วิธีที่ผู้ดูแลเดินทางรับใช้ฐานะคนต้นเรือนที่สัตย์ซื่อ
“ตามส่วนที่แต่ละคนได้รับของประทาน จงใช้ของประทานนั้นในการรับใช้กันและกันในฐานะเป็นคนต้นเรือนที่ดีแห่งพระกรุณาอันไม่พึงได้รับของพระเจ้าที่แสดงออกในวิธีต่าง ๆ.”—1 เปโตร 4:10, ล.ม.
1, 2. (ก) คุณจะนิยามคำ “คนต้นเรือน” อย่างไร? (ข) ใครอยู่ในหมู่คนต้นเรือนที่พระเจ้าทรงใช้?
พระยะโฮวาทรงใช้บรรดาคริสเตียนผู้ซื่อสัตย์ให้เป็นคนต้นเรือน. ตามปกติ คนต้นเรือนเป็นผู้ที่รับใช้ดูแลครัวเรือน. เขาอาจจัดการเรื่องธุรกิจของผู้เป็นนายด้วย. (ลูกา 16:1-3; ฆะลาเตีย 4:1, 2) พระเยซูทรงเรียกคณะผู้ถูกเจิมที่ภักดีของพระองค์ซึ่งอยู่บนโลกนี้ว่า “คนต้นเรือนที่สัตย์ซื่อ.” พระองค์ทรงมอบความไว้วางใจให้คนต้นเรือนนี้ดูแล “บรรดาสิ่งของทั้งสิ้นของท่าน” ซึ่งก็รวมทั้งกิจกรรมการประกาศเรื่องราชอาณาจักร.—ลูกา 12:42-44, ล.ม.; มัดธาย 24:14, 45, ล.ม.
2 อัครสาวกเปโตรกล่าวว่า คริสเตียนทุกคนเป็นคนต้นเรือนแห่งพระกรุณาอันไม่พึงได้รับของพระเจ้าซึ่งแสดงออกมาในหลายวิธี. คริสเตียนแต่ละคนมีบทบาทซึ่งเขาจะสามารถทำหน้าที่เป็นคนต้นเรือนที่สัตย์ซื่อได้. (1 เปโตร 4:10, ล.ม.) ผู้ปกครองคริสเตียนที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นเป็นคนต้นเรือน และในพวกเขามีบางคนเป็นผู้ดูแลเดินทาง. (ติโต 1:7) ควรมองดูผู้ดูแลเดินทางเหล่านี้เช่นไร? พวกเขาควรมีคุณลักษณะและเป้าหมายเป็นเช่นไร? และพวกเขาจะประสบผลสำเร็จได้ดีที่สุดโดยวิธีใด?
หยั่งรู้ค่าการรับใช้ของพวกเขา
3. เหตุใดจึงเรียกผู้ดูแลเดินทางได้ว่าเป็น “คนต้นเรือนที่ดี”?
3 คู่สมรสคริสเตียนคู่หนึ่งเขียนถึงผู้ดูแลเดินทางและภรรยาโดยบอกว่า “เราอยากแสดงความสำนึกบุญคุณสำหรับเวลาทั้งหมดและความรักที่คุณทั้งสองได้ให้เรา. พวกเราทั้งครอบครัวได้รับประโยชน์อย่างมากจากการหนุนใจและคำแนะนำทั้งหมดของคุณ. เรารู้ว่าเราต้องเติบโตฝ่ายวิญญาณต่อ ๆ ไป แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระยะโฮวาและจากพี่น้องชายหญิงอย่างคุณทั้งสอง ความตึงเครียดที่เกิดจากการเติบโตนั้นกลายเป็นเรื่องที่จะรับมือได้ง่ายขึ้น.” คำพูดในลักษณะดังกล่าวมีอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากผู้ดูแลเดินทางสนใจในเพื่อนร่วมความเชื่อเป็นส่วนตัว แบบเดียวกับที่คนต้นเรือนที่ดีดูแลความจำเป็นต่าง ๆ ของครัวเรือนเป็นอย่างดี. บางคนเป็นผู้บรรยายที่เด่น. หลายคนทำได้ดีเยี่ยมในงานประกาศ ขณะที่คนอื่นเป็นที่รู้จักในเรื่องความอบอุ่นและความเห็นอกเห็นใจ. โดยการปลูกฝังและใช้ของประทานเช่นนั้นในการรับใช้ผู้อื่น ผู้ดูแลเดินทางอาจถูกเรียกได้อย่างถูกต้องว่า “คนต้นเรือนที่ดี.”
4. คำถามอะไรที่จะพิจารณากันตอนนี้?
4 อัครสาวกเปาโลเขียนไว้ว่า “ฝ่ายผู้อารักขา [“คนต้นเรือน,” ล.ม.] เหล่านั้นต้องเป็นคนสัตย์ซื่อทุกคน.” (1 โกรินโธ 4:2) การรับใช้เพื่อนคริสเตียนในหลายประชาคมสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าเป็นสิทธิพิเศษที่ไม่มีใดเหมือนและน่ายินดี. อย่างไรก็ตาม การรับใช้เช่นนี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบที่หนักด้วย. อย่างนั้น ผู้ดูแลเดินทางจะทำหน้าที่คนต้นเรือนด้วยความซื่อสัตย์และอย่างเป็นผลสำเร็จได้อย่างไร?
การทำหน้าที่คนต้นเรือนอย่างเป็นผลสำเร็จ
5, 6. เหตุใดการไว้วางใจพระยะโฮวาด้วยการอธิษฐานอยู่เสมอสำคัญมากในชีวิตของผู้ดูแลเดินทาง?
5 การไว้วางใจในพระยะโฮวาพร้อมด้วยคำอธิษฐานเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อผู้ดูแลเดินทางจะเป็นคนต้นเรือนที่ประสบผลสำเร็จ. เนื่องจากตารางเวลาและความรับผิดชอบหลายด้านของพวกเขา บางครั้งพวกเขาอาจรู้สึกว่าแบกภาระหนักเหลือเกิน. (เทียบกับ 2 โกรินโธ 5:4.) ดังนั้น พวกเขาจำต้องปฏิบัติสอดคล้องกับบทเพลงของดาวิดผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญที่ว่า “จงมอบภาระของท่านไว้กับพระยะโฮวา และพระองค์เองจะทรงค้ำจุนท่าน. ไม่มีวันที่พระองค์จะทรงยอมให้คนชอบธรรมกะปลกกะเปลี้ยเลย.” (บทเพลงสรรเสริญ 55:22, ล.ม.) ถ้อยคำของดาวิดยังให้การปลอบประโลมด้วยที่ว่า “ความบรมสุขจงมีแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า [“พระยะโฮวา,” ล.ม.], ผู้ทรงแบกภาระของพวกเราทุก ๆ วัน.”—บทเพลงสรรเสริญ 68:19.
6 เปาโลได้ความเข้มแข็งเพื่อจะดูแลหน้าที่รับผิดชอบฝ่ายวิญญาณของท่านจากที่ไหน? ท่านเขียนบอกว่า “ข้าพเจ้ามีกำลังสำหรับทุกสิ่งโดยพระองค์ผู้ทรงประทานพลังให้ข้าพเจ้า.” (ฟิลิปปอย 4:13, ล.ม.) ถูกแล้ว พระยะโฮวาพระเจ้าทรงเป็นแหล่งแห่งความเข้มแข็งของเปาโล. ในทำนองเดียวกัน เปโตรแนะนำว่า “ถ้าคนใดรับใช้ก็ให้เขารับใช้เสมือนพึ่งอาศัยในกำลังซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้ เพื่อพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญในทุกสิ่งโดยทางพระเยซูคริสต์.” (1 เปโตร 4:11, ล.ม.) พี่น้องคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้ดูแลเดินทางเป็นเวลาหลายปีได้เน้นถึงความจำเป็นจะต้องวางใจในพระเจ้า โดยบอกว่า “จงพึ่งอาศัยพระยะโฮวาเสมอในการจัดการปัญหา และแสวงหาความช่วยเหลือจากองค์การของพระองค์.”
7. ความสมดุลมีบทบาทอย่างไรในงานของผู้ดูแลเดินทาง?
7 ผู้ดูแลเดินทางที่ประสบผลสำเร็จจำเป็นต้องมีความสมดุล. เช่นเดียวกับคริสเตียนคนอื่น ๆ เขาบากบั่นเพื่อจะ “รู้แน่ว่า สิ่งไหนสำคัญกว่า.” (ฟิลิปปอย 1:10, ล.ม.)a เมื่อผู้ปกครองท้องถิ่นมีปัญหาบางเรื่อง นับว่าสุขุมที่เขาจะปรึกษาผู้ดูแลหมวดที่มาเยี่ยม. (สุภาษิต 11:14; 15:22) เป็นไปได้มากว่า การสังเกตด้วยความสมดุลและคำแนะนำตามหลักพระคัมภีร์ของเขาจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เมื่อผู้ปกครองจัดการเรื่องนั้นต่อไปหลังจากที่เขาได้จากประชาคมไปแล้ว. เปาโลบอกติโมเธียวเกี่ยวด้วยเรื่องทำนองเดียวกันนั้นว่า “สิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้าพร้อมด้วยการสนับสนุนจากพยานหลายคน จงมอบสิ่งเหล่านี้ให้คนซื่อสัตย์ ผู้ซึ่งเมื่อถึงคราวแล้ว จะเป็นคนมีคุณวุฒิพอที่จะสอนคนอื่น.”—2 ติโมเธียว 2:2, ล.ม.
8. ทำไมการศึกษาคัมภีร์ไบเบิล, การค้นคว้า, และการคิดรำพึงจึงนับว่าสำคัญ?
8 การศึกษาพระคัมภีร์, การค้นคว้า, และการคิดรำพึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อจะให้คำแนะนำที่มีเหตุผล. (สุภาษิต 15:28) ผู้ดูแลภาคคนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อประชุมกับผู้ปกครอง พวกเราที่เป็นผู้ดูแลเดินทางไม่ควรหวั่นวิตกที่จะยอมรับว่า เราไม่รู้คำตอบสำหรับคำถามบางข้อ.” โดยพยายามให้ได้มาซึ่ง “พระทัยของพระคริสต์” เกี่ยวด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทำให้เป็นไปได้สำหรับการให้คำแนะนำตามหลักคัมภีร์ไบเบิลที่จะช่วยคนอื่นให้ปฏิบัติลงรอยกับพระทัยประสงค์ของพระเจ้า. (1 โกรินโธ 2:16) บางครั้งผู้ดูแลเดินทางจำเป็นต้องเขียนถึงสมาคมหอสังเกตการณ์เพื่อขอการชี้นำ. ไม่ว่ากรณีใด ความเชื่อในพระยะโฮวาและความรักต่อความจริงนั้นสำคัญยิ่งกว่าภาพลักษณ์หรือโวหารที่โน้มน้าวใจ. แทนที่จะมาพร้อมด้วย “ถ้อยคำอันไพเราะหรือด้วยปัญญา [“คำพูดหรือสติปัญญาเลิศลอยเกินความจริง,” ล.ม.]” เปาโลเริ่มงานรับใช้ที่เมืองโกรินโธด้วย “อ่อนกำลัง, มีความกลัวและหวั่นหวาดมาก.” นี่ทำให้ท่านขาดประสิทธิภาพไหม? ตรงกันข้าม นี่กลับช่วยให้ชาวโกรินโธมีความเชื่อซึ่ง “ไม่ได้อาศัยด้วยปัญญามนุษย์, แต่ด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า.”—1 โกรินโธ 2:1-5.
คุณลักษณะอื่น ๆ ที่สำคัญ
9. เหตุใดผู้ดูแลเดินทางจำเป็นต้องมีความร่วมรู้สึก?
9 ความร่วมรู้สึกช่วยผู้ดูแลเดินทางให้บรรลุผลที่ดีหลายประการ. เปโตรกระตุ้นเตือนคริสเตียนทุกคนให้ “แสดงความเห็นอกเห็นใจ.” (1 เปโตร 3:8, ล.ม.) ผู้ดูแลหมวดคนหนึ่งสำนึกถึงความจำเป็นต้อง ‘สนใจทุกคนในประชาคมและเอาใจใส่ในพวกเขาอย่างแท้จริง.’ ด้วยน้ำใจคล้าย ๆ กัน เปาโลเขียนดังนี้: “จงมีใจยินดีด้วยกันกับผู้ที่มีความยินดี จงร้องไห้ด้วยกันกับผู้ที่ร้องไห้.” (โรม 12:15) เจตคติเช่นนั้นผลักดันให้ผู้ดูแลเดินทางพยายามอย่างจริงจังจะเข้าใจปัญหาและสภาพแวดล้อมของเพื่อนร่วมความเชื่อ. จากนั้นพวกเขาก็สามารถให้คำแนะนำตามหลักพระคัมภีร์ที่เสริมสร้าง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดผลที่ดีอย่างแท้จริงหากนำเอาไปใช้. ผู้ดูแลหมวดคนหนึ่งซึ่งเด่นในเรื่องการแสดงความร่วมรู้สึกได้รับจดหมายฉบับนี้จากประชาคมแห่งหนึ่งใกล้ ๆ กับเมืองตูริน อิตาลี: “ถ้าคุณต้องการจะเป็นคนที่น่าสนใจ ก็จงสนใจในคนอื่น; ถ้าคุณต้องการเป็นคนที่น่าคบ ก็จงทำตัวให้น่าคบ; ถ้าคุณต้องการเป็นที่รัก ก็จงทำตัวให้น่ารัก; ถ้าคุณต้องการได้รับความช่วยเหลือ ก็จงพร้อมจะช่วยผู้อื่น. นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากคุณ!”
10. ผู้ดูแลหมวดและผู้ดูแลภาคกล่าวเช่นไรเกี่ยวกับการเป็นคนถ่อม และพระเยซูทรงวางตัวอย่างอะไรเอาไว้ในเรื่องนี้?
10 การเป็นคนถ่อมและเข้าพบได้ง่ายช่วยผู้ดูแลเดินทางได้มาก. ผู้ดูแลหมวดคนหนึ่งให้ข้อสังเกตดังนี้: “สำคัญที่สุดคือต้องรักษาท่าทีที่ถ่อมตัวเสมอ.” เขาจะคอยเตือนผู้ดูแลเดินทางใหม่ ๆ ว่า “อย่าปล่อยให้ตัวเองได้รับอิทธิพลอย่างไม่สมควรจากพวกพี่น้องที่มั่งคั่งกว่าเนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาอาจได้ทำเพื่อคุณ อีกทั้งอย่าจำกัดมิตรภาพของคุณเอาไว้เฉพาะแต่กับพี่น้องเหล่านั้น แต่พยายามอยู่เสมอจะปฏิบัติกับคนอื่น ๆ โดยไม่เลือกหน้าลำเอียง.” (2 โครนิกา 19:6, 7) ผู้ดูแลเดินทางที่ถ่อมใจอย่างแท้จริงจะไม่ถือว่าฐานะของตนที่เป็นตัวแทนของสมาคมฯสำคัญจนเกินไป. ผู้ดูแลภาคคนหนึ่งได้ให้ความคิดเห็นอย่างเหมาะสมว่า “จงถ่อมและเต็มใจฟังพวกพี่น้อง. ทำตัวให้คนอื่นเข้าพบได้ง่ายเสมอ.” ในฐานะที่เป็นบุรุษผู้ใหญ่ยิ่งที่เคยมีชีวิตอยู่ พระเยซูคริสต์อาจทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดได้ แต่พระองค์ทรงถ่อมลงและทำตัวเข้าพบได้ง่ายจนแม้แต่เด็ก ๆ ก็รู้สึกผ่อนคลายเมื่อพระองค์อยู่ด้วย. (มัดธาย 18:5; มาระโก 10:13-16) ผู้ดูแลเดินทางต้องการให้ทุกคนในประชาคม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆ, วัยรุ่น, หรือคนสูงอายุ—จะเป็นใครก็แล้วแต่—รู้สึกเป็นอิสระจะเข้ามาหาเขา.
11. เมื่อจำเป็นต้องขอโทษ อาจมีผลเป็นเช่นไรเมื่อทำเช่นนั้น?
11 แน่นอน “เราทุกคนต่างก็พลาดพลั้งกันหลายครั้ง” และผู้ดูแลเดินทางก็ไม่มีเว้น. (ยาโกโบ 3:2) เมื่อผู้ดูแลเดินทางทำผิดพลาด คำขอโทษอย่างจริงใจจะให้ตัวอย่างแก่ผู้ปกครองคนอื่น ๆ ในเรื่องความถ่อมใจ. ตามที่สุภาษิต 22:4 กล่าวไว้: “บำเหน็จแห่งการถ่อมใจลงและความยำเกรงพระยะโฮวาก็เป็นทางนำมาถึงทรัพย์สมบัติและเกียรติศักดิ์และชีวิต.” และผู้รับใช้ทุกคนของพระเจ้าจำต้อง “ดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้า” ของพวกเขามิใช่หรือ? (มีคา 6:8, ฉบับแปลใหม่) ต่อข้อถามที่ว่าเขามีคำแนะนำอะไรสำหรับผู้ดูแลเดินทางใหม่ ผู้ดูแลหมวดคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “ให้ความนับถือและความใส่ใจอย่างแท้จริงต่อพี่น้องทั้งสิ้น และถือว่าพวกเขาดีกว่าคุณ. คุณจะเรียนรู้ได้มากจากพี่น้อง. จงรักษาความถ่อมเอาไว้. จงเป็นตัวของตัวเอง. อย่าเสแสร้ง.”—ฟิลิปปอย 2:3.
12. เหตุใดความกระตือรือร้นในงานรับใช้ฝ่ายคริสเตียนสำคัญมาก?
12 ความกระตือรือร้นในงานรับใช้ฝ่ายคริสเตียนเพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูดของผู้ดูแลเดินทาง. ที่จริง เมื่อเขาและภรรยาวางตัวอย่างเรื่องความกระตือรือร้นในงานเผยแพร่กิตติคุณ ผู้ปกครอง ภรรยาของพวกเขา และคนอื่น ๆ ทั้งหมดในประชาคมได้รับการหนุนใจให้แสดงความกระตือรือร้นในงานรับใช้ของพวกเขา. ผู้ดูแลหมวดคนหนึ่งกระตุ้นดังนี้: “จงกระตือรือร้นเพื่อการรับใช้.” เขากล่าวเสริมอีกว่า “ผมพบว่า โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งประชาคมกระตือรือร้นในงานรับใช้มาก ปัญหาก็ยิ่งมีน้อย.” ผู้ดูแลหมวดอีกคนตั้งข้อสังเกตว่า “ผมเชื่อว่าถ้าผู้ปกครองทำงานในเขตทำงานร่วมกับพี่น้องชายและหญิง และช่วยพวกเขาให้มีความยินดีในงานรับใช้ นี่จะยังผลเป็นสันติสุขแห่งจิตใจและความอิ่มใจพอใจอย่างยิ่งในการรับใช้พระยะโฮวา.” อัครสาวกเปาโล ‘รวบรวมความกล้าประกาศข่าวดีของพระเจ้าไปยังชาวเธซะโลนิเกทั้งที่เผชิญการต่อสู้ขัดขวางมากมาย.’ ไม่แปลกที่พวกเขามีความทรงจำที่ดีงามเกี่ยวกับการเยี่ยมและกิจกรรมการประกาศของท่าน และปรารถนาจะได้พบท่านอีก!—1 เธซะโลนิเก 2:1, 2; 3:6.
13. ผู้ดูแลเดินทางจะพิจารณาอะไรเมื่อทำงานกับเพื่อนคริสเตียนในงานเผยแพร่?
13 เมื่อทำงานร่วมกับเพื่อนคริสเตียนในงานเผยแพร่ ผู้ดูแลเดินทางจะคำนึงถึงสภาพการณ์และขีดจำกัดต่าง ๆ ของพวกเขา. แม้ว่าข้อเสนอแนะของเขาอาจเป็นประโยชน์ เขารู้ว่าบางคนอาจรู้สึกประหม่าเมื่อประกาศกับผู้ปกครองที่มีประสบการณ์. ด้วยเหตุนั้น ในบางกรณีการกล่าวหนุนใจอาจเป็นประโยชน์มากกว่าคำแนะนำ. เมื่อเขาไปด้วยกันกับผู้ประกาศหรือไพโอเนียร์ในการศึกษาคัมภีร์ไบเบิล พวกเขาอาจต้องการให้เขานำมากกว่า. นี่คงจะช่วยให้พวกเขาคุ้นเคยกับแนวทางบางอย่างเพื่อปรับปรุงวิธีสอนของตน.
14. ทำไมจึงอาจพูดได้ว่า ผู้ดูแลเดินทางที่กระตือรือร้นกระตุ้นคนอื่นให้กระตือรือร้น?
14 ผู้ดูแลเดินทางที่กระตือรือร้นปลุกใจผู้อื่นให้เกิดความกระตือรือร้นขึ้นด้วย. ผู้ดูแลหมวดคนหนึ่งในประเทศยูกันดาเดินบุกป่าฝ่าดงอันหนาทึบเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงไปด้วยกันกับบราเดอร์คนหนึ่งเพื่อไปนำการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลรายหนึ่งซึ่งไม่ค่อยจะก้าวหน้า. ขณะที่เดินอยู่นั้นฝนตกหนักจนเมื่อทั้งสองไปถึงก็เปียกโชกไปหมดทั้งตัว. เมื่อครอบครัวนี้ซึ่งมีสมาชิกหกคนรู้ว่าผู้ที่มาเยี่ยมเป็นผู้ดูแลเดินทาง พวกเขาประทับใจมาก. พวกเขารู้ว่านักเทศน์ที่โบสถ์ของพวกเขาจะไม่มีทางแสดงความสนใจต่อฝูงแกะเช่นนี้. วันอาทิตย์ถัดไปพวกเขาไปเข้าร่วมการประชุมเป็นครั้งแรกและแสดงความปรารถนาจะเข้ามาเป็นพยานพระยะโฮวา.
15. ผู้ดูแลหมวดที่กระตือรือร้นคนหนึ่งในเม็กซิโกมีประสบการณ์อะไรที่น่ายินดี?
15 ที่รัฐวาฮาคาประเทศเม็กซิโก ผู้ดูแลหมวดคนหนึ่งพยายามทำสิ่งหนึ่งซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้มีการคาดหมายจากเขาว่าต้องทำ. เขาเข้าไปอยู่ห้องขังเป็นเวลาสี่คืนเพื่อจะเยี่ยมกลุ่มนักโทษเจ็ดคนซึ่งได้มาเป็นผู้ประกาศราชอาณาจักร. เขาไปด้วยกันกับพี่น้องนักโทษเหล่านี้หลายวันในการให้คำพยานตามห้องขังต่าง ๆ และนำการศึกษาคัมภีร์ไบเบิล. เนื่องจากมีการแสดงความสนใจ บางครั้งการศึกษาก็ล่วงเลยจนถึงกลางคืน. ผู้ดูแลหมวดที่กระตือรือร้นคนนี้เขียนบอกว่า “พอถึงตอนท้ายการเยี่ยม ผมและเหล่านักโทษต่างก็รู้สึกเต็มด้วยความยินดีที่เป็นผลจากการหนุนใจกันและกัน.”
16. เหตุใดจึงเป็นประโยชน์เมื่อผู้ดูแลเดินทางและภรรยาให้การหนุนใจ?
16 ผู้ดูแลเดินทางพยายามจะเป็นที่หนุนใจ. เมื่อเปาโลเยี่ยมประชาคมที่มากะโดเนีย ท่านได้ ‘พูดหนุนน้ำใจพวกเขาด้วยหลายคำ.’ (กิจการ 20:1, 2) คำพูดหนุนน้ำใจสามารถเป็นประโยชน์มากในการชี้นำทั้งคนหนุ่มและผู้สูงอายุให้มุ่งไปสู่เป้าหมายฝ่ายวิญญาณ. ที่สำนักงานสาขาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของสมาคมหอสังเกตการณ์ จากการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ผู้ดูแลหมวดได้หนุนใจทำให้เกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้อาสาสมัครรับเอางานรับใช้เต็มเวลา. ด้วยตัวอย่างของเธอฐานะผู้ประกาศราชอาณาจักรเต็มเวลา ภรรยาผู้ดูแลเดินทางนับว่าเป็นแหล่งแห่งการหนุนใจอย่างยิ่งแหล่งหนึ่งด้วย.
17. ผู้ดูแลหมวดสูงอายุคนหนึ่งรู้สึกอย่างไรต่อสิทธิพิเศษของเขาในการช่วยเหลือคนอื่น?
17 ผู้สูงวัยกว่าและคนที่ซึมเศร้าต้องการการหนุนใจเป็นพิเศษ. ผู้ดูแลหมวดสูงอายุคนหนึ่งเขียนดังนี้: “ด้านหนึ่งแห่งงานของผมที่ก่อให้เกิดความยินดีที่ล้ำลึกอย่างบอกไม่ถูกทีเดียวนั้นได้แก่ สิทธิพิเศษในการช่วยเหลือผู้ที่เลิกเป็นผู้ประกาศและคนสูงอายุที่กะปลกกะเปลี้ยซึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงแกะของพระเจ้า. คำพูดที่โรม 1:11, 12 มีความหมายเป็นพิเศษต่อผม เพราะผมได้รับกำลังใจและความเข้มแข็งอย่างมากมายขณะที่ ‘ให้ของประทานฝ่ายวิญญาณจิตต์แก่คนเหล่านั้น, เพื่อพวกเขาจะได้ดำรงมั่นคงอยู่.’”
บำเหน็จแห่งการงานที่เปี่ยมด้วยความยินดีของพวกเขา
18. ผู้ดูแลเดินทางมีเป้าหมายเช่นไรตามหลักพระคัมภีร์?
18 ผู้ดูแลเดินทางสนใจในผลประโยชน์ของเพื่อนร่วมความเชื่ออย่างจริงใจ. เขาต้องการเสริมสร้างประชาคมให้แข็งแรงและก่อร่างสร้างพวกเขาขึ้นทางฝ่ายวิญญาณ. (กิจการ 15:41) ผู้ดูแลเดินทางคนหนึ่งบากบั่นพยายาม “เพื่อหนุนน้ำใจ, ให้ความสดชื่น, และส่งเสริมความปรารถนาจะทำงานรับใช้ให้สำเร็จและดำเนินอยู่ในความจริงต่อ ๆ ไป.” (3 โยฮัน 3, ล.ม.) อีกคนหนึ่งพยายามช่วยเพื่อนร่วมความเชื่อให้ตั้งมั่นคงอยู่ในความเชื่อ. (โกโลซาย 2:6, 7) จำเอาไว้เสมอว่า ผู้ดูแลเดินทางเป็น “เพื่อนร่วมแอกด้วยกันจริง ๆ” ไม่ใช่นายเหนือความเชื่อของผู้อื่น. (ฟิลิปปอย 4:3; 2 โกรินโธ 1:24) การเยี่ยมของเขาเป็นโอกาสสำหรับการหนุนใจและกิจกรรมพิเศษ รวมทั้งเป็นโอกาสที่คณะผู้ปกครองจะได้ทบทวนความก้าวหน้าที่ได้ทำกันมาและพิจารณาเป้าหมายในอนาคต. ด้วยคำพูดและตัวอย่างของเขา ผู้ประกาศของประชาคม, ไพโอเนียร์, ผู้ช่วยงานรับใช้, และผู้ปกครองสามารถคาดหมายได้ถึงการเสริมสร้างและการกระตุ้นให้ทำงานที่มีอยู่เบื้องหน้าต่อไป. (เทียบกับ 1 เธซะโลนิเก 5:11.) ดังนั้น ให้เราสนับสนุนการเยี่ยมของผู้ดูแลหมวดอย่างสิ้นสุดหัวใจ และรับเอาผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการรับใช้ที่ผู้ดูแลภาคได้ทำ.
19, 20. ผู้ดูแลเดินทางและภรรยาได้รับบำเหน็จสำหรับการรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของตนอย่างไร?
19 ผู้ดูแลเดินทางและภรรยาได้รับบำเหน็จอย่างอุดมสำหรับการรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพวกเขา และเขาสามารถมั่นใจได้ว่า พระยะโฮวาจะทรงอวยพระพรเขาสำหรับการดีที่พวกเขาทำ. (สุภาษิต 19:17; เอเฟโซ 6:8) เกอ็อร์กและมักดาเลนาเป็นคู่สมรสสูงอายุที่ได้รับใช้เป็นเวลาหลายปีในงานเดินทาง. ณ การประชุมภาคในประเทศลักเซมเบิร์ก มีคนหนึ่งเดินเข้ามาหามักดาเลนาซึ่งปรากฏว่าเป็นคนที่เธอได้เคยให้คำพยานเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว. หญิงชาวยิวผู้นี้ได้รับการกระตุ้นให้สนใจในความจริงจากหนังสืออธิบายคัมภีร์ไบเบิลที่มักดาเลนาได้ทิ้งไว้กับเธอ และต่อมาเธอได้รับบัพติสมา. ทางด้านเกอ็อร์กก็มีพี่น้องหญิงฝ่ายวิญญาณคนหนึ่งเข้ามาหา ซึ่งเธอจำได้ถึงการเยี่ยมของเขาที่บ้านเธอเกือบ 40 ปีมาแล้ว. การเสนอข่าวดีอย่างกระตือรือร้นของเขาในที่สุดได้นำให้ทั้งเธอและสามีตอบรับความจริง. ไม่จำเป็นต้องบอกเลยว่า ทั้งเกอ็อร์กและมักดาเลนารู้สึกยินดีอย่างเหลือล้น.
20 งานรับใช้ที่เกิดผลของเปาโลในเมืองเอเฟโซนำความยินดีมาให้ท่านและอาจกระตุ้นท่านให้ยกคำตรัสนี้ของพระเยซูขึ้นมากล่าวที่ว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ.” (กิจการ 20:35) เนื่องจากงานเดินทางเป็นงานที่เป็นฝ่ายให้อยู่ตลอด คนที่มีส่วนในงานนี้จึงประสบความสุข โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาได้มาตระหนักถึงผลดีแห่งงานหนักของตน. ผู้ดูแลหมวดคนหนึ่งที่ได้ช่วยผู้ปกครองซึ่งท้อใจคนหนึ่งได้รับจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งบอกดังนี้: “คุณ ‘เป็นที่หนุนน้ำใจ’ ชีวิตฝ่ายวิญญาณของผมอย่างมาก—มากกว่าที่คุณอาจจะรู้. . . . คุณไม่มีทางรู้ได้หมดหรอกว่า คุณได้ช่วยอาซาฟสมัยปัจจุบันที่ ‘เท้าของเขาแทบเดินออกนอกทาง’ มากขนาดไหน.”—โกโลซาย 4:11; บทเพลงสรรเสริญ 73:2, ล.ม.
21. เหตุใดคุณจึงอาจกล่าวได้ว่า 1 โกรินโธ 15:58 ใช้ได้กับกิจกรรมของผู้ดูแลเดินทาง?
21 คริสเตียนผู้สูงอายุคนหนึ่งที่เคยอยู่ในงานเดินหมวดนานหลายปีชอบคิดถึงคำพูดใน 1 โกรินโธ 15:58 ซึ่งที่นั่นอัครสาวกเปาโลกระตุ้นเตือนว่า “จงตั้งมั่นคงอยู่, อย่าสะเทือนสะท้าน จงกระทำการขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา. ด้วยว่าท่านทั้งหลายรู้ว่า, โดยองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นการของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้.” ผู้ดูแลเดินทางมีสิ่งที่ต้องทำมากมายอย่างแน่นอนในงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า. และเรารู้สึกหยั่งรู้ค่าสักเพียงไรที่พวกเขารับใช้ด้วยความยินดีฐานะคนต้นเรือนผู้สัตย์ซื่อแห่งพระกรุณาอันไม่พึงได้รับของพระยะโฮวา!
[เชิงอรรถ]
a โปรดดูบทความเรื่อง “คุณจะเป็นสุขกับงานที่ต้องทำมากมายได้ไหม?” ในหอสังเกตการณ์ ฉบับ 15 พฤษภาคม 1991 หน้า 28-31.
คุณจะตอบอย่างไร?
▫ เหตุใดอาจถือได้ว่าผู้ดูแลเดินทางเป็น “คนต้นเรือนที่ดี”?
▫ ปัจจัยอะไรบ้างที่ช่วยให้ผู้ดูแลหมวดและผู้ดูแลภาคบรรลุผลอย่างดี?
▫ ทำไมความถ่อมและความกระตือรือร้นจึงสำคัญมากสำหรับคนที่มีส่วนในงานเดินทาง?
▫ ผู้ดูแลเดินทางมีเป้าหมายที่ดีเช่นไร?
[รูปภาพหน้า 16]
ผู้ดูแลเดินทางพยายามจะหนุนใจเพื่อนร่วมความเชื่อ
[รูปภาพหน้า 17]
ทั้งคนหนุ่มและผู้สูงอายุต่างก็สามารถได้รับประโยชน์จากการคบหากับผู้ดูแลเดินทางและภรรยา
[รูปภาพหน้า 18]
งานรับใช้ที่กระตือรือร้นของผู้ดูแลเดินทางส่งเสริมให้คนอื่นกระตือรือร้น