การทดสอบสุขภาพวิธีนี้เหมาะสำหรับคุณไหม?
สมาคมว็อชเทาเวอร์ไม่ได้แนะนำหรือทำการตัดสินให้ปัจเจกบุคคลในเรื่องวิธีรักษาและวินิจฉัยโรค. อย่างไรก็ตาม หากวิธีการบางอย่างมีลักษณะที่น่าสงสัยเมื่อคำนึงถึงหลักการในคัมภีร์ไบเบิล อาจต้องใส่ใจในเรื่องเหล่านี้. จากนั้น แต่ละคนสามารถพิจารณาได้ว่ามีอะไรพัวพันอยู่ และตัดสินได้ว่าควรทำอย่างไร.
พี่น้องที่รัก: ผมใคร่ขอความคิดเห็นจากพวกคุณ. ดูเหมือนว่า [ผู้ทำการรักษา] คนหนึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี แต่วิธีที่เธอใช้ทำให้ผมสงสัย. . . . โดยการตรวจร่างกาย เธอลงความเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ. จากนั้น เพื่อหาว่าควรใช้ยาชนิดใดหรือใช้มากเท่าใด เธอวางขวดยาติดกับผิวหนังใกล้ต่อมหรืออวัยวะส่วนหนึ่ง. เธอพยายามดึงแขนคนไข้ที่ยกขึ้นนั้นลง. แรงที่เธอต้องใช้ในการดึงแขนลงเป็นตัวกำหนดชนิดหรือปริมาณของยา. ทฤษฎีมีอยู่ว่า อิเล็กตรอน เหมือนกระแสไฟฟ้า เดินทางจากยาผ่านฝาโลหะของขวดยาไปยังส่วนของร่างกาย ทำให้ส่วนนั้นแข็งแรงขึ้น.นี่เป็นวิธีที่คล้ายกับการใช้ไม้กายสิทธิ์ตรวจหาแหล่งน้ำไหม?
จดหมายจากรัฐออเรกอน สหรัฐ ฉบับนี้ เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่บางคนใช้ในการกำหนดความต้องการทางโภชนาการ, ประเมินปัญหาทางอารมณ์, ประเมินความจำ, และแก้ปัญหาเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน. ไม่ว่าวิธีปฏิบัตินี้จะแพร่หลายเพียงใด ความสงสัยของผู้เขียนจดหมายนั้นมีเหตุผลไหม?
เสาะหาสุขภาพ—ไม่ว่าจะเสียอะไรไหม?
ตั้งแต่กาลโบราณ ผู้คนได้พยายามที่จะเข้าใจว่า เหตุใดคนเราจึงป่วยและทำอย่างไรจึงจะหายป่วย. ชนชาติยิศราเอลได้เปรียบเพราะพวกเขารู้ว่าตนเป็นคนบาป และพวกเขาได้รับกฎหมายจากพระเจ้า ซึ่งช่วยพวกเขาให้หลีกเลี่ยงจากการติดโรคหรือแพร่โรคหลายอย่าง. (เลวีติโก 5:2; 11:39, 40; 13:1-4; 15:4-12; พระบัญญัติ 23:12-14) กระนั้น ไพร่พลของพระเจ้าก็แสวงหาความช่วยเหลือจากแพทย์ผู้มีคุณวุฒิในสมัยนั้นเช่นกัน.—ยะซายา 1:6; 38:21; มาระโก 2:17; 5:25, 26; ลูกา 10:34; โกโลซาย 4:14.
ช่างแตกต่างจากประชาชนในบาบูโลนและอียิปต์โบราณ! “หมอ” ของพวกเขามียาบางอย่างซึ่งอาศัยส่วนผสมตามธรรมชาติ กระนั้น “การรักษา” หลายอย่างของพวกเขาคงจะถูกเรียกในเวลานี้ว่าเป็นการรักษาของหมอเถื่อน. ข้อความหนึ่งจากอักษรภาพอียิปต์โบราณบอกถึงแพทย์ที่รักษาโรคตาบอดด้วยส่วนผสมที่สกปรกประกอบด้วยตาสุกร, แร่พลวง, ดินสีแดง, และน้ำผึ้ง. แล้วกรอกส่วนผสมนี้เข้าไปในหูของผู้ป่วย! คำรับรองในครั้งโบราณอ้างว่า การรักษาวิธีนี้ “ยอดเยี่ยมจริง ๆ.” ความแปลกหรือความลึกลับของการรักษาแบบนี้อาจส่งเสริมให้วิธีการรักษานี้เป็นที่ดึงดูดใจยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ.
ชาวบาบูโลนและอียิปต์มักร้องขอต่ออำนาจลึกลับ.a พระที่รักษาโรคอาจขอให้คนไข้หายใจใส่รูจมูกของแกะ โดยเชื่อว่าพลังบางอย่างสามารถถ่ายเทจากคนไข้เข้าไปในอีกสิ่งหนึ่งที่มีชีวิตและก่อให้เกิดผลบางอย่าง. แกะถูกฆ่า และเชื่อกันว่าตับของมันสามารถเผยถึงโรคของคนไข้หรืออนาคตของเขาได้.—ยะซายา 47:1, 9-13; ยะเอศเคล 21:21.
แน่นอน แพทย์ที่เกรงกลัวพระเจ้าในชาติยิศราเอลโบราณคงจะไม่ใช้วิธีที่เกี่ยวข้องกับลัทธิผีปิศาจ. พระเจ้าทรงให้พระบัญชาอย่างรอบรู้ว่า “อย่าให้ผู้ใดในท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย . . . กระทำเสี่ยงทายหรือดูฤกษ์ยาม, และอย่าให้มีหมอดูจับยามหรือแม่มด . . . ด้วยผู้ที่ทำการเหล่านี้เป็นที่พระยะโฮวาทรงเกลียดชัง.” (พระบัญญัติ 18:10-12; เลวีติโก 19:26; 20:27) พระบัญชานี้ก็ใช้กับคริสเตียนผู้รับใช้ของพระเจ้าในทุกวันนี้เช่นกัน. สมควรที่จะระมัดระวัง.
ในช่วงปีหลัง ๆ นี้ ผู้คนเป็นจำนวนมากได้หันไปหาวิธีวินิจฉัยโรคและการรักษาซึ่งเป็น “ทางเลือกใหม่.” จริง ๆ แล้ว นี่เป็นขอบเขตของการตัดสินใจส่วนตัว. (มัดธาย 7:1; เทียบกับโรม 14:3, 4.) แน่นอน คงจะน่าเศร้าหากคริสเตียนคนใดเข้าไปหมกมุ่นในประเด็นทางสุขภาพซึ่งโต้แย้งกันอยู่ จนบดบังงานรับใช้ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่แน่นอนที่จะช่วยชีวิตได้. (1 ติโมเธียว 4:16) คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้กล่าวว่า ในโลกใหม่ ความเจ็บป่วยจะได้รับการเยียวยาและสุขภาพสมบูรณ์จะได้มาโดยวิธีการทางแพทย์, การใช้สมุนไพร, อาหารพิเศษ, หรือการเยียวยาแบบโฮลิสซึม (การรักษาทางกายร่วมกับการรักษาทางใจ). ที่จริง การเยียวยาครบถ้วนจะมีมาโดยการอภัยบาป ซึ่งอาศัยเครื่องบูชาไถ่ของพระเยซูเท่านั้น.—ยะซายา 33:24; วิวรณ์ 22:1, 2.
มีพลังอะไรพัวพันอยู่ด้วย?
คริสเตียนอาจต้องพิจารณาอะไรในการตัดสินใจด้วยตนเองเกี่ยวกับวิธีทดสอบกล้ามเนื้อที่กล่าวถึงในจดหมายตอนต้น?
การทดสอบกำลังหรือการตอบสนองของกล้ามเนื้อบางวิธีเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาตามปกติ และมีน้อยคนที่สงสัยว่าวิธีการเหล่านี้จะใช้ได้ผลจริงหรือไม่. เพื่อเป็นตัวอย่าง โรคโปลิโออาจทำให้กล้ามเนื้อลีบ และการบำบัดโรคนี้อาจรวมถึงสิ่งที่เรียกว่าคีเนซิโอโลจี—“การศึกษาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ.” ยังมีการใช้คีเนซิโอโลจีนี้ในการบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพสำหรับผู้ป่วยเนื่องจากโรคลมปัจจุบัน. ผู้คนส่วนใหญ่คงจะเข้าใจเหตุผลของการรักษาวิธีนี้.
แต่จะว่าอย่างไรกับการทดสอบกล้ามเนื้อที่พรรณนาถึงในจดหมายตอนต้นของบทความนี้? มีการใช้ “คีเนซิโอโลจี” ชนิดนี้เพื่อพยายามหาว่า อาหาร, สมุนไพร, หรือวิตามินอย่างใดอย่างหนึ่งอาจเป็นประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อคนเราหรือไม่. ตามที่มักมีการปฏิบัติกัน ผู้ป่วยจะยื่นแขนออกไป และผู้ทำการรักษาจะกดแขนนั้นลง เพื่อทดสอบกำลังของกล้ามเนื้อ. ถัดจากนั้น ผู้รับการรักษาจะใส่สารอาหารหรือสารอื่นไว้ในปาก, หรือบนท้อง, หรือบนมือของตน. จากนั้นก็จะทดสอบกล้ามเนื้อแขนอีกครั้ง. อ้างกันว่า หากเขาขาดสารอาหารนั้น แขนของเขาจะแข็งแรงขึ้น หากสารอาหารนั้นไม่เหมาะกับเขา กล้ามเนื้อเขาจะอ่อนกำลังลง.b
บางคนที่ได้ลอง เชื่อว่าวิธีนี้ได้ผล และเชื่อว่า ผลที่เกิดขึ้นอาศัยพลังในร่างกาย. พวกเขาให้เหตุผลว่า มีหลายสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่สามารถอธิบายได้ แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นและสังเกตเห็นได้. ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงอ้างว่า คงต้องมีเส้นทางของพลังหรือมีปฏิกิริยาร่วมระหว่างพลังและสาร แม้ว่าแพทย์ยังค้นไม่พบหรือยังไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้.
อีกด้านหนึ่ง หนังสือคีเนซิโอโลจี ประยุกต์ (ภาษาอังกฤษ) กล่าวว่า “บางครั้ง [หนังสือ] สอนว่า มีการประเมินสารทางเคมี เช่น สารอาหาร โดยให้สารนั้นอยู่ในมือและทดสอบกล้ามเนื้อ. ไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่า การทดสอบแบบนี้เชื่อถือได้. . . . เจตคติที่เชื่อมั่นในสรรพคุณของสารบางอย่างอาจมีมากจนทำให้ผู้ทำการทดสอบเกิดอุปทาน จนเป็นอุปสรรคต่อการได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในกรรมวิธีทดสอบ.” “ผู้ทดสอบซึ่งมีประสบการณ์ในการทดสอบกล้ามเนื้อด้วยมือ อาจทำให้กล้ามเนื้อของผู้รับการรักษาดูอ่อนแรงหรือแข็งแรงได้โดยง่าย ตามแต่เขาจะเห็นควร โดยเพียงแต่เปลี่ยน . . . การทดสอบเพียงเล็กน้อย.”
จงระวัง!
อย่างไรก็ตาม การทดสอบกล้ามเนื้อบางอย่างมีลักษณะอื่น ๆ เพิ่มเข้ามาอีก. ลองพิจารณาสิ่งที่เรียกกันว่า “การทดสอบผ่านตัวแทน.” วิธีนี้อาจปฏิบัติกันในกรณีของผู้สูงอายุหรือทารก ซึ่งอ่อนแอเกินกว่าที่จะให้ทดสอบ. ขณะที่ตัวแทนแตะเด็กทารก ผู้ประกอบการรักษาจะทดสอบแขนของตัวแทน. วิธีนี้ถึงกับมีการใช้กับสัตว์เลี้ยง แขนของตัวแทนจะถูกทดสอบขณะที่เขาวางมือบนสุนัขพันธุ์คอลลี, อัลเซเชียน, หรือสัตว์เลี้ยงอื่นที่ป่วย.
เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตัดสินการกระทำดังกล่าว แต่คุณอาจถามว่า ‘พลังในร่างกายอยู่เบื้องหลังผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไหม?’ นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์มาแล้วว่า รังสีคอสมิก, ไมโครเวฟ, และการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ นั้นมีจริง. กระนั้น สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย แม้แต่ทารกและสัตว์เลี้ยงในบ้าน มีพลังอยู่ภายในตัว ซึ่งสามารถถ่ายเทออกจากตัวและก่อให้เกิดผลที่ทดสอบได้ในบุคคลที่สองไหม? ชาวบาบูโลนคิดว่า พลังนั้นอาจถ่ายเทออกจากตัวและก่อให้เกิดผลในตัวแกะได้. คุณอาจถามตนเองว่า ‘ฉันเชื่อหรือว่า อะไรทำนองนั้นอาจเกิดขึ้นได้กับมนุษย์หรือสัตว์ในทุกวันนี้? หรืออาจมีคำอธิบายอื่นสำหรับผลที่เกิดขึ้นเช่นนั้น?’
ผู้ที่รักษาบางคนอ้างว่า สามารถวัด “พลัง” ของบุคคลหนึ่งด้วยอุปกรณ์ เช่น ขดสปริงหรือลูกตุ้มโลหะ. เชื่อกันว่า อุปกรณ์เหล่านี้จะเคลื่อนไหวขณะที่ “สนามพลังงาน” ของผู้รักษาและของคนไข้ทำปฏิกิริยาร่วมกัน. บุคคลหนึ่งซึ่งเป็นทั้งผู้ประกอบการรักษาและนักเขียนในวงการนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนักวิทยาศาสตร์วิจัย บางครั้งวินิจฉัยโดยใช้ลูกตุ้ม. เธอยืนยันเช่นกันว่า เธอสามารถเห็น “สนามพลังงานของมนุษย์” หรือรัศมีเป็นสีซึ่งกล่าวกันว่าเปล่งออกรอบ ๆ ตัวคนเรา. เธออ้างว่าใช้ “ตาทิพย์” มองเข้าไปในร่างกาย เพื่อดูเนื้องอก, เซลล์เม็ดเลือด, หรือจุลินทรีย์, และเพื่อดูอดีต.c
ดังที่กล่าวข้างต้น การวัดกำลังโดยอาศัยพลังแขนนั้นถูกใช้เพื่อทดสอบอารมณ์. หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีการจำหน่ายอย่างกว้างขวางกล่าวว่า “หากคุณอยากทดสอบเกี่ยวกับอารมณ์บ้างพร้อมกันไป ถามให้ดังพอว่า ‘คุณมีปัญหาไหม?’ และทดสอบใหม่. การทำเช่นนี้จะทำให้แขนอ่อนแรงเป็นบางครั้ง หากสารอาหารนั้นไม่มีประโยชน์เพียงพอ.” บางคนใช้การทดสอบดังกล่าว “เพื่อระบุอายุตอนที่เกิดความบอบช้ำอย่างใดอย่างหนึ่งทางกาย, ทางอารมณ์ หรือทางฝ่ายวิญญาณ.” นอกจากนั้นยังใช้วิธีนี้เพื่อตัดสินเรื่องราวในชีวิตประจำวันว่าจะ ‘ทำหรือไม่ทำ.’
เป็นไปได้ว่า หลายคนซึ่งทำการทดสอบกล้ามเนื้อ (คีเนซิโอโลจี) ดังกล่าวอาจบอกว่า วิธีการของพวกเขาแตกต่างจากสิ่งที่เพิ่งพรรณนาไป ไม่มีลัทธิผีปิศาจเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือว่าพวกเขาไม่ได้ทดสอบอารมณ์. ถึงกระนั้น สิ่งที่พวกเขาทำยังคงยึดอยู่กับความเชื่อเรื่องพลังภายในตัวมนุษย์แต่ละคน ซึ่งสามารถทดสอบหรือเห็นได้โดยบางคนซึ่งอ้างว่ามีอำนาจพิเศษไหม?
คริสเตียนไม่ดูเบาในประเด็นดังกล่าว. พระเจ้าทรงแนะนำชาติยิศราเอลว่า “วันเทศกาลข้างขึ้นและวันสะบาโตและการเรียกประชุม เราทนต่อความบาปชั่ว [การใช้อำนาจลึกลับ, ล.ม.] และการประชุมตามพิธีไม่ได้อีก.” (ยะซายา 1:13, ฉบับแปลใหม่) เมื่อชนชาตินั้นออกหากไป พวกเขา “ได้ใช้การวิชาอาคมเล่ห์กล.” (2 กษัตริย์ 17:17; 2 โครนิกา 33:1-6) ตามหลักฐานที่ปรากฏ พวกเขาขวนขวายเพื่อจะได้ความรู้ด้วยพิธีกรรมพิเศษต่าง ๆ และจากนั้นพวกเขาก็กล่าว “ความเปล่า [สิ่งที่ลึกลับ, ล.ม.].”—ซะคาระยา 10:2.
การทดสอบกล้ามเนื้อบางวิธีอาจไม่มีพิษไม่มีภัย ทำโดยไม่มีอันตรายต่อคนไข้หรือผู้ทำการรักษา. กระนั้น เห็นได้ชัดว่า บางวิธีอาจมีการใช้อำนาจลึกลับหรือเหนือธรรมชาติ เช่น ตาทิพย์, รัศมีลึกลับ, และลูกตุ้ม. คริสเตียนต้องไม่ใช้วิธีที่เกี่ยวกับอำนาจลึกลับ. เขาไม่ควรแม้แต่จะลองสิ่งเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับการลับลึกต่าง ๆ ของซาตาน. (วิวรณ์ 2:24) แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มีเหตุผลดีที่จะระมัดระวังไม่ว่าสิ่งใดซึ่งอาจดูเหมือนเกี่ยวพันกับการปฏิบัติลัทธิผีปิศาจ ซึ่งพระคำของพระเจ้าตำหนิว่าผิด.—ฆะลาเตีย 5:19-21.
สิ่งที่ผู้ทำการรักษาทำนั้นเป็นความรับผิดชอบของเขา และไม่ใช่เจตนาของเราที่จะพิจารณาและตัดสินสิ่งที่แต่ละคนอวดอ้างและวิธีการของแต่ละคน. แม้คุณรู้สึกว่า วิธีการเหล่านี้บางอย่าง เกี่ยวข้องกับอำนาจลึกลับ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า หลายคนซึ่งลองสิ่งเหล่านี้ทำไปโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่รู้ตัวว่ามีส่วนพัวพันในลัทธิผีปิศาจ. อาจเป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนถึงความปรารถนาแรงกล้าที่จะมีสุขภาพที่ดี. กระนั้น บางคน ซึ่งเข้าไปพัวพันในกิจปฏิบัติดังกล่าว ได้ตัดสินใจในภายหลังว่า ผลประโยชน์ใด ๆ ทางกายที่อาจได้รับนั้นไม่คุ้มกับการเสี่ยงทางฝ่ายวิญญาณ.
อีกครั้งหนึ่ง แต่ละคนต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องราวส่วนตัวเหล่านี้. กระนั้น คริสเตียนควรจดจำคำแนะนำของพระเจ้าที่ว่า “คนโง่เชื่อคำบอกเล่าทุกคำ; แต่คนฉลาดย่อมมองดูทางเดินของเขาด้วยความระวัง.” (สุภาษิต 14:15) คำแนะนำนี้ใช้กับการอวดอ้างสรรพคุณวิธีการเยียวยาสุขภาพแบบต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน.
ซาตานมุ่งมั่นที่จะดึงผู้รับใช้ของพระเจ้าให้เขวไปจากการนมัสการแท้. พญามารจะกระหยิ่มยิ้มย่องหากมันทำเช่นนั้นได้ โดยทำให้คริสเตียนหลงใหลไปกับสิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ. มันคงจะยิ่งดีใจมากขึ้นอีก หากคริสเตียนเข้ามาหลงใหลในสิ่งที่เป็นหรือดูเหมือนเป็นกิจปฏิบัติลึกลับ ซึ่งอาจดึงพวกเขาเข้าสู่ลัทธิผีปิศาจ.—1 เปโตร 5:8.
แม้คริสเตียนไม่ได้อยู่ใต้บัญญัติของโมเซ แต่เจตคติของพระเจ้ายะโฮวาต่อกิจปฏิบัติเกี่ยวกับอำนาจลึกลับนั้นไม่เปลี่ยนแปลง. ดังที่สังเกตเห็นข้างต้น พระเจ้าทรงบัญชาชาวยิศราเอลว่า อย่าให้ผู้ใดในท่ามกลางพวกเขา “กระทำเสี่ยงทายหรือดูฤกษ์ยาม, และอย่าให้มีหมอดูจับยามหรือแม่มด อย่าให้มีคนทำอาคมต่าง ๆ, . . . ผู้ที่ทำการเหล่านี้เป็นที่พระยะโฮวาทรงเกลียดชัง . . . เจ้าทั้งหลายจงเป็นคนซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า.”—พระบัญญัติ 18:10-13.
ฉะนั้น จึงเป็นการสุขุมสักเพียงไรสำหรับคริสเตียนทุกวันนี้ที่จะ “สวมยุทธภัณฑ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า” ต่อ ๆ ไป “เพราะว่าเรา . . . ต่อสู้กับบรรดาวิญญาณอันชั่วในสถานอากาศ”!—เอเฟโซ 6:11, 12.
[เชิงอรรถ]
a ผู้คนเป็นจำนวนมากยังคงปรึกษาชามาน, หมอผี, หรือผู้ที่รักษาทำนองนี้. ชามานเป็น “พระที่ใช้เวทมนตร์เพื่อรักษาคนป่วย, หยั่งรู้สิ่งลึกลับ, และควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ.” หมอผีหรือชามานอาจใช้สมุนไพรประกอบการปฏิบัติลัทธิผีปิศาจ (เพื่อเรียกอำนาจลึกลับ). คริสเตียนที่ระมัดระวังและซื่อสัตย์จะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันในลัทธิผีปิศาจเช่นนั้น แม้ดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะเป็นวิธีรักษาให้หายก็ตาม.—2 โกรินโธ 2:11; วิวรณ์ 2:24; 21:8; 22:15.
b นี่เป็นการพรรณนาอย่างคร่าว ๆ แต่กรรมวิธีการทดสอบอาจมีหลากหลาย. ยกตัวอย่าง ผู้รับการรักษาอาจถูกเรียกให้กดนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้เข้าหากัน และผู้ทำการรักษาจะพยายามดึงนิ้วทั้งสองนั้นให้แยกจากกัน.
c เธอเขียนว่า “เหตุการณ์ซึ่งดูเหมือนเป็นการอัศจรรย์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? . . . วิธีที่ดิฉันใช้เรียกว่าการวางมือ, การรักษาโรคด้วยความเชื่อ หรือการรักษาฝ่ายวิญญาณ. สิ่งนี้ไม่ใช่วิธีการที่ลึกลับเลย แต่ตรงไปตรงมามาก . . . ทุกคนมีสนามพลังงานหรือรัศมีที่ล้อมรอบและแทรกซึมไปทั่วร่างกาย. สนามพลังงานนี้เกี่ยวพันใกล้ชิดกับสุขภาพ. . . . ประสาทรับรู้ขั้นสูงเป็น ‘การมอง’ ประเภทหนึ่งซึ่งคุณมองเห็นด้วยจิต โดยไม่ต้องใช้การมองตามปกติ. สิ่งนี้ไม่ใช่การสร้างจินตภาพ. บางครั้งมีการอ้างถึงว่าเป็นญาณวิเศษ.”