พระยะโฮวาฟังคำอธิษฐานผู้รับใช้ของพระองค์ (1 โยฮัน 3:22)
(จากหนังสือประจำปี 2013 หน้า 91 วรรค 2-3)
สาวกชาวคะหยิ่นกลุ่มแรก
ในปี 1940 ไพโอเนียร์ชื่อรูบี กัฟ ประกาศในอินเซน เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ชานกรุงย่างกุ้ง. เนื่องจากไม่พบคนสนใจในวันนั้น รูบีจึงอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระยะโฮวา ขอโปรดให้ข้าพเจ้าพบ ‘แกะ’ สักตัวหนึ่งก่อนจะกลับบ้าน.” ในบ้านถัดไป เธอพบฮัมเว เจง ชาวคะหยิ่นนิกายแบพติสต์ซึ่งเต็มใจยอมฟังข่าวสารเรื่องราชอาณาจักร. ในไม่ช้า ฮัมเว เจง กับลูกสาวสองคนของเธอ คือ ชูเม (เดซี) กับฮนินเม (ลิลลี) ก็ศึกษาพระคัมภีร์และก้าวหน้าเป็นอย่างดี. ถึงแม้ฮัมเวเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน แต่ลิลลีลูกสาวคนเล็กของเธอเป็นชาวคะหยิ่นคนแรกที่รับบัพติสมาเป็นพยานของพระยะโฮวา. เดซีก็รับบัพติสมาด้วย.
ลิลลีกับเดซีเป็นไพโอเนียร์ที่มีใจแรงกล้าและได้สร้างประวัติที่น่าจดจำเอาไว้. ปัจจุบัน ลูกหลานและนักศึกษาพระคัมภีร์ของทั้งสองจำนวนหลายร้อยคนกำลังรับใช้พระยะโฮวาในเมียนมาร์และในต่างประเทศ.
(จากหนังสือประจำปี 2013 หน้า 108, 109)
พระยะโฮวาเปิดทาง
มอริซ ราช
เกิด ปี 1933 รับบัพติสมา 1949
ประวัติโดยสังเขป ทำงานรับใช้เต็มเวลามากกว่า 50 ปีที่พม่า โดยทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสาขาอยู่ช่วงหนึ่ง. ตอนนี้ยังรับใช้เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการสาขา.a
◆ ในปี 1988 เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงที่ย่างกุ้งผู้คนจำนวนมากเดินขบวนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางการเมือง. เหตุการณ์ที่ไม่สงบนี้ทำให้ทหารก่อรัฐประหารโดยประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ. นี่ทำให้ผู้ประท้วงหลายพันคนเสียชีวิต.
ในเดือนเดียวกันนั้นเอง เราต้องส่งรายงานประจำปีให้กับสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ก แต่ช่องทางในการติดต่อสื่อสารทุกทางถูกตัดขาด ดูเหมือนว่าไม่มีทางส่งรายงานออกนอกประเทศได้เลย. แต่ผมรู้มาว่าสถานทูตอเมริกันส่งจดหมายทางการทูตออกนอกประเทศทางเฮลิคอปเตอร์. ผมคิดว่าเราอาจจะส่งรายงานโดยวิธีนี้ได้ เพื่อจะไปสถานทูตผมจึงแต่งตัวให้ดีที่สุดโดยใส่สูทผูกไท.
เมื่อขับรถมาตามถนนท่ามกลางสายฝน ผมสังเกตว่าในเมืองนั้นเงียบผิดปกติ. และเมื่อขับรถมาได้ไม่นานก็เจอท่อนไม้ขนาดใหญ่ขวางทางอยู่ ผมต้องจอดรถและเดินต่อ.
เมื่อใกล้ถึงรั้วของสถานทูต ผมเห็นหลายคนร้องตะโกนเพื่อจะเข้าไปข้างใน แต่มีทหารอเมริกันปิดทางเข้าไว้. ตอนนั้นผมใช้เวลาสั้น ๆ เพื่ออธิษฐาน. และมีนักศึกษาคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าผมแต่งตัวดี จึงตะโกนบอกคนอื่นว่า “คนนี้เป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต” นั่นทำให้ผมสามารถฝ่าฝูงชนเข้าไปได้. เมื่อมาถึงประตูรั้ว มีทหารร่างใหญ่คนหนึ่งมองหน้าผมด้วยความสงสัย.
เขาตะคอกผมว่า “แกเป็นใคร แกต้องการอะไร?”
ผมตอบว่า “ผมต้องการพบท่านทูตครับ ผมมีจดหมายที่สำคัญมากต้องการส่งไปอเมริกา.”
เขาจ้องมองผมด้วยความสงสัย อยู่ ๆ เขาก็เปิดประตูรั้วแล้วกระชากตัวผมเข้าไปและปิดประตูทันทีเพื่อไม่ให้ฝูงชนกรูกันเข้ามา.
และเขาตะคอกใส่ผมอีกว่า “ตามมา.”
เมื่อมาถึงประตูทหารคนนั้นก็ส่งผมให้กับเจ้าหน้าสถานทูต เขาถามว่าผมมาทำอะไร.
ผมบอกเขาว่า “ผมมาจากสำนักงานว็อชเทาเวอร์ และผมมีจดหมายที่สำคัญมากที่ต้องส่งไปถึงสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์กภายในเดือนนี้. ผมจะขอส่งจดหมายนี้ไปกับจดหมายทางการทูตของคุณได้ไหมครับ?” ผมก็ยื่นซองจดหมายให้เขาและพูดว่า “ผมขอโทษนะครับ ผมไม่มีแสตมป์.”
เขาแปลกใจมากกับคำตอบของผมเพราะจดหมายทางการทูตไม่ต้องติดแสตมป์. เขาถามผมอีกสองสามคำถาม แล้วรับปากว่าจะส่งให้แน่นอน. ในที่สุดจดหมายนั้นก็ถึงสำนักงานใหญ่ตรงเวลา.
[เชิงอรรถ]
a อ่านเรื่องราวของ บร. มอริซ ราช ได้ที่หอสังเกตการณ์ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2010.
[คำโปรยหน้า 4]
ผมก็ยื่นซองจดหมายให้เขาและพูดว่า “ผมขอโทษนะครับ ผมไม่มีแสตมป์”