พระเจ้าทรงดลใจให้เขียนคัมภีร์ไบเบิลโดยวิธีใด?
การสื่อสารเป็นเรื่องน่าทึ่งในทุกวันนี้ยิ่งกว่าสมัยอื่นใดในประวัติศาสตร์. โทรศัพท์, เครื่องส่งโทรสาร, คอมพิวเตอร์—หลายปีมาแล้วใครหรือจะนึกภาพออกถึงสมัยที่โดยแท้แล้วจะมีการส่งข่าวสารไม่ว่าที่ไหนก็ตามทั่วโลก—อย่างฉับพลัน.
แต่การสื่อสารชนิดที่น่าทึ่งมากที่สุดคือการสื่อสารที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้อย่างสันทัด นั่นคือการดลใจโดยพระเจ้า. พระยะโฮวาทรงดลใจผู้เขียนที่เป็นมนุษย์ราว ๆ 40 คนให้ผลิตพระคำของพระองค์เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งก็คือคัมภีร์ไบเบิลบริสุทธิ์. เช่นเดียวกับมนุษย์มีมากกว่าหนึ่งวิธีในการสื่อสารที่พวกเขาสามารถใช้ได้ ดังนั้น พระยะโฮวาทรงใช้หลายวิธีในการสื่อสารเพื่อดลใจให้เขียนพระคัมภีร์.
การเขียนตามคำบอก. พระเจ้าทรงแจ้งข่าวสารเฉพาะอย่างซึ่งภายหลังได้มีการเขียนลงในบันทึกของคัมภีร์ไบเบิล.a ตัวอย่างเช่น จงพิจารณากฎข้อบังคับที่ประกอบกันเป็นคำสัญญาไมตรีเกี่ยวกับพระบัญญัติ. พระยะโฮวารับสั่งแก่โมเซว่า “คำเหล่านี้จงจดไว้; เพราะเราได้ทำสัญญาไมตรีไว้กับเจ้าและพวกยิศราเอลตามข้อความของถ้อยคำเหล่านี้แล้ว.” (เอ็กโซโด 34:27) “คำ” เหล่านั้นซึ่ง “ได้รับ . . . จากทูตสวรรค์” ได้รับการคัดลอกโดยโมเซและปัจจุบันสามารถพบได้ในคัมภีร์ไบเบิลที่พระธรรมเอ็กโซโด, เลวีติโก, อาฤธโม, และพระบัญญัติ.—กิจการ 7:53.
ผู้พยากรณ์อื่น ๆ หลายคน รวมทั้งยะซายา, ยิระมะยา, ยะเอศเคล, อาโมศ, นาฮูม, และมีคา ได้รับข่าวสารเฉพาะอย่างจากพระเจ้าผ่านทางทูตสวรรค์. บางครั้ง บุรุษเหล่านี้เริ่มคำแถลงของพวกเขาด้วยวลีที่ว่า “พระยะโฮวาได้ตรัสดังนี้ว่า.” (ยะซายา 37:6; ยิระมะยา 2:2; ยะเอศเคล 11:5; อาโมศ 1:3; มีคา 2:3; นาฮูม 1:12) ครั้นแล้ว พวกเขาจารึกสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสนั้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร.
นิมิต, ความฝัน, และการเคลิบเคลิ้ม. นิมิต เป็นภาพ, ฉากเหตุการณ์, หรือข่าวสารที่ครอบคลุมความคิดของคนเราขณะที่เขาตื่นอยู่ ตามปกติโดยวิธีที่ผิดธรรมดาบางประการ. ตัวอย่างเช่น เปโตร, ยาโกโบ, และโยฮัน “เมื่อเขาตาสว่างขึ้นแล้ว” ได้เห็นนิมิตเกี่ยวกับพระเยซูที่จำแลงพระกาย. (ลูกา 9:28-36; 2 เปโตร 1:16-21) ในบางกรณี มีการถ่ายทอดข่าวสารในความฝัน, หรือการเห็นบางสิ่งบางอย่างขณะอยู่ในสภาพเหมือนฝัน, ตราตรึงอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้ที่ได้รับขณะเขานอนหลับอยู่. ดานิเอลจึงเขียนถึง “สุบิน, ซึ่งอยู่ในศีรษะของเราบนที่บรรทมของเรา”—หรือ ดังที่ผู้แปลชื่อโรนัลด์ เอ. นอกซ์ แปลข้อนั้นว่า “ขณะเรานอนดูอยู่ในความฝันของเรา.”—ดานิเอล 4:10.
บุคคลที่พระยะโฮวาทรงทำให้อยู่ในสภาพเคลิบเคลิ้ม นั้นหมกมุ่นอยู่ในสภาพการสำรวมจิตใจอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าอย่างน้อยที่สุดยังตื่นอยู่บ้าง. (เทียบกับกิจการ 10:9-16.) ในคัมภีร์ไบเบิลคำภาษากรีกที่ได้รับการแปลว่า “เคลิบเคลิ้ม” (เอ็กʹสตาซิส) นั้นหมายถึง ‘การเก็บเข้าที่หรือการเข้าแทนที่.’ คำนี้บ่งบอกถึงแนวคิดของการสลัดจิตใจออกจากสภาวะปกติ. ฉะนั้น บุคคลที่อยู่ในสภาพเคลิบเคลิ้มจะลืมสภาพแวดล้อมของเขาขณะที่เปิดรับเอานิมิตอย่างเต็มที่. อัครสาวกเปาโลคงจะอยู่ในสภาพเคลิบเคลิ้มดังกล่าวเมื่อท่าน “ถูกรับขึ้นไปยังเทพอุทยาน, และได้ยินสำเนียงซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้. และมนุษย์จะบรรยายไม่ได้เลย.”—2 โกรินโธ 12:2-4.
ต่างกันกับคนเหล่านั้นที่คัดลอกข่าวสารตามคำบอกจากพระเจ้า ผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิลที่ได้รับนิมิตหรือความฝันหรือผู้ซึ่งประสบการเคลิบเคลิ้มนั้นบ่อยครั้งมีเสรีภาพอยู่บ้างในการเลือกถ้อยคำของตนเองเพื่อพรรณนาสิ่งที่พวกเขาเห็น. ฮะบาฆูคได้รับคำสั่งว่า “จงเขียนเนื้อความนิมิตลงไว้ที่แผ่นจารึกให้กระจ่างตา เพื่อว่าคนที่อ่านดัง ๆ จากแผ่นจารึกนั้นจะได้อ่านคล่อง.”—ฮะบาฆูค 2:2, ล.ม.
นี่หมายความว่าส่วนเหล่านี้ของคัมภีร์ไบเบิลไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่งได้รับการดลใจน้อยกว่าตอนต่าง ๆ ที่ได้รับการเขียนตามคำบอกไหม? เปล่าเลย. โดยทางพระวิญญาณของพระองค์ พระยะโฮวาทรงทำให้ข่าวสารของพระองค์ฝังแน่นในจิตใจของผู้เขียนแต่ละคน เพื่อว่าจะมีการถ่ายทอดพระดำริของพระเจ้า ไม่ใช่ความคิดของมนุษย์. ขณะที่พระยะโฮวาทรงอนุญาตให้ผู้เขียนเลือกถ้อยคำที่เหมาะสม พระองค์ทรงชี้นำจิตใจและหัวใจของผู้เขียนเพื่อว่าข้อมูลที่สำคัญจะไม่ถูกข้ามไป และผลสุดท้ายถ้อยคำเหล่านั้นได้รับการมองดูอย่างถูกต้องว่าเป็นพระคำของพระเจ้า.—1 เธซะโลนิเก 2:13.
การเปิดเผยโดยพระเจ้า. คัมภีร์ไบเบิลมีคำพยากรณ์—ประวัติศาสตร์ที่ได้รับการเปิดเผยและจารึกไว้ล่วงหน้า—ซึ่งเกินกว่าจะเป็นเพียงความสามารถของมนุษย์. ตัวอย่างหนึ่งก็คือความรุ่งเรืองและความล่มจมของ “กษัตริย์ของกรีก” อะเล็กซานเดอร์มหาราช ซึ่งมีบอกไว้ล่วงหน้าประมาณ 200 ปี! (ดานิเอล 8:1-8, 20-22, ฉบับแปลใหม่) นอกจากนี้ คัมภีร์ไบเบิลเปิดเผยเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตามนุษย์ไม่เคยเห็นเลย. ตัวอย่างหนึ่งก็คือการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก. (เยเนซิศ 1:1-27; 2:7, 8) แล้วก็มีการสนทนาที่เกิดขึ้นในสวรรค์ เช่นเรื่องที่มีรายงานไว้ในพระธรรมโยบ.—โยบ 1:6-12; 2:1-6.
หากพระเจ้าไม่ได้เปิดเผยแก่ผู้เขียนโดยตรง พระองค์ก็ทรงแจ้งเหตุการณ์ดังกล่าวให้แก่คนใดคนหนึ่งเพื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนของประวัติศาสตร์ที่เล่าสืบปากหรือที่เป็นลายลักษณ์อักษร ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนรุ่นถัดไปจนกระทั่งเรื่องนั้นกลายเป็นส่วนของบันทึกในคัมภีร์ไบเบิล. (ดูกรอบหน้า 7.) ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม เราแน่ใจได้ว่า พระยะโฮวาทรงเป็นแหล่งที่มาของข้อมูลดังกล่าวทั้งหมด และพระองค์ทรงชี้นำผู้เขียนเพื่อว่าเรื่องราวของเขาจะไม่แปดเปื้อนด้วยความไม่ถูกต้อง, การพูดเกินความจริง, หรือเทพนิยาย. เปโตรได้เขียนเกี่ยวกับคำพยากรณ์ไว้ว่า “มนุษย์ได้กล่าวมาจากพระเจ้า ตามที่เขาได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์.”b —2 เปโตร 1:21, ล.ม.
ต้องใช้ความพยายามบากบั่น
ถึงแม้ผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิล “ได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์” ก็ตาม พวกเขาต้องใช้ความคิดอย่างรอบคอบ. ตัวอย่างเช่น ซะโลโม “ได้ไตร่ตรองและทำการค้นคว้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อท่านจะได้เรียบเรียงสุภาษิตมากมายให้เข้าเป็นระเบียบ. [ท่าน] ได้เสาะหาถ้อยคำที่หวานหูและวิธีการเขียนถ้อยคำอันถูกต้องแห่งความจริง.”—ท่านผู้ประกาศ 12:9, 10, ล.ม.
ผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิลบางคนต้องดำเนินการค้นคว้ามากทีเดียวเพื่อหาเอกสารยืนยันเรื่องราวของเขา. ตัวอย่างเช่น ลูกาเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวกิตติคุณว่า “ข้าพเจ้าเองก็ได้สืบเสาะถ้วนถี่ตั้งแต่ต้นมา, จึงได้เห็นดีที่จะเรียบเรียงเรื่องตามลำดับ.” แน่นอน พระวิญญาณของพระเจ้าอวยพรความพยายามของลูกา ไม่ต้องสงสัยว่า ทำให้ท่านหาพบเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้และสัมภาษณ์ประจักษ์พยานที่ไว้ใจได้ เช่นเหล่าสาวกที่ยังคงมีชีวิตอยู่และบางทีอาจจะเป็นมาเรีย มารดาของพระเยซู. ครั้นแล้ว พระวิญญาณของพระเจ้าจะชี้นำลูกาให้บันทึกข้อมูลอย่างถูกต้อง.—ลูกา 1:1-4.
เมื่อเทียบกับกิตติคุณของลูกาแล้ว กิตติคุณของโยฮันเป็นเรื่องที่เขียนโดยประจักษ์พยาน ได้รับการจารึกราว ๆ 65 ปีหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์. พระวิญญาณของพระยะโฮวาทำให้ความทรงจำของโยฮันคมชัดอย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อว่าความจำของท่านจะไม่เสื่อมเนื่องจากเวลาผ่านไป. เรื่องนี้คงจะสอดคล้องกับสิ่งที่พระเยซูได้สัญญาไว้กับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “ผู้ช่วยนั้น คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรา พระวิญญาณนั้นจะสอนเจ้าทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้เจ้าระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้บอกเจ้าไว้แล้ว.”—โยฮัน 14:26, ล.ม.
ในบางกรณี ผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิลได้รวมเอาการเรียบเรียงจากเอกสารของนักเขียนประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้นที่เป็นประจักษ์พยาน ซึ่งเอกสารเหล่านั้นไม่ใช่ทั้งหมดมีขึ้นโดยการดลใจ. ยิระมะยาได้เรียบเรียงพงศาวดารกษัตริย์ส่วนใหญ่ของฉบับต้นและฉบับสองโดยวิธีนี้. (2 กษัตริย์ 1:18) เอษราอ้างอิงถึงแหล่งที่ไม่ได้รับการดลใจอย่างน้อยที่สุด 14 แหล่งเพื่อรวบรวมเรื่องราวสำหรับโครนิกาฉบับต้นและฉบับสอง รวมทั้ง “หนังสือพงศาวดารแผ่นดินกษัตริย์ดาวิด” และ “หนังสือพงศาวดารกษัตริย์แผ่นดินยูดาและแผ่นดินยิศราเอล.” (1 โครนิกา 27:24; 2 โครนิกา 16:11) โมเซถึงกับได้ยกข้อความจาก “หนังสือเรื่องสงครามของยะโฮวา” ด้วยซ้ำ—ดูเหมือนจะเป็นบันทึกที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับสงครามแห่งไพร่พลของพระเจ้า.—อาฤธโม 21:14, 15.
ในกรณีดังกล่าว พระวิญญาณบริสุทธิ์มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแข็งขัน กระตุ้นผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิลให้เลือกเฉพาะแต่เรื่องราวที่ไว้ใจได้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกคัมภีร์ไบเบิลที่มีขึ้นโดยการดลใจ.
คำแนะนำที่เป็นประโยชน์—จากผู้ใด?
คัมภีร์ไบเบิลมีคำแนะนำที่ใช้การได้จริงมากมายซึ่งอาศัยข้อสังเกตเฉพาะตัวที่มองอย่างทะลุปรุโปร่ง. ตัวอย่างเช่น ซะโลโมเขียนว่า “สำหรับมนุษย์นั้นไม่มีอะไรจะดีไปกว่าจะกินและดื่มกับทำใจของเขาให้ชื่นชมสนุกสนานในการงานของตน, นี่แหละข้าฯ ได้เห็นว่า, เป็นมาแต่พระหัตถ์ของพระเจ้า.” (ท่านผู้ประกาศ 2:24) เปาโลบอกว่าคำแนะนำของท่านเกี่ยวกับการสมรสนั้นเป็นไป “ตามความคิดเห็น [ของท่าน]” อย่างไรก็ดี ท่านได้กล่าวเสริมว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ฝ่ายข้าพเจ้าด้วย.” (1 โกรินโธ 7:25, 39, 40) เปาโลมีพระวิญญาณของพระเจ้าแน่นอน เพราะดังที่อัครสาวกเปโตรได้ชี้ชัดนั้น สิ่งที่เปาโลเขียนเป็นไป “ตามสติปัญญาซึ่งทรงโปรดประทานแก่ท่าน.” (2 เปโตร 3:15, 16) ฉะนั้น ท่านจึงเสนอความคิดเห็นของท่านโดยได้รับการชี้นำจากพระวิญญาณของพระเจ้า.
เมื่อผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิลแสดงความคิดเห็นส่วนตัวดังกล่าว เขาทำเช่นนั้นพร้อมกันกับภูมิหลังแห่งการศึกษาและการนำข้อคัมภีร์ที่พวกเขาหาได้นั้นมาใช้. เราแน่ใจได้ว่าข้อเขียนของพวกเขาประสานกับพระดำริของพระเจ้า. สิ่งที่พวกเขาบันทึกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระคำของพระเจ้า.
แน่นอน คัมภีร์ไบเบิลมีถ้อยคำของบางคนซึ่งความคิดของเขาผิดพลาด. (เทียบโยบ 15:15 กับ 42:7.) พระคัมภีร์ยังรวมเอาคำพูดบางอย่างที่ถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวของผู้รับใช้พระเจ้า ถึงแม้คำพูดดังกล่าวไม่ได้บอกรายละเอียดทั้งหมดว่าทำไมเขารู้สึกอย่างนั้น.c ขณะที่เสนอคำพูดส่วนตัวเช่นนั้น ผู้เขียนก็ยังคงได้รับการชี้นำจากพระวิญญาณของพระเจ้าเพื่อทำบันทึกที่ถูกต้อง ซึ่งใช้ได้เพื่อระบุและเปิดโปงการอ้างเหตุผลที่ผิด. นอกจากนี้ ในแต่ละกรณี บริบททำให้ผู้อ่านคนใด ๆ ที่มีเหตุผลเข้าใจชัดแจ้งว่า ความคิดของผู้เขียนนั้นถูกต้องหรือไม่.
กล่าวโดยสรุปแล้ว เราสามารถมั่นใจได้ว่า คัมภีร์ไบเบิลทั้งเล่มเป็นข่าวสารของพระเจ้า. ที่จริง พระยะโฮวาทรงทำให้แน่ชัดว่าทุกสิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์นั้นเหมาะกับพระประสงค์ของพระองค์และจัดให้มีคำแนะนำที่สำคัญสำหรับคนเหล่านั้นที่ปรารถนาจะรับใช้พระองค์.—โรม 15:4.
ผู้เขียนเป็นมนุษย์—เพราะเหตุใด?
การที่พระยะโฮวาทรงใช้มนุษย์เขียนคัมภีร์ไบเบิลนั้นแสดงถึงสติปัญญาใหญ่ยิ่งของพระองค์. ขอพิจารณาเรื่องนี้: หากพระเจ้าทรงมอบเรื่องให้ทูตสวรรค์แล้ว คัมภีร์ไบเบิลจะมีสิ่งดึงดูดใจเหมือนกันไหม? จริงอยู่ เราคงจะตื่นเต้นที่ได้อ่านถึงคุณลักษณะของพระเจ้าและการปฏิบัติของพระองค์จากทัศนะของทูตสวรรค์. แต่ถ้าไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างสิ้นเชิงแล้ว ก็อาจยากที่เราจะเข้าใจข่าวสารของคัมภีร์ไบเบิล.
เพื่อเป็นตัวอย่าง: คัมภีร์ไบเบิลอาจเพียงแต่รายงานว่า กษัตริย์ดาวิดได้เล่นชู้และฆ่าคน หลังจากนั้นท่านได้กลับใจ. กระนั้น นับว่าดีกว่ามากสักเพียงไรที่มีคำพูดของดาวิดเอง ขณะที่ท่านแสดงความเจ็บปวดร้าวรานใจเกี่ยวกับการกระทำของท่านและอ้อนวอนขอการอภัยจากพระยะโฮวา! ท่านเขียนว่า “การบาปของข้าพเจ้าก็อยู่ต่อหน้าข้าพเจ้าเสมอ. ข้าแต่พระเจ้า, ใจแตกและฟกช้ำแล้วนั้นพระองค์ไม่ดูถูกดูหมิ่นเลย.” (บทเพลงสรรเสริญ 51:3, 17) เพราะฉะนั้น คัมภีร์ไบเบิลจึงมีความอบอุ่น, ความหลากหลาย, และความดึงดูดใจเนื่องด้วยมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง.
ถูกแล้ว พระยะโฮวาทรงเลือกวิธีเหมาะที่สุดในการประทานพระคำของพระองค์ให้เรา. แม้จะใช้มนุษย์ที่มีข้อบกพร่องและจุดอ่อนต่าง ๆ ก็ตาม พวกเขาได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อว่าจะไม่มีความผิดพลาดในข้อเขียนของเขา. ฉะนั้น คัมภีร์ไบเบิลจึงมีคุณค่าสูงสุด. คำแนะนำของพระคัมภีร์ถูกต้อง และคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เกี่ยวกับอุทยานบนแผ่นดินโลกในอนาคตนั้นก็เชื่อถือได้.—บทเพลงสรรเสริญ 119:105; 2 เปโตร 3:13.
ไฉนไม่ทำเป็นกิจวัตรที่จะอ่านตอนหนึ่งในพระคำของพระเจ้าทุกวัน? เปโตรเขียนว่า “จงปลูกฝังความปรารถนาจะได้น้ำนมอันไม่มีอะไรเจือปนที่เป็นของพระคำ เพื่อโดยน้ำนมนั้น ท่านทั้งหลายจะเติบโตถึงความรอด.” (1 เปโตร 2:2, ล.ม.) เนื่องจากมีขึ้นโดยการดลใจจากพระเจ้า คุณจะพบว่าพระคัมภีร์ทุกตอน “เป็นประโยชน์เพื่อการสั่งสอน, เพื่อการว่ากล่าว, เพื่อจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อย, เพื่อตีสอนด้วยความชอบธรรม, เพื่อคนของพระเจ้าจะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน, เตรียมพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง.”—2 ติโมเธียว 3:16, 17, ล.ม.
[เชิงอรรถ]
a อย่างน้อยที่สุดในกรณีหนึ่ง คือข้อความในพระบัญญัติสิบประการ ข้อมูลจารึกไว้โดยตรง “ด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระองค์ [พระเจ้า].” ต่อจากนั้น โมเซเพียงแต่คัดลอกถ้อยคำเหล่านั้นลงบนม้วนหนังสือหรือวัสดุอื่น ๆ.—เอ็กโซโด 31:18; พระบัญญัติ 10:1-5.
b คำภาษากรีกเฟʹโร ซึ่งในที่นี้มีการแปลว่า “ได้รับการทรงนำ” มีการใช้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่กิจการ 27:15, 17 เพื่อพรรณนาถึงเรือที่ถูกผลักดันโดยลม. ดังนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ ‘ควบคุมวิถี’ ของผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิล. พระวิญญาณนั้นกระตุ้นพวกเขาให้ปฏิเสธข้อมูลใด ๆ ที่ไม่แท้และให้รวมเอาเฉพาะแต่สิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น.
c เพื่อเป็นตัวอย่าง ขอเทียบ 1 กษัตริย์ 19:4 กับ ข้อ 14 และ 18; โยบ 10:1-3; บทเพลงสรรเสริญ 73:12, 13, 21; โยนา 4:1-3, 9; ฮะบาฆูค 1:1-4, 13.
[กรอบ/ภาพหน้า 7]
โมเซได้ข้อมูลมาจากที่ไหน?
โมเซเขียนพระธรรมเยเนซิศในคัมภีร์ไบเบิล แต่ทุกสิ่งที่ท่านบันทึกนั้นได้เกิดขึ้นก่อนการกำเนิดของท่าน. ถ้าเช่นนั้น ท่านได้รับข้อมูลดังกล่าวจากที่ไหน? อาจเป็นได้ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยแก่ท่านโดยตรง, หรือไม่ก็ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์บางอย่างอาจได้รับการถ่ายทอดด้วยคำพูดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนรุ่นถัดไป. เนื่องจากมนุษย์ในยุคต้น ๆ มีช่วงชีวิตที่ยาวนานกว่า ส่วนใหญ่ของเรื่องที่โมเซบันทึกในเยเนซิศอาจได้รับการถ่ายทอดจากอาดามถึงโมเซโดยผ่านเพียงบุคคลห้าคนเท่านั้นซึ่งช่วงชีวิตของพวกเขาคาบเกี่ยวกันคือ มะธูเซลา, เซม, ยิศฮาค, เลวี, และอัมราม.
นอกจากนี้ โมเซอาจได้ค้นดูบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร. ในเรื่องนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า หลายครั้งโมเซใช้วลี “ต่อไปนี้จะกล่าวถึงเรื่องวงศ์วานของ [“นี่คือประวัติ ของ,” ล.ม.]” ก่อนบอกชื่อบุคคลที่มีการกล่าวถึง. (เยเนซิศ 6:9; 10:1; 11:10, 27; 25:12, 19; 36:1, 9; 37:2) ผู้คงแก่เรียนบางคนกล่าวว่า คำฮีบรูที่ได้รับการแปลว่า “วงศ์วาน” หรือ “ประวัติ” ในที่นี้คือ ทอเลดอทʹ หมายถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษรที่มีอยู่แล้วซึ่งโมเซใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการเขียนของท่าน. แน่ละไม่อาจกล่าวเช่นนี้ได้อย่างแน่ชัด.
อาจเป็นได้ว่าข้อมูลที่มีอยู่ในพระธรรมเยเนซิศนั้นได้รับมาโดยวิธีข้างต้นทั้งสามวิธี—บางตอนจากการเปิดเผยโดยตรง, บางตอนโดยการถ่ายทอดด้วยคำพูด, และบางตอนจากบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร. จุดสำคัญคือการที่พระวิญญาณของพระยะโฮวาดลใจโมเซ. ฉะนั้น สิ่งที่ท่านเขียนนั้นจึงถือได้อย่างถูกต้องว่าเป็นพระคำของพระเจ้า.
[รูปภาพหน้า 4]
ในหลายวิธีต่าง ๆ กันที่พระเจ้าทรงดลใจมนุษย์ให้เขียนคัมภีร์ไบเบิล