6-12 กรกฎาคม 2026
เพลง 98 พระคัมภีร์ พระเจ้าดลใจให้เขียนขึ้นมา
หลักการในคัมภีร์ไบเบิล—ทำไมถึงสำคัญมาก?
“ให้ถวายร่างกายเป็นเครื่องบูชา . . . การทำอย่างนี้เป็นการรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์โดยใช้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลของคุณ”—รม. 12:1
จุดสำคัญ
อธิบายว่าหลักการในคัมภีร์ไบเบิลคืออะไร และเราจะมองให้ออกได้ยังไงว่ามีหลักการอะไรบ้างจากเรื่องที่เราอ่านในคัมภีร์ไบเบิล
1-2. (ก) ทำไมถึงบอกได้ว่าคัมภีร์ไบเบิลเป็นหนังสือเก่าแก่? (ข) ทำไมคัมภีร์ไบเบิลถึงยังเป็นประโยชน์กับเราในทุกวันนี้?
คัมภีร์ไบเบิลเป็นหนังสือที่เก่าแก่มาก หนังสือนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อประมาณ 3,500 ปีที่แล้วและเขียนเสร็จเมื่อเกือบ 2,000 ปีที่ผ่านมา ถึงจะเป็นหนังสือเก่าแก่ แต่ “ถ้อยคำของพระเจ้า” ที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิลก็มีชีวิตและทรงพลังจนถึงทุกวันนี้ (ฮบ. 4:12; 2 ทธ. 3:16, 17) หลายล้านคนที่เอาคำแนะนำในคัมภีร์ไบเบิลไปใช้ก็ยืนยันว่าคัมภีร์ไบเบิลช่วยให้พวกเขารับมือกับปัญหาต่าง ๆ ในทุกวันนี้ได้
2 แต่หนังสือที่เก่าแก่ขนาดนี้ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ได้ยังไง? มีเหตุผลหลัก ๆ 2 อย่าง อย่างแรก คัมภีร์ไบเบิลมาจาก “พระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่” ซึ่งเป็นผู้สร้างที่ฉลาดที่สุด (1 ทธ. 4:10; รม. 16:26, 27) อย่างที่ 2 คัมภีร์ไบเบิลมีหลักการที่สามารถใช้ได้ตลอด เป็นประโยชน์กับผู้คนไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหนและไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรก็ตาม
3. เราจะคุยกันเกี่ยวกับคำถามอะไรบ้างในบทความนี้?
3 ในบทความนี้เราจะมาดูว่าหลักการในคัมภีร์ไบเบิลคืออะไร? ทำไมหลักการในคัมภีร์ไบเบิลถึงสำคัญมากสำหรับเราในทุกวันนี้? เราจะมองให้ออกได้ยังไงว่ามีหลักการอะไรบ้างจากเรื่องที่เราอ่านในคัมภีร์ไบเบิล? นอกจากนั้น เราจะดูด้วยว่าคำสอนของพระเยซูเน้นให้เห็นยังไงว่าหลักการในคัมภีร์ไบเบิลมีค่ามาก
หลักการในคัมภีร์ไบเบิลคืออะไร?
4. หลักการในคัมภีร์ไบเบิลคืออะไร?
4 หลักการในคัมภีร์ไบเบิลคือความจริงพื้นฐานซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายในคัมภีร์ไบเบิล บางครั้งเราเห็นหลักการได้ชัดเจนในกฎหมายบางข้อ (มธ. 22:37) ถึงอย่างนั้น หลักการก็เหนือกว่ากฎหมาย เพราะกฎหมายอาจใช้ได้จำกัด เช่น ใช้ได้กับบางยุคบางสมัยหรือบางสถานการณ์ แต่หลักการช่วยให้เราเข้าใจความคิดของพระยะโฮวาซึ่งเป็นมุมมองที่กว้างกว่า เราอาจบอกได้ว่าหลักการคือเหตุผลที่มีการตั้งกฎหมายและกฎหมายของพระยะโฮวาทุกข้อมีเหตุผลรองรับ หลักการซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายสามารถใช้ได้กับหลายสถานการณ์และใช้ได้ตลอดไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปขนาดไหน (สด. 119:111) กฎหมายอาจถูกเปลี่ยนได้ถ้ามีความจำเป็น แต่หลักการจะไม่ล้าสมัยและไม่มีวันตกยุค—อสย. 40:8
5. ขอยกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่ากฎหมายกับหลักการแตกต่างกันยังไง (ดูภาพด้วย)
5 เพื่อจะเข้าใจว่ากฎหมายกับหลักการแตกต่างกันยังไง ขอให้ลองนึกถึงตัวอย่างนี้ แม่อาจบอกกับลูกที่ยังเล็กว่า “อย่าโดนเตานะลูก” นี่คือคำสั่งหรือกฎ แต่กฎนี้มาจากหลักการหรือเหตุผลที่ว่าอย่าจับอะไรก็ตามที่มันร้อนไม่อย่างนั้นจะเจ็บตัว หลักการนี้ไม่ได้ใช้กับเตาเท่านั้น แต่ใช้กับทุกอย่างที่ร้อน เช่น เตารีด ท่อไอเสีย หรืออะไรก็ตามที่เราจับแล้วอาจทำให้เป็นแผลไฟไหม้ และหลักการนี้ไม่ได้ใช้ได้แค่ในบ้านเท่านั้นแต่ใช้ได้ทุกที่ แน่นอนว่าเมื่อลูกโตขึ้นเขาก็อาจต้องใช้เตา แต่เขาก็รู้ว่าจะใช้ยังไงเพื่อไม่ทำให้ตัวเองเจ็บตัว ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าถึงแม้กฎหมายจะเปลี่ยนไป แต่หลักการไม่มีทางเปลี่ยน
แม้กฎหมายจะเปลี่ยนไป แต่หลักการไม่มีทางเปลี่ยน (ดูข้อ 5)
ทำไมหลักการในคัมภีร์ไบเบิลถึงสำคัญ?
6. (ก) พระยะโฮวาให้มีอะไรในคัมภีร์ไบเบิล? (ข) พระยะโฮวาให้เกียรติเรายังไง?
6 พระยะโฮวารักเรามาก พระองค์ก็เลยให้มีกฎหมายไว้ในคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเป็นคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยให้ทั้งตัวเราและคนอื่นไม่ได้รับอันตราย (ยก. 2:11) นอกจากนั้น พระยะโฮวายังช่วยให้เราเข้าใจหลักการในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งก็คือเหตุผลหรือที่มาของกฎหมายเหล่านั้นด้วย พระยะโฮวาไม่ได้ให้กฎหมายไว้สำหรับทุกสถานการณ์ แต่พระองค์ให้หลักการในคัมภีร์ไบเบิลเพื่อช่วยให้เราตัดสินใจอย่างฉลาดและทำสิ่งที่ถูกต้อง การที่พระยะโฮวาให้มีหลักการในคัมภีร์ไบเบิลแสดงให้เห็นเลยว่า พระยะโฮวาให้เกียรติเราและอยากให้เรามีอิสระที่จะตัดสินใจเองในแบบที่ทำให้เห็นว่าเรารักพระองค์และรักมาตรฐานของพระองค์—กท. 5:13
7. ขอยกตัวอย่างว่าการเข้าใจหลักการในคัมภีร์ไบเบิลช่วยเรายังไง (ดูภาพด้วย)
7 ให้เรามาดูตัวอย่างว่าหลักการในคัมภีร์ไบเบิลช่วยเราได้ยังไงบ้าง ในบางประเทศจะมีป้ายสัญญาณจราจรที่อยู่ตามจุดต่าง ๆ บนถนนสายหลัก บางป้ายก็เป็นคำสั่งหรือกฎหมายซึ่งถ้าใครฝ่าฝืนก็ต้องได้รับโทษ เช่น ป้ายจำกัดความเร็ว หรือป้ายที่บอกให้หยุดรถ นอกจากนั้น ยังมีป้ายสัญญาณจราจรที่เตือนคนขับให้รู้ถึงอันตราย เช่น ป้ายที่เตือนว่าถนนลื่น หรือป้ายที่เตือนให้ระวังสัตว์ป่าข้ามถนน เมื่อคนขับรถที่มีประสบการณ์เห็นป้ายเตือนเหล่านี้ เขาต้องใช้วิจารณญาณและขับขี่อย่างระมัดระวัง ตอนที่ฝนตกเขาจะขับรถในแบบที่ไม่เสี่ยงอันตราย คล้ายกัน คัมภีร์ไบเบิลบอกให้เรารู้ชัดเจนว่าพระยะโฮวาไม่ชอบการประพฤติบางอย่างและเราจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้นแน่นอน นอกจากนั้น คัมภีร์ไบเบิลยังมีหลักการต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราไม่คิดหรือทำอะไรก็ตามที่จะนำไปสู่การฝ่าฝืนกฎหมายของพระเจ้าด้วย เพื่อที่จะทำแบบนั้นได้ เราต้องรู้จักความคิดของพระยะโฮวา
มีป้ายสัญญาณจราจรหลายอย่างที่เตือนคนขับให้รู้ถึงอันตราย คัมภีร์ไบเบิลก็มีหลักการมากมายที่ช่วยปกป้องเราจากอันตรายด้วย (ดูข้อ 7)
8. อย่างที่บอกไว้ในโรม 12:1, 2 การมองหาหลักการจากเรื่องที่เราอ่านในคัมภีร์ไบเบิลช่วยฝึกเราในเรื่องอะไร?
8 มีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งด้วยจากการใช้หลักการในคัมภีร์ไบเบิล นั่นก็คือ ช่วยฝึกเราให้เข้าใจความคิดของพระยะโฮวา เมื่อเราอ่านคัมภีร์ไบเบิล ให้พยายามมองหาบทเรียนที่เราได้จากเรื่องที่อ่าน เราอาจถามตัวเองว่าทำไมพระยะโฮวาถึงให้บันทึกเรื่องนี้ไว้ในคัมภีร์ไบเบิล และเราได้ประโยชน์อะไร การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเรียนรู้วิธีใช้ “ความสามารถในการคิดหาเหตุผล” เพื่อทำสิ่งที่พระยะโฮวาชอบ นี่จะช่วยให้เราทำ “สิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำซึ่งเป็นสิ่งที่ดี สมบูรณ์ และทำให้พระองค์พอใจ”—อ่านโรม 12:1, 2a
9. เราได้ประโยชน์อะไรอีกจากการใช้หลักการในคัมภีร์ไบเบิล? (ฮีบรู 5:13, 14)
9 นอกจากนั้น การใช้หลักการในคัมภีร์ไบเบิลช่วยให้เราเป็นคริสเตียนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเราใช้ชีวิตตามหลักการในคัมภีร์ไบเบิล เราจะสนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น (อ่านฮีบรู 5:13, 14) ลองคิดถึงตัวอย่างนี้ ปกติแล้วพ่อแม่จะตั้งกฎหลายข้อให้ลูกที่ยังเด็กเพื่อลูกจะรู้ว่าควรทำยังไงในสถานการณ์ต่าง ๆ ลูกก็อาจทำตามที่พ่อแม่บอกเพราะกลัวโดนทำโทษ แต่พระยะโฮวาไม่ได้ทำเหมือนกับว่าเราเป็นเด็ก พระองค์มองว่าเรามีความเป็นผู้ใหญ่แล้ว พระองค์ไว้ใจว่าเราจะตัดสินใจในแบบที่สอดคล้องกับความต้องการของพระองค์ และเมื่อเราทำแบบนั้น เราจะทำให้พระองค์ดีใจ—สด. 147:11; สภษ. 23:15, 26; 27:11
วิธีมองให้ออกว่าหลักการคืออะไร
10. เราจะมองหาหลักการในคัมภีร์ไบเบิลได้ยังไง?
10 ตอนที่เราอ่านคัมภีร์ไบเบิลและดูบทเรียนที่ได้จากเรื่องนั้น เราจะเห็นหลักการซึ่งช่วยให้เราเข้าใจความคิดและความรู้สึกของพระยะโฮวา นอกจากนั้น การดูเหตุผลว่าทำไมพระยะโฮวาถึงให้มีกฎหมายจะช่วยให้เราเห็นหลักการด้วย ยิ่งเราเข้าใจเหตุผล เราก็ยิ่งเข้าใจความคิดของพระยะโฮวามากขึ้น นอกจากนั้น เพื่อเราจะเข้าใจความคิดของพระยะโฮวา เราก็ต้องอธิษฐานขอให้พระองค์ช่วยและพัฒนาความสามารถในการคิดหาเหตุผลด้วย (สภษ. 2:10-12) เราอาจถามตัวเองว่า ‘ทำไมพระเจ้าถึงให้มีกฎหมายข้อนี้? ถ้าพระยะโฮวาไม่ชอบการประพฤติแบบนี้ แล้วพระองค์รู้สึกยังไงกับการประพฤติคล้าย ๆ กัน? ฉันได้เรียนอะไรจากเรื่องราวนี้ในคัมภีร์ไบเบิลและจะเอามาใช้ได้ยังไง?’ เมื่อเราเข้าใจเหตุผลซึ่งเป็นที่มาของกฎหมาย และได้บทเรียนจากเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล เราจะสามารถตัดสินใจได้อย่างฉลาด ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สอดคล้องกับความต้องการของพระยะโฮวา
11. ในคำบรรยายบนภูเขาของพระเยซู ท่านสอนวิธีดูหลักการในคัมภีร์ไบเบิลยังไง? (ดูภาพด้วย)
11 ในคำบรรยายบนภูเขา พระเยซูช่วยเราให้รู้วิธีมองให้ออกว่าหลักการคืออะไร ให้เรามาดู 3 เรื่องที่พระเยซูพูดถึง ซึ่งแต่ละเรื่องท่านพูดถึงกฎหมายก่อน จากนั้นก็พูดถึงหลักการซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายนั้น ตอนที่เราดูแต่ละเรื่อง ให้เราคิดว่าจะเอาหลักการนั้นมาใช้ยังไงในทุกวันนี้ และเราได้ประโยชน์อะไร
ตอนที่พระเยซูให้คำบรรยายบนภูเขา ท่านช่วยเราให้รู้วิธีมองให้ออกว่าหลักการคืออะไร (ดูข้อ 11)
12. หลักการซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายในมัทธิว 5:21, 22 คืออะไร? (ดูภาพด้วย)
12 อ่านมัทธิว 5:21, 22 “อย่าฆ่าคน” หลักการคืออะไร? พระยะโฮวาไม่อยากให้เราพูดหรือทำอะไรที่แสดงว่าเกลียดคนอื่น หรือเกลียดคนอื่นแม้แต่ในความคิด พระเยซูบอกว่าถึงจะไม่ลงมือฆ่าคนจริง ๆ แต่ถ้าเกลียดพี่น้องก็เท่ากับไม่เชื่อฟังหลักการซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายข้อนี้ ถ้าใคร “โกรธคนอื่นไม่หาย” หรือพูดไม่ดีกับคนนั้น เขาก็จะต้อง “ถูกศาลสูงตัดสิน” เพราะความรู้สึกเกลียดหรือการทำอะไรด้วยความเกลียดนี่แหละที่นำไปสู่การลงมือฆ่าคน—1 ยน. 3:15
13. เราจะใช้หลักการที่มัทธิว 5:21, 22 ยังไง? (ดูภาพด้วย)
13 เราจะใช้หลักการที่มัทธิว 5:21, 22 ในทุกวันนี้ได้ยังไง? เราไม่ควรโกรธคนอื่นไม่หายหรือเก็บความแค้นเอาไว้ (ลนต. 19:18; โยบ 36:13) เพราะมันจะกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกเกลียดชังซึ่งอาจทำให้เราพูดหรือทำอะไรไม่ดีออกไป (สภษ. 10:12) นี่รวมถึงการซุบซิบนินทาและการพูดใส่ร้ายซึ่งเป็นการทำลายชื่อเสียงของคนอื่น (สภษ. 20:19; 25:23) แม้แต่ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย หรือแอปส่งข้อความ พระเยซูก็ให้หลักการที่ช่วยให้คริสเตียนที่มีความเป็นผู้ใหญ่เห็นอันตรายจากการใช้สิ่งเหล่านี้ ดังนั้น เราต้องไม่แสดงความเกลียดชังไม่ว่าจะทางคำพูดหรือการสื่อสารแบบไหนก็ตามซึ่งทำลายชื่อเสียงของคนอื่น
(ดูข้อ 12-13)
14. หลักการซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายในมัทธิว 5:27, 28 คืออะไร? (ดูภาพด้วย)
14 อ่านมัทธิว 5:27, 28 “อย่าเล่นชู้” หลักการคืออะไร? พระยะโฮวาเกลียดการทำผิดศีลธรรมทางเพศ และเกลียดความคิดที่นำไปสู่การทำผิดศีลธรรมทางเพศด้วย พระเยซูบอกว่าถ้าผู้ชายจ้องมองผู้หญิง (ที่ไม่ใช่ภรรยาของตัวเอง) จนเกิดความใคร่ เขาก็ทำบาป ดังนั้น ถ้ามีความคิดเรื่องการผิดศีลธรรมทางเพศผุดขึ้นมา เราต้องเลิกคิดทันทีแม้ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักก็ตาม (มธ. 5:29, 30) คริสเตียนที่เป็นโสดก็ต้องใช้หลักการนี้ด้วย
15. เราจะใช้หลักการที่มัทธิว 5:27, 28 ยังไง? (ดูภาพด้วย)
15 เราจะใช้หลักการที่มัทธิว 5:27, 28 ในทุกวันนี้ได้ยังไง? เราต้องไม่เอาแต่คิดเรื่องผิดศีลธรรมทางเพศ (2 ซม. 11:2-4; โยบ 31:1-3) ที่จริง คริสเตียนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับสื่อลามกทุกรูปแบบ เขาจะไม่หาเหตุผลว่าแค่ดูสื่อลามกเฉย ๆ ก็ไม่ผิดอะไรตราบใดที่ไม่ได้ลงมือทำจริง ๆ เขาจะไม่พยายามอ้างว่าสิ่งที่เขาดูไม่ใช่สื่อลามกที่น่ารังเกียจ มันเป็นแค่ภาพยั่วยวนนิดหน่อยเท่านั้นและคนทั่วไปก็ไม่ได้มองว่าผิดอะไร ในสมัยพระเยซูยังไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หนัง หรือรูปภาพ แต่พระเยซูก็ให้หลักการว่าพระยะโฮวารู้สึกยังไงเกี่ยวกับสื่อลามกในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ และหลักการนี้ยังช่วยให้เข้าใจด้วยว่าพระองค์ไม่ชอบสิ่งที่ผู้คนในทุกวันนี้ทำกัน เช่น การส่งสื่อลามกให้คนอื่นทางมือถือ ไม่ว่าจะเป็นภาพ วีดีโอ ข้อความ หรือพูดคุยทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการทำผิดศีลธรรมทางเพศ หลักการนี้ช่วยให้คนที่แต่งงานแล้วไม่เล่นชู้หรือนอกใจคู่ของตัวเอง (มลค. 2:15) และยังช่วยทุกคนไม่ว่าจะเป็นโสดหรือแต่งงานแล้วให้ไม่ทำอะไรก็ตามที่นำไปสู่การทำผิดศีลธรรมทางเพศ—สภษ. 5:3-14
(ดูข้อ 14-15)
16. หลักการซึ่งเป็นที่มาของกฎหมายในมัทธิว 5:43, 44 คืออะไร? (ดูภาพด้วย)
16 อ่านมัทธิว 5:43, 44 “ให้รักเพื่อนบ้าน” หลักการคืออะไร? พระยะโฮวาอยากให้เรามองทุกคนว่าเป็นเหมือนเพื่อนบ้านของเราและแสดงความรักกับพวกเขา ชาวยิวในสมัยพระเยซูใช้กฎหมายข้อนี้ผิด ๆ โดยคิดว่าถ้าให้รักเพื่อนบ้านก็แปลว่าเกลียดศัตรูได้ แต่พระเยซูรู้ว่านั่นไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายข้อนี้ ท่านรู้ว่าพระยะโฮวาอยากให้เรามองทุกคนว่าเป็นเหมือนเพื่อนบ้านของเราไม่ว่าเขาจะมาจากเชื้อชาติหรือประเทศไหนก็ตาม—มธ. 5:45-48
17. เราจะใช้หลักการที่มัทธิว 5:43, 44 ยังไง? (ดูภาพด้วย)
17 เราจะใช้หลักการที่มัทธิว 5:43, 44 ในทุกวันนี้ได้ยังไง? การรักเพื่อนบ้านจะทำให้เราไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งหรือสงครามในโลกทุกวันนี้ (อสย. 2:4; มคา. 4:3) และจะทำให้เราทำดีกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาจากเชื้อชาติไหน อยู่ประเทศไหน หรือนับถือศาสนาอะไร (กจ. 10:34, 35) นอกจากนั้น การรักเพื่อนบ้านยังช่วยเราให้อภัยคนที่ทำให้เราเจ็บหรือทำให้คนที่เรารักเจ็บด้วย—มธ. 18:21, 22; มก. 11:25; ลก. 17:3, 4
(ดูข้อ 16-17)
ตั้งใจใช้ชีวิตตามหลักการในคัมภีร์ไบเบิลต่อ ๆ ไป
18. (ก) เราควรตั้งใจที่จะทำอะไร? (ข) เราจะคุยอะไรกันในบทความหน้า?
18 เรารู้สึกขอบคุณจริง ๆ ที่พระยะโฮวาไม่ได้ทำเหมือนเราเป็นเด็ก แต่มองว่าเรามีความเป็นผู้ใหญ่ พระองค์อยากให้เราตัดสินใจอย่างฉลาดโดยใช้หลักการในคัมภีร์ไบเบิล (1 คร. 14:20) ดังนั้น ตอนที่เราตัดสินใจ ให้เราตั้งใจที่จะ “พยายามเข้าใจว่าพระยะโฮวาต้องการอะไร” (อฟ. 5:17) ความรักที่เรามีต่อพระยะโฮวาจะช่วยให้เราตัดสินใจในแบบที่สอดคล้องกับความต้องการของพระองค์และจะไม่ตัดสินใจแค่เพราะกลัวว่าจะถูกพระองค์ลงโทษ ยังมีของขวัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีด้วย นั่นก็คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เราจะคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบทความหน้า
เพลง 95 แสงที่สว่างขึ้นเรื่อย ๆ
a มีหลายสถานการณ์ในชีวิตที่คริสเตียนต้องใช้หลักการในคัมภีร์ไบเบิลเพื่อตัดสินใจ ตอนนั้นเราอาจไม่ได้ใช้แค่หลักการเดียวเท่านั้นแต่อาจใช้หลักการหลายข้อ เราเลยต้องรู้ว่าหลักการเหล่านั้นเกี่ยวข้องกันยังไง เพื่อจะทำแบบนั้นได้ เราต้องใช้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลที่พระยะโฮวาให้เรา นี่จะช่วยเราตัดสินใจในแบบที่ทำให้พระองค์พอใจและอวยพรเรา ในศตวรรษแรก คริสเตียนชาวยิวต้องเรียนรู้ที่จะใช้หลักการ เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยชินกับการทำตามกฎมากมายที่พวกหัวหน้าศาสนาตั้งไว้