การดำเนินตามพระบัญญัติแห่งพระคริสต์
“จงแบกภาระหนักของกันและกันต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงบรรลุพระบัญญัติของพระคริสต์.”—ฆะลาเตีย 6:2, ล.ม.
1. เหตุใดจึงอาจกล่าวได้ว่า พระบัญญัติแห่งพระคริสต์เป็นแรงชักนำอันทรงพลังที่ก่อประโยชน์ในทุกวันนี้?
ที่รวันดา พยานพระยะโฮวาชาวเผ่าฮูตูและเผ่าทุตซีเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อปกป้องกันและกันจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ซึ่งเกิดขึ้นทั่วไปในประเทศเมื่อไม่นานมานี้. พยานพระยะโฮวาในเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสูญเสียสมาชิกครอบครัวของตนในแผ่นดินไหวที่ก่อความหายนะ ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการสูญเสียที่พวกเขาประสบ. ถึงกระนั้น พวกเขาลงมือทันทีในการช่วยผู้ประสบภัยรายอื่น ๆ. ใช่แล้ว ตัวอย่างอันทำให้อบอุ่นใจเหล่านี้จากทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าพระบัญญัติแห่งพระคริสต์มีผลกระทบอยู่ทีเดียวในปัจจุบัน. พระบัญญัติแห่งพระคริสต์นี้เป็นแรงชักนำอันทรงพลังที่ก่อประโยชน์.
2. คริสต์ศาสนจักรพลาดจุดสำคัญของพระบัญญัติแห่งพระคริสต์ไปอย่างไร และเราจะบรรลุพระบัญญัตินี้ได้โดยวิธีใด?
2 ขณะเดียวกัน คำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลเกี่ยวกับ “สมัยสุดท้าย” อันวิกฤตกำลังสำเร็จสมจริง. หลายคนมี “ความเลื่อมใสต่อพระเจ้าในรูปแบบหนึ่ง แต่ปฏิเสธพลังแห่งความเลื่อมใสนั้น.” (2 ติโมเธียว 3:1, 5, ล.ม.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคริสต์ศาสนจักร ศาสนามักเป็นเรื่องของพิธีการ ไม่ใช่เรื่องของหัวใจ. นั่นเป็นเพราะว่า เป็นการยากเกินไปที่จะดำเนินตามพระบัญญัติแห่งพระคริสต์ไหม? ไม่เลย. พระเยซูคงจะไม่ทรงมอบกฎหมายที่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้. คริสต์ศาสนจักรเพียงแต่พลาดไปจากจุดสำคัญของพระบัญญัตินั้น. พวกเขาไม่ได้ใส่ใจต่อคำที่ได้เขียนด้วยการดลใจที่ว่า “จงแบกภาระหนักของกันและกันต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงบรรลุพระบัญญัติของพระคริสต์.” (ฆะลาเตีย 6:2, ล.ม.) เรา “บรรลุพระบัญญัติของพระคริสต์” โดยการแบกภาระหนักของกันและกัน ไม่ใช่โดยเลียนแบบอย่างของพวกฟาริซายและเพิ่มภาระหนักให้กับพี่น้องของตนอย่างที่ไม่มีเหตุอันควร.
3. (ก) พระบัญชาบางประการที่ถูกนับรวมในพระบัญญัติแห่งพระคริสต์ได้แก่อะไรบ้าง? (ข) ทำไมจึงผิดที่จะลงความเห็นว่าประชาคมคริสเตียนไม่ควรมีกฎใด ๆ นอกเหนือจากพระบัญชาโดยตรงของพระคริสต์?
3 พระบัญญัติแห่งพระคริสต์รวมความถึงพระบัญชาทุกประการของพระเยซูคริสต์—ไม่ว่าจะเป็นการประกาศและสั่งสอน, การรักษาดวงตาให้บริสุทธิ์และปกติ, การสร้างสันติสุขกับเพื่อนบ้านอยู่เสมอ, หรือการขจัดความไม่สะอาดออกไปจากประชาคม. (มัดธาย 5:27-30; 18:15-17; 28:19, 20; วิวรณ์ 2:14-16) จริง ๆ แล้ว คริสเตียนมีพันธะจะต้องรักษาพระบัญชาทุกประการในคัมภีร์ไบเบิลซึ่งมุ่งมายังเหล่าผู้ติดตามของพระคริสต์. และยังมีปัจจัยอื่นอีก. องค์การของพระยะโฮวา เช่นเดียวกับประชาคมต่าง ๆ ต้องตั้งกฎและขั้นตอนต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งความมีระเบียบ. (1 โกรินโธ 14:33, 40) คริสเตียนไม่อาจประชุมด้วยกันได้เลยด้วยซ้ำถ้าพวกเขาไม่มีกฎเรื่องวันเวลา, สถานที่, และวิธีจัดการประชุม! (เฮ็บราย 10:24, 25) การให้ความร่วมมือกับการชี้นำอันเปี่ยมด้วยเหตุผลซึ่งจัดให้มีขึ้นโดยคนเหล่านั้นที่ได้รับมอบอำนาจในองค์การนับเป็นส่วนหนึ่งของการบรรลุพระบัญญัติแห่งพระคริสต์.—เฮ็บราย 13:17.
4. อะไรคือแรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังการนมัสการอันบริสุทธิ์?
4 ถึงอย่างไร คริสเตียนแท้ไม่ปล่อยให้การนมัสการของตนกลายเป็นโครงสร้างของกฎหมายที่ปราศจากความหมาย. พวกเขาไม่ได้รับใช้พระยะโฮวาเพียงเพราะมีบางคนหรือองค์การบอกให้พวกเขาทำเช่นนั้น. แทนที่จะเป็นอย่างนั้น พลังผลักดันที่อยู่เบื้องหลังการนมัสการของพวกเขาคือความรัก. เปาโลเขียนไว้ว่า “ความรักของพระคริสต์ได้ผลักดัน เราอยู่.” (2 โกรินโธ 5:14, ล.ม., เชิงอรรถ) พระเยซูทรงบัญชาให้เหล่าผู้ติดตามของพระองค์รักซึ่งกันและกัน. (โยฮัน 15:12, 13) ความรักที่เสียสละตัวเองเป็นรากฐานของพระบัญญัติแห่งพระคริสต์ และความรักนี้ผลักดันหรือก่อแรงบันดาลใจให้กับคริสเตียนแท้ในทุกที่ ทั้งในครอบครัวและในประชาคม. ให้เรามาดูกันว่าเป็นเช่นนั้นอย่างไร.
ในครอบครัว
5. (ก) บิดามารดาอาจบรรลุพระบัญญัติแห่งพระคริสต์ในบ้านได้โดยวิธีใด? (ข) บุตรต้องการอะไรจากบิดามารดา และมีอุปสรรคอะไรที่บิดามารดาบางคนต้องเอาชนะเพื่อจะสนองความต้องการนั้น?
5 อัครสาวกเปาโลเขียนดังนี้: “สามีทั้งหลาย จงรักภรรยาของตนต่อ ๆ ไปเช่นเดียวกับพระคริสต์ได้ทรงรักประชาคมและได้สละพระองค์เองเพื่อประชาคม.” (เอเฟโซ 5:25, ล.ม.) เมื่อสามีเลียนแบบพระคริสต์และปฏิบัติต่อภรรยาด้วยความรักและด้วยความเข้าใจ เขาก็กำลังบรรลุแง่มุมสำคัญของพระบัญญัติแห่งพระคริสต์. ยิ่งกว่านั้น พระเยซูทรงแสดงความรักใคร่เอ็นดูเด็กเล็ก ๆ อย่างเปิดเผย อุ้มพวกเขาไว้ในพระพาหุ วางพระหัตถ์ของพระองค์ลงบนพวกเขาและอวยพระพรให้. (มาระโก 10:16) บิดามารดาที่บรรลุพระบัญญัติแห่งพระคริสต์จะแสดงความรักแบบเดียวกันต่อลูก ๆ ของตนด้วย. เป็นความจริงที่บิดามารดาบางคนพบว่าเป็นเรื่องท้าทายที่จะเลียนแบบตัวอย่างของพระเยซูในเรื่องนี้. บางคนมีนิสัยไม่ชอบแสดงออก. บิดามารดาทั้งหลาย อย่าปล่อยให้ความคิดเช่นนี้ขัดขวางคุณไว้จากการแสดงความรักที่คุณมีต่อลูก ๆ! ไม่พอที่คุณ รู้ว่าคุณรักลูกคุณ. พวกเขา ต้องรู้ด้วย. และพวกเขาจะไม่รู้ว่าคุณรักพวกเขาเว้นเสียแต่คุณหาวิธีต่าง ๆ เพื่อแสดงความรักของคุณ.—เทียบกับมาระโก 1:11.
6. (ก) เด็ก ๆ จำเป็นต้องมีกฎของบิดามารดาไหม และทำไมคุณจึงตอบเช่นนั้น? (ข) เหตุผลพื้นฐานอะไรในเรื่องกฎระเบียบของบ้านที่ผู้เป็นบุตรจำเป็นต้องเข้าใจ? (ค) อันตรายอะไรบ้างที่จะหลีกเลี่ยงได้เมื่อแต่ละคนปฏิบัติตามพระบัญญัติแห่งพระคริสต์ในครัวเรือน?
6 ขณะเดียวกัน เด็ก ๆ จำต้องรู้ขอบเขต ซึ่งก็หมายความว่า บิดามารดาจำเป็นต้องวางกฎ และบางครั้งก็ต้องบังคับใช้กฎเหล่านั้นด้วยการตีสอน. (เฮ็บราย 12:7, 9, 11) แม้จะเป็นเช่นนั้น เด็ก ๆ ต้องได้รับการช่วยอยู่อย่างต่อเนื่องให้เห็นถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังกฎเหล่านั้น: บิดามารดารักพวกเขา. และพวกเขาต้องเรียนรู้ว่า ความรักเป็นเหตุผลดีที่สุดสำหรับพวกเขาที่จะเชื่อฟังบิดามารดาของตน. (เอเฟโซ 6:1; โกโลซาย 3:20; 1 โยฮัน 5:3) เป้าหมายของบิดามารดาที่มีความเข้าใจลึกซึ้งคือ เพื่อจะสอนบุตรวัยเยาว์ให้ใช้ ‘ความสามารถในการหาเหตุผล’ ของตัวเอง เพื่อว่าในที่สุดพวกเขาจะทำการตัดสินเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างดีด้วยตนเอง. (โรม 12:1, ล.ม.; เทียบกับ 1 โกรินโธ 13:11.) ในอีกด้านหนึ่ง กฎไม่ควรมีมากเกินไปหรือการตีสอนก็ไม่ควรเข้มงวดเกินไป. เปาโลกล่าวว่า “ฝ่ายบิดา ก็อย่ายั่วบุตรของตนให้ขัดเคืองใจ, เกรงว่าเขาจะท้อใจ.” (โกโลซาย 3:21; เอเฟโซ 6:4) เมื่อพระบัญญัติแห่งพระคริสต์มีอิทธิพลอยู่ในบ้าน ก็ไม่มีที่สำหรับการตีสอนที่ทำด้วยความโกรธอย่างไม่มีการเหนี่ยวรั้งหรือการพูดเหน็บแนมซึ่งก่อให้เกิดผลเสียหาย. ในบ้านที่เป็นเช่นนี้ บุตรจะรู้สึกปลอดภัยและได้รับการเสริมสร้าง ไม่รู้สึกหนักอกหนักใจหรือดูถูกตัวเอง.—เทียบกับบทเพลงสรรเสริญ 36:7.
7. บ้านเบเธลอาจให้ตัวอย่างในทางใดบ้างเมื่อพูดถึงเรื่องการวางกฎในบ้าน?
7 บางคนที่ได้เยี่ยมบ้านเบเธลไม่ว่าที่ใดทั่วโลกบอกว่า บ้านเบเธลเป็นตัวอย่างที่ดีในการมีความสมดุลเกี่ยวกับเรื่องของกฎต่าง ๆ สำหรับครอบครัว. แม้ว่าบ้านเบเธลจะมีแต่ผู้ใหญ่เป็นองค์ประกอบ แต่ก็ดำเนินการคล้ายกันมากกับครอบครัว.a การดำเนินงานของเบเธลนั้นซับซ้อนและจำเป็นต้องมีกฎมากพอสมควร—แน่นอนว่ามากกว่าของครอบครัวทั่วไป. ถึงกระนั้น พวกผู้ปกครองที่นำหน้าในบ้านเบเธล, สำนักงาน, และโรงงาน บากบั่นเพื่อจะใช้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์. พวกเขามองดูหน้าที่ของเขาว่าเป็นการมอบหมายที่ไม่เพียงแต่จัดระเบียบการงาน แต่ส่งเสริมความก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณและ “ความโสมนัสยินดีแห่งพระยะโฮวา” ท่ามกลางเพื่อนร่วมงานของพวกเขาด้วย. (นะเฮมยา 8:10) ด้วยเหตุนั้น พวกเขาบากบั่นเพื่อทำสิ่งต่าง ๆ ในแนวทางที่เสริมสร้างและหนุนกำลังใจ และพยายามเป็นคนที่มีเหตุผล. (เอเฟโซ 4:31, 32) ไม่แปลกที่ครอบครัวเบเธลเป็นที่รู้จักกันในเรื่องน้ำใจที่เปี่ยมด้วยความยินดีของพวกเขา!
ในประชาคม
8. (ก) อะไรควรเป็นเป้าหมายของเราเสมอในประชาคม? (ข) ภายใต้สภาพการณ์เช่นไรที่บางคนได้ขอให้มีการวางกฎหรือพยายามจะตั้งกฎขึ้น?
8 ในประชาคมก็เช่นกัน เป้าหมายของเราคือเพื่อจะเสริมสร้างกันและกันขึ้นด้วยน้ำใจแห่งความรัก. (1 เธซะโลนิเก 5:11) ดังนั้น คริสเตียนทุกคนควรระวังไม่เพิ่มภาระหนักให้คนอื่นด้วยการถือสิทธิ์วางกฎเกณฑ์ที่เป็นความคิดของตนเองในเรื่องการเลือกส่วนตัว. บางครั้งมีบางคนเขียนถึงสมาคมว็อชเทาเวอร์ขอให้มีการออกกฎในเรื่องต่าง ๆ อย่างเช่น ทัศนะที่เขาควรมีในเรื่องภาพยนตร์, หนังสือ, และแม้กระทั่งของเล่นบางอย่าง. ทว่าสมาคมฯไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพินิจพิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ เช่นนี้แล้วตัดสินชี้ขาดลงไป. ในกรณีส่วนใหญ่แล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ปัจเจกบุคคลหรือหัวหน้าครอบครัวควรตัดสินโดยอาศัยความรักของเขาที่มีต่อหลักการจากคัมภีร์ไบเบิล. บางคนมีแนวโน้มจะเปลี่ยนข้อเสนอแนะและแนวชี้นำของสมาคมฯให้กลายเป็นกฎไป. ตัวอย่างเช่น ในหอสังเกตการณ์ ฉบับ 15 มีนาคม 1996 มีบทความหนึ่งที่ดีซึ่งสนับสนุนผู้ปกครองให้เยี่ยมบำรุงเลี้ยงสมาชิกของประชาคมเป็นประจำ. เรื่องนี้มีจุดประสงค์จะตั้งเป็นกฎไหม? เปล่าเลย. แม้ว่าคนที่สามารถทำตามคำเสนอแนะนี้พบว่ามีผลดีหลายอย่าง แต่ผู้ปกครองบางคนก็ไม่อยู่ในฐานะที่พร้อมจะทำเช่นนั้นได้. ในทำนองคล้ายกัน บทความ “คำถามจากผู้อ่าน” ในฉบับ 1 เมษายน 1995 ของหอสังเกตการณ์ เตือนให้ระวังการทำให้ความสง่าของโอกาสแห่งการรับบัพติสมาเสียไปด้วยการทำเลยเถิด อย่างเช่น จัดงานเลี้ยงอย่างที่ไม่มีการเหนี่ยวรั้ง หรือแห่ฉลองชัยชนะ. บางคนใช้คำแนะนำที่ผ่านการใคร่ครวญอย่างดีนี้จนเกินพอดีไป ถึงกับตั้งกฎขึ้นมาว่า การส่งบัตรข้อความที่หนุนกำลังใจในโอกาสนี้ถือว่าผิด!
9. เหตุใดจึงสำคัญที่เราจะหลีกเลี่ยงจากแนวโน้มจะวิพากษ์วิจารณ์มากไปและตัดสินกันและกัน?
9 ขอให้พิจารณาด้วยว่า หาก “กฎหมายอันสมบูรณ์แห่งเสรีภาพ” จะมีอยู่ทั่วไปในหมู่พวกเรา เราก็ต้องยอมรับว่าสติรู้สึกผิดชอบของคริสเตียนไม่เหมือนกันทุกคน. (ยาโกโบ 1:25) เราควรจะรู้สึกหัวเสียไหมหากใคร ๆ ทำการเลือกในเรื่องต่าง ๆ เป็นส่วนตัวที่ไม่ละเมิดหลักการพระคัมภีร์? ไม่เลย. การที่เรารู้สึกเช่นนั้นคงจะก่อให้เกิดการแตกแยก. (1 โกรินโธ 1:10) เมื่อเตือนเราให้ระวังการตัดสินเพื่อนคริสเตียน เปาโลกล่าวว่า “คนนั้นจะได้ดีหรือจะล่มจมก็สุดแล้วแต่นายของตัว. เขาคงจะได้ดีแน่นอน, ด้วยว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจให้เขาได้ดีได้.” (โรม 14:4) เราจะเสี่ยงต่อการทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัยหากเราต่อว่ากันในเรื่องที่ควรจะปล่อยให้เป็นเรื่องสติรู้สึกผิดชอบของแต่ละคน.—ยาโกโบ 4:10-12.
10. ใครที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลประชาคม และเราควรสนับสนุนพวกเขาอย่างไร?
10 ขอให้เราจำไว้ด้วยว่า ผู้ปกครองได้รับมอบหมายให้คอยดูแลฝูงแกะของพระเจ้า. (กิจการ 20:28) พวกเขาอยู่พร้อมจะช่วย. เราควรรู้สึกเป็นอิสระจะเข้าพบพวกเขาเพื่อขอคำแนะนำ เพราะพวกเขาเป็นนักศึกษาคัมภีร์ไบเบิลและคุ้นเคยกับสิ่งที่ได้มีการพิจารณาในสรรพหนังสือต่าง ๆ ของสมาคมว็อชเทาเวอร์. เมื่อผู้ปกครองเห็นการประพฤติที่อาจจะนำไปสู่การละเมิดหลักการจากพระคัมภีร์ พวกเขาจะให้คำแนะนำที่จำเป็นอย่างไม่หวั่นเกรง. (ฆะลาเตีย 6:1) สมาชิกของประชาคมปฏิบัติตามพระบัญญัติแห่งพระคริสต์โดยให้ความร่วมมือกับผู้บำรุงเลี้ยงที่รักเหล่านี้ ซึ่งนำหน้าอยู่ท่ามกลางพวกเขา.—เฮ็บราย 13:7.
ผู้ปกครองใช้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์
11. ผู้ปกครองใช้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์อย่างไรในประชาคม?
11 ผู้ปกครองกระตือรือร้นจะบรรลุพระบัญญัติแห่งพระคริสต์ในประชาคม. พวกเขานำหน้าในการประกาศข่าวดี, สอนจากคัมภีร์ไบเบิลให้เข้าถึงหัวใจผู้คน และฐานะผู้บำรุงเลี้ยงที่มีความรักและอ่อนโยน เขาพูดคุยกับ “ผู้ที่หดหู่ใจ.” (1 เธซะโลนิเก 5:14) พวกเขาหลีกเลี่ยงเจตคติที่ไม่เป็นแบบคริสเตียนซึ่งมีอยู่ในศาสนาต่าง ๆ มากมายของคริสต์ศาสนจักร. จริงอยู่ โลกนี้กำลังเสื่อมลงไปอย่างรวดเร็ว และเช่นเดียวกับเปาโล ผู้ปกครองอาจรู้สึกเป็นห่วงกังวลต่อฝูงแกะ; แต่พวกเขารักษาความสมดุลเอาไว้ขณะที่พวกเขาเอาเป็นธุระในเรื่องที่เขาห่วงใยนั้น.—2 โกรินโธ 11:28.
12. เมื่อคริสเตียนเข้าพบผู้ปกครองเพื่อขอความช่วยเหลือ ผู้ปกครองน่าจะตอบรับอย่างไร?
12 ตัวอย่างเช่น คริสเตียนคนหนึ่งอาจปรารถนาจะปรึกษากับผู้ปกครองในเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ไม่อยู่ในข่ายที่จะยกข้ออ้างอิงจากพระคัมภีร์โดยตรงหรือเป็นเรื่องที่เรียกร้องให้พิจารณาหลักการต่าง ๆ ฝ่ายคริสเตียนที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย. เขาอาจได้รับการเสนอการเลื่อนขั้นในที่ทำงานซึ่งจะได้เงินเดือนมากกว่าแต่ก็มีความรับผิดชอบมากขึ้น. หรือบิดาที่ไม่มีความเชื่อของคริสเตียนที่เป็นผู้เยาว์อาจเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างจากลูกชายของเขาซึ่งอาจมีผลกระทบต่องานรับใช้. ในสภาพการณ์เช่นนั้นผู้ปกครองจะหลีกเลี่ยงจากการให้ความเห็นส่วนตัว. แทนที่จะทำเช่นนั้น เขาคงจะเปิดคัมภีร์ไบเบิลและช่วยให้คนนั้นหาเหตุผลตามหลักการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง. เขาอาจใช้ดัชนีสรรพหนังสือว็อชเทาเวอร์ หากว่ามี เพื่อค้นหาสิ่งที่ “ทาสสัตย์ซื่อและสุขุม” ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนั้นในหน้าต่าง ๆ ของหอสังเกตการณ์ และสรรพหนังสืออื่น ๆ. (มัดธาย 24:45, ล.ม.) จะว่าอย่างไรหากในเวลาต่อมาคริสเตียนคนนั้นได้ตัดสินใจแบบที่ในความเห็นของผู้ปกครองดูเหมือนว่าไม่ฉลาด? หากการตัดสินใจนั้นไม่ได้ฝ่าฝืนหลักการหรือกฎหมายของคัมภีร์ไบเบิลโดยตรง คริสเตียนคนนั้นจะพบว่า ผู้ปกครองยอมรับสิทธิของเขาในการตัดสินใจ โดยรู้อยู่ว่า “ทุกคนต้องแบกภาระของตนเอง.” อย่างไรก็ตาม คริสเตียนควรจำไว้ว่า “คนใดหว่านพืชอย่างใดลง, ก็จะเกี่ยวเก็บผลอย่างนั้น.”—ฆะลาเตีย 6:5, 7.
13. แทนที่จะตอบคำถามตรง ๆ หรือให้ความคิดเห็นของตัวเอง เหตุใดผู้ปกครองช่วยผู้อื่นให้หาเหตุผลในเรื่องต่าง ๆ?
13 เหตุใดผู้ปกครองที่มีประสบการณ์ปฏิบัติตามแนวทางเช่นนี้? อย่างน้อยก็ด้วยเหตุผลสองประการ. ประการแรก เปาโลบอกกับประชาคมหนึ่งว่า ท่านไม่ได้เป็น ‘นายเหนือความเชื่อของพวกเขา.’ (2 โกรินโธ 1:24, ล.ม.) ในการช่วยพี่น้องของเขาให้หาเหตุผลจากพระคัมภีร์และตัดสินใจด้วยตัวเขาเองโดยอาศัยความรู้ที่ได้รับ ผู้ปกครองก็กำลังเลียนแบบเจตคติของเปาโล. เขาตระหนักว่า อำนาจหน้าที่ของตนนั้นมีขีดจำกัด ดังที่พระเยซูตระหนักว่า มีขีดจำกัดในอำนาจหน้าที่ของพระองค์. (ลูกา 12:13, 14; ยูดา 9) ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองก็อยู่พร้อมจะเสนอคำแนะนำตามหลักพระคัมภีร์ที่เป็นประโยชน์ จนถึงคำแนะนำที่หนักแน่น ตามที่จำเป็น. ประการที่สอง ผู้ปกครองฝึกอบรมเพื่อนคริสเตียน. อัครสาวกเปาโลกล่าวว่า “อาหารแข็งเป็นของผู้อาวุโส คือผู้ซึ่งด้วยการใช้จึงฝึกฝนความสามารถของตนในการสังเกตเข้าใจว่าอะไรถูกอะไรผิด.” (เฮ็บราย 5:14, ล.ม.) ดังนั้น เพื่อจะเติบโตขึ้นสู่ความอาวุโส เราต้องใช้ความสามารถของตนเองในการสังเกตเข้าใจ ไม่ได้พึ่งพิงคนอื่นเสมอในการให้คำตอบแก่เรา. ด้วยการแสดงให้เพื่อนคริสเตียนเห็นวิธีหาเหตุผลโดยอาศัยพระคัมภีร์ ผู้ปกครองกำลังช่วยให้เขาก้าวหน้า.
14. ผู้ที่อาวุโสอาจแสดงว่าพวกเขาวางใจในพระยะโฮวาได้อย่างไร?
14 เราสามารถเชื่อมั่นได้ว่า โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ พระยะโฮวาพระเจ้าจะทรงโน้มนำหัวใจของผู้นมัสการแท้. ด้วยเหตุนี้ คริสเตียนที่อาวุโสจึงพยายามเข้าถึงหัวใจของพวกพี่น้องของเขา วิงวอนพวกเขา ดังที่อัครสาวกเปาโลได้ทำ. (2 โกรินโธ 8:8; 10:1; ฟิเลโมน 8, 9) เปาโลรู้ว่า ส่วนใหญ่แล้ว เป็นคนที่ไม่ชอบธรรม หาใช่คนชอบธรรมไม่ ที่จำเป็นต้องมีกฎหมายละเอียดยิบเพื่อให้พวกเขาไม่ออกนอกลู่นอกทาง. (1 ติโมเธียว 1:9) ท่านแสดงความไว้เนื้อเชื่อใจในพี่น้องของท่าน ไม่ใช่ความสงสัยหรือความไม่ไว้วางใจ. ท่านเขียนถึงประชาคมหนึ่งดังนี้: “เรามีความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าเนื่องด้วยท่านทั้งหลาย.” (2 เธซะโลนิเก 3:4) ความเชื่อ, ความวางใจ, และความมั่นใจของเปาโลก่อแรงบันดาลใจอย่างมากแก่คริสเตียนเหล่านั้นอย่างแน่นอน. ผู้ปกครองและผู้ดูแลเดินทางในทุกวันนี้มีจุดมุ่งหมายคล้าย ๆ กัน. คนที่ซื่อสัตย์เหล่านี้ช่างให้ความสดชื่นเสียจริง ๆ ขณะที่พวกเขาดูแลเอาใจใส่ฝูงแกะของพระเจ้าด้วยความรัก!—ยะซายา 32:1, 2; 1 เปโตร 5:1-3.
การดำเนินตามพระบัญญัติแห่งพระคริสต์
15. คำถามอะไรบ้างที่เราอาจถามตัวเองเพื่อดูว่า เรากำลังใช้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์ในสัมพันธภาพที่เรามีกับพวกพี่น้องอยู่หรือไม่?
15 เราทุกคนจำเป็นต้องตรวจสอบตัวเองเป็นประจำเพื่อดูว่าเรากำลังดำเนินและส่งเสริมพระบัญญัติแห่งพระคริสต์อยู่หรือไม่. (2 โกรินโธ 13:5) ที่จริง เราทุกคนสามารถรับประโยชน์โดยถามว่า ‘ฉันกำลังก่อร่างสร้างขึ้นหรือว่ามีแนวโน้มจะวิพากษ์วิจารณ์? ฉันเป็นคนมีความสมดุลหรือว่าสุดโต่ง? ฉันแสดงการคิดคำนึงถึงผู้อื่นหรือว่ายืนกรานสิทธิของตนเอง?’ คริสเตียนจะไม่พยายามออกคำสั่งว่าขีดขั้นไหนที่พี่น้องควรหรือไม่ควรทำในเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่มีการพูดถึงอย่างเจาะจงในคัมภีร์ไบเบิล.—โรม 12:1; 1 โกรินโธ 4:6.
16. เราอาจช่วยคนที่มีทัศนะต่อตัวเองในแง่ลบได้โดยวิธีใด ซึ่งโดยการทำเช่นนั้นจึงได้บรรลุแง่มุมสำคัญของพระบัญญัติแห่งพระคริสต์?
16 ในสมัยอันวิกฤติเช่นนี้ นับว่าสำคัญที่เราจะแสวงหาวิธีที่จะหนุนใจกันและกัน. (เฮ็บราย 10:24, 25; เทียบกับมัดธาย 7:1-5.) เมื่อเรามองดูพี่น้องชายหญิงของเรา คุณลักษณะที่ดีทั้งหลายของพวกเขามีความหมายต่อเรามากกว่าข้ออ่อนแอต่าง ๆ ของพวกเขามากนักมิใช่หรือ? สำหรับพระยะโฮวาแล้ว แต่ละคนมีค่ามาก. น่าเสียดาย ไม่ใช่ทุกคนรู้สึกแบบนั้น แม้กระทั่งกับตัวพวกเขาเอง. หลายคนมีแนวโน้มจะเห็นเฉพาะข้อตำหนิและข้อบกพร่องของตัวเอง. เพื่อหนุนกำลังใจคนเช่นนั้นรวมทั้งคนอื่น ๆ ด้วย เราอาจจะพยายามพูดกับคนหนึ่งหรือสองคน ณ การประชุมแต่ละนัด แสดงให้เขารู้ถึงเหตุผลที่เราหยั่งรู้ค่าการที่เขาอยู่ด้วยและการที่เขาเป็นส่วนสำคัญของประชาคม? ช่างจะเป็นความยินดีสักเพียงไรหากได้ช่วยให้เขารู้สึกว่าภาระของตนนั้นเบาลงด้วยวิธีนี้ และโดยทำเช่นนี้จึงบรรลุพระบัญญัติแห่งพระคริสต์!—ฆะลาเตีย 6:2.
พระบัญญัติแห่งพระคริสต์กำลังดำเนินงานอยู่!
17. คุณเห็นพระบัญญัติแห่งพระคริสต์ดำเนินงานอยู่ในประชาคมของคุณในทางอื่นใดอีก?
17 พระบัญญัติแห่งพระคริสต์กำลังดำเนินงานอยู่ในประชาคมคริสเตียน. เราเห็นเช่นนี้ในแต่ละวันไป—เมื่อเพื่อนพยานฯแบ่งปันข่าวดีอย่างกระตือรือร้น, เมื่อพวกเขาชูใจและหนุนใจกันและกัน, เมื่อพวกเขายืนหยัดต่อสู้เพื่อรับใช้พระยะโฮวาแม้ประสบปัญหาอย่างหนักหน่วงที่สุด, เมื่อบิดามารดาบากบั่นเลี้ยงดูบุตรให้รักพระยะโฮวาด้วยหัวใจที่ชื่นบาน, เมื่อผู้ดูแลสอนพระคำของพระเจ้าด้วยความรักและความอบอุ่น เป็นการเร้าใจฝูงแกะให้มีความกระตือรือร้นที่แรงกล้าเพื่อรับใช้พระยะโฮวาตลอดไป. (มัดธาย 28:19, 20; 1 เธซะโลนิเก 5:11, 14) เมื่อเราในฐานะปัจเจกบุคคลใช้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์ในชีวิตของเราเอง พระทัยพระยะโฮวาจะมีความยินดีสักเพียงไร! (สุภาษิต 23:15) พระองค์ประสงค์ให้ทุกคนที่รักพระบัญญัติอันสมบูรณ์ของพระองค์มีชีวิตอยู่ตลอดไป. ในอุทยานที่กำลังจะมาถึง เราจะได้เห็นสมัยที่มนุษยชาติมีชีวิตสมบูรณ์ สมัยที่ไม่มีคนฝ่าฝืนกฎหมายอีก และสมัยที่ความโน้มเอียงทุกอย่างแห่งหัวใจของเราจะอยู่ใต้ความควบคุม. ช่างจะเป็นรางวัลที่เจิดจรัสอะไรเช่นนั้นสำหรับการดำเนินตามพระบัญญัติแห่งพระคริสต์!
[เชิงอรรถ]
a บ้านเบเธลเหล่านี้ไม่เหมือนอารามของคริสต์ศาสนจักร. ไม่มี “เจ้าอธิการ” หรือ “คุณพ่อ” ในความหมายแบบนั้น. (มัดธาย 23:9) พี่น้องที่มีความรับผิดชอบได้รับความนับถือตามที่สมควรได้รับ แต่การรับใช้ของพวกเขาได้รับการชี้นำจากหลักการเดียวกันที่ควบคุมดูแลบรรดาผู้ปกครองทั้งหลาย.
คุณคิดอย่างไร?
▫ เหตุใดคริสต์ศาสนจักรพลาดจุดสำคัญของพระบัญญัติแห่งพระคริสต์?
▫ เราจะสามารถใช้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์ในครอบครัวได้อย่างไร?
▫ ในการใช้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์ในประชาคม เราต้องหลีกเลี่ยงอะไร และเราต้องทำอะไร?
▫ ผู้ปกครองจะเชื่อฟังพระบัญญัติแห่งพระคริสต์ในการจัดการดูแลประชาคมอย่างไร?
[รูปภาพหน้า 23]
บุตรของคุณมีความต้องการอย่างยิ่งที่จะได้รับความรัก
[รูปภาพหน้า 24]
ผู้บำรุงเลี้ยงที่เปี่ยมด้วยความรักของเราช่างเป็นที่น่าชื่นใจเสียจริง ๆ!