ครอบครัวของพระยะโฮวามีเอกภาพที่ล้ำค่า
“ดูเถิด! นับว่าดีและน่าชื่นชมสักเพียงไรที่พวกพี่น้องอยู่ร่วมกันเป็นเอกภาพ!”—บทเพลงสรรเสริญ 133:1, ล.ม.
1. สถานะของหลายครอบครัวเป็นอย่างไรเวลานี้?
ทุกวันนี้ครอบครัวอยู่ในภาวะวิกฤต. ในหลายครอบครัว ความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสกำลังจะถึงขั้นแตกหัก. การหย่ากลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นเรื่อย ๆ และเด็กหลายคนจากครอบครัวที่พ่อแม่ได้หย่าร้างกำลังประสบความเศร้าโศกมากเหลือเกิน. หลายล้านครอบครัวไม่มีความสุขและไม่ปรองดองกัน. กระนั้น มีครอบครัวหนึ่งที่มีความชื่นชมยินดีแท้และเอกภาพแท้. นั่นคือครอบครัวสากลของพระเจ้ายะโฮวา. ภายในครอบครัวนี้ ทูตสวรรค์สุดคณานับซึ่งไม่ปรากฏแก่ตาต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ตามการมอบหมายให้ประสานกับพระทัยประสงค์ของพระเจ้า. (บทเพลงสรรเสริญ 103:20, 21) แต่ครอบครัวบนแผ่นดินโลกมีบ้างไหมที่ชื่นชมกับเอกภาพดังกล่าว?
2, 3. (ก) ขณะนี้ใครเป็นส่วนของครอบครัวสากลของพระเจ้า และเราอาจเปรียบพยานพระยะโฮวาทั้งมวลในปัจจุบันเหมือนอะไร? (ข) เราจะพิจารณาปัญหาอะไรบ้าง?
2 อัครสาวกเปาโลเขียนดังนี้: “ข้าพเจ้าคุกเข่าลงคำนับพระบิดา ซึ่งแต่ละครอบครัวในสวรรค์ก็ดี ที่แผ่นดินโลกก็ดี มีนามเนื่องด้วยพระองค์.” (เอเฟโซ 3:14, 15, ล.ม.) ทุกเชื้อวงศ์ครอบครัวบนแผ่นดินโลกมีนามเนื่องด้วยพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง. แม้ครอบครัวที่ประกอบด้วยมนุษย์ไม่มีอยู่ในสวรรค์ก็ตาม แต่โดยนัยแล้ว พระเจ้าทรงสมรสกับองค์การของพระองค์ทางภาคสวรรค์ และพระเยซูจะทรงมีเจ้าสาวฝ่ายวิญญาณร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระองค์ในสวรรค์. (ยะซายา 54:5; ลูกา 20:34, 35; 1 โกรินโธ 15:50; 2 โกรินโธ 11:2) เวลานี้เหล่าผู้ถูกเจิมที่ซื่อสัตย์บนแผ่นดินโลกก็เป็นส่วนแห่งครอบครัวสากลของพระเจ้า และ “แกะอื่น” ของพระเยซูซึ่งมีความหวังทางแผ่นดินโลกก็จะเป็นสมาชิกครอบครัวสากลนี้ในอนาคต. (โยฮัน 10:16; โรม 8:14-17; หอสังเกตการณ์ ฉบับ 15 มกราคม 1996, หน้า 31) อย่างไรก็ตาม บรรดาพยานพระยะโฮวาสมัยนี้สิ้นทุกคนอาจเปรียบได้กับครอบครัวที่เป็นเอกภาพทั่วโลก.
3 คุณล่ะเป็นส่วนของครอบครัวนานาชาติที่แสนวิเศษนี้ไหมซึ่งประกอบด้วยผู้รับใช้ของพระเจ้า? ถ้าใช่ คุณได้รับพระพรประเสริฐยิ่งอย่างหนึ่งเท่าที่คนเราจะมีได้. หลายล้านคนจะยืนยันว่า ครอบครัวของพระยะโฮวาตลอดทั่วโลก—องค์การที่ปรากฏแก่ตา—เป็นแหล่งอุดมด้วยสันติสุขและเอกภาพท่ามกลางทะเลทรายทุรกันดารแห่งโลกธรรมที่ต่อสู้กันและขาดเอกภาพ. จะพรรณนาได้อย่างไรเกี่ยวด้วยเอกภาพในครอบครัวของพระยะโฮวาตลอดทั่วโลก? และองค์ประกอบอะไรส่งเสริมเอกภาพดังกล่าว?
นับว่าดีและน่าชื่นชมสักเพียงไร!
4. คุณจะพูดเป็นถ้อยคำของคุณเองอย่างไรถึงสิ่งที่เพลงสรรเสริญบท 133 กล่าวถึงเอกภาพฉันพี่น้อง?
4 ดาวิดผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญหยั่งรู้ค่าอย่างลึกซึ้งในเอกภาพท่ามกลางหมู่พี่น้อง. ท่านถึงกับได้รับการดลใจที่จะร้องเพลงเกี่ยวกับเอกภาพ! ลองนึกภาพดาวิดร้องเพลงคลอเสียงพิณสิ: “จงดูเถอะ, ซึ่งพวกพี่น้องอาศัยอยู่พร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็เป็นการดีและอยู่เย็นเป็นสุขมากเท่าใด! เป็นเหมือนน้ำมันอย่างประเสริฐบนศีรษะอันไหลลงมาที่เครา, คือเคราของท่านอาโรน; แล้วลงไปถึงชายเสื้อของท่าน; เป็นเหมือนน้ำค้างที่ภูเขาเฮระโมน, อันย้อยตกลงมาที่ภูเขาแห่งเมืองซีโอน: เพราะว่าพระยะโฮวาได้ทรงประทานพระพรที่นั่น, ให้ชีวิตอันเจริญเป็นนิตย์.”—บทเพลงสรรเสริญ 133:1-3.
5. อาศัยบทเพลงสรรเสริญ 133:1, 2, อาจเทียบกันได้อย่างไรระหว่างชาวยิศราเอลกับบรรดาผู้รับใช้ของพระเจ้าสมัยปัจจุบัน?
5 เนื้อร้องนั้นพรรณนาถึงเอกภาพท่ามกลางพวกพี่น้องซึ่งชาติยิศราเอลไพร่พลของพระเจ้าคราวโบราณพากันชื่นชม. เมื่อพวกเขาอยู่ในกรุงยะรูซาเลมเพื่อฉลองเทศกาลปีละสามครั้ง พวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน. ถึงแม้มาจากหลายตระกูลต่าง ๆ กัน แต่พวกเขาเป็นครอบครัวเดียว. การอยู่ร่วมกันส่งผลกระทบที่อำนวยประโยชน์แก่พวกเขา ประหนึ่งน้ำมันหอมที่ใช้เจิมยังความสดชื่น ด้วยมีกลิ่นหอมชื่นใจ. เมื่อรินน้ำมันหอมลงบนศีรษะอาโรน น้ำมันก็ไหลลงมาถึงเคราและไหลย้อยหยดลงมาถึงคอเสื้อของท่าน. สำหรับชาวยิศราเอล การอยู่ร่วมกันเป็นแรงจูงใจที่ดีซึ่งดำเนินกิจซาบซ่านอยู่ในท่ามกลางไพร่พลทั้งปวงที่ชุมนุมกัน. ความเข้าใจผิดต่าง ๆ ก็ได้รับการแก้ไข และเอกภาพได้รับการส่งเสริมให้เฟื่องฟู. เวลานี้ เอกภาพทำนองเดียวกันนี้มีอยู่ในครอบครัวของพระยะโฮวาตลอดทั่วโลก. การอยู่ใกล้ชิดสนิทกันเป็นประจำเป็นผลดีฝ่ายวิญญาณต่อสมาชิกครอบครัว. การเข้าใจผิดหรือความยุ่งยากใด ๆ ย่อมถูกขจัดออกไปขณะที่มีการปฏิบัติตามคำแนะนำที่มาจากพระคำของพระเจ้า. (มัดธาย 5:23, 24; 18:15-17) ไพร่พลของพระยะโฮวาหยั่งรู้ค่าการหนุนใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างมากซึ่งสืบเนื่องมาจากเอกภาพฉันพี่น้องของพวกเขา.
6, 7. เอกภาพท่ามกลางชาวยิศราเอลเปรียบได้อย่างไรกับน้ำค้างแห่งภูเขาเฮระโมน และทุกวันนี้จะหาพบพระพรของพระเจ้าได้ที่ไหน?
6 การอาศัยร่วมกันอย่างพร้อมเพรียงของชาวยิศราเอลถูกเปรียบเสมือนน้ำค้างที่ภูเขาเฮระโมนนั้นอย่างไร? เนื่องจากยอดภูเขานั้นสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร จึงมีหิมะปกคลุมอยู่เกือบทั้งปี. ยอดเขาเฮระโมนที่มีหิมะปกคลุมก่อให้เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำตอนกลางคืนจึงก่อน้ำค้างมากมายซึ่งช่วยรักษาต้นพืชให้อยู่รอดตลอดช่วงฤดูแล้งอันยาวนาน. กระแสอากาศเย็นจากเทือกเขาเฮระโมนสามารถพัดพาไอน้ำดังกล่าวลงไปทางใต้ไกลจนถึงบริเวณแถบยะรูซาเลม แล้วไอน้ำกลั่นตัวเป็นน้ำค้าง. ดังนั้น ผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญพูดได้ถูกต้องในเรื่อง ‘น้ำค้างที่ภูเขาเฮระโมนตกลงมาที่ภูเขาเมืองซีโอน.’ ช่างเป็นข้อเตือนใจที่ดีอะไรเช่นนั้นเกี่ยวด้วยแรงจูงใจอันยังความสดชื่นเป็นพลังส่งเสริมเอกภาพในครอบครัวผู้นมัสการพระยะโฮวา!
7 ก่อนมีการก่อตั้งประชาคมคริสเตียนขึ้นมา ซีโอนหรือยะรูซาเลมเป็นศูนย์การนมัสการแท้. ดังนั้น ณ กรุงยะรูซาเลมนี้เอง ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เป็นสถานที่ที่จะมีพระพร. เนื่องจากแหล่งพระพรทุกประการนั้นมีอยู่ที่สถานบริสุทธิ์ในกรุงยะรูซาเลม พระพรต่าง ๆ ย่อมออกมาจากที่นั่น. แต่เนื่องจากการนมัสการแท้ไม่ได้จำกัดอยู่ ณ ที่ใดโดยเฉพาะอีกต่อไป เวลานี้ เราจึงสามารถพบเห็นพระพร, ความรัก, และเอกภาพท่ามกลางผู้รับใช้ของพระเจ้าได้ทั่วแผ่นดินโลก. (โยฮัน 13:34, 35) มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งเสริมเอกภาพเช่นนี้?
ปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งเสริมเอกภาพ
8. ที่โยฮัน 17:20, 21 เราเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเอกภาพ?
8 เอกภาพของผู้นมัสการพระยะโฮวาอาศัยพื้นฐานของการเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าที่เข้าใจอย่างถูกต้อง รวมถึงคำสอนของพระเยซูคริสต์ด้วย. โดยการที่พระยะโฮวาได้ส่งพระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานถึงความจริงและเพื่อสละพระชนม์เป็นเครื่องบูชา จึงเป็นการเปิดช่องทางสำหรับการก่อตั้งประชาคมคริสเตียนที่เป็นเอกภาพ. (โยฮัน 3:16; 18:37) ที่ว่าจะมีเอกภาพแท้ท่ามกลางเหล่าสมาชิกประชาคมก็เป็นที่ประจักษ์ชัดเมื่อพระเยซูทรงอธิษฐานดังนี้: “ข้าพเจ้ามิได้ทูลขอเกี่ยวกับคนเหล่านี้เท่านั้น แต่เกี่ยวกับคนเหล่านั้นด้วยที่วางใจในข้าพเจ้าเพราะถ้อยคำของเขา; เพื่อเขาทุกคนจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์คือพระบิดาร่วมสามัคคีกับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าร่วมสามัคคีกับพระองค์ เพื่อเขาจะได้ร่วมสามัคคีกับพระองค์และข้าพเจ้าด้วย เพื่อโลกจะเชื่อว่าพระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้ามา.” (โยฮัน 17:20, 21, ล.ม.) บรรดาสาวกของพระเยซูได้บรรลุเอกภาพคล้ายกันกับเอกภาพระหว่างพระเจ้ากับพระบุตรของพระองค์. สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาปฏิบัติสอดคล้องกับพระคำของพระเจ้าและคำสอนของพระเยซู. ทัศนะแบบเดียวกันนี้เป็นปัจจัยหลักของเอกภาพแห่งครอบครัวพระยะโฮวาตลอดทั่วโลกในทุกวันนี้.
9. พระวิญญาณบริสุทธิ์มีบทบาทอะไรในเอกภาพแห่งไพร่พลของพระยะโฮวา?
9 อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งเสริมความสามัคคีท่ามกลางไพร่พลของพระยะโฮวาคือว่า พวกเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือพลังปฏิบัติการของพระเจ้า. พลังนี้ส่งเสริมเราให้เข้าใจความจริงเกี่ยวด้วยพระคำของพระยะโฮวาที่เปิดเผยออกมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ เราจึงรับใช้พระองค์อย่างพร้อมเพรียงกัน. (โยฮัน 16:12, 13) พระวิญญาณช่วยเราละเว้นการงานของเนื้อหนังอันทำให้แตกสามัคคี เป็นต้นว่า การวิวาท การอิจฉาริษยา, การโกรธ, และการโต้เถียง. แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระวิญญาณของพระเจ้าช่วยเราให้พัฒนาความรัก, ความยินดี, สันติสุข, การอดกลั้นทนนาน, ความกรุณา, ความดี, ความเชื่อ, ความอ่อนโยน, และการเหนี่ยวรั้งตนซึ่งก่อผลเป็นเอกภาพ.—ฆะลาเตีย 5:19-23.
10. (ก) มีความคล้ายคลึงกันอย่างไรระหว่างความรักในครอบครัวมนุษย์ที่ปรองดองกันกับความรักซึ่งปรากฏเด่นชัดท่ามกลางคนเหล่านั้นที่เลื่อมใสพระยะโฮวา? (ข) สมาชิกคนหนึ่งในคณะกรรมการปกครองได้พูดอย่างไรในเรื่องความรู้สึกของเขาเมื่อพบปะพี่น้องฝ่ายวิญญาณ?
10 สมาชิกครอบครัวที่เป็นเอกภาพย่อมมีความรักต่อกันและมีความสุขที่จะอยู่ร่วมกัน. ทำนองเดียวกันคนเหล่านั้นในครอบครัวที่เป็นเอกภาพแห่งผู้นมัสการพระยะโฮวาก็รักพระองค์, รักพระบุตร, และรักเพื่อนร่วมความเชื่อเช่นกัน. (มาระโก 12:30; โยฮัน 21:15-17; 1 โยฮัน 4:21) ครอบครัวโดยสายเลือดที่มีความรัก ยินดีที่จะรับประทานอาหารด้วยกันฉันใด คนเหล่านั้นที่เลื่อมใสในพระเจ้าย่อมดีใจที่ได้มายังการประชุมคริสเตียน, การประชุมหมวด, และการประชุมภาคเพื่อรับประโยชน์จากการสมาคมคบหาที่ดีและอาหารฝ่ายวิญญาณที่ดีเยี่ยมฉันนั้น. (มัดธาย 24:45-47; เฮ็บราย 10:24, 25) สมาชิกคนหนึ่งในคณะกรรมการปกครองแห่งพยานพระยะโฮวาเคยพูดครั้งหนึ่งว่า “การพบปะพวกพี่น้องเป็นความยินดีใหญ่หลวงอย่างหนึ่งในชีวิตของผม และเป็นแหล่งที่ให้การหนุนใจ. ถ้าเป็นได้ ผมชอบอยู่ที่หอประชุมก่อนใคร ๆ และกลับทีหลังเพื่อน. ผมรู้สึกเบิกบานใจเมื่อได้สนทนากับไพร่พลของพระเจ้า. เมื่ออยู่ท่ามกลางพี่น้องผมรู้สึกสบายใจเหมือนได้อยู่กับครอบครัวตัวเอง.” คุณรู้สึกอย่างนั้นไหม?—บทเพลงสรรเสริญ 27:4.
11. เหล่าพยานพระยะโฮวาประสบความสุขเป็นพิเศษจากงานอะไร และมีผลอะไรตามมาเนื่องจากเราจัดเอางานรับใช้พระเจ้าเป็นจุดศูนย์รวมแห่งชีวิตของเรา?
11 ครอบครัวที่เป็นเอกภาพประสบความสุขด้วยการทำสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน. ทำนองเดียวกัน คนในครอบครัวผู้นมัสการพระยะโฮวาประสบความยินดีจากการที่พวกเขาทำงานประกาศราชอาณาจักรและงานสั่งสอนคนให้เป็นสาวกอย่างเป็นเอกภาพ. (มัดธาย 24:14; 28:19, 20) การเข้าส่วนในงานนั้นเป็นประจำทำให้เราเข้ามาใกล้ชิดสนิทมากขึ้นกับพยานคนอื่น ๆ ของพระยะโฮวา. การถือเอางานรับใช้พระเจ้าเป็นจุดศูนย์รวมแห่งชีวิตของเรา และการสนับสนุนกิจกรรมทุกอย่างแห่งไพร่พลของพระองค์ เป็นการส่งเสริมน้ำใจแบบครอบครัวท่ามกลางพวกเราเองเช่นกัน.
ความเป็นระเบียบตามระบอบของพระเจ้าเป็นสิ่งจำเป็น
12. อะไรเป็นลักษณะเด่นของครอบครัวที่มีความสุขและเป็นเอกภาพ และวิธีการอะไรส่งเสริมเอกภาพในประชาคมคริสเตียนสมัยศตวรรษแรก?
12 ครอบครัวที่ผู้นำเป็นคนเข้มแข็ง ถึงกระนั้นเปี่ยมด้วยความรักและทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ครอบครัวนั้นคงจะเป็นเอกภาพและมีความสุข. (เอเฟโซ 5:22, 33; 6:1) พระยะโฮวาทรงเป็นพระเจ้าแห่งระเบียบที่ยังความสุขสงบ และสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งปวงในครอบครัวของพระองค์ถือว่าพระองค์เป็น “พระผู้สูงสุด.” (ดานิเอล 7:18, 22, 25, 27; 1 โกรินโธ 14:33) พวกเขายอมรับด้วยว่าพระยะโฮวาได้แต่งตั้งพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ให้ครอบครองสรรพสิ่งและทรงมอบอำนาจทั้งสิ้นแก่พระองค์ ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก. (มัดธาย 28:18; เฮ็บราย 1:1, 2) ด้วยมีพระคริสต์เป็นประมุข ประชาคมคริสเตียนจึงเป็นองค์การมีระเบียบ เป็นเอกภาพ. (เอเฟโซ 5:23) ที่จะดูแลกิจกรรมของประชาคมคริสเตียนสมัยศตวรรษแรก มีคณะกรรมการปกครองซึ่งประกอบด้วยอัครสาวกและ “ผู้เฒ่าผู้แก่” คนอื่น ๆ ที่อาวุโสฝ่ายวิญญาณ. แต่ละประชาคมต่างก็มีผู้ดูแล หรือผู้ปกครอง และผู้รับใช้ที่รับการแต่งตั้ง. (กิจการ 15:6; ฟิลิปปอย 1:1) การเชื่อฟังบุคคลเหล่านั้นที่นำหน้าย่อมส่งเสริมเอกภาพ.—เฮ็บราย 13:17.
13. พระยะโฮวาทรงดึงดูดผู้คนให้มาหาพระองค์โดยวิธีใด และมีผลอะไรจากการนี้?
13 แต่ความเป็นระเบียบนี้ทั้งหมดบ่งชี้ไหมว่า เอกภาพของผู้นมัสการพระยะโฮวามีขึ้นเนื่องจากการนำที่มุ่งเอาแต่ประสิทธิภาพ ไม่ได้รับการโน้มน้าวจากอารมณ์ส่วนตัว? ไม่ใช่อย่างแน่นอน! เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้าและองค์การของพระองค์ไม่มีอะไรเลยที่ไม่แสดงถึงความรัก. พระยะโฮวาดึงดูดผู้คนโดยที่พระองค์ทรงสำแดงความรัก และแต่ละปี ผู้คนนับหมื่นนับแสนสมัครใจด้วยความยินดีเข้ามาเป็นส่วนแห่งองค์การของพระยะโฮวาโดยการรับบัพติสมาเป็นสัญลักษณ์ของการการอุทิศตัวอย่างสุดหัวใจแด่พระเจ้า. ทัศนะทางใจของเขาเป็นเหมือนของยะโฮซูอะ ผู้ซึ่งกระตุ้นเตือนชาวยิศราเอลเพื่อนร่วมชาติดังนี้: “ในวันนี้ก็ให้เลือกหาว่าจะปฏิบัติผู้ใด; . . . แต่ฝ่ายเราทั้งครอบครัวจะปฏิบัติพระยะโฮวา.”—ยะโฮซูอะ 24:15.
14. ทำไมเราพูดได้ว่าองค์การของพระยะโฮวาเป็นไปตามระบอบของพระเจ้า?
14 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวพระยะโฮวา พวกเราไม่เพียงแต่ชื่นชมยินดีแต่เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัยด้วย. ที่เป็นเช่นนี้เพราะองค์การของพระองค์เป็นไปตามระบอบของพระเจ้า. ราชอาณาจักรของพระเจ้าเป็นระบอบของพระเจ้าหรือเทออคระซี (คำกรีกเทออสʹ แปลว่าพระเจ้า, และคราʹทอส แปลว่าการปกครอง). ระบอบของพระเจ้าคือปกครองโดยพระเจ้า กำหนดและสถาปนาขึ้นมาโดยพระองค์. “ชาติบริสุทธิ์” ที่ถูกเจิมของพระยะโฮวานั้นยินยอมอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพระองค์ และดังนั้น ชาติบริสุทธิ์จึงเป็นไปตามระบอบของพระเจ้าเช่นกัน. (1 เปโตร 2:9, ล.ม.) ในเมื่อพระยะโฮวาทรงเป็นผู้ครอบครององค์ใหญ่ยิ่ง, เป็นผู้พิพากษาของเรา, เป็นผู้บัญญัติกฎหมายและเป็นกษัตริย์ของเรา เราจึงมีเหตุผลทุกประการที่จะรู้สึกปลอดภัย. (ยะซายา 33:22; ข้อ 23 ในฉบับแปลเก่า.) แต่หากเกิดการถกเถียงขึ้นมาบ้าง และคุกคามความยินดี, ความปลอดภัย, และเอกภาพของเราล่ะ?
คณะกรรมการปกครองลงมือปฏิบัติ
15, 16. เกิดเรื่องโต้แย้งอะไรในศตวรรษแรก และเนื่องมาจากอะไร?
15 เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกภาพของครอบครัว บางครั้งบางคราวอาจจะต้องดำเนินการเพื่อยุติข้อโต้แย้ง. ดังนั้น สมมุติว่า มีปัญหาพัวพันกับฝ่ายวิญญาณซึ่งจำต้องจัดการแก้ไขเพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกภาพของครอบครัวผู้นมัสการพระเจ้าสมัยศตวรรษที่หนึ่ง. ควรทำอย่างไร? คณะกรรมการปกครองลงมือปฏิบัติ ทำการตัดสินเรื่องราวทางฝ่ายวิญญาณ. เรามีบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลว่าด้วยการปฏิบัติดังกล่าว.
16 ประมาณปีสากลศักราช 49 คณะกรรมการปกครองได้ประชุมในกรุงยะรูซาเลมเพื่อแก้ปัญหาร้ายแรง และด้วยเหตุนั้นจึงรักษาเอกภาพแห่ง “ครอบครัวของพระเจ้า” ให้คงอยู่. (เอเฟโซ 2:19) ประมาณ 13 ปีก่อนเวลานั้น อัครสาวกเปโตรได้ประกาศแก่โกระเนเลียวและคนต่างชาติพวกแรก หรือผู้คนในชาติต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ชาวยิวได้เข้ามาเป็นผู้มีความเชื่อและรับบัพติสมา. (กิจการบท 10) ในระหว่างการเดินทางรอบแรกของอัครสาวกเปาโลในฐานะมิชชันนารี คนต่างชาติจำนวนไม่น้อยได้เข้ามาเชื่อศาสนาคริสเตียน. (กิจการ 13:1–14:28) อันที่จริง ประชาคมคริสเตียนชาวต่างชาติได้ตั้งขึ้นที่อันติโอเกีย มณฑลซีเรีย. คริสเตียนชาวยิวบางคนคิดว่า คนต่างชาติที่เปลี่ยนศาสนาควรจะรับสุหนัตและปฏิบัติตามพระบัญญัติของโมเซ แต่คนอื่นไม่เห็นด้วย. (กิจการ 15:1-5) การโต้แย้งนี้อาจนำไปถึงการไม่ปรองดองกันอย่างสิ้นเชิง กระทั่งถึงขั้นแตกแยกกันเป็นประชาคมยิวและประชาคมคนต่างชาติด้วยซ้ำ. ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการปกครองจึงลงมือปฏิบัติทันท่วงทีเพื่อรักษาเอกภาพของคริสเตียน.
17. กิจการบท 15 ได้พรรณนาถึงวิธีดำเนินงานอะไรตามระบอบของพระเจ้าที่ประสานลงรอยกัน?
17 ตามกิจการ 15:6-22 “อัครสาวกกับผู้ปกครองทั้งหลายจึงได้ประชุมกันปรึกษาด้วยข้อความนั้น.” มีคนอื่นรวมทั้งตัวแทนจากอันติโอเกียได้อยู่ที่นั่นด้วย. ทีแรกเปโตรได้ชี้แจงว่า ‘โดยปากของท่าน ได้ประกาศกิตติคุณให้คนต่างชาติฟังและเชื่อ.’ ครั้นแล้ว “คนทั้งหลาย” ได้ตั้งใจฟังขณะบาระนาบากับเปาโลเล่าเรื่อง “การอัศจรรย์และอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดให้กระทำในท่ามกลางพวกต่างประเทศ” หรือคนที่ไม่ใช่ชาวยิว. ถัดจากนั้น ยาโกโบได้เสนอแนะว่าควรจะแก้ปัญหาอย่างไร. หลังจากคณะกรรมการปกครองทำการตัดสินแล้ว เราได้รับการบอกกล่าวว่า “อัครสาวกและผู้ปกครองทั้งหลายกับทุกคนในคริสตจักรเห็นชอบที่จะเลือกบางคนในจำพวกเขาใช้ไปยังเมืองอันติโอเกียด้วยกันกับเปาโลและบาระนาบา.” ‘คนที่ถูกเลือก’—คือยูดาและซีลา—จึงให้นำจดหมายที่ให้การหนุนใจไปมอบแก่เพื่อนร่วมความเชื่อ.
18. คณะกรรมการปกครองได้ตัดสินเรื่องอะไรเกี่ยวเนื่องกับพระบัญญัติของโมเซ? และสิ่งนี้ส่งผลกระทบคริสเตียนชาวยิวและชาวต่างชาติอย่างไร?
18 จดหมายแถลงคำตัดสินของคณะกรรมการปกครองเริ่มด้วยถ้อยคำที่ว่า: “อัครสาวกและผู้ปกครองผู้เป็นพี่น้องของท่านคำนับมายังท่านผู้เป็นพวกพี่น้องต่างชาติซึ่งอยู่ในเมืองอันติโอเกีย, มณฑลซุเรีย, และมณฑลกิลิเกียทราบ.” พี่น้องคนอื่น ๆ ได้เข้าร่วมประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ แต่ดูเหมือนว่า “อัครสาวกและผู้ปกครอง” ประกอบกันเป็นคณะกรรมการปกครอง. พระวิญญาณของพระเจ้าทรงชี้นำพวกเขา เพราะจดหมายระบุดังนี้: “พระวิญญาณบริสุทธิ์ และข้าพเจ้าทั้งหลายก็เห็นชอบที่จะไม่วางภาระบนท่านทั้งหลาย, เว้นไว้แต่สิ่งเหล่านั้นที่จำเป็น คือว่าให้ท่านทั้งหลายงดการรับประทานสิ่งของซึ่งเขาได้บูชาแก่รูปพระเท็จ, และการรับประทานเลือด, และการรับประทานเนื้อสัตว์ซึ่งถูกรัดคอตาย, และการล่วงประเวณี.” (กิจการ 15:23-29) ไม่มีข้อเรียกร้องให้คริสเตียนรับสุหนัตและถือรักษาพระบัญญัติของโมเซ. การตัดสินครั้งนี้ช่วยคริสเตียนชาวยิวและชาวต่างชาติให้ประพฤติปฏิบัติและพูดด้วยความสามัคคี. ประชาคมทั้งหลายก็ปีติยินดี และเอกภาพที่ล้ำค่าก็คงอยู่ต่อไป อย่างที่เป็นอยู่ในครอบครัวของพระเจ้าตลอดทั่วโลกเวลานี้ภายใต้การชี้นำฝ่ายวิญญาณที่มาจากคณะกรรมการปกครองแห่งพยานพระยะโฮวา.—กิจการ 15:30-35.
รับใช้อย่างเป็นเอกภาพตามระบอบของพระเจ้า
19. เหตุใดเอกภาพจึงเจริญเฟื่องฟูภายในครอบครัวผู้นมัสการพระยะโฮวา?
19 เอกภาพเจริญเฟื่องฟูเมื่อสมาชิกครอบครัวร่วมมือร่วมใจกัน. ข้อนี้เป็นจริงเช่นกันในครอบครัวผู้นมัสการพระยะโฮวา. เพราะเหตุที่อยู่ฝ่ายระบอบของพระเจ้า พวกผู้ปกครองและคนอื่นในประชาคมสมัยศตวรรษแรกจึงได้รับใช้พระเจ้าด้วยการร่วมมือเต็มที่กับคณะกรรมการปกครอง และรับรองการตัดสินของคณะกรรมการปกครอง. ด้วยการช่วยเหลือของคณะกรรมการปกครอง พวกผู้ปกครอง “ประกาศพระคำ” และสมาชิกประชาคมต่าง ๆ “พูดจาปรองดองกัน.” (2 ติโมเธียว 4:1, 2; 1 โกรินโธ 1:10, ล.ม.) ดังนั้น จึงมีการนำเอาความจริงอย่างเดียวกันตามหลักคัมภีร์ไบเบิลไปใช้ในงานรับใช้และที่การประชุมคริสเตียน ไม่ว่าที่ยะรูซาเลม, อันติโอเกีย, โรม, โกรินโธ, หรือที่ใดก็ตาม. เอกภาพแห่งระบอบของพระเจ้าดังที่ได้กล่าวมาแล้วดำรงคงอยู่ในทุกวันนี้.
20. เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกภาพของคริสเตียน เราต้องทำอะไร?
20 เพื่อธำรงเอกภาพของเราไว้ พวกเราทุกคนซึ่งเป็นส่วนของครอบครัวพระยะโฮวาตลอดทั่วโลกควรบากบั่นสำแดงความรักตามระบอบของพระเจ้า. (1 โยฮัน 4:16) เราจะต้องปฏิบัติตามพระทัยประสงค์ของพระเจ้า และแสดงความนับถืออันลึกล้ำต่อ ‘ทาสสัตย์ซื่อ’ และคณะกรรมการปกครอง. เช่นเดียวกับการอุทิศตัวของเราแด่พระเจ้า แน่นอน การเชื่อฟังของเราเป็นไปด้วยความสมัครใจและด้วยความยินดี. (1 โยฮัน 5:3) ช่างเหมาะเสียจริง ๆ ที่ผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญเชื่อมความยินดีเข้ากับการเชื่อฟัง! ท่านร้องเพลงว่า “จงพากันสรรเสริญพระยะโฮวา. ความสุขย่อมมีแก่ผู้ที่เกรงกลัวพระยะโฮวา, และยินดีมากในพระบัญญัติของพระองค์.”—บทเพลงสรรเสริญ 112:1.
21. เราจะพิสูจน์ตัวเองโดยวิธีใดว่า เราเป็นคนในระบอบของพระเจ้า?
21 พระเยซู ประมุขของประชาคม พระองค์ทรงกระทำตามระบอบของพระเจ้าอย่างครบถ้วน และทำตามพระทัยประสงค์ของพระบิดาเสมอ. (โยฮัน 5:30) ดังนั้น ให้เราปฏิบัติตามพระองค์ผู้เป็นแบบอย่างของเรา โดยการร่วมมือเต็มที่กับองค์การของพระเจ้ากระทำตามพระทัยประสงค์ของพระยะโฮวาในวิถีทางแห่งระบอบของพระเจ้าและอย่างเป็นเอกภาพ. ครั้นแล้ว เราจะสามารถร้องเพลงของท่านผู้ประพันธ์เพลงสรรเสริญด้วยความเบิกบานใจและด้วยความขอบพระคุณดังนี้: “ดูเถิด! นับว่าดีและน่าชื่นชมสักเพียงไรที่พวกพี่น้องอยู่ร่วมกันเป็นเอกภาพ!”
คุณจะตอบอย่างไร?
▫ เอกภาพคริสเตียนของเราอาจเกี่ยวข้องอย่างไรกับเพลงสรรเสริญบท 133?
▫ ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งเสริมเอกภาพ?
▫ ทำไมระเบียบตามระบอบของพระเจ้ามีความสำคัญต่อเอกภาพแห่งไพร่พลของพระเจ้า?
▫ คณะกรรมการปกครองสมัยศตวรรษแรกดำเนินการอย่างไรเพื่อธำรงเอกภาพ?
▫ การรับใช้อย่างเป็นเอกภาพตามระบอบของพระเจ้ามีความหมายอย่างไรต่อคุณ?
[รูปภาพหน้า 13]
คณะกรรมการปกครองได้ปฏิบัติการเพื่อธำรงเอกภาพ