ แต่เทพองค์นี้ก็ช่วยพวกนักบวชไม่ได้
ความแตกต่างระหว่างชาวอียิปต์และคนที่นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้เห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ภัยพิบัติที่ 4 เป็นต้นไป ตอนที่ฝูงเหลือบบุกเข้าไปในบ้านของชาวอียิปต์ ชาวอิสราเอลที่อยู่ในแผ่นดินโกเชนไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัตินี้ (อพย 8:23, 24) ภัยพิบัติที่ 5 คือโรคระบาดในฝูงสัตว์ นี่ทำให้เทพของชาวอียิปต์ต้องอับอาย เช่น แฮเทอร์เทพแห่งวัว แอพิส และนัตเทพีแห่งท้องฟ้าซึ่งมีรูปร่างเหมือนวัวและมีดาวติดอยู่ที่ท้อง (อพย 9:1-6) ภัยพิบัติที่ 6 คือฝี และมันทำให้เหล่าเทพที่เชื่อว่ามีความสามารถในการรักษาต้องอับอาย เช่น โทท ไอซิซ และพทา (อพย 9:8-11) ภัยพิบัติที่ 7 คือพายุลูกเห็บ และนั่นทำให้เทพที่เชื่อกันว่ามีความสามารถในการควบคุมธรรมชาติต้องอับอาย เช่น เรชพู เทพที่ชาวอียิปต์เชื่อว่าสามารถควบคุมสายฟ้า และโทท เทพที่ชาวอียิปต์เชื่อว่าสามารถควบคุมฝนและฟ้าร้อง (อพย 9:22-26) ภัยพิบัติที่ 8 คือฝูงตั๊กแตนซึ่งทำให้เทพต่าง ๆ ที่เชื่อว่าสามารถอวยพรให้มีพืชผลอุดมสมบูรณ์ต้องพ่ายแพ้ เช่น มิน เทพที่ชาวอียิปต์มองว่าสามารถช่วยปกป้องเกษตรกรรม (อพย 10:12-15) ภัยพิบัติที่ 9 คือความมืด ทำให้เทพแห่งดวงอาทิตย์ เช่น ราและโฮรัส ต้องอับอายอย่างมาก และยังมีโททเทพแห่งดวงจันทร์ที่ชาวอียิปต์เชื่อว่าเป็นผู้ควบคุมการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว—อพย 10:21-23
การตายของลูกชายคนโตของชาวอียิปต์ทำให้เทพของชาวอียิปต์อับอายมากที่สุด (อพย 12:12) พวกผู้ปกครองของอียิปต์มักจะทำเหมือนกับว่าตัวเองเป็นเทพ และเป็นลูกของเทพราหรืออาโมนรา พวกเขาเชื่อกันว่าราหรืออาโมนรามีเพศสัมพันธ์กับราชินี แล้วก็มีลูกชาย ลูกคนนั้นเลยถูกมองว่าเป็นเทพที่ลงมาเกิดและถูกอุทิศที่วิหารให้ราหรืออาโมนรา การตายของลูกชายคนโตของฟาโรห์เลยหมายถึงการตายของเทพ (อพย 12:29) นี่เลยทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนักกับความเชื่อของชาวอียิปต์ และทำให้เห็นความอ่อนแอของพวกเทพเจ้าของพวกเขาที่ไม่สามารถช่วยลูกชายคนโตเอาไว้ได้
it “อพยพ” ว. 46-51-ชพกอ
อพยพ
ความกว้างและความลึกของพื้นที่ที่ชาวอิสราเอลเดินข้าม เนื่องจากชาวอิสราเอลเดินข้ามทะเลแดงภายในคืนเดียว จึงเป็นไปได้ยากที่จะคิดว่าทางข้ามทะเลเป็นทางแคบ แต่ทางนั้นน่าจะกว้างประมาณ 1 กิโลเมตรหรือมากกว่า และการให้กลุ่มคนจำนวนมากขนาดนั้นเดินข้ามทะเลพร้อมทั้งยังมีรถบรรทุกของ สัมภาระ และฝูงสัตว์ ต่อให้เดินติด ๆ กันก็คงจะกินพื้นที่ถึง 8 ตร.กม. หรือมากกว่านั้น นี่เลยทำให้เห็นว่าทางที่พวกเขาเดินข้ามทะเลแดงต้องเปิดออกกว้างมาก ถ้าทางเดินมีหน้ากว้างประมาณ 1.5 กม. ชาวอิสราเอลต้องเดินเรียงแถวยาวประมาณ 5 กม. หรือมากกว่านั้น และถ้าทางเดินมีหน้ากว้างประมาณ 2.5 กม. ชาวอิสราเอลต้องเดินเรียงแถวยาวประมาณ 3 กม. หรือมากกว่านั้น ถ้าจะเดินเรียงแถวยาวขนาดนั้นก็คงใช้เวลาหลายชั่วโมงจนกว่าจะเดินข้ามทะเลเสร็จ ชาวอิสราเอลไม่ได้วิ่งกันวุ่นวายด้วยความกลัว แต่เดินข้ามอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ
ถ้าไม่ได้เสาเมฆช่วยไว้ ชาวอียิปต์คงจัดการชาวอิสราเอลได้ง่าย ๆ และคงฆ่าชาวอิสราเอลไปได้จำนวนมาก (อพย 15:9) พอชาวอิสราเอลเดินลงไปในทะเลแดง เสาเมฆก็เคลื่อนไปอยู่ข้างหน้าพวกเขา ทำให้ชาวอียิปต์มองเห็นพวกเขาและไล่ตามไป การที่ชาวอียิปต์ไล่ตามไปก็แสดงว่าพื้นทะเลที่ชาวอิสราเอลเดินข้ามต้องเป็นทางที่กว้างและยาวมาก เพราะกองทัพของฟาโรห์มีจำนวนมหาศาล พวกเขาตามชาวอิสราเอลไปเพราะอยากจะจัดการและจับกลับมาเป็นทาสเหมือนเดิม พอถึงตอนเช้าซึ่งอาจจะเป็นช่วงตี 2 ถึง 6 โมง พระยะโฮวาก็มองออกมาจากเสาเมฆและเริ่มทำให้กองทัพของชาวอียิปต์สับสนวุ่นวาย พระองค์ทำให้ล้อรถศึกของกองทัพอียิปต์หลุดออกมา—อพย 14:24, 25
พอถึงตอนเช้า ชาวอิสราเอลก็ข้ามไปถึงทางฝั่งตะวันออกของทะเลแดงได้สำเร็จ แล้วพระเจ้าก็สั่งให้โมเสสยื่นมือออกไปเพื่อให้น้ำกลับมาท่วมชาวอียิปต์ พอถึงตอนนี้ “น้ำทะเลก็ไหลกลับมาเหมือนเดิม” แล้วชาวอียิปต์ก็พยายามหนีเอาตัวรอด นี่แสดงให้เห็นว่าทางเดินระหว่างน้ำทะเลที่แยกออกจากกันจะต้องกว้างมาก เพราะถ้าทางเดินแคบน้ำก็คงจะท่วมพวกเขาในทันที ชาวอียิปต์พยายามหนีไปทางฝั่งตะวันตกในขณะที่กำแพงน้ำกำลังถล่มลงมา แต่น้ำทะเลก็ไหลมาท่วมรถศึกและทหารม้าของกองทัพฟาโรห์ และไม่มีแม้แต่คนเดียวที่รอดไปได้
เรารู้ว่าในหนองน้ำหรือบึงเล็ก ๆ น้ำจะไหลมาท่วมแบบนั้นไม่ได้แน่ ๆ นอกจากนั้น ในบึงตื้น ๆ ศพจะไม่ลอยมาที่ชายฝั่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ชาวอิสราเอลเห็นศพพวกอียิปต์ตายเกลื่อนชายฝั่ง”—อพย 14:22-31
น้ำได้ “ก่อตัว” คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าน้ำได้ก่อตัวเป็นกำแพงให้ชาวอิสราเอลข้ามไปได้ (อพย 15:8) คำว่า “ก่อตัว” ใช้ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับอเมริกัน สแตนดาร์ด เวอร์ชัน ฉบับคิงเจมส์ ที่แปลโดย เจ. เอ็น. ดาร์บี, ไอ. ลีเซอร์, อาร์. น็อกซ์, และ เจ. รอเทอร์แฮม พจนานุกรมเว็บสเตอร์ส เทิร์ด นิว อินเตอร์แนชันแนล (1981) บอกว่าการก่อตัวหมายถึง “การเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นของแข็ง หรือเหมือนกับการแช่เย็น แช่แข็ง เพื่อทำให้ (ของเหลว) หนืด มีความหนืดเหมือนเยลลี่ หรือทำให้จับตัวเป็นก้อน” ที่โยบ 10:10 คำว่า “ก่อตัว” ในภาษาฮีบรู ใช้เพื่อหมายถึงการทำให้นมจับตัวเป็นก้อน ดังนั้น กำแพงน้ำอาจจะไม่ได้เป็นเหมือนน้ำแข็งก็ได้ แต่อาจเป็นเหมือนเจลาตินหรือจับตัวเป็นก้อนนิ่ม ๆ ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่กั้นน้ำทะเลแดงทั้งสองข้างไว้ แต่น้ำก่อตัวขึ้น หรือจับตัวเป็นก้อน และตั้งอยู่ได้เหมือนกำแพงทั้งสองข้างและไม่ถล่มลงมาท่วมชาวอิสราเอลตาย นี่คือสิ่งที่โมเสสมองเห็นตอนที่มีลมจากทิศตะวันออกพัดมาแล้วทำให้น้ำแยกออกจากกัน และพื้นทะเลก็ไม่ได้เป็นโคลนหรือน้ำแข็ง แต่กลายเป็นดินแห้งที่คนจำนวนมากเดินผ่านไปได้ง่าย ๆ
ทางเดินระหว่างน้ำทะเลที่แยกออกจากกันกว้างพอที่จะให้ชาวอิสราเอลซึ่งอาจมีมากถึง 3 ล้านคนเดินข้ามไปขึ้นฝั่งทางตะวันออกได้ภายในช่วงเช้า จากนั้น น้ำทะเลที่ก่อตัวขึ้นทั้งสองฝั่งก็เริ่มไหลกลับมาท่วมชาวอียิปต์ ขณะที่ชาวอิสราเอลยืนอยู่บนฝั่งทางตะวันออกมองดูการช่วยเหลือที่ไม่มีอะไรเทียบได้จากพระยะโฮวาที่ทำให้ทั้งชาติรอดพ้นจากมหาอำนาจโลก ชาวอิสราเอลได้เห็นกับตาเลยว่าคำพูดของโมเสสเกิดขึ้นจริง เขาเคยพูดไว้ว่า “กองทัพอียิปต์ที่พวกคุณเห็นในวันนี้ พวกคุณจะไม่ได้เห็นพวกเขาอีกเลย”—อพย 14:13
บท 14
เธอเลือกอยู่ฝ่ายพระยะโฮวา ไม่ได้เลือกเพื่อนร่วมชาติของตัวเอง
it “โสเภณี” ว. 16-ชพกอ
โสเภณี
ราหับ ราหับเป็นตัวอย่างของผู้หญิงโสเภณีที่แสดงความเชื่อในพระเจ้าและพระองค์ยอมรับเธอ (ยก 2:25) คนสอดแนมที่โยชูวาส่งไปที่เมืองเยรีโคไปพักที่บ้านของราหับ (ยชว 2:1) การสรุปว่าพวกเขาไปพักที่บ้านของราหับเพื่อทำผิดศีลธรรมเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุผล ศาสตราจารย์ซี. เอฟ. ไคล์กับเอฟ. เดลิตช์พูดถึงเจตนาของพวกเขาในคำอธิบายเกี่ยวกับพระคริสตธรรมเดิม (ภาษาอังกฤษ) ว่า “การที่พวกเขาเข้าไปในบ้านของผู้หญิงโสเภณีคงทำให้ไม่เป็นที่สังเกต นอกจากนั้น ตำแหน่งบ้านของราหับที่อยู่ติดหรืออยู่บนกำแพงเมืองจะทำให้พวกเขาหนีได้ง่ายขึ้น ยังไงก็ตาม พระเจ้าได้ชี้นำให้พวกเขาไปเจอราหับซึ่งเป็นคนที่เหมาะที่สุดที่จะช่วยพวกเขา และเพราะราหับประทับใจในการอัศจรรย์ต่าง ๆ ที่พระเจ้าทำเพื่อชาวอิสราเอล เธอเลยไม่ได้แค่บอกให้คนสอดแนมรู้ว่าชาวเมืองเยรีโคกำลังกลัวมาก แต่เธอถึงกับซ่อนคนสอดแนมไว้จากคนที่ไล่ตามมา แม้นั่นจะทำให้เธอต้องเสี่ยงชีวิตมากก็ตาม เธอแสดงว่ามีความเชื่อในพระเจ้าของอิสราเอล” เมื่อดูจากคำสั่งที่พระเจ้าบอกให้ชาวอิสราเอลขับไล่ชาวคานาอันออกไปจากแผ่นดินเพราะการทำผิดศีลธรรม และการที่พระองค์อวยพรให้ชาวอิสราเอลยึดเมืองเยรีโคได้และอวยพรราหับ คงไม่สมเหตุผลเลยที่จะสรุปว่าคนสอดแนมทำผิดศีลธรรมกับราหับหรือสรุปว่าราหับใช้ชีวิตเป็นโสเภณีต่อไป—ลนต 18:24-30
it “ต้นป่าน” ว. 2-4-ชพกอ
ต้นป่าน
พืชที่ปลูกกันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ทุกวันนี้ เส้นใยของมันมักจะถูกเอาไปใช้ทำผ้าลินิน ต้นป่าน (Linum usitatissimum) อาจมีความสูงตั้งแต่ 0.3-1.2 เมตร มันมีลำต้นเรียวยาว และมีใบรูปแถบสีเขียวอ่อนซึ่งอยู่เฉพาะด้านบนของลำต้นเท่านั้น แต่ละก้านหรือกอจะมีดอกสีน้ำเงินเข้มหรือสีฟ้าอ่อน (บางครั้งเป็นสีขาวแต่หาได้ยาก) และแต่ละดอกมี 5 กลีบ
ตอนที่ต้นป่าน “กำลังจะมีดอก” มันก็พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวแล้ว (อพย 9:31) การเก็บเกี่ยวต้นป่านจะใช้วิธีดึงหรือถางมันขึ้นมา จากนั้นก็เอาไปตากแห้ง นี่เลยน่าจะเป็นเหตุผลที่บนดาดฟ้าบ้านของราหับในเมืองเยรีโคมีกองป่านวางเรียงกันอยู่—ยชว 2:6
กรรมวิธีในการแปรรูปต้นป่านของชาวฮีบรูน่าจะตรงตามที่พลินีผู้อาวุโสอธิบายไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และตรงตามหลักฐานภาพที่เก็บรักษาไว้ที่เบนิฮาซันในอียิปต์ หลังจากเอาฝักเมล็ดออกไปหมดแล้ว ต้นป่านจะถูกแช่ในน้ำและเอาหินทับไว้เพื่อไม่ให้ลอยขึ้นมา พอแช่เสร็จ ส่วนที่เป็นไม้ก็จะเปื่อย ทำให้เส้นใยคลายตัว หลังจากที่เปลือกของลำต้นคลายตัว ก็จะเอาขึ้นมาจากน้ำ ตากไว้กลางแดด และพลิกไปมาจนกว่าจะแห้ง จากนั้น เอามาทุบด้วยค้อนหรือแผ่นหิน แล้วพอเส้นใยแยกออกจากกัน ก็จะต้องหวีเส้นใยเพื่อทำความสะอาด เส้นใยที่ไม่ค่อยละเอียดซึ่งติดอยู่กับเปลือกมักจะถูกเอาไปใช้ทำไส้ตะเกียง (ดูอสย 42:3; 43:17; มธ 12:20) ส่วนเส้นใยข้างในที่ขาวกว่าและละเอียดกว่าจะถูกนำไปฟาดซ้ำ ๆ กับหินแข็ง ๆ เพื่อทำเป็นเส้นด้าย
บท 16
“ดิฉันจะไปกับคุณแน่”
ห86-E 1/6 น. 31 ว. 6-8-ชพกอ
คำถามจากผู้อ่าน
◼ ในสมัยอิสราเอล มีผู้ชายกี่คนที่ถูกแต่งตั้งเป็นผู้วินิจฉัยแบบแซมสันและกิเดโอน?
พระยะโฮวาแต่งตั้งผู้ชาย 12 คนให้เป็นผู้วินิจฉัยในชาติอิสราเอล พวกเขารับใช้ในช่วงเวลาหลังจากที่โยชูวาตายจนถึงตอนที่ซามูเอลรับใช้เป็นผู้พยากรณ์
ตอนที่โมเสสและโยชูวายังมีชีวิตอยู่ พวกผู้นำบางคนถูกเลือกให้เป็นผู้พิพากษาเพื่อตัดสินคดีความให้ประชาชน (อพยพ 18:21, 22; โยชูวา 8:33; 23:2) แต่หลังจากโยชูวาตาย ชาวอิสราเอลก็เลิกนมัสการพระยะโฮวาและโดนคนต่างชาติรุกรานแผ่นดิน ผู้วินิจฉัย 2:16 บอกว่า “พระยะโฮวาจึงแต่งตั้งผู้วินิจฉัยขึ้นมาช่วยพวกเขาให้รอดจากเงื้อมมือของพวกศัตรูที่มาปล้น” ผู้ชายคนแรกที่พระยะโฮวาแต่งตั้งเป็นผู้วินิจฉัยหรือคนที่ ‘ช่วย’ ชาวอิสราเอลก็คือโอทนีเอล (ผู้วินิจฉัย 3:9) หลังจากนั้น พระองค์ก็แต่งตั้งเอฮูด ชัมการ์ บาราค กิเดโอน โทลา ยาอีร์ เยฟธาห์ อิบซาน เอโลน อับโดน และแซมสัน
นอกจาก 12 คนนี้แล้ว คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าเดโบราห์ เอลี และซามูเอลก็ทำหน้าที่ตัดสินคดีให้ประชาชนด้วยเหมือนกัน (ผู้วินิจฉัย 4:4; 1 ซามูเอล 4:16-18; 7:15, 16) แต่เดโบราห์ถูกเรียกว่าเป็นผู้พยากรณ์หญิงและช่วยเหลือผู้วินิจฉัยบาราคในการปลดปล่อยชาวอิสราเอลจากการกดขี่ข่มเหง คล้ายกัน เอลีก็เป็นมหาปุโรหิต เขาไม่ใช่นักรบหรือคนที่ ‘ช่วย’ ปลดปล่อยชาวอิสราเอลให้เป็นอิสระ (เนหะมีย์ 9:27) เราเลยบอกได้ว่า ถึงเดโบราห์กับเอลีจะมีบทบาทในการตัดสินคดีให้ชาวอิสราเอล แต่ไม่มีเหตุผลเลยที่จะนับรวมพวกเขาเข้ากับผู้วินิจฉัย 12 คนที่ถูก ‘แต่งตั้ง’ ให้ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น กิจการ 13:20 บอกว่า “พวกเขามีผู้วินิจฉัยจนถึงสมัยของผู้พยากรณ์ซามูเอล” นี่ทำให้เรารู้ว่าช่วงไหนเป็นช่วงเวลาของพวกผู้วินิจฉัย และทำให้รู้ด้วยว่าทำไมซามูเอลและลูกชายของเขาถึงไม่ถูกนับว่าเป็นผู้วินิจฉัย—1 ซามูเอล 8:1
บท 17
“ผู้หญิงที่น่ายกย่องที่สุด”
it “เฮเบอร์” 2-ชพกอ
เฮเบอร์
2. ชาวเคไนต์ที่เป็นสามีของยาเอล (ผู้หญิงที่ฆ่าสิเสราซึ่งเป็นแม่ทัพของยาบิน) และเป็นลูกหลานของโฮบับ “พ่อตาโมเสส” ดูเหมือนว่าเฮเบอร์ได้แยกออกมาจากชาวเคไนต์คนอื่น ๆ และไปเป็นพันธมิตรกับยาบินกษัตริย์ของเมืองฮาโซร์—วนฉ 4:11, 17, 21; 5:24
บท 18
กล้าหาญและรอบคอบ
it “ข้าวบาร์เลย์” ว. 7-ชพกอ
ข้าวบาร์เลย์
ข้าวบาร์เลย์เป็นอาหารของคนทั่วไปและคนจนหรือคนต่ำต้อย นักวิจารณ์บางคนบอกว่า เราเห็นเรื่องนี้ได้จากตอนที่ชาวมีเดียนฝันเห็น “ขนมปังข้าวบาร์เลย์ก้อนหนึ่ง” ซึ่งขนมปังก้อนนั้นหมายถึงกองทัพของกิเดโอนที่ดูเหมือนต่ำต้อย—วนฉ 7:13, 14
it “เขาสัตว์” ว. 3-ชพกอ
เขาสัตว์
โช ฟาร์ʹ โดยทั่วไปจะใช้สำหรับส่งสัญญาณ ใช้เพื่อรวบรวมกองทัพของชาวอิสราเอล บางครั้งก็ใช้ส่งสัญญาณเตือนเมืองที่จะถูกโจมตี และใช้สั่งการตอนทำสงคราม (วนฉ 3:27; 6:34; 2ซม 2:28; ยอล 2:1; ศฟย 1:16) เมื่อศัตรูมาโจมตี ก็ใช้โช ฟาร์ʹ เพื่อส่งสัญญาณเตือน (นหม 4:18-20) ถึงแตรเขาสัตว์เป็นแค่เครื่องมือส่งสัญญาณในการสู้รบ แต่ถ้าใช้ถึง 300 ตัวก็แสดงว่ากองทัพนั้นมีขนาดใหญ่ ดังนั้น ตอนที่ทหารชาวมีเดียนได้ยินเสียงแตรของทหาร 300 คนของกิเดโอน “กองทัพก็แตกตื่นวิ่งหนี” ไปด้วยความกลัว—วนฉ 7:15-22
บท 19
พวกเขาทำตามคำปฏิญาณถึงมันจะยากก็ตาม
it “เยฟธาห์” ว. 6-ชพกอ
เยฟธาห์
ชาวอัมโมนมาทำสงคราม ชาวอัมโมนกดขี่ชาวอิสราเอลนานถึง 18 ปี พระเจ้ายอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะชาวอิสราเอลไม่ซื่อสัตย์และไปนมัสการพระของชาติต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ แต่ตอนนี้ชาวอิสราเอลสำนึกผิด พวกเขารู้ตัวว่าทำเรื่องโง่ ๆ ลงไป และขอให้พระยะโฮวาช่วย พวกเขากำจัดรูปเคารพและกลับมานมัสการพระยะโฮวา แต่ตอนนั้นชาวอัมโมนก็มารวมพลกันแล้วที่กิเลอาดเพื่อจะทำสงครามครั้งใหญ่ (วนฉ 10:7-17; 11:4) เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าซาตานซึ่งเป็นศัตรูของพระเจ้าที่เรามองไม่เห็น เป็นผู้ยุยงชาติต่าง ๆ ที่ไม่ได้นมัสการพระยะโฮวาให้มาต่อต้านชาวอิสราเอล และเหตุผลที่มันทำอย่างนั้นก็เป็นเพราะชาวอิสราเอลนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้—เทียบกับ วว 12:9; สด 96:5; 1คร 10:20
it “เยฟธาห์” ว. 11-ชพกอ
เยฟธาห์
คำปฏิญาณของเยฟธาห์ เยฟธาห์เห็นแล้วว่าการสู้รบกับชาวอัมโมนเป็นความประสงค์ของพระเจ้า เขาได้พลังจากพระเจ้าและนำกองทัพออกไปสู้ สิ่งที่เยฟธาห์ทำคล้าย ๆ กับที่ยาโคบทำเมื่อ 600 ปีก่อนหน้านั้น เขาปฏิญาณเพื่อแสดงว่าอยากทำตามการชี้นำของพระยะโฮวาสุดหัวใจ และจะยกย่องพระองค์ว่าเป็นผู้ที่ทำให้เขาทำสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จ (วนฉ 11:30, 31; ปฐก 28:20-22) พระยะโฮวาฟังคำปฏิญาณของเขาด้วยความพอใจ และชาวอัมโมนก็พ่ายแพ้—วนฉ 11:32, 33
it “เยฟธาห์” ว. 2-ชพกอ
เยฟธาห์
เขาเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอลจากตระกูลมนัสเสห์ (กดว 26:29; วนฉ 11:1) เขาทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมในเขตกิเลอาดเป็นเวลา 6 ปี ซึ่งอาจเป็นช่วงที่ปุโรหิตเอลีมีชีวิตอยู่และซามูเอลอายุยังน้อย (วนฉ 12:7) เยฟธาห์พูดเกี่ยวกับเวลา “300 ปี” ที่อิสราเอลครอบครองเขตแดนทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน นี่ทำให้รู้ว่า 6 ปีที่เยฟธาห์เป็นผู้วินิจฉัยน่าจะเริ่มประมาณปี 1173 ก่อน ค.ศ.—วนฉ 11:26
บท 20
เขากล้าหาญในช่วงที่อ่อนแอ
it “แซมสัน” ว. 10-ชพกอ
แซมสัน
ตอนที่แซมสันถูกขังอยู่ในคุก ชาวฟีลิสเตียจัดการถวายเครื่องบูชาครั้งใหญ่ให้ดาโกนพระของพวกเขา พวกเขาคิดว่าพระดาโกนช่วยให้จับตัวแซมสันมาได้สำเร็จ ผู้คนมากมายรวมทั้งพวกเจ้านายทั้งหมดของชาวฟีลิสเตียก็มาชุมนุมกันที่วิหารของพระดาโกน แค่บนดาดฟ้าก็มีผู้คนทั้งชายและหญิงมากถึง 3,000 คน ตอนที่กำลังมีงานเลี้ยง ชาวฟีลิสเตียก็ไปเรียกแซมสันมาจากคุกเพื่อมาให้ความบันเทิงกับพวกเขา ผมของแซมสันเริ่มยาวขึ้นแล้ว และเมื่อมาถึงแซมสันก็พูดกับเด็กที่จูงมือเขามาว่าให้พาเขาไปแตะเสาสองต้นที่รองรับวิหารนั้น แล้วเขาก็อธิษฐานถึงพระยะโฮวาว่า “ขอพระองค์ระลึกถึงผมด้วย พระเจ้าครับ ขอให้พลังกับผมครั้งนี้อีกแค่ครั้งเดียว ขอให้ผมได้แก้แค้นชาวฟีลิสเตีย อย่างน้อยก็เพื่อตาข้างหนึ่งของผม” (วนฉ 16:22-28) ที่เขาอธิษฐานขอให้ได้แก้แค้นเพื่อตาแค่ข้างหนึ่ง อาจเป็นเพราะรู้ว่าที่เขาต้องสูญเสียดวงตาไป ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความผิดของเขาเอง หรืออาจเป็นเพราะว่าแซมสันเป็นตัวแทนของพระยะโฮวาและเขาน่าจะจัดการชาวฟีลิสเตียได้มากกว่านี้ แต่ด้วยสภาพการณ์แบบนั้น เขาทำได้แค่ให้วิหารพังลงมา เขาก็เลยนับว่านั่นเป็นการแก้แค้นแค่สำหรับตาข้างเดียวของเขา
บท 21
เด็กชายคนหนึ่งที่กล้าพูดสิ่งที่พระยะโฮวาต้องการจะบอก
it “เอลี 1” ว. 5-7-ชพกอ
เอลี 1
มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผู้พยากรณ์ของพระเจ้ามาหาเอลีและบอกคำเตือนที่น่ากลัวว่า เอลีกับคนในวงศ์ตระกูลของเขาจะหมดอำนาจ และจะไม่มีใครในวงศ์ตระกูลของเขาได้อยู่จนแก่เฒ่า ส่วนพวกลูกชายที่ไม่ซื่อสัตย์ของเขาก็จะตายในวันเดียวกัน (1ซม 2:27-36) พระยะโฮวายืนยันเรื่องการลงโทษเอลีกับวงศ์ตระกูลของเขาอีกครั้งผ่านทางซามูเอลที่ตอนนั้นยังเป็นเด็ก (1ซม 3:11-14) ถึงตอนแรกซามูเอลจะไม่กล้าบอก แต่สุดท้ายก็ต้องพูดออกมาเพราะเอลีขอให้บอก แล้วเอลีก็ยอมรับด้วยความถ่อมว่า “ในเมื่อพระยะโฮวาต้องการอย่างนั้น ก็ให้พระองค์ทำตามที่พระองค์เห็นควรเถอะ”—1ซม 3:15-18
พระยะโฮวาลงโทษคนในวงศ์ตระกูลของเขา พวกเขาถูกลงโทษตามที่พระเจ้าบอกไว้ ตอนที่สู้รบกับชาวฟีลิสเตียชาวอิสราเอลต้องสูญเสียคนไปประมาณ 4,000 คน ชาวอิสราเอลตัดสินใจไปเอาหีบสัญญาของพระยะโฮวาจากเมืองชิโลห์มาไว้ในค่ายเพราะคิดว่าจะช่วยพวกเขาให้เอาชนะศัตรูได้ แต่ชาวฟีลิสเตียยิ่งโจมตีหนักขึ้นไปอีก ทำให้ชาวอิสราเอลตายไป 30,000 คน และหีบสัญญาก็ถูกยึดไป โฮฟนีกับฟีเนหัสที่อยู่กับหีบสัญญาก็ตายด้วย มีผู้ชายคนหนึ่งจากตระกูลเบนยามินวิ่งจากสนามรบมาบอกข่าวให้เอลีฟัง ตอนนั้นเอลีอายุ 98 ปี เขาตาบอดและอ่อนแอ เขากำลังนั่งรอฟังข่าวอยู่ริมทางเพราะกังวลเรื่องหีบ พอได้ยินว่าหีบสัญญาถูกยึดไปเขาก็หงายหลังตกจากเก้าอี้และคอหักตาย—1ซม 4:2-18
การลงโทษวงศ์ตระกูลของเอลีเกิดขึ้นอีกครั้งตอนที่ซาอูลเป็นกษัตริย์ เขาได้สั่งให้ฆ่าพวกปุโรหิตที่อยู่ในเมืองโนบซึ่งเป็นลูกหลานของอาหิทูบลูกชายของฟีเนหัสลูกของเอลี (1ซม 14:3; 22:11, 18) มีแค่อาบียาธาร์ลูกชายของอาหิเมเลคที่หนีรอดไปได้ และเขาก็รับใช้เป็นปุโรหิตต่อไปในช่วงที่ดาวิดปกครอง (1ซม 22:20; 2ซม 19:11) แต่โซโลมอนก็ปลดอาบียาธาร์ออกจากตำแหน่งปุโรหิตเพราะอาบียาธาร์ช่วยอาโดนียาห์ที่เป็นกบฏ (1พก 1:7; 2:26, 27) ดังนั้น วงศ์ตระกูลของเอลีก็ถูกลงโทษจริงเหมือนที่พระยะโฮวาบอกไว้ ลูกหลานของเขาถูกปลดออกจากตำแหน่งมหาปุโรหิตตลอดไป—1ซม 3:13, 14