จดหมายถึงคริสเตียนชาวฮีบรู
1 นานมาแล้ว พระเจ้าได้ตรัสในหลายโอกาสและหลายวิธีกับบรรพบุรุษของเราโดยทางผู้พยากรณ์ 2 ในช่วงปลายยุคนี้ พระองค์ได้ตรัสกับเราโดยทางพระบุตรซึ่งพระองค์ทรงตั้งให้เป็นผู้รับมรดกทั้งมวล และพระองค์ทรงใช้พระบุตรให้สร้างสิ่งต่าง ๆ ในเอกภพ.* 3 พระบุตรทรงเป็นผู้ที่สะท้อนสง่าราศีของพระเจ้าและเป็นผู้ถอดแบบมาจากพระเจ้าอย่างไม่ผิดเพี้ยน และพระองค์ทรงค้ำจุนสรรพสิ่งไว้ด้วยพระคำอันประกอบด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงชำระบาปของเราแล้ว พระองค์ทรงนั่งในที่อันสูงส่งด้านขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าองค์ทรงเดชานุภาพ. 4 ดังนั้น พระองค์จึงทรงยิ่งใหญ่กว่าเหล่าทูตสวรรค์เนื่องจากพระองค์ได้รับนามที่ประเสริฐกว่านามของทูตสวรรค์ทั้งหลาย.
5 ตัวอย่างเช่น พระเจ้าเคยตรัสกับทูตสวรรค์องค์ใดเล่าว่า “เจ้าเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้เป็นบิดาของเจ้า”? และตรัสอีกว่า “เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา”? 6 แต่พระองค์ตรัสถึงเวลาที่พระองค์จะทรงนำพระบุตรหัวปีของพระองค์เข้ามาในโลก*อีกครั้งว่า “ให้ทูตสวรรค์ทั้งปวงของพระเจ้าแสดงความเคารพท่าน.” 7 และพระเจ้าตรัสถึงเหล่าทูตสวรรค์ว่า “พระองค์ทรงให้ทูตสวรรค์ของพระองค์เป็นผู้มีฤทธิ์และให้ผู้รับใช้*ของพระองค์เป็นเปลวเพลิง” 8 แต่ตรัสถึงพระบุตรว่า “พระเจ้าทรงเป็นราชบัลลังก์ของท่านตลอดไปเป็นนิตย์ และธารพระกรแห่งราชอำนาจของท่านเป็นธารพระกรแห่งความเที่ยงธรรม. 9 ท่านรักความชอบธรรมและท่านเกลียดการชั่ว. เพราะเหตุนั้น พระเจ้า คือพระเจ้าของท่าน จึงเจิม*ท่านด้วยน้ำมันแห่งความปีติยินดียิ่งกว่าเหล่าสหายของท่าน.” 10 และตรัสว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ในตอนเริ่มต้น พระองค์ได้วางฐานรากแผ่นดินโลก และฟ้าสวรรค์เป็นผลงานจากพระหัตถ์ของพระองค์. 11 สิ่งเหล่านั้นจะสูญไป แต่พระองค์จะดำรงอยู่ต่อไป และสิ่งเหล่านั้นจะเก่าไปเหมือนเสื้อตัวนอก 12 และพระองค์จะม้วนสิ่งเหล่านั้นเหมือนเสื้อคลุม ม้วนมันเหมือนเสื้อตัวนอก และสิ่งเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยน แต่พระองค์จะเป็นเช่นเดิมและพระชนมายุของพระองค์จะไม่มีวันสิ้นสุด.”
13 แต่พระองค์เคยตรัสถึงทูตสวรรค์องค์ใดเล่าว่า “จงนั่งด้านขวามือของเรา จนกว่าเราจะเอาเหล่าศัตรูของเจ้ามาวางเป็นม้ารองเท้าเจ้า”? 14 ทูตสวรรค์เหล่านั้นล้วนเป็นผู้มีฤทธิ์เพื่อทำงานรับใช้*ซึ่งถูกส่งไปเพื่อรับใช้ผู้ที่จะได้รับความรอดเป็นมรดกมิใช่หรือ?
2 ด้วยเหตุนั้น เราจึงต้องเอาใจใส่สิ่งที่เราได้ยินให้มากกว่าปกติเพื่อเราจะไม่ลอยห่างไป. 2 เพราะถ้าคำที่ตรัสโดยทางทูตสวรรค์เป็นเรื่องแน่นอน และการละเมิดทุกอย่างและการไม่เชื่อฟังทุกอย่างได้รับการสนองโทษตามความยุติธรรมแล้ว 3 เราจะหนีพ้นได้อย่างไรถ้าเราไม่ใส่ใจความรอดอันยิ่งใหญ่ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงเริ่มประกาศแล้ว และผู้ที่ได้ยินพระองค์ก็ยืนยันเรื่องนั้นกับเราแล้ว 4 อีกทั้งพระเจ้าก็ทรงยืนยันด้วยโดยทรงบันดาลให้มีการอัศจรรย์รวมทั้งนิมิตและการอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ และทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามพระประสงค์ของพระองค์?
5 ด้วยว่าแผ่นดินโลก*ซึ่งเรากำลังกล่าวถึงและจะมีมาในอนาคตนั้น พระเจ้าไม่ได้ทรงให้อยู่ใต้อำนาจเหล่าทูตสวรรค์. 6 แต่ผู้หนึ่งที่ยืนยันเรื่องนี้เคยให้ข้อพิสูจน์ไว้ว่า “มนุษย์เป็นผู้ใด พระองค์จึงทรงระลึกถึงเขา หรือบุตรมนุษย์เป็นผู้ใด พระองค์จึงทรงดูแลเขา? 7 พระองค์ทรงทำให้เขาต่ำกว่าทูตสวรรค์เล็กน้อย พระองค์ทรงประทานเกียรติยศและความสง่างามแก่เขาเป็นมงกุฎและทรงแต่งตั้งเขาให้ดูแลผลงานทั้งสิ้นจากพระหัตถ์ของพระองค์. 8 พระองค์ทรงทำให้ทุกสิ่งอยู่ใต้เท้าเขา.” เนื่องด้วยพระองค์ทรงทำให้ทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจเขา จึงไม่มีสิ่งใดที่ไม่อยู่ใต้อำนาจเขา. แม้ว่าเวลานี้เรายังไม่เห็นทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจเขา 9 แต่เราเห็นว่าพระเยซูผู้ซึ่งถูกทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เล็กน้อยทรงได้รับเกียรติยศและความสง่างามเป็นมงกุฎเพราะได้สิ้นพระชนม์ เพื่อว่าโดยพระกรุณาอันใหญ่หลวงของพระเจ้า พระองค์จะสิ้นพระชนม์เพื่อทุกคน.
10 ด้วยว่าในการทำให้บุตรจำนวนมากได้รับเกียรติ เป็นการเหมาะสมที่พระเจ้า ผู้ซึ่งทุกสิ่งเป็นอยู่เพื่อพระองค์และโดยพระองค์ จะทรงทำให้ตัวแทนองค์เอกผู้ทำให้พวกเขาได้รับความรอดนั้นสมบูรณ์พร้อมโดยให้พระองค์ทนทุกข์. 11 เพราะทั้งพระองค์ผู้ทรงทำให้บริสุทธิ์และคนเหล่านั้นที่ถูกทำให้บริสุทธิ์ล้วนเกิดจากพระบิดาองค์เดียวกัน ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงมิได้ทรงอายที่จะเรียกพวกเขาว่า “พี่น้อง” 12 ดังที่พระองค์ตรัสว่า “ข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์แก่พวกพี่น้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางประชาคม.” 13 และตรัสอีกว่า “ข้าพเจ้าจะไว้วางใจพระองค์.” และตรัสอีกว่า “ดูเถิด! ข้าพเจ้ากับลูกเล็ก ๆ ที่พระยะโฮวาทรงประทานแก่ข้าพเจ้า.”
14 ฉะนั้น เนื่องจาก “ลูกเล็ก ๆ” เหล่านี้เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ พระองค์จึงทรงมาเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อเช่นกัน เพื่อว่าโดยความตายของพระองค์ พระองค์จะทรงทำลายผู้ที่สามารถทำให้เกิดความตาย คือ พญามาร 15 และเพื่อพระองค์จะทรงปลดปล่อยคนทั้งปวงที่เป็นทาสมาตลอดชีวิตเพราะกลัวความตาย. 16 เพราะที่จริงแล้วพระองค์ไม่ได้ทรงช่วยเหล่าทูตสวรรค์ แต่ทรงช่วยผู้สืบเชื้อสายของอับราฮาม. 17 ดังนั้น พระองค์จึงต้องมาเป็นเหมือน “พี่น้อง” ของพระองค์ในทุกด้าน เพื่อว่าในการรับใช้พระเจ้า พระองค์จะเป็นมหาปุโรหิตผู้ทรงเมตตาและซื่อสัตย์ เพื่อจะถวายเครื่องบูชาระงับพระพิโรธสำหรับบาปของประชาชน. 18 เพราะเหตุที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์เมื่อถูกทดสอบ พระองค์จึงทรงสามารถเข้าช่วยผู้ถูกทดสอบได้.
3 ดังนั้น พี่น้องผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายผู้มีส่วนร่วมในการถูกเรียกสู่สวรรค์ จงพิจารณาดูพระเยซูซึ่งถูกส่งมา*และเป็นมหาปุโรหิตที่เราประกาศว่าเชื่อ. 2 พระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าผู้ทรงตั้งพระองค์ไว้ในฐานะนั้น เหมือนที่โมเซซื่อสัตย์เมื่ออยู่ในเรือนของพระเจ้า. 3 พระองค์ทรงสมควรได้รับเกียรติมากกว่าโมเซ เช่นเดียวกับที่ผู้สร้างบ้านได้รับเกียรติมากกว่าบ้าน. 4 ด้วยว่าบ้านทุกหลังย่อมมีผู้สร้าง แต่ผู้ที่สร้างสรรพสิ่งคือพระเจ้า. 5 โมเซซื่อสัตย์เมื่ออยู่ในเรือนของพระเจ้าในฐานะคนรับใช้. การรับใช้ของท่านเป็นพยานหลักฐานยืนยันสิ่งที่จะเปิดเผยในภายหลัง 6 แต่พระคริสต์*ทรงซื่อสัตย์ในการดูแลเรือนของพระเจ้าในฐานะพระบุตร. เราเป็นเรือนของพระเจ้าถ้าเราพูดอย่างกล้าหาญและอวดเรื่องความหวังของเราอย่างไม่ละลดจนถึงที่สุด.
7 ด้วยเหตุนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงกล่าวว่า “วันนี้ ถ้าพวกเจ้าจะฟังเสียงของพระองค์ 8 อย่าทำใจแข็งกระด้างอย่างในคราวที่บรรพบุรุษของพวกเจ้าก่อเหตุให้ขุ่นเคือง คือในวันที่มีการลองดีในถิ่นทุรกันดาร 9 ซึ่งพวกเขาลองดีเราทั้ง ๆ ที่ได้เห็นสิ่งที่เราทำเป็นเวลาถึงสี่สิบปี. 10 เพราะเหตุนี้ เราจึงเคืองคนในยุคนั้นและกล่าวว่า ‘หัวใจพวกเขาหลงผิดเสมอและพวกเขาไม่ได้มารู้จักทางของเรา.’ 11 เราจึงปฏิญาณด้วยความกริ้วว่า ‘พวกเขาจะไม่ได้เข้าสู่การหยุดพักของเรา.’ ”
12 จงระวังเถิด พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเกรงว่าผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่านจะเกิดมีหัวใจชั่วที่ขาดความเชื่อโดยเอาตัวออกห่างจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ 13 แต่จงกระตุ้นเตือนกันเรื่อยไปทุกวันตราบที่ยังเรียกว่า “วันนี้” ด้วยเกรงว่าผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่านจะมีใจแข็งกระด้างเนื่องจากอำนาจล่อลวงของบาป. 14 เพราะเราจะได้เป็นผู้มีส่วนร่วมกับพระคริสต์จริง ๆ ถ้าเรารักษาความเชื่อมั่นที่เรามีในตอนต้นไว้ต่อ ๆ ไปจนถึงที่สุด 15 ดังที่มีกล่าวไว้ว่า “วันนี้ ถ้าพวกเจ้าจะฟังเสียงของพระองค์ อย่าทำใจแข็งกระด้างอย่างในคราวที่บรรพบุรุษของพวกเจ้าก่อเหตุให้ขุ่นเคือง.”
16 เพราะใครเล่าที่ได้ยินแล้วแต่ก็ยังก่อเหตุให้ขุ่นเคือง? จริง ๆ แล้วก็คือทุกคนที่โมเซพาออกจากอียิปต์มิใช่หรือ? 17 นอกจากนั้น พระเจ้าทรงเคืองผู้ใดเป็นเวลาถึงสี่สิบปี? ก็คือพวกที่ได้ทำบาปซึ่งศพพวกเขาถูกทิ้งในถิ่นทุรกันดารมิใช่หรือ? 18 และใครเล่าที่พระองค์ทรงปฏิญาณว่าพวกเขาจะไม่ได้เข้าสู่การหยุดพักของพระองค์? ก็คือผู้ที่ไม่เชื่อฟังมิใช่หรือ? 19 ดังนั้น เราจึงเห็นว่าพวกเขาเข้าไปไม่ได้เพราะขาดความเชื่อ.
4 ฉะนั้น เนื่องจากคำสัญญาเรื่องการเข้าสู่การหยุดพักของพระองค์ยังมีอยู่ ให้เราระวัง เกรงว่าพวกท่านบางคนอาจไม่ได้เข้าไป. 2 ด้วยว่าเราได้ยินข่าวดีเช่นเดียวกับพวกเขา แต่ถ้อยคำที่ได้ยินนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่พวกเขาเพราะพวกเขาไม่มีความเชื่อที่เหมือนกับความเชื่อของคนที่เชื่อฟัง. 3 ส่วนเราซึ่งแสดงความเชื่อได้เข้าสู่การหยุดพักนั้น. เพราะพระองค์ตรัสไว้ว่า “เราจึงปฏิญาณด้วยความกริ้วว่า ‘พวกเขาจะไม่ได้เข้าสู่การหยุดพักของเรา’ ” แม้ว่าการงานของพระองค์เสร็จแล้วตั้งแต่การวางรากของโลก. 4 เพราะมีตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่พระองค์ตรัสถึงวันที่เจ็ดว่า “และพระเจ้าทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวงของพระองค์ในวันที่เจ็ด” 5 และตรัสอีกที่หนึ่งว่า “พวกเขาจะไม่ได้เข้าสู่การหยุดพักของเรา.”
6 ดังนั้น เนื่องจากยังมีบางคนจะเข้าสู่การหยุดพักนั้น และคนที่ได้ยินข่าวดีก่อนไม่ได้เข้าเนื่องจากไม่เชื่อฟัง 7 พระองค์จึงทรงกำหนดวันหนึ่งไว้อีกครั้งโดยตรัสในเพลงสรรเสริญของดาวิดหลังจากเวลาล่วงเลยไปนานว่า “วันนี้” ดังคำตรัสที่ได้ยกมาแล้วว่า “วันนี้ ถ้าพวกเจ้าจะฟังเสียงของพระองค์ อย่าทำใจแข็งกระด้าง.” 8 เพราะถ้ายะโฮซูอะได้นำพวกเขาเข้าสู่ที่หยุดพักแล้ว ภายหลังพระเจ้าคงไม่ตรัสถึงอีกวันหนึ่ง. 9 ดังนั้น จึงยังมีการหยุดพักแบบเดียวกับวันซะบาโต*สำหรับประชาชนของพระเจ้า. 10 เพราะคนที่ได้เข้าสู่การหยุดพักของพระเจ้าแล้วก็หยุดจากการงานของตนด้วย ดังที่พระเจ้าทรงหยุดจากการงานของพระองค์.
11 ฉะนั้น ให้เราพยายามสุดความสามารถเพื่อเข้าสู่การหยุดพักนั้น เพราะเกรงว่าจะมีใครหลงเอาอย่างคนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อฟัง. 12 เพราะพระคำของพระเจ้ามีชีวิต ทรงพลังและคมกว่าดาบสองคม แทงทะลุถึงขนาดที่แยกออกระหว่างตัวตนที่เห็น*กับตัวตนจริง ๆ และระหว่างกระดูก*กับไขกระดูก และสามารถหยั่งรู้ความคิดและความมุ่งหมายในใจ. 13 ไม่มีสิ่งทรงสร้างใดถูกปิดซ่อนจากสายพระเนตรพระองค์ แต่ทุกสิ่งถูกเปิดเผยและปรากฏแจ้งแก่พระเนตรของพระองค์ผู้ซึ่งเราต้องให้การ.
14 ฉะนั้น เมื่อเห็นว่าเรามีมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเสด็จสู่สวรรค์แล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ให้เรายึดมั่นกับความเชื่อในพระองค์ผู้ซึ่งเรายอมรับ. 15 ด้วยว่ามหาปุโรหิตของเรามิใช่ผู้ที่ไม่อาจเห็นอกเห็นใจในความอ่อนแอของเราได้ แต่เป็นผู้ที่ได้ผ่านการทดสอบมาแล้วทุกประการเหมือนเรา แต่ปราศจากบาป. 16 ฉะนั้น ให้เราทั้งหลายเข้าเฝ้าและกล้าทูลต่อหน้าราชบัลลังก์แห่งพระกรุณาอันใหญ่หลวงด้วยความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รับความเมตตาและประสบพระกรุณาอันใหญ่หลวงในยามจำเป็น.
5 ด้วยว่ามหาปุโรหิตทุกคนที่เลือกจากมนุษย์ก็ถูกแต่งตั้งไว้ให้รับใช้พระเจ้าเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ ให้ถวายของถวายและเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาป. 2 เขาปฏิบัติต่อคนที่ทำผิดเพราะความเขลาด้วยความเห็นใจได้เนื่องจากเขาสำนึกอยู่เสมอว่าตนก็มีความอ่อนแอ 3 ฉะนั้น เขาจึงต้องถวายเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปของตนและของประชาชนด้วย.
4 อนึ่ง ไม่มีใครเข้าดำรงตำแหน่งอันมีเกียรตินี้เองได้เว้นแต่พระเจ้าทรงเรียกเขาเหมือนที่ทรงเรียกอาโรน. 5 ทำนองเดียวกัน พระคริสต์ก็ไม่ได้ทำให้พระองค์เองมีเกียรติด้วยการตั้งตนเป็นมหาปุโรหิต แต่ทรงได้รับเกียรติจากพระเจ้าผู้ได้ตรัสกับพระองค์ว่า “เจ้าเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้เป็นบิดาของเจ้า” 6 ดังที่พระองค์ตรัสในอีกที่หนึ่งว่า “เจ้าเป็นปุโรหิตตลอดกาลตามอย่างเมลคีเซเด็ค.”
7 ขณะที่ทรงเป็นมนุษย์ พระคริสต์ทรงทูลวิงวอนและอ้อนวอนด้วยเสียงดังและน้ำพระเนตรไหลต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตาย และพระเจ้าทรงโปรดฟังเพราะพระองค์ทรงยำเกรงพระเจ้า. 8 แม้พระองค์ทรงเป็นพระบุตร แต่พระองค์ก็ได้ทรงเรียนรู้การเชื่อฟังจากการทนทุกข์ต่าง ๆ 9 และเมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระองค์เป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว พระองค์จึงมีหน้าที่ดูแลให้ทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์ได้รับความรอดนิรันดร์ 10 เพราะพระเจ้าทรงเรียกพระองค์โดยเฉพาะให้เป็นมหาปุโรหิตตามอย่างเมลคีเซเด็ค.
11 เรามีเรื่องมากมายจะกล่าวเกี่ยวกับพระองค์ซึ่งยากจะอธิบายเนื่องจากพวกท่านกลายเป็นคนเฉื่อยชาในการฟัง. 12 เพราะที่จริง แม้ถึงเวลาที่พวกท่านควรจะเป็นครูได้แล้ว แต่พวกท่านก็ยังต้องให้มีคนสอนอีกตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานในถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า และพวกท่านเป็นเหมือนคนที่ต้องการน้ำนม ไม่ใช่อาหารแข็ง. 13 เพราะทุกคนที่กินน้ำนมก็ไม่คุ้นเคยกับถ้อยคำแห่งความชอบธรรม ด้วยว่าเขาเป็นทารก. 14 แต่อาหารแข็งมีไว้สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งได้ฝึกใช้วิจารณญาณเพื่อจะแยกออกว่าอะไรถูกอะไรผิด.
6 เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ละหลักคำสอนพื้นฐานเกี่ยวกับพระคริสต์แล้ว ให้เราพยายามก้าวหน้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ อย่าวางรากฐานซ้ำอีก คือ การกลับใจจากการกระทำที่ไร้ประโยชน์ ความเชื่อในพระเจ้า 2 คำสอนเรื่องบัพติสมาและการวางมือ การกลับเป็นขึ้นจากตายและการพิพากษาลงโทษชั่วนิรันดร์. 3 และเราจะพยายามก้าวหน้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ถ้าพระเจ้าทรงโปรด.
4 สำหรับคนที่ได้รับความสว่างแล้ว และได้ลิ้มรสของประทานฝ่ายสวรรค์และได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ 5 และได้ลิ้มรสพระคำอันประเสริฐของพระเจ้าและผลแห่งฤทธิ์เดชซึ่งจะทรงสำแดงในยุค*หน้า 6 แต่ได้แยกตัวออกไป ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พวกเขาได้สติและกลับใจเพราะพวกเขาเองตรึงพระบุตรของพระเจ้าอีกและทำให้พระองค์อับอายต่อหน้าคนทั่วไป. 7 ตัวอย่างเช่น พื้นดินที่ได้รับน้ำฝนซึ่งตกลงมาบ่อย ๆ แล้วทำให้เกิดพืชพรรณที่เหมาะสำหรับผู้ซึ่งเพาะปลูกก็จะได้รับพรจากพระเจ้า. 8 แต่ถ้าพื้นดินนั้นทำให้เกิดต้นไม้มีหนามและวัชพืช มันจะถูกทิ้งและใกล้จะถูกแช่งสาปแล้วจะถูกเผาในที่สุด.
9 ท่านที่รักทั้งหลาย แม้เรากล่าวอย่างนั้น แต่สำหรับพวกท่าน เราเชื่อมั่นว่าพวกท่านอยู่ในฐานะที่ดีกว่า คือมีสิ่งซึ่งนำไปถึงความรอด. 10 ด้วยว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรม พระองค์จึงไม่ทรงลืมการงานของพวกท่านและความรักที่พวกท่านแสดงต่อพระนามของพระองค์ คือที่พวกท่านได้รับใช้เหล่าผู้บริสุทธิ์และยังรับใช้อยู่. 11 แต่เราปรารถนาให้พวกท่านแต่ละคนต่างก็ขยันหมั่นเพียรเพื่อจะมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในเรื่องความหวังจนถึงที่สุด 12 เพื่อท่านทั้งหลายจะไม่เป็นคนเฉื่อยชา แต่เป็นผู้เลียนแบบคนที่ได้รับคำสัญญาเป็นมรดกเนื่องด้วยความเชื่อและความอดทน.
13 ด้วยว่าเมื่อพระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮาม เนื่องจากพระองค์ไม่อาจสาบานโดยอ้างผู้ใดที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์ พระองค์จึงทรงสาบานโดยอ้างพระองค์เอง 14 ว่า “เราจะอวยพรเจ้าเป็นแน่ และเราจะให้เจ้าทวีจำนวนขึ้นอย่างแน่นอน.” 15 ดังนั้น เมื่ออับราฮามได้อดทนแล้ว ท่านจึงได้รับคำสัญญานั้น. 16 เพราะมนุษย์สาบานโดยอ้างผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าและคำสาบานของพวกเขาเป็นข้อยุติของข้อขัดแย้งทุกอย่าง เนื่องจากคำสาบานเป็นการรับประกันตามกฎหมายสำหรับพวกเขา. 17 ทำนองเดียวกัน เมื่อพระเจ้าทรงประสงค์จะแสดงให้ผู้รับคำสัญญาเป็นมรดกเห็นชัดยิ่งขึ้นว่าพระประสงค์ของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน จึงทรงยืนยันคำสัญญานั้นด้วยคำสาบาน 18 เพื่อว่าโดยสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้สองสิ่งนี้ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะตรัสมุสา เราซึ่งได้หนีมายังที่คุ้มภัยจะมีกำลังใจที่เข้มแข็งเพื่อจะยึดมั่นกับความหวังที่ทรงตั้งไว้ตรงหน้าเรา. 19 เรามีความหวังนี้เป็นดุจสมอสำหรับชีวิต* ทั้งแน่นอนและมั่นคง และความหวังนี้นำเราเข้าไปหลังม่าน 20 ที่ซึ่งพระเยซูผู้ได้เป็นมหาปุโรหิตตลอดกาลตามอย่างเมลคีเซเด็คได้เข้าไปก่อนแล้ว.
7 ด้วยว่าเมลคีเซเด็คผู้นี้เป็นกษัตริย์แห่งเมืองซาเลม เป็นปุโรหิตของพระเจ้าองค์สูงสุด เป็นผู้ที่ได้พบอับราฮามที่กำลังกลับจากการรบชนะกษัตริย์ทั้งหลายและได้อวยพรท่าน 2 และเป็นผู้ที่อับราฮามได้ถวายส่วนหนึ่งในสิบจากสิ่งของทั้งหมด. ประการแรก ท่านเป็น “กษัตริย์แห่งความชอบธรรม” ตามความหมายแห่งนามของท่าน อีกประการหนึ่ง ท่านเป็นกษัตริย์แห่งซาเลมด้วย ซึ่งหมายความว่า ท่านเป็น “กษัตริย์แห่งสันติสุข.” 3 ด้วยเหตุที่ไม่มีบิดา ไม่มีมารดา ไม่มีลำดับวงศ์ตระกูล ไม่ทราบทั้งวันเกิดและวันตาย แต่พระเจ้าทรงทำให้ท่านเป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์ ท่านจึงเป็นปุโรหิตอยู่ตลอดกาล.
4 คิดดูเถิด ท่านผู้นี้ยิ่งใหญ่เพียงใดที่แม้แต่อับราฮามผู้เป็นต้นตระกูลยังเอาส่วนหนึ่งในสิบของส่วนที่ดีที่สุดที่ยึดมาได้ถวายแก่ท่าน. 5 จริงอยู่ ลูกหลานในตระกูลเลวีที่รับตำแหน่งปุโรหิตได้รับพระบัญชาตามพระบัญญัติให้เก็บส่วนหนึ่งในสิบจากประชาชน คือจากพวกพี่น้องของตน แม้ว่าพี่น้องเหล่านั้นสืบเชื้อสายจากอับราฮาม* 6 แต่ท่านผู้นี้ซึ่งไม่ได้สืบวงศ์ตระกูลจากเลวีกลับได้รับส่วนหนึ่งในสิบจากอับราฮามและได้อวยพรท่านซึ่งเป็นผู้ได้รับคำสัญญา. 7 ข้อที่ไม่มีใครโต้แย้งได้เลยคือ ผู้น้อยเป็นฝ่ายรับพรจากผู้ใหญ่. 8 ในกรณีหนึ่ง ผู้ได้รับส่วนหนึ่งในสิบนั้นเป็นมนุษย์ที่ต้องตาย แต่ในอีกกรณีหนึ่งเป็นผู้ซึ่งมีคนยืนยันว่ามีชีวิตอยู่. 9 และถ้าข้าพเจ้าจะพูดอีกอย่างก็คือ แม้แต่เลวีซึ่งรับส่วนหนึ่งในสิบก็ได้ถวายส่วนหนึ่งในสิบทางอับราฮาม 10 เพราะเขายังไม่ได้เกิดมาเป็นเชื้อสายของอับราฮาม*บรรพบุรุษของเขาในคราวที่เมลคีเซเด็คพบท่าน.
11 ดังนั้น ถ้าความสมบูรณ์จะเป็นไปได้โดยทางปุโรหิตตระกูลเลวี (เพราะปุโรหิตเป็นส่วนสำคัญในพระบัญญัติที่ประชาชนได้รับ) แล้วทำไมจะต้องมีปุโรหิตขึ้นมาอีกผู้หนึ่งตามอย่างเมลคีเซเด็ค ไม่ใช่ตามอย่างอาโรน? 12 เนื่องจากมีการเปลี่ยนระบบปุโรหิต จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนพระบัญญัติด้วย. 13 ด้วยว่าผู้ที่เรากล่าวถึงนั้นเป็นคนในตระกูลอื่นซึ่งไม่มีใครในตระกูลนั้นปฏิบัติหน้าที่ที่แท่นบูชา. 14 เพราะปรากฏชัดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรากำเนิดจากตระกูลยูดาห์ซึ่งเมื่อโมเซกล่าวถึงตระกูลนี้ ท่านไม่ได้พูดเรื่องปุโรหิตเลย.
15 และยิ่งปรากฏชัดขึ้นอีกว่ามีปุโรหิตอย่างเมลคีเซเด็คอีกผู้หนึ่ง 16 ซึ่งเป็นปุโรหิต ไม่ใช่เพราะอยู่ในเชื้อสายตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติ แต่เป็นโดยฤทธิ์เดชซึ่งทำให้มีชีวิตที่ไม่อาจทำลายได้ 17 เพราะมีคำยืนยันว่า “เจ้าเป็นปุโรหิตตลอดกาลตามอย่างเมลคีเซเด็ค.”
18 ดังนั้น จึงต้องยกเลิกบทบัญญัติเดิมเนื่องจากขาดพลังและประสิทธิภาพ. 19 เพราะพระบัญญัติไม่ได้ทำให้สิ่งใดสมบูรณ์ แต่ความหวังที่ดีกว่าซึ่งพระเจ้าทรงประทานนั้นต่างหากที่ทำให้สมบูรณ์ และทำให้เราเข้ามาใกล้พระเจ้า. 20 และเนื่องจากทรงให้คำสาบานไว้ 21 (ด้วยว่ามีมนุษย์ที่ได้เป็นปุโรหิตโดยไม่มีคำสาบาน แต่มีผู้หนึ่งเป็นปุโรหิตโดยคำสาบานของพระเจ้าผู้ตรัสถึงท่านว่า “พระยะโฮวาทรงสาบานไว้แล้ว (และพระองค์จะไม่เสียพระทัย) ว่า ‘เจ้าเป็นปุโรหิตตลอดกาล’ ”) 22 ดังนั้น พระองค์จึงทรงประทานพระเยซูเพื่อค้ำประกันสัญญาที่ดีกว่า. 23 นอกจากนั้น ต้องมีหลายคนเป็นปุโรหิตสืบต่อกันเพราะความตายทำให้ไม่อาจเป็นปุโรหิตเรื่อยไปได้. 24 แต่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งปุโรหิตโดยไม่ต้องมีผู้สืบทอดเพราะพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ตลอดไป. 25 ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงทรงสามารถช่วยผู้ที่เข้าเฝ้าพระเจ้าโดยทางพระองค์ให้รอดได้อย่างสมบูรณ์ด้วย เพราะพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เสมอเพื่อทูลอ้อนวอนแทนพวกเขา.
26 ด้วยว่าปุโรหิตเช่นนี้เหมาะกับเรา พระองค์ทรงภักดี ไม่มีอุบาย ไม่มีมลทิน แยกต่างหากจากคนบาป และทรงสูงส่งกว่าฟ้าสวรรค์ทั้งหลาย. 27 พระองค์ไม่ต้องถวายเครื่องบูชาทุกวันเหมือนพวกมหาปุโรหิตที่ถวายสำหรับบาปของตนก่อนแล้วจึงถวายสำหรับบาปของประชาชน (เพราะเมื่อพระองค์ถวายเครื่องบูชา พระองค์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาครั้งเดียวสำหรับตลอดกาล) 28 ด้วยว่าพระบัญญัติแต่งตั้งมนุษย์ผู้อ่อนแอเป็นมหาปุโรหิต แต่คำสาบานที่มีมาภายหลังพระบัญญัติแต่งตั้งพระบุตรผู้ถูกทำให้สมบูรณ์พร้อมตลอดกาล.
8 จุดสำคัญของเรื่องที่พิจารณากันอยู่คือ เรามีมหาปุโรหิตอย่างนี้ และพระองค์ทรงนั่งอยู่ด้านขวาราชบัลลังก์ของพระเจ้าองค์ทรงเดชานุภาพในสวรรค์ 2 ทรงเป็นผู้รับใช้*ในสถานบริสุทธิ์และในพลับพลาแท้ซึ่งพระยะโฮวาทรงตั้งไว้ ไม่ใช่มนุษย์. 3 ด้วยว่ามหาปุโรหิตทุกคนถูกแต่งตั้งไว้เพื่อให้ถวายทั้งของถวายและเครื่องบูชา ฉะนั้น มหาปุโรหิตผู้นี้จึงจำเป็นต้องมีของถวายเช่นกัน. 4 ถ้าพระองค์อยู่บนแผ่นดินโลก พระองค์คงไม่เป็นปุโรหิต เพราะมีผู้ถวายของถวายตามพระบัญญัติอยู่แล้ว 5 แต่คนเหล่านั้นทำงานรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์ในที่ที่เป็นแบบจำลองและเป็นเงาของสิ่งที่อยู่ในสวรรค์ เหมือนโมเซตอนที่จะสร้างพลับพลา ท่านได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าว่า “จงทำทุกสิ่งตามแบบที่ได้ให้เจ้าเห็นที่ภูเขา.” 6 แต่บัดนี้พระเยซูได้รับมอบหมายให้ทำงานรับใช้*ที่ประเสริฐกว่า เพื่อพระองค์จะทรงเป็นผู้กลางของสัญญาที่ดีกว่าด้วย ซึ่งเป็นสัญญาที่ทำขึ้นตามกฎหมายโดยอาศัยคำสัญญาที่ดีกว่า.
7 ถ้าสัญญาแรกไม่มีข้อบกพร่อง ก็ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาที่สอง 8 เพราะพระเจ้าทรงติเตียนชนชาตินี้ดังมีคำเขียนไว้ว่า “พระยะโฮวาตรัสดังนี้ ‘เวลาจะมาถึง และเราจะทำสัญญาใหม่กับเรือนอิสราเอลและเรือนยูดาห์ 9 ซึ่งไม่เหมือนสัญญาที่เราได้ทำกับบรรพบุรุษของพวกเขาในคราวที่เราจูงมือพวกเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์. เพราะพวกเขาไม่ทำตามที่สัญญากับเรา เราจึงเลิกเอาใจใส่พวกเขา’ พระยะโฮวาได้ตรัส.”
10 “พระยะโฮวาตรัสดังนี้ ‘ด้วยว่านี่เป็นสัญญาที่เราจะทำกับเรือนอิสราเอลหลังจากสมัยนั้น เราจะเอากฎหมายของเราใส่ในใจพวกเขาและเราจะเขียนกฎหมายเหล่านั้นไว้ที่หัวใจพวกเขา. และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา และพวกเขาจะเป็นประชาชนของเรา.
11 “ ‘และพวกเขาจะไม่ต้องสอนเพื่อนร่วมชาติและพี่น้องของตนเลยว่า “จงรู้จักพระยะโฮวา!” เพราะพวกเขาทุกคนจะรู้จักเรา ตั้งแต่ผู้น้อยที่สุดจนถึงผู้ใหญ่ที่สุด. 12 เพราะเราจะให้อภัยการอธรรมของพวกเขา และเราจะไม่ระลึกถึงบาปของพวกเขาอีกเลย.’ ”
13 เมื่อพระองค์ตรัสถึง “สัญญาใหม่” พระองค์ก็ทำให้สัญญาเดิมนั้นพ้นสมัย. ดังนั้น สิ่งที่พ้นสมัยไปแล้วและเก่าลงทุกทีก็ใกล้จะสูญไป.
9 ในสัญญาเดิมนั้นเคยมีข้อบัญญัติสำหรับงานรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์และสถานบริสุทธิ์บนโลก. 2 ในสถานบริสุทธิ์นั้น มีการสร้างห้องแรกให้มีเชิงตะเกียง โต๊ะ และขนมปังที่ตั้งถวาย และเรียกห้องนี้ว่า “ที่บริสุทธิ์.” 3 แต่หลังม่านชั้นที่สองเป็นห้องที่เรียกว่า “ที่บริสุทธิ์ที่สุด.” 4 ในที่นี้มีโถทองคำสำหรับเผาเครื่องหอมและหีบสัญญาที่หุ้มด้วยทองคำซึ่งบรรจุโถทองคำใส่มานากับไม้เท้าของอาโรนซึ่งออกดอกตูม และแผ่นหินจารึกสัญญา 5 บนหีบนั้นมีรูปปั้นเครูบ*ที่สง่างามคู่หนึ่งซึ่งทอดเงาลงบนฝาระงับพระพิโรธ. แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้โดยละเอียด.
6 เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกสร้างอย่างนั้นแล้ว พวกปุโรหิตจึงเข้าไปในห้องแรกเป็นประจำเพื่อทำงานรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์ 7 แต่ห้องที่สองนั้นมหาปุโรหิตผู้เดียวจะเข้าไปปีละครั้งพร้อมกับโลหิตซึ่งเขาจะถวายเพื่อตนเองและเพื่อบาปที่ประชาชนทำไปโดยไม่เจตนา. 8 โดยสิ่งนี้เอง พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทำให้เห็นชัดว่ายังไม่มีการเปิดทางเข้าสถานบริสุทธิ์นั้นตราบที่พลับพลาหลังแรกตั้งอยู่. 9 พลับพลานี้เป็นภาพแสดงถึงเวลากำหนดที่มาถึงแล้ว และยังคงมีการถวายของถวายและเครื่องบูชาแด่พระเจ้าเรื่อยมาจนบัดนี้. แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้ผู้มาถวาย*มีสติรู้สึกผิดชอบที่สะอาดหมดจดได้ 10 แต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เครื่องดื่ม และการจุ่มชำระในน้ำเท่านั้น. สิ่งเหล่านั้นเป็นข้อปฏิบัติทางกาย และใช้บังคับจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดไว้สำหรับจัดการเรื่องราวให้ถูกต้อง.
11 แต่เมื่อพระคริสต์เสด็จมาในฐานะมหาปุโรหิตผู้ทำให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นแก่เราแล้ว โดยเสด็จมาทางพลับพลาที่ใหญ่กว่าและประเสริฐกว่าซึ่งไม่ได้สร้างโดยมนุษย์ คือไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่พระเจ้าทรงสร้างไว้บนโลก 12 พระองค์เสด็จเข้าไปในสถานบริสุทธิ์ โดยนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป ไม่ใช่เลือดแพะและเลือดโคหนุ่ม พระองค์เสด็จเข้าไปเพียงครั้งเดียวและรับเอาความรอดนิรันดร์มาเพื่อเรา. 13 เพราะถ้าเลือดแพะหรือเลือดโคผู้และเถ้าของโคสาวที่พรมบนคนที่มีมลทินนั้นทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ถึงขั้นที่ร่างกายสะอาด 14 ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระโลหิตของพระคริสต์ ผู้ซึ่งได้ถวายพระองค์เองอย่างปราศจากตำหนิแด่พระเจ้าโดยการทรงนำของพระวิญญาณนิรันดร์ จะชำระสติรู้สึกผิดชอบของเราให้พ้นจากการกระทำที่ไร้ประโยชน์เพื่อเราจะทำงานรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์ถวายพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่.
15 ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงทรงเป็นผู้กลางของสัญญาใหม่เพื่อให้คนเหล่านั้นที่ถูกเรียกได้รับคำสัญญาเรื่องมรดกนิรันดร์ เพราะพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อปลดเปลื้องพวกเขาด้วยค่าไถ่ให้พ้นจากการละเมิดที่ได้ทำเมื่ออยู่ใต้สัญญาเดิม. 16 เพราะเมื่อมีสัญญากับพระเจ้าก็ต้องมีการตายของผู้ทำสัญญาซึ่งเป็นมนุษย์.* 17 ด้วยว่าจะต้องมีการตายก่อน สัญญาจึงจะมีผลบังคับ เนื่องจากสัญญาย่อมไม่มีผลบังคับในขณะที่ผู้ทำสัญญาซึ่งเป็นมนุษย์*ยังมีชีวิตอยู่. 18 ฉะนั้น สัญญาเดิมจะไม่มีการเริ่มใช้บังคับเช่นกันถ้าปราศจากเลือด. 19 เพราะเมื่อโมเซแจ้งบัญญัติทุกข้อในพระบัญญัติแก่ประชาชนทั้งปวงแล้ว ท่านจึงเอาเลือดโคหนุ่มและเลือดแพะกับน้ำ และใช้ขนแกะสีแดงเข้มกับกิ่งฮิสสปจุ่มแล้วประพรมม้วนหนังสือนั้นกับประชาชนทั้งปวง 20 กล่าวว่า “นี่คือโลหิตแห่งสัญญาที่พระเจ้าทรงทำไว้เป็นบัญญัติสำหรับท่านทั้งหลาย.” 21 แล้วท่านจึงเอาเลือดประพรมพลับพลาและเครื่องภาชนะทั้งหมดสำหรับการรับใช้*ด้วย. 22 ที่จริง ตามพระบัญญัติแล้ว เกือบทุกสิ่งถูกชำระด้วยโลหิต ถ้าไม่มีการหลั่งโลหิตก็ไม่มีการให้อภัย.
23 ฉะนั้น แบบจำลองของสิ่งที่อยู่ในสวรรค์จึงต้องได้รับการชำระด้วยวิธีนี้ แต่สิ่งที่อยู่ในสวรรค์ต้องชำระด้วยเครื่องบูชาที่ประเสริฐกว่าเครื่องบูชาเหล่านั้น. 24 ด้วยว่าพระคริสต์ไม่ได้เสด็จเข้าไปในสถานบริสุทธิ์ที่มนุษย์จำลองจากของจริง แต่เสด็จเข้าไปในสวรรค์เพื่อปรากฏเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อเรา. 25 และที่เสด็จเข้าไปนั้นไม่ใช่เพื่อถวายพระองค์เองหลาย ๆ ครั้งเหมือนที่มหาปุโรหิตเข้าไปในสถานบริสุทธิ์ทุกปีพร้อมกับเลือดที่ไม่ใช่เลือดของตนเอง. 26 มิฉะนั้น พระองค์คงต้องทนทุกข์หลายครั้งตั้งแต่การวางรากของโลก. แต่บัดนี้พระองค์ทรงปรากฏพระองค์ครั้งเดียวในช่วงสุดท้ายของยุค*เพื่อกำจัดบาปโดยถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา. 27 ดังที่มนุษย์ต้องตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็มีการพิพากษา 28 พระคริสต์ก็ถูกถวายครั้งเดียวเช่นกันเพื่อรับเอาบาปของคนเป็นอันมาก และครั้งที่สองที่พระองค์ทรงปรากฏจะไม่ใช่เพื่อขจัดบาป แต่เพื่อช่วยคนเหล่านั้นที่ตั้งตาคอยพระองค์ให้ได้รับความรอด.
10 เนื่องจากพระบัญญัติแสดงให้เห็นเงาของสิ่งดีที่จะมีมา แต่ไม่ได้แสดงลักษณะที่แท้จริงของสิ่งนั้น ปุโรหิตจึงไม่อาจทำให้คนที่มาเข้าเฝ้าพระเจ้าบรรลุความสมบูรณ์ได้โดยเครื่องบูชาอย่างที่พวกเขาถวายเป็นประจำทุกปี. 2 มิฉะนั้น พวกเขาคงเลิกถวายไปแล้วมิใช่หรือ? เพราะคนที่นำเครื่องบูชามาถวาย*และได้รับการชำระแล้วจะไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนบาปอีกต่อไป. 3 แต่เครื่องบูชาเหล่านั้นเตือนให้สำนึกถึงบาปทุกปี 4 เพราะเลือดโคผู้และเลือดแพะขจัดบาปไม่ได้.
5 ฉะนั้น เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาในโลก พระองค์จึงตรัสว่า “ ‘เครื่องบูชาและของถวายพระองค์ไม่ประสงค์ แต่พระองค์ทรงเตรียมกายให้ข้าพเจ้า. 6 พระองค์ไม่พอพระทัยเครื่องบูชาเผาและเครื่องบูชาไถ่บาป.’ 7 ข้าพเจ้าจึงทูลว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้ามา (ตามที่มีเขียนเกี่ยวกับข้าพเจ้าไว้ในม้วนหนังสือ) เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์.’ ” 8 หลังจากคำตรัสข้างต้นที่ว่า “พระองค์ไม่ทรงประสงค์และไม่พอพระทัยเครื่องบูชา ของถวาย เครื่องบูชาเผา และเครื่องบูชาไถ่บาป” คือเครื่องบูชาทั้งหลายที่ถวายตามพระบัญญัติ 9 แล้วพระองค์จึงตรัสว่า “ข้าพเจ้ามาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์.” พระองค์ทรงยกเลิกระเบียบเดิมเพื่อจะตั้งระเบียบใหม่. 10 โดย “พระประสงค์” นี้ เราจึงถูกชำระให้บริสุทธิ์โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงถวายพระกายเพียงครั้งเดียว.
11 นอกจากนั้น ปุโรหิตทุกคนเข้าประจำหน้าที่ของตนทุกวันเพื่อรับใช้ประชาชนและเพื่อถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวกันบ่อย ๆ เนื่องจากเครื่องบูชาเหล่านั้นไม่อาจปลดเปลื้องบาปได้ทั้งหมด. 12 แต่พระองค์ได้ถวายเครื่องบูชาครั้งเดียวสำหรับไถ่บาปตลอดกาลและทรงนั่งด้านขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 13 และตั้งแต่นั้นมาพระองค์ทรงคอยอยู่จนกว่าศัตรูของพระองค์จะถูกวางเป็นม้ารองพระบาทพระองค์. 14 เพราะโดยการถวายเครื่องบูชาครั้งเดียว พระองค์ได้ทรงทำให้คนเหล่านั้นที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์บรรลุความสมบูรณ์ตลอดกาล. 15 ยิ่งกว่านั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ยืนยันเรื่องนี้กับเราด้วย เพราะหลังจากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า 16 “พระยะโฮวาตรัสดังนี้ ‘นี่เป็นสัญญาที่เราจะทำกับพวกเขาหลังจากสมัยนั้น คือ เราจะเอากฎหมายของเราใส่ในหัวใจพวกเขาและเราจะเขียนกฎหมายเหล่านั้นไว้ที่ใจพวกเขา’ ” 17 แล้วพระวิญญาณจึงตรัสต่อไปว่า “และเราจะไม่ระลึกถึงบาปและการชั่วของพวกเขาอีกเลย.” 18 เมื่อมีการให้อภัยบาปเหล่านี้ ก็ไม่ต้องมีการถวายเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปอีกต่อไป.
19 ฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย เนื่องจากเรามั่นใจว่าจะได้เข้าเฝ้าในสถานบริสุทธิ์โดยอาศัยพระโลหิตของพระเยซู 20 โดยทางที่พระองค์ทรงเปิดให้เรา เป็นทางใหม่และเป็นทางแห่งชีวิตซึ่งผ่านม่านนั้นเข้าไป คือพระกายของพระองค์ 21 และเนื่องจากเรามีปุโรหิตองค์ยิ่งใหญ่ดูแลพระนิเวศของพระเจ้า 22 ให้เราเข้าเฝ้าพระเจ้าด้วยหัวใจซื่อตรงและด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมซึ่งเกิดจากความเชื่อ โดยมีหัวใจที่ถูกพรมชำระแล้วให้ปราศจากสติรู้สึกผิดชอบที่ชั่วและกายที่ชำระแล้วด้วยน้ำสะอาด. 23 ให้เราประกาศความหวังของเราอย่างเปิดเผยโดยไม่เลิกราและไม่หวั่นไหว เพราะพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นสัตย์ซื่อ 24 และให้เราพิจารณากันและกันเพื่อเร้าใจให้เกิดความรักและการดี 25 อย่าขาดการประชุมกันอย่างที่บางคนทำเป็นนิสัย แต่ให้ชูใจกัน และทำอย่างนั้นให้มากขึ้นเมื่อพวกท่านเห็นวันนั้นใกล้เข้ามา.
26 เพราะถ้าเราจงใจทำบาปเป็นอาจิณหลังจากได้รับความรู้ถ่องแท้เกี่ยวกับความจริงแล้ว จะไม่มีเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปให้อีกต่อไป 27 แต่จะมีการพิพากษาอันน่ากลัวรออยู่และจะมีความหวงแหนอันร้อนแรงซึ่งจะเผาผลาญคนที่ต่อต้าน. 28 คนใดที่ละเลยพระบัญญัติที่ทรงประทานผ่านทางโมเซจะตายโดยไม่ได้รับความปรานี ถ้ามีพยานสองหรือสามคน. 29 แล้วพวกท่านคิดว่าคนที่เหยียบย่ำพระบุตรของพระเจ้าและถือว่าพระโลหิตแห่งสัญญาที่ชำระเขาให้บริสุทธิ์เป็นสิ่งธรรมดาและหมิ่นประมาทพระวิญญาณแห่งพระกรุณาอันใหญ่หลวงนั้นสมควรถูกลงโทษหนักยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด? 30 เพราะเรารู้จักพระองค์ผู้ตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นธุระของเรา เราจะตอบแทน” และตรัสอีกว่า “พระยะโฮวาจะทรงพิพากษาประชาชนของพระองค์.” 31 การตกอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นเรื่องน่ากลัว.
32 แต่จงระลึกเสมอถึงวันเวลาในอดีต ในคราวเมื่อพวกท่านได้รับความสว่างแล้ว พวกท่านได้พากเพียรต่อสู้อย่างหนักขณะที่ประสบความลำบาก 33 บางครั้งพวกท่านตกเป็นเป้าของการติเตียนและการเคี่ยวเข็ญข่มเหง บางครั้งพวกท่านทุกข์ใจไปกับผู้ที่ประสบสิ่งเหล่านั้น. 34 เพราะพวกท่านแสดงความเห็นใจคนที่ถูกจำคุกและยังยอมถูกปล้นทรัพย์ด้วยความยินดี โดยรู้ว่าพวกท่านเองมีทรัพย์ที่ดีกว่าและคงทน.
35 ฉะนั้น จงพูดด้วยความกล้าหาญต่อ ๆ ไป อย่าเลิก เพราะมีบำเหน็จอันยิ่งใหญ่รออยู่. 36 เนื่องจากท่านทั้งหลายจำเป็นต้องเพียรอดทนเพื่อว่า เมื่อพวกท่านทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าแล้ว พวกท่านจะได้รับตามคำสัญญา. 37 ด้วยว่าอีก “ประเดี๋ยวเดียว” และ “พระองค์ผู้จะเสด็จมานั้นจะมาถึงและจะไม่ทรงชักช้า.” 38 “แต่ผู้ชอบธรรมของเราจะมีชีวิตเนื่องด้วยความเชื่อ” และ “ถ้าเขาถอยกลับ เราจะไม่พอใจเขา.” 39 แต่เราไม่ใช่คนที่จะถอยกลับสู่ความพินาศ แต่เป็นคนที่มีความเชื่อซึ่งจะรักษาชีวิต*ไว้.
11 ความเชื่อคือความมั่นใจโดยมีเหตุผลหนักแน่นว่าสิ่งที่หวังไว้จะเกิดขึ้น และเป็นความแน่ใจโดยมีหลักฐานชัดเจนว่าสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นมีจริง. 2 โดยความเชื่อนี้ คนในสมัยโบราณจึงมีพยานหลักฐานยืนยันว่าพวกเขาเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า.
3 โดยความเชื่อ เรารู้ว่าพระเจ้าทรงจัดสิ่งต่าง ๆ ในเอกภพ*ให้เป็นระบบโดยคำตรัสของพระองค์ สิ่งที่เรามองเห็นจึงเกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น.
4 โดยความเชื่อ เฮเบลถวายเครื่องบูชาที่มีค่ามากกว่าของคายินแด่พระเจ้า ซึ่งโดยความเชื่อนั้นเขาจึงมีพยานหลักฐานยืนยันว่าตนเป็นคนชอบธรรม โดยที่พระเจ้าทรงยืนยันเรื่องของถวายของเขา และโดยความเชื่อ แม้ตายไปแล้วเขาก็ยังพูดอยู่.
5 โดยความเชื่อ ฮะโนคถูกรับไปเพื่อจะไม่ประสบความตาย และไม่มีใครพบเขาเลยไม่ว่าที่ใดเพราะพระเจ้าทรงรับเขาไปแล้ว ด้วยว่าก่อนที่เขาจะถูกรับไป เขามีพยานหลักฐานยืนยันว่าเขาได้ทำให้พระเจ้าพอพระทัย. 6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อก็ไม่อาจทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้เลย เพราะผู้ที่เข้ามาหาพระเจ้าต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และเชื่อว่าพระองค์ทรงประทานบำเหน็จแก่ผู้ที่แสวงหาพระองค์อย่างจริงจัง.
7 โดยความเชื่อ เมื่อโนอาห์ได้รับคำเตือนจากพระเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่ยังไม่เห็น เขาแสดงความยำเกรงพระเจ้าและสร้างเรือ*เพื่อช่วยคนในครอบครัวให้รอด และโดยความเชื่อนี้ เขาจึงกล่าวโทษโลกและได้เป็นผู้รับมรดกแห่งความชอบธรรมอันเนื่องมาจากความเชื่อ.
8 โดยความเชื่อ อับราฮามเชื่อฟังเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ไปยังที่แห่งหนึ่งซึ่งกำหนดไว้ให้เขารับเป็นมรดก และเขาไปแม้ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน. 9 โดยความเชื่อ เขาอยู่อย่างคนต่างด้าวในแผ่นดินตามคำสัญญาเสมือนอยู่ในต่างประเทศ และอยู่ในเต็นท์กับยิศฮาคและยาโคบซึ่งเป็นผู้รับคำสัญญาเดียวกันนี้เป็นมรดกร่วมกับเขา. 10 เพราะเขาคอยท่าเมืองที่มีฐานรากแท้ ซึ่งผู้ก่อและผู้สร้างคือพระเจ้า.
11 โดยความเชื่อเช่นกัน ซาราห์ได้รับพลังให้ตั้งครรภ์แม้เมื่อนางพ้นวัยที่จะมีบุตรแล้ว เพราะนางถือว่าพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นซื่อสัตย์. 12 ฉะนั้น ชายคนเดียวที่เป็นเสมือนคนตายแล้วนั้นจึงให้กำเนิดลูกหลานมากมายดุจดาวในท้องฟ้าและนับไม่ถ้วนดุจทรายที่ชายทะเล.
13 คนทั้งปวงนี้ตายไปในขณะที่มีความเชื่อแม้ยังไม่ได้รับตามที่ทรงสัญญา แต่พวกเขาก็มองเห็นแต่ไกลและรอรับด้วยความยินดีและประกาศอย่างเปิดเผยว่าตนเป็นคนแปลกหน้าและเป็นคนอาศัยชั่วคราวในแผ่นดินนั้น. 14 เพราะคนที่พูดอย่างนั้นให้หลักฐานว่าพวกเขาตั้งใจแสวงหาที่ที่จะเป็นของตน. 15 ถ้าพวกเขาเฝ้าคิดถึงที่ที่ตนจากมา พวกเขาก็คงมีโอกาสกลับไปได้. 16 แต่บัดนี้พวกเขากำลังแสวงหาที่ที่ดีกว่า คือที่ที่ขึ้นอยู่กับสวรรค์. ฉะนั้น พระเจ้ามิได้ทรงอับอายที่พวกเขาเรียกพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าของพวกเขา ด้วยว่าพระองค์ได้เตรียมเมืองหนึ่งไว้ให้พวกเขาแล้ว.
17 โดยความเชื่อ เมื่ออับราฮามถูกลองใจ การตัดสินใจของท่านก็เสมือนว่าท่านได้ถวายยิศฮาคเป็นเครื่องบูชาไปแล้ว และชายผู้นี้ซึ่งรับคำสัญญาด้วยความยินดีก็พยายามจะถวายบุตรชายคนเดียวของตน 18 แม้พระเจ้าได้ตรัสกับเขาว่า “ผู้ที่จะถูกเรียกว่า ‘ผู้สืบเชื้อสายของเจ้า’ จะมาทางยิศฮาค.” 19 แต่เขาถือว่าพระเจ้าจะทรงปลุกยิศฮาคให้เป็นขึ้นจากตายได้ และเขาก็ได้รับยิศฮาคกลับมาจากความตาย ซึ่งเป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหน้า.
20 โดยความเชื่อเช่นกัน ยิศฮาคได้อวยพรยาโคบและเอซาวในเรื่องวันข้างหน้า.
21 โดยความเชื่อ เมื่อยาโคบใกล้สิ้นชีวิต ได้อวยพรบุตรแต่ละคนของโยเซฟและก้มลงนมัสการพระเจ้าโดยเกาะหัวไม้เท้าเพื่อยันกายไว้.
22 โดยความเชื่อ เมื่อโยเซฟใกล้สิ้นชีวิต ได้กล่าวถึงการอพยพของเหล่าบุตรของอิสราเอล และเขาได้สั่งเสียเรื่องกระดูกของเขา.
23 โดยความเชื่อ บิดามารดาของโมเซซ่อนเขาไว้สามเดือนหลังจากเขาเกิดมาเพราะเห็นว่าเขาเป็นเด็กรูปงามและทั้งสองไม่กลัวคำสั่งของกษัตริย์. 24 โดยความเชื่อ เมื่อโมเซโตแล้วก็ไม่ยอมให้ใครเรียกว่าบุตรของราชธิดาฟาโรห์ 25 เขาเลือกเอาการถูกทำทารุณร่วมกับประชาชนของพระเจ้าแทนที่จะเพลิดเพลินชั่วคราวกับบาป 26 เพราะเขาถือว่าคำติเตียนที่เขาได้รับในฐานะผู้ถูกเจิม*เป็นสิ่งมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติในอียิปต์ เพราะเขาเพ่งมองที่บำเหน็จซึ่งจะได้รับ. 27 โดยความเชื่อ เขาไปจากอียิปต์ แต่ไม่ใช่เพราะกลัวความกริ้วของกษัตริย์ ด้วยว่าเขายังยืนหยัดมั่นคงต่อ ๆ ไปเสมือนเห็นพระองค์ผู้ไม่ประจักษ์แก่ตา. 28 โดยความเชื่อ เขาได้ฉลองปัศคาและทำการประพรมเลือดเพื่อผู้ประหารจะไม่แตะต้องบุตรหัวปีของพวกเขา.
29 โดยความเชื่อ พวกเขาเดินข้ามทะเลแดงเหมือนเดินบนดินแห้ง แต่เมื่อชาวอียิปต์พยายามข้ามก็ถูกน้ำท่วมตายหมด.
30 โดยความเชื่อ เมื่อพวกเขาเดินรอบเมืองเยริโคเจ็ดวัน กำแพงเมืองก็พังทลาย. 31 โดยความเชื่อ ราฮาบหญิงแพศยาไม่ได้พินาศไปพร้อมกับคนที่ไม่เชื่อฟัง เพราะนางได้ต้อนรับคนสอดแนมไว้ฉันมิตร.
32 แล้วจะให้ข้าพเจ้ากล่าวอะไรอีก? เพราะเวลาจะไม่พอให้ข้าพเจ้าเล่าต่อเกี่ยวกับกิดโอน บาราค ซิมโซน ยิฟทาห์ ดาวิด รวมทั้งซามูเอลกับพวกผู้พยากรณ์คนอื่น ๆ 33 ซึ่งโดยความเชื่อได้รบชนะอาณาจักรต่าง ๆ ได้ทำการชอบธรรม ได้รับคำสัญญา ได้ปิดปากสิงโต 34 ได้ดับไฟที่ร้อนแรง ได้หนีพ้นคมดาบ ได้พ้นจากสภาพอ่อนแอมาเป็นผู้มีกำลังมาก ได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญในสงคราม ได้ทำให้กองทัพต่างชาติแตกพ่ายไป. 35 พวกผู้หญิงได้รับคนของพวกนางซึ่งตายไปนั้นกลับคืนมาโดยที่พวกเขาถูกปลุกให้เป็นขึ้นจากตาย แต่คนอื่น ๆ ถูกทรมานเพราะพวกเขาไม่ยอมรับการไถ่ตัว เพื่อจะได้รับการปลุกให้เป็นขึ้นจากตายที่ดีกว่า. 36 ส่วนคนอื่น ๆ ถูกทดสอบโดยถูกเยาะเย้ย ถูกเฆี่ยน และยิ่งกว่านั้นยังถูกล่ามโซ่และถูกจำคุกด้วย. 37 พวกเขาบางคนถูกหินขว้าง บางคนถูกทดสอบความเชื่อ บางคนถูกเลื่อยเป็นท่อน ๆ บางคนถูกฆ่าด้วยดาบ บางคนนุ่งห่มหนังแกะหนังแพะพเนจร ทั้งขัดสน ลำบาก และถูกทำทารุณ 38 โลกไม่คู่ควรกับพวกเขา. พวกเขาบางคนพเนจรตามถิ่นทุรกันดาร ตามภูเขา ตามถ้ำ และตามโพรงใต้ดิน.
39 แต่ถึงแม้คนทั้งปวงนี้มีพยานหลักฐานยืนยันว่าพวกเขาเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าเนื่องด้วยความเชื่อ พวกเขาก็ยังไม่ได้รับตามที่ทรงสัญญา 40 เพราะพระเจ้าทรงดำริไว้แล้วว่าจะประทานสิ่งที่ดีกว่าแก่เรา เพื่อว่าถ้าปราศจากเรา พวกเขาจะบรรลุความสมบูรณ์ไม่ได้.
12 ดังนั้น เพราะเหตุที่เรามีพยานกลุ่มใหญ่*อยู่รอบข้าง ให้เราปลดของหนักทุกอย่างออกจากตัว รวมทั้งบาปที่รัดตัวเราได้โดยง่าย และให้เราวิ่งด้วยความเพียรอดทนในการวิ่งแข่งซึ่งอยู่ตรงหน้าเรา 2 ขณะที่เราเพ่งมองพระเยซู ตัวแทนองค์เอกผู้ทำให้เรามีความเชื่อและผู้ทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์. พระองค์ทรงทนทุกข์จนสิ้นพระชนม์บนเสาทรมาน*โดยไม่ทรงคำนึงถึงความอับอายเพราะเห็นแก่ความยินดีที่อยู่ตรงหน้า และทรงนั่งด้านขวาราชบัลลังก์ของพระเจ้าแล้ว. 3 ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูพระองค์ผู้ทรงทนกับการพูดต่อต้านของคนบาปซึ่งการพูดนั้นกลับทำให้ตัวเขาเองเสียหาย เพื่อพวกท่านจะไม่เหนื่อยล้าและหมดกำลังใจ.
4 ในการต่อสู้กับบาปนั้น พวกท่านยังไม่ได้ต่อสู้จนถึงแก่ชีวิต* 5 และพวกท่านลืมคำกระตุ้นเตือนที่กล่าวกับพวกท่านในฐานะบุตรเสียหมดแล้วที่ว่า “บุตรของเราเอ๋ย อย่าดูเบาการตีสอนจากพระยะโฮวา และอย่าท้อใจเมื่อพระองค์ทรงว่ากล่าวเจ้า 6 เพราะพระยะโฮวาทรงรักผู้ใด พระองค์ทรงตีสอนผู้นั้น ที่จริง พระองค์ทรงเฆี่ยนตีทุกคนที่ทรงรับเป็นบุตร.”
7 ที่พวกท่านเพียรอดทนอยู่นั้นก็เป็นการตีสอนพวกท่าน. พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกท่านเหมือนเป็นบุตร. เพราะมีบุตรคนไหนบ้างที่บิดาไม่ตีสอน? 8 ถ้าพวกท่านไม่ได้รับการตีสอนอย่างที่ทุกคนได้รับ พวกท่านก็เป็นบุตรนอกกฎหมาย ไม่ใช่บุตรแท้. 9 นอกจากนั้น บิดาที่เป็นมนุษย์เคยตีสอนเรา แต่เราก็นับถือท่าน. เราจึงควรยอมเชื่อฟังพระบิดาผู้ให้กำเนิดเราโดยพระวิญญาณมากยิ่งกว่านั้นมิใช่หรือ เพื่อเราจะมีชีวิตอยู่? 10 ด้วยว่าบิดาที่เป็นมนุษย์เคยตีสอนเราอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งตามที่ท่านเห็นว่าดี แต่พระองค์ทรงตีสอนเราเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อเราจะมีส่วนในความบริสุทธิ์ของพระองค์. 11 จริงอยู่ ไม่มีการตีสอนแบบใดที่ทำให้ยินดีในขณะที่ได้รับ แต่ทำให้เศร้าใจ แต่ภายหลัง การตีสอนนั้นก่อผลเป็นความชอบธรรมที่ทำให้เกิดสันติสุขแก่ผู้ที่ได้รับการฝึกโดยการตีสอน.
12 ฉะนั้น จงชูมือที่ห้อยอยู่ขึ้นและทำให้หัวเข่าที่อ่อนเปลี้ยมีกำลัง 13 และจงทำทางเดินของพวกท่านให้ตรงอยู่เสมอเพื่อขาที่พิการจะไม่หลุดจากข้อต่อ แต่จะหายเป็นปกติ. 14 จงพยายามมีสันติสุขกับคนทั้งปวงและรักษาความบริสุทธิ์ต่อ ๆ ไป เพราะถ้าปราศจากความบริสุทธิ์แล้ว จะไม่มีใครได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า 15 และจงระวังระไวให้ดีเพื่อจะไม่มีใครถูกตัดขาดจากพระกรุณาอันใหญ่หลวงของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีรากขมงอกขึ้นมาก่อความยุ่งยากและทำให้หลายคนเป็นมลทิน 16 เพื่อจะไม่มีคนผิดประเวณีหรือคนที่ไม่รู้คุณค่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนเอซาวที่ได้เอาสิทธิบุตรหัวปีของตนไปแลกกับอาหารมื้อเดียว. 17 ด้วยว่าท่านทั้งหลายก็รู้ว่าในภายหลังเมื่อเขาอยากได้พรนั้นเป็นมรดก เขาก็ถูกปฏิเสธ เพราะแม้เขาจะพยายามด้วยน้ำตาไหลเพื่อให้บิดาเปลี่ยนใจ เขาก็ทำไม่ได้.
18 ด้วยว่าพวกท่านไม่ได้เข้ามาใกล้ภูเขาที่จับต้องได้และมีไฟลุกไหม้ และไม่ได้เข้ามาใกล้เมฆดำ ความมืดทึบ พายุใหญ่ 19 เสียงแตร และเสียงตรัสซึ่งเมื่อประชาชนได้ยินแล้วก็ขอร้องไม่ให้ตรัสอะไรกับพวกเขาอีก. 20 เพราะพวกเขากลัวพระบัญชาที่ว่า “แม้แต่สัตว์ที่ถูกต้องภูเขานั้นก็จะต้องถูกหินขว้างตาย.” 21 และปรากฏการณ์นั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักจนโมเซกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากลัวจนตัวสั่น.” 22 แต่พวกท่านได้เข้ามาใกล้ภูเขาซีโอนและเมืองของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ คือเยรูซาเลมฝ่ายสวรรค์ และมาใกล้ทูตสวรรค์นับหมื่นนับแสน 23 ในที่ประชุมใหญ่ และมาใกล้ประชาคมของเหล่าบุตรหัวปีซึ่งมีชื่อเขียนไว้ในสวรรค์ และมาใกล้พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาทุกคน และมาใกล้เหล่าผู้ชอบธรรมที่กำเนิดโดยพระวิญญาณซึ่งถูกทำให้สมบูรณ์แล้ว 24 และมาใกล้พระเยซูผู้กลางของสัญญาใหม่ และมาใกล้พระโลหิตที่ประพรมซึ่งพูดได้ดีกว่าโลหิตของเฮเบล.
25 ท่านทั้งหลายจงระวังให้ดี อย่าเป็นคนที่ไม่ยอมฟังพระองค์ผู้ตรัสอยู่. เพราะถ้าคนเหล่านั้นหนีไม่พ้นเพราะไม่ยอมฟังคำเตือนของพระเจ้าจากผู้ให้คำเตือนบนแผ่นดินโลก เรายิ่งจะหนีไม่พ้นเลยถ้าเราหันหนีจากพระองค์ผู้ตรัสจากสวรรค์. 26 ในครั้งนั้น พระสุรเสียงของพระองค์ทำให้แผ่นดินโลกสั่นสะเทือน แต่บัดนี้พระองค์ทรงสัญญาว่า “เราจะทำให้ทั้งแผ่นดินโลกและสวรรค์หวั่นไหวอีกครั้งหนึ่ง.” 27 คำตรัสที่ว่า “อีกครั้งหนึ่ง” แสดงว่าจะมีการขจัดสิ่งที่ถูกทำให้สั่นสะเทือน คือสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้สร้าง เพื่อว่าสิ่งที่ไม่ถูกทำให้สั่นสะเทือนจะคงอยู่. 28 ฉะนั้น เมื่อเห็นว่าเราจะได้รับอาณาจักรซึ่งไม่อาจทำให้สั่นสะเทือนได้ ขอให้เรารักษาพระกรุณาอันใหญ่หลวงนี้ไว้ ซึ่งโดยทางพระกรุณานี้เราจะทำงานรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์ถวายพระเจ้าอย่างที่พระองค์ชอบพระทัยด้วยความยำเกรงและด้วยความครั่นคร้าม. 29 เพราะพระเจ้าของเราทรงเป็นไฟที่เผาผลาญด้วย.
13 ขอให้ท่านทั้งหลายรักกันฉันพี่น้องต่อ ๆ ไป. 2 อย่าลืมแสดงน้ำใจรับรองแขก เพราะโดยการแสดงน้ำใจเช่นนั้น บางคนได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว. 3 จงคิดถึงผู้ที่ถูกจองจำเสมือนว่าพวกท่านถูกจองจำกับพวกเขาด้วย และจงคิดถึงผู้ที่ถูกทำทารุณเพราะพวกท่านเองก็ยังอยู่ในกายเนื้อหนังเหมือนกัน. 4 จงให้การสมรสเป็นที่นับถือแก่คนทั้งปวง และจงให้เตียงสมรสปราศจากมลทิน เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาคนผิดประเวณีและคนเล่นชู้. 5 จงให้วิถีชีวิตของพวกท่านปราศจากการรักเงิน และจงพอใจในสิ่งที่พวกท่านมีอยู่. เพราะพระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่มีวันละทิ้งเจ้าและไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า.” 6 เราจึงกล้าพูดว่า “พระยะโฮวาทรงเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว. มนุษย์จะทำอะไรข้าพเจ้าได้เล่า?”
7 จงคิดถึงผู้ที่นำหน้าท่ามกลางพวกท่านซึ่งกล่าวพระคำของพระเจ้าแก่พวกท่าน และจงเลียนแบบความเชื่อของพวกเขาโดยสังเกตดูว่าการประพฤติของพวกเขาก่อผลเช่นไร.
8 พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเช่นเดิมทั้งเมื่อวานนี้ วันนี้ และตลอดไป.
9 อย่าหลงไปกับคำสอนหลากหลายที่แปลก ๆ เพราะเป็นการดีที่จะให้หัวใจเข้มแข็งขึ้นด้วยพระกรุณาอันใหญ่หลวง ไม่ใช่ด้วยอาหารการกินซึ่งไม่ให้ประโยชน์อะไรแก่คนที่หมกมุ่นในสิ่งนี้.
10 เรามีแท่นบูชาแท่นหนึ่ง และผู้ที่ทำงานรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์ที่พลับพลาไม่มีสิทธิ์จะกินของจากแท่นนั้น. 11 ด้วยว่าร่างของสัตว์ที่มหาปุโรหิตนำเลือดเข้าไปในสถานบริสุทธิ์เพื่อไถ่บาปนั้นถูกเผานอกค่าย. 12 ฉะนั้น พระเยซูก็ทรงทนทุกข์นอกประตูเมืองเช่นกันเพื่อชำระผู้คนให้บริสุทธิ์โดยพระโลหิตของพระองค์เอง. 13 ดังนั้น ให้เราออกไปหาพระองค์นอกค่ายโดยทนรับคำตำหนิที่พระองค์ได้ทนรับเอา 14 เพราะเราไม่ได้มีเมืองที่ถาวรอยู่ที่นี่ แต่เราตั้งใจแสวงหาเมืองที่จะมีมาภายหน้า. 15 ให้เราถวายเครื่องบูชาที่เป็นคำสรรเสริญแด่พระเจ้าเสมอโดยทางพระเยซู คือผลของริมฝีปากที่ประกาศพระนามของพระองค์. 16 นอกจากนั้น อย่าลืมทำการดีและแบ่งปันสิ่งของแก่ผู้อื่น ด้วยว่าพระเจ้าพอพระทัยเครื่องบูชาเช่นนั้น.
17 จงเชื่อฟังผู้ที่นำหน้าท่ามกลางท่านทั้งหลายและยอมรับอำนาจของพวกเขา เพราะคนเหล่านั้นคอยดูแลพวกท่าน*เหมือนเป็นผู้ที่ต้องถวายรายงาน เพื่อพวกเขาจะดูแลพวกท่านด้วยความยินดี ไม่ใช่ด้วยการทอดถอนใจซึ่งจะก่อผลเสียหายแก่พวกท่าน.
18 จงอธิษฐานเพื่อเราต่อ ๆ ไป ด้วยเรามั่นใจว่าเรามีสติรู้สึกผิดชอบที่ดีเพราะเราปรารถนาจะประพฤติตัวซื่อสัตย์ในทุกสิ่ง. 19 แต่ข้าพเจ้าขอให้พวกท่านอธิษฐานมากเป็นพิเศษ ข้าพเจ้าจะได้กลับมาหาพวกท่านโดยเร็ว.
20 ข้าแต่พระเจ้าแห่งสันติสุขผู้ทรงปลุกพระเยซูเจ้าของเราซึ่งเป็นผู้บำรุงเลี้ยงฝูงแกะองค์ยิ่งใหญ่ให้เป็นขึ้นจากตายพร้อมด้วยพระโลหิตแห่งสัญญานิรันดร์ 21 ขอพระองค์ทรงโปรดให้พวกท่านมีสิ่งดีทุกอย่างไว้พร้อมเพื่อจะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ โดยทรงดำเนินงานในตัวเราโดยทางพระเยซูคริสต์ตามที่พระองค์ชอบพระทัย ขอพระเกียรติจงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์. อาเมน.
22 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอให้พวกท่านรับฟังถ้อยคำที่ชูใจนี้ เพราะที่จริงแล้วข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงพวกท่านเพียงสั้น ๆ. 23 และขอให้ทราบว่าติโมเธียวพี่น้องของเราถูกปล่อยตัวแล้ว ถ้าเขามาถึงเร็ว ข้าพเจ้าจะมาหาพวกท่านพร้อมกับเขา.
24 ขอฝากความคิดถึงมายังผู้ที่นำหน้าท่ามกลางพวกท่านและผู้บริสุทธิ์คนอื่น ๆ ทุกคน. พี่น้องที่อยู่ในอิตาลีฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายด้วย.
25 ขอให้พระกรุณาอันใหญ่หลวงจงมีแก่พวกท่านทุกคนเถิด.
หรือ “ระบบต่าง ๆ.”
คำแปลตรงตัวคือ “แผ่นดินโลกที่มีคนอาศัยอยู่.”
คำแปลตรงตัวคือ “ผู้รับใช้สาธารณชน.”
ดูเชิงอรรถของ ลูกา 4:18.
คำแปลตรงตัวคือ “งานรับใช้สาธารณชน.”
คำแปลตรงตัวคือ “แผ่นดินโลกที่มีคนอาศัยอยู่.”
หรือ “เป็นอัครสาวก.”
หรือ “ผู้ถูกเจิม.” ดูเชิงอรรถของ มัด 2:4.
ดูเชิงอรรถของ มัด 12:1.
ดูภาคผนวก 7ก.
คำแปลตรงตัวคือ “ข้อต่อ.”
หรือ “ระบบ.”
ดูภาคผนวก 7ก.
คำแปลตรงตัวคือ “ออกมาจากบั้นเอวของอับราฮาม.”
คำแปลตรงตัวคือ “ยังอยู่ในบั้นเอวของบรรพบุรุษ.”
คำแปลตรงตัวคือ “ผู้รับใช้สาธารณชน.”
คำแปลตรงตัวคือ “งานรับใช้สาธารณชน.”
เครูบ คือทูตสวรรค์ที่มีตำแหน่งสูง.
คำภาษากรีก ลา-ทรอย-อน-ทา แปลตรงตัวว่า “ทำงานรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์.”
หรือ “ผู้กลางในการทำสัญญา.”
หรือ “ผู้กลางในการทำสัญญา.”
คำแปลตรงตัวคือ “งานรับใช้สาธารณชน.”
หรือ “ระบบต่าง ๆ.”
คำภาษากรีก ลา-ทรอย-อน-ทา แปลตรงตัวว่า “ทำงานรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์.”
ดูภาคผนวก 7ก.
หรือ “ระบบต่าง ๆ.”
ดูเชิงอรรถของ มัด 24:38.
คำแปลตรงตัวคือ “พระคริสต์.”
คำแปลตรงตัวคือ “เมฆใหญ่แห่งพยาน.”
ดูภาคผนวก 6.
คำแปลตรงตัวคือ “โลหิต.”
ดูภาคผนวก 7ก.