การสื่อความในงานรับใช้ของคริสเตียน
“เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกประเทศให้เป็นสาวก.”—มัดธาย 28:19.
1. พระเยซูได้ทรงมอบหมายงานอะไรซึ่งจำเป็นต้องติดต่อสื่อความ?
การมอบหมายของพระเยซูซึ่งถูกยกขึ้นมากล่าวข้างบนนี้เป็นสิ่งท้าทายพวกเราในด้านการสื่อความกับประชาชนขณะที่เราออกไปในงานรับใช้ตามบ้าน, กลับเยี่ยมเยียน, และเข้าส่วนในด้านอื่น ๆ ทุกด้านเกี่ยวด้วยการประกาศ. สิ่งที่รวมอยู่ในการมอบหมายนี้คือหน้าที่รับผิดชอบที่จะประกาศความจริงเรื่องพระเจ้ายะโฮวา, พระเยซูคริสต์, และราชอาณาจักรมาซีฮาซึ่งขณะนี้พระเยซูทรงครอบครองอยู่แล้ว.—มัดธาย 25:31-33.
2. เพื่อจะสื่อความอย่างมีประสิทธิภาพ อะไรเป็นสิ่งจำเป็น?
2 เราจะสื่อความอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? ก่อนอื่น เราต้องเชื่อเรื่องที่เรากำลังสื่อความอยู่. พูดอีกนัยหนึ่ง เราต้องมีความเชื่อหนักแน่นจริง ๆ ว่าพระยะโฮวาทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว เชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิลเป็นพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง และเชื่อว่าราชอาณาจักรของพระเจ้าเป็นความหวังอย่างเดียวสำหรับมนุษยชาติ. เมื่อทำเช่นนี้ สิ่งที่เราสอนจะออกมาจากหัวใจ และเราก็จะเชื่อฟังคำแนะนำของเปาโลที่ให้กับติโมเธียวดังนี้: “จงอุตส่าห์สำแดงตนให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย เพราะเป็นคนที่ซื่อตรงในการใช้คำแห่งความจริงนั้น.”—2 ติโมเธียว 2:15.
การสื่อความหมายโดยไม่ใช้ถ้อยคำ
3-5. (ก) เราจะสื่อความได้อย่างไรแม้จะไม่ใช้คำพูดเลย? (ข) ประสบการณ์อะไรบ้างที่แสดงให้เห็นเรื่องนี้?
3 บ่อยครั้งการสื่อความมักจะมีถ้อยคำรวมอยู่ด้วย. แต่อันที่จริง เราสื่อความกับผู้คนก่อนเราจะพูดกับเขาด้วยซ้ำไป. เป็นไปได้อย่างไร? โดยกิริยาท่าทาง และโดยวิธีที่เราแต่งกายและประดับตัว. หลายปีมาแล้วมิชชันนารีคนหนึ่งที่จบจากโรงเรียนกีเลียดแห่งว็อชเทาเวอร์ได้เดินทางไปยังเขตมอบหมายในต่างประเทศโดยเรือเดินสมุทร. หลังจากเรือแล่นออกทะเลได้สองสามวัน คนหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อนถามมิชชันนารีว่า ทำไมเขาจึงต่างไปจากคนอื่น ๆ ในเรือลำนั้น. มิชชันนารีคนนั้นกำลังสื่อความบางอย่างที่น่าสังเกต—เขามีมาตรฐานที่ต่างไปจากคนอื่นและสามารถเข้าหาได้—เพียงเพราะลักษณะท่าทางของเขาและการวางตนเท่านั้น. จึงเป็นโอกาสดีสำหรับมิชชันนารีจะให้คำพยาน.
4 อีกกรณีหนึ่ง พี่น้องหญิงคนหนึ่งซึ่งยืนริมถนนเสนอหนังสือด้านคัมภีร์ไบเบิลแก่ผู้สัญจรไปมา ได้ยิ้มอย่างมีไมตรีจิตกับสตรีผู้หนึ่งซึ่งเดินผ่านมาใกล้ ๆ. สตรีผู้นั้นเริ่มเดินลงบันไดไปสถานีรถไฟใต้ดิน. ครั้นแล้ว เธอเปลี่ยนใจ เดินกลับมาหาพี่น้องหญิงคนนั้น และขอให้มีการศึกษาพระคัมภีร์กับเธอที่บ้าน. มีอะไรหรือที่ทำให้เธอรู้สึกประทับใจ? ถึงแม้พี่น้องไม่ได้เสนอหนังสือให้เลย แต่เธอได้รับรอยยิ้มอย่างมีไมตรีจิตจากพยานฯ ที่ประกาศข้างถนน.
5 ตัวอย่างที่สาม: พยานฯ วัยหนุ่มกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปกินอาหารในภัตตาคารและรู้สึกแปลกใจเมื่อมีผู้ชายแปลกหน้าเดินมาที่โต๊ะและออกค่าอาหารให้. ทำไมเขาทำอย่างนั้น? เขาเกิดความประทับใจในการวางตนของพยานฯ กลุ่มนี้. โดยไม่ได้พูดอะไรกับคนแปลกหน้านั้นเลย คริสเตียนหนุ่มเหล่านี้ได้สื่อความให้รู้ว่าพวกเขาแต่ละคนต่างก็ยำเกรงพระเจ้า. เห็นได้ชัดว่าการแสดงตัวของเรา อีกทั้งลักษณะท่าทางและความเป็นมิตร เราก็สื่อความอยู่แล้วก่อนที่เราจะเริ่มพูดด้วยซ้ำ.—เทียบกับ 1 เปโตร 3:1, 2.
การหาเหตุผลจำเป็นต่อการสื่อความ
6. จงยกตัวอย่างประกอบว่าการหาเหตุผลมีค่าเหลือคณนาสำหรับการสื่อความ.
6 ที่จะสื่อความด้วยวาจาเพื่อให้ประชาชนทราบข่าวดี เราต้องเตรียมตัว ไม่ใช่เพื่อพูดอย่างดื้อรั้นในความคิดเห็นของตัวเอง แต่เพื่อหาเหตุผลกับเขา. เราอ่านหลายครั้งหลายหนว่าเปาโลหาเหตุผลกับคนเหล่านั้นซึ่งท่านพยายามจะบอกข่าวดีแก่เขา. (กิจการ 17:2, 17; 18:19) เราจะติดตามตัวอย่างของท่านได้โดยวิธีใด? สภาพการณ์ของโลกที่เลวลงทุกทีก็อาจเป็นสาเหตุที่บางคนสงสัยการดำรงอยู่ของพระเจ้าองค์ทรงฤทธิ์ทุกประการและเป็นพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักและใฝ่พระทัยในมนุษย์. กระนั้น เราอาจหาเหตุผลกับเขาได้ว่าพระเจ้าทรงกำหนดกาลเวลาสำหรับทุกสิ่ง. (ท่านผู้ประกาศ 3:1-8) ด้วยเหตุนี้ ฆะลาเตีย 4:4 แจ้งว่าเมื่อถึงเวลาอันควร พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มายังโลก. เหตุการณ์นี้ล่วงเลยมาหลายพันปีภายหลังพระองค์ได้สัญญาแต่แรกว่าจะทำเช่นนั้น. ทำนองเดียวกัน เมื่อถึงเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ พระองค์ก็จะทรงขจัดความทุกข์ยากและความชั่วให้หมดไป. ยิ่งกว่านั้น พระวจนะของพระเจ้าชี้แจงว่าพระเจ้ามีเหตุผลสำคัญในการยอมให้ความทุกข์ยากและความชั่วมีอยู่นานถึงบัดนี้. (เทียบกับเอ็กโซโด 9:16.) การหาเหตุผลในแนวนี้ และสนับสนุนการหาเหตุผลด้วยการใช้อุทาหรณ์และหลักฐานยืนยันตามหลักพระคัมภีร์ย่อมช่วยสุจริตชนให้รับรู้ว่า ความชั่วอันมีอยู่ดาษดื่นเช่นนี้ไม่อาจใช้เป็นข้อโต้แย้งว่าพระยะโฮวาไม่มีหรือไม่ทรงใฝ่พระทัย.—โรม 9:14-18.
7, 8. การหาเหตุผลอาจช่วยเราสื่อความได้อย่างไรกับคนนับถือศาสนายิว?
7 สมมุติว่า ขณะคุณไปตามบ้านและเจ้าของบ้านบอกคุณว่า “ฉันเป็นคนยิว ฉันไม่สนใจ.” คุณจะดำเนินเรื่องต่อไปอย่างไร? พี่น้องชายคนหนึ่งรายงานว่า เขาได้ผลเมื่อเขาพูดอย่างนี้: ‘ผมแน่ใจว่าคุณคงเห็นด้วยที่โมเซเป็นหนึ่งในบรรดาผู้พยากรณ์คนสำคัญซึ่งพระเจ้าได้ใช้. และคุณทราบไหมที่โมเซกล่าวไว้ดังบันทึกในพระบัญญัติ 31:29 ดังนี้: “เพราะเรารู้อยู่ว่าเมื่อเราสิ้นชีพแล้ว เจ้าทั้งหลาย . . . จะหันเสียจากทางซึ่งเราสั่งเจ้าไว้ และในวันสุดปลายนั้นความทุกข์ลำบากจะตกอยู่แก่เจ้าทั้งหลาย”? โมเซเป็นผู้พยากรณ์แท้ ดังนั้น คำพูดของท่านต้องสำเร็จเป็นจริง. เป็นไปได้ไหมที่คำพูดของท่านสำเร็จสมจริงในคราวเมื่อพระเจ้าทรงส่งพระมาซีฮามายังชาวยิว และชาวยิวไม่ได้ต้อนรับพระองค์? น่าจะเป็นกรณีนั้น. ทีนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงและชาวยิวได้ผิดพลาดไป จะมีเหตุผลใด ๆ ไหมที่คุณหรือผมจะทำผิดพลาดแบบเดียวกัน?’
8 จงระลึกด้วยว่า ชาวยิวได้ทนทุกข์มากจากน้ำมือของคริสต์ศาสนจักร โดยเฉพาะในศตวรรษนี้. ดังนั้น คุณอาจบอกเจ้าของบ้านว่า พวกเราไม่มีส่วนในการกระทำเช่นนั้น. ยกตัวอย่าง คุณอาจจะพูดดังนี้: ‘คุณทราบไหมว่าเมื่อฮิตเลอร์มีอำนาจ พวกพยานพระยะโฮวาไม่เข้าส่วนในการต่อต้านพวกยิว? และพวกพยานฯ ปฏิเสธที่จะอวยชัยฮิตเลอร์และที่จะร่วมมือในกองกำลังของเขา.’a
9, 10. อาจใช้วิธีการหาเหตุผลอย่างไรเพื่อช่วยผู้ที่เชื่อถือเรื่องไฟนรก?
9 ในความพยายามจะสื่อความกับคนที่เชื่อเรื่องไฟนรก คุณอาจหาเหตุผลว่า ถ้าใครก็ตามจะทนทรมานในนรกชั่วกัปชั่วกัลป์ คนนั้นต้องมีจิตวิญญาณอมตะ. คนที่เชื่อเรื่องไฟนรกจะเห็นด้วยทันที. แล้วคุณอาจพูดถึงเรื่องพระเจ้าได้สร้างอาดามและฮาวา และถามเขาอย่างนุ่มนวลว่า เขาเคยสังเกตไหมว่าในบันทึกนี้มีการพูดถึงจิตวิญญาณอมตะหรือไม่. ในการเดินเรื่องต่อไปด้วยการหาเหตุผล คุณอาจชี้ให้เขาดูที่เยเนซิศ 2:7 ซึ่งในข้อนั้นพระคัมภีร์แจ้งว่าอาดามเกิดเป็น จิตวิญญาณ. และขอสังเกตข้อนี้ พระเจ้าตรัสว่าผลเนื่องจากบาปของอาดามจะเป็นอย่างไร: “เจ้าจะหากินด้วยเหงื่อไหลโซมหน้ากว่าเจ้าจะกลับเป็นดิน เพราะเจ้าบังเกิดมาแต่ดิน. เจ้าเป็นแต่ผงคลีดินและจะต้องกลับเป็นผงคลีดินอีก.” (เยเนซิศ 3:19) ฉะนั้น อาดามผู้เป็นจิตวิญญาณได้กลับเป็นผงคลีดิน.
10 นอกจากนั้น คุณอาจดึงความสนใจไปยังข้อเท็จจริงที่ว่า ในพระธรรมเยเนซิศนั้นพระเจ้าไม่เคยตรัสเรื่องการทรมานเป็นนิตย์ในไฟนรก. เมื่อพระเจ้าเตือนอาดามไม่ให้กินผลไม้ต้องห้ามนั้น พระองค์ตรัสดังนี้: “ถ้าเจ้าขืนกินในวันใด เจ้าจะตายในวันนั้นเป็นแน่.” (เยเนซิศ 2:17) ไม่มีการพูดถึงไฟนรกเลย! ถ้าผลอันแท้จริงของบาปสำหรับอาดามคือ ไม่ใช่ความตาย ‘การกลับเป็นดิน’ แต่เป็นการทรมานอยู่เป็นนิตย์เช่นนั้น ด้วยความเที่ยงธรรมพระเจ้าก็น่าจะได้ชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่างมิใช่หรือ? ดังนั้น การหาเหตุผลอย่างรอบคอบและละมุนละม่อมก็อาจช่วยสุจริตชนมองเห็นว่าความเชื่อของเขามีข้อขัดแย้งในตัวเอง. ขอเราอย่ามองข้ามความสำคัญของการใช้เหตุผลขณะที่เราบอกคนอื่นถึงเรื่องสัจธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้า.—เทียบกับ 2 ติโมเธียว 2:24-26; 1 โยฮัน 4:8, 16.
คุณลักษณะต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อการสื่อความอย่างมีประสิทธิภาพ
11-13. คุณลักษณะแบบคริสเตียนประการใดบ้างจะช่วยเราในการสื่อความอย่างบังเกิดผล?
11 เราต้องปลูกฝังคุณลักษณะอะไรเพื่อถ่ายทอดสัจธรรมอันเกี่ยวข้องกับราชอาณาจักรอย่างได้ผลดียิ่ง? ตัวอย่างของพระเยซูบอกอะไรแก่พวกเรา? ที่มัดธาย 11:28-30 (ล.ม.) เราอ่านถ้อยคำของพระองค์ที่ว่า “บรรดาผู้ที่ทำงานหนักและมีภาระมาก จงมาหาเรา และเราจะทำให้เจ้าทั้งหลายสดชื่น. จงรับแอกของเราไว้บนเจ้าทั้งหลายและมาเป็นสาวกของเรา เพราะเรามีจิตใจอ่อนโยนและหัวใจถ่อม และเจ้าจะได้ความสดชื่นสำหรับจิตวิญญาณของเจ้า. เพราะแอกของเราก็พอเหมาะและภาระของเราก็เบา.” จากข้อนี้ เรารู้เคล็ดสำคัญประการหนึ่งในการสื่อความของพระเยซูที่ประสบความสำเร็จ. พระองค์ทรงอ่อนสุภาพและถ่อมพระทัย. ผู้คนที่จริงใจได้รับความชื่นชูใจเมื่อรู้จักพระองค์. อัครสาวกเปาโลก็เช่นกันได้วางตัวอย่างที่ดี เพราะเมื่อท่านได้บอกกับผู้ปกครองที่มาจากเอเฟโซว่า ตั้งแต่วันแรกที่ท่านไปเยี่ยม ท่านทำงานเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า “ด้วยความถ่อมใจ.”—กิจการ 20:19.
12 โดยการที่เราแสดงตนเป็นคนอ่อนสุภาพและมีความถ่อมใจอยู่เสมอ คนอื่น ๆ จะพบเห็นว่าเขาจะได้รับความสดชื่นจากเรา และเราคงจะสื่อความกับเขาได้ง่ายขึ้น. ท่าทีอย่างอื่นอาจกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นเราจากคนเหล่านั้นซึ่งเราพยายามจะสื่อความ. จริงทีเดียว “ปัญญาย่อมอาศัยอยู่กับผู้ถ่อมลง.”—สุภาษิต 11:2.
13 เพื่อจะถ่ายทอดความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจำต้องเป็นคนพากเพียรและผ่อนหนักผ่อนเบา. เป็นที่แน่นอนว่า อัครสาวกเปาโลผ่อนหนักผ่อนเบาเมื่อท่านกล่าวคำพยานต่อหน้านักปรัชญาที่ประชุมบนเนินเขาอาเรียว. ท่านเสนอข่าวดีในแนวที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้. (กิจการ 17:18, 22–31) ถ้าเราปรารถนาจะสื่อความกับผู้ฟังของเราอย่างได้ผล เราต้องเชื่อฟังคำแนะนำที่อัครสาวกเปาโลบอกแก่ชาวโกโลซายดังนี้: “จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคนอย่างไร.” (โกโลซาย 4:6) คำพูดของเราควรแสดงถึงการมีรสนิยมสูงเสมอ. คำพูดดังกล่าวจะมีส่วนช่วยผู้ฟังให้เปิดใจกว้าง ตรงกันข้ามกับการพูดอย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งจะเป็นเหตุให้ผู้ฟังปิดหูปิดตาไม่รับฟังความคิดเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น.
14. การเข้าหาคนอื่นอย่างผ่อนคลาย แบบสนทนาจะช่วยเราได้อย่างไรในการสื่อความ?
14 เราต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนเยือกเย็นและผ่อนคลายทุกเวลา. การนี้ย่อมช่วยผู้ฟังที่เราเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย. การเป็นคนผ่อนคลายหมายความว่าไม่พะวงเกินไปจะพูดเสียคนเดียว. แทนที่จะเป็นอย่างนั้น ด้วยท่าทีไม่รีบร้อน และไต่ถามกันฉันมิตร เราทำให้ผู้ฟังมีโอกาสพูดแสดงความรู้สึกของเขาเอง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราให้คำพยานอย่างไม่เป็นทางการก็คงจะดีหากสนับสนุนให้อีกฝ่ายหนึ่งพูด. อย่างเช่น คราวหนึ่งพยานฯ พบว่าตัวเองได้ที่นั่งบนเครื่องบินติดกับบาทหลวงศาสนาคาทอลิก. ในช่วงหนึ่งชั่วโมงเศษ ๆ พยานฯ เฝ้าถามบาทหลวงด้วยคำถามต่าง ๆ อย่างรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ส่วนบาทหลวงเป็นฝ่ายตอบและพูดคุยเป็นส่วนใหญ่. พอถึงเวลาจะลาจากกัน บาทหลวงได้รับเอาหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิล. การเริ่มเรื่องอย่างใจเย็นจะช่วยเราแสดงคุณลักษณะอีกประการหนึ่งที่จำเป็นคือความร่วมรู้สึก.
15, 16. ความร่วมรู้สึกช่วยเราได้อย่างไรที่จะสื่อความกับผู้อื่น?
15 ความร่วมรู้สึกหมายถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเรา. อัครสาวกเปาโลหยั่งรู้ค่าเต็มขนาดที่จำต้องมีความร่วมรู้สึก ดังเห็นได้จากข้อความที่ท่านเขียนถึงชาวโกรินโธดังนี้: “เพราะว่าถึงแม้ข้าพเจ้ามิได้อยู่ในบังคับของผู้ใด ข้าพเจ้าก็ยังยอมตัวเป็นทาสรับใช้คนทั้งปวง เพื่อจะได้คนเป็นศิษย์มากยิ่งขึ้น. เมื่อข้าพเจ้าสอนพวกยูดาย ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนคนยูดาย เพื่อจะได้พวกยูดายเป็นศิษย์ เมื่อข้าพเจ้าสอนพวกที่อยู่ใต้บัญญัติ ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนคนอยู่ใต้บัญญัติ แม้ข้าพเจ้ามิได้อยู่ใต้บัญญัติ เพื่อจะได้คนที่อยู่ใต้บัญญัตินั้นมาเป็นศิษย์. เมื่อข้าพเจ้าสอนคนที่อยู่นอกบัญญัติ ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนคนที่อยู่นอกบัญญัติ เพื่อจะได้คนที่อยู่นอกบัญญัตินั้นมาเป็นศิษย์ แต่ข้าพเจ้ามิได้อยู่นอกพระบัญญัติของพระเจ้า แต่อยู่ใต้พระบัญญัติแห่งพระคริสต์. เมื่อข้าพเจ้าสอนคนที่อ่อนแอ ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนคนอ่อนแอเพื่อจะได้คนอ่อนแอ. ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดเพราะเห็นแก่คนทั้งปวง เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้าง.”—1 โกรินโธ 9:19-22.
16 ที่จะเลียนแบบอัครสาวกเปาโลในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะต้องเป็นคนผ่อนหนักผ่อนเบา มองไกลและรู้จักสังเกต. ความร่วมรู้สึกจะช่วยเราสื่อความจริงต่อผู้ที่ฟังเราตามแนวความคิดและความรู้สึกของเขา. หนังสือการหาเหตุผลจากพระคัมภีร์ ช่วยได้มากในด้านนี้. จงนำหนังสือเล่มนี้ติดตัวไปในงานประกาศเสมอ.
ความรัก—ช่วยสื่อความ
17. ในบรรดาคุณลักษณะประการต่าง ๆ ของคริสเตียน คุณลักษณะใดมีค่ามากที่สุดในการสื่อความจริงอย่างมีประสิทธิภาพ และจะแสดงคุณลักษณะนั้นออกโดยวิธีใด?
17 ความอ่อนสุภาพ ความถ่อมใจ ความเพียรอดทน และความร่วมรู้สึก สิ่งเหล่านี้สำคัญต่อการถ่ายทอดความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ. แต่ที่สำคัญที่สุด ความรักอย่างไม่เห็นแก่ตัวจะช่วยเราทำงานสำเร็จด้วยการเข้าถึงหัวใจผู้อื่น. พระเยซูทรงรู้สึกสงสารประชาชนเนื่องจากเขา “อิดโรยกระจัดกระจายไปดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง.” เพราะความรัก พระเยซูจึงตรัสว่า “บรรดาผู้ที่ทำงานหนักและมีภาระมาก จงมาหาเรา และเราจะทำให้เจ้าทั้งหลายสดชื่น.” (มัดธาย 9:36; 11:28, ล.ม.) เพราะเรารักเขา เราก็เช่นกันอยากทำให้ผู้คนสดชื่นและช่วยเขามาสู่ทางที่นำไปถึงชีวิต. ข่าวสารของเราเป็นข่าวที่เกี่ยวกับความรัก ฉะนั้น ขอให้เราบอกข่าวนี้เรื่อยไปด้วยทีท่าอาการที่เปี่ยมด้วยความรัก. ความรักแบบนี้แสดงออกโดยการยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร, โดยความกรุณาและความอ่อนโยน, โดยความร่าเริงและความอบอุ่น.
18. เราจะเลียนแบบเปาโลอย่างไร ดังที่ท่านได้เลียนแบบนายของท่าน?
18 เกี่ยวกับเรื่องนี้ อัครสาวกเปาโลเป็นผู้เลียนแบบพระเยซูคริสต์ นายของท่าน เป็นอย่างดี. ทำไมท่านจึงประสบความสำเร็จมากมายด้วยการตั้งประชาคมใหม่ขึ้นหลายประชาคม? เพราะท่านมีความร้อนรนหรือ? ใช่แล้ว. แต่เป็นเพราะท่านได้แสดงความรักด้วย. โปรดสังเกตคำพูดอันแสดงถึงความรักใคร่ต่อประชาคมใหม่ที่เธซะโลนิเกดังนี้: “เราได้อยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายโดยใจอ่อนสุภาพ เหมือนแม่ลูกอ่อนที่กำลังให้ลูกกินนมเฝ้าทะนุถนอมลูกของตน. ดังนั้น เนื่องจากเรารักใคร่เอ็นดูท่าน เราจึงยินดีจะให้ท่านทั้งหลายไม่เพียงแต่ข่าวดีของพระเจ้าเท่านั้น แต่ให้ทั้งจิตวิญญาณของเราแก่ท่านด้วย เพราะว่าท่านเป็นที่รักของเรา.” การเลียนแบบเปาโลจะส่งเสริมเราในความพยายามบากบั่นที่จะสื่อความ.—1 เธซะโลนิเก 2:7, 8, ล.ม.
19. ทำไมเราไม่ควรท้อแท้ใจเนื่องจากไม่มีการตอบรับในเขตทำงาน?
19 ถ้าเราทำดีที่สุดในการสื่อความ และเราไม่ได้ผลตามที่มุ่งหมายไว้ เราควรท้อใจไหม? ไม่เลย. นักศึกษาพระคัมภีร์ (ชื่อซึ่งเคยใช้เรียกพยานพระยะโฮวาแต่ก่อน) มักจะบอกว่าประชาชนที่จะรับรองความจริงนั้นต้องมีคุณลักษณะสามประการ. เขาจะต้องเป็นคนสุจริต อ่อนสุภาพ และหิวทางฝ่ายวิญญาณ. เราไม่อาจจะคาดหมายคนไม่จริงใจ ไม่สุจริต ว่าเขาจะนิยมยินดีตอบรับความจริง และเราก็ไม่คาดหมายว่าคนแข็งกร้าวหรืออวดดีจะยอมฟังข่าวดี. ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้นผู้นั้นอาจจะเป็นคนสุจริตและอ่อนสุภาพอยู่บ้างก็ตาม เขาก็คงไม่รับเอาความจริงถ้าเข้าไม่หิวกระหายฝ่ายวิญญาณ.
20. ทำไมจึงกล่าวได้เสมอว่าความพยายามบากบั่นของเราไม่ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว?
20 ไม่ต้องสงสัย ผู้คนมากมายที่คุณพบในเขตทำงานมักจะขาดคุณลักษณะดังกล่าวไปหนึ่งประการหรือมากกว่านั้นก็ได้. ผู้พยากรณ์ยิระมะยาเคยมีประสบการณ์เช่นเดียวกัน. (ยิระมะยา 1:17-19; เทียบกับมัดธาย 5:3.) กระนั้น ความพยายามของเราจะไม่ไร้ประโยชน์. ทำไมล่ะ? เพราะเรากำลังประกาศโฆษณาพระนามและราชอาณาจักรของพระยะโฮวา. โดยการที่เราออกประกาศและเข้าไปถึงเขตทำงาน ก็เท่ากับว่าเราได้เตือนสติคนชั่วแล้ว. (ยะเอศเคล 33:33) และอย่าลืมว่าการที่เราพยายามบากบั่นถ่ายทอดความจริงแก่คนทั้งปวง เราเองได้รับประโยชน์. (1 ติโมเธียว 4:16) เรารักษาความเชื่อของเราไว้อย่างเหนียวแน่นและความหวังของเราเกี่ยวด้วยราชอาณาจักรก็แจ่มใส. ยิ่งกว่านั้น เรารักษาความจงรักภักดี และด้วยเหตุนี้ เรามีส่วนในการเทิดพระนามของพระเจ้ายะโฮวาให้เป็นที่นับถืออันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้พระทัยของพระองค์มีความยินดี.—สุภาษิต 27:11.
21. สรุปแล้วอาจกล่าวได้อย่างไร?
21 กล่าวโดยสรุป: การสื่อความคือการถ่ายทอดความรู้อย่างมีประสิทธิผล. ศิลปะแห่งการสื่อความเป็นเรื่องสำคัญ และจะเป็นอันตรายมากเมื่อการสื่อความหยุดชะงักลง. เราได้เห็นแล้วว่าพระเจ้ายะโฮวาและพระเยซูคริสต์เป็นผู้สื่อความองค์เยี่ยมยอด และที่ว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงจัดตั้งช่องทางเพื่อให้มีการสื่อความขึ้นในสมัยของเรา. และเราได้สังเกตด้วยว่าโดยการแต่งกาย และการประพฤติของเรา เราสื่อความถ่ายทอดข่าวแก่ผู้อื่น. เราได้เรียนว่าการหาเหตุผลมีบทบาทสำคัญเมื่อเราพยายามสื่อความแก่ประชาชน และที่จะสื่อความอย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องมีใจถ่อมและอ่อนสุภาพ แสดงความร่วมรู้สึก ความพากเพียรอดทน และ สิ่งสำคัญที่สุด รับแรงกระตุ้นจากหัวใจอันเปี่ยมด้วยความรัก. ถ้าพวกเราปลูกฝังคุณลักษณะเหล่านี้ และติดตามตัวอย่างต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ เราจะเป็นคริสเตียนที่สื่อความอย่างมีประสิทธิภาพ.—โรม 12:8-11.
[เชิงอรรถ]
a เพื่อจะได้คำแนะนำมากขึ้นในการสื่อความกับผู้เชื่อศาสนายิว และศาสนาอื่น ๆ โปรดดูหนังสือการหาเหตุผลจากพระคัมภีร์ หน้า 21-24. (ภาษาไทย ตอน 2 หน้า 7-10)
คุณจะตอบอย่างไร?
▫ โดยวิธีใดการสื่อความเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนจะเปล่งเสียงพูด?
▫ มีตัวอย่างอะไรบ้างจากการสื่อความโดยใช้วิธีหาเหตุผลอย่างมีประสิทธิภาพ?
▫ คุณลักษณะอะไรทำให้พระเยซูคริสต์และเปาโลสามารถสื่อความอย่างได้ผล?
▫ ทำไมเราไม่จำเป็นต้องท้อแท้ถ้าการบังเกิดผลเป็นไปอย่างช้า ๆ?