ชีวิตของผมที่เป็นคนโรคเรื้อน—ประสบทั้งความชื่นชมยินดีและพระพรฝ่ายวิญญาณ
เล่าโดย ไอเซอา อาดักโบนา
ผมเติบโตขึ้นมาในเมืองอักคูเร ประเทศไนจีเรีย. ครอบครัวของผมทำไร่มันเทศ, ไร่กล้วย, ไร่มันสำปะหลัง, และไร่โกโก้. คุณพ่อไม่ต้องการให้ผมไปโรงเรียน. ท่านบอกว่า “ลูกเป็นชาวไร่. ไม่มีใครจะขอให้ลูกอ่านหัวมันเทศ.”
ถึงกระนั้น ผมก็ยังอยากเรียนอ่านให้เป็น. พอตกตอนเย็น ผมมักจะยืนฟังตรงหน้าต่างบ้านของเด็กบางคนซึ่งมีครูมาสอนหนังสือที่บ้าน. นั่นเป็นปี 1940 ขณะนั้นอายุผมราว 12 ขวบ. เมื่อพ่อของเด็กเหล่านั้นแลเห็นผม เขาตะโกนไล่ผมไปที่อื่น. แต่ผมหวนกลับมาเสมอ. วันไหนครูไม่มาสอน ผมจะแอบเข้าไปนั่งดูหนังสือกับเด็กเหล่านั้น. บางครั้งเขาให้ผมยืมหนังสือไปอ่าน. นี่แหละเป็นวิธีที่ผมเรียนอ่าน.
ผมสมทบกับไพร่พลของพระเจ้า
ในเวลาต่อมา ผมได้คัมภีร์ไบเบิลมาเล่มหนึ่งและอ่านเป็นประจำก่อนเข้านอน. เย็นวันหนึ่งผมอ่านมัดธายบท 10 ที่บอกว่าผู้คนจะเกลียดชังและข่มเหงสาวกของพระเยซู.
ผมจำได้ว่าพยานพระยะโฮวามาที่บ้านและประสบการปฏิบัติอย่างเลวร้าย. สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้สึกประทับใจคนเหล่านี้ว่าพวกเขาอาจเป็นผู้ที่พระเยซูตรัสถึง. ครั้งต่อมาพยานฯ แวะมาที่บ้าน ผมรับวารสารเล่มหนึ่งจากพวกเขา. ขณะที่ผมเริ่มสมาคมกับพวกพยานฯ ผมตกเป็นเป้าการถากถางเยาะเย้ย. แต่ยิ่งประชาชนพยายามทำให้ผมท้อถอย ผมยิ่งเชื่อมั่นและชื่นชมยินดีมากขึ้นว่าผมได้พบศาสนาแท้แล้ว.
สิ่งที่ประทับใจผมจริง ๆ เกี่ยวกับเหล่าพยานฯ ก็คือ พวกเขาไม่เหมือนกลุ่มศาสนาอื่นในท้องถิ่นที่ผมอยู่ เขาไม่เอาการนมัสการของเขาผสมผสานกับขนบธรรมเนียมและประเพณีของศาสนานอกรีตในท้องถิ่นนั้น ๆ. ยกตัวอย่าง แม้ครอบครัวของผมไปโบสถ์คณะนิกายแองกลิกัน คุณพ่อยังคงรักษาหิ้งบูชาพระโอกูนของชาวโยรูบา.
ภายหลังการตายของคุณพ่อ ผู้ที่ควรรับหิ้งนั้นสืบต่อจากพ่อน่าจะได้แก่ตัวผม. ผมบอกปัดไม่ยอมรับไว้ เนื่องจากผมรู้ว่าคัมภีร์ไบเบิลตำหนิการบูชารูปเคารพ. ผมก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณพร้อมด้วยการช่วยเหลือของพระยะโฮวา และพอถึงเดือนธันวาคม 1954 ผมก็รับบัพติสมา.
โรคเรื้อนจู่โจม
ต้นปีนั้นเอง ผมสังเกตว่ามีอาการชาและนูนเห่อขึ้นที่เท้าทั้งสองข้าง. ถึงผมจะเหยียบบนถ่านร้อน ๆ ก็ไม่เจ็บไม่ร้อน. หลังจากนั้นไม่นาน ปรากฏมีผื่นแดงขึ้นตามหน้าผากและริมฝีปากของผม. ผมหรือคนในครอบครัวก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เราคิดว่าเป็นเรื้อนกวาง. ผมได้ติดต่อถามวิธีรักษาจากผู้เชี่ยวชาญพืชสมุนไพรถึง 12 ราย. ท้ายที่สุด มีคนหนึ่งในพวกเขาบอกเราว่านี่คือโรคเรื้อน.
ช่างเป็นเรื่องน่าตกใจอะไรเช่นนั้น! ผมรู้สึกว้าวุ่นและนอนไม่ค่อยหลับ. ผมฝันร้าย. แต่ความรู้ของผมในเรื่องความจริงของคัมภีร์ไบเบิล และความวางใจในพระยะโฮวาได้ช่วยผมมองอนาคตด้วยความมั่นใจ.
มีคนบอกคุณแม่ผมว่าถ้าผมไปหาคนทรงเจ้าและถวายของเซ่นไหว้ อาการของผมคงดีขึ้น. ผมไม่ยอมไป เพราะรู้อยู่ว่าการทำเช่นนั้นไม่เป็นที่ชอบพระทัยพระยะโฮวา. ครั้นตระหนักว่าผมตัดสินใจแน่วแน่ไม่ทำเช่นนั้น เพื่อน ๆ ของคุณแม่จึงแนะนำแม่ให้เอาผลไม้เปลือกแข็งชนิดหนึ่ง [เมล็ดโคล่า] แตะที่หน้าผากของผม. แล้วแม่จะนำเมล็ดโคล่าไปให้คนทรงเจ้าใช้เป็นของเซ่นไหว้แทนผม. ผมไม่ต้องการมีส่วนร่วมและก็บอกแม่อย่างนั้น. ในที่สุดแม่ก็ไม่พยายามชักพาผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับศาสนานอกรีตอีก.
ตอนที่ผมไปโรงพยาบาล อาการโรคเรื้อนอยู่ในระยะร้ายแรงแล้ว. แผลเป็นหนองมีอยู่ทั่วร่างกาย. ที่โรงพยาบาลเขาได้จ่ายยาให้ผม และผิวของผมค่อยดีขึ้นเป็นลำดับกระทั่งกลับสู่สภาพปกติ.
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคิดว่าผมตายไปแล้ว
ทว่าปัญหาต่าง ๆ ของผมยังไม่สิ้นสุด. เท้าขวาของผมติดเชื้อร้ายแรง และปี 1962 จำต้องตัดทิ้ง. ภายหลังการผ่าตัด เกิดมีโรคแทรกซ้อนตามมา. พวกแพทย์คิดว่าผมคงไม่รอดแล้ว. บาทหลวงมิชชันนารีผิวขาวได้เข้ามาทำพิธีเป็นครั้งสุดท้าย. ผมไม่มีเรี่ยวแรงพูด แต่พยาบาลที่ดูแลบอกบาทหลวงว่าผมเป็นพยานพระยะโฮวา.
บาทหลวงพูดกับผมว่า “คุณอยากเปลี่ยนมาเข้าศาสนาคริสตังไหมเผื่อจะได้ไปสวรรค์?” ผมถึงกับหัวเราะอยู่ในใจ. ผมทูลอธิษฐานพระยะโฮวาขอโปรดให้ผมมีกำลังที่จะตอบ. ผมพยายามเต็มที่จนเปล่งเสียงพูดว่า “ไม่!” บาทหลวงหันหลังกลับเดินหนีไปเลย.
การป่วยของผมทรุดลงเรื่อย ๆ จนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคิดว่าผมตายแล้ว. เขาเอาผ้าคลุมหน้าผมไว้. ทว่าเขาไม่ได้เอาผมไปเก็บที่ห้องดับจิต เนื่องจากก่อนอื่นแพทย์หรือพยาบาลต้องเซ็นรับรองว่าผมตายแล้วจริง. ช่วงนั้นหมอไม่อยู่เวร และพวกพยาบาลต่างก็ไปงานเลี้ยงสังสรรค์กันหมด. ดังนั้น เขาได้ทิ้งผมไว้ข้ามคืนที่ห้องคนไข้. เมื่อแพทย์เข้าเวรตรวจไข้เช้าวันรุ่งขึ้น ไม่มีแม้แต่คนเดียวมาที่เตียงผมเนื่องจากมีผ้าปิดหุ้มร่างจึงเข้าใจกันว่าผมตายแล้ว. ในที่สุด บางคนสังเกตว่า “ศพ” กระดุกกระดิกอยู่ใต้ผ้าคลุมนั้น!
เป็นอันว่าผมหายจากโรคติดเชื้อนั้น แล้วในเดือนธันวาคม 1963 เขาย้ายผมไปที่โรงพยาบาลนิคมโรคเรื้อนแห่งอาบีโอคุทา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไนจีเรีย. ผมอยู่ที่นั่นเรื่อยมาตั้งแต่นั้น.
งานเผยแพร่ของผมถูกต่อต้านขัดขวาง
เมื่อผมไปถึงที่นั่นมีคนโรคเรื้อนประมาณ 400 คนในนิคมแห่งนี้และผมคนเดียวเป็นพยานฯ. ผมเขียนติดต่อสมาคมฯ และได้คำตอบทันท่วงทีโดยได้ชี้แนะให้ประชาคมอะโคโมจีติดต่อกับผม. ฉะนั้น ผมติดต่อพวกพี่น้องได้เสมอ.
ทันทีที่ผมไปถึงนิคมแห่งนั้น ผมก็เริ่มงานเผยแพร่. นักเทศน์ของท้องถิ่นไม่พอใจด้วยเรื่องนี้ และเขาได้รายงานเกี่ยวกับตัวผมแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการผู้ดูแลค่ายที่พัก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการเป็นคนมีอายุและมาจากเยอรมนี. เขาบอกผมว่าผมไม่มีสิทธิ์สอนคัมภีร์ไบเบิล เนื่องจากผมไม่ได้เข้าโรงเรียน ทั้งไม่เคยได้รับประกาศนียบัตรจะทำเช่นนั้น เนื่องจากขาดคุณวุฒิ ผมคงสอนประชาชนอย่างไม่ถูกต้อง. หากผมขืนยืนกราน เขาอาจไล่ผมออกจากนิคมและจะไม่ได้รับการบำบัดรักษา. เขาไม่ให้โอกาสผมพูดตอบโต้แม้แต่น้อย.
ต่อจากนั้น เขาออกคำสั่งห้ามคนหนึ่งคนใดศึกษาคัมภีร์ไบเบิลกับผม. ผลก็คือ คนที่เคยแสดงความสนใจก็ไม่มาหาผม.
ผมมอบเรื่องนี้ไว้กับพระยะโฮวาในคำอธิษฐาน และขอพระองค์ประทานสติปัญญาและการทรงนำ. วันอาทิตย์ถัดมา ผมไปที่โบสถ์แบพติสต์ในนิคม กระนั้น ผมไม่เข้าร่วมปฏิบัติกิจทางศาสนา. มีช่วงระหว่างการเทศน์ที่ให้ผู้เข้าร่วมถามปัญหา. ผมยกมือถามว่า “ถ้าคนดีทุกคนไปสวรรค์และคนชั่วทุกคนไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไฉนจึงกล่าวในยะซายา 45:18 ว่าพระเจ้าทรงสร้างแผ่นดินโลกเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยล่ะ?”
มีเสียงพึมพำดังขึ้นในกลุ่มผู้ชุมนุมที่นั่น. ในที่สุด มิชชันนารีนักเทศน์คนนั้นบอกว่าเราไม่สามารถหยั่งรู้แนวทางทั้งปวงของพระเจ้าได้. เมื่อเป็นอย่างนั้น ผมจึงตอบคำถามที่ตัวเองยกขึ้นมาโดยการอ่านข้อพระคัมภีร์ที่แสดงว่า 144,000 คนจะไปสวรรค์, คนชั่วจะสูญสิ้น และคนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงบนแผ่นดินโลกชั่วกาลนาน.—บทเพลงสรรเสริญ 37:10, 11; วิวรณ์ 14:1, 4.
ทุกคนปรบมือแสดงความพอใจที่ได้คำตอบ. แล้วนักเทศน์พูดว่า “ขอปรบมืออีกครั้ง เพราะชายผู้นี้มีความรู้เรื่องคัมภีร์ไบเบิลอย่างแท้จริง.” หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการในโบสถ์ มีบางคนเข้ามาพูดกับผมว่า “คุณรู้มากกว่านักเทศน์เสียอีก!”
แรงกดดันให้ขับไล่ผมยังมีอย่างต่อเนื่อง
คำตอบวันนั้นระงับการข่มเหงได้เป็นส่วนใหญ่ และอีกครั้งหนึ่งมีคนกลับมาร่วมสมทบศึกษาพระคัมภีร์กับผม. อย่างไรก็ดี ยังมีคนคอยขัดขวางซึ่งได้กดดันเจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการให้ขจัดผมออกไป. ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากการนมัสการในโบสถ์ เขาเรียกผมไปหาและพูดกับผมว่า “ทำไมคุณยังคงเผยแพร่อยู่? ที่ประเทศของผม ประชาชนไม่ชอบพยานพระยะโฮวา และที่นิคมแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน. ทำไมคุณทำให้ผมหนักใจ? คุณไม่รู้หรือว่าผมไล่คุณออกได้นะ?”
ผมตอบว่า “ป๋าครับ ผมนับถือป๋าด้วยเหตุผลสามประการนะครับ. เหตุผลแรก ป๋าแก่กว่าผม และคัมภีร์ไบเบิลสอนว่าเราควรนับถือคนผมหงอก. เหตุผลที่สอง ผมนับถือป๋าเพราะป๋าจากประเทศบ้านเกิดมาช่วยเหลือพวกเราที่นี่. เหตุผลที่สาม ป๋าใจดี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ และเจือจุนคนเป็นทุกข์เดือดร้อน. แต่โดยสิทธิอะไรที่ป๋าคิดจะไล่ผมไปจากที่นี่ได้? ประธานาธิบดีประเทศนี้ยังไม่ขับไล่พยานพระยะโฮวาเลย. ผู้ปกครองภูมิภาคนี้ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาลก็ไม่ได้ขับไล่พวกเรา. แม้ป๋าจะไล่ผมออกไปจากค่ายแห่งนี้ พระยะโฮวายังจะทรงดูแลผมต่อไป.”
ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยพูดตรง ๆ แบบนี้กับเขา และผมเห็นได้ว่ามันกระทบใจเขา. เขาเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรเลย. ต่อมา เมื่อบางคนร้องเรียนเรื่องของผม เขาตอบอย่างหงุดหงิดว่า “ผมจะไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้อีกต่อไป. หากพวกคุณมีปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับการเผยแพร่ของเขา ก็ไปคุยกับเขาซี!”
ชั้นเรียนที่สอนให้รู้หนังสือ
การต่อต้านงานเผยแพร่มีอยู่เรื่อย ๆ จากกลุ่มที่เข้าร่วมคริสตจักรแบพติสต์ภายในนิคม. ครั้นแล้ว ผมได้ความคิดขึ้นมา. ผมเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการและถามว่าเป็นไปได้ไหมหากผมจัดชั้นสอนหนังสือ. เมื่อเขาถามว่าผมต้องการค่าสอนเท่าไร ผมตอบว่าผมไม่คิดค่าสอน.
พวกเขาได้เตรียมห้องเรียนพร้อมกับให้กระดานดำ และชอล์ก, แล้วผมก็เริ่มสอนบางคนในนิคมให้อ่าน. เราเปิดห้องเรียนทุกวัน. สำหรับ 30 นาทีแรก ผมสอนอ่าน แล้วผมจะเล่าและอธิบายเรื่องหนึ่งจากคัมภีร์ไบเบิล. หลังจากนั้น เราก็จะอ่านเรื่องราวจากพระคัมภีร์.
นักเรียนหญิงคนหนึ่งชื่อนิโมทา. เธอสนใจเรื่องเกี่ยวกับฝ่ายวิญญาณอย่างลึกซึ้งและจะถามเรื่องราวด้านศาสนาที่โบสถ์และที่สุเหร่า. เมื่อเธอไม่ได้คำตอบจากที่นั่น เธอจะมาถามผม. ในที่สุด เธอได้อุทิศชีวิตแด่พระยะโฮวาและรับบัพติสมา. ปี 1966 เราได้แต่งงานกัน.
เวลานี้ ส่วนใหญ่ในประชาคมของเราได้เรียนรู้จนอ่านออกเขียนได้จากชั้นเรียนเขียนอ่านนั้นเอง. ผมไม่มีปัญญาที่จะเสนอให้มีชั้นเรียนนี้ขึ้นมาได้. พระพรของพระยะโฮวาปรากฏชัดอย่างแน่นอน. หลังจากนั้น ไม่มีใครเลยพยายามจะห้ามปรามผมทำการเผยแพร่.
หอประชุมราชอาณาจักรในนิคม
ตอนที่นิโมทากับผมแต่งงานกัน มีพวกเราสี่คนด้วยกันประชุมศึกษาหอสังเกตการณ์ เป็นประจำ. เราจัดการประชุมภายในห้องล้างแผลอยู่ประมาณหนึ่งปี. แล้วเจ้าหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นเพื่อนได้พูดกับผมว่า “ไม่ดีหรอกที่คุณนมัสการพระเจ้าของคุณในห้องรักษาพยาบาล.”
เขาบอกว่าเราอาจประชุมกันได้ในโรงเรือนช่างไม้ที่ว่างอยู่. ต่อมา มีการดัดแปลงโรงเรือนนั้นเป็นหอประชุมราชอาณาจักร. ปี 1992 ด้วยความช่วยเหลือของพี่น้องในเมือง เราสร้างหอประชุมเสร็จ. ดังที่คุณเห็นจากภาพในหน้า 24 หอประชุมของเราเป็นอาคารที่แน่นหนา—ฉาบปูนและทาสี พื้นคอนกรีตและมีหลังคาแข็งแรงมั่นคง.
ประกาศเผยแพร่แก่คนโรคเรื้อน
เขตงานประกาศของผมอยู่ที่นิคมโรคเรื้อนมานานถึง 33 ปี. การประกาศเผยแพร่แก่คนโรคเรื้อนเป็นอย่างไร? ที่นี่ในแอฟริกา ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากพระเจ้าบันดาล. ดังนั้น เมื่อพวกเขาเป็นโรคเรื้อน เขาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นต้นเหตุไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง. บางคนหดหู่ท้อใจมากกับสภาพตัวเอง. บางคนโกรธและพูดว่า “อย่าพูดเรื่องพระเจ้าผู้ทรงมีความรักและเมตตาให้เราฟังเลย. ถ้าเป็นจริง ความเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างนี้คงหมดไปแล้ว!” แล้วเราอ่านและยกเหตุผลจากยาโกโบ 1:13 ที่บอกว่า ‘พระเจ้าไม่ทดลองผู้ใดด้วยสิ่งที่ชั่วเลย.’ ต่อจากนั้น เราชี้แจงเหตุผลที่พระยะโฮวาปล่อยให้โรคภัยเบียดเบียนมนุษย์, และชี้ถึงคำสัญญาที่ว่าจะมีอุทยานบนแผ่นดินโลกซึ่งไม่มีใครป่วย.—ยะซายา 33:24.
คนจำนวนไม่น้อยตอบรับข่าวดีด้วยใจชื่นชม. ตั้งแต่ผมได้มาอยู่ในนิคมแห่งนี้ พระยะโฮวาทรงใช้ผมช่วยผู้คนมากกว่า 30 คนถึงขั้นอุทิศตัวและรับบัพติสมา, ทุกคนเป็นโรคเรื้อน. หลายคนกลับบ้านของตนหลังจากรักษาหายแล้ว และมีบ้างที่ตายไป. ตอนนี้ เรามีผู้ประกาศราชอาณาจักร 18 คน และผู้เข้าร่วมประชุมเป็นประจำราว ๆ 25 คน. สองคนในจำนวนนี้รับใช้ฐานะผู้ปกครอง, ผู้ช่วยงานรับใช้หนึ่งคน, และไพโอเนียร์ประจำหนึ่งคน. ผมสุขใจที่เห็นหลายคนกำลังรับใช้พระยะโฮวาอย่างซื่อสัตย์ในนิคมแห่งนี้! ตอนที่ผมมาที่นี่ ผมกลัวว่าจะต้องอยู่โดดเดี่ยว แต่พระยะโฮวาทรงอวยพรผมในแนวทางอันมหัศจรรย์.
ความยินดีที่ได้รับใช้พี่น้องของผม
ผมกินยารักษาโรคเรื้อนมาตั้งแต่ปี 1960 จนกระทั่งประมาณห้าปีที่แล้วนี้เอง. ตอนนี้ ผมหายดีแล้ว คนอื่น ๆ ในประชาคมก็เช่นเดียวกัน. โรคเรื้อนได้ทิ้งร่องรอยของมันไว้—แข้งผมกุด และผมไม่สามารถเหยียดมือได้—แต่โรคนี้หายขาด.
เนื่องจากผมได้รับการรักษาหายดีแล้ว บางคนถามว่าทำไมผมยังอยู่ที่นิคมและไม่กลับบ้าน. มีเหตุผลหลายอย่างที่ผมไม่ได้ย้ายไป แต่เหตุผลสำคัญคือผมอยากช่วยพี่น้องที่นี่ต่อไป. ความยินดีสืบเนื่องจากการได้เอาใจใส่ดูแลแกะของพระยะโฮวานั้นมีมากมายเกินกว่าสิ่งใด ๆ ที่ครอบครัวของผมอาจมอบให้ หากว่าผมได้กลับไปหาเขา.
ผมปลื้มปีติอย่างยิ่งที่ผมได้มารู้จักพระยะโฮวาก่อนจะรู้ว่าผมเป็นโรคเรื้อน. มิฉะนั้นผมอาจฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้. มีความยุ่งยากลำบากและปัญหามากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ประคองชีวิตผมไม่ใช่ยารักษาโรค—พระยะโฮวาต่างหาก. เมื่อผมใคร่ครวญเรื่องในอดีต ผมชื่นชม และเมื่อคิดถึงอนาคตภายใต้ราชอาณาจักรของพระเจ้าผมยิ่งชื่นชมยินดีมากขึ้น.
[กรอบหน้า 25]
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคเรื้อน
เรื้อนคืออะไร?
เรื้อนสมัยปัจจุบันเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อบาซิลลัส ซึ่งค้นพบเมื่อปี 1873 โดยอาร์เมาเออร์ แฮนเซน. เพื่อเป็นการยอมรับผลงานของเขา บรรดาแพทย์กล่าวอ้างถึงโรคเรื้อนว่าโรคแฮนเซน.
เชื้อบาซิลลัสนี้ทำลายเส้นประสาท, กระดูก, ตา, และอวัยวะบางส่วน. ชาตามบริเวณที่เป็น มักจะเกิดขึ้นที่มือและเท้า. หากไม่ได้รับการรักษา โรคนี้ทำให้ผิวหนังหนาเป็นผื่นขึ้นบนใบหน้าและมือเท้ากุด. มีไม่กี่รายที่เสียชีวิตเพราะโรคนี้.
มีทางรักษาไหม?
ผู้ป่วยโรคเรื้อนชนิดไม่ร้ายแรงอาจหายได้โดยไม่มีการรักษาใด ๆ. ในรายที่ร้ายแรงกว่าอาจรักษาด้วยยาได้.
ยาต้านโรคเรื้อนชนิดแรกถูกนำมาใช้ในทศวรรษปี 1950 ออกฤทธิ์ช้าและกลายเป็นยาไร้ประสิทธิภาพมากขึ้นทุกที เพราะบาซิลลัสของโรคเรื้อนสร้างภูมิต้านยา. มีการคิดค้นนำยาชนิดใหม่หลายอย่างออกมาใช้ และนับแต่ต้นทศวรรษปี 1980 วิธีการรักษาด้วยยาหลายอย่าง (เอ็มดีที) จึงกลายเป็นการรักษามาตรฐานทั่วโลก. การรักษาแบบนี้ใช้ยาสามอย่างรวมกัน ได้แก่ยาแดพโซน, ไรแฟมพิซิน, และโคลฟาซิมิน. ถึงแม้เอ็มดีทีฆ่าเชื้อบาซิลลัสได้ก็ตาม แต่ไม่อาจแก้ความพิการนั้น ๆ ได้.
เอ็มดีทีมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคเรื้อน. ดังนั้น จำนวนผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อนจึงลดลงอย่างรวดเร็ว จาก 12 ล้านคนในปี 1985 เหลือประมาณ 1.3 ล้านคนเมื่อกลางปี 1996.
โรคนี้ติดต่อกันอย่างไร?
โรคเรื้อนไม่ติดต่อกันง่าย ๆ; คนส่วนใหญ่มีพลังภูมิต้านทานโรคแข็งแรงพอต้านได้. ปกติแล้วการติดต่อเกิดขึ้นจากการสัมผัสใกล้ชิดในระยะนานกับผู้ป่วย.
แพทย์ไม่ทราบแน่ชัดว่าเชื้อบาซิลลัสเข้าสู่ร่างกายคนเราอย่างไร แต่เขาตั้งข้อสันนิษฐานว่าเชื้อเข้าร่างกายทางผิวหนังหรือทางจมูก.
ความหวังในอนาคต
โรคเรื้อนถูกกำหนดเป็นเป้าหมายสำหรับ “การกำจัดปัญหาด้านสาธารณสุข” ภายในปี 2000. ทั้งนี้หมายความว่าคนโรคเรื้อนในชุมชนใดก็ตามจะมีไม่เกิน 1 ใน 10,000 คน. ภายใต้ราชอาณาจักรของพระเจ้า โรคนี้จะถูกกำจัดให้สูญสิ้น.—ยะซายา 33:24.
แหล่งข้อมูล: องค์การอนามัยโลก; องค์การสหพันธ์ระหว่างชาติต่อต้านโรคเรื้อน; และโรคภัยเขตร้อนของแมนสัน ฉบับพิมพ์ปี 1996.
[กรอบหน้า 27]
โรคเรื้อนสมัยนี้เป็นอย่างเดียวกันไหมกับสมัยคัมภีร์ไบเบิล?
ตำราทางการแพทย์สมัยนี้นิยามโรคเรื้อนโดยใช้คำเจาะจง; ชื่อทางวิทยาศาสตร์สำหรับเชื้อโรคนี้คือMycobacterium leprae. แน่นอน คัมภีร์ไบเบิลไม่ใช่ตำราทางการแพทย์. คำภาษาฮีบรูและกรีกซึ่งได้รับการแปลว่า “โรคเรื้อน” ในคัมภีร์ฉบับแปลหลายฉบับมีความหมายกว้างมาก. ยกตัวอย่าง โรคเรื้อนที่กล่าวในคัมภีร์ไบเบิลแสดงอาการพอสังเกตเห็นได้ไม่เฉพาะในมนุษย์เท่านั้น แต่เห็นได้ที่เสื้อผ้าและบ้านเรือนด้วย ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ได้เกิดจากบาซิลลัส.—เลวีติโก 13:2, 47; 14:34.
ยิ่งกว่านั้น สมัยนี้อาการต่าง ๆ ที่ส่อว่าคนเราเป็นโรคเรื้อนก็ไม่ตรงกันทีเดียวกับคำพรรณนาเรื่องโรคเรื้อนสมัยคัมภีร์ไบเบิล. บางคนให้ความเห็นว่ามันอาจขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา. ส่วนบางคนเชื่อว่าโรคเรื้อนตามที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวพาดพิงนั้นพรรณนาโรคหลายชนิด ซึ่งอาจรวมหรือไม่รวมถึงโรคอันเกิดจากเชื้อ M. leprae ก็ได้.
พจนานุกรมเทววิทยาของคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ชี้แจงว่า ทั้งคำกรีกและคำฮีบรูซึ่งมักได้รับการแปลว่าโรคเรื้อนนั้น “เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรัง หรือกลุ่มโรคเรื้อรังประเภทเดียวกัน . . . ความเจ็บป่วยนั้นเป็นโรคเดียวกันที่เราเรียกกันเวลานี้ว่าโรคเรื้อนหรือไม่อาจเป็นที่สงสัย. แต่การระบุชนิดของโรคอย่างแม่นยำด้านการแพทย์ไม่กระทบการประเมินค่าของเราต่อเรื่องราวการรักษา [คนโรคเรื้อนซึ่งรับการรักษาจากพระเยซูและบรรดาสาวกของพระองค์].”
[รูปภาพหน้า 24]
ประชาคมข้างนอกหอประชุมราชอาณาจักรภายในบริเวณนิคมคนโรคเรื้อน
[รูปภาพหน้า 26]
ไอเซอา อาดักโบนากับนิโมทา ภรรยาของเขา