คำสัญญาที่ผมตั้งใจรักษาไว้มั่น
เล่าโดย มาเรียน ซีบูลสกี
เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1945 ผมเป็นทหารวัย 20 ปีในกองทัพโซเวียต ซึ่งได้ขับไล่ทหารเยอรมันให้ถอยร่นไปไกลหลายร้อยกิโลเมตรกระทั่งถึงประเทศของเขาเอง. ผมพบเห็นความน่าสยดสยองของสงครามทุกวัน พร้อมกับสหายทั้งหลายที่ตายกล่นเกลื่อนอยู่รอบตัว. เรารุกเข้าไปจวนถึงเมืองเบรสเลาในเยอรมนี ปัจจุบันคือเมืองวรอต์สลาฟในโปแลนด์. เย็นวันหนึ่ง ด้วยความเอือมระอาการเข่นฆ่าและความทุกข์ทรมาน ที่นั่นผมให้สัญญากับพระเจ้าว่าถ้าพระองค์ทรงโปรดให้ผมกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ผมจะอุทิศชีวิตเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์.
หลังจากนั้นสามเดือน เยอรมนีก็ยอมแพ้. ภายหลังการปลดประจำการในเดือนธันวาคม 1945 ผมเดินด้วยความเหน็ดเหนื่อยเข้าไปถึงหมู่บ้านโรกีซโนใกล้เมืองลวอฟ ปัจจุบันคือเมืองลวิฟในสาธารณรัฐยูเครน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อผม. เช้าวันรุ่งขึ้น ผมได้พบพยานพระยะโฮวาคนหนึ่ง และเขาให้คำพยานอย่างละเอียดเรื่องราชอาณาจักรของพระเจ้า. ถึงแม้ผมมีความรู้ด้านคัมภีร์ไบเบิลมาบ้าง และเคยได้อ่านหนังสือบางเล่มของพยานฯ แต่มาตอนนี้หัวใจของผมได้รับการปลุกเร้า. ผมตระหนักว่าการพบปะครั้งนี้คงมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคำสัญญาของผม.
ผมได้ทำตามคำสัญญา
จากนั้นไม่นานผมได้งานสอนหนังสือที่โรงเรียนระดับประถมศึกษา. แต่ยังไม่ทันจะครบสองปี เมื่อศึกษาธิการจังหวัดได้ออกคำสั่งให้สอนวิชาอเทวนิยมแก่เด็กนักเรียน ผมก็เลยถูกไล่ออกจากงาน. ในเวลาไล่เลี่ยกัน เดือนพฤษภาคม 1947 ผมเริ่มเข้าร่วมกับพยานพระยะโฮวาในงานเผยแพร่แก่สาธารณชน. พยานฯ เหล่านั้นสนับสนุนให้ผมย้ายลงใต้ไปที่เมืองบอริสลาฟ ที่นั่นผมได้งานทำทันทีเป็นช่างไฟฟ้า.
ที่บอริสลาฟ ผมได้พบหลายคนซึ่งเข้ามาเป็นพยานฯ ช่วงทศวรรษ 1930. พวกเขามีหนังสือเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิลหลายเล่มซึ่งผมได้อ่านอย่างมากมาย รวมทั้งชุดการศึกษาพระคัมภีร์ (ภาษาอังกฤษ) และเกือบทุกเล่มที่เขียนโดย โจเซฟ เอฟ. รัทเทอร์ฟอร์ด อดีตนายกสมาคมว็อชเทาเวอร์. อนึ่ง ผมยังได้อ่านวารสารหอสังเกตการณ์และเดอะ โกลเดน เอจ (เดี๋ยวนี้เรียกว่า ตื่นเถิด!) ฉบับเก่า ๆ ซึ่งพยานฯ บางคนเก็บไว้. แต่ที่ประทับใจผมมากที่สุดคือจดหมายที่มีการรวบรวมไว้ซึ่งเขียนโดยพยานฯ ชาวเยอรมันผู้ต้องโทษประหารภายใต้ระบบการปกครองของฮิตเลอร์. จดหมายเหล่านี้ได้แปลเป็นภาษาโปแลนด์แล้วอัดสำเนา หลังจากนั้นจัดทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก. ภายหลัง โดยการจดจำรำลึกถึงพี่น้องชาวเยอรมันเหล่านั้นที่รักษาความซื่อสัตย์มั่นคง ผมจึงได้รับการเสริมกำลังให้อดทนการยากลำบากต่าง ๆ.
ในที่สุด ปี 1949 ผมได้รับบัพติสมาที่ทะเลสาบแห่งหนึ่งในเมืองบอริสลาฟ โดยวิธีนี้ถือได้ว่าผมปฏิบัติตามคำสัญญาอย่างเป็นทางการที่จะรับใช้พระเจ้าซึ่งผมได้สัญญาไว้ตอนที่อยู่แนวหน้า. แต่มาบัดนี้คำสัญญาดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ถ่องแท้.
ความยากลำบากของผมเริ่มต้น
ไม่นานผมก็ถูกไล่ออกจากงาน. ฉะนั้น เดือนกุมภาพันธ์ 1950 ผมย้ายไปเมืองซตรีซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ที่นั่นผมได้งานทำอีกเป็นช่างไฟฟ้า. ผมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องคริสเตียนและผมถึงกับได้รับเชิญให้บรรยาย ณ การประชุมอนุสรณ์รำลึกถึงการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ซึ่งจัดขึ้นในอีกสองสามสัปดาห์ถัดมา.
ในเวลานั้น การปลุกปั่นและการข่มขู่พยานพระยะโฮวายิ่งทวีความรุนแรง. พวกเราถูกสมาชิกหน่วยเคจีบี คณะกรรมาธิการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ คอยสะกดรอยตาม. ดังนั้นเราต้องระมัดระวังตัวเตรียมการเผื่อถูกจับและถูกสอบสวน. การร้องเพลงราชอาณาจักร ณ การประชุมช่วยเราคงความเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณไว้ได้.
วันที่ 3 กรกฎาคม 1950 มีคนบอกให้ผมเซ็นชื่อในหนังสือสตอกโฮล์ม แอปพีล คำร้องให้ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งกล่าวกันว่ามีมากกว่า 273,000,000 คนได้ลงชื่อไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นพลเมืองของประเทศคอมมิวนิสต์. ครั้นผมไม่ยอมลงชื่อ โดยชี้แจงว่าผมเป็นกลางทางด้านการเมือง ผมโดนไล่ออกจากงานอีก. หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ผมถูกจับ, ถูกดำเนินคดี, และต้องโทษจำคุก 25 ปีภายในค่ายกักกันแรงงาน.
จากค่ายหนึ่งไปค่ายหนึ่ง
เดือนธันวาคม 1950 พวกเราหลายคนถูกนำขึ้นรถไฟลำเลียงสัตว์และถูกส่งไปยังเขตที่อยู่ใกล้กับบริเวณตอนเหนือของเทือกเขาอูราลที่อยู่ห่างออกไปราว 3,000 กิโลเมตร ซึ่งแบ่งรัสเซียแถบเอเชียบางส่วนออกจากรัสเซียแถบยุโรป. ที่นั่นเอง ผมถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายหนึ่งแล้วถูกย้ายไปอีกค่ายหนึ่ง. ทุกแห่งเหมือนกันคือทำงานหนักและอาหารไม่พออิ่ม. ชั่วเวลาสองสามเดือนก็พอจะทำให้คนหนุ่มร่างกายแข็งแรงกลายเป็นศพเดินได้. ที่ตายไปก็มากมาย. เราไม่กล้าฝันว่าจะมีชีวิตรอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ต้องโทษระยะยาว.
ปีนั้นที่ผมไม่มีสรรพหนังสือเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิลและไม่มีการติดต่อพยานพระยะโฮวาคนอื่น ๆ เลยนับเป็นช่วงเวลาที่ยากสุดจะทนสำหรับผม. การอยู่โดดเดี่ยวเป็นสิ่งทรมานใจเหลือเกิน. แต่ผมได้รับการชูกำลังฝ่ายวิญญาณเมื่อนักโทษบางคนฟังขณะที่ผมคุยกับพวกเขาเรื่องราชอาณาจักรของพระเจ้า. ในที่สุดการอธิษฐานจากใจจริงของผมก็ได้รับคำตอบ และเขาย้ายผมไปที่ศูนย์รวมค่ายขนาดใหญ่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ระยะทางราว ๆ 2,000 กิโลเมตร ที่เมืองอันการสค์ซึ่งเพิ่งสร้างเป็นเมืองใหม่ ทางตะวันออกของไซบีเรีย. ช่วงนั้นกำลังมีการก่อสร้างโรงงานเคมี และงานส่วนใหญ่ทำโดยพวกนักโทษ.
เขากำหนดให้ผมอยู่ค่าย 13 ใกล้บริเวณก่อสร้าง. ในทันใดนั้นผมก็ได้พบพยานฯ คนอื่น ๆ ที่นั่น ซึ่งได้ยื่นหอสังเกตการณ์และใบแจ้งข่าวที่เรียกกันตอนนี้ว่า พระราชกิจของเราฉบับล่าสุดให้ผม. ช่างเป็นการเลี้ยงฝ่ายวิญญาณอันแสนวิเศษเสียนี่กระไร! แต่สิ่งเหล่านี้มาจากที่ไหน?
ในเดือนเมษายน 1951 พยานพระยะโฮวาหลายพันคนในยูเครนถูกเนรเทศไปอยู่ในไซบีเรีย หลายคนในพวกเขาถูกส่งไปยังเขตซึ่งไม่ไกลจากเมืองอันการสค์. พี่น้องเหล่านี้เมื่อได้รับวารสารหอสังเกตการณ์และสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ก็จะแอบทำสำเนาหลาย ๆ ฉบับแล้วลอบนำเข้าไปในค่าย. พวกเราสามารถหาคัมภีร์ไบเบิลได้เช่นกัน. เราได้แยกพระคัมภีร์ออกเป็นส่วน ๆ แล้วแจกจ่ายในหมู่พวกเราเอง. ดังนั้น ในกรณีที่มีการตรวจค้น เราก็จะเสียคัมภีร์ไบเบิลเพียงบางส่วน. พวกเราได้จัดการศึกษาหอสังเกตการณ์ และโรงเรียนตามระบอบของพระเจ้าขึ้นภายในค่ายเสียด้วยซ้ำ!
ปลายปี 1952 ผมถูกย้ายไปอยู่ค่าย 8. พอถึงเดือนมีนาคม เราได้จัดการประชุมอนุสรณ์ในห้องเล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของพวกนักโทษ. ผู้เข้าร่วมมีแค่ 12 คน—พยานฯ 3 และผู้สนใจ 9. แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใด เจ้าหน้าที่สืบรู้เรื่องการประชุมของเรา เขาได้เนรเทศผมไปอยู่ที่ค่าย 12 โทษฐานที่เป็น “ผู้ปลุกปั่นด้วยเจตนาร้าย.” ในค่ายแห่งนี้มีพยานฯ ที่ต้องโทษอยู่ก่อนแล้วห้าคน เนื่องจากเขาทำการเผยแพร่. ระหว่างอยู่ที่นั่น เราถูกบังคับให้ขุดฐานรากใหญ่โตด้วยจอบกับพลั่วเท่านั้น.
นักโทษหลายคนในค่าย 12 เป็นอาชญากรชนิดเลวที่สุด. เจ้าหน้าที่คิดว่าการที่เขาส่งพวกเราไปอยู่ที่นั่น พวกอาชญากรก็จะทอนกำลังใจของพวกเราให้หมดไป. แต่เราได้พูดคุยกับเขาเรื่องราชอาณาจักรของพระเจ้า และพวกเราร้องเพลงราชอาณาจักรในโรงทหาร. มีอยู่คราวหนึ่ง หลังจากเราร้องเพลงกันเสร็จแล้ว ตัวหัวโจกในค่ายเกิดความรู้สึกอยากเข้ามาหาพยานฯ คนหนึ่งและพูดว่า “หากใครกล้าแตะต้องพวกคุณละก็ ผมจะเอาให้ตายเลย!” อาชญากรบางคนยังรู้จักทำนองเพลงราชอาณาจักรและร้องตามพวกเราด้วยซ้ำ!
ช่วงกลางปี 1953 พยานฯ หลายคนถูกย้ายจากค่ายอื่นมาอยู่ค่าย 1. เดิมที เรามีพยานฯ 48 คนในค่าย 1 แต่ยังไม่ถึงสามปี จำนวนได้เพิ่มเป็น 64 คน. ที่จริง ในระหว่างนั้นมี 16 คนยืนหยัดเพื่อความจริงของคัมภีร์ไบเบิลและได้รับบัพติสมา! แม้ว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมได้คอยสอดส่องจ้องหาหลักฐานเกี่ยวกับกิจกรรมทางศาสนาตลอดเวลา แต่พวกเราก็สามารถจัดการประชุมและการรับบัพติสมาภายในโรงอาบน้ำในค่าย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเป็นพยานพระยะโฮวา.
อิสรภาพ และครอบครัว
ในปี 1956 พยานฯ ส่วนใหญ่ในค่ายได้รับการปลดปล่อย ด้วยเหตุนี้ ผู้ส่งข่าวดีจึงกระจัดกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของเขตแดนอันไพศาลของโซเวียต. การต้องโทษจำคุก 25 ปีสำหรับผมได้ลดลงเหลือ 10 ปี และท้ายที่สุดเหลือ 6 ปีกับ 6 เดือน. ดังนั้นผมก็เช่นกันได้รับอิสรภาพเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1957.
ก่อนอื่น ผมได้ไปที่เมืองบิรูย์ซินสค์ในไซบีเรีย ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอันการสค์ประมาณ 600 กิโลเมตร. พยานฯ ชาวยูเครนหลายคนถูกเนรเทศไปยังแถบนั้น และผมชื่นชมกับการเล่าประสบการณ์กับพวกเขาและได้รู้เกี่ยวกับความเป็นไปของเพื่อนพยานฯ ซึ่งต่างฝ่ายรู้จักกัน. จากที่นั่น ผมย้ายกลับไปบอริสลาฟในยูเครน ซึ่งพยานฯ ชาวยูเครนคนหนึ่งชื่อยูฟเกเนีย บาชินสกายาอยู่ที่นั่น. เธอพ้นโทษออกจากคุกก่อนผมหนึ่งปี.
ยูฟเกเนีย เป็นพยานฯ ที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ซึ่งเคยต้องโทษประหารเมื่อปี 1950 เนื่องจากเธอทำกิจกรรมด้านงานประกาศ. อย่างไรก็ตาม หลังจากอยู่ในคุกส่วนที่ขังนักโทษที่รอการประหาร 18 วัน เธอได้รับการลดหย่อนโทษเป็น 25 ปีในค่ายพิเศษ. จวนสิ้นปี 1957 เมื่อผมกลับถึงยูเครน เราได้แต่งงานกัน. หลังจากแต่งงานแล้ว เราคิดจะปักหลักในเมืองบอริสลาฟ ซึ่งผมได้รับบัพติสมาที่เมืองนี้เมื่อเก้าปีก่อน. แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผมได้รับคำสั่งให้ออกจากยูเครนภายใน 48 ชั่วโมง!
ผมย้ายไปที่เทือกเขาคอเคซัส ทางใต้ของรัสเซีย ยูฟเกเนียได้ไปพบผมที่นั่นในเวลาต่อมา. อย่างไรก็ตาม หลังจากอาศัยอยู่ในโกดังสินค้าเล็ก ๆ ประมาณหกเดือน เราก็ต่อไปยังเมืองบิรูย์ซินสค์เพื่อสมทบกับพี่น้องคริสเตียนชายหญิงของเราที่ถูกเนรเทศ. พวกเขามีราว ๆ 500 คนและมีห้าประชาคมในเมืองบิรูย์ซินสค์ และผมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลผู้เป็นประธานในประชาคมหนึ่ง. ปี 1959 เราได้ลูกสาวชื่อ ออกซานา และถัดมาในปี 1960 เราได้ลูกสาวอีกคนหนึ่งคือมาเรียนนา. ตั้งแต่ยังเป็นทารก ลูกทั้งสองได้ไปร่วมประชุมมิได้ขาด พวกเขาเติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับการคุ้นเคยกับกิจกรรมฝ่ายวิญญาณที่ประชาคมทำเป็นประจำในไซบีเรีย.
เจ้าหน้าที่ของไซบีเรียไม่ค่อยจะเข้มงวดกับกิจกรรมต่าง ๆ ในประชาคมของเรามากนัก อย่างน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับข้อบังคับหลายอย่างที่วางไว้สำหรับงานของเราในยูเครน. กระนั้น ก็ไม่ง่ายสำหรับพวกเราทั้งประชาคมจะประชุมร่วมกัน. งานศพเป็นโอกาสที่พวกเราจำนวนมากจะพบปะกันได้. ในโอกาสดังกล่าวพี่น้องชายหลายคนจะบรรยายให้ความรู้ตามหลักคัมภีร์ไบเบิล. แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มรู้ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาลงมือดำเนินการ. อย่างเช่น มีอยู่คราวหนึ่งเขาสั่งขบวนแห่ศพให้หยุดและใช้กำลังยึดเอาหีบศพไปยังสุสานและจัดการฝัง.
กลับไปยูเครนอีก
ปี 1965 เรากลับไปยูเครน ตั้งหลักแหล่งในเมืองเครเมนชุก. เมืองนี้ห่างออกไปเกือบ 800 กิโลเมตรทางตะวันออกของเมืองบอริสลาฟ มีพยานฯ แค่ 12 คน. เราอยู่ที่นั่นประมาณห้าปี; ระหว่างนั้น ส่วนใหญ่ผมเยี่ยมหลายประชาคมในฐานะผู้ดูแลเดินทาง. ปี 1969 เมื่อลูกสาวของเรามีอายุเก้าและสิบขวบตามลำดับ พวกเราถูกขอให้ย้ายลงใต้เพื่อจะได้ช่วยพี่น้องที่โมโลชันสค์ซึ่งเป็นเมืองเล็ก.
ที่เมืองโมโลชันสค์ หน่วยเคจีบีได้เรียกผมไปสอบปากคำนานหลายชั่วโมง. ที่จริง ผมได้รับหมายเรียกแบบนี้ถึงหกครั้ง! แต่ละครั้งเขาสัญญาจะให้ผมมีอนาคตรุ่งโรจน์ หากผมจะประกาศถอนตัวออกจากความเกี่ยวพันที่มีกับ “เยโฮวิสต์.” ในที่สุด หน่วยเคจีบีหมดความอดทน ผมกับพยานฯ อีกคนหนึ่งถูกตัดสินจำคุกหนึ่งปี.
หลังจากพ้นโทษออกมาแล้ว ในปี 1973 ผมพร้อมกับครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ในชนบทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใกล้กับเครเมนชุก. ในปี 1974 เราได้จัดการประชุมคริสเตียนอย่างลับ ๆ ในบ้านของเรา รวมทั้งการฉลองอนุสรณ์รำลึกถึงการวายพระชนม์ของพระคริสต์. เช้าวันรุ่งขึ้น บ้านของเราถูกค้นและผมถูกจับ.
การพิจารณาคดี, ค่ายกักกันแรงงาน, และการเนรเทศ
การพิจารณาคดีของผมไม่เป็นที่เปิดเผยแก่สาธารณชน ผู้ร่วมฟังการพิจารณาคดีเป็นผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้น. คนที่อยู่ที่นั่นได้แก่เจ้าหน้าที่ชั้นสูงและผู้นำชุมชน คนที่มีฐานะสูงทางสังคม. ผมตัดสินใจไม่ใช้ทนายและเขาให้เวลาผมกล่าวแก้คดีให้ตัวเอง 45 นาที. วันหนึ่งก่อนการพิจารณาคดี ยูฟเกเนียและลูกสาวของเราได้คุกเข่าอธิษฐานขอ ไม่ใช่ขอเพื่อรับโทษสถานเบาหรือการอภัยโทษ แต่ขอเพียงเพื่อจะเป็นการให้คำพยานที่ดีเกี่ยวกับราชอาณาจักรและพระนามอันบริสุทธิ์ของพระยะโฮวา.
การพิจารณาคดีได้ดำเนินไปโดยที่ผู้พิพากษาอ่านข้อความหลายตอนจากวารสารหอสังเกตการณ์และตื่นเถิด! ปฏิกิริยาของผู้ร่วมฟังไม่เป็นไปตามที่ผู้พิพากษาคาดหมาย. เมื่อประชาชนได้ฟังว่าโลกชั่วนี้จะผ่านพ้นไปในคราวอาร์มาเก็ดดอน และราชอาณาจักรของพระเจ้าจะปกครองแผ่นดินโลก พวกเขารู้สึกสับสน—ไม่แน่ใจว่าจะเชื่ออะไรดี. ผู้พิพากษาตระหนักทันทีในความผิดพลาดของตนเอง และช่วงท้ายของการสู้คดี เขาพยายามจะกู้หน้าตัวเองด้วยการพูดสอดขึ้นมาเรื่อย ๆ ขณะที่ผมพูดอยู่. แต่การอ่านจากวารสารของเราโดยตรง กลับกลายเป็นว่าผู้พิพากษาเป็นฝ่ายให้คำพยานที่ดี และหัวใจของผมพองโตด้วยความขอบพระคุณ. ถึงกระนั้น ผมถูกตัดสินให้รับโทษห้าปีในค่ายแรงงาน และต่อจากนั้นต้องถูกเนรเทศอีกห้าปี.
ผมใช้เวลาห้าปีต่อจากนั้นอยู่ท่ามกลางอาชญากรหัวเห็ดทั้งหลายในค่ายย็อดวาทางเหนือสุด ซึ่งเป็นค่ายแรงงานในมณฑลโกมิ เขตปกครองตนเองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต. ระหว่างอยู่ที่นั่น ผมมีโอกาสให้คำพยานหลายครั้งเกี่ยวกับราชอาณาจักรแก่พวกนักโทษร่วม 1,200 คนและรวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายอำนวยการค่ายด้วย. หลังจากผมพ้นโทษในปี 1979 แล้ว ผมถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมืองวอร์คูตา เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล. ทันทีหลังจากผมหางานและหาบ้านพักในเมืองวอร์คูตาได้แล้ว ครอบครัวจึงย้ายมาอยู่ร่วมกับผม.
เมืองวอร์คูตาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนกองกระดูกของพวกนักโทษ รวมถึงพยานฯ หลายคนซึ่งเป็นนักโทษเมื่อหลายสิบปีก่อน. ปัจจุบันเมืองนี้ก็คล้ายกับเมืองอื่นทั่วไป และค่ายแรงงานก็ไม่หลงเหลืออยู่เลย. แต่เบื้องล่างใต้ชั้นดินเย็นแข็งคงตัวและบริเวณรอบ ๆ เมืองคือร่างของผู้คนนับไม่ถ้วนที่ยอมทนทุกข์ผู้ซึ่งพลีชีพเพื่อการสรรเสริญพระยะโฮวา.
ชื่นชมยินดีในเสรีภาพทางศาสนา
ในปี 1989 เราเดินทางจากวอร์คูตาไปยังโปแลนด์เพื่อร่วมการประชุมนานาชาติสองแห่งที่พยานพระยะโฮวาจัดขึ้น. เราไม่รู้สึกอายเมื่อน้ำตาแห่งความยินดีไหลออกมาขณะที่เราเฝ้ามองพี่น้องคริสเตียนชายหญิงหลายหมื่นคนในกรุงวอร์ซอและเมืองคาโตวิซชื่นชมในมิตรภาพที่อบอวลด้วยความสุขโดยไม่กลัวถูกจับ. ความใฝ่ฝันของเราสมปรารถนาแล้ว. เราได้กลับไปวอร์คูตาด้วยความมุมานะใหม่ที่จะรับใช้เพื่อผลประโยชน์แห่งราชอาณาจักร.
อย่างไรก็ดี ภูมิอากาศเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลนั้นรุนแรงมาก และมีผลกระทบต่อสุขภาพของยูฟเกเนีย. ดังนั้น ปลายปีนั้นเองเราได้ย้ายกลับไปอยู่ที่เครเมนชุกอีก เรารู้สึกปีติยินดีที่ได้ทำงานรับใช้พระยะโฮวาเนื่องจากขณะนี้เรามีเสรีภาพมากกว่า. ลูกเขยทั้งสองของเราเป็นผู้ปกครองในประชาคมที่ยูเครนนี้เอง. และลูกสาวของเราเป็นไพโอเนียร์อันได้แก่ผู้เผยแพร่เต็มเวลา ทั้งที่ต้องดูแลเลี้ยงลูกถึงสี่คน.
ผมยังหวนระลึกถึงอดีตเป็นครั้งคราว นึกย้อนไปตอนที่ผมอยู่แนวหน้าในปี 1945 และคำสัญญาที่ผมได้ทำไว้นานกว่ากึ่งศตวรรษมาแล้ว. เพื่อผมจะสามารถปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา พระยะโฮวาทรงจัดเตรียมความรู้ถ่องแท้ให้ผม ความรู้อย่างเดียวกันได้เสริมอีกหลายล้านคนให้ทำคำสัญญาทำนองเดียวกัน คือที่จะรับใช้พระยะโฮวาชั่วนิรันดร.
[แผนที่/ภาพหน้า 23]
รัสเซีย
วอร์คูตา
ลวิฟ
บอริสลาฟ
ยูเครน
เครเมนชุก
โมโลชันสค์
คอเคซัส
บิรูย์ซินสค์
อันการสค์
กับลูกสาวสองคน, สามีของเขา, และหลานสี่คน
[ที่มาของภาพ]
Mountain High Maps® Copyright © 1997 Digital Wisdom, Inc.