เรื่องราวชีวิตจริง
พระยะโฮวาสอนผมตั้งแต่ผมเป็นหนุ่ม
พี่น้องชายคนหนึ่งยื่นกระดาษใบเล็ก ๆ ให้ผมหนึ่งใบ ผมจ้องมองกระดาษนั้นแบบงง ๆ บนกระดาษเขียนว่า “เดวิด สเปลน วันที่ 8 เมษายน 1953 ‘ประกาศการพิพากษาโลก’” ผมถามว่า “ใบนี้มันคืออะไรครับ?” พี่น้องชายคนนั้นตอบว่า “เป็นใบมอบหมายให้คุณบรรยายในโรงเรียนการรับใช้ตามระบอบของพระเจ้า”a พอได้ยินแบบนั้น ผมก็ตอบว่า “ผมไม่ได้สมัครบรรยายนะครับ”
แต่ก่อนจะเล่าต่อ ผมขอพูดถึงเรื่องราวชีวิตของผมตั้งแต่ต้นนะครับ ผมเกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเมืองแคลการี ประเทศแคนาดา ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 มีไพโอเนียร์หนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อโดนัลด์ เฟรเซอร์มาเคาะที่ประตูบ้านเรา เขาคุยกับแม่ผม แล้วแม่ก็ตกลงศึกษาคัมภีร์ไบเบิล แม่ชอบความจริงมาก แต่แม่มีปัญหาสุขภาพเยอะ ก็เลยไม่ค่อยได้ไปประชุม ถึงอย่างนั้น แม่ก็ยังก้าวหน้าจนรับบัพติศมาได้ในปี 1950 แต่น่าเศร้า ไม่ถึง 2 ปีหลังจากนั้นแม่ก็เสียชีวิต ตอนนั้นพ่อผมยังไม่ได้เป็นพยานฯ แต่เขาก็อนุญาตให้พยานฯ จัดงานศพและให้มีคำบรรยายได้
ไม่กี่วันหลังงานศพ พี่น้องหญิงสูงอายุคนหนึ่งที่เป็นผู้ถูกเจิมชื่ออลิสชวนผมไปประชุม เธอรู้จักผมเพราะเคยเห็นผมไปประชุมกับแม่ช่วงสุดสัปดาห์ตอนที่แม่ยังไปประชุมไหว ผมเลยถามพ่อว่าผมไปได้ไหม พ่อก็ตอบว่าได้ แล้วพ่อก็ตัดสินใจว่าจะไปกับผมด้วยแค่ “ครั้งเดียว” เพื่อจะไปขอบคุณพี่น้องที่บรรยายในงานศพแม่ คืนนั้นมีการประชุมโรงเรียนการรับใช้ตามระบอบของพระเจ้าและการประชุมเพื่อการรับใช้ มันเหมาะมากที่พ่อไปประชุมคืนนั้นเพราะพ่อได้ฟังพี่น้องที่กำลังฝึกบรรยายอย่างดี แค่ฟังเท่านั้นพ่อก็ประทับใจมาก หลังจากนั้น พ่อเลยตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมการประชุมรายการนั้นทุกสัปดาห์ แล้วในที่สุด พ่อก็เริ่มเข้าร่วมการประชุมรายการอื่นด้วย
สมัยนั้น ผู้รับใช้โรงเรียนการรับใช้ตามระบอบของพระเจ้าจะเริ่มต้นการประชุมโดยการขานชื่อพี่น้องที่สมัครเข้าโรงเรียนนี้ คนไหนที่ได้ยินชื่อของตัวเองก็จะตอบว่า “มาครับ” คืนหนึ่งผมขอให้พี่น้องขานชื่อของผมด้วยในการประชุมครั้งถัดไป พี่น้องคนนั้นชมเชยผมอย่างดีแต่ก็ไม่ได้ถามผมว่าเข้าใจไหมว่ามันหมายถึงอะไร
ผมไม่รู้เลยว่ามันหมายความว่าผมกำลังสมัครบรรยายในโรงเรียนการรับใช้ ที่จริง ผมแค่อยากให้เขาเรียกชื่อผมเฉย ๆ ในสัปดาห์ถัดมา พอผมถูกเรียกชื่อผมก็ตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า “มาครับ” หลังจากการประชุมพี่น้องหลายคนก็มาชมผมกันใหญ่ ไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้น ผมก็ได้รับใบมอบหมายที่ผมพูดถึงในตอนต้นของบทความนี้
งานเข้าผมเต็ม ๆ เลยครับ! สมัยนั้นนักเรียนต้องเตรียมคำบรรยายยาว 6-8 นาที ไม่มีนักเรียนอ่านคัมภีร์ไบเบิล พ่อช่วยผมเตรียมบรรยายและให้ผมซ้อมตั้ง 20 รอบก่อนที่จะบรรยายจริง พอบรรยายเสร็จ ผมก็ได้รับคำแนะนำที่ดีมากจากพี่น้องชายที่เป็นครูโรงเรียน ผมเห็นเลยว่าตลอดหลายปีพระยะโฮวาใช้พ่อ พี่น้องชายและหญิงที่มีความสามารถ และองค์การของพระองค์เพื่อฝึกผมอย่างดี
ได้รับการฝึกอบรมต่อไป
อลิสที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้เป็นคนฝึกผมให้ประกาศ ในสมัยนั้นวิธีที่เราประกาศก็คือเราจะอ่านข้อคัมภีร์ 3 ข้อให้เจ้าของบ้านฟัง จากนั้นก็เสนอหนังสือ พอถึงตาผมที่ต้องประกาศกับเจ้าของบ้าน ตอนแรกอลิสจะแนะนำตัวเอง เริ่มการสนทนา หลังจากนั้นเธอก็ให้ผมพูดต่อจากเธอโดยให้ผมอ่านข้อคัมภีร์แรก อธิบาย แล้วก็อ่านข้อคัมภีร์ข้อที่ 2 และข้อที่ 3 จากนั้นผมก็จะเสนอหนังสือ แต่พอเวลาผ่านไป ผมได้ฝึกฝนตัวเองมากขึ้นจนสามารถเริ่มแนะนำตัวและประกาศได้เองตั้งแต่ต้นจนจบ หลังจากที่พ่อรับบัพติศมาช่วงปลายปี 1954 เขาช่วยฝึกผมให้ประกาศเก่งขึ้นด้วย ถึงจะเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว แต่พ่อก็ทำหน้าที่พ่อได้สุดยอดจริง ๆ พ่อช่วยผมให้รักพระยะโฮวาและให้ความสำคัญกับการประชุมและการประกาศมาก ผมรู้เลยว่าในคืนที่มีการประชุมเราจะต้องไปที่หอประชุม และเช้าวันเสาร์อาทิตย์เราก็ต้องไปประกาศ
ผมไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่งมาก แต่การศึกษาที่ผมได้รับในช่วง 12 ปีที่ผมอยู่ที่โรงเรียนช่วยผมได้มากตอนที่ผมโตขึ้น ตัวอย่างเช่น ผมได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์และเรียนเกี่ยวกับหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และยังเรียนเกี่ยวกับการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วย ซึ่งนี่ช่วยให้ผมทำงานมอบหมายในแผนกการเขียนที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้
หลายคนถามว่าทำไมผมถึงชอบดนตรี ที่ผมชอบก็เพราะพ่อแม่ชอบดนตรีเหมือนกัน ตอน 7 ขวบผมเรียนเปียโนอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ครูที่สอนเปียโนรู้สึกว่าผมเล่นไม่ได้เรื่อง ครูเลยบอกกับพ่อว่าน่าจะให้ผมเลิกเรียนดีกว่า ผมเข้าใจได้ว่าทำไมครูถึงพูดอย่างนั้นเพราะตอนนั้นผมไม่ค่อยอยากเรียนเปียโนเท่าไหร่
ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น พ่อก็หาครูคนใหม่ให้ผม คราวนี้ผมเรียนทั้งเปียโนและเรียนร้องเพลง แล้วผมก็ทำได้ดีด้วย ตั้งแต่เด็กผมเป็นนักร้องเสียงโซปราโน ผมร้องเพลงได้ดีมากถึงขนาดไปแข่งร้องเพลงและได้รางวัล เป้าหมายของผมคืออยากได้วุฒิการศึกษาด้านดนตรีเพื่อจะสอนดนตรี ผมอยากหาเลี้ยงตัวเองเพื่อจะทำงานรับใช้เต็มเวลาได้ แต่พอใกล้จะได้วุฒิการศึกษาแล้ว ผมเห็นว่าต้องใช้เวลาเยอะมากเพื่อจะอ่านหนังสือและเตรียมสอบเกี่ยวกับการร้องประสานเสียง ประวัติศาสตร์ดนตรี และการแต่งเพลง ผมเลยตัดสินใจเลิกเรียนและสมัครเป็นไพโอเนียร์ประจำ ตอนนั้นเป็นปี 1963
การเป็นไพโอเนียร์ทำให้มีความสุข
หลังจากที่เป็นไพโอเนียร์ได้ 1 ปี ผมก็ถูกมอบหมายให้เป็นไพโอเนียร์พิเศษที่เมืองคาพุสคาซิง รัฐออนแทรีโอ คู่ไพโอเนียร์ของผมชื่อแดเนียล สกินเนอร์ เขาอายุมากกว่าผม 2 เท่า เขาสอนผมหลายอย่างเกี่ยวกับวิธีการทำงานของประชาคม ผมถูกแต่งตั้งให้รับใช้ในคณะกรรมการการรับใช้ของประชาคมตั้งแต่อายุ 20 ก็เลยมีหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ผมมีความสุขมากที่ตอนนี้องค์การของเรากลับมาเน้นเรื่องการฝึกอบรมพี่น้องชายที่อายุยังน้อย ถ้าพี่น้องเหล่านี้ขยันและตั้งใจทำงาน พวกเขาก็สามารถเป็นคนที่พระยะโฮวาใช้งานได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
ตอนอยู่ที่เมืองคาพุสคาซิง เราเจอข้อท้าทายหลายอย่าง เช่น ในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจลดลงถึง -44 องศาเซลเซียส หรือบางครั้งก็อาจจะ “อุ่นขึ้น” เป็น -33 องศา ส่วนใหญ่ผมกับแดนใช้วิธีเดินประกาศทั่วเมืองนี้ อย่างหนึ่งที่ทำให้ผมมีความสุขมากตอนรับใช้ที่นี่ก็คือการได้เจอกับพี่น้องหญิงคนหนึ่งที่ชื่อลินดา โคล ซึ่งในภายหลังเธอก็ได้มาเป็นลินดา สเปลน
ลินดาเป็นผู้ประกาศที่กระตือรือร้นมากและมีรายเยี่ยมหลายราย เธอเป็นคนใจกว้าง อบอุ่น และชอบใช้เวลากับคนอื่น แม่ของเธอชื่อโกลดี้เป็นพี่น้องหญิงที่ซื่อสัตย์ พ่อของเธอชื่ออัลเลน ตอนแรกพ่อต่อต้านความจริง ถึงจะเป็นอย่างนั้น โกลดี้ก็พาลินดาและน้องชาย 2 คนคือจอห์นกับกอร์ดอนไปประชุมเป็นประจำและฝึกพวกเขาให้ทำงานประกาศ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทั้งโกลดี้ ลินดา จอห์น และกอร์ดอนรับใช้เป็นไพโอเนียร์ด้วยกัน หลายปีต่อมา อัลเลนก็เข้ามาเป็นพยานพระยะโฮวาและขยันทำงานรับใช้ในประชาคม
ในปี 1965 ผมได้เข้าโรงเรียนพระราชกิจซึ่งเป็นหลักสูตร 1 เดือนที่เบเธลแคนาดา ตอนอยู่ที่นั่น ผมถูกเชิญให้กรอกใบสมัครเข้าโรงเรียนกิเลียดด้วย ผมไม่คิดว่าตัวเองมีความสามารถที่จะเป็นมิชชันนารีได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็กรอกใบสมัคร แล้วผมก็ถูกเชิญให้เข้าโรงเรียนกิเลียดชั้นเรียนที่ 42 ตอนเรียนอยู่ที่โรงเรียนกิเลียด เราได้รับการประเมินเป็นประจำจากครูผู้สอน ครั้งแรกของการประเมิน ครูสนับสนุนผมให้เรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับองค์การตอนอยู่ที่โรงเรียนนี้ นั่นเป็นคำแนะนำที่ดีมากสำหรับผมที่ตอนนั้นอายุแค่ 21
ที่โรงเรียนกิเลียด เราได้เรียนวิธีติดต่อกับสื่อต่าง ๆ เช่น สถานีวิทยุ โทรทัศน์ และสำนักพิมพ์ ผมชอบเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก ผมไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นประโยชน์กับผมในอนาคต เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังทีหลัง
ไปเซเนกัล
ไม่กี่วันหลังจบการศึกษาที่โรงเรียนกิเลียด ผมกับไมเคิล โฮเลซึ่งเป็นคู่มิชชันนารีของผมเดินทางไปที่งานมอบหมายของเราก็คือประเทศเซเนกัลที่แอฟริกา สมัยนั้นมีผู้ประกาศในเซเนกัลประมาณ 100 คน
หลังจากที่ผมทำงานเป็นมิชชันนารีอยู่เกือบ 1 ปี ผมก็ได้รับเชิญให้ช่วยงานที่สำนักงานสาขาสัปดาห์ละวัน “สำนักงานสาขา” ที่ว่าก็คือห้องแค่ห้องเดียวในบ้านมิชชันนารี ถึงแม้ว่าสำนักงานสาขาของเราจะเล็ก แต่พี่น้องเอมันวิล พาเทอราคิส ซึ่งเป็นผู้รับใช้สาขาในตอนนั้น ก็เตือนผมเสมอว่าสำนักงานสาขาคือตัวแทนขององค์การพระยะโฮวาในประเทศนั้น มีครั้งหนึ่งที่พี่น้องพาเทอราคิสตัดสินใจว่าจะเขียนจดหมายให้กำลังใจมิชชันนารีทุกคนที่รับใช้ที่นั่น สมัยนั้นการทำจดหมายและคัดลอกจดหมายหลายฉบับไม่ใช่งานง่าย ๆ เราต้องพิมพ์จดหมายทีละฉบับด้วยตัวเอง นั่นเป็นงานที่ค่อนข้างหนักทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราต้องทำให้แน่ใจว่าจดหมายแต่ละฉบับไม่มีข้อผิดพลาด
เย็นวันหนึ่งหลังจากเสร็จงานที่สำนักงานสาขาและกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน พี่น้องพาเทอราคิสก็ยื่นจดหมายซองหนึ่งให้ผม เขาบอกว่า “เดวิด สมาคมส่งจดหมายถึงคุณ” พอผมเปิดซองจดหมาย ปรากฏว่ามันเป็นจดหมายที่ผมพิมพ์เอง เรื่องนี้เตือนใจผมให้นับถือองค์การของพระยะโฮวาเสมอไม่ว่าเราจะอยู่ในสาขาเล็กหรือใหญ่
กับเพื่อนมิชชันนารีที่เซเนกัล ปี 1967
ผมได้มาสนิทกับพี่น้องในประชาคมต่าง ๆ และเกือบทุกเย็นวันเสาร์ผมจะใช้เวลากับพวกเขา มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากจริง ๆ ทุกวันนี้ผมก็ยังติดต่อกับเพื่อน ๆ เหล่านั้นอยู่ นอกจากนั้น การเป็นมิชชันนารีที่เซเนกัลทำให้ผมมีโอกาสเรียนภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประโยชน์กับผมมากตอนที่ทำงานเยี่ยมสำนักงานสาขาต่าง ๆ ทั่วโลก
ในปี 1968 ผมกับลินดาหมั้นกัน ตลอดหลายเดือนหลังจากนั้น ผมพยายามหางานพาร์ทไทม์ทำเพื่อที่ผมกับลินดาจะสามารถเป็นไพโอเนียร์ด้วยกันได้ในเซเนกัล แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะชอบจ้างคนท้องถิ่นมากกว่าคนต่างชาติ ในที่สุด หลังจากที่ผมกลับไปแคนาดา ผมกับลินดาก็แต่งงานกัน และเราสองคนได้รับมอบหมายให้เป็นไพโอเนียร์พิเศษที่เมืองเอดมันตัน ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ในรัฐนิวบรันสวิกซึ่งอยู่ติดกับรัฐควิเบก
วันแต่งงานของเรา ปี 1969
เป็นไพโอเนียร์ในรัฐนิวบรันสวิกและควิเบก
สมัยนั้นเมืองนั้นไม่มีผู้ประกาศเลยและมีนักศึกษาคัมภีร์ไบเบิลแค่ไม่กี่คน ศาสนาคาทอลิกมีอิทธิพลมากกับผู้คนที่นั่น เกือบทุกบ้านจะมีป้ายห้ามพยานพระยะโฮวา แต่ในสมัยนั้น การมีป้ายห้ามพยานฯ ก็ไม่ได้เป็นการห้ามแบบจริงจังเท่ากับสมัยนี้ ดังนั้น เราเลยประกาศทุกบ้านไม่ว่าจะมีป้ายหรือไม่มีป้าย ทุกสัปดาห์พวกคาทอลิกจะลงข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า “ตามล่าแม่มดกันเถอะ ลากพวกพยานพระยะโฮวามาจัดการเลย” พอดี “แม่มด” ที่ว่ามีแค่ 4 คนในเมืองนี้คือวิคเตอร์และเวลด้า นอร์เบิร์ก และผมกับลินดา มันก็เลยเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาหมายถึงใคร
ผมไม่มีวันลืมการเยี่ยมครั้งแรกของผู้ดูแลหมวดตอนที่เรารับใช้ที่นั่น หลังจากจบการเยี่ยม เขาบอกกับพวกเราว่า “ผมคิดว่าอย่างเดียวที่พวกคุณน่าจะทำได้ก็คือพยายามช่วยคนที่นี่ไม่ให้มีอคติกับพยานพระยะโฮวาก็แล้วกัน” นี่ก็เลยเป็นเป้าหมายของพวกเรา และเราก็ทำได้สำเร็จจริง ๆ ผู้คนค่อย ๆ เห็นความแตกต่างระหว่างพยานพระยะโฮวาที่ถ่อมตัวกับบาทหลวงที่หยิ่งยโส ทุกวันนี้มีประชาคมเล็ก ๆ 1 ประชาคมในเมืองนั้น
หลังจากที่เรารับใช้ในเขตนั้นประมาณ 1 ปีซึ่งเป็นเขตโดดเดี่ยว เราก็ได้รับงานมอบหมายใหม่ให้ย้ายไปช่วยในประชาคมใหญ่ประชาคมหนึ่งที่เมืองควิเบก เรารับใช้ที่นั่นประมาณ 6 เดือน พี่น้องที่นั่นมีน้ำใจต้อนรับดีมาก จากนั้น เราก็ได้รับงานมอบหมายใหม่ให้เป็นผู้ดูแลเดินทาง
เรารับใช้เป็นผู้ดูแลหมวด 14 ปีในรัฐควิเบก มันเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและมีความสุขมากเพราะงานรับใช้ที่นั่นเกิดผลดีจริง ๆ ในแต่ละประชาคมที่เราเยี่ยม เรามักได้เห็นผู้สนใจหลายครอบครัวศึกษาคัมภีร์ไบเบิลและทำความก้าวหน้าเป็นอย่างดี
คิดถึงคนที่ทำงานหนัก
พี่น้องแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศสเป็นคนน่ารักมาก พวกเขาเป็นคนตรง ๆ ร่าเริง และกระตือรือร้น แต่มันก็ไม่ง่ายเหมือนกันที่พวกเขาจะเข้ามาเป็นพยานฯ ได้เพราะครอบครัวของพวกเขาต่อต้านหนักมาก เด็กบางคนโดนพ่อแม่ที่ไม่มีความเชื่อยื่นคำขาดกับพวกเขาว่า “เลิกศึกษากับพยานพระยะโฮวาซะ ไม่อย่างนั้นก็ออกจากบ้านไปเลย” แต่น่าดีใจที่แทบไม่มีใครเลิกศึกษา พระยะโฮวาต้องภูมิใจในตัวพวกเขาแน่ ๆ
พอมาถึงตรงนี้แล้ว คงไม่ดีแน่ ๆ ถ้าผมจะไม่พูดถึงไพโอเนียร์ประจำและไพโอเนียร์พิเศษที่ขยันขันแข็งซึ่งรับใช้ในควิเบก พวกเขาส่วนใหญ่เกือบทุกคนย้ายมาจากรัฐอื่นในแคนาดาและตั้งใจจะมารับใช้ที่ควิเบก นอกจากพวกเขาจะต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสแล้ว พวกเขาต้องเรียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิธีคิดของผู้คนในควิเบกซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาคาทอลิก
ไพโอเนียร์พิเศษมักได้รับงานมอบหมายให้ไปรับใช้ในเขตโดดเดี่ยวที่ไม่มีผู้ประกาศ เนื่องจากผู้คนที่ควิเบกมีอคติกับพยานฯ ก็เลยเป็นเรื่องยากมากที่พี่น้องจะหาที่พัก และการหางานพาร์ทไทม์ทำก็ยิ่งยากกว่านั้นอีก สามีภรรยาที่แต่งงานใหม่บางคู่ต้องรวมกลุ่มกับพี่น้องคู่อื่น ๆ เพื่อเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน เช่น รวมกลุ่มกันประมาณ 4 คน 6 คน หรือ 8 คนเพราะถ้าจะแยกออกไปอยู่เองก็สู้ค่าเช่าไม่ไหว พี่น้องไพโอเนียร์เหล่านี้ทำงานหนักมาก พอพวกเขาได้เจอใครที่สนใจศึกษาคัมภีร์ไบเบิล พวกเขาก็จะเอาใจใส่อย่างดีและทำทุกอย่างเพื่อช่วยนักศึกษาให้ก้าวหน้า ทุกวันนี้ควิเบกไม่ต้องการความช่วยเหลือจากไพโอเนียร์ที่ย้ายมาจากที่อื่นแล้ว เลยทำให้ไพโอเนียร์ที่กระตือรือร้นเหล่านี้หลายคนสามารถย้ายไปช่วยในที่ที่ต้องการผู้ประกาศมากกว่าได้
ตอนที่เราไปเยี่ยมประชาคมต่าง ๆ ในหมวด เช้าวันเสาร์เราจะพยายามออกประกาศกับพี่น้องที่เป็นวัยรุ่น นี่เลยทำให้เรามีโอกาสได้ฟังว่าพวกเขากำลังเจอปัญหาและข้อท้าทายอะไรบ้าง เด็กวัยรุ่นบางคนที่เราเคยประกาศด้วยตอนนี้บางคนรับใช้เป็นมิชชันนารีที่ต่างประเทศ ส่วนบางคนก็ทำงานรับใช้ในรูปแบบอื่น ๆ
สมัยนั้นบางประชาคมไม่สามารถช่วยค่าเดินทางเราได้ ดังนั้น บางครั้งยังไม่ทันสิ้นเดือน เราก็ไม่มีเงินแล้ว ตอนนั้นเราจะพึ่งพระยะโฮวาสุดหัวใจเพราะมีแต่พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่รู้สถานการณ์ของเรา และพระยะโฮวาก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวังจริง ๆ เราสามารถไปเยี่ยมประชาคมถัดไปได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งเสมอ
ได้เรียนจากพี่น้องที่ซื่อสัตย์
อย่างที่ผมได้พูดไปแล้ว ผมได้ประโยชน์จากวิชาที่สอนเรื่องการติดต่อกับสื่อต่าง ๆ ที่ได้เรียนในโรงเรียนกิเลียด สมัยที่ผมรับใช้ที่ควิเบก หลายครั้งเรามีโอกาสได้ประกาศทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และลงข่าวในหนังสือพิมพ์ ผมมักจะถูกมอบหมายให้ทำงานกับพี่น้องเลองซ์ เครโปต์ซึ่งเป็นผู้ดูแลหมวดและเป็นคนติดต่อกับสื่อต่าง ๆ เก่งมาก ตอนที่เราต้องเข้าไปคุยกับผู้บริหารของสื่อหรือสำนักข่าวต่าง ๆ เลองซ์ไม่ได้โชว์ว่าตัวเองมีความรู้เยอะด้านสื่อ แต่เขาพูดด้วยความถ่อมตัวกับผู้บริหารเหล่านั้นว่า “ท่านครับ ผมกับเพื่อนเป็นแค่ผู้รับใช้พระเจ้า เราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับการออกรายการโทรทัศน์หรือวิทยุ เราแค่ได้รับมอบหมายให้มาโฆษณาเรื่องการประชุมใหญ่ของพยานพระยะโฮวาที่กำลังจะจัดขึ้น ถ้าท่านช่วยเราได้ เราก็จะยินดีมากเลยครับ” คำพูดที่ถ่อมตัวแบบนี้ทำให้สื่อต่าง ๆ ยินดีช่วยเราเต็มที่
ต่อมาสำนักงานสาขามอบหมายผมให้ทำงานกับพี่น้องเกลน ฮาว ซึ่งเป็นทนายความ ผมกับเขาทำงานด้วยกันเกี่ยวกับคดียาก ๆ ที่สื่อให้ความสนใจ ผมได้ประโยชน์จากการฝึกอบรมที่โรงเรียนกิเลียด ได้ประสบการณ์จากการทำงานกับพี่น้องเลองซ์ และรู้สึกเป็นสิทธิพิเศษจริง ๆ ที่ได้ทำงานกับพี่น้องเกลน ฮาว พี่น้องเกลนปกป้ององค์การอย่างกล้าหาญ และที่สำคัญที่สุด เขารักพระยะโฮวามาก
ในปี 1985 เราได้รับมอบหมายให้ไปรับใช้เป็นผู้ดูแลหมวดที่ภาคตะวันตกของแคนาดาซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพ่อผม ผมก็เลยมีโอกาสได้ดูแลพ่อ สามเดือนหลังจากที่เราย้ายไป พ่อก็เสีย เรายังคงรับใช้ที่นั่นต่อจนถึงปี 1989 และเราก็รู้สึกตกใจที่ได้รับจดหมายเชิญให้มารับใช้ที่เบเธลสหรัฐ นี่หมายความว่าเราต้องออกจากงานเดินหมวดที่เราทำมากกว่า 19 ปี ตอนที่เป็นผู้ดูแลหมวด เราได้พักกับพี่น้องหลายร้อยครอบครัว มีโอกาสได้กินข้าวกับพี่น้องที่น่ารักหลายพันมื้อ เราขอบคุณทุกคนมากจริง ๆ ที่เปิดบ้านต้อนรับเราและชวนเราไปกินข้าว
ย้ายไปอยู่สหรัฐ
พอมาถึงบรุกลิน ผมได้รับมอบหมายให้ทำงานในแผนกการรับใช้ ผมขอบคุณจริง ๆ ที่ได้รับการฝึกอบรมที่นั่น บทเรียนอย่างหนึ่งที่ผมได้รับก็คือ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนและอย่าสรุปเอาเอง ในปี 1998 ผมได้รับมอบหมายให้ไปอยู่ที่แผนกการเขียน ทุกวันนี้ผมก็ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ผมมีสิทธิพิเศษที่ได้ช่วยงานพี่น้องจอห์น บาร์หลายปี เขาเป็นผู้ประสานงานคณะกรรมการฝ่ายการเขียน ผมเห็นค่าการฝึกอบรมที่ได้รับในแผนกนี้ และดีใจที่ได้ทำงานกับพี่น้องจอห์น บาร์ซึ่งแสดงคุณลักษณะแบบคริสเตียนได้อย่างยอดเยี่ยมจริง ๆ
กับจอห์นและมิลเดร็ด บาร์
ผมมีความสุขมากที่ได้ทำงานร่วมกับพี่น้องทั้งชายและหญิงที่ถ่อมตัวซึ่งรับใช้ในแผนกการเขียน พวกเขาพึ่งพระยะโฮวาเสมอตอนที่ทำงานมอบหมาย และทุกคนรู้ว่าที่พวกเขาทำงานได้สำเร็จ ไม่ใช่เพราะความสามารถของตัวเอง แต่เป็นเพราะพลังบริสุทธิ์จากพระยะโฮวา
เป็นวาทยากรควบคุมวงนักร้องประสานเสียงของวอชเทาเวอร์ ในการประชุมประจำปี 2009
แจกคัมภีร์ไบเบิลในการประชุมนานาชาติที่กรุงโซล เกาหลี ปี 2014
ผมกับลินดารู้สึกเป็นสิทธิพิเศษด้วยที่มีโอกาสไปเยี่ยมพี่น้องในที่ต่าง ๆ 110 ประเทศ เราได้เห็นความรักของมิชชันนารี คณะกรรมการสาขา และพี่น้องที่รับใช้เต็มเวลา และเรามีความสุขที่ได้เห็นความกระตือรือร้นและความตั้งใจของพี่น้องในท้องถิ่นที่ให้รัฐบาลของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตแม้ต้องเจอกับสงคราม ปัญหาเศรษฐกิจ และการข่มเหง พระยะโฮวาต้องรักพวกเขามากแน่นอน
ตลอดหลายปีที่ผมทำงานมอบหมาย ลินดาเป็นผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมของผม เธอคอยมองหาโอกาสที่จะช่วยเหลือคนอื่นเสมอ เธอประกาศแบบไม่เป็นทางการเก่งมาก สามารถช่วยหลายคนให้มารู้จักพระยะโฮวา และถึงกับช่วยบางคนที่เลิกการประกาศให้กลับมาหาพระองค์ด้วย เธอเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมจากพระยะโฮวาจริง ๆ ตอนนี้เราสองคนอายุมากแล้ว เราเห็นค่าที่พี่น้องที่อายุน้อยคอยช่วยเหลือเราในเรื่องการเดินทางและในเรื่องอื่น ๆ—มก. 10:29, 30
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกขอบคุณจริง ๆ ผมเห็นด้วยกับคำพูดของผู้เขียนหนังสือสดุดีที่บอกว่า “พระเจ้า พระองค์สอนผมตั้งแต่ผมเป็นหนุ่ม จนถึงเดี๋ยวนี้ผมก็ยังพูดถึงผลงานที่มหัศจรรย์ของพระองค์” (สด. 71:17) ผมตั้งใจที่จะทำแบบนี้ต่อ ๆ ไปตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่
a ปัจจุบันคือการประชุมกลางสัปดาห์