จดหมายของยาโกโบ
1 ข้าพเจ้ายาโกโบ ทาสของพระเจ้าและของพระเยซูคริสต์เจ้า ขอกล่าวคำทักทายสิบสองตระกูลที่อยู่กระจัดกระจาย.
2 พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อพวกท่านประสบการทดสอบต่าง ๆ จงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง 3 เพราะพวกท่านรู้ว่าความเชื่อของพวกท่านที่ผ่านการทดสอบแล้วนั้นทำให้เกิดความเพียรอดทน. 4 แต่จงเพียรอดทนจนถึงที่สุด เพื่อพวกท่านจะเป็นคนดีพร้อมไม่ขาดตกบกพร่องเลย.
5 ฉะนั้น ถ้าพวกท่านคนใดขาดสติปัญญา ให้เขาทูลขอพระเจ้าต่อ ๆ ไป แล้วเขาจะได้รับจากพระองค์ เพราะพระองค์จะทรงประทานแก่ทุกคนด้วยพระทัยกว้างและไม่ทรงตำหนิ. 6 แต่ให้เขาทูลขอต่อ ๆ ไปด้วยความเชื่อ อย่าสงสัยเลย เพราะคนที่สงสัยก็เป็นเหมือนคลื่นในทะเลที่ซัดไปมาด้วยแรงลม. 7 ที่จริง อย่าให้คนนั้นคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระยะโฮวาเลย 8 เขาเป็นคนสองจิตสองใจ เป็นคนโลเลในทุกเรื่อง.
9 แต่ให้พี่น้องที่ต่ำต้อยปีติยินดีที่ได้รับการยกฐานะขึ้น 10 และให้คนมั่งมีปีติยินดีที่ถูกลดฐานะลง เพราะคนมั่งมีจะร่วงโรยไปเหมือนดอกไม้ในทุ่ง. 11 ด้วยว่าดวงอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับความร้อนกล้าและทำให้พืชพรรณเหี่ยวแห้งไป ดอกของมันร่วงโรยและความงดงามก็หมดไป. คนมั่งมีก็จะเสื่อมสูญไปอย่างนั้นแหละขณะที่เขาดำเนินชีวิตตามแนวทางของเขา.
12 ผู้ที่ทนการทดสอบเรื่อยไปก็มีความสุข เพราะเมื่อพระองค์พอพระทัยเขา เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิตซึ่งพระยะโฮวาทรงสัญญาไว้กับคนที่รักพระองค์เสมอ. 13 เมื่อถูกทดสอบ อย่าให้ใครบอกว่า “พระเจ้าทรงลองใจข้าพเจ้า” เพราะไม่มีใครลองใจพระเจ้าด้วยสิ่งชั่วได้และพระองค์ไม่ทรงลองใจผู้ใดด้วยสิ่งชั่วเลย. 14 แต่ทุกคนถูกทดสอบโดยที่ความปรารถนาของเขาเองชักนำและล่อใจ. 15 เมื่อความปรารถนานั้นมากพอจะเกิดผลก็จะทำให้เกิดบาป แล้วเมื่อมีการทำบาป บาปนั้นก็ทำให้เกิดความตาย.
16 พี่น้องที่รักทั้งหลาย อย่าหลงผิดเลย. 17 ของประทานอันดีและสมบูรณ์ทุกอย่างมาจากเบื้องบน เพราะของประทานนั้นมาจากผู้ทำให้เกิดดวงสว่างในท้องฟ้า และพระองค์ไม่ทรงแปรเปลี่ยนเหมือนเงาที่เปลี่ยนไป. 18 เมื่อพระองค์ตั้งพระทัยไว้แล้ว พระองค์จึงทรงให้เราบังเกิดโดยพระคำแห่งความจริง เพื่อให้เราเป็นผลแรกอย่างหนึ่งของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง.
19 พี่น้องที่รักทั้งหลาย จงรู้เถิดว่า ทุกคนต้องไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ 20 เพราะความโกรธของมนุษย์ไม่ได้ทำให้เกิดความชอบธรรมตามที่พระเจ้าประสงค์. 21 ฉะนั้น จงละทิ้งการโสโครกทุกอย่างและการชั่วที่ไม่พึงปรารถนา แล้วน้อมรับพระคำที่พระเจ้าทรงปลูกฝังไว้ในตัวท่านทั้งหลาย ซึ่งพระคำนั้นจะช่วยชีวิต*พวกท่านไว้.
22 แต่จงเป็นผู้ทำตามพระคำ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังที่หลอกตัวเองด้วยการหาเหตุผลผิด ๆ. 23 ด้วยว่าถ้าผู้ใดเป็นผู้ฟังพระคำแล้วไม่ทำตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่มองหน้าตัวเองในกระจก. 24 เพราะเขามองตัวเองแล้วก็ไปและลืมทันทีว่าเขาเป็นอย่างไร. 25 แต่ผู้ที่พินิจพิจารณากฎหมายอันสมบูรณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเสรีภาพและยึดมั่นกับกฎหมายนั้น เขาจะมีความสุขที่ทำเช่นนั้น เพราะเขาไม่เป็นผู้ฟังที่หลงลืม แต่เป็นผู้ปฏิบัติตามพระคำ.
26 ถ้าใครคิดว่าเขานมัสการพระเจ้าอย่างถูกวิธี แต่ไม่ได้บังคับลิ้นของตนทั้งยังลวงตนเอง* การนมัสการของเขาก็ไร้ประโยชน์. 27 การนมัสการที่สะอาดและไม่มีมลทินตามทัศนะของพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของเราคือ การดูแลลูกกำพร้ากับแม่ม่ายที่มีความทุกข์ยาก และการรักษาตัวให้ปราศจากด่างพร้อยของโลก.
2 พี่น้องของข้าพเจ้า พวกท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้าของเราผู้ทรงสง่าราศี แต่ยังเป็นคนลำเอียงหรือ? 2 เพราะถ้ามีคนหนึ่งสวมแหวนทองคำและสวมเสื้อผ้างามหรูเข้ามาในที่ประชุมของพวกท่าน และมีคนจนคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าสกปรกเข้ามาด้วย 3 แล้วพวกท่านมองดูคนที่สวมเสื้อผ้างามหรูอย่างชื่นชมและพูดว่า “เชิญท่านนั่งที่ดี ๆ ตรงนี้เถิด” และพูดกับคนจนว่า “ยืนอยู่ตรงนั้นแหละ” หรือ “นั่งข้างม้าวางเท้าของฉันสิ” 4 พวกท่านก็แบ่งชนชั้นกันเองและเป็นผู้ที่ตัดสินอย่างชั่วช้าไม่ใช่หรือ?
5 พี่น้องที่รักทั้งหลาย จงฟังเถิด. พระเจ้าทรงเลือกผู้ที่ยากจนในโลกนี้ให้มาเป็นคนมั่งมีเพราะความเชื่อและเป็นผู้รับราชอาณาจักรซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้กับผู้ที่รักพระองค์มิใช่หรือ? 6 แต่ท่านทั้งหลายกลับดูถูกคนจน ทั้ง ๆ ที่คนมั่งมีมิใช่หรือที่กดขี่พวกท่านและลากตัวพวกท่านไปขึ้นศาล? 7 พวกเขาหมิ่นประมาทพระนามอันประเสริฐซึ่งพวกท่านถูกเรียกตามพระนามนั้นมิใช่หรือ? 8 ถ้าพวกท่านทำตามพระราชบัญญัติในข้อคัมภีร์ที่ว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” อยู่เสมอ พวกท่านก็ทำดี. 9 แต่ถ้าพวกท่านยังลำเอียง พวกท่านก็ทำบาป เพราะตามที่ระบุในพระราชบัญญัตินั้นปรากฏชัดว่าพวกท่านเป็นผู้ละเมิดกฎหมาย.
10 ด้วยว่าผู้ใดทำตามพระบัญญัติทั้งหมดแต่พลาดไปข้อหนึ่ง เขาก็เป็นผู้ฝ่าฝืนพระบัญญัติทั้งหมด. 11 เพราะพระองค์ผู้ตรัสว่า “อย่าเล่นชู้” ก็ตรัสไว้ด้วยว่า “อย่าฆ่าคน.” ถ้าท่านไม่เล่นชู้แต่ท่านฆ่าคน ท่านก็ยังเป็นผู้ละเมิดพระบัญญัติอยู่นั่นเอง. 12 จงพูดและทำอย่างผู้ที่จะถูกพิพากษาตามกฎหมายของเสรีชน. 13 ด้วยว่าผู้ที่ไม่แสดงความเมตตาจะถูกพิพากษาโดยปราศจากความเมตตา. ความเมตตาย่อมมีชัยเหนือการพิพากษา.
14 พี่น้องของข้าพเจ้า ถ้ามีใครบอกว่าเขามีความเชื่อแต่ไม่ทำตามจะมีประโยชน์อะไรเล่า? ความเชื่อแบบนั้นจะช่วยเขาให้รอดได้หรือ? 15 ถ้าพี่น้องชายหญิงคนใดไม่มีเสื้อผ้าและอาหารเพียงพอในแต่ละวัน 16 แล้วพวกท่านคนหนึ่งบอกเขาว่า “จงไปอย่างมีความสุข ขอให้ร่างกายอบอุ่นและอิ่มหนำเถิด” แต่ไม่ได้ให้สิ่งจำเป็นแก่เขา จะมีประโยชน์อะไรเล่า? 17 ทำนองเดียวกัน ความเชื่อแบบที่ไม่มีการทำตามก็เป็นความเชื่อที่ตายแล้ว.
18 ถึงอย่างนั้นคงจะมีคนบอกว่า “ท่านมีความเชื่อ ส่วนข้าพเจ้ามีการกระทำ. จงแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นความเชื่อของท่านซึ่งไม่มีการทำตาม แล้วข้าพเจ้าจะแสดงให้ท่านเห็นความเชื่อของข้าพเจ้าซึ่งมีการทำตาม.” 19 ท่านเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวไม่ใช่หรือ? ดีแล้ว. แต่พวกปิศาจก็เชื่อและกลัวจนตัวสั่น. 20 คนเขลาเอ๋ย ท่านอยากรู้ไหมว่าความเชื่อที่ไม่มีการทำตามก็ไม่เกิดผล? 21 เมื่ออับราฮามถวายยิศฮาคบุตรชายบนแท่นบูชาแล้ว พระเจ้าทรงถือว่าอับราฮามบิดาของเราเป็นคนชอบธรรมเนื่องจากการกระทำของท่านไม่ใช่หรือ? 22 ท่านก็เห็นแล้วว่าความเชื่อของอับราฮามนั้นควบคู่กับการกระทำ และการกระทำนั้นทำให้ความเชื่อของท่านสมบูรณ์ 23 และข้อคัมภีร์นี้ก็สำเร็จที่ว่า “อับราฮามแสดงความเชื่อในพระยะโฮวา ท่านจึงถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรม” และท่านถูกเรียกว่า “มิตรของพระยะโฮวา.”
24 พวกท่านเห็นแล้วว่าพระเจ้าทรงถือว่าคนเราเป็นคนชอบธรรมเนื่องจากการกระทำ ไม่ใช่เพราะความเชื่อเพียงอย่างเดียว. 25 ทำนองเดียวกัน เมื่อราฮาบหญิงแพศยาต้อนรับผู้สอดแนมด้วยใจอารีและส่งพวกเขาไปทางอื่น พระเจ้าทรงถือว่านางเป็นคนชอบธรรมเนื่องจากการกระทำของนางไม่ใช่หรือ? 26 ถูกแล้ว ร่างกายที่ไม่มีพลังชีวิต*ตายแล้วฉันใด ความเชื่อที่ไม่มีการทำตามก็ตายแล้วฉันนั้น.
3 พี่น้องของข้าพเจ้า ไม่ควรให้พวกท่านหลายคนเป็นครู เพราะรู้อยู่ว่าเราจะได้รับการพิพากษาที่หนักกว่า. 2 เนื่องจากเราต่างพลาดพลั้ง*กันหลายครั้ง. ถ้าผู้ใดไม่พลาดพลั้งทางวาจาเลย ผู้นั้นก็เป็นคนสมบูรณ์ สามารถควบคุมร่างกายได้ทุกส่วน. 3 ถ้าเราใส่บังเหียนที่ปากม้าเพื่อให้มันเชื่อฟังเรา เราก็ควบคุมมันได้ทั้งตัว. 4 ดูอย่างเรือสิ! แม้ว่าลำใหญ่มากและถูกลมแรงพัดให้แล่นไป แต่ก็ถูกควบคุมด้วยหางเสืออันนิดเดียวให้แล่นไปยังที่ที่นายท้ายอยากจะไป.
5 ลิ้นก็เช่นกันเป็นอวัยวะเล็ก ๆ แต่คุยโต. คิดดูสิ! ไฟนิดเดียวก็ทำให้เกิดไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่! 6 ลิ้นก็เป็นเหมือนไฟ. ในบรรดาอวัยวะของเรา ลิ้นเป็นศูนย์รวมความชั่วในโลกเพราะมันทำให้ทั้งกายด่างพร้อยและทำลายชีวิตคน ซ้ำยังก่อความพินาศเหมือนเกเฮนนา*ได้ด้วย. 7 ด้วยว่าสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าสัตว์ป่า นก สัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์ทะเลต่างทำให้เชื่องได้และมนุษย์เคยทำให้พวกมันเชื่องมาแล้ว. 8 แต่ไม่มีมนุษย์คนใดทำให้ลิ้นเชื่องได้. มันเป็นสิ่งที่ก่อความเสียหาย ควบคุมไม่ได้ และเต็มไปด้วยพิษที่ทำให้ถึงตาย. 9 เราสรรเสริญพระยะโฮวาพระบิดาด้วยลิ้น แต่ก็แช่งด่ามนุษย์ซึ่งถูกสร้าง “ตามแบบพระเจ้า” ด้วยลิ้น. 10 คำสรรเสริญและคำแช่งด่าออกมาจากปากเดียวกัน.
พี่น้องของข้าพเจ้า ไม่ควรให้เป็นอย่างนี้ต่อไป. 11 น้ำจืดกับน้ำกร่อยจะพุ่งออกมาจากน้ำพุแห่งเดียวกันได้หรือ? 12 พี่น้องของข้าพเจ้า ผลมะกอกจะออกมาจากต้นมะเดื่อได้หรือ? ผลมะเดื่อจะออกมาจากเถาองุ่นได้หรือ? เช่นเดียวกัน น้ำจืดก็ออกมาจากน้ำเค็มไม่ได้.
13 ใครบ้างในพวกท่านมีปัญญาและความเข้าใจ? ให้เขาแสดงความประพฤติอันดีงามด้วยการกระทำที่อ่อนโยนอันเนื่องมาจากสติปัญญา. 14 แต่ถ้าในใจพวกท่านมีความริษยาและความคิดชิงดีชิงเด่นอย่างแรงกล้า อย่าโอ้อวดและพูดบิดเบือนความจริงเลย. 15 นี่ไม่ใช่สติปัญญาที่มาจากเบื้องบน แต่เป็นสติปัญญาอย่างโลก อย่างเดรัจฉาน อย่างปิศาจ. 16 ด้วยว่าที่ใดมีความริษยาและความคิดชิงดีชิงเด่น ที่นั่นย่อมมีความวุ่นวายและสิ่งชั่วร้ายทุกอย่าง.
17 แต่สติปัญญาจากเบื้องบนนั้น ประการแรก บริสุทธิ์ แล้วก็ทำให้มีสันติ มีเหตุผล พร้อมจะเชื่อฟัง เปี่ยมด้วยความเมตตาและผลอันดี ไม่ลำเอียง ไม่หน้าซื่อใจคด. 18 อีกประการหนึ่ง เมล็ดที่เกิดผลแห่งความชอบธรรมถูกหว่านในสภาพที่มีสันติสุขเพื่อประโยชน์ของผู้ที่สร้างสันติสุข.
4 การต่อสู้และการทะเลาะวิวาทท่ามกลางท่านทั้งหลายเกิดจากอะไร? สิ่งเหล่านี้เกิดจากความปรารถนาชั่วที่ต่อสู้กันอยู่ในตัวพวกท่านไม่ใช่หรือ? 2 พวกท่านอยากได้ แต่ไม่ได้. พวกท่านฆ่ากันต่อไปและยังโลภต่อไป แต่ก็ยังไม่ได้. พวกท่านทะเลาะวิวาทและต่อสู้กันเรื่อยไป. ที่พวกท่านไม่ได้ก็เพราะไม่ได้ทูลขอ. 3 เมื่อพวกท่านทูลขอ พวกท่านก็ไม่ได้รับ เพราะพวกท่านขอด้วยจุดประสงค์ผิด ๆ เพื่อจะสนองความปรารถนาชั่วของพวกท่าน.
4 คนเล่นชู้ทั้งหลาย พวกท่านไม่รู้หรือว่าการเป็นมิตรกับโลกคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า? ฉะนั้น ผู้ใดอยากเป็นมิตรกับโลกก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า. 5 ท่านทั้งหลายคิดว่าข้อคัมภีร์นี้กล่าวไว้เปล่า ๆ หรือ ที่ว่า “น้ำใจอิจฉาที่อยู่ในตัวเรานั้นทำให้เราอยากได้ใคร่มีไม่รู้จักพอ”? 6 แต่พระกรุณาอันใหญ่หลวงที่พระองค์ทรงประทานนั้นเหนือกว่า. พระคัมภีร์จึงกล่าวว่า “พระเจ้าทรงต่อสู้คนเย่อหยิ่ง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาคนถ่อมใจอย่างใหญ่หลวง.”
7 ด้วยเหตุนี้ จงยอมอยู่ใต้อำนาจพระเจ้า แต่จงต่อสู้พญามาร แล้วมันจะหนีไปจากพวกท่าน. 8 จงเข้าไปใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงเข้ามาใกล้พวกท่าน. ท่านทั้งหลายที่เป็นคนบาป จงชำระมือพวกท่านให้สะอาด และท่านทั้งหลายที่เป็นคนสองจิตสองใจ จงชำระใจพวกท่านให้บริสุทธิ์. 9 จงเป็นทุกข์โศกเศร้าและร้องไห้. จงให้เสียงหัวเราะของพวกท่านกลายเป็นเสียงคร่ำครวญ และให้ความยินดีของพวกท่านกลายเป็นความเศร้าสลด. 10 จงถ่อมตัวเฉพาะพระพักตร์พระยะโฮวา แล้วพระองค์จะทรงยกฐานะพวกท่านให้สูงขึ้น.
11 พี่น้องทั้งหลาย จงเลิกกล่าวร้ายกัน. ผู้ที่กล่าวร้ายพี่น้องหรือตัดสินพี่น้องของตนก็ละเมิดพระบัญญัติและตัดสินพระบัญญัติ. ถ้าท่านตัดสินพระบัญญัติ ท่านก็ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติตามพระบัญญัติ แต่เป็นผู้พิพากษา. 12 ผู้ที่ประทานพระบัญญัติและเป็นผู้พิพากษามีผู้เดียว พระองค์จะทรงช่วยให้รอดหรือทำลายก็ได้. แต่ท่านเป็นใครเล่าจึงจะตัดสินเพื่อนบ้านของท่าน?
13 ฟังให้ดี ท่านทั้งหลายที่บอกว่า “วันนี้หรือพรุ่งนี้เราจะเดินทางไปเมืองนั้นและจะอยู่ที่นั่นสักปีหนึ่ง แล้วเราจะค้าขายทำกำไร” 14 ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับท่าน. ด้วยว่าพวกท่านเป็นเหมือนหมอกที่ปรากฏชั่วประเดี๋ยวเดียวแล้วก็หายไป. 15 พวกท่านน่าจะบอกว่า “ถ้าพระยะโฮวาทรงประสงค์ เราจะมีชีวิตอยู่และทำสิ่งนั้นสิ่งนี้.” 16 แต่บัดนี้ พวกท่านทะนงตัวโอ้อวดด้วยความถือดี. การทะนงตัวเช่นนี้เป็นการชั่ว. 17 ฉะนั้น ถ้าผู้ใดรู้ว่าอะไรถูกต้องแต่ไม่ทำ เขาก็ทำบาป.
5 ฟังให้ดี ท่านทั้งหลายที่เป็นคนมั่งมี จงร้องคร่ำครวญเพราะความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นกับพวกท่าน. 2 ทรัพย์สมบัติของพวกท่านผุพังแล้ว และเสื้อคลุมของพวกท่านถูกมอดกินเสียแล้ว. 3 ทองคำและเงินของพวกท่านขึ้นสนิมหมดแล้ว และสนิมเหล่านั้นจะเป็นพยานหลักฐานยืนยันความผิดของพวกท่านและจะกัดกินเนื้อพวกท่าน. พวกท่านได้สะสมสิ่งที่เป็นเหมือนไฟในสมัยสุดท้ายนี้. 4 ดูสิ! ค่าจ้างของคนงานที่เก็บเกี่ยวในนาของพวกท่านซึ่งพวกท่านได้ยักไว้นั้นร้องกล่าวโทษพวกท่านอยู่ และเสียงร้องขอความช่วยเหลือของผู้เกี่ยวเหล่านั้นดังไปถึงพระกรรณพระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพ. 5 พวกท่านอยู่ในโลกอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยและมุ่งแต่จะสนองความต้องการของตนเอง. พวกท่านทำให้หัวใจของตนเป็นเหมือนสัตว์ที่ถูกขุนไว้ฆ่า. 6 พวกท่านได้กล่าวโทษและฆ่าคนชอบธรรม. แล้วพระองค์จะไม่ทรงต่อสู้พวกท่านหรือ?
7 ฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงอดทนรอจนถึงเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จประทับ.* กสิกรเฝ้าคอยพืชผลอันล้ำค่าจากแผ่นดินโดยอดทนรอจนกว่าฝนต้นฤดูกับฝนปลายฤดูจะมา. 8 ท่านทั้งหลายจงอดทนรอเช่นกัน จงทำใจให้มั่นคง เพราะการประทับขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาใกล้แล้ว.
9 พี่น้องทั้งหลาย อย่าบ่นว่ากัน พวกท่านจะได้ไม่ถูกพิพากษา. ดูสิ! ผู้พิพากษาทรงยืนอยู่หน้าประตูแล้ว. 10 พี่น้องทั้งหลาย จงเอาอย่างการทนกับความชั่วและการอดทนของพวกผู้พยากรณ์ซึ่งกล่าวในพระนามพระยะโฮวา. 11 เราจะพูดถึงคนเหล่านั้นที่ได้เพียรอดทนว่าเป็นผู้มีความสุข. พวกท่านได้ยินเรื่องความเพียรอดทนของโยบและเห็นผลบั้นปลายที่พระยะโฮวาทรงโปรดให้เกิดแก่ท่านแล้วว่า พระยะโฮวาทรงเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา.
12 นอกจากนี้ พี่น้องของข้าพเจ้า จงเลิกสาบานโดยอ้างสวรรค์หรือแผ่นดินโลกหรือสิ่งอื่นใด. แต่ให้คำของพวกท่านที่ว่าใช่ หมายความว่าใช่ และที่ว่าไม่ หมายความว่าไม่ พวกท่านจะได้ไม่ถูกพิพากษา.
13 มีพวกท่านคนใดที่ต้องทนทุกข์อยู่หรือ? ให้เขาอธิษฐานต่อ ๆ ไป. มีคนใดเบิกบานใจหรือ? ให้เขาร้องเพลงสรรเสริญเถิด. 14 มีพวกท่านคนใดเจ็บป่วยหรือ? ให้เขาเชิญพวกผู้เฒ่าผู้แก่ในประชาคมมาหาเขา แล้วขอให้คนเหล่านั้นอธิษฐานเพื่อเขาและชโลมน้ำมันให้เขาในพระนามพระยะโฮวา. 15 การอธิษฐานด้วยความเชื่อจะทำให้คนป่วยหายดี และพระยะโฮวาจะทรงโปรดให้เขาฟื้นตัว. ถ้าเขาได้ทำบาป พระองค์จะทรงให้อภัยเขา.
16 ฉะนั้น จงสารภาพความผิดต่อกันและอธิษฐานเพื่อกันและกัน พวกท่านจะได้หายป่วย. คำวิงวอนของผู้ชอบธรรมมีพลังทำให้เกิดผลมากเมื่อได้รับคำตอบ. 17 เอลียาห์เป็นมนุษย์เหมือนเรา แต่เมื่อท่านอธิษฐานขอไม่ให้ฝนตก ฝนก็ไม่ตกบนแผ่นดินถึงสามปีหกเดือน. 18 เมื่อท่านอธิษฐานขออีกครั้ง ฝนก็ตกจากฟ้าและแผ่นดินก็เกิดพืชผล.
19 พี่น้องของข้าพเจ้า ถ้าพวกท่านคนใดถูกชักนำให้หลงไปจากความจริงแล้วมีคนช่วยเขากลับมา 20 จงรู้เถิดว่าผู้ที่ช่วยคนบาปให้หันกลับจากทางผิดก็ช่วยคน*นั้นให้พ้นจากความตายและทำให้บาปมากมายถูกปิดคลุม.
ดูภาคผนวก 7ก.
คำแปลตรงตัวคือ “ลวงใจตนเอง.”
หรือ “ลมหายใจ.” ภาษากรีกคือ พนูมา. ดูภาคผนวก 7ข.
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
ที่เผาขยะนอกกรุงเยรูซาเลม. ดูภาคผนวก 9.
ดูภาคผนวก 5.
ดูภาคผนวก 7ก.