แหล่งอ้างอิงสำหรับใช้ชีวิตแบบที่พระเจ้าพอใจอย่างกล้าหาญ—ตอน 2
บท 22
เขาต้องมีความกล้าหาญเพื่อจะภักดี
it “มิคมาส, มิคมาช” ว. 4-ชพกอ
มิคมาส, มิคมาช
โยนาธานเริ่มโจมตีพวกฟีลิสเตีย ทหารฟีลิสเตีย 3 กองยกทัพออกจากค่ายที่มิคมาชเพื่อจะมาโจมตี ส่วนทหารรักษาการณ์ของฟีลิสเตียก็ออกไปอยู่ที่ “ช่องเขาที่มิคมาช” โยนาธานเลยตัดสินใจที่จะหยุดการคุกคามนี้ (1ซม 13:16-23) เพื่อจะทำอย่างนั้น โยนาธานข้ามผ่านช่องเขา (อาจเป็นวาดีสุเวอินิต) ซึ่งเป็นหุบเขาลึกที่มีหน้าผาชันเกือบตั้งฉาก และอยู่ทางตะวันออกของเมืองเกบา (หรือยาบาʽ) และตรงบริเวณช่วงโค้งของช่องเขาวาดีสุเวอินิตก็มีเนินเขาหินชัน 2 ลูก ซึ่งอาจเป็นเขาหินชื่อโบเซสกับเสเนห์ที่มี “รูปร่างเหมือนฟัน” หลังจากผ่านไปประมาณ 3,000 ปี ขอบที่ดูเหมือนฟันอาจถูกกัดเซาะจนมน (1ซม 14:1-7) สำหรับคนที่ไม่เคยไปแถวนั้น การเดินทางไปในหุบเขาที่คดเคี้ยวและเต็มไปด้วยเนินเขาและผาหินชันคงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่โยนาธานน่าจะรู้จักที่นั่นดีเพราะโตมาในเขตตระกูลเบนยามิน พ่อของเขาเคยตั้งค่ายอยู่ที่มิคมาชและเขาเองก็ตั้งค่ายที่เกบาเลยทำให้เขาคุ้นเคยกับพื้นที่แถวนั้น
it “เมฟีโบเชท” 2 ว. 1-ชพกอ
เมฟีโบเชท
2. ลูกชายของโยนาธาน และเป็นหลานของซาอูล ตอนที่มีข่าวมาจากเมืองยิสเรเอลเรื่องการตายของซาอูลกับโยนาธาน พี่เลี้ยงของเมฟีโบเชทตกใจกลัวและอุ้มเมฟีโบเชทที่อายุ 5 ขวบหนี ตอนนั้นเขา “ตกลงมาและกลายเป็นง่อย” ที่เท้าทั้งสองข้าง (2ซม 4:4) หลังจากนั้น เมฟีโบเชทไปอยู่ที่บ้านของมาคีร์ลูกอัมมีเอลที่โลเดบาร์เป็นเวลาหลายปี พอดาวิดรู้เรื่องนี้จากศิบาซึ่งเคยเป็นคนรับใช้ของซาอูล เขาเลยคิดถึงสัญญาที่เคยทำกับโยนาธานและอยากแสดงความรักความเมตตาต่อทุกคนที่เหลืออยู่ “ในราชวงศ์ซาอูล” (1ซม 20:12-17, 42) แล้วเมฟีโบเชทก็ถูกนำตัวมาหาดาวิด ดาวิดบอกว่าอยากแสดงความรักความเมตตากับเขาโดยคืน “ที่ดินทั้งหมดของซาอูล” ให้ และยังบอกด้วยว่า “คุณจะได้กินอาหารที่โต๊ะของเราเสมอ” เมฟีโบเชทตอบด้วยความถ่อมว่า “ทำไมท่านถึงห่วงใยผมขนาดนี้? ผมเป็นแค่หมาที่ตายแล้วตัวหนึ่งเท่านั้น” และเพื่อจะทำตามที่ดาวิดตั้งใจไว้ ศิบากับทุกคนในบ้านของเขา (รวมทั้งลูกชาย 15 คนและคนรับใช้ 20 คน) ก็มาเป็นคนรับใช้ของเมฟีโบเชท ที่ดินทั้งหมดของซาอูลก็ถูกยกให้กับเมฟีโบเชท หลังจากนั้นเมฟีโบเชทก็อยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม และกินอาหารที่โต๊ะกษัตริย์เป็นประจำ—2ซม 9
บท 23
เขาสู้กับคนร่างยักษ์
it “เอลีอับ” 4 ว. 1-ชพกอ
เอลีอับ
4. ลูกชายคนโตของเจสซีพ่อของกษัตริย์ดาวิด (1ซม 17:13; 1พศ 2:13) ตอนที่ซามูเอลเจอเอลีอับ เขาประทับใจหน้าตาและรูปร่างสูงสง่าของเอลีอับ เลยคิดว่าคนนี้ต้องเป็นคนที่พระเจ้าเลือกให้เป็นกษัตริย์แน่ ๆ แต่พระยะโฮวาไม่ได้เลือกเอลีอับ พระองค์เลือกดาวิด—1ซม 16:6-12
บท 25
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีช่วยเขาให้กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง
it “อาบีชัย” ว. 3-5-ชพกอ
อาบีชัย
อาบีชัยเป็นหัวหน้าของนักรบที่มีความสามารถโดดเด่น 30 คน และตัวเขาเองก็มีความสามารถมากกว่านักรบเหล่านั้น อาบีชัยเคยฆ่าศัตรู 300 คนด้วยตัวคนเดียว เขาเลยมีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนยอดนักรบ 3 คนของดาวิดแต่ “ตำแหน่งของเขาไม่เท่ากับยอดนักรบ 3 คน”—2ซม 23:18, 19
อาบีชัยซึ่งเป็นหลานของดาวิด ซึ่งเป็นหลานของดาวิด ออกไปร่วมรบกับดาวิดทุกครั้งด้วยความภักดี แต่เขาเป็นคนโหดเหี้ยมและมักจะทำอะไรโดยไม่คิดให้รอบคอบ บางครั้งก็ต้องมีคนห้ามเขาไว้ เช่น คืนหนึ่งอาบีชัยกับดาวิดแอบเข้าไปในค่ายทหารของซาอูลซึ่งเป็น “ผู้ที่พระยะโฮวาเจิมไว้” ตอนนั้นซาอูลหลับอยู่ ถ้าดาวิดไม่ห้ามไว้ อาบีชัยคงจะแทงซาอูลติดกับพื้นไปแล้วด้วยหอกของซาอูลเอง (1ซม 26:6-9) ตอนที่อับซาโลมกบฏ อาบีชัยก็ถูกห้ามไว้ถึงสองครั้งไม่ให้ฆ่าชิเมอีที่มาแช่งด่ากษัตริย์ แต่ตอนที่อาบีชัยมีส่วนร่วมในการฆ่าอับเนอร์ ดาวิดไม่รู้เรื่องนี้เลยห้ามเขาไว้ไม่ได้—2ซม 3:30; 16:9-11; 19:21-23
อาบีชัยมีชื่อเสียงจากการที่เขาเป็นผู้นำในการสังหารชาวเอโดม 18,000 คน และนำทหารออกไปเอาชนะพวกอัมโมน นอกจากนั้น อาบีชัยยังมีส่วนในการจัดการเชบาจากตระกูลเบนยามินที่เป็นคนเลวและเป็นกบฏด้วย ในการสู้รบครั้งสุดท้ายของดาวิดที่มีบันทึกไว้ ถ้าอาบีชัยไม่มาช่วย ดาวิดคงถูกชาวฟีลิสเตียร่างยักษ์คนหนึ่งฆ่าตายไปแล้ว—1พศ 18:12; 19:11-15; 2ซม 20:1, 6; 21:15-17
it “นกกระทา” ว. 4-ชพกอ
นกกระทา
นกกระทามีเนื้อนุ่มละเอียดและถูกล่าเป็นอาหารมาตั้งแต่สมัยโบราณ นายพรานมักจะใช้ไม้ขว้างเพื่อจับนกตอนที่มันบินออกมาจากที่ซ่อน นกกระทาจะหาทางหนีโดยการวิ่ง หรือไม่ก็หลบอยู่หลังก้อนหินหรือสิ่งกีดขวางอื่น ๆ และหาที่ซ่อนตัวตามซอกหินหรือที่ซ่อนอื่นที่คล้าย ๆ กัน ดาวิดก็ต้องพยายามหลบหนีกษัตริย์ซาอูลที่คอยตามล่าเขาอยู่ตลอด เขาต้องหนีไปซ่อนตัวตามที่ต่าง ๆ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ดาวิดเลยเปรียบตัวเองได้อย่างเหมาะสมว่าเป็น “นกกระทาตัวเดียวอยู่บนภูเขา”—1ซม 26:20; เทียบกับ พคค 3:52
บท 26
เขากล้าสอนกษัตริย์
it “ดาวิด” ว. 29-ชพกอ
ดาวิด
แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นตามนั้นจริง ๆ หลังจากนั้นไม่นานลูกที่เกิดจากการทำผิดศีลธรรมกับบัทเชบาก็ป่วย ถึงดาวิดจะอดอาหารและร้องไห้เป็นเวลา 7 วัน แต่ในที่สุดลูกของเขาก็ตาย (2ซม 12:15-23) ต่อมา ลูกชายคนโตของดาวิดที่ชื่ออัมโนนก็ข่มขืนทามาร์ซึ่งเป็นน้องสาวคนละแม่ แล้วในเวลาต่อมา พี่ชายของทามาร์ก็ฆ่าอัมโนนซึ่งทำให้ดาวิดพ่อของเขาเสียใจมาก (2ซม 13:1-33) จากนั้น อับซาโลมลูกชายคนที่ 3 ของดาวิดก็พยายามแย่งชิงบัลลังก์ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เขายังไปนอนกับนางสนมของพ่อด้วย สิ่งที่เขาทำเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามและทำให้พ่อของเขาต้องอับอาย (2ซม 15:1–16:22) และเรื่องก็เลวร้ายถึงขีดสุดเมื่อเกิดสงครามในประเทศระหว่างพ่อกับลูก แล้วก็จบลงด้วยการที่อับซาโลมเสียชีวิต ดาวิดไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย เขาเสียใจมาก (2ซม 17:1-18:33) ระหว่างที่หนีอับซาโลม ดาวิดแต่งสดุดีบท 3 เขาบอกว่า “พระยะโฮวาเป็นผู้ช่วยให้รอด”—สด 3:8
บท 27
เขาไม่ยอมจมอยู่กับความทุกข์
it “มาคีร์” 2-ชพกอ
มาคีร์
2. ลูกชายของอัมมีเอล (อาศัยอยู่ที่เมืองโลเดบาร์) เมฟีโบเชทลูกชายของโยนาธานอาศัยอยู่กับมาคีร์ก่อนที่ดาวิดจะส่งคนไปรับเมฟีโบเชทมาดูแล (2ซม 9:4-7, 13) ต่อมา ตอนที่อับซาโลมกบฏ มาคีร์ก็เป็นคนหนึ่งที่เอาของและเสบียงมาให้ดาวิดกับคนที่อยู่ฝ่ายเขา—2ซม 17:27-29
it “สุนัข, หมา” ว. 5-ชพกอ
สุนัข, หมา
มีตัวอย่างอื่น ๆ อีกที่แสดงให้เห็นว่าผู้คนดูถูกหมาจรจัดซึ่งเป็นสัตว์ที่กินของเหลือ เช่น ตอนที่เห็นดาวิดเดินถือไม้มาเพื่อจะสู้กับเขา โกลิอัทก็ตะโกนถามดาวิดว่า “ข้าเป็นหมาหรือไง?” (1ซม 17:43) หรือตอนที่ดาวิดอยากให้กษัตริย์ซาอูลเห็นว่าเขาเป็นเหมือนหมาที่ตายแล้วและทำอันตรายซาอูลไม่ได้ เขาบอกว่า “ท่านผู้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลออกมาล่าผมหรือ? ผมก็เป็นแค่หมาที่ตายแล้ว” (1ซม 24:14) คล้ายกัน เมฟีโบเชทลูกชายของโยนาธานพูดกับดาวิดว่าตัวเขาเองเป็นเหมือน “หมาที่ตายแล้ว” ซึ่งเป็นสภาพที่ต่ำต้อยที่สุด (2ซม 9:8; ดู 2ซม 3:8; 16:9; 2พก 8:13 ด้วย) ผู้พยากรณ์อิสยาห์พูดถึงคนที่อ้างว่าเป็นคนยามของพระเจ้าว่าพวกเขาเป็นเหมือนหมาที่เป็นใบ้ ชอบหลับ ตะกละ และตอนที่มีภัยอันตรายก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย (อสย 56:10, 11) คนต่างชาติหรือคนที่ไม่ใช่ชาวยิวและคนที่เป็นศัตรูกับผู้รับใช้ของพระยะโฮวาก็ถูกเปรียบว่าเป็นหมา (สด 22:16, 20; 59:6, 14; มธ 15:26, 27) พระเยซูเปรียบคนที่ไม่เห็นค่าความรู้ของพระเจ้าว่าเป็นเหมือนหมา ท่านบอกว่า “อย่าเอาของที่ควรถวายพระเจ้าไปให้หมา”—มธ 7:6
it “เมฟีโบเชท” 2 ว. 3-ชพกอ
เมฟีโบเชท
ชาวเมืองกิเบโอนขอให้ฆ่าลูกหลานของซาอูลเพื่อไถ่โทษความผิดที่ซาอูลเคยพยายามกวาดล้างพวกเขา แต่ดาวิดรู้สึกสงสารเมฟีโบเชทเพราะดาวิดได้สัญญากับโยนาธานต่อหน้าพระยะโฮวา แล้วเขาก็ไว้ชีวิตเมฟีโบเชท (2ซม 21:7, 8) ถึงแม้ว่าลูกหลานของซาอูลจะมีลูกหลานต่อไปอีกผ่านทางมีคา (มีคาห์) ซึ่งเป็นลูกของเมฟีโบเชท แต่คัมภีร์ไบเบิลก็ไม่ได้บอกอะไรอีกเลยเกี่ยวกับเมฟีโบเชท (2ซม 9:12; 1พศ 9:39-44) เมฟีโบเชทมีอีกชื่อหนึ่งว่าเมริบบาอัลเหมือนที่บันทึกใน 1 พงศาวดาร 8:34 และ 9:40
บท 28
เขารับใช้พระยะโฮวา “สุดหัวใจตลอดชีวิต”
it “ฮานานี” 2-ชพกอ
ฮานานี
2. ผู้หยั่งรู้ หรือผู้เห็นนิมิต เขาตักเตือนอาสากษัตริย์ยูดาห์ที่ไปเป็นพันธมิตรกับกษัตริย์ซีเรียแทนที่จะพึ่งพระยะโฮวา สิ่งที่ฮานานีพูดทำให้กษัตริย์โกรธมากจนสั่งให้เอาตัวเขาไปขังคุก (2พศ 16:1-3, 7-10) ดูเหมือนว่าฮานานีน่าจะเป็นพ่อของเยฮู เยฮูเป็นคนที่ไปตักเตือนบาอาชากษัตริย์ของอิสราเอลและเยโฮชาฟัทกษัตริย์ยูดาห์—1พก 16:1-4, 7; 2พศ 19:2, 3; 20:34
บท 29
“พระเจ้าของผมคือพระยะโฮวา”
it “อีกา” ว. 5-ชพกอ
อีกา
อีกาที่พูดถึงในคัมภีร์ไบเบิลเป็นนกที่อาศัยอยู่ตามที่กันดาร ส่วนใหญ่พบในพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือแม้แต่ในทะเลทราย อีกาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่อิสยาห์พยากรณ์ว่าจะอยู่ในเอโดมที่ถูกทิ้งให้ร้างเปล่า (อสย 34:11) อีกามีนิสัยที่ชอบเก็บสะสมอาหารที่เหลือไว้ในรอยแยกของหิน หรือฝังไว้ใต้ใบไม้ นกชนิดนี้เลยเป็นตัวเลือกที่ดีที่พระเจ้าใช้ทำการอัศจรรย์ให้เอาขนมปังกับเนื้อไปให้ผู้พยากรณ์เอลียาห์วันละ 2 รอบตอนที่เขาซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาเครีท—1พก 17:2-6
it “เอลียาห์” 1 ว. 11-ชพกอ
เอลียาห์
การอัศจรรย์ คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าเอลียาห์ทำการอัศจรรย์ 8 อย่าง (1) ทำให้ฝนไม่ตก (2) ทำให้แม่ม่ายที่เมืองศาเรฟัทมีแป้งและน้ำมันใช้อยู่เรื่อย ๆ ไม่หมดไป (3) ปลุกลูกชายของแม่ม่ายให้ฟื้นขึ้นจากตาย (4) พระยะโฮวาตอบคำอธิษฐานของเขาโดยส่งไฟลงมาจากฟ้า (5) พระยะโฮวาตอบคำอธิษฐานของเขาโดยทำให้ฝนตกในช่วงที่มีความแห้งแล้ง (6) ขอให้ไฟลงมาจากฟ้าเผาหัวหน้าทหารของกษัตริย์อาหัสยาห์กับลูกน้อง 50 คน (7) ขอให้ไฟลงมาจากฟ้าเผาหัวหน้าทหารอีกคนหนึ่งพร้อมกับลูกน้อง 50 คน (8) ทำให้น้ำในแม่น้ำจอร์แดนแยกออกเป็นสองข้างโดยการฟาดเสื้อผู้พยากรณ์ลงไปในน้ำ การที่เขาถูกรับตัวขึ้นไปบนฟ้าก็เป็นการอัศจรรย์แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทำให้เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดจากการที่เขาอธิษฐานขอหรือไม่ใช่สิ่งที่เขาประกาศว่าจะเกิดขึ้น
บท 30
เธอกล้าหาญในช่วงที่สิ้นหวัง
it “ไซดอน” ว. 6-ชพกอ
ไซดอน
ศาสนาของชาวไซดอนและผลที่เกิดขึ้น ในด้านศาสนา ชาวไซดอนชั่วช้ามาก การร่วมเพศหมู่เป็นส่วนสำคัญในการนมัสการที่เกี่ยวข้องกับเทพธิดาอัชโทเรท ชาวอิสราเอลปล่อยให้ชาวไซดอนอยู่ร่วมกับพวกเขา และในที่สุดก็ติดกับดักและไปนมัสการพระเท็จ (วนฉ 10:6, 7, 11-13) ภรรยาบางคนของโซโลมอนก็เป็นชาวไซดอน และนี่ทำให้โซโลมอนไปนมัสการพระที่น่าเกลียดอย่างอัชโทเรทเทพธิดาแห่งการเจริญพันธุ์ (1พก 11:1, 4-6; 2พก 23:13) กษัตริย์อาหับก็ทำสิ่งที่พระยะโฮวาเห็นว่าชั่วร้าย เขาแต่งงานกับเยเซเบลซึ่งเป็นลูกสาวของกษัตริย์ไซดอน และเยเซเบลก็เป็นตัวตั้งตัวตีในการสนับสนุนการนมัสการเท็จในอิสราเอล—1พก 16:29-33; 18:18, 19
it “เอ็ทบาอัล”-ชพกอ
เอ็ทบาอัล
(เอ็ท บาʹอัล) [แปลว่า อยู่กับบาอัล]
กษัตริย์ของชาวไซดอนและเป็นพ่อของเยเซเบลภรรยากษัตริย์อาหับ (1พก 16:31) เอ็ทบาอัลให้ลูกสาวแต่งงานกับอาหับ เลยทำให้เขากลายเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับอาหับ โยเซฟุสอ้างถึงคำพูดของนักประวัติศาสตร์ที่ชื่อเมนันเดอร์ว่าอิโทบาอัลเคยเป็นปุโรหิตของเทพีแอสตาร์เต (อัชโทเรท) เห็นได้ชัดว่าเอ็ทบาอัลเป็นคนเดียวกับอิโทบาอัลที่โยเซฟุสอ้างถึง ปุโรหิตคนนี้ได้เป็นกษัตริย์เพราะเขาฆ่าเฟเลสซึ่งเป็นทายาทของฮีรามกษัตริย์ไทระที่โซโลมอนติดต่อเจรจาด้วยเกี่ยวกับเรื่องการสร้างวิหาร หนังสือที่โยเซฟุสเขียนบอกว่าเอ็ทบาอัลมีชีวิตอยู่ 48 ปี และปกครองเป็นกษัตริย์ 32 ปี เมนันเดอร์บอกว่าเอ็ทบาอัลสร้างเมืองเอาซาในลิเบีย นี่ทำให้รู้ว่ามีการค้าขายกันมากขึ้นในช่วงที่เอ็ทบาอัลปกครอง และเมนันเดอร์ยังบอกด้วยว่าในช่วงที่เอ็ทบาอัลปกครองก็ได้เกิดความแห้งแล้งเป็นเวลา 1 ปี
ต93 22/11 น. 13 ว. 1-4-ชพกอ
ความจริงที่อยู่เบื้องหลังวันคริสต์มาส อีสเตอร์ และฮาโลวีน
แต่ละครอบครัวจะเริ่มฉลองเทศกาลนี้ตอนที่ดวงอาทิตย์ขึ้น เด็ก ๆ จะใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดและสวมหมวกใบใหม่ สัญลักษณ์ของเทศกาลนี้คือ กระต่าย ไข่สีสันสดใสที่อยู่ในตะกร้า และขนมปังหวานแบบพิเศษ นี่ต้องเป็นเทศกาลอีสเตอร์แน่ ๆ แต่มีอะไรมากกว่านั้นไหม?
ชาวฟีนิเซียที่บูชาเรื่องเพศถือว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงที่ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขานมัสการเทพธิดาแอสตาร์เตหรืออิชทาร์ (แอโฟรไดทีของชาวกรีก) ซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งการเจริญพันธุ์ ที่รูปปั้นของเทพธิดานี้มักจะมีสัญลักษณ์เป็นรูปไข่กับกระต่าย เทพธิดานี้ชอบความรุนแรงและการผิดศีลธรรมทางเพศ หน้าอกและอวัยวะเพศของรูปปั้นจะมีขนาดใหญ่มาก หรือมีไข่อยู่ในมือและมีกระต่ายอยู่ข้าง ๆ คนที่ไปนมัสการจะจ่ายเงินเพื่อจะมีเพศสัมพันธ์กับโสเภณีที่วิหาร ในคานาอันเทพธิดาแห่งการเจริญพันธุ์ถูกมองว่าเป็นภรรยาของพระบาอัล คนที่นมัสการเทพธิดาองค์นี้จะเข้าร่วมงานเลี้ยงที่สุดเหวี่ยง พวกเขาจะดื่มจนเมาและมีเพศสัมพันธ์กัน พวกเขาเชื่อว่าการทำอย่างนั้นจะช่วยให้พระบาอัลกับภรรยามีความสุขในเรื่องเพศ หนังสืออธิบายคัมภีร์ไบเบิลเล่มหนึ่งบอกว่า “ไม่มีประเทศไหนที่มีรูปปั้นเปลือยของเทพธิดาแห่งการเจริญพันธุ์เยอะเท่าที่นี่ และรูปปั้นบางชิ้นก็เป็นแบบลามกอนาจาร”
ในเมืองคาร์เธจ นักโบราณคดีได้ค้นพบภาชนะที่มีสีสันสดใส ซึ่งใช้เก็บกระดูกเด็กเล็กที่ถูกเผาจนเกรียมในสถานที่ที่เคยใช้นมัสการเทพธิดาองค์นี้ พ่อแม่ของเด็ก ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มียศและตำแหน่งสูง พวกเขาชอบขอให้เทพเจ้าช่วยให้ร่ำรวยและมีอำนาจ ที่เก็บกระดูกบางอันมีกระดูกของเด็กหลายคนที่มีอายุแตกต่างกัน และอาจเป็นกระดูกของเด็ก ๆ ที่มาจากครอบครัวเดียวกัน
ถ้าดูในกรอบด้านบนจะเห็นว่าพิธีกรรมนี้ในสมัยก่อนกับสมัยนี้คล้ายกันมาก แม้แต่ชื่ออีสเตอร์ก็ไม่ค่อยต่างจากชื่อแอสตาร์เตหรืออิชทาร์ในสมัยโบราณ นี่เป็นการไม่ให้เกียรติลูกของพระเจ้าเลย
บท 31
เด็กหญิงที่เป็นเชลยกล้าพูดเรื่องพระเจ้า
it “โรคเรื้อน” ว. 3-5-ชพกอ
โรคเรื้อน
มีหลายแบบและมีอาการแตกต่างกัน ปัจจุบันโรคเรื้อน หรือโรคแฮนเซนเป็นโรคที่ติดต่อได้น้อย โรคเรื้อนจะแสดงอาการออกมา 3 แบบ แบบที่ 1 โรคเรื้อนชนิดตุ่มนูน ผิวหนังจะหนาขึ้นและเกิดตุ่มนูนขึ้นบนผิวหนัง ตอนแรกจะเกิดขึ้นที่ใบหน้า จากนั้นจะเกิดขึ้นในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย นอกจากนั้น โรคนี้ยังทำลายเยื่อบุในโพรงจมูกและในลำคอด้วย โรคเรื้อนแบบแรกนี้เรียกกันว่าโรคเรื้อนดำ โรคเรื้อนแบบที่ 2 เรียกว่าโรคเนื้อชา หรือบางครั้งเรียกว่าโรคเรื้อนขาวซึ่งไม่รุนแรงเท่าโรคเรื้อนดำ โดยทั่วไปแล้ว จะมีผลต่อเส้นประสาทส่วนปลาย อาจทำให้มีอาการเจ็บถ้าแตะที่ผิวหนัง หรืออาจมีอาการชา โรคเรื้อนแบบที่ 3 เป็นแบบผสมซึ่งจะมีอาการของโรคเรื้อนแบบที่ 1 และแบบที่ 2 รวมกัน
เมื่อโรคเรื้อนเข้าสู่ระยะรุนแรงมากขึ้นก็อาจทำให้เกิดการอักเสบและมีหนองไหล ผมและคิ้วร่วง เล็บอาจจะโยกหรือแตกได้ง่ายและหลุดออกมา จากนั้น นิ้วมือ แขน ขา จมูก หรือตาก็จะค่อย ๆ ถูกเชื้อกัดกิน ในเคสที่ร้ายแรงก็อาจถึงขั้นเสียชีวิต แน่นอนว่าคนที่เป็น “โรคเรื้อน” ในคัมภีร์ไบเบิลก็มีอาการรุนแรงแบบนี้ด้วย เห็นได้จากที่อาโรนพูดถึงโรคนี้ว่าทำให้เนื้อ “เน่าไปครึ่งหนึ่ง”—กดว 12:12
คำอธิบายนี้ช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับโรคเรื้อนที่น่ากลัวที่พูดถึงในคัมภีร์ไบเบิลได้ดีขึ้น และเข้าใจถึงผลเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากการที่อุสซียาห์ทำเกินสิทธิ์และถวายเครื่องหอมในวิหารของพระยะโฮวาทั้ง ๆ ที่ไม่ควรทำ—2พก 15:5; 2พศ 26:16-23
บท 32
“พระยะโฮวา ได้โปรดเปิดตาให้เขาเห็นด้วย”
it “เอลีชา” ว. 2-ชพกอ
เอลีชา
ลูกชายของชาฟัทและเป็นผู้พยากรณ์ของพระยะโฮวาในช่วงศตวรรษที่ 9 และ 10 ก่อน ค.ศ. เขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้พยากรณ์ต่อจากเอลียาห์ พระยะโฮวาสั่งให้เอลียาห์เจิมเอลีชาซึ่งเป็นชาวเมืองอาเบลเมโหลาห์ พอเอลียาห์เจอเอลีชากำลังไถนาอยู่ เขาก็แต่งตั้งเอลีชาโดยเอาเสื้อผู้พยากรณ์คลุมให้เอลีชา (1พก 19:16) ตอนนั้นเอลีชากำลังไถนาและมีวัว 12 คู่ไถนาอยู่ข้างหน้าเขา “เขาอยู่กับวัวคู่ที่ 12” น่าสนใจที่ในศตวรรษที่ 19 หนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดยวิลเลียม ทอมสันบอกไว้ว่า เป็นธรรมเนียมของชาวอาหรับที่จะทำงานด้วยกันโดยใช้คันไถขนาดเล็ก และภายในวันเดียวคนหว่านก็สามารถหว่านเมล็ดในทุกที่ที่ไถไปแล้วได้ เอลีชาอยู่ด้านหลัง เขาเลยหยุดงานได้โดยไม่รบกวนการทำงานของคนอื่น การที่เขาเอาวัวคู่หนึ่งถวายเป็นเครื่องบูชา และเอาเครื่องมือไถนาทำเป็นฟืนแสดงให้เห็นว่าเขามีความพร้อม ตั้งใจแน่วแน่ และรู้สึกขอบคุณที่พระยะโฮวาใช้เขา หลังจากเตรียมอาหารเสร็จเอลีชาก็ตามเอลียาห์ไปทันที—1พก 19:19-21
it “ตาบอด” ว. 6-ชพกอ
ตาบอด
เมื่อเอลีชาอธิษฐานขอพระยะโฮวา พระองค์ก็ทำให้ทหารซีเรียตาบอด ดูเหมือนว่านี่ไม่ใช่การตาบอดจริง ๆ เพราะถ้าทหารทั้งกองตาบอดจริง ๆ ก็จะต้องมีคนมาจูงมือพวกเขาไป แต่ตามบันทึกในพระคัมภีร์ เอลีชาแค่บอกพวกเขาว่า “พวกคุณมาผิดทางแล้ว ไม่ใช่เมืองนี้ ตามผมมา” ในหนังสือของวิลเลียม เจมส์ เขาเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “อาการที่น่าสนใจที่สุดของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในเปลือกสมองคืออาการตาบอดทางการรับรู้ หมายถึงการที่สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ แต่สมองไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เห็นได้อย่างถูกต้อง ในทางจิตวิทยาอาการแบบนี้คือ การสูญเสียความเชื่อมโยงระหว่างการมองเห็นกับความเข้าใจในสิ่งที่เห็น ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นที่จุดเชื่อมต่อระหว่างการมองเห็นกับความเข้าใจก็จะทำให้เกิดอาการนี้” ดูเหมือนว่าทหารซีเรียตาบอดแบบนี้ และพอพวกเขาไปถึงสะมาเรียพระยะโฮวาก็ทำให้อาการนี้หายไป (2พก 6:18-20) พวกผู้ชายในเมืองโสโดมก็คงตาบอดทางการรับรู้แบบนี้ด้วย เพราะบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลทำให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้รู้สึกเครียดที่มองไม่เห็น แต่พยายามควานหาประตูบ้าน—ปฐก 19:11
it “เอลีชา” ว. 27-28-ชพกอ
เอลีชา
ทำงานสำเร็จ พระยะโฮวาให้พลังบริสุทธิ์กับเอลีชา และเขาทำการอัศจรรย์มาแล้ว 15 อย่าง แม้แต่ตอนที่เขาตายแล้วพระยะโฮวาก็ยังทำการอัศจรรย์ที่ผ่านทางเขาเป็นอย่างที่ 16 เอลีชาซื่อสัตย์จนวันตายและพระยะโฮวาก็พอใจเขา คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า เอลีชาตายและถูกฝังไว้ และในเวลาต่อมามีคนกำลังฝังศพชายอีกคนหนึ่งแต่พอเห็นกองโจรชาวโมอับเข้ามา พวกเขาก็รีบโยนศพนั้นลงไปในที่ฝังศพของเอลีชาแล้ววิ่งหนีไป เมื่อศพของชายคนนั้นไปโดนกระดูกของเอลีชา ชายคนนั้นก็ฟื้นขึ้นจากตายและลุกขึ้นยืน—2พก 13:20, 21
ที่ลูกา 4:27 พระเยซูพูดถึงเอลีชาว่าเป็นผู้พยากรณ์ และที่ฮีบรู 11:35 ก็พูดเกี่ยวกับเอลีชาและเอลียาห์ที่ทั้งสองคนได้ทำการอัศจรรย์ปลุกคนให้ฟื้นขึ้นจากตาย เอลียาห์ต้องมีความกระตือรือร้นเพื่อการนมัสการแท้เพราะเขาทำหน้าที่ผู้พยากรณ์ในช่วงที่มีการนมัสการพระบาอัลกันอย่างแพร่หลายในอิสราเอล เขาได้ช่วยผู้คนมากมายให้หันกลับมานมัสการพระยะโฮวา นี่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก และเขาก็ทำได้สำเร็จ เอลีชาทำงานต่อจากที่เอลียาห์ได้เริ่มทำไว้ และเอลีชาก็ทำงานในช่วงที่มีความสงบสุขมากกว่า เขาทำงานต่อไปอย่างครบถ้วน และมีชีวิตอยู่จนได้เห็นความสำเร็จของงานนั้น เขามีส่วนในการอัศจรรย์ถึง 16 อย่าง ส่วนเอลียาห์ทำ 8 อย่าง เอลีชาแสดงความกระตือรือร้นอย่างมากเหมือนเอลียาห์ในเรื่องชื่อของพระยะโฮวาและการนมัสการแท้ เขาแสดงความอดทน ความรัก และความกรุณา แต่ก็หนักแน่นตอนที่มีเรื่องชื่อของพระยะโฮวาเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาบอกคำพิพากษาจากพระยะโฮวาต่อคนชั่วอย่างไม่ลังเล เอลีชาเหมาะสมที่จะถูกนับใน “พยานมากมายเหมือนเมฆก้อนใหญ่” ที่พูดถึงในฮีบรู 12:1
บท 33
เขาปกป้องกษัตริย์ที่พระยะโฮวาเลือก
it “องครักษ์คารี”-ชพกอ
องครักษ์คารี
(คาʹรี)
ทหารกลุ่มหนึ่งที่ช่วยเยโฮยาดาโค่นล้มอำนาจของอาธาลิยาห์และตั้งเยโฮอาชเป็นกษัตริย์ของยูดาห์—2พก 11:4, 13-16, 19
นักวิชาการหลายคนมองว่าองครักษ์คารีเป็นอีกชื่อหนึ่งของพวกเคเรธีที่เป็นทหารในกองทัพของดาวิดกับโซโลมอน นักวิชาการบางคนมองว่าพวกเคเรธีเป็นเหมือนองครักษ์พิเศษของกษัตริย์เหล่านี้ (2ซม 8:18; 1พก 1:38; 1พศ 18:17) นอกจากนั้น ในพระคัมภีร์ของพวกมาโซเรต ที่ 2 ซามูเอล 20:23 ใช้คำว่า “องครักษ์คารี” นี่แสดงว่าองครักษ์คารีกับพวกเคเรธีมีความเกี่ยวข้องกัน และข้อความที่เขียนบอกไว้ที่ขอบกระดาษ รวมถึงสำเนาฮีบรูอีกหลายฉบับก็ใช้คำว่า “พวกเคเรธี”
มีแคว้นเก่าแก่ที่ชื่อคาเรียอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชียไมเนอร์ ที่เอเสเคียล 25:16 และ เศฟันยาห์ 2:5 เชื่อมโยงชาวฟีลิสเตียกับชาวเคเรธี และเนื่องจากฉบับเซปตัวจินต์ภาษากรีกก็ใช้คำว่า “ชาวครีต” แทนคำว่าเคเรธี บางคนก็เลยเชื่อว่าองครักษ์คารีอาจมาจากแคว้นคาเรียโดยผ่านเกาะครีตมา
it “เยโฮอาช” 1 ว. 5-ชพกอ
เยโฮอาช
วิหารของพระยะโฮวาจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมไม่ใช่แค่เพราะเก่าแล้ว (ในตอนนั้นน่าจะสร้างมาประมาณ 150 ปี) แต่เพราะไม่ได้รับการเอาใจใส่และมีการยึดของในวิหารไปใช้ในช่วงที่อาธาลิยาห์ปกครองด้วย เยโฮอาชก็เลยกระตุ้นคนเลวีให้รวบรวมเงินเพื่อใช้ซ่อมแซมวิหารโดยให้พวกเขาไปตามเมืองต่าง ๆ ทั่วยูดาห์ แต่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจทำงานนี้และวิหารก็ยังไม่ได้รับการซ่อมแซม (2พก 12:4-8; 2พศ 24:4-7) ในเวลาต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงวิธีรวบรวมเงินและวิธีใช้เงินที่ได้มา ผู้คนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและการซ่อมแซมก็คืบหน้าไปด้วยดีจนสำเร็จ—2พก 12:9-16; 2พศ 24:8-14
บท 34
เขา “ซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวา”
ip-1 น. 190-191 ว. 4-6-ชพกอ
พระยะโฮวาสั่งสอนชาติต่าง ๆ
4 ชาวฟีลิสเตียถูกสั่งสอนเป็นชาติแรก “ในปีที่กษัตริย์อาหัสเสียชีวิต มีการประกาศคำพิพากษาดังนี้ “ชาวฟีลิสเตียทุกคน อย่าเพิ่งดีใจไป แม้กระบองของคนที่ตีพวกเจ้าได้หักไปแล้ว แต่เมื่องูตาย จะมีลูกหลานที่เป็นงูพิษออกมาแทนที่ เป็นงูที่มีพิษร้ายแรงและฉกกัดอย่างรวดเร็ว”—อิสยาห์ 14:28, 29
5 กษัตริย์อุสซียาห์เข้มแข็งพอที่จะหยุดยั้งชาวฟีลิสเตียไม่ให้มารุกรานยูดาห์ (2 พงศาวดาร 26:6-8) สำหรับชาวฟีลิสเตีย อุสซียาห์เป็นเหมือนงูพิษ และกระบองของเขาก็คอยตีพวกฟีลิสเตียอยู่เรื่อย ๆ หลังจากที่อุสซียาห์ตายก็เหมือนกับว่า ‘กระบองของเขาหัก’ โยธามที่ซื่อสัตย์ได้ขึ้นปกครอง แต่ “ประชาชนยังทำชั่วต่อไป” ต่อมา อาหัสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ แล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ชาวฟีลิสเตียมาโจมตียูดาห์ได้สำเร็จ (2 พงศาวดาร 27:2; 28:17, 18) แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ในปี 746 ก่อน ค.ศ. กษัตริย์อาหัสตายและเฮเซคียาห์ที่อายุยังน้อยก็ขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์ ถ้าชาวฟีลิสเตียคิดว่าทุกอย่างจะดีเหมือนเดิมต่อไปเรื่อย ๆ พวกเขาก็คิดผิด เฮเซคียาห์เริ่มโจมตีและเอาชนะพวกฟีลิสเตียได้ เขาเป็นลูกหลานของอุสซียาห์คนหนึ่ง ที่เป็นเหมือน “งูที่มีพิษร้ายแรงและฉกกัดอย่างรวดเร็ว” หรือพุ่งโจมตีอย่างรวดเร็วเหมือนฟ้าแลบ และทำให้แสบร้อน หรือเหมือนกับการฉีดยาพิษเข้าไปที่เหยื่อ
6 คำพูดนี้บอกเกี่ยวกับกษัตริย์องค์ใหม่ได้ดีที่บอกว่า “เขา [เฮเซคียาห์] พิชิตชาวฟีลิสเตียจนถึงเมืองกาซาและเขตแดนของเมืองนี้” (2 พงศ์กษัตริย์ 18:8) มีบันทึกที่พูดถึงเซนนาเคอริบกษัตริย์อัสซีเรีย ในนั้นบอกว่า ชาวฟีลิสเตียต้องเชื่อฟังเฮเซคียาห์ และพวกเขาต้องอดอยาก ส่วน “คนจน” ของยูดาห์ก็รู้สึกปลอดภัยและมีอาหารกิน—อ่านอิสยาห์ 14:30, 31
บท 35
เขากล้าที่จะกลับใจ
it “มนัสเสห์” 4 ว. 2-ชพกอ
มนัสเสห์
มนัสเสห์ถูกลงโทษเพราะไม่สนใจคำเตือนจากพระยะโฮวา กษัตริย์อัสซีเรียจับเขาไปเป็นเชลยที่บาบิโลนซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองต่าง ๆ ที่ปกครองโดยราชวงศ์ของอัสซีเรีย (2พศ 33:10, 11) เอสาร์ฮัดโดนกษัตริย์อัสซีเรียทำรายชื่อของกษัตริย์ 22 องค์ที่ส่งของบรรณาการให้เขา ซึ่งรวมถึง “กษัตริย์ของฮัตติ ชายฝั่งทะเลและเกาะต่าง ๆ” และในรายชื่อนั้นก็มีชื่อ ‘มนัสเสห์แห่งยูดาห์’ ด้วย นอกจากนั้น ในรายชื่อของกษัตริย์ที่ส่งของบรรณาการให้กษัตริย์อัชเชอร์บานิปาลก็มีชื่อของมนัสเสห์ด้วย
it “ตะขอ” ว. 4-ชพกอ
ตะขอ
บางครั้งมีการใช้ตะขอเพื่อเกี่ยวปาก จมูก หรือลิ้นตอนที่จับคนไปเป็นเชลย มีภาพแกะสลักของชาวอัสซีเรียที่เป็นภาพกษัตริย์จับเชือกซึ่งร้อยไว้กับห่วงที่เจาะติดปากของเชลย 3 คน เขาแทงตาของเชลยคนหนึ่งด้วยหอก ดังนั้น เซนนาเคอริบกษัตริย์อัสซีเรียคงเข้าใจดีตอนที่พระยะโฮวาบอกเขาผ่านทางผู้พยากรณ์อิสยาห์ว่า “เราจะเอาตะขอเกี่ยวจมูกเจ้าและเอาบังเหียนใส่ไว้ที่ปากเจ้า แล้วลากเจ้ากลับไปทางที่เจ้ามา”—2พก 19:20, 21, 28; อสย 37:29
it “ไม้วัดระดับ” ว. 2-ชพกอ
ไม้วัดระดับ
ไม้วัดระดับเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การก่อสร้างอาคารได้มาตรฐาน หรือใช้ทดสอบดูว่าอาคารหลังนั้นยังใช้งานได้อยู่ไหม พระยะโฮวาบอกล่วงหน้าว่า “เราจะเอาสายวัดที่เคยใช้วัดสะมาเรียและไม้วัดระดับที่เคยใช้กับราชวงศ์อาหับมาใช้กับเยรูซาเล็ม” พระยะโฮวาเคยวัดสะมาเรียและราชวงศ์ของอาหับ และเห็นว่าพวกเขาชั่วร้ายไม่มีศีลธรรม พวกเขาเลยถูกทำลาย และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่พระเจ้าจะพิพากษาเยรูซาเล็มกับผู้ปกครองในกรุงนี้เพื่อเปิดโปงความชั่วร้ายของพวกเขาและปล่อยให้กรุงนี้ถูกทำลายในปี 607 ก่อน ค.ศ. (2พก 21:10-13; 10:11) พระยะโฮวาใช้อิสยาห์ไปบอกผู้ปกครองที่ชั่วร้ายและอวดดีในกรุงเยรูซาเล็มว่าพวกเขาจะเจอหายนะ พระองค์บอกว่า “เราจะใช้ความยุติธรรมเป็นสายวัด และใช้ความดีงามเป็นไม้วัดระดับ” มาตรฐานความยุติธรรมและความดีงามที่แท้จริงจะทำให้รู้ว่าใครเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าจริง ๆ และใครไม่ใช่ ซึ่งสุดท้ายพระเจ้าจะตัดสินว่าใครที่พระองค์จะปกป้องคุ้มครองและใครที่สมควรถูกทำลาย—อสย 28:14-19
บท 36
เขาพาประชาชนกลับมาหาพระยะโฮวา
it “เนโค, เนโคห์” ว. 2-ชพกอ
เนโค, เนโคห์
ฟาโรห์ของอียิปต์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับโยสิยาห์กษัตริย์ของยูดาห์ บันทึกของนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่ชื่อเฮโรโดทุส บอกว่า เนโคเป็นลูกชายของซัมเมติคุส (ซัมเมติคอส, ซัมติกที่ 1) และปกครองอียิปต์ต่อจากพ่อ เขาเริ่มโครงการสร้างคลองที่เชื่อมแม่น้ำไนล์กับทะเลแดงแต่ก็ไม่ได้ทำจนเสร็จ นอกจากนั้น เขาได้ส่งกองเรือของชาวฟินิเซียให้เดินทางรอบทวีปแอฟริกา และพวกเขาก็เดินทางได้สำเร็จภายใน 3 ปี
บท 37
เขาตั้งใจว่า “จะไม่ทำให้ตัวเองไม่สะอาด”
it “คลัง” ว. 3-ชพกอ
คลัง
ดาเนียล 1:2 บอกเกี่ยวกับคลังของบาบิโลนว่า เนบูคัดเนสซาร์เอาข้าวของเครื่องใช้บางส่วนในวิหารของพระยะโฮวาไปไว้ใน “คลังที่วิหารเทพเจ้าของเขา” และจากข้อความจารึกของบาบิโลนเนบูคัดเนสซาร์พูดเกี่ยวกับวิหารของเมโรดัคซึ่งเป็นเทพเจ้าของพวกเขาว่า “เราได้ใส่เงินและทองและเพชรนิลจินดาไว้ . . . และใส่ไว้ที่นั่นที่คลังแห่งอาณาจักรของเรา” (เทียบกับ อสร 1:8) ชาวบาบิโลนอาจมีคลังสมบัติสำรองอยู่ในหลาย ๆ ที่ (ดนล 3:2) ชาวเปอร์เซียก็มีคลังสมบัติแบบนั้น เงินบางส่วนจากภาษีที่เจ้าหน้าที่เรียกเก็บจะถูกเก็บไว้ในคลังสมบัติท้องถิ่น (อสร 7:20, 21) คลังหลักของเปอร์เซียใช้เป็นที่เก็บทองและของมีค่าต่าง ๆ และยังใช้เป็นที่เก็บเอกสารสำคัญด้วย—อสร 6:1, 2; อสธ 3:9
it “เวทมนตร์และวิชาอาคม” ว. 2-6-ชพกอ
เวทมนตร์และวิชาอาคม
เวทมนตร์ “ดำ” คือการใช้คาถาอาคม คำสาป และ “ดวงตาแห่งความชั่วร้าย” เพื่อทำร้ายศัตรู ในอีกด้านหนึ่งคนที่ใช้เวทมนตร์ “ขาว” บอกว่าพวกเขาใช้เวทมนตร์ในทางที่ดีเพื่อทำลายคาถาอาคมและลบล้างคำสาปต่าง ๆ บางที่ในสมัยโบราณมีการห้ามใช้เวทมนตร์ “ดำ” และคนที่ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษถึงตาย แต่คัมภีร์ไบเบิลมีมาตรฐานที่สูงขึ้นไปอีกขั้นโดยห้ามทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ทุกรูปแบบ (ลนต 19:26; ฉธบ 18:9-14) คนที่ใช้เวทมนตร์ท่องคาถาที่พวกเขาบอกว่าได้มาจากความรู้และสติปัญญาเหนือธรรมชาติ เขาทำอย่างนั้นเพื่อพยายามชักจูงผู้คนและเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอนาคต นี่แสดงว่าเวทมนตร์ไม่เหมือนกับการทำนาย เพราะเป้าหมายของการทำนายคือเพื่อจะรู้ว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะเป็นยังไง ไม่ใช่เพื่อมีอิทธิพลต่อผู้คนหรือเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
การใช้วิชาอาคมส่วนใหญ่มาจากความเชื่อที่ว่าวิญญาณชั่วร้ายจะถูกขับไล่ออกไปหรือไม่ก็เข้าสิงคน และยังเชื่อกันว่าพวกมันอาจจะถูกล่อหรือโดนหลอก และถูกจับหรือถูกกักขังให้อยู่ในไม้หรือรูปปั้นดินเผาได้ ตัวอย่างเช่น มีการอ้างว่าผู้ใช้เวทมนตร์สามารถล่อปีศาจให้ไปตามเส้นทางที่ต้องการได้ โดยการล่อพวกมันด้วยน้ำผึ้งหรือสิ่งอื่นที่พวกมันชอบ
ความเชื่อทั้งหมดนี้ทำให้มีพวกนักบวชที่มีเวทมนตร์คาถาและพวกหมอผีที่เจ้าเล่ห์ พวกเขาเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนและทำให้ต้องสูญเสียเงินจำนวนมากให้คนที่ใช้เวทมนตร์และวิชาอาคมเหล่านี้ พวกเขาอ้างว่าตัวเองมีพลังเหนือธรรมชาติ และมีอำนาจเหนือพวกผีปีศาจ เชื่อกันว่าคนที่ใช้วิชาอาคมสามารถทำให้พวกปีศาจเชื่อฟังได้ แต่พวกปีศาจไม่มีอำนาจเหนือพวกเขา
การใช้ไสยศาสตร์เหล่านี้ซึ่งบางคนเรียกว่าวิทยาศาสตร์ มีมากขึ้นและแพร่หลายในบาบิโลน ในศตวรรษที่ 8 ก่อน ค.ศ. อิสยาห์บอกว่า ที่บาบิโลนในสมัยของเขามีการใช้วิชาอาคมทุกรูปแบบ (อสย 47:12-15) มากกว่าร้อยปีต่อมาในสมัยของดาเนียล นักบวชที่มีเวทมนตร์คาถาและพวกหมอผียังคงเป็นส่วนหนึ่งของราชสำนักบาบิโลนอยู่ (ดนล 1:20; 2:2, 10, 27; 4:7; 5:11) คำว่า “พวกนักบวชที่มีเวทมนตร์” เป็นการแปลคำจากภาษาฮีบรูแบบตรงตัวและชัดเจน
ชาวบาบิโลนกลัวคนที่เป็นพ่อมดและแม่มด เพราะเชื่อว่าเป็นพวกที่ใช้เวทมนตร์ “ดำ” แต่ชาวบาบิโลนเชื่อว่าพวกนักบวชเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ “ขาว” พวกเขาเชื่อว่าถ้ามีคนป่วยแล้วพวกนักบวชใช้เวทมนตร์ด้วยการท่องคาถาก็จะทำให้คนนั้นหายป่วยได้ แต่ถ้าพ่อมดหรือแม่มดใช้เวทมนตร์โดยท่องคาถาแบบเดียวกันก็จะทำให้คนนั้นตาย
บท 39
“ถึงต้องตาย ฉันก็ยอม”
ต02-E 8/9 น. 7 ว. 3–น. 8 ว. 2-ชพกอ
ตัวเลขบอกให้รู้อนาคตได้ไหม?
คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้พูดถึงการใช้ตัวเลขเพื่อทำนายอนาคต แต่มีการพูดถึงฮามานชาวอามาเลข เขาเป็นคนที่วางแผนกำจัดชาวยิวที่อยู่ในเปอร์เซียในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ. คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “พวกเขาก็โยนเปอร์ (จับฉลาก) ต่อหน้าฮามานเพื่อกำหนดวันและเดือนที่จะจัดการกับชาวยิว แล้วฉลากที่ออกมาคือเดือน 12 ซึ่งเป็นเดือนอาดาร์”—เอสเธอร์ 3:7
ในสมัยโบราณมีการจับฉลากเพื่อยุติความขัดแย้ง และนั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ใช่เรื่องผิด (สุภาษิต 18:18) แต่การจับฉลากที่ฮามานสั่งให้ทำเป็นการเสี่ยงทายหรือการทำนาย ซึ่งคัมภีร์ไบเบิลตำหนิการทำแบบนั้น ที่เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-12 บอกว่า “อย่าให้ใครเป็นผู้ทำนายโชคชะตา ใช้เวทมนตร์ ถือโชคลาง และทำตัวเป็นพ่อมด อย่าให้มีคนทำคาถาอาคม ปรึกษาคนทรงหรือหมอดู . . . พระยะโฮวาเกลียดคนที่ทำอย่างนี้”
คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าการใช้พลังเหนือธรรมชาติเพื่อทำนายอนาคตเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ พวกปีศาจที่ชั่วร้ายสามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นแบบที่พวกมันต้องการได้ แต่ถึงพวกมันจะทำอย่างนั้นหรือไม่ทำ ยังไงเราก็รู้ว่า พระเจ้าตำหนิการกระทำที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ และคนที่ทำเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ก็อาจตกอยู่ใต้อำนาจของพวกปีศาจได้—1 ซามูเอล 15:23; เอเฟซัส 6:12