งานประกาศที่ท้าทายตามท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รอตเตอร์ดัมตั้งอยู่ที่ซึ่งแม่น้ำไรน์ อันเป็นแม่น้ำที่มีความคึกคักจอแจมากที่สุดของยุโรปไหลเข้าสู่ทะเลเหนือ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก. เนื่องด้วยสายการเดินเรือกว่า 500 สายมาที่นี่ รอตเตอร์ดัมจึงเป็นจุดเชื่อมโยงโดยตรงของท่าเรือปลายทางทั่วโลกกว่า 800 แห่ง. เมืองนี้เป็นท่าเรือนานาชาติอย่างแท้จริง.
อย่างไรก็ดี ท่าเรือดัตช์ที่เก่าแก่อายุ 650 ปีแห่งนี้เป็นมากกว่าจุดศูนย์กลางที่สายการเดินเรือต่าง ๆ มาบรรจบกัน. เมืองนี้ยังเป็นจุดนัดพบของผู้คนอีกด้วย. กะลาสีจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลเข้ามาทุกวันทั้งกลางวันและกลางคืน. ลูกเรือเหล่านี้ไม่ได้อยู่นอกสายตาของพยานพระยะโฮวาในเนเธอร์แลนด์. เช่นเดียวกับพยานฯในที่อื่น ๆ พวกเขามองหาวิธีต่าง ๆ ในการประกาศข่าวดีที่สุดของโลก—ที่ว่าราชอาณาจักรของพระเจ้าจะเปลี่ยนโลกนี้ให้เป็นอุทยานในไม่ช้า—สำหรับคนทุกประเภทรวมทั้งกะลาสีด้วย—ดานิเอล 2:44; ลูกา 23:43; 1 ติโมเธียว 4:10.
“งานมอบหมายของมิชชันนารีในทางกลับกัน”
หลายปีมาแล้ว สมาคมว็อชเทาเวอร์ในเนเธอร์แลนด์ขอให้ผู้รับใช้เต็มเวลา หรือไพโอเนียร์ หกคนทำงานจากเรือลำหนึ่งไปยังอีกลำหนึ่งตลอดทั่วท่าเรือของรอตเตอร์ดัม. พวกไพโอเนียร์รับข้อเสนอนี้ด้วยความกระตือรือร้น. พวกเขารวบรวมข้อมูลจากการท่าเรือ สำรวจท่าเรือ และไม่นานจากนั้นก็ตระหนักว่าพวกเขามีเขตทำงานที่ท้าทาย.
ไมเนิร์ดซึ่งเป็นผู้ประสานงานการประกาศที่ท่าเรือกล่าวว่า “มันเหมือนกับงานมอบหมายของมิชชันนารีในทางกลับกัน.” เขาหมายความว่าอย่างไร? เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ตามปกติพวกมิชชันนารีจะต้องเดินทางไกลไปหาประชาชน แต่ในกรณีของพวกเราผู้คนเดินทางไกลมาหาพวกเรา. เขตประกาศของพวกเราอาจเรียกได้ว่าเป็นเขตนานาชาติ.” หนังสือประจำปีของรอตเตอร์ดัมยูรอพอร์ต ของปี 1985 แถลงว่า ในปี 1983 ซึ่งเป็นปีที่ไพโอเนียร์เริ่มงานพิเศษนี้ ท่าเรือรอตเตอร์ดัมรับเรือเดินทะเลจำนวน 30,820 ลำจากประเทศต่าง ๆ 71 ประเทศ. นั่นคือ จากทั่วโลก!
นับว่าเหมาะอย่างยิ่งที่ “มิชชันนารีประจำท่าเรือ”—ดังที่ไม่นานพวกกะลาสีเริ่มเรียกไพโอเนียร์อย่างนั้น—สะท้อนถึงกลิ่นไอของนานาชาติอีกด้วย. เกิร์ต, ปีเตอร์, และคาเรนภรรยาของเขา เป็นชาวดัตช์ แดนีเอลและไมเนิร์ดมาจากอินโดนีเซีย และโซโลมอนเป็นชาวเอธิโอเปีย. เทือกเถาเหล่าก่อชาวยุโรป, เอเชีย, และแอฟริกันของพวกเขาทำให้เอาชนะอุปสรรคทางภาษาได้ถึงแปดภาษา แต่เพื่อจะสัมฤทธิ์ผลในงานนี้ ยังมีอุปสรรคด้านอื่น ๆ อีกที่พวกเขาต้องลงมือจัดการ.
“โบสถ์บนจักรยาน”
ปีเตอร์อดีตกะลาสีวัย 32 ปี กล่าวว่า “คุณไม่สามารถเพียงจะเข้าในท่าเรือ ไต่ตามแผ่นกระดานพาดเรือ และขึ้นไปบนเรือได้. คุณต้องมีใบอนุญาตเข้าพื้นที่.” นั่นหมายความว่าอนุญาตให้เข้าไปในท่าเรือและใบอนุญาตขึ้นบนเรือได้. ปีเตอร์เล่าให้ฟังว่า “มีข้อบังคับหยุมหยิมมาก แต่หลังจากที่เราได้รับใบอนุญาตแปดใบ ซึ่งมีภาพของพวกเราและมีตราประทับของทางการแล้ว เราพร้อมที่จะเริ่มงานของเรา.” พวกเขาแบ่งท่าเทียบเรือซึ่งยาว 37 กิโลเมตรออกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนจะได้รับการเอาใจใส่โดยไพโอเนียร์สองคน.
แต่อย่างไรก็ตาม คุณรับมือกับภาษาต่าง ๆ มากมายที่กะลาสีจากหลายประเทศพูดได้อย่างไร? แม้ว่าไพโอเนียร์เตรียมสรรพหนังสือทางพระคัมภีร์ใน 30 ภาษาและขนเอาไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยรถจักรยานของพวกเขา ดูเหมือนหนังสือไม่เคยพอเลย. โซโลมอนวัย 30 ปีเล่าพร้อมกับยิ้มว่า “คุณไม่มีทางรู้แน่ได้เลยว่าคุณจำเป็นต้องมีหนังสือภาษาอะไร.” ปีเตอร์กล่าวว่า “บ่อยครั้งที่พวกลูกเรือต้องการหนังสือในภาษาที่คุณไม่ได้นำมาด้วย แล้วพวกเขาก็บอกคุณว่าเรือของเขากำลังจะออกจากท่าภายในสามชั่วโมงหรือราว ๆ นั้น.” เนื่องจากไม่อยากให้ลูกเรือเหล่านั้นผิดหวัง ไพโอเนียร์คนหนึ่งรีบออกไปเพื่อจะได้นำหนังสือที่ต้องการกลับมาโดยเร็ว และส่งหนังสือให้กับพวกลูกเรือที่อยากได้. ปีเตอร์เล่าว่า “เมื่อเกิดปัญหาเดิมซ้ำอีกขณะที่เราประกาศในบริเวณหนึ่งของท่าเรือซึ่งอยู่ไกลกินเวลาถีบจักรยานถึงสามชั่วโมง เห็นได้ชัดว่าเราต้องหาวิธีอื่นเพื่อแก้ปัญหานี้.”
วันหนึ่งพยานฯบางคนซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณท่าเรือมอบจักรยานสองคันพร้อมกับรถพ่วงให้แก่ไพโอเนียร์ รถพ่วงแต่ละคันมีขนาดเท่าอ่างซักผ้า. พวกไพโอเนียร์บรรจุรถพ่วงด้วยหนังสือทุกภาษาเท่าที่หาได้ แล้วใช้ขอเกี่ยวรถพ่วงกับจักรยานของเขาและมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ. ในไม่ช้ารถพ่วงก็เป็นภาพที่คุ้นตา. ไพโอเนียร์คนหนึ่งกล่าวว่า “รถพ่วงกลายเป็นใบเบิกทางของเรา. พอคนเฝ้าประตูเห็นเรามา เขาจะเปิดประตู โบกมือให้เราผ่านไปได้ และตะโกนว่า ‘ไปเลย โบสถ์บนรถจักรยาน!’” คราวอื่นต่อมา เมื่อยามสังเกตเห็น “โบสถ์บนรถจักรยาน” กำลังถีบเข้ามา เขาก็เปิดประตูและตะโกนว่า “มีเรือโปแลนด์สองลำและเรือของจีนลำหนึ่ง!” การบอกดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อไพโอเนียร์ที่จะเข้าไปในเรือพร้อมกับหนังสือในภาษาที่เหมาะสม. แต่นอกเหนือจากนี้แล้วพวกเขาต้องไปตามเวลาที่เหมาะสมด้วย. เพราะเหตุใด?
การเยี่ยมซึ่งเหมาะสมกับเวลาพร้อมกับข่าวสารที่ทันกาล
ไพโอเนียร์สามารถคุยกับลูกเรือได้เฉพาะช่วงเวลาพักดื่มกาแฟเช้าและบ่ายหรือช่วงเวลารับประทานอาหารเที่ยงของพวกเขา. อย่างไรก็ดี พ่อครัวมีเวลาทำงานที่ต่างออกไป และกัปตันกับเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ สามารถพบได้ตลอดทั้งวัน. ยิ่งกว่านั้น พวกไพโอเนียร์เรียนรู้ว่าเรือของอังกฤษที่ทอดสมอที่รอตเตอร์ดัมยึดอยู่กับเวลาของอังกฤษ (ต่างจากเวลาของเนเธอร์แลนด์หนึ่งชั่วโมง) ลูกเรือของเขาจึงตรงไปยังห้องอาหารขณะที่ลูกเรือชาติอื่นกลับเข้าทำงานแล้ว. สำหรับไพโอเนียร์ท่าเรือแล้ว เห็นได้ชัดว่า นาฬิกาที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งจำเป็น.
แต่ทว่าพวกกะลาสีเต็มใจใช้ช่วงเวลาพักของเขาเพื่อพิจารณาพระคัมภีร์ไหม? เกิร์ตวัย 31 ปีกล่าวว่า “โดยทั่ว ๆ ไป ผมพบว่าพวกเขาเปิดใจต่อข่าวราชอาณาจักร. บางทีที่เป็นเช่นนั้นเพราะพวกเขาเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลมนุษย์ด้วยตาของตนเอง.” อย่างเช่น กะลาสีบางคนบอกเกิร์ตว่า ข้าวจำนวนมากซึ่งพวกเขาขนลงสำหรับชาวเอธิโอเปียที่อดอยากก็ยังคงกองอยู่ที่ท่าเรือ หลายเดือนต่อมาเมื่อเขาไปแวะที่ท่าเรือนั้นอีก ข้าวถูกทิ้งให้ผุพัง มีแต่พวกหนูวิ่งกันขวักไขว่. เกิร์ตให้ข้อสังเกตว่า “ไม่แปลกที่กะลาสีหลายคนหมดหวังในพวกการเมืองต่าง ๆ. ดังนั้น คำสัญญาของคัมภีร์ไบเบิลเรื่องรัฐบาลเดียวสำหรับมวลมนุษยชาติ จึงน่าสนใจสำหรับพวกเขา.”
ปีเตอร์เห็นด้วย. “กัปตันชาวเยอรมันคนหนึ่งกล่าวว่าสิบปีมาแล้วลูกเรือของเขาจะไล่ผมลงจากเรือ แต่สภาพการณ์ของโลกซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงได้กระตุ้นความสนใจของพวกเขาต่อข่าวสารที่ทันกาลในพระคัมภีร์.” พ่อครัวของเรือเกาหลีคนหนึ่งเล่าถึงช่วงสงครามระหว่างอิรัก-อิหร่านว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ซึ่งเขาทำงานอยู่ถูกโจมตีด้วยจรวดและเกิดไฟลุกโชติช่วงในอ่าวเปอร์เซีย. เขาสาบานว่าหากเขามีชีวิตรอดไปได้ เขาจะแสวงหาพระเจ้า. เขารอดชีวิตจริง ๆ. เมื่อไพโอเนียร์พบเขาในเวลาต่อมาที่รอตเตอร์ดัม เขาต้องการหนังสือภาษาเกาหลีทั้งหมดเท่าที่พวกเขาจะนำมาให้ได้.
เรือส่วนมากจะจอดที่ท่าเป็นเวลาหลายวัน. ด้วยเหตุนี้ ทำให้ไพโอเนียร์กลับเยี่ยมได้สองสามครั้งหรือมากกว่านั้นเพื่อพิจารณาหาเหตุผลเรื่องราวในพระคัมภีร์ต่อหลังชั่วโมงทำงาน. อย่างไรก็ดี เมื่อเครื่องยนตร์ของเรือขัดข้อง เรือจะจอดเทียบท่าเป็นเวลาสามสัปดาห์. ไพโอเนียร์หนุ่มคนหนึ่งยิ้มร่าพร้อมกับวิจารณ์ว่า “เรื่องนี้เป็นผลเสียต่อบริษัท แต่ดีสำหรับงานของพวกเรา.” นอกจากจะพิจารณาพระคัมภีร์แล้ว พวกไพโอเนียร์ยังจัดแสดงการฉายภาพนิ่งของสมาคมเรื่องหนึ่งคือ “คัมภีร์ไบเบิล—หนังสือสำหรับคนชั่วอายุนี้” ในโรงอาหารด้วย. กะลาสีบางคนก็มาร่วมประชุมกับกลุ่มต่าง ๆ ของพยานพระยะโฮวาซึ่งเป็นกลุ่มภาษาต่างประเทศในรอตเตอร์ดัม. สิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปเช่นนี้จนกระทั่งเครื่องเดินต่อได้อีกครั้งหนึ่ง. เมื่อถึงเวลานั้นก็จำเป็นต้องปิดพระคัมภีร์. เชือกใหญ่ที่มัดไว้กับท่าถูกปลดออก และเรือก็หายลับจากท่าไป—แต่ไม่ใช่จากใจของไพโอเนียร์เหล่านั้น.
เรื่องราวของกะลาสีซึ่งให้กำลังใจ
ด้วยการดูรายชื่อจากหนังสือพิมพ์หรือจากศูนย์คอมพิวเตอร์ของการท่าเรือ ไพโอเนียร์ท่าเรือสามารถติดตามการไปและมาของเรือลำต่าง ๆ ที่เขาได้เยี่ยม. ทันทีที่เรือลำนั้นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ไพโอเนียร์อยากจะไปเยี่ยมพวกกะลาสีเพื่อจะได้ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างนับจากการเยี่ยมคราวที่แล้ว. เป็นเรื่องราวที่ให้กำลังใจสักเพียงไรจากคำบอกเล่าของกะลาสี!
กะลาสีคนหนึ่งมอบหนังสือท่านจะมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไปในอุทยานบนแผ่นดินโลก ให้เพื่อนที่ประจำการอยู่ในเรือห้าคนหลังจากที่ออกเดินเรือในทะเล และพวกเขาทั้งหกคนได้ศึกษาพระคัมภีร์. นอกจากนั้น ชายคนนี้ยังได้บันทึกบทที่เกี่ยวกับครอบครัวลงบนตลับบันทึกเสียง และเปิดซ้ำอีกในโรงอาหารเพื่อผลประโยชน์ของลูกเรือทั้งหมด. ในเรืออีกลำหนึ่ง กะลาสีซึ่งเคยไปหอประชุมราชอาณาจักรในท่าเรือแอนต์เวอร์ปที่อยู่ใกล้ ๆ ติดผ้าผืนหนึ่งซึ่งเขียนคำว่า “หอประชุมพยานพระยะโฮวา” ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้บนผนังห้องของโรงอาหาร. จากนั้นเขาก็เชิญสมาชิกลูกเรือมาที่นั่นในเวลาที่เขาจะนำการประชุมเรื่องพระคัมภีร์. ก่อนจะนำผ้าผืนนั้นลง เขาเชิญลูกเรือมาในการประชุมคราวหน้า. สัปดาห์ต่อมา ผ้าผืนนั้นกับพวกลูกเรือกลับเข้าที่อีกครั้งหนึ่ง.
นอกจากนั้น ไพโอเนียร์ยังพบว่ากะลาสีบางคนไม่เคยเก็บหนังสือของเขาไว้บนหิ้งหนังสือเลย. ไมเนิร์ดเล่าให้ฟังว่า “พอเราเดินเข้าไปในห้องเคบินของไอแซก เจ้าหน้าที่วิทยุชาวแอฟริกันตะวันตก เราแทบจะหาที่นั่งไม่ได้. วารสาร หนังสือปกแข็ง และหนังสือดรรชนีคำศัพท์ของสมาคมวางอยู่ทั่วทุกแห่ง—และเปิดอยู่.” นอกเหนือจากนี้ ไอแซกยังมีหัวข้อคำถามต่าง ๆ เตรียมไว้พร้อม เนื่องจากเขากำลังรอการกลับมาเยี่ยมของไพโอเนียร์.
อย่างไรก็ตาม ลูกเรือบางคนไม่ยอมรอจนกว่าไพโอเนียร์จะไปหาพวกเขา. คืนวันหนึ่งโทรศัพท์ของเกิร์ตดังขึ้นหลังจากที่เขาหลับไปแล้ว.
“จะมีใครในโลกเป็นอย่างนี้อีกไหม?” เกิร์ตบ่นพึมพำขณะคลำหาหูโทรศัพท์.
“สวัสดี ผมเพื่อนของคุณไง!” กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง.
เกิร์ตพยายามนึกว่าเป็นใคร.
มีเสียงตอบมาอีกว่า “ผมเป็นเพื่อนที่อยู่ในเรือไง.”
เกิร์ตตอบว่า “นี่มันตีสามนะ!”
“ใช่ แต่คุณบอกผมให้โทรศัพท์ถึงคุณทันทีที่เรือของผมมาถึงรอตเตอร์ดัม. เอาละ ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่แล้ว!” ต่อจากนั้นไม่นาน เกิร์ตก็เดินทางไปหาเพื่อนของเขาซึ่งแสดงความสนใจในพระวจนะของพระเจ้า.
“จงโยนขนมปังของเจ้าไว้”
นอกจากนั้น มีการแสดงความหยั่งรู้ค่าต่อสรรพหนังสือด้านพระคัมภีร์ในจดหมายที่กะลาสีเขียนถึงพวกไพโอเนียร์. ข้อความต่อไปนี้เป็นส่วนที่ตัดทอนมา:
‘ผมเริ่มอ่านหนังสือท่านจะมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไปในอุทยานบนแผ่นดินโลก . . . ตอนนี้ผมเข้าใจหลายสิ่งซึ่งผมไม่เคยเข้าใจเมื่อก่อน. ผมหวังว่าเรือของเราจะกลับมาที่รอตเตอร์ดัมอีก’—แอนเจโล.
‘ผมได้อ่านหนังสือ และขอส่งคำถามหลายข้อให้คุณเพื่อคุณจะได้ตอบโดยทางจดหมายได้.’—อัลเบอร์ตา.
‘บัดนี้ ผมอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน. ผมดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับคุณ. การได้เพื่อนซึ่งนำผมให้รู้จักพระเจ้าเป็นสิ่งดีที่สุดที่ผมประสบในชีวิต.’—นิกกี.
จดหมายที่ก่อความอบอุ่นหัวใจเช่นนั้นทำให้ไพโอเนียร์นึกถึงสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ที่ท่านผู้ประกาศ 11:1 “เจ้าจงโยนขนมปังของเจ้าให้ลอยไว้บนพื้นน้ำ ถึงอีกหลายวันต่อมาเจ้าจะพบขนมปังนั้นได้.” พวกเขารู้สึกชื่นชมยินดีโดยเฉพาะเมื่อทราบว่ากะลาสีบางคนยืนหยัดอยู่ฝ่ายพระยะโฮวา.
ตัวอย่างหนึ่งคือ สตานิสลาฟ กะลาสีชาวโปแลนด์ รู้สึกตื่นเต้นจากสิ่งต่างซึ่งได้เรียนในหนังสือของสมาคม. เขารวบรวมหนังสือด้านพระคัมภีร์หลายเล่มโดยเร็ว และขณะเมื่ออยู่ในท้องทะเล เขาศึกษาหนังสือทุกเล่ม. ไมเนิร์ดบอกว่า “เมื่อเราได้ข่าวคราวจากเขาอีก เขาบอกว่าได้รับบัพติสมาแล้ว.”
โฟเกิร์ต กัปตันเรือภายในประเทศได้ยินข่าวราชอาณาจักรครั้งแรกที่รอตเตอร์ดัม. ทุก ๆ สองเดือนเขาจะกลับไปที่ท่าเรือเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์และศึกษาคัมภีร์ไบเบิลติดต่อกันตลอดเจ็ดวัน. จากนั้น ก่อนที่เขาจะออกเดินทางนานสองเดือน ไพโอเนียร์ให้รายชื่อที่อยู่ของหอประชุมตามเส้นทางเดินเรือของเขา. โฟเกิร์ตแวะเยี่ยมหอประชุมต่าง ๆ และเขารู้สึกประทับใจที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น. ไม่นานต่อมา กัปตันผู้นี้ก็รับบัพติสมาและขณะนี้รับใช้พระยะโฮวาอย่างแข็งขัน.
ไมก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพเรืออังกฤษเคยติดต่อกับพยานฯมาก่อนและได้ศึกษาพระคัมภีร์ขณะที่ออกทะเล. มีอยู่คราวหนึ่ง เมื่อเรือพิฆาตซึ่งเขาทำงานอยู่ทอดสมอที่รอตเตอร์ดัม เขาใช้รถจักรยานซึ่งพับได้ของเขาขี่ไปที่หอประชุม. เขาประทับใจในความรักและเอกภาพที่เขาได้เห็นมาและบอกกับเพื่อน ๆ ว่าเขาตัดสินใจลาออกจากงานแล้ว. แม้ว่าอีกเพียงสี่ปีข้างหน้าเขาก็จะได้รับเงินบำเหน็จจำนวนมากก็ตาม เขายึดมั่นอยู่กับการตัดสินใจนั้นและได้รับบัพติสมาในเวลาต่อมา.
ไมเนิร์ดกล่าวว่า “ความกระตือรือร้นของไมก์, สตานิสลาฟ, โฟเกิร์ต, และคนอื่น ๆ ในการรับใช้พระยะโฮวา กระตุ้นพวกเราให้รุดหน้าในการค้นหากะลาสีอย่างพวกเขาในท่าเรือต่อไป.”
คุณจะมีส่วนร่วมในงานนี้ได้ไหม?
เมื่อมองย้อนไปในระยะเวลาเกือบสิบปีสำหรับงานประกาศในท่าเรือซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง “มิชชันนารีท่าเรือ” ทั้งหกคนเห็นพ้องกันอย่างเต็มที่ว่า—นี่เป็นงานมอบหมายที่ท้าทายแต่ก็คุ้มค่า. ไมเนิร์ดเสริมว่า “หลังจากเสร็จงานประกาศในแต่ละวัน เราขี่จักรยานกลับบ้านพร้อมด้วยความรู้สึกว่ากะลาสีเหล่านั้นบางคนกำลังรอการกลับไปเยี่ยมของเราอีก.”
มีกะลาสีที่กำลังรอการมาเยี่ยมในเขตท่าเรือของคุณไหม? บางทีผู้ปกครองในประชาคมของคุณสามารถเตรียมการเพื่อว่าคุณอาจจะมีส่วนร่วมในงานที่ท้าทายและคุ้มค่านี้ได้.
[กรอบหน้า 20]
เข้าถึงเขตทำงานซึ่งถูกห้าม
ปีหนึ่งไม่นานมานี้ เรือกว่า 2,500 ลำจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งงานของพยานพระยะโฮวาถูกห้าม เข้ามาเทียบท่าที่รอตเตอร์ดัม. และไพโอเนียร์ท่าเรือมองเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะให้ข่าวเรื่องราชอาณาจักรเข้าไปถึงเขตทำงานต่าง ๆ เหล่านี้.
ณ เรือจากแถบเอเชียลำแรกที่พวกเขาได้ไปเยี่ยม ไพโอเนียร์เสนอหนังสือทั้งหมดของเขาคือจำนวน 23 เล่ม พร้อมกับละความเสียใจไว้กับลูกเรือบางคนเพราะพวกเขาพลาดไม่ได้รับหนังสือ. เด็กผู้ชายซึ่งทำงานอยู่ในห้องครัวของเรือจากแถบเอเชียอีกลำหนึ่งรอบคอบมากกว่า. หลังจากที่เขารับหนังสือปกแข็งจากไพโอเนียร์ เขาคืนหนังสือนั้นซึ่งถูกห่อและมีที่อยู่เขียนบนกระดาษห่อ. ไพโอเนียร์เข้าใจ. เป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปสำหรับเด็กผู้ชายในการนำหนังสือติดตัวไป. ในวันเดียวกันนั้นหนังสือก็ถูกส่งทางไปรษณีย์ไปยังตะวันออกไกล.
เมื่อขึ้นไปบนเรือที่มาจากแอฟริกา กะลาสีคนหนึ่งมาหาพร้อมกับรายการหนังสือที่พยานฯซึ่งอยู่ที่บ้านต้องการ. นับตั้งแต่นั้นมา แต่ละคราวที่กะลาสีกลับบ้าน จะมีหนังสืออัดแน่นในกระเป๋าของเขา. กะลาสีซึ่งมาจากประเทศแอฟริกาอีกประเทศหนึ่งรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งเมื่อไพโอเนียร์ผู้นำการศึกษากับเขาเสนอหนังสือการทำให้ชีวิตครอบครัวของท่านมีความสุข แก่เขาเพียงสามเล่มเท่านั้น. กะลาสีคนนั้นทิ้งแขนลงทั้งสองข้างด้วยความท้อแท้พร้อมกับโอดครวญว่า “แค่นั้นจะพออะไร!” พี่น้องซึ่งอยู่ที่บ้านต้องการ 1,000 เล่ม!” เพื่อความปลอดภัยของเขา ไพโอเนียร์เกลี้ยกล่อมเขาให้รับหนังสือไปคราวละ 20 เล่มเท่านั้น.
ดูเหมือนเหตุการณ์ที่ประทับใจมากที่สุดในเวลานั้นคือตอนที่ไพโอเนียร์ทราบว่ามีเรือมาจากประเทศซึ่งพี่น้องได้รับการกดขี่ข่มเหงเนื่องจากความเชื่อของเขา และหลายคนสูญเสียงานและทรัพย์สินของเขา. เมื่อพวกเขารู้ว่าเจ้าหน้าที่ในเรือคนหนึ่งเป็นพยานฯพวกเขาเข้าพบกัปตันและขออนุญาตเพื่อจะส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปกับเรือของเขา. กัปตันตกลง และไม่กี่วันต่อมา ถุงขนาดใหญ่หนึ่งร้อยถุงซึ่งบรรจุเสื้อผ้า, รองเท้า, และข้าวของอื่น ๆ ก็ออกเดินทางเพื่อส่งไปให้พยานฯในประเทศนั้น.
[กรอบหน้า 21]
ประกาศจากเรือลำหนึ่งไปยังอีกลำหนึ่ง—ความเห็นของสตรีคนหนึ่ง
คาเรนเป็นผู้หญิงคนเดียวท่ามกลางพวกไพโอเนียร์เล่าให้ฟังว่า “ตอนแรก ฉันรู้สึกลังเลที่จะร่วมงานกับปีเตอร์เพราะเคยได้ยินเขาพูดกันว่าพวกกะลาสีมักจะเป็นคนหยาบคายและขี้เมา. อย่างไรก็ดี ฉันพบว่าส่วนมากแล้วพวกเขาเป็นคนสุภาพ. บ่อยครั้ง ภายหลังที่กะลาสีรู้ว่าเราเป็นคู่สมรส เขามักจะหยิบภาพถ่ายของภรรยาและลูก ๆ ออกมาและเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับครอบครัวของเขา. ด้วยวิธีนี้ เราจำหน่ายหนังสือการทำให้ชีวิตครอบครัวของท่านมีความสุข ได้หลายเล่ม.”
การเยี่ยมเรือต่าง ๆ ในฐานะสามีภรรยาทำให้ติดต่อกับภรรยาของสมาชิกลูกเรือและติดต่อกับผู้หญิงคนอื่นซึ่งบางครั้งทำงานเป็นนางพยาบาลได้ง่ายขึ้น. คาเรนพูดว่า “ปกติพวกเธอจะเก็บตัวไม่คบคนแปลกหน้า แต่พอเห็นฉัน พวกเธอรู้สึกอยากจะสนทนาด้วยมากขึ้น.”
ในงานมอบหมายของเธอนั้นอะไรเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด? คาเรนตอบว่า “บันไดเชือกค่ะ ฉันเกลียดบันไดที่ยวบยาบพวกนั้น.” เธอเอาชนะความกลัวของเธอได้ไหม? “ใช่. มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งดิฉันรู้สึกลังเลที่จะปีน กะลาสีกลุ่มหนึ่งจากปารากวัยมองดูและตะโกนว่า ‘คุณก็ทำได้. ขอให้วางใจในพระเจ้า.’” คาเรนกล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า “แน่นอน หลังจากเขาพูดเช่นนั้น ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปีนขึ้นไป.” สามีผู้ชื่นชมในตัวเธอกล่าวว่า “หลังจากเวลาสี่ปีและบันไดเชือกมากมาย ตอนนี้เธอปีนขึ้นเหมือนพวกกะลาสีเลย.”
คาเรนและปีเตอร์สามีของเธอเข้าชั้นเรียนกีเลียดรุ่นที่ 89 ของว็อชเทาเวอร์ในสหรัฐ. วันที่ 28 กันยายน 1990 พวกเขาเดินทางไปเขตมอบหมายใหม่ที่เอกวาดอร์ซึ่งเป็นประเทศที่มีท่าเรือ. พวกเขาคงรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน.
[กรอบหน้า 22]
คุณเป็นกะลาสีไหม?
คุณต้องการเข้าร่วมการประชุมที่ใช้ภาษาอังกฤษของพยานพระยะโฮวาขณะที่เรือของคุณเทียบท่าตามท่าเรือที่สำคัญ ๆ แห่งหนึ่งของโลกไหม? ถ้าอย่างนั้นขอให้เก็บรายการที่อยู่ของหอประชุมและเวลาประชุมไว้ใกล้มือ
Hamburg, Schellingstr. 7-9;วันเสาร์ เวลา 16:00 น. โทรศัพท์ 040-4208413
Hong Kong, 26 Leighton Road;วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. โทรศัพท์ 5774159
Marseilles, 5 Bis, rue Antoine Maille;วันอาทิตย์ เวลา 10:00 น. โทรศัพท์ 91 79 27 89
Naples, Castel Volturno (40 กิโลเมตรทางเหนือจากเนเปิลส์) Via Napoli, corner of Via Salerno, Parco Campania;วันอาทิตย์ เวลา 14:45 น. โทรศัพท์ 081/5097292
New York, 512 W. 20 Street;วันอาทิตย์ เวลา 10:00 น. โทรศัพท์ 212-627-2873
Rotterdam, Putsestraat 20;วันอาทิตย์ เวลา 10:00 น. โทรศัพท์ 010-41 65 653
Tokyo, 5-5-8 Mita, Minato-ku;วันอาทิตย์ เวลา 16:00 น. โทรศัพท์ 03-3453-0404
Vancouver, 1526 Robson Street;วันอาทิตย์ เวลา 10:00 น. โทรศัพท์ 604-689-9796