ข่าวดีที่เรียบเรียงโดยมัดธาย
1 นี่คือหนังสือประวัติของพระเยซูคริสต์ บุตรดาวิดและบุตรอับราฮาม
2 อับราฮามเป็นบิดาของยิศฮาค
ยิศฮาคเป็นบิดาของยาโคบ
ยาโคบเป็นบิดาของยูดาห์และพี่น้องของเขา
3 ยูดาห์เป็นบิดาของเพเร็ศกับเซราห์ซึ่งเกิดจากทามาร์
เพเร็ศเป็นบิดาของเฮศโรน
เฮศโรนเป็นบิดาของราม
4 รามเป็นบิดาของอะมีนาดาบ
อะมีนาดาบเป็นบิดาของนาห์โชน
นาห์โชนเป็นบิดาของซัลโมน
5 ซัลโมนเป็นบิดาของโบอัศซึ่งเกิดจากราฮาบ
โบอัศเป็นบิดาของโอเบ็ดซึ่งเกิดจากรูท
โอเบ็ดเป็นบิดาของยิซัย
6 ยิซัยเป็นบิดาของดาวิดซึ่งเป็นกษัตริย์.
ดาวิดเป็นบิดาของโซโลมอนซึ่งเกิดจากภรรยาของอูรียาห์
7 โซโลมอนเป็นบิดาของเรฮับอาม
เรฮับอามเป็นบิดาของอะบียาห์
อะบียาห์เป็นบิดาของอาซา
8 อาซาเป็นบิดาของเยโฮซาฟาต
เยโฮซาฟาตเป็นบิดาของเยโฮราม
เยโฮรามเป็นบิดาของอูซียาห์
9 อูซียาห์เป็นบิดาของโยทาม
โยทามเป็นบิดาของอาฮาศ
อาฮาศเป็นบิดาของฮิศคียาห์
10 ฮิศคียาห์เป็นบิดาของมานาเซห์
มานาเซห์เป็นบิดาของอาโมน
อาโมนเป็นบิดาของโยซียาห์
11 โยซียาห์เป็นบิดาของเยโคนิยาห์กับพี่น้องของเขาในช่วงที่มีการกวาดต้อนไปยังบาบิโลน.
12 ภายหลังการกวาดต้อนไปยังบาบิโลน เยโคนิยาห์ได้เป็นบิดาของเชอัลทิเอล
เชอัลทิเอลเป็นบิดาของเซรูบาเบล
13 เซรูบาเบลเป็นบิดาของอะบีอูด
อะบีอูดเป็นบิดาของเอลยาคิม
เอลยาคิมเป็นบิดาของอาซอร์
14 อาซอร์เป็นบิดาของซาโดค
ซาโดคเป็นบิดาของอาคิม
อาคิมเป็นบิดาของเอลีอูด
15 เอลีอูดเป็นบิดาของเอละอาซาร์
เอละอาซาร์เป็นบิดาของมัตทัน
มัตทันเป็นบิดาของยาโคบ
16 ยาโคบเป็นบิดาของโยเซฟสามีของมาเรียซึ่งให้กำเนิดเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์.
17 ดังนั้น ตั้งแต่อับราฮามจนถึงดาวิดมีสิบสี่ชั่วคน และตั้งแต่ดาวิดจนถึงการกวาดต้อนไปยังบาบิโลนมีสิบสี่ชั่วคน และตั้งแต่การกวาดต้อนไปยังบาบิโลนจนถึงพระคริสต์มีสิบสี่ชั่วคน.
18 การประสูติของพระเยซูคริสต์เป็นอย่างนี้ คือ ระหว่างที่มาเรียมารดาของพระองค์เป็นคู่หมั้นของโยเซฟ นางตั้งครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ก่อนที่ทั้งสองจะอยู่กินกัน. 19 แต่เนื่องจากโยเซฟสามี*ของนางเป็นคนชอบธรรมและไม่อยากทำให้นางเป็นที่อับอายต่อหน้าคนทั่วไป เขาจึงตั้งใจจะหย่า*กับนางอย่างลับ ๆ. 20 แต่เมื่อเขาใคร่ครวญเรื่องนี้แล้ว ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา*ได้ปรากฏแก่เขาในความฝัน กล่าวว่า “โยเซฟบุตรดาวิดเอ๋ย อย่ากลัวที่จะรับมาเรียภรรยา*ของเจ้ามาอยู่ที่บ้าน เพราะนางตั้งครรภ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์. 21 นางจะคลอดบุตรชาย และเจ้าต้องเรียกท่านว่าเยซู* เพราะท่านจะช่วยประชาชนของท่านให้รอดจากบาปของพวกเขา.” 22 ที่จริง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อให้คำที่พระยะโฮวาตรัสไว้โดยผู้พยากรณ์ของพระองค์สำเร็จที่ว่า 23 “ดูเถิด! หญิงพรหมจารีจะมีครรภ์และจะคลอดบุตรชาย และเขาจะเรียกท่านว่าอิมมานูเอล” ซึ่งแปลว่า “พระเจ้าอยู่กับเรา.”
24 แล้วโยเซฟก็ตื่นขึ้นและทำตามที่ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาสั่ง คือไปรับภรรยามาอยู่ที่บ้าน. 25 แต่เขาไม่มีเพศสัมพันธ์กับนางจนนางคลอดบุตรแล้ว และเขาเรียกบุตรนั้นว่าเยซู.
2 หลังจากพระเยซูประสูติที่เมืองเบทเลเฮมในแคว้นยูเดียในรัชกาลของกษัตริย์เฮโรด*แล้ว มีพวกโหรจากทิศตะวันออกมายังเยรูซาเลม 2 ถามว่า “ผู้มาบังเกิดเป็นกษัตริย์ของชาวยิวอยู่ที่ไหน? เพราะเราเห็นดวงดาวของท่านตอนที่เราอยู่ทางทิศตะวันออก เราจึงมาเพื่อแสดงความเคารพท่าน.” 3 ครั้นกษัตริย์เฮโรดได้ยินเช่นนั้นก็ทรงวิตก และชาวเยรูซาเลมทั้งปวงก็พลอยวิตกไปด้วย 4 และเมื่อเฮโรดเรียกประชุมบรรดาปุโรหิตใหญ่และอาลักษณ์ของชาวยิว จึงตรัสถามพวกเขาว่าพระคริสต์*นั้นจะประสูติที่ไหน. 5 คนเหล่านั้นทูลตอบว่า “ในเมืองเบทเลเฮมแคว้นยูเดีย เพราะผู้พยากรณ์ได้เขียนไว้ดังนี้ 6 ‘โอ้เบทเลเฮมแห่งแผ่นดินยูดาห์ เจ้าหาได้เป็นเมืองที่ด้อยความสำคัญที่สุดสำหรับพวกเจ้าเมืองแห่งยูดาห์ไม่ เพราะผู้ปกครองคนหนึ่งจะออกมาจากเจ้า ซึ่งจะบำรุงเลี้ยงอิสราเอล ประชาชนของเรา.’ ”
7 เฮโรดจึงเรียกพวกโหรมาอย่างลับ ๆ และซักถามพวกเขาจนรู้เวลาที่ดาวดวงนั้นปรากฏ 8 และเมื่อส่งพวกโหรไปเบทเลเฮม ท่านรับสั่งว่า “จงไปเสาะหาพระกุมารนั้นเถิด เมื่อพบแล้วจงกลับมาแจ้งเรา เราจะได้ไปแสดงความเคารพท่านด้วย.” 9 เมื่อพวกโหรฟังกษัตริย์รับสั่งแล้วก็ออกเดินทาง และดาวดวงที่พวกเขาเห็นตอนอยู่ทางทิศตะวันออกนั้นก็นำหน้าพวกเขาไปจนมาหยุดเหนือที่ที่พระกุมารนั้นอยู่. 10 เมื่อพวกเขาเห็นเช่นนั้นก็ยินดีมาก. 11 และเมื่อพวกเขาเข้าไปในบ้านนั้นก็พบพระกุมารกับมาเรียผู้เป็นมารดา จึงหมอบลงแสดงความเคารพพระกุมาร. แล้วพวกเขาจึงเปิดหีบสมบัติของตนแล้วถวายทองคำ กำยาน และมดยอบเป็นของกำนัล. 12 แต่เนื่องจากพวกเขาได้รับคำเตือนจากพระเจ้าในความฝันไม่ให้กลับไปหาเฮโรด พวกเขาจึงกลับไปยังบ้านเมืองของตนโดยใช้เส้นทางอื่น.
13 เมื่อพวกเขาไปแล้ว ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาก็ปรากฏแก่โยเซฟในความฝัน บอกว่า “จงลุกขึ้นพาพระกุมารกับมารดาหนีไปประเทศอียิปต์และอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกเจ้า เพราะเฮโรดจะค้นหาพระกุมารเพื่อฆ่าเสีย.” 14 โยเซฟจึงลุกขึ้นพาพระกุมารกับมารดาเดินทางไปอียิปต์ในตอนกลางคืน 15 และอยู่ที่นั่นจนเฮโรดสิ้นพระชนม์ เพื่อคำที่พระยะโฮวาตรัสโดยทางผู้พยากรณ์ของพระองค์จะสำเร็จที่ว่า “เราได้เรียกบุตรของเราออกจากอียิปต์.”
16 เมื่อเฮโรดเห็นว่าตนถูกพวกโหรหลอกก็กริ้วยิ่งนัก จึงใช้คนไปฆ่าเด็กผู้ชายทั้งหมดในเบทเลเฮมและทุกเขตที่อยู่รอบ ๆ ซึ่งอายุตั้งแต่สองขวบลงไป โดยคำนวณตามเวลาที่ได้ซักถามจากพวกโหร. 17 คราวนั้น ถ้อยคำที่กล่าวไว้โดยผู้พยากรณ์ยิระมะยาห์จึงสำเร็จที่ว่า 18 “ได้ยินเสียงร้องไห้และคร่ำครวญมากในเมืองรามาห์ เป็นเสียงนางราเฮลร้องไห้เพราะลูก ๆ ของนาง และนางไม่ยอมรับการปลอบโยน เพราะลูก ๆ ของนางไม่มีแล้ว.”
19 เมื่อเฮโรดสิ้นพระชนม์แล้ว ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาได้ปรากฏแก่โยเซฟในความฝันขณะอยู่ในอียิปต์ 20 และบอกว่า “จงลุกขึ้นพาพระกุมารกับมารดาเดินทางไปยังแผ่นดินอิสราเอลเถิด เพราะพวกที่ต้องการเอาชีวิตพระกุมารนั้นตายแล้ว.” 21 เขาจึงลุกขึ้นพาพระกุมารกับมารดาไปยังแผ่นดินอิสราเอล. 22 แต่เมื่อได้ยินว่าอาร์คีลาอุสปกครองเป็นกษัตริย์แคว้นยูเดียแทนเฮโรดราชบิดา เขาจึงไม่กล้าไปที่นั่น. และเมื่อได้รับคำเตือนจากพระเจ้าในความฝัน เขาจึงไปยังแคว้นแกลิลี 23 และมาอาศัยอยู่ในเมืองชื่อนาซาเรท เพื่อถ้อยคำที่กล่าวไว้โดยพวกผู้พยากรณ์จะได้สำเร็จที่ว่า “เขาจะเรียกท่านว่าชาวนาซาเรท.”
3 คราวนั้น โยฮันผู้ให้บัพติสมา*ได้มาประกาศในถิ่นทุรกันดารยูเดีย 2 ว่า “จงกลับใจเถิด เพราะราชอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว.” 3 ที่จริง โยฮันผู้นี้แหละที่ผู้พยากรณ์ยะซายาห์กล่าวถึงว่า “จงฟังเถิด! มีผู้หนึ่งร้องอยู่ในถิ่นทุรกันดารว่า ‘เจ้าทั้งหลายจงเตรียมทางไว้สำหรับพระยะโฮวา จงทำทางของพระองค์ให้ตรง.’ ” 4 โยฮันผู้นี้นุ่งห่มผ้าขนอูฐและคาดเอวด้วยหนังสัตว์ และอาหารของเขาคือตั๊กแตนกับน้ำผึ้งป่า. 5 คราวนั้นชาวเยรูซาเลมและผู้คนจากทั่วแคว้นยูเดียและจากทุกเขตแดนสองฝั่งแม่น้ำจอร์แดนต่างออกไปหาเขา 6 และรับบัพติสมาจากเขาในแม่น้ำจอร์แดน เป็นการสารภาพบาปของตนอย่างเปิดเผย.
7 เมื่อโยฮันเห็นพวกฟาริซาย*กับพวกซาดูกาย*จำนวนมากมายังที่ที่เขาให้บัพติสมา จึงพูดกับพวกนั้นว่า “เจ้าพวกชาติงูร้าย ใครแนะพวกเจ้าให้หนีจากพระพิโรธซึ่งจะมีมานั้น? 8 ฉะนั้น จงเกิดผลที่สมกับการกลับใจ 9 อย่าถือดีและคิดในใจว่า ‘พวกเรามีอับราฮามเป็นบิดา.’ เพราะเราบอกพวกเจ้าว่า พระเจ้าทรงสามารถให้อับราฮามมีบุตรจากก้อนหินเหล่านี้ได้. 10 ขวานอยู่ที่โคนต้นไม้แล้ว ฉะนั้น ต้นไม้ทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องถูกโค่นและทิ้งในไฟ. 11 เราให้บัพติสมาแก่พวกเจ้าด้วยน้ำเพราะพวกเจ้ากลับใจ แต่ผู้ที่มาภายหลังเราเป็นใหญ่กว่าเรา ซึ่งเราไม่คู่ควรจะถอดฉลองพระบาทของพระองค์. พระองค์ผู้นั้นจะให้บัพติสมาแก่พวกเจ้าด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ. 12 พระองค์ทรงถือพลั่ว และพระองค์จะทรงเก็บกวาดลานนวดข้าวของพระองค์ให้ทั่ว พระองค์จะทรงรวบรวมข้าวสาลีของพระองค์ไว้ในฉาง ส่วนแกลบนั้นพระองค์จะทรงเผาด้วยไฟที่ไม่อาจดับได้.”
13 คราวนั้นพระเยซูเสด็จจากแคว้นแกลิลีมาหาโยฮันที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อรับบัพติสมา. 14 แต่โยฮันทัดทานพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าต่างหากที่ต้องการรับบัพติสมาจากพระองค์ เหตุใดพระองค์เสด็จมาหาข้าพเจ้า?” 15 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ครั้งนี้จงยอมเถิด เพราะเราทั้งสองควรทำเช่นนี้เพื่อทุกสิ่งที่ชอบธรรมจะสำเร็จ” เขาจึงเลิกทัดทานพระองค์. 16 เมื่อทรงรับบัพติสมาแล้วพระเยซูเสด็จขึ้นจากน้ำทันที แล้วท้องฟ้าก็เปิดออก และโยฮันเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าลงมาบนพระองค์ดุจนกพิราบ 17 และมีเสียงตรัสจากฟ้าด้วยว่า “นี่คือบุตรที่รักของเราซึ่งเราพอใจมาก.”
4 จากนั้น พระวิญญาณได้นำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร พญามารจึงมาล่อใจพระองค์. 2 เมื่อพระองค์ทรงอดอาหารได้สี่สิบวันสี่สิบคืนแล้วก็ทรงหิว. 3 ผู้ล่อลวงก็มาพูดกับพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า สั่งหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปังสิ.” 4 แต่พระองค์ตรัสตอบว่า “มีคำเขียนไว้ว่า ‘มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยอาหารอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยคำตรัสทุกคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระยะโฮวา.’ ”
5 จากนั้น พญามารนำพระองค์เข้าไปในเมืองบริสุทธิ์และให้ยืนบนกำแพงด้านที่สูงที่สุดของพระวิหาร 6 แล้วพูดกับพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้าก็กระโจนลงไปสิ เพราะมีคำเขียนไว้ว่า ‘พระองค์จะทรงบัญชาเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ให้ดูแลท่าน และพวกเขาจะเอามือรับท่านไว้ เพื่อไม่ให้เท้าท่านกระทบหินเลย.’ ” 7 พระเยซูตรัสกับมันว่า “มีคำเขียนไว้อีกว่า ‘อย่าลองดีพระยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า.’ ”
8 อีกครั้งหนึ่ง พญามารนำพระองค์ไปยังภูเขาที่สูงมาก และแสดงอาณาจักรทั้งหมดของโลกกับความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรเหล่านั้นให้พระองค์เห็น 9 แล้วพูดกับพระองค์ว่า “เราจะมอบสิ่งทั้งปวงนี้แก่ท่านถ้าท่านหมอบลงนมัสการเราสักครั้ง.” 10 พระเยซูจึงตรัสกับมันว่า “ไปให้พ้น เจ้าซาตาน! เพราะมีคำเขียนไว้ว่า ‘จงนมัสการพระยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า และจงทำงานรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์ถวายพระองค์ผู้เดียว.’ ” 11 พญามารจึงจากพระองค์ไป แล้วเหล่าทูตสวรรค์ได้มาปรนนิบัติพระองค์.
12 เมื่อพระเยซูได้ยินว่าโยฮันถูกจับ พระองค์จึงไปยังแคว้นแกลิลี. 13 จากนั้น เมื่อออกจากเมืองนาซาเรทแล้ว พระองค์จึงมาอาศัยอยู่ในเมืองคาเปอร์นาอุมซึ่งอยู่ริมทะเลในเขตแดนซะบูโลนกับนัฟทาลี 14 เพื่อคำพยากรณ์ที่ยะซายาห์กล่าวไว้จะสำเร็จที่ว่า 15 “โอ้แผ่นดินซะบูโลนและแผ่นดินนัฟทาลีซึ่งอยู่ตามเส้นทางที่ไปยังทะเล บนฝั่งโน้นของแม่น้ำจอร์แดน คือแคว้นแกลิลีของชนต่างชาติ! 16 ประชาชนที่นั่งอยู่ในความมืดได้เห็นความสว่างใหญ่ ส่วนผู้ที่นั่งในเขตแดนซึ่งอยู่ในเงาแห่งความตาย แสงสว่างส่องมายังพวกเขาแล้ว.” 17 ตั้งแต่นั้น พระเยซูทรงเริ่มต้นประกาศว่า “ท่านทั้งหลายจงกลับใจเถิด เพราะราชอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว.”
18 เมื่อทรงดำเนินเลียบชายฝั่งทะเลแกลิลี* พระองค์ทรงเห็นสองพี่น้อง คือ ซีโมนที่เรียกว่าเปโตรกับอันเดรอัสน้องชายกำลังหย่อนอวนลงทะเล เพราะทั้งสองเป็นชาวประมง. 19 และพระองค์ตรัสกับเขาทั้งสองว่า “ตามเรามาเถิด แล้วเราจะตั้งเจ้าเป็นผู้จับคน.” 20 ทั้งสองละอวนแล้วตามพระองค์ไปทันที. 21 เมื่อเสด็จต่อจากที่นั่น พระองค์ทรงเห็นพี่น้องอีกคู่หนึ่ง คือ ยาโกโบบุตรเซเบเดอุสกับโยฮันน้องชายกำลังชุนอวนอยู่ในเรือกับเซเบเดอุสบิดาของเขา และพระองค์ทรงเรียกพวกเขา 22 ทั้งสองก็ละเรือกับบิดาแล้วตามพระองค์ไปทันที.
23 จากนั้น พระองค์เสด็จไปทั่วแคว้นแกลิลี ทรงสอนในธรรมศาลาและประกาศข่าวดีเรื่องราชอาณาจักรอีกทั้งรักษาโรคทุกชนิดรวมทั้งความทุพพลภาพทุกอย่างในหมู่ประชาชน. 24 กิตติศัพท์ของพระองค์ลือไปทั่วแคว้นซีเรีย เขาจึงพาคนที่เจ็บป่วย คนที่ทนทุกข์ทรมานด้วยโรคต่าง ๆ คนถูกปิศาจสิง คนเป็นโรคลมชักและคนเป็นอัมพาตมาหาพระองค์ และพระองค์ทรงรักษาพวกเขาให้หาย. 25 ดังนั้น คนมากมายจากแคว้นแกลิลี เดคาโปลิส* กรุงเยรูซาเลม แคว้นยูเดีย และจากอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดนจึงติดตามพระองค์.
5 เมื่อพระองค์ทรงเห็นฝูงชนจึงเสด็จขึ้นภูเขา เมื่อทรงนั่งแล้ว เหล่าสาวกก็มาหาพระองค์ 2 พระองค์จึงสอนพวกเขาว่า
3 “ผู้ที่สำนึกถึงความจำเป็นฝ่ายวิญญาณ*ก็มีความสุข เพราะราชอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา.
4 “ผู้ที่โศกเศร้าก็มีความสุข เพราะเขาจะได้รับการปลอบโยน.
5 “คนที่จิตใจอ่อนโยนก็มีความสุข เพราะเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก.
6 “ผู้ที่หิวกระหายความชอบธรรมก็มีความสุข เพราะเขาจะได้อิ่มหนำ.
7 “คนที่เมตตาก็มีความสุข เพราะเขาจะได้รับความเมตตา.
8 “คนที่ใจบริสุทธิ์ก็มีความสุข เพราะเขาจะเห็นพระเจ้า.
9 “ผู้ที่สร้างสันติก็มีความสุข เพราะเขาจะได้ชื่อว่า ‘บุตรของพระเจ้า.’
10 “ผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะเห็นแก่ความชอบธรรมก็มีความสุข เพราะราชอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา.
11 “เจ้าทั้งหลายมีความสุขเมื่อผู้คนติเตียนและข่มเหงพวกเจ้าและพูดมุสาเรื่องชั่วร้ายสารพัดอย่างต่อต้านพวกเจ้าเพราะเรา. 12 จงปลาบปลื้มยินดีเพราะบำเหน็จของเจ้าทั้งหลายมีมากมายในสวรรค์ ด้วยว่าพวกเขาก็ได้ข่มเหงเหล่าผู้พยากรณ์ที่อยู่ก่อนพวกเจ้าอย่างนั้นแหละ.
13 “เจ้าทั้งหลายเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก แต่ถ้าเกลือหมดรสเค็ม จะทำให้กลับเค็มอีกได้อย่างไร? เกลือนั้นไม่เป็นประโยชน์อะไรอีกต่อไป มีแต่จะทิ้งเสียภายนอกให้คนเหยียบย่ำ.
14 “เจ้าทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก. เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาจะซ่อนไว้ไม่ได้. 15 ผู้คนจุดตะเกียงและตั้งไว้บนเชิงตะเกียง ไม่ใช่เอาถังครอบไว้ และตะเกียงนั้นส่องแสงแก่ทุกคนในเรือน. 16 ทำนองเดียวกัน จงให้ความสว่างของพวกเจ้าส่องไปต่อหน้าผู้คน เพื่อพวกเขาจะเห็นการงานอันดีของเจ้าและยกย่องสรรเสริญพระบิดาของเจ้าผู้สถิตในสวรรค์.
17 “อย่าคิดว่าเรามาเพื่อทำลายพระบัญญัติหรือคำสอนของพวกผู้พยากรณ์. เรามาเพื่อทำให้สำเร็จ ไม่ใช่เพื่อทำลาย. 18 เพราะเราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะสูญไปก็ง่ายกว่าที่อักษรเล็กที่สุดตัวหนึ่งหรือจุดจุดหนึ่งของอักษรในพระบัญญัติจะสูญไปโดยที่ยังไม่สำเร็จครบถ้วนตามที่เขียนไว้. 19 ฉะนั้น ผู้ใดฝ่าฝืนพระบัญญัติข้อเล็กน้อยที่สุดข้อหนึ่งข้อใดและสอนมนุษย์ให้ทำเช่นนั้น เขาจะถูกเรียกว่า ‘ผู้ที่ไม่เหมาะสม’ กับราชอาณาจักรสวรรค์. ส่วนผู้ใดที่ทำตามและสอนพระบัญญัติข้อเล็กน้อยที่สุดเหล่านั้น ผู้นั้นจะถูกเรียกว่า ‘ผู้ที่เหมาะสม’ กับราชอาณาจักรสวรรค์. 20 เพราะเราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ถ้าพวกเจ้าไม่เป็นคนชอบธรรมยิ่งกว่าพวกอาลักษณ์และพวกฟาริซาย เจ้าจะเข้าราชอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย.
21 “เจ้าทั้งหลายเคยได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนสมัยโบราณแล้วว่า ‘อย่าฆ่าคน ผู้ใดที่ฆ่าคนจะต้องให้การต่อศาล.’ 22 แต่เราบอกเจ้าทั้งหลายว่าทุกคนที่โกรธพี่น้องอยู่ไม่หายจะต้องให้การต่อศาล ผู้ใดเรียกพี่น้องด้วยคำดูหมิ่นที่ไม่ควรพูดจะต้องให้การต่อศาลสูง และถ้าผู้ใดพูดว่า ‘เจ้ามันโง่เง่าสิ้นดี!’ จะต้องรับโทษที่เกเฮนนา*ซึ่งมีไฟร้อนแรง.
23 “ฉะนั้น ถ้าเจ้านำของถวายมายังแท่นบูชาและนึกขึ้นได้ว่าพี่น้องของเจ้ามีเรื่องขุ่นเคืองเจ้า 24 จงวางของถวายไว้หน้าแท่นบูชาและไปคืนดีกับพี่น้องก่อน แล้วค่อยกลับมาถวายของของเจ้า.
25 “จงรีบประนีประนอมกับผู้ที่กล่าวหาเจ้าขณะเจ้าไปที่ศาลกับเขา เพื่อว่าผู้ที่กล่าวหาเจ้าจะไม่ส่งเจ้าให้ผู้พิพากษา และผู้พิพากษาจะส่งเจ้าให้เจ้าพนักงานศาล แล้วเจ้าจะถูกจำคุก. 26 เราบอกเจ้าตามจริงว่า เจ้าจะไม่ได้ออกมาจากคุกนั้นเป็นแน่จนกว่าเจ้าจะใช้หนี้ให้หมด.*
27 “เจ้าทั้งหลายเคยได้ยินคำที่มีกล่าวไว้ว่า ‘อย่าเล่นชู้.’ 28 แต่เราบอกเจ้าทั้งหลายว่าทุกคนที่มองผู้หญิงอย่างไม่วางตาจนเกิดความกำหนัดในหญิงนั้นก็ได้เล่นชู้ในใจกับนางแล้ว. 29 ถ้าตาขวาของเจ้าเป็นเหตุให้เจ้าหลงผิด* จงควักทิ้งเสีย. เพราะว่าเสียอวัยวะอย่างหนึ่งไปก็ดีกว่าตัวเจ้าถูกโยนลงในเกเฮนนา. 30 เช่นเดียวกัน ถ้ามือขวาของเจ้าเป็นเหตุให้เจ้าหลงผิด* จงตัดทิ้งเสีย. เพราะว่าเสียอวัยวะอย่างหนึ่งไปก็ดีกว่าตัวเจ้าถูกโยนลงในเกเฮนนา.
31 “มีคำกล่าวไว้อีกว่า ‘ผู้ใดจะหย่าภรรยา ให้เขาทำหนังสือหย่าให้นาง.’ 32 แต่เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ทุกคนที่หย่าภรรยาด้วยเหตุอื่นไม่ใช่เพราะนางผิดประเวณี*ก็อาจทำให้นางกลายเป็นหญิงมีชู้ และผู้ใดแต่งงานกับหญิงที่หย่าแล้วนั้นก็เป็นคนเล่นชู้.
33 “อนึ่ง เจ้าทั้งหลายเคยได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนสมัยโบราณแล้วว่า ‘อย่าสาบานแล้วไม่ทำตาม แต่จงทำตามที่เจ้าปฏิญาณไว้กับพระยะโฮวา.’ 34 แต่เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า อย่าสาบานเลย ไม่ว่าจะโดยอ้างสวรรค์ เพราะสวรรค์เป็นราชบัลลังก์ของพระเจ้า 35 หรือโดยอ้างแผ่นดินโลก เพราะแผ่นดินโลกเป็นม้ารองพระบาทของพระองค์ หรือโดยอ้างเยรูซาเลม เพราะเยรูซาเลมเป็นราชธานีของพระมหากษัตริย์. 36 และอย่าสาบานโดยอ้างศีรษะของเจ้า เพราะเจ้าไม่อาจทำให้ผมสักเส้นหนึ่งขาวหรือดำได้. 37 ให้คำของเจ้าที่ว่าใช่ หมายความว่าใช่ ที่ว่าไม่ หมายความว่าไม่ เพราะที่เกินจากนี้ก็มาจากตัวชั่วร้าย.
38 “เจ้าทั้งหลายเคยได้ยินคำที่มีกล่าวไว้ว่า ‘ตาต่อตาและฟันต่อฟัน.’ 39 แต่เราบอกเจ้าว่า อย่าตอบโต้คนชั่วด้วยการชั่ว แต่ผู้ใดตบแก้มขวาของเจ้า จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย. 40 และถ้าคนหนึ่งต้องการพาเจ้าไปขึ้นศาลและยึดเอาเสื้อตัวในของเจ้าไป จงให้เสื้อตัวนอกแก่เขาด้วย 41 และถ้าผู้ใดเกณฑ์เจ้าให้ไปกับเขาหนึ่งกิโลเมตร จงไปกับเขาสองกิโลเมตร. 42 จงให้แก่ผู้ที่ขอจากเจ้า และอย่าเมินหน้าจากผู้ที่ขอยืมจากเจ้าโดยไม่จ่ายดอกเบี้ย.
43 “เจ้าทั้งหลายเคยได้ยินคำที่มีกล่าวไว้ว่า ‘จงรักเพื่อนบ้านและเกลียดชังศัตรู.’ 44 แต่เราบอกพวกเจ้าว่า จงรักศัตรูของเจ้าต่อ ๆ ไปและอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงเจ้าต่อ ๆ ไป 45 เพื่อแสดงว่าเจ้าเป็นบุตรของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ เพราะพระองค์ทรงบันดาลให้ดวงอาทิตย์ขึ้นส่องแสงแก่คนดีและคนชั่ว อีกทั้งทรงบันดาลให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม. 46 เพราะถ้าเจ้ารักคนที่รักเจ้า เจ้าจะได้บำเหน็จอะไร? พวกคนเก็บภาษีก็ทำอย่างเดียวกันมิใช่หรือ? 47 และถ้าเจ้าทักทายแต่พี่น้องของเจ้า เจ้าทำอะไรเป็นพิเศษเล่า? ชนต่างชาติก็ทำอย่างเดียวกันมิใช่หรือ? 48 ฉะนั้น เจ้าทั้งหลายต้องเป็นคนดีพร้อมอย่างที่พระบิดาของเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ทรงดีพร้อม.
6 “จงระวัง อย่าทำการชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์เพื่อให้เขาเห็น มิฉะนั้น พวกเจ้าจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของเจ้าผู้สถิตในสวรรค์. 2 ฉะนั้น เมื่อเจ้าให้ทาน อย่าเป่าแตรข้างหน้าเจ้าเหมือนคนหน้าซื่อใจคดทำในธรรมศาลาและตามถนนเพื่อให้คนยกย่อง. เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า พวกเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว. 3 แต่เมื่อเจ้าให้ทาน อย่าให้มือซ้ายรู้ว่ามือขวาทำอะไร 4 เพื่อทานของเจ้าจะเป็นทานลับ แล้วพระบิดาของเจ้าผู้ทอดพระเนตรอยู่ในที่ลับลี้จะตอบแทนแก่เจ้า.
5 “เช่นเดียวกัน เมื่อเจ้าทั้งหลายอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามมุมถนนใหญ่เพื่อให้คนเห็น. เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า พวกเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว. 6 แต่เมื่อเจ้าทั้งหลายอธิษฐาน จงเข้าไปอยู่ในห้องเป็นส่วนตัว และเมื่อปิดประตูห้องแล้ว จงอธิษฐานถึงพระบิดาของเจ้าผู้อยู่ในที่ลับลี้ แล้วพระบิดาผู้ทอดพระเนตรในที่ลับลี้จะทรงตอบเจ้า. 7 เมื่ออธิษฐาน อย่ากล่าวถ้อยคำเดียวกันซ้ำซากอย่างที่ชนต่างชาติทำ เพราะพวกเขาคิดว่าถ้าพวกเขาพูดมาก ๆ พระจะโปรดฟัง. 8 ดังนั้น อย่าทำตัวเหมือนพวกเขา เพราะพระเจ้าพระบิดาของเจ้าทรงทราบว่าเจ้าต้องการอะไรก่อนเจ้าจะทูลขอพระองค์.
9 “ฉะนั้น เจ้าทั้งหลายจงอธิษฐานอย่างนี้
“ ‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่นับถืออันบริสุทธิ์. 10 ขอให้ราชอาณาจักรของพระองค์มาเถิด. ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จบนแผ่นดินโลกเช่นเดียวกับในสวรรค์. 11 ขอทรงประทานอาหารแก่พวกข้าพเจ้าสำหรับวันนี้ 12 และขอทรงยกหนี้ความผิดให้พวกข้าพเจ้าอย่างที่พวกข้าพเจ้าได้ยกหนี้ความผิดให้ผู้ที่ทำผิดต่อพวกข้าพเจ้า. 13 และขออย่าให้พวกข้าพเจ้าพ่ายแพ้การล่อใจ แต่ขอทรงช่วยพวกข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากตัวชั่วร้าย.’
14 “เพราะถ้าเจ้าทั้งหลายให้อภัยการผิดที่มนุษย์ทำต่อเจ้า พระบิดาของเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ก็จะให้อภัยเจ้าด้วย 15 แต่ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่ให้อภัยความผิดของพวกเขา พระบิดาของเจ้าก็จะไม่ให้อภัยความผิดของเจ้าเช่นกัน.
16 “เมื่อเจ้าทั้งหลายอดอาหาร จงเลิกทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคด เพราะเขาปล่อยให้หน้าหมองเพื่อให้คนเห็นว่าอดอาหาร. เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า พวกเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว. 17 แต่เมื่อเจ้าอดอาหาร จงเอาน้ำมันชโลมศีรษะและจงล้างหน้า 18 เพื่อคนจะไม่เห็นว่าเจ้าอดอาหาร แต่พระบิดาของเจ้าผู้อยู่ในที่ลับลี้ทรงเห็น แล้วพระบิดาของเจ้าผู้ทอดพระเนตรอยู่ในที่ลับลี้จะทรงตอบแทนเจ้า.
19 “จงเลิกสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตนบนแผ่นดินโลก ที่ซึ่งมีมอดมากินและมีสนิมขึ้น และมีขโมยแอบเข้ามาขโมยไป. 20 แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตนในสวรรค์ ที่ซึ่งไม่มีมอดมากินและไม่มีสนิมขึ้น และไม่มีขโมยแอบเข้ามาขโมยไป. 21 เพราะทรัพย์สมบัติของเจ้าอยู่ที่ไหน ใจของเจ้าจะอยู่ที่นั่นด้วย.
22 “ตาเป็นตะเกียงของร่างกาย ฉะนั้น ถ้าตาของเจ้ามองที่สิ่งเดียว* ทั่วทั้งกายของเจ้าจะสว่าง 23 แต่ถ้าตาของเจ้ามองที่สิ่งชั่ว* ทั่วทั้งกายของเจ้าจะมืด. ถ้าความสว่างในตัวเจ้ามืดไปจริง ๆ ความมืดนั้นจะมืดมนสักเพียงใด!
24 “ไม่มีใครเป็นทาสของนายสองคนได้ เพราะเขาจะชังนายคนหนึ่งและรักนายอีกคนหนึ่ง หรือไม่ก็จะภักดีต่อนายคนหนึ่งและดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง. เจ้าทั้งหลายจะเป็นทาสของพระเจ้าและของทรัพย์สมบัติด้วยไม่ได้.
25 “ฉะนั้น เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า จงเลิกวิตกกังวลในเรื่องชีวิตว่าจะกินอะไรหรือจะดื่มอะไร หรือวิตกกังวลในเรื่องร่างกายว่าจะสวมอะไร. ชีวิตสำคัญกว่าอาหารและร่างกายสำคัญกว่าเสื้อผ้ามิใช่หรือ? 26 จงสังเกตนกในท้องฟ้า พวกมันไม่ได้หว่านหรือเกี่ยวหรือสะสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของเจ้าทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงดูพวกมัน. เจ้าทั้งหลายมีค่ามากกว่าพวกมันมิใช่หรือ? 27 มีใครในพวกเจ้าไหมที่วิตกกังวลแล้วยืดชีวิตได้อีกสักศอกหนึ่ง?* 28 เช่นเดียวกัน เจ้าทั้งหลายวิตกกังวลในเรื่องเครื่องนุ่งห่มไปทำไม? จงเรียนจากดอกไม้ในทุ่ง พวกมันเติบโตขึ้นอย่างไร พวกมันไม่ได้ตรากตรำทำงานและไม่ได้ปั่นฝ้าย 29 เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า แม้แต่โซโลมอนในยามที่งามสง่าที่สุดก็ยังแต่งพระองค์ไม่งามเท่าดอกไม้เหล่านี้ดอกหนึ่ง. 30 ฉะนั้น ถ้าพระเจ้าทรงตกแต่งพืชพรรณในทุ่งซึ่งยังอยู่ในวันนี้และพรุ่งนี้ก็ถูกโยนเข้าเตาไฟ พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งพวกเจ้าให้มากกว่าหรือ เจ้าทั้งหลายที่มีความเชื่อน้อย. 31 ดังนั้น อย่าวิตกกังวลและพูดว่า ‘เราจะกินอะไร?’ หรือ ‘เราจะดื่มอะไร’ หรือ ‘เราจะสวมอะไร?’ 32 เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชนต่างชาติร้อนรนแสวงหา. ด้วยว่าพระบิดาของเจ้าทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบว่าพวกเจ้าต้องมีสิ่งทั้งปวงนี้.
33 “ดังนั้น จงแสวงหาราชอาณาจักรและความชอบธรรมของพระองค์ก่อนเสมอไป แล้วพระองค์จะทรงให้สิ่งทั้งปวงนี้แก่พวกเจ้า. 34 ฉะนั้น อย่าวิตกกังวลกับพรุ่งนี้เลย เพราะว่าพรุ่งนี้ก็จะมีความวิตกกังวลของพรุ่งนี้. แต่ละวันมีความทุกข์พออยู่แล้ว.
7 “จงเลิกตัดสินผู้อื่นเพื่อเจ้าทั้งหลายจะไม่ถูกตัดสิน 2 เพราะเจ้าทั้งหลายตัดสินผู้อื่นอย่างไร เจ้าจะถูกตัดสินอย่างนั้น และเจ้าปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร เขาจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างนั้น.* 3 เหตุใดเจ้าจึงมองดูเศษฟางในตาพี่น้องของเจ้า แต่ไม่มองท่อนไม้ในตาของเจ้าเอง? 4 หรือเจ้าจะพูดกับพี่น้องของเจ้าได้อย่างไรว่า ‘ให้ข้าเอาเศษฟางออกจากตาเจ้าเถิด’ ในเมื่อมีไม้ทั้งท่อนอยู่ในตาของเจ้าเอง? 5 คนหน้าซื่อใจคด! จงเอาท่อนไม้ออกจากตาเจ้าเองก่อน แล้วเจ้าจึงจะมองเห็นชัดว่าจะเอาเศษฟางออกจากตาของพี่น้องเจ้าอย่างไร.
6 “อย่าให้สิ่งบริสุทธิ์แก่สุนัข และอย่าโยนไข่มุกให้สุกร มันจะได้ไม่เหยียบย่ำแล้วแว้งกัดเจ้า.
7 “จงขอต่อ ๆ ไปแล้วจะได้รับ จงหาต่อ ๆ ไปแล้วจะพบ จงเคาะต่อ ๆ ไปแล้วจะเปิดให้. 8 เพราะทุกคนที่ขอจะได้รับ ทุกคนที่หาจะพบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้. 9 ที่จริง ในพวกเจ้ามีใครหรือจะยื่นก้อนหินให้บุตรเมื่อเขาขอขนมปัง? 10 หรือใครเล่าจะยื่นงูให้บุตรถ้าเขาขอปลา? 11 ฉะนั้น ถ้าเจ้าทั้งหลายซึ่งแม้เป็นคนบาปก็ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตร ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของเจ้าทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์จะทรงประทานสิ่งดีแก่ผู้ที่ทูลขอพระองค์!
12 “ด้วยเหตุนั้น สารพัดสิ่งที่เจ้าทั้งหลายต้องการให้คนอื่นทำต่อเจ้า จงทำอย่างนั้นต่อเขา ที่จริง พระบัญญัติและคำสอนของพวกผู้พยากรณ์มุ่งหมายอย่างนี้.
13 “จงเข้าไปทางประตูแคบ เพราะทางกว้างใหญ่เป็นทางที่นำไปสู่ความพินาศ และคนจำนวนมากเข้าไปในทางนั้น 14 แต่ประตูแคบและทางแคบเป็นทางที่นำไปสู่ชีวิต และมีน้อยคนที่พบทางนี้.
15 “จงระวังพวกผู้พยากรณ์เท็จที่มาหาเจ้าทั้งหลายโดยนุ่งห่มเหมือนแกะ แต่ภายในเป็นหมาป่าที่ตะกละตะกลาม. 16 เจ้าทั้งหลายจะรู้จักพวกเขาด้วยผลของเขา. ผู้คนเก็บองุ่นหรือมะเดื่อจากต้นไม้มีหนามหรือ? 17 ทำนองเดียวกัน ต้นไม้ดีทุกต้นย่อมเกิดผลที่ดี แต่ต้นไม้ไม่ดีทุกต้นก็เกิดผลที่ไร้ค่า 18 ต้นไม้ดีจะเกิดผลที่ไร้ค่าไม่ได้ และต้นไม้ไม่ดีจะเกิดผลดีก็ไม่ได้. 19 ต้นไม้ทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีย่อมถูกโค่นและทิ้งในไฟ 20 ดังนั้น เจ้าทั้งหลายจะรู้จักพวกเขาด้วยผลของเขา.
21 “มิใช่ทุกคนที่พูดกับเราว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า’ จะได้เข้าราชอาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จึงจะได้เข้า. 22 ในวันนั้นคนเป็นอันมากจะพูดกับเราว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า พวกเราได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์และขับปิศาจในพระนามของพระองค์ และทำการอิทธิฤทธิ์หลายอย่างในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ?’ 23 ถึงกระนั้น เราจะบอกพวกเขาว่า เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย! เจ้าผู้ทำการชั่ว จงไปให้พ้น.
24 “ฉะนั้น ทุกคนที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ของเราและทำตามจะเปรียบเหมือนคนสุขุมที่สร้างบ้านของตนบนศิลา. 25 เมื่อเกิดฝนตกน้ำท่วม และลมพัดกระหน่ำบ้านนั้น บ้านนั้นมิได้พัง เพราะตั้งอยู่บนศิลา. 26 แต่ทุกคนที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ของเราและไม่ทำตามจะเปรียบเหมือนคนโง่ที่สร้างบ้านของตนบนทราย. 27 เมื่อเกิดฝนตกน้ำท่วม และลมพัดปะทะบ้านนั้น บ้านนั้นก็พังพินาศ.”
28 ครั้นพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้จบแล้ว ฝูงชนก็อัศจรรย์ใจในวิธีสอนของพระองค์ 29 เพราะพระองค์สอนพวกเขาอย่างผู้ที่ได้รับอำนาจจากพระเจ้า ไม่เหมือนพวกอาลักษณ์ของเขา.
8 เมื่อพระองค์เสด็จลงมาจากภูเขาแล้ว คนมากมายได้ติดตามพระองค์ไป. 2 มีคนโรคเรื้อนคนหนึ่งเข้ามาแสดงความเคารพพระองค์ ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอเพียงพระองค์ต้องการ พระองค์จะทรงทำให้ข้าพเจ้าหายได้.” 3 พระองค์จึงทรงยื่นพระหัตถ์ออกแตะตัวเขาและตรัสว่า “เราต้องการ. จงหายโรคเถิด.” เขาก็หายจากโรคเรื้อนทันที. 4 แล้วพระเยซูตรัสกับเขาว่า “อย่าบอกผู้ใด แต่จงไปให้ปุโรหิตตรวจดูและถวายสิ่งของตามที่โมเซได้กำหนดไว้เพื่อให้พวกเขาได้เห็นหลักฐาน.”
5 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอร์นาอุม นายร้อยคนหนึ่งมาขอร้องพระองค์ 6 ว่า “ท่านเจ้าข้า บ่าวของข้าพเจ้าเป็นอัมพาตนอนแซ่วอยู่ในบ้าน ทุกข์ทรมานมาก.” 7 พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เราจะไปรักษาเขาที่นั่น.” 8 นายร้อยทูลพระองค์ว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าเป็นคนไม่คู่ควรที่ท่านจะเข้าไปในบ้านของข้าพเจ้า แต่ขอเพียงท่านสั่งเท่านั้น บ่าวของข้าพเจ้าก็จะหาย. 9 ด้วยข้าพเจ้าก็เป็นคนอยู่ใต้บังคับบัญชาและมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชา เมื่อข้าพเจ้าบอกคนนี้ว่า ‘ไป!’ เขาก็ไป บอกอีกคนหนึ่งว่า ‘มา!’ เขาก็มา และบอกทาสของข้าพเจ้าว่า ‘จงทำสิ่งนี้!’ เขาก็ทำ.” 10 เมื่อได้ยินเช่นนั้น พระเยซูก็ประหลาดพระทัย และตรัสกับผู้ที่ติดตามพระองค์ว่า “เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า เราไม่เคยพบคนมีความเชื่อมากเช่นนี้ในอิสราเอลเลย. 11 เราบอกพวกเจ้าว่า คนจำนวนมากจะมาจากทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกและนั่งเอนกายที่โต๊ะกับอับราฮาม ยิศฮาค และยาโคบในราชอาณาจักรสวรรค์ 12 แต่เหล่าบุตรแห่งราชอาณาจักรจะถูกโยนเข้าไปในความมืดภายนอก. ที่นั่นพวกเขาจะร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน.” 13 แล้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า “ไปเถิด. ให้เป็นไปอย่างที่เจ้าเชื่อ.” และบ่าวของเขาก็หายป่วยในเวลานั้นเอง.
14 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในบ้านของเปโตรก็ทรงเห็นแม่ยายเขานอนป่วยเป็นไข้อยู่. 15 พระองค์จึงทรงจับมือนาง นางก็หายไข้แล้วจึงลุกขึ้นปรนนิบัติพระองค์. 16 พอค่ำลง ผู้คนก็พาคนถูกปิศาจสิงหลายคนมาหา พระองค์ทรงขับกายวิญญาณเหล่านั้นออกด้วยการตรัสสั่งเท่านั้น และพระองค์ทรงรักษาคนป่วยทุกคน 17 ถ้อยคำที่ผู้พยากรณ์ยะซายาห์กล่าวไว้จึงสำเร็จที่ว่า “พระองค์ทรงรับความเจ็บป่วยและเอาโรคต่าง ๆ ของเราไป.”
18 เมื่อพระเยซูทรงเห็นฝูงชนห้อมล้อมพระองค์ จึงสั่งให้แล่นเรือข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง. 19 แล้วมีอาลักษณ์คนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าจะติดตามท่านไม่ว่าท่านจะไปที่ไหน.” 20 แต่พระเยซูตรัสกับเขาว่า “หมาจิ้งจอกมีโพรงและนกมีที่เกาะ แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ.” 21 แล้วสาวกอีกคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอให้ข้าพเจ้าไปฝังศพบิดาก่อน.” 22 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงติดตามเราต่อไป และให้คนตายฝังคนตายเถิด.”
23 เมื่อพระองค์เสด็จลงเรือ เหล่าสาวกก็ตามพระองค์ไป. 24 แล้วทะเลก็เกิดปั่นป่วนจนคลื่นซัดท่วมเรือ แต่พระองค์บรรทมหลับอยู่ 25 พวกสาวกจึงมาปลุกพระองค์ ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยชีวิตพวกเราด้วย พวกเราจวนจะตายอยู่แล้ว!” 26 แต่พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “กลัวทำไมเล่า เจ้าทั้งหลายผู้มีความเชื่อน้อย?” แล้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล ทุกสิ่งก็สงบเงียบ. 27 พวกเขาจึงอัศจรรย์ใจและพูดว่า “พระองค์เป็นใครกันนี่ แม้แต่ลมและทะเลก็เชื่อฟังพระองค์?”
28 ครั้นพระองค์ไปถึงอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นเขตแดนของชาวกาดารา ที่นั่นมีคนถูกปิศาจสิงสองคนออกมาจากสุสานและพบพระองค์ พวกเขาดุร้ายมากจนไม่มีใครกล้าเดินผ่านทางนั้น. 29 ทั้งสองร้องเสียงดังว่า “บุตรของพระเจ้า ท่านมายุ่งกับพวกข้าทำไม? ท่านมาที่นี่เพื่อทรมานพวกข้าก่อนเวลากำหนดหรือ?” 30 ในที่ห่างจากตรงนั้นมีฝูงสุกรหากินอยู่. 31 ปิศาจเหล่านั้นจึงขอร้องพระองค์ว่า “ถ้าจะขับพวกข้าออกมา ขอให้พวกข้าไปเข้าสุกรฝูงนั้นเถิด.” 32 พระองค์จึงตรัสกับพวกมันว่า “ไปเถิด!” พวกมันก็ออกมาแล้วไปสิงในสุกร สุกรทั้งฝูงก็กระโจนจากหน้าผาลงไปในทะเลและจมน้ำตาย. 33 พวกคนเลี้ยงสุกรจึงหนีไป และเมื่อเข้าไปในเมือง พวกเขาเล่าทุกสิ่งรวมทั้งเรื่องคนที่ถูกปิศาจสิงด้วย. 34 คนทั้งเมืองจึงออกมาหาพระเยซู เมื่อพบพระองค์แล้ว พวกเขาก็เร่งเร้าพระองค์ให้ออกไปจากเขตของพวกเขา.
9 พระเยซูจึงลงเรือข้ามไปอีกฟากหนึ่งและเข้าไปในเมืองของพระองค์. 2 มีคนหามชายเป็นอัมพาตซึ่งนอนบนที่นอนมาหาพระองค์. เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของพวกเขาจึงตรัสกับคนที่เป็นอัมพาตว่า “ลูกเอ๋ย จงมีกำลังใจเถิด บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว.” 3 พวกอาลักษณ์บางคนจึงคิดในใจว่า “คนนี้กำลังหมิ่นประมาทพระเจ้า.” 4 พระเยซูทรงรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่จึงตรัสว่า “ทำไมพวกเจ้าจึงคิดเรื่องชั่วเช่นนั้นในใจเล่า? 5 พูดอย่างไหนจะง่ายกว่า จะว่าบาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว หรือจะว่าลุกขึ้นเดินไปเถิด? 6 แต่เพื่อให้พวกเจ้ารู้ว่าบุตรมนุษย์มีอำนาจให้อภัยบาปบนแผ่นดินโลก” แล้วพระองค์จึงตรัสกับคนเป็นอัมพาตว่า “จงลุกขึ้นยกที่นอนของเจ้ากลับไปบ้านเถิด.” 7 เขาจึงลุกขึ้นกลับไปบ้านของตน. 8 เมื่อฝูงชนเห็นดังนั้นก็กลัวและสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงประทานอำนาจเช่นนั้นแก่มนุษย์.
9 ขณะที่เสด็จจากที่นั่นมา พระเยซูทรงเห็นชายชื่อมัดธายนั่งอยู่ที่ด่านเก็บภาษี พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “จงมาเป็นผู้ติดตามเราเถิด.” เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป. 10 ต่อมา เมื่อพระองค์ทรงนั่งเอนกายที่โต๊ะในบ้านเขา คนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนก็มาร่วมโต๊ะกับพระองค์และเหล่าสาวก. 11 แต่เมื่อพวกฟาริซายเห็นเช่นนั้น จึงพูดกับสาวกของพระองค์ว่า “ทำไมอาจารย์เจ้าจึงกินอาหารร่วมกับพวกคนเก็บภาษีและคนบาป?” 12 เมื่อพระเยซูได้ยินเช่นนั้นจึงตรัสว่า “คนที่สบายดีไม่ต้องการหมอ แต่คนป่วยต้องการ. 13 ฉะนั้น จงไปเรียนความหมายของข้อนี้ที่ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตา มิใช่เครื่องบูชา.’ เพราะเราไม่ได้มาเรียกคนชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาป.”
14 จากนั้น สาวกของโยฮันมาทูลถามพระองค์ว่า “พวกข้าพเจ้าและพวกฟาริซายถือศีลอดอาหาร แต่ทำไมสาวกของพระองค์ไม่ถือ?” 15 พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “เพื่อนเจ้าบ่าวไม่มีเหตุผลจะโศกเศร้าตราบที่เจ้าบ่าวอยู่กับพวกเขามิใช่หรือ? แต่จะมีเวลาที่เจ้าบ่าวถูกพรากไปจากพวกเขา พวกเขาจึงจะอดอาหาร. 16 ไม่มีใครเอาผ้าใหม่มาปะเสื้อเก่า เพราะเมื่อผ้าใหม่หด มันจะดึงผ้าเก่าให้ขาด แล้วรอยขาดจะกว้างขึ้นอีก. 17 และไม่มีใครเอาเหล้าองุ่นใหม่ใส่ถุงหนังเก่า เพราะถ้าทำอย่างนั้น ถุงหนังจะแตกแล้วเหล้าองุ่นจะรั่วและถุงหนังก็เสีย. แต่เขาจะเอาเหล้าองุ่นใหม่ใส่ถุงหนังใหม่ และทั้งสองอย่างจะไม่เสียไป.”
18 ขณะที่พระองค์ตรัสเรื่องเหล่านี้กับพวกเขา นายธรรมศาลาคนหนึ่งเข้ามาแสดงความเคารพพระองค์ ทูลว่า “ป่านนี้บุตรสาวของข้าพเจ้าคงตายแล้ว แต่ขอมาวางพระหัตถ์บนเธอ เธอจะได้มีชีวิตอีก.”
19 พระเยซูจึงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไป เหล่าสาวกของพระองค์ก็ตามไปด้วย. 20 มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นทุกข์เพราะอาการตกเลือดมาสิบสองปีแล้วได้เข้ามาข้างหลังแล้วแตะชายครุยฉลองพระองค์ของพระเยซู 21 เพราะนางคิดในใจว่า “ขอเพียงฉันได้แตะฉลองพระองค์เท่านั้น ฉันก็จะหาย.” 22 เมื่อพระเยซูทรงหันมาเห็นนางจึงตรัสว่า “ลูกเอ๋ย จงมีกำลังใจเถิด ความเชื่อของเจ้าทำให้เจ้าหายโรค.” หญิงผู้นั้นก็หายดีตั้งแต่เวลานั้น.
23 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าบ้านของนายธรรมศาลาคนนั้นและเห็นคนเป่าปี่กับฝูงชนกำลังเอะอะวุ่นวายกัน 24 พระเยซูจึงตรัสว่า “ออกไปเถิด เพราะเด็กหญิงผู้นี้ไม่ได้ตาย แต่นอนหลับอยู่.” พวกเขาจึงหัวเราะเยาะพระองค์. 25 เมื่อทรงให้ฝูงชนออกไปข้างนอกแล้ว พระองค์จึงเข้าไปจับมือเธอ เด็กหญิงก็ลุกขึ้น. 26 เรื่องนี้จึงเล่าลือกันไปทั่วเขตนั้น.
27 ขณะที่พระเยซูเสด็จจากที่นั่น มีชายตาบอดสองคนตามพระองค์มา ร้องว่า “บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาพวกข้าพเจ้าเถิด.” 28 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้านแล้ว ชายตาบอดทั้งสองเข้ามาหา พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า “เจ้าเชื่อหรือว่าเราจะทำเช่นนั้นได้?” ทั้งสองตอบว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพเจ้าเชื่อ.” 29 พระองค์จึงแตะที่ตาพวกเขา ตรัสว่า “ให้เป็นไปตามที่เจ้าเชื่อเถิด.” 30 ตาของพวกเขาก็มองเห็น. แล้วพระเยซูทรงกำชับพวกเขาอย่างหนักแน่นว่า “อย่าให้ผู้ใดรู้เรื่องนี้.” 31 แต่เมื่อพวกเขาออกไปแล้วก็เล่าเรื่องพระองค์จนลือกันไปทั่วเขตนั้น.
32 ขณะที่พระเยซูกับสาวกกำลังจะจากไป มีคนพาชายใบ้ที่ถูกปิศาจสิงมาหาพระองค์ 33 เมื่อทรงขับปิศาจออกแล้วชายใบ้ก็พูดได้. ฝูงชนจึงอัศจรรย์ใจและพูดกันว่า “ไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้ในอิสราเอลเลย.” 34 แต่พวกฟาริซายพูดว่า “เขาขับปิศาจโดยอาศัยเจ้าแห่งปิศาจ.”
35 แล้วพระเยซูจึงทรงออกเดินทางไปทั่วทุกเมืองและทุกหมู่บ้าน ทรงสอนในธรรมศาลาของพวกเขาและทรงประกาศข่าวดีเรื่องราชอาณาจักรและทรงรักษาโรคทุกชนิดรวมทั้งความทุพพลภาพทุกอย่าง. 36 เมื่อทรงเห็นฝูงชน พระองค์ทรงรู้สึกสงสารเพราะพวกเขาถูกขูดรีดและถูกทิ้งขว้างเหมือนแกะไม่มีผู้เลี้ยง. 37 พระองค์จึงตรัสกับเหล่าสาวกว่า “การเกี่ยวเป็นงานใหญ่ แต่คนงานมีน้อย. 38 ฉะนั้น จงขอเจ้าของงานเกี่ยวให้ส่งคนงานออกไปในงานเกี่ยวของพระองค์.”
10 พระองค์ทรงเรียกสาวกของพระองค์ทั้งสิบสองคนมาและทรงให้พวกเขามีอำนาจเหนือพวกกายวิญญาณโสโครก เพื่อจะขับกายวิญญาณเหล่านั้นและรักษาโรคทุกชนิดรวมทั้งความทุพพลภาพทุกอย่าง.
2 อัครสาวก*สิบสองคนนั้นมีชื่อดังนี้ คนแรกคือซีโมนที่เรียกกันว่าเปโตร กับอันเดรอัสน้องชาย ยาโกโบบุตรเซเบเดอุสกับโยฮันน้องชาย 3 ฟิลิปกับบาร์โทโลมาย โทมัสกับมัดธายคนเก็บภาษี ยาโกโบบุตรอัลเฟอุสกับทัดเดอุส 4 ซีโมนคานาไนโอส*กับยูดาอิสการิโอตซึ่งต่อมาได้ทรยศพระองค์.
5 พระเยซูทรงส่งสิบสองคนนี้ออกไป ทรงสั่งพวกเขาดังนี้ “อย่าไปตามถนนของชนต่างชาติ และอย่าเข้าไปในเมืองของชาวซะมาเรีย 6 แต่จงไปหาแกะที่หลงหายของเรือนอิสราเอลต่อ ๆ ไป. 7 ขณะที่พวกเจ้าไป จงประกาศว่า ‘ราชอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว.’ 8 จงรักษาคนป่วยให้หาย ปลุกคนตายให้เป็นขึ้นมา รักษาคนโรคเรื้อนให้หาย และขับปิศาจ. พวกเจ้าได้รับเปล่า ๆ จงให้เปล่า ๆ. 9 อย่าหาทองคำหรือเงินหรือทองแดงใส่ไว้ในถุงเงินคาดเอวของเจ้า 10 อย่าเอาถุงใส่อาหารไป หรือเอาเสื้ออีกตัวหนึ่ง หรือรองเท้าอีกคู่หนึ่ง หรือไม้เท้าอีกอันหนึ่งไปด้วย* เพราะผู้ที่ทำงานควรได้รับอาหาร.
11 “พวกเจ้าเข้าไปในเมืองใดหรือหมู่บ้านใด จงเสาะหาคนที่คู่ควรแล้วพักอยู่ที่นั่นจนกว่าจะจากไป. 12 เมื่อเจ้าเข้าไปในบ้านใด จงทักทายคนในบ้านนั้น 13 และถ้าบ้านนั้นคู่ควร ก็ให้สันติสุขที่เจ้าขอให้มีแก่บ้านนั้นจงมีแก่เขา แต่ถ้าบ้านนั้นไม่คู่ควร ก็ให้สันติสุขนั้นกลับคืนสู่เจ้า. 14 ที่ใดคนไม่ต้อนรับเจ้าหรือฟังคำของเจ้า เมื่อจะออกจากบ้านนั้นหรือเมืองนั้น จงสะบัดฝุ่นออกจากเท้าของเจ้า. 15 เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ในวันพิพากษา โทษของแผ่นดินโซโดมกับโกโมร์ราห์จะเบากว่าโทษของเมืองนั้น.
16 “เราใช้พวกเจ้าไปดุจแกะท่ามกลางหมาป่า ฉะนั้น จงเป็นคนระแวดระวังเหมือนงู ถึงกระนั้นก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยเหมือนนกพิราบ. 17 จงระวังมนุษย์ เพราะพวกเขาจะส่งเจ้าทั้งหลายไปขึ้นศาล และเขาจะเฆี่ยนเจ้าในธรรมศาลาของเขา. 18 เจ้าจะถูกเอาตัวไปอยู่ต่อหน้าผู้ว่าราชการและกษัตริย์เพราะเรา เพื่อบอกพวกเขาและชนต่างชาติให้รู้ความจริง. 19 แต่เมื่อพวกเขาส่งเจ้าทั้งหลายไปนั้น อย่ากังวลว่าจะพูดอย่างไรหรือจะพูดอะไร เพราะสิ่งที่เจ้าจะต้องพูดจะทรงประทานแก่เจ้าในเวลานั้น 20 ด้วยว่าไม่ใช่เจ้าเท่านั้นที่พูด แต่เป็นพระวิญญาณของพระบิดาที่ตรัสผ่านทางเจ้า. 21 ยิ่งกว่านั้น พี่จะเป็นเหตุให้น้องถึงตาย น้องจะเป็นเหตุให้พี่ถึงตาย พ่อจะเป็นเหตุให้ลูกถึงตาย และลูกจะต่อสู้พ่อแม่และจะเป็นเหตุให้พ่อแม่ถึงตาย. 22 และเจ้าทั้งหลายจะตกเป็นเป้าแห่งความเกลียดชังจากคนทั้งปวงเพราะนามของเรา แต่ผู้ที่เพียรอดทนจนถึงที่สุดจะได้รับการช่วยให้รอด. 23 เมื่อพวกเขาข่มเหงเจ้าทั้งหลายในเมืองหนึ่ง จงหนีไปอีกเมืองหนึ่ง เพราะเราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า เจ้าจะไม่ทันไปทั่วเมืองทั้งหลายของอิสราเอลก่อนบุตรมนุษย์มา.
24 “ศิษย์ไม่เหนือกว่าครู และทาสไม่เหนือกว่านาย. 25 ที่ศิษย์จะเสมอครูและทาสจะเสมอนายก็พอแล้ว. ถ้าผู้คนเรียกเจ้าของบ้านว่าเบเอลเซบูล* แล้วพวกเขาจะเรียกคนในบ้านยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด? 26 ฉะนั้น อย่ากลัวพวกเขา เพราะไม่มีอะไรที่ปิดบังไว้ซึ่งจะไม่ถูกเปิดเผย และไม่มีความลับซึ่งจะไม่มีใครรู้. 27 เรื่องที่เราบอกพวกเจ้าในที่มืด จงกล่าวในที่สว่าง และเรื่องที่พวกเจ้าได้ยินเรากระซิบบอก จงประกาศจากดาดฟ้า. 28 และอย่ากลัวคนที่ฆ่าเจ้าได้แต่เอาชีวิต*อนาคตของเจ้าไปไม่ได้ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ที่ทำลายเจ้าได้ในเกเฮนนา.* 29 นกกระจอกสองตัวขายได้เงินนิดเดียว*มิใช่หรือ? ถึงอย่างนั้น ไม่มีสักตัวจะตกถึงดินโดยที่พระบิดาของเจ้าทั้งหลายไม่ทรงทราบ. 30 แม้ผมของพวกเจ้าก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น. 31 ฉะนั้น อย่ากลัวเลย พวกเจ้ามีค่ายิ่งกว่านกกระจอกหลายตัว.
32 “ดังนั้น ทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ 33 แต่ผู้ใดปฏิเสธเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะปฏิเสธผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์. 34 อย่าคิดว่าเรามาเพื่อทำให้มีสันติสุขบนโลก เรามิได้มาเพื่อทำให้มีสันติสุข แต่เพื่อให้มีการใช้ดาบ. 35 เพราะเรามาเพื่อทำให้เกิดการแตกแยก คือ บุตรชายกับบิดา บุตรสาวกับมารดา และลูกสะใภ้กับแม่ผัว. 36 ที่จริง คนในครอบครัวเดียวกันจะเป็นศัตรูกัน. 37 ผู้ที่รักใคร่บิดาหรือมารดายิ่งกว่าเราไม่คู่ควรกับเรา และผู้ที่รักใคร่บุตรชายหรือบุตรสาวยิ่งกว่าเราก็ไม่คู่ควรกับเรา. 38 ผู้ใดไม่ยอมรับเสาทรมาน*ของตนและติดตามเราก็ไม่คู่ควรกับเรา. 39 ผู้ที่เอาชีวิตรอดจะเสียชีวิต และผู้ที่ยอมเสียชีวิตเพื่อเห็นแก่เราจะได้ชีวิต.
40 “ผู้ที่รับเจ้าทั้งหลายก็รับเรา และผู้ที่รับเราก็รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาด้วย. 41 ผู้ที่ต้อนรับผู้พยากรณ์เพราะเขาเป็นผู้พยากรณ์จะได้รับบำเหน็จของผู้พยากรณ์ และผู้ที่ต้อนรับคนชอบธรรมเพราะเขาเป็นคนชอบธรรมจะได้รับบำเหน็จของคนชอบธรรม. 42 และเราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ผู้ใดเอาน้ำเย็นถ้วยหนึ่งให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งดื่มเพราะเขาเป็นสาวกของเรา เขาจะไม่ขาดบำเหน็จแน่นอน.”
11 เมื่อพระเยซูตรัสสั่งสอนสาวกสิบสองคนเสร็จแล้ว พระองค์จึงเสด็จจากที่นั่นไปสอนและประกาศในเมืองต่าง ๆ.
2 เมื่อโยฮันซึ่งอยู่ในคุกได้ยินเรื่องการงานของพระคริสต์ จึงใช้สาวกไป 3 ทูลถามพระองค์ว่า “ท่านคือผู้ที่จะมานั้นหรือ หรือว่าพวกเราจะต้องคอยผู้อื่น?” 4 พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “จงไปบอกสิ่งที่พวกเจ้าได้ยินและได้เห็นแก่โยฮัน 5 คือว่า คนตาบอดมองเห็น คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายเป็นปกติ คนหูหนวกได้ยิน คนตายถูกปลุกให้เป็นขึ้นมา และมีการประกาศข่าวดีแก่คนยากจน 6 ผู้ที่ไม่สงสัยในตัวเรา*ก็มีความสุข.”
7 เมื่อสาวกเหล่านั้นไปแล้ว พระเยซูจึงตรัสกับฝูงชนถึงเรื่องโยฮันว่า “เจ้าทั้งหลายเข้าไปดูอะไรในถิ่นทุรกันดาร? ไปดูต้นอ้อพลิ้วไหวด้วยแรงลมหรือ? 8 ถ้าไม่ใช่ แล้วเจ้าทั้งหลายไปดูอะไร? ดูคนนุ่งห่มผ้าเนื้อนิ่มหรือ? คนที่นุ่งห่มผ้าเนื้อนิ่มนั้นอยู่ในราชวัง. 9 ถ้าไม่ใช่ พวกเจ้าออกไปทำไม? ไปดูผู้พยากรณ์หรือ? ใช่แล้ว เราบอกเจ้าทั้งหลายว่าเขาเป็นยิ่งกว่าผู้พยากรณ์อีก. 10 คนนี้แหละคือผู้ที่มีคำเขียนถึงเขาไว้ว่า ‘ดูเถิด! เราเองจะใช้ผู้ส่งข่าวของเราไปก่อนเจ้า ผู้นั้นจะเตรียมทางไว้ให้เจ้า!’ 11 เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ในบรรดาผู้ที่เกิดจากสตรีนั้นไม่มีใครใหญ่กว่าโยฮันผู้ให้บัพติสมา แต่ผู้เล็กน้อยในราชอาณาจักรสวรรค์ก็ใหญ่กว่าโยฮันอีก. 12 ตั้งแต่สมัยของโยฮันผู้ให้บัพติสมาจนบัดนี้ ราชอาณาจักรสวรรค์เป็นเป้าหมายที่มนุษย์ตั้งใจจะไปให้ถึง และผู้ที่บากบั่นมุ่งหน้าไปก็จะยึดเอาไว้ได้. 13 เพราะทั้งหนังสือของพวกผู้พยากรณ์และพระบัญญัติต่างก็บอกเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าเรื่อยมาจนถึงโยฮัน 14 และถ้าเจ้าทั้งหลายจะยอมรับ โยฮันนี้แหละคือ ‘เอลียาห์ซึ่งจะมานั้น.’ 15 ผู้มีหูจงฟังเถิด.
16 “เราจะเปรียบคนในยุคนี้กับใคร? พวกเขาเป็นเหมือนเด็ก ๆ ซึ่งนั่งในตลาดที่ร้องบอกเพื่อนเล่น 17 ว่า ‘เราเป่าขลุ่ยให้ พวกเจ้าก็ไม่เต้นรำ เราคร่ำครวญ พวกเจ้าก็ไม่ตีอกชกหัวด้วยความโศกเศร้า.’ 18 ทำนองเดียวกัน เมื่อโยฮันมา เขาไม่กินและไม่ดื่ม ผู้คนก็ว่า ‘เขามีปิศาจสิง’ 19 ส่วนบุตรมนุษย์มาทั้งกินและดื่ม ผู้คนก็ยังว่า ‘ดูสิ! คนตะกละและชอบดื่มเหล้าองุ่น ทั้งเป็นเพื่อนกับคนเก็บภาษีและคนบาป.’ แต่ถึงอย่างไร สติปัญญาก็ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องโดยผลของสติปัญญานั้นเอง.”
20 แล้วพระเยซูจึงตั้งต้นติเตียนเมืองต่าง ๆ เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจแม้ว่าพระองค์ได้ทรงทำการอิทธิฤทธิ์ส่วนใหญ่ที่นั่น โดยตรัสว่า 21 “วิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน! วิบัติแก่เจ้า เมืองเบทซายะดา! เพราะถ้าการอิทธิฤทธิ์ซึ่งได้ทำท่ามกลางเจ้านั้นได้ทำในเมืองไทระและเมืองซีโดน พวกเขาคงสวมผ้ากระสอบนั่งบนกองขี้เถ้าแสดงการกลับใจเสียนานแล้ว. 22 ฉะนั้น เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ในวันพิพากษา โทษของเมืองไทระและเมืองซีโดนจะเบากว่าโทษของพวกเจ้า. 23 และเมืองคาเปอร์นาอุม เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ? เจ้าจะต้องลงไปถึงหลุมศพ*ต่างหาก เพราะถ้าการอิทธิฤทธิ์ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางเจ้านั้นเกิดขึ้นในเมืองโซโดม เมืองนั้นคงยังอยู่จนทุกวันนี้. 24 ฉะนั้น เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ในวันพิพากษา โทษของแผ่นดินโซโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า.”
25 ขณะนั้นพระเยซูตรัสว่า “พระบิดาผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์และแผ่นดินโลก ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ต่อหน้าคนทั้งปวง เพราะพระองค์ทรงซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้จากคนมีปัญญาและคนฉลาด แต่ทรงเปิดเผยแก่เด็กเล็ก 26 โอ้พระบิดา พระองค์ชอบพระทัยที่ทรงทำอย่างนั้น. 27 พระบิดาทรงมอบทุกสิ่งแก่เรา และไม่มีใครรู้จักพระบุตรอย่างถ่องแท้นอกจากพระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดาอย่างถ่องแท้นอกจากพระบุตรกับผู้ที่พระบุตรทรงประสงค์จะเปิดเผยเรื่องพระบิดาแก่เขา. 28 เจ้าทั้งหลายที่ตรากตรำและมีภาระมากจงมาหาเราเถิด แล้วเราจะทำให้เจ้าทั้งหลายสดชื่น. 29 จงรับแอกของเราแบกไว้และเรียนจากเรา เพราะเราเป็นคนอ่อนโยนและถ่อมใจ แล้วเจ้าทั้งหลายจะสดชื่น. 30 เพราะแอกของเราพอเหมาะและภาระของเราก็เบา.”
12 ในเวลานั้น พระเยซูเสด็จผ่านนาข้าวในวันซะบาโต.* สาวกของพระองค์หิวจึงเด็ดรวงข้าวมากิน. 2 เมื่อพวกฟาริซายเห็นจึงพูดกับพระองค์ว่า “ดูสิ! สาวกของท่านทำสิ่งที่พระบัญญัติห้ามทำในวันซะบาโต.” 3 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าไม่ได้อ่านหรือว่าดาวิดได้ทำอะไรเมื่อท่านกับคนของท่านหิว? 4 ท่านได้เข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้าและท่านกับคนของท่านได้กินขนมปังที่ตั้งถวาย ซึ่งเป็นการผิดพระบัญญัติที่ท่านหรือคนของท่านจะกินขนมปังที่พวกปุโรหิตเท่านั้นกินได้. 5 และพวกเจ้าไม่ได้อ่านในพระบัญญัติหรือว่า ในวันซะบาโตพวกปุโรหิตในพระวิหารย่อมละเมิดกฎวันซะบาโตแต่ก็ไม่มีความผิด? 6 แต่เราบอกเจ้าทั้งหลายว่าผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าพระวิหารอยู่ที่นี่. 7 ถ้าเจ้าทั้งหลายเข้าใจความหมายของถ้อยคำที่ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตา มิใช่เครื่องบูชา’ เจ้าทั้งหลายคงไม่ตัดสินลงโทษผู้ไม่มีความผิด. 8 เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้าแห่งวันซะบาโต.”
9 เมื่อพระองค์เสด็จจากที่นั่นแล้วจึงเข้าไปในธรรมศาลาของพวกเขา. 10 ที่นั่นมีคนหนึ่งซึ่งมือข้างหนึ่งลีบ. พวกเขาจึงหาเหตุกล่าวหาพระองค์โดยถามว่า “ตามพระบัญญัติ จะรักษาโรคในวันซะบาโตได้ไหม?” 11 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “มีใครในพวกเจ้าไหมที่มีแกะตัวเดียวและถ้ามันตกลงไปในหลุมในวันซะบาโตแล้วจะไม่ดึงมันขึ้นมา? 12 มนุษย์มีค่ายิ่งกว่าแกะสักเพียงไร! ดังนั้น ตามพระบัญญัติแล้ว ถ้าจะทำการดีในวันซะบาโตก็ทำได้.” 13 แล้วพระองค์ตรัสกับคนนั้นว่า “จงเหยียดมือออก.” เขาจึงเหยียดมือออก และมือเขาก็หายเป็นปกติเหมือนมืออีกข้างหนึ่ง. 14 แต่พวกฟาริซายออกไปปรึกษากันเพื่อหาทางฆ่าพระองค์. 15 เมื่อทรงทราบเช่นนั้น พระเยซูจึงเสด็จไปจากที่นั่น. คนเป็นอันมากก็ติดตามพระองค์ไป และพระองค์ทรงรักษาพวกเขาให้หายทุกคน 16 แต่พระองค์ทรงกำชับพวกเขาไม่ให้แพร่งพรายว่าพระองค์เป็นใคร 17 เพื่อให้สำเร็จตามที่ตรัสไว้โดยทางผู้พยากรณ์ยะซายาห์ว่า
18 “ดูเถิด! ผู้รับใช้ซึ่งเราได้เลือกไว้ ผู้ที่เรารักและโปรดปราน! เราจะให้วิญญาณของเราอยู่กับท่าน และท่านจะทำให้นานาชาติเห็นชัดว่าความยุติธรรมเป็นอย่างไร. 19 ท่านจะไม่ทะเลาะวิวาทหรือตะโกน จะไม่มีใครได้ยินเสียงท่านตามถนนใหญ่. 20 ไม้อ้อช้ำท่านจะไม่หัก และไส้ตะเกียงริบหรี่ท่านจะไม่ดับ จนกว่าท่านจะทำให้ความยุติธรรมมีชัย. 21 ที่จริง นานาชาติจะมีความหวังเนื่องด้วยนามของท่าน.”
22 แล้วพวกเขาได้พาชายถูกปิศาจสิงซึ่งตาบอดและเป็นใบ้มาหาพระองค์ พระองค์ทรงรักษาเขา ชายใบ้คนนั้นจึงพูดได้และมองเห็น. 23 คนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจนักและพูดกันว่า “คนนี้จะใช่บุตรดาวิดไหม?” 24 เมื่อพวกฟาริซายได้ยินเช่นนั้นจึงพูดว่า “คนนี้ขับปิศาจได้ก็โดยอาศัยเบเอลเซบูล*เจ้าแห่งปิศาจเท่านั้น.” 25 พระเยซูทรงทราบว่าพวกเขาคิดอย่างไรจึงตรัสว่า “อาณาจักรใด ๆ ที่แตกแยกกันเองก็จะร้างเปล่า และเมืองใดหรือบ้านใดที่แตกแยกกันเองจะตั้งอยู่ไม่ได้. 26 เช่นเดียวกัน ถ้าซาตานขับซาตาน มันก็แตกแยกกับตัวเอง แล้วอาณาจักรของมันจะตั้งอยู่ได้อย่างไร? 27 นอกจากนั้น ถ้าเราขับปิศาจโดยอาศัยเบเอลเซบูล แล้วคนของพวกเจ้าขับปิศาจโดยอาศัยผู้ใด? ฉะนั้น พวกเขาจะเป็นผู้ตัดสินพวกเจ้า. 28 แต่ถ้าเราขับปิศาจโดยอาศัยพระวิญญาณของพระเจ้า ราชอาณาจักรของพระเจ้าก็มาถึงพวกเจ้าแล้วโดยที่พวกเจ้าไม่รู้. 29 มีผู้ใดจะบุกเข้าไปชิงทรัพย์ในบ้านของคนแข็งแรงได้ถ้าไม่จับคนนั้นมัดไว้ก่อน? เมื่อทำอย่างนั้นแล้วเขาจึงจะปล้นบ้านคนนั้นได้. 30 ผู้ที่ไม่อยู่ฝ่ายเราก็ต่อต้านเรา และผู้ที่ไม่ทำงานรวบรวมกับเราก็เป็นผู้ทำให้กระจัดกระจาย.
31 “ด้วยเหตุนี้ เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า บาปและการหมิ่นประมาททุกชนิดจะได้รับการอภัย แต่การหมิ่นประมาทพระวิญญาณจะไม่ได้รับการอภัย. 32 ตัวอย่างเช่น ผู้ใดกล่าวร้ายบุตรมนุษย์ เขาจะได้รับการอภัย แต่ผู้ใดกล่าวร้ายพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาจะไม่ได้รับการอภัยทั้งในยุค*นี้และในยุคหน้า.
33 “ถ้าต้นไม้ของพวกเจ้าดีก็จะเกิดผลดี ถ้าต้นไม้ของพวกเจ้าไม่ดีก็จะเกิดผลไม่ดี เพราะเจ้าจะรู้ว่าต้นไม้ดีหรือไม่ก็ด้วยผลของมัน. 34 เจ้าพวกชาติงูร้าย เจ้าทั้งหลายจะพูดสิ่งดีได้อย่างไรในเมื่อเจ้าเป็นคนชั่ว? ด้วยว่าใจเต็มไปด้วยสิ่งใด ปากก็พูดตามนั้น. 35 คนดีย่อมเอาสิ่งดีออกจากคลังดีของตน ส่วนคนชั่วย่อมเอาสิ่งชั่วออกจากคลังชั่วของตน. 36 เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า คำไร้สาระ*ทุกคำที่มนุษย์พูดนั้น เขาจะต้องให้การเกี่ยวกับคำเหล่านั้นในวันพิพากษา 37 เพราะด้วยคำพูดของเจ้า เจ้าจะได้รับการตัดสินว่าชอบธรรม และด้วยคำพูดของเจ้า เจ้าจะถูกตัดสินลงโทษ.”
38 บางคนในพวกอาลักษณ์และพวกฟาริซายจึงพูดว่า “อาจารย์ พวกเราต้องการเห็นสิ่งที่เป็นข้อพิสูจน์*ตัวท่าน.” 39 พระองค์ตรัสตอบพวกเขาว่า “คนในยุคที่ชั่วช้าและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า*ต้องการแต่ข้อพิสูจน์ แต่จะไม่ให้ข้อพิสูจน์ใด ๆ เว้นแต่ข้อพิสูจน์ที่ได้จากเรื่องของผู้พยากรณ์โยนาห์. 40 ด้วยว่าโยนาห์อยู่ในท้องปลาใหญ่สามวันสามคืนฉันใด บุตรมนุษย์ก็จะอยู่ในใจกลางแผ่นดินโลกสามวันสามคืนฉันนั้น. 41 ชาวเมืองนีเนเวห์จะเป็นขึ้นจากตายในวันพิพากษาพร้อมกับคนในยุคนี้และจะกล่าวโทษพวกเขา เพราะชาวเมืองนีเนเวห์ได้กลับใจเพราะได้ยินเรื่องที่โยนาห์ประกาศ แต่ผู้ที่ใหญ่กว่าโยนาห์อยู่นี่. 42 ราชินีแห่งทิศใต้จะถูกปลุกให้เป็นขึ้นมาในวันพิพากษาพร้อมกับคนในยุคนี้และจะกล่าวโทษเขา เพราะพระนางได้มาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลกเพื่อฟังพระปัญญาของโซโลมอน แต่ผู้ที่ใหญ่กว่าโซโลมอนอยู่นี่.
43 “เมื่อกายวิญญาณโสโครกออกมาจากผู้ใด มันก็ไปตามที่แห้งแล้งเพื่อหาที่พักแต่ไม่พบเลย. 44 มันจึงพูดว่า ‘ข้าจะกลับไปยังเรือนที่ข้าได้ออกมา’ และเมื่อมาถึงก็พบว่าเรือนนั้นว่างและปัดกวาดไว้สะอาดและตกแต่งไว้แล้ว. 45 มันจึงไปพากายวิญญาณที่ชั่วร้ายกว่ามันเองมาอีกเจ็ดตนแล้วเข้าไปอยู่ในเรือนนั้น บั้นปลายของคนนั้นก็เลวร้ายยิ่งกว่าในตอนแรก. คนในยุคที่ชั่วช้านี้ก็จะเป็นอย่างนั้น.”
46 ขณะที่พระองค์ตรัสกับฝูงชนอยู่ มารดากับน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอก หาโอกาสจะพูดกับพระองค์. 47 คนหนึ่งจึงทูลพระองค์ว่า “มารดากับน้องชายของท่านยืนอยู่ข้างนอก ต้องการจะพูดกับท่าน.” 48 พระองค์ตรัสถามคนที่พูดนั้นว่า “ใครเป็นมารดาของเรา และใครเป็นน้องชายของเรา?” 49 แล้วพระองค์ทรงชี้ไปที่เหล่าสาวกของพระองค์และตรัสว่า “นี่คือมารดาและพี่น้องของเรา! 50 เพราะผู้ใดทำตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นก็เป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา.”
13 ในวันนั้น เมื่อพระเยซูเสด็จจากเรือนไปแล้วก็ทรงนั่งอยู่ริมทะเล 2 มีคนมากมายพากันมาหาพระองค์ พระองค์จึงเสด็จลงไปประทับในเรือ ส่วนคนทั้งปวงยืนอยู่บนหาด. 3 แล้วพระองค์ทรงบอกพวกเขาหลายเรื่องโดยใช้อุปมาโวหารว่า “มีคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช 4 ขณะที่เขาหว่าน เมล็ดพืชบางส่วนตกตามริมทางและนกมาจิกกินหมด. 5 บางส่วนตกในที่ที่เป็นพื้นหินมีดินอยู่ไม่มากจึงงอกขึ้นโดยเร็วเพราะดินไม่ลึก. 6 แต่พอดวงอาทิตย์ขึ้นก็ถูกแดดเผา และเพราะไม่มีรากจึงเหี่ยวแห้งตายไป. 7 บางส่วนตกกลางต้นไม้มีหนาม และต้นไม้มีหนามขึ้นเบียดจนไม่เติบโต. 8 บางส่วนตกบนดินดีและเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง. 9 ผู้มีหูจงฟังเถิด.”
10 เหล่าสาวกจึงเข้ามาทูลพระองค์ว่า “ทำไมพระองค์ตรัสกับพวกเขาโดยใช้อุปมาโวหาร?” 11 พระองค์ตรัสตอบว่า “สำหรับพวกเจ้า พระองค์ทรงโปรดให้เข้าใจความลับอันศักดิ์สิทธิ์เรื่องราชอาณาจักรสวรรค์ แต่สำหรับคนเหล่านั้นไม่ทรงโปรดให้เข้าใจ. 12 เพราะผู้ใดที่มีแล้วจะได้รับมากขึ้นและเขาจะมีมากจนล้นเหลือ แต่ผู้ใดที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่ก็จะถูกเอาไปจากเขา. 13 ด้วยเหตุนี้ เราจึงกล่าวแก่พวกเขาโดยใช้อุปมาโวหาร เพราะเมื่อเขามองก็จะไม่เห็น เมื่อเขาฟังก็จะไม่ได้ยิน และเขาจะไม่เข้าใจ 14 และคำพยากรณ์ของยะซายาห์จึงสำเร็จกับพวกเขาที่ว่า ‘เมื่อฟัง พวกเจ้าจะได้ยินแต่ไม่เข้าใจเลย และเมื่อมอง พวกเจ้าจะเห็นแต่ไม่เข้าใจเลย. 15 เพราะหัวใจของชนชาตินี้ด้านไปแล้ว พวกเขาได้ยินกับหูแต่ไม่ตอบรับ และพวกเขาปิดตาเสีย เกรงว่าจะเห็นกับตาและได้ยินกับหูและจะเข้าใจความหมายและหันกลับมาหาเรา แล้วเราจะรักษาพวกเขา.’
16 “แต่ตาของเจ้าทั้งหลายมีความสุขเพราะได้เห็น และหูของเจ้าทั้งหลายมีความสุขเพราะได้ยิน. 17 เพราะเราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ผู้พยากรณ์และคนชอบธรรมเป็นจำนวนมากปรารถนาจะเห็นสิ่งที่เจ้าเห็นอยู่นี้แต่ก็ไม่ได้เห็น และปรารถนาจะได้ยินสิ่งที่เจ้าได้ยินอยู่นี้แต่ก็ไม่ได้ยิน.
18 “ฉะนั้น เจ้าทั้งหลายจงฟังอุปมาโวหารเรื่องผู้หว่านพืช. 19 คนใดได้ยินพระคำเรื่องราชอาณาจักรแต่ไม่เข้าใจ ตัวชั่วร้ายก็มาฉวยเอาสิ่งที่หว่านไว้ในหัวใจเขาไปเสีย นี่คือเมล็ดพืชที่หว่านตามริมทาง. 20 ส่วนเมล็ดพืชที่หว่านลงบนที่ที่เป็นพื้นหินคือพระคำที่คนได้ยินและรับไว้ทันทีด้วยความยินดี. 21 แต่เขาไม่มีรากในตัวจึงอยู่ได้ระยะหนึ่ง พอมีความทุกข์ลำบากหรือการข่มเหงเกิดขึ้นเนื่องจากพระคำนั้น เขาก็เลิกเชื่อทันที. 22 ส่วนเมล็ดพืชที่หว่านลงกลางต้นไม้มีหนามคือพระคำที่คนได้ยิน แต่ความวิตกกังวลกับชีวิตในยุค*นี้และอำนาจล่อลวงของทรัพย์สมบัติก็มาบดบังพระคำนั้น เขาจึงไม่เกิดผล. 23 ส่วนเมล็ดพืชที่หว่านบนดินดีคือพระคำที่คนได้ยินและเข้าใจความหมายของพระคำนั้น แล้วเกิดผลจริง ๆ คนหนึ่งเกิดผลร้อยเท่า คนหนึ่งหกสิบเท่า และอีกคนหนึ่งสามสิบเท่า.”
24 พระองค์ตรัสอุปมาโวหารอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังว่า “ราชอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนชายคนหนึ่งหว่านเมล็ดพืชดีลงในนาของตน. 25 ขณะที่ผู้คนนอนหลับ ศัตรูได้มาหว่านวัชพืชลงปนกับข้าวสาลีแล้วก็ไป. 26 เมื่อต้นข้าวงอกและเกิดผล วัชพืชก็ปรากฏขึ้นด้วย. 27 ทาสจึงมาบอกเจ้าของบ้านว่า ‘นายท่าน ท่านหว่านเมล็ดพืชดีไว้ในนามิใช่หรือ? แล้วทำไมถึงมีวัชพืชขึ้นมาด้วย?’ 28 เจ้าของบ้านตอบพวกเขาว่า ‘ศัตรูเป็นคนทำ.’ พวกเขาจึงถามว่า ‘ท่านต้องการให้พวกข้าพเจ้าไปถอนวัชพืชออกหรือไม่?’ 29 เจ้าของบ้านตอบว่า ‘อย่าเลย เกรงว่าตอนที่ถอนวัชพืชนั้นพวกเจ้าจะถอนข้าวสาลีด้วย. 30 ให้ทั้งสองอย่างเติบโตไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว และในฤดูเกี่ยวเราจะบอกผู้เกี่ยวให้ถอนวัชพืชก่อนแล้วมัดเป็นฟ่อนเผาเสีย แล้วจึงไปรวบรวมข้าวสาลีมาไว้ในฉางของเรา.’ ”
31 พระองค์ตรัสอุปมาโวหารอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังว่า “ราชอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนเมล็ดมัสตาร์ด*เมล็ดหนึ่งที่ชายคนหนึ่งเอามาเพาะไว้ในไร่ของตน 32 ซึ่งตามจริงแล้ว เมล็ดพืชนี้เป็นเมล็ดพืชที่เล็กที่สุด แต่เมื่อมันเติบโตขึ้นก็เป็นผักที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเติบโตขึ้นเป็นต้น จนนกในท้องฟ้ามาอาศัยตามกิ่งของมัน.”
33 พระองค์ตรัสอุปมาโวหารอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังว่า “ราชอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนเชื้อที่ผู้หญิงเอาผสม*ในแป้งหนึ่งถัง*จนเชื้อแผ่ไปทั่วทั้งก้อน.”
34 พระเยซูตรัสเรื่องทั้งหมดนี้กับฝูงชนโดยใช้อุปมาโวหาร. ที่จริง พระองค์จะไม่ตรัสกับพวกเขาโดยไม่ใช้อุปมาโวหาร 35 เพื่อสิ่งที่ตรัสไว้โดยทางผู้พยากรณ์จะสำเร็จที่ว่า “เราจะเอ่ยปากกล่าวเป็นอุปมาโวหาร เราจะประกาศสิ่งที่ปกปิดไว้ตั้งแต่การวางรากของโลก.”
36 เมื่อบอกให้ฝูงชนไปแล้วพระองค์จึงเสด็จเข้าไปในเรือน. เหล่าสาวกของพระองค์เข้ามาเฝ้า ทูลว่า “ขอทรงอธิบายอุปมาโวหารเรื่องวัชพืชในนาให้พวกข้าพเจ้าฟังเถิด.” 37 พระองค์ทรงตอบว่า “ผู้หว่านเมล็ดพืชดีนั้นคือบุตรมนุษย์ 38 นานั้นคือโลกนี้ เมล็ดพืชดีคือเหล่าบุตรแห่งราชอาณาจักร แต่วัชพืชคือเหล่าบุตรของตัวชั่วร้าย 39 และศัตรูที่หว่านวัชพืชคือพญามาร. เวลาเกี่ยวคือช่วงสุดท้ายของยุค* และผู้เกี่ยวคือทูตสวรรค์. 40 ฉะนั้น เหล่าวัชพืชถูกถอนและเผาอย่างไร ช่วงสุดท้ายของยุคก็จะเป็นอย่างนั้น. 41 บุตรมนุษย์จะส่งทูตสวรรค์ของท่านไป และทูตเหล่านั้นจะคัดทุกสิ่งที่ทำให้หลงผิด*และคนที่ทำชั่วออกจากราชอาณาจักรของท่าน 42 และเหล่าทูตสวรรค์จะทิ้งคนเหล่านั้นลงในเตาไฟอันร้อนแรง. ที่นั่นพวกเขาจะร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน. 43 ในเวลานั้นผู้ชอบธรรมจะส่องแสงจ้าดุจดวงอาทิตย์ในราชอาณาจักรของพระบิดาของพวกเขา. ผู้มีหูจงฟังเถิด.
44 “ราชอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนาซึ่งชายผู้หนึ่งได้พบและซ่อนไว้ และด้วยความยินดีเขาจึงไปขายสิ่งที่เขามีแล้วซื้อทุ่งนานั้น.
45 “อีกประการหนึ่ง ราชอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่เดินทางเสาะหาไข่มุกเม็ดงาม. 46 เมื่อพบไข่มุกมีค่ามากเม็ดหนึ่ง เขาก็ไปขายทุกสิ่งที่เขามีทันทีแล้วซื้อไข่มุกเม็ดนั้น.
47 “อีกประการหนึ่ง ราชอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนอวนลากที่หย่อนลงในทะเลและรวบรวมเอาปลาทุกชนิดมา. 48 เมื่ออวนเต็มแล้วชาวประมงก็ลากขึ้นชายหาดและนั่งคัดเอาปลาดี ๆ ใส่ถัง ส่วนปลาที่ไม่ดีพวกเขาก็ทิ้งไป. 49 ในช่วงสุดท้ายของยุค*จะเป็นอย่างนั้นแหละ เหล่าทูตสวรรค์จะออกไปแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม 50 และจะโยนพวกเขาเข้าไปในเตาไฟอันร้อนแรง. ที่นั่นพวกเขาจะร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน.
51 “เจ้าทั้งหลายเข้าใจความหมายของเรื่องทั้งหมดนี้ไหม?” พวกเขาตอบพระองค์ว่า “เข้าใจ.” 52 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “ด้วยเหตุนั้น ผู้สอนทุกคนเมื่อได้รับการสอนเกี่ยวกับราชอาณาจักรสวรรค์แล้วก็เปรียบเหมือนเจ้าของบ้านซึ่งนำทั้งของใหม่และของเก่าออกมาจากคลังทรัพย์ของตน.”
53 ครั้นพระเยซูตรัสอุปมาโวหารเหล่านั้นเสร็จแล้วจึงเสด็จจากที่นั่นไป. 54 และเมื่อเสด็จเข้ามาในถิ่นเดิมของพระองค์แล้วจึงทรงสอนพวกเขาในธรรมศาลาจนพวกเขาประหลาดใจและพูดกันว่า “คนนี้ได้สติปัญญาและความสามารถทำการอิทธิฤทธิ์เช่นนี้มาจากไหน? 55 คนนี้เป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ? มารดาของเขาชื่อมาเรีย และน้องชายเขาคือยาโกโบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาห์มิใช่หรือ? 56 น้องสาวของเขาต่างก็อยู่กับพวกเรามิใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้น คนนี้ได้สิ่งทั้งปวงนี้มาจากไหน?” 57 ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ยอมเชื่อถือพระองค์. พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “ผู้พยากรณ์ไม่ขาดคนนับถือเว้นแต่ในถิ่นของตนและในบ้านของตนเอง.” 58 และพระองค์ไม่ได้ทำการอิทธิฤทธิ์ที่นั่นมากนักเนื่องจากพวกเขาไม่มีความเชื่อ.
14 ในเวลานั้นเฮโรด*ผู้ครองแคว้นได้ยินกิตติศัพท์ของพระเยซู 2 จึงตรัสกับพวกมหาดเล็กว่า “คนนี้คือโยฮันผู้ให้บัพติสมา. เขาถูกปลุกให้เป็นขึ้นจากตายแล้ว ด้วยเหตุนั้น เขาจึงทำการอิทธิฤทธิ์ได้.” 3 ด้วยว่าเฮโรดเคยจับโยฮันจองจำไว้ในคุกเพราะเรื่องของเฮโรดิอัสภรรยาฟิลิปพี่ชายของตน. 4 โยฮันเคยพูดกับท่านว่า “ท่านไม่มีสิทธิ์เอานางมาเป็นภรรยาท่าน.” 5 ถึงแม้ท่านต้องการฆ่าโยฮัน ท่านก็กลัวฝูงชน เพราะพวกเขาถือว่าโยฮันเป็นผู้พยากรณ์. 6 แต่เมื่อมีงานฉลองวันเกิดของเฮโรด บุตรสาวของนางเฮโรดิอัสได้เต้นรำในงานนั้นและทำให้เฮโรดชอบใจมาก 7 ท่านถึงกับสัญญาพร้อมกับสาบานด้วยว่าจะให้ตามที่นางขอไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม. 8 นางจึงทูลตามที่มารดาแนะไว้ว่า “ขอศีรษะของโยฮันผู้ให้บัพติสมาใส่ถาดมาให้ข้าพเจ้าที่นี่เถิด.” 9 แม้ว่าเฮโรดเป็นทุกข์ แต่เนื่องจากคำสาบานและเนื่องจากคนทั้งหลายที่นั่งเอนกายร่วมกับท่าน ท่านจึงบัญชาให้นางได้ตามที่ขอ 10 และท่านได้ใช้คนไปตัดศีรษะโยฮันในคุก. 11 แล้วเขาก็เอาศีรษะโยฮันใส่ถาดนำมาให้นาง และนางจึงนำไปให้มารดา. 12 แล้วสาวกของโยฮันก็มายกศพท่านไปฝังและมาทูลให้พระเยซูทรงทราบ. 13 เมื่อได้ยินเรื่องนั้น พระเยซูจึงลงเรือเสด็จจากที่นั่นไปในที่ห่างไกลผู้คนเพื่ออยู่ตามลำพัง แต่เมื่อฝูงชนได้ยินเช่นนั้นก็ออกจากเมืองต่าง ๆ เดินตามพระองค์ไป.
14 ครั้นพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือก็ทรงเห็นผู้คนมากมายและพระองค์ทรงสงสารพวกเขา จึงทรงรักษาคนป่วยท่ามกลางพวกเขาให้หาย. 15 แต่พอตกเย็นเหล่าสาวกก็มาทูลพระองค์ว่า “ที่นี่ห่างไกลผู้คนและตอนนี้ก็เย็นแล้ว ขอทรงบอกให้ฝูงชนไปเถิด พวกเขาจะได้เข้าไปตามหมู่บ้านและซื้ออาหารกินกัน.” 16 แต่พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเขาไม่จำเป็นต้องไป เจ้าทั้งหลายจงเอาอาหารให้พวกเขากินเถิด.” 17 เหล่าสาวกทูลพระองค์ว่า “พวกข้าพเจ้ามีเพียงขนมปังห้าอันกับปลาสองตัวเท่านั้น.” 18 พระองค์ตรัสว่า “จงเอามาให้เราที่นี่เถิด.” 19 แล้วพระองค์ทรงสั่งฝูงชนให้นั่งบนหญ้าและรับเอาขนมปังห้าอันกับปลาสองตัวมา และพระองค์เงยพระพักตร์มองท้องฟ้าทูลขอบพระคุณ และเมื่อบิขนมปังแล้วจึงส่งให้พวกสาวก พวกสาวกก็ส่งต่อให้ฝูงชน. 20 ทุกคนจึงกินจนอิ่ม และพวกเขาเก็บเศษอาหารที่เหลือได้สิบสองตะกร้าเต็ม. 21 คนที่กินนั้นนับเฉพาะผู้ชายได้ประมาณห้าพันคน ไม่รวมผู้หญิงและเด็กเล็ก. 22 แล้วพระองค์จึงสั่งเหล่าสาวกให้ลงเรือทันทีและข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งก่อน ขณะที่พระองค์ทรงรอส่งฝูงชนกลับบ้าน.
23 เมื่อส่งฝูงชนไปแล้ว พระองค์จึงเสด็จขึ้นไปอธิษฐานบนภูเขาแต่ลำพัง. พระองค์ทรงอยู่ที่นั่นผู้เดียวจนดึก. 24 ถึงตอนนั้น เรืออยู่ห่างจากฝั่งแล้วหลายร้อยเมตร กำลังฝ่าคลื่นด้วยความยากลำบากเพราะแล่นทวนลม. 25 แต่ในยามสี่*ของคืนนั้นพระองค์เสด็จมาหาพวกเขาโดยทรงดำเนินบนทะเล. 26 เมื่อพวกสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินบนทะเล พวกเขาก็หวาดกลัว พูดว่า “นี่เราตาฝาดไปหรือเปล่า!” และพวกเขาส่งเสียงร้องด้วยความกลัว. 27 แต่พระเยซูตรัสกับพวกเขาทันทีว่า “อย่ากลัว เราเอง อย่ากลัวเลย.” 28 เปโตรทูลตอบพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์ โปรดสั่งข้าพเจ้าให้เดินบนน้ำไปหาพระองค์.” 29 พระองค์ตรัสว่า “มาเถิด!” เปโตรจึงลงจากเรือแล้วเดินบนน้ำไปหาพระเยซู. 30 แต่เมื่อเห็นพายุเขาก็กลัว และพอเริ่มจมเขาก็ร้องว่า “พระองค์เจ้าข้า โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย!” 31 พระเยซูทรงยื่นพระหัตถ์จับเขาไว้ทันทีและตรัสกับเขาว่า “เจ้าผู้มีความเชื่อน้อย เจ้าสงสัยทำไม?” 32 และเมื่อพระองค์กับเปโตรลงเรือแล้วพายุก็สงบ. 33 สาวกที่อยู่ในเรือจึงแสดงความเคารพพระองค์ พูดว่า “พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ.” 34 แล้วพระองค์กับสาวกก็ข้ามฟากมาถึงแขวงเกนเนซาเรต.
35 เมื่อคนที่นั่นรู้ว่าเป็นพระองค์ก็ส่งข่าวไปทั่วบริเวณนั้น และผู้คนก็พาคนที่เจ็บป่วยทั้งหมดมาหาพระองค์. 36 พวกเขาวิงวอนขอให้ได้แตะแค่ชายครุยฉลองพระองค์ก็พอ แล้วผู้ที่ได้แตะก็หายโรคทุกคน.
15 ครั้งนั้นมีพวกฟาริซายกับพวกอาลักษณ์จากเยรูซาเลมมาถามพระเยซูว่า 2 “ทำไมพวกสาวกของท่านละเมิดธรรมเนียมของบรรพบุรุษ? ตัวอย่างเช่น พวกเขาไม่ล้างมือก่อนกินอาหาร.”
3 พระองค์ตรัสตอบพวกเขาว่า “แล้วพวกเจ้าล่ะ ทำไมจึงละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้าด้วยธรรมเนียมของพวกเจ้า? 4 ตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสว่า ‘จงนับถือบิดามารดาของเจ้า’ และ ‘ผู้ที่ด่าว่าบิดามารดาต้องตาย.’ 5 แต่พวกเจ้ากล่าวว่า ‘ผู้ใดพูดกับบิดามารดาว่า “สิ่งใดที่ข้าพเจ้ามีซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่ท่านก็เป็นของที่อุทิศแด่พระเจ้าแล้ว” 6 ผู้นั้นไม่ต้องนับถือบิดาของตนเลย.’ ดังนั้น พวกเจ้าจึงทำให้พระคำของพระเจ้าเป็นโมฆะเพราะธรรมเนียมของพวกเจ้า. 7 เจ้าพวกหน้าซื่อใจคด ยะซายาห์พยากรณ์ถึงพวกเจ้าไว้ถูกต้องแล้วเมื่อกล่าวว่า 8 ‘ชนชาตินี้ดีแต่พูดว่านับถือเรา แต่หัวใจพวกเขาห่างไกลจากเรา. 9 ที่พวกเขานมัสการเราอยู่นั้นเป็นการไร้ประโยชน์ เพราะบัญญัติที่พวกเขาสอนเป็นเพียงบัญญัติของมนุษย์.’ ” 10 แล้วพระองค์ทรงเรียกฝูงชนให้เข้ามาใกล้และตรัสกับพวกเขาว่า “จงฟังและเข้าใจเถิดว่า 11 มิใช่สิ่งที่เข้าไปในปากที่ทำให้มนุษย์มีมลทิน แต่เป็นสิ่งที่ออกจากปากต่างหากที่ทำให้มนุษย์มีมลทิน.”
12 แล้วพวกสาวกมาทูลพระองค์ว่า “พระองค์ทรงทราบไหมว่าพวกฟาริซายขุ่นเคืองมากเมื่อได้ยินที่พระองค์ตรัส?” 13 พระองค์ตรัสตอบว่า “พืชทุกต้นที่พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์มิได้ปลูกจะถูกถอนทิ้งเสีย. 14 ปล่อยพวกเขาไปเถิด. พวกเขาเป็นคนนำทางที่ตาบอด. ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด ทั้งสองจะตกหลุม.” 15 เปโตรทูลพระองค์ว่า “ขอทรงอธิบายตัวอย่างเปรียบเทียบนี้ให้พวกข้าพเจ้าฟังเถิด.” 16 พระเยซูตรัสว่า “พวกเจ้าก็ยังไม่เข้าใจด้วยหรือ? 17 พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าทุกสิ่งที่เข้าไปในปากก็ลงไปในลำไส้แล้วจึงถ่ายลงส้วมไป? 18 แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกจากใจ และสิ่งเหล่านั้นทำให้มนุษย์มีมลทิน. 19 ตัวอย่างเช่น สิ่งที่ออกมาจากหัวใจคือ ความคิดชั่วร้าย การฆ่าคน การเล่นชู้ การผิดประเวณี การขโมย การเป็นพยานเท็จ การหมิ่นประมาท. 20 สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์มีมลทิน แต่การรับประทานอาหารโดยไม่ได้ล้างมือไม่ทำให้มนุษย์มีมลทิน.”
21 เมื่อเสด็จจากที่นั่นแล้วพระเยซูจึงเข้าไปในเขตเมืองไทระและซีโดน. 22 มีผู้หญิงชาวฟีนิเซียคนหนึ่งจากเขตนั้นออกมาและร้องเสียงดังว่า “พระองค์ผู้เป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ทรงเมตตาข้าพเจ้าเถิด. บุตรสาวของข้าพเจ้าถูกปิศาจสิงมีอาการหนักมาก.” 23 แต่พระองค์มิได้ตรัสตอบนางสักคำ. พวกสาวกจึงมาทูลพระองค์ว่า “บอกให้นางไปเสียเถิด เพราะนางร้องตามพวกเรามา.” 24 พระองค์ตรัสตอบว่า “เรามิได้ถูกใช้มาหาผู้ใดเว้นแต่แกะของเรือนอิสราเอลที่หายไป.” 25 หญิงผู้นั้นเข้ามาแสดงความเคารพพระองค์และทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย!” 26 พระองค์ตรัสตอบว่า “ถ้าจะเอาขนมปังของลูกโยนให้ลูกสุนัขก็ไม่ถูก.” 27 นางทูลว่า “จริงอยู่ พระองค์เจ้าข้า แต่ลูกสุนัขย่อมกินเศษขนมปังที่ตกจากโต๊ะของนาย.” 28 พระเยซูจึงตรัสตอบนางว่า “หญิงเอ๋ย เจ้ามีความเชื่อมาก ให้เป็นไปตามที่เจ้าต้องการเถิด.” บุตรสาวของนางก็หายเป็นปกติตั้งแต่เวลานั้น.
29 เมื่อเสด็จจากที่นั่นแล้วพระเยซูจึงมาใกล้ทะเลแกลิลี และเมื่อเสด็จขึ้นไปบนภูเขาแล้วจึงทรงนั่งอยู่ที่นั่น. 30 แล้วคนมากมายก็มาเฝ้าพระองค์ พวกเขาพาคนง่อย คนพิการ คนตาบอด คนใบ้ และคนป่วยด้วยโรคอื่น ๆ อีกหลายคนมาด้วย แล้วพวกเขาก็วางคนเหล่านั้นไว้แทบพระบาทพระองค์ และพระองค์ทรงรักษาคนเหล่านั้นให้หาย 31 ฝูงชนก็อัศจรรย์ใจเมื่อพวกเขาเห็นคนใบ้พูดได้ คนง่อยเดินได้ คนตาบอดมองเห็น แล้วพวกเขาจึงสรรเสริญพระเจ้าของชาติอิสราเอล.
32 พระเยซูทรงเรียกเหล่าสาวกของพระองค์เข้ามาแล้วตรัสว่า “เราสงสารคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาอยู่กับเราสามวันแล้วและตอนนี้พวกเขาไม่มีอะไรจะกิน เราไม่ต้องการให้พวกเขาไปโดยไม่ได้กินอะไร. พวกเขาอาจหมดแรงกลางทางได้.” 33 แต่พวกสาวกทูลพระองค์ว่า “ในที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้พวกเราจะไปหาขนมปังได้จากที่ไหนมาพอเลี้ยงคนมากขนาดนี้ให้อิ่ม?” 34 พระเยซูจึงทรงถามพวกเขาว่า “พวกเจ้ามีขนมปังกี่อัน?” พวกเขาทูลว่า “มีเจ็ดอันกับปลาตัวเล็ก ๆ สองสามตัว.” 35 ดังนั้น เมื่อทรงบอกให้ฝูงชนนั่งลงบนพื้นแล้ว 36 พระองค์จึงเอาขนมปังเจ็ดอันกับปลาเหล่านั้นมา และเมื่อทูลขอบพระคุณแล้วจึงทรงบิขนมปังส่งให้สาวก แล้วสาวกก็ส่งให้ฝูงชน. 37 ทุกคนจึงกินจนอิ่ม แล้วพวกเขาเก็บเศษอาหารที่เหลือได้เจ็ดกระบุงเต็ม. 38 คนที่กินนั้นนับเฉพาะผู้ชายได้สี่พันคน ไม่รวมผู้หญิงและเด็กเล็ก. 39 เมื่อให้ฝูงชนไปแล้ว พระองค์จึงลงเรือมายังเขตมากาดาน.
16 พวกฟาริซายกับพวกซาดูกายเข้ามาทดสอบพระองค์ พวกเขาขอให้พระองค์แสดงข้อพิสูจน์*จากสวรรค์แก่พวกเขา. 2 พระองค์ตรัสตอบพวกเขาว่า “[ในเวลาเย็นพวกเจ้ามักพูดว่า ‘อากาศจะดีเพราะท้องฟ้าเป็นสีแดง’ 3 และในเวลาเช้าพูดว่า ‘วันนี้ฝนจะตกอากาศจะหนาว เพราะท้องฟ้าเป็นสีแดงแต่ดูขมุกขมัว.’ พวกเจ้าดูลักษณะท้องฟ้าออก แต่พวกเจ้าดูสิ่งที่เป็นเครื่องหมายระบุช่วงเวลาไม่ออก.]* 4 คนในยุคที่ชั่วช้าและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า*ต้องการแต่ข้อพิสูจน์ แต่จะไม่ให้ข้อพิสูจน์ใด ๆ เว้นแต่ข้อพิสูจน์ที่ได้จากเรื่องของโยนาห์.” แล้วพระองค์จึงเสด็จไปจากพวกเขา.
5 เมื่อข้ามฟาก พวกสาวกลืมเอาขนมปังไปด้วย. 6 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “จงตื่นตัวอยู่เสมอและระวังเชื้อของพวกฟาริซายกับพวกซาดูกาย.” 7 พวกเขาจึงพูดกันว่า “เราไม่ได้เอาขนมปังมาด้วยเลย.” 8 เมื่อพระเยซูทรงทราบเรื่องจึงตรัสว่า “ทำไมพวกเจ้าจึงพูดเรื่องไม่มีขนมปัง เจ้าผู้มีความเชื่อน้อย? 9 พวกเจ้ายังไม่เข้าใจหรือ พวกเจ้าจำเรื่องขนมปังห้าอันที่เลี้ยงห้าพันคนนั้นไม่ได้หรือ พวกเจ้าเก็บได้กี่ตะกร้า? 10 และเรื่องขนมปังเจ็ดอันที่เลี้ยงสี่พันคนนั้น พวกเจ้าเก็บได้กี่กระบุง? 11 ทำไมพวกเจ้าไม่เข้าใจว่าเราไม่ได้พูดกับเจ้าเรื่องขนมปัง? แต่ให้ระวังเชื้อของพวกฟาริซายกับพวกซาดูกาย.” 12 พวกเขาจึงเข้าใจว่าที่พระองค์ตรัสให้ระวังนั้นไม่ใช่เชื้อขนมปัง แต่เป็นคำสอนของพวกฟาริซายและพวกซาดูกาย.
13 ครั้นเสด็จมาในเขตซีซาเรียฟิลิปปีแล้ว พระเยซูทรงถามเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “ผู้คนพูดกันว่าบุตรมนุษย์เป็นผู้ใด?” 14 พวกเขาทูลว่า “บางคนว่าเป็นโยฮันผู้ให้บัพติสมา บางคนว่าเป็นเอลียาห์ แต่บางคนก็ว่าเป็นยิระมะยาห์หรือไม่ก็เป็นผู้พยากรณ์คนหนึ่ง.” 15 พระองค์ทรงถามพวกเขาว่า “ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าว่าเราเป็นผู้ใด?” 16 ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า “พระองค์เป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่.” 17 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย จงมีความสุขเถิด เพราะผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้แก่เจ้ามิใช่มนุษย์แต่เป็นพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์. 18 เราบอกเจ้าอีกว่า เจ้าคือเปโตร* และบนศิลานี้เราจะสร้างประชาคมของเรา และความตาย*จะไม่มีอำนาจเหนือประชาคมนี้. 19 เราจะให้ลูกกุญแจแห่งราชอาณาจักรสวรรค์แก่เจ้า สิ่งใดที่เจ้าจะมัดไว้บนแผ่นดินโลก สิ่งนั้นถูกมัดไว้แล้วในสวรรค์ และสิ่งใดที่เจ้าจะปลดปล่อยบนแผ่นดินโลก สิ่งนั้นถูกปลดปล่อยแล้วในสวรรค์.” 20 แล้วพระองค์ทรงกำชับเหล่าสาวกไม่ให้บอกใครว่าพระองค์เป็นพระคริสต์.
21 ตั้งแต่นั้นมา พระเยซูคริสต์ทรงเริ่มชี้แจงให้เหล่าสาวกเห็นว่าพระองค์ต้องไปยังกรุงเยรูซาเลมและทนทุกข์หลายประการด้วยน้ำมือของพวกผู้เฒ่าผู้แก่ พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกอาลักษณ์ และจะถูกฆ่า แล้วในวันที่สามจะถูกปลุกให้เป็นขึ้นมา. 22 เปโตรจึงดึงพระองค์ออกมาและทัดทานว่า “พระองค์เจ้าข้า ทรงกรุณาพระองค์เองเถิด พระองค์จะไม่ประสบเหตุการณ์เช่นนั้นเลย.” 23 แต่พระองค์ทรงหันหลังให้และตรัสกับเปโตรว่า “ไปให้พ้น ซาตาน! เจ้ากำลังขัดขวางเรา เพราะที่เจ้าคิดนั้นไม่ใช่ความคิดของพระเจ้า แต่เป็นความคิดของมนุษย์.”
24 แล้วพระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ถ้าผู้ใดต้องการติดตามเรา ให้เขาปฏิเสธตัวเองและแบกเสาทรมาน*ของตนแล้วตามเราเรื่อยไป. 25 ด้วยว่าผู้ใดพยายามเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดยอมเสียชีวิตเพื่อเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิต. 26 เพราะจะเป็นประโยชน์อะไรแก่มนุษย์เล่าถ้าเขาได้โลกทั้งโลกแต่เสียชีวิต? หรือมนุษย์จะเอาอะไรมาแลกกับชีวิตของเขา? 27 ด้วยว่าบุตรมนุษย์จะมาในฐานะที่มีเกียรติอันรุ่งโรจน์อย่างที่พระบิดามี และมาพร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ของท่าน แล้วท่านจะตอบแทนแต่ละคนตามการประพฤติของเขา. 28 เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า บางคนที่ยืนอยู่ที่นี่จะไม่ตายจนกว่าพวกเขาจะเห็นบุตรมนุษย์มาในฐานะกษัตริย์เสียก่อน.”
17 หกวันต่อมาพระเยซูทรงพาเปโตรและยาโกโบกับโยฮันน้องชายของเขาขึ้นไปบนภูเขาสูงแต่ลำพัง. 2 และรูปกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าพวกเขา พระพักตร์ของพระองค์เปล่งแสงดุจดวงอาทิตย์ ฉลองพระองค์ก็ขาวสุกใสดุจแสงสว่าง. 3 แล้วโมเซกับเอลียาห์ก็ปรากฏแก่พวกเขาและสนทนากับพระองค์. 4 เปโตรจึงทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ดีที่พวกเราอยู่ที่นี่. ถ้าพระองค์ทรงประสงค์ ข้าพเจ้าจะตั้งพลับพลาขึ้นที่นี่สามหลัง หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเซ อีกหลังหนึ่งสำหรับเอลียาห์.” 5 เปโตรพูดยังไม่ทันขาดคำก็มีเมฆสว่างสุกใสมาปกคลุมพวกเขา และมีเสียงตรัสออกมาจากเมฆนั้นว่า “นี่คือบุตรที่รักของเราซึ่งเราพอใจมาก จงฟังท่านเถิด.” 6 เมื่อพวกสาวกได้ยินเช่นนั้นก็ซบลงกับพื้นและรู้สึกกลัวยิ่งนัก. 7 พระเยซูจึงเสด็จมาใกล้และแตะตัวพวกเขา ตรัสว่า “ลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวเลย.” 8 เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นก็ไม่เห็นใครนอกจากพระเยซูเท่านั้น. 9 และขณะที่ลงมาจากภูเขา พระเยซูทรงสั่งพวกเขาว่า “อย่าบอกนิมิตนี้แก่ผู้ใดจนกว่าบุตรมนุษย์จะถูกปลุกให้เป็นขึ้นจากตาย.”
10 แต่พวกสาวกทูลถามพระองค์ว่า “ถ้าเช่นนั้น ทำไมพวกอาลักษณ์บอกว่าเอลียาห์ต้องมาก่อน?” 11 พระองค์ตรัสตอบว่า “เอลียาห์จะมาจริงและจะฟื้นฟูทุกสิ่ง. 12 แต่เราบอกเจ้าทั้งหลายว่าเอลียาห์มาแล้วและพวกเขาไม่รู้จัก แต่ได้ทำกับเขาตามที่ต้องการ. บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ด้วยน้ำมือของพวกเขาอย่างนั้นเช่นกัน.” 13 เหล่าสาวกจึงเข้าใจว่าพระองค์ตรัสถึงโยฮันผู้ให้บัพติสมา.
14 และเมื่อพระเยซูกับเหล่าสาวกเดินมาทางฝูงชน ชายคนหนึ่งเข้ามาเฝ้าพระองค์ คุกเข่าลงทูลว่า 15 “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงเมตตาบุตรชายของข้าพเจ้า ด้วยว่าเขาป่วยเป็นโรคลมชัก เขาตกลงในไฟและในน้ำบ่อย ๆ 16 ข้าพเจ้าพาเขามาหาสาวกของพระองค์แล้ว แต่พวกเขารักษาไม่ได้.” 17 พระเยซูจึงตรัสว่า “โอ คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมีความคิดวิปริต เราจะต้องอยู่กับพวกเจ้าอีกนานเท่าใด? เราจะต้องทนพวกเจ้านานเท่าใด? พาเขามาหาเราที่นี่เถิด.” 18 แล้วพระเยซูทรงขับปิศาจและมันก็ออกจากเขา และเด็กชายคนนั้นก็หายโรคตั้งแต่เวลานั้น. 19 ภายหลังพวกสาวกมาเฝ้าพระเยซูเป็นการส่วนตัวและทูลถามว่า “ทำไมพวกข้าพเจ้าขับปิศาจตนนั้นไม่ได้?” 20 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เพราะพวกเจ้ามีความเชื่อน้อย. เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ถ้าเจ้ามีความเชื่อขนาดเท่าเมล็ดมัสตาร์ด*เมล็ดหนึ่ง เจ้าจะบอกภูเขานี้ว่า ‘จงย้ายจากที่นี่ไปที่นั่น’ แล้วมันจะย้ายไป และจะไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับเจ้าทั้งหลาย.” 21 * ——
22 เมื่อเหล่าสาวกอยู่รวมกันในแคว้นแกลิลี พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “บุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือมนุษย์ 23 และพวกนั้นจะฆ่าท่าน แล้วในวันที่สามท่านจะถูกปลุกให้เป็นขึ้นมา.” พวกสาวกจึงเป็นทุกข์ยิ่งนัก.
24 เมื่อพระเยซูกับสาวกมาถึงเมืองคาเปอร์นาอุมแล้ว พวกคนเก็บภาษีบำรุงพระวิหารเข้ามาหาเปโตรและถามว่า “อาจารย์ท่านไม่เสียภาษีบำรุงพระวิหาร* หรือ?” 25 เขาตอบว่า “เสีย.” แต่เมื่อเขาเข้าไปในเรือน พระเยซูตรัสถามเขาขึ้นก่อนว่า “ซีโมน เจ้าคิดอย่างไร? กษัตริย์ทั้งหลายเก็บภาษีอากรจากผู้ใด? จากโอรสหรือจากผู้อื่น?” 26 เมื่อเขาทูลว่า “จากผู้อื่น” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ถ้าเช่นนั้น โอรสก็ไม่ต้องเสียภาษี. 27 แต่เพื่อจะไม่ทำให้พวกเขาขุ่นเคือง เจ้าจงไปหย่อนเบ็ดที่ทะเล เมื่อตกได้ปลาตัวแรกก็ให้เปิดปากมัน เจ้าจะพบเหรียญเงิน*อันหนึ่ง. จงเอาเหรียญนั้นมาให้เขาเป็นภาษีบำรุงพระวิหารสำหรับเรากับเจ้า.”
18 ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูและทูลว่า “ที่จริง ผู้ใดเป็นใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักรสวรรค์?” 2 พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กคนหนึ่งให้เข้ามาหาแล้วให้ยืนอยู่กลางพวกเขา 3 และตรัสว่า “เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต*และเป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ เจ้าจะไม่มีวันได้เข้าราชอาณาจักรสวรรค์. 4 ฉะนั้น ผู้ที่ถ่อมตัวลงเหมือนเด็กเล็ก ๆ คนนี้จะเป็นใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักรสวรรค์ 5 และผู้ใดรับคนที่เป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ ในนามของเราก็รับเราด้วย. 6 แต่ผู้ใดทำให้คนหนึ่งในผู้เล็กน้อยเหล่านี้ที่เชื่อในเราหลงผิด* ถ้าจะเอาหินโม่อย่างที่ใช้ลาหมุนมาแขวนคอผู้นั้นถ่วงที่กลางทะเลก็ดีกว่า. 7 “วิบัติแก่โลกที่ก่อเหตุให้หลงผิด!* แน่ละ จะต้องเกิดเหตุให้หลงผิด แต่วิบัติจงมีแก่คนที่ก่อเหตุให้หลงผิดนั้น! 8 ดังนั้น ถ้ามือหรือเท้าของเจ้าทำให้เจ้าหลงผิด* จงตัดทิ้งเสีย ซึ่งเจ้าจะได้รับชีวิตทั้ง ๆ ที่มือหรือเท้าด้วนหรือพิการก็ดีกว่าจะถูกโยนเข้าไปในไฟนิรันดร์โดยมีสองมือหรือสองเท้า. 9 เช่นเดียวกัน ถ้าตาของเจ้าทำให้เจ้าหลงผิด* จงควักทิ้งเสีย ซึ่งเจ้าจะได้รับชีวิตโดยมีตาข้างเดียวก็ดีกว่าจะถูกโยนเข้าไปในเกเฮนนา*ที่มีไฟลุกอยู่โดยมีตาสองข้าง. 10 เจ้าทั้งหลายจงระวัง อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง เพราะเราบอกเจ้าว่าเหล่าทูตของพวกเขาในสวรรค์เข้าเฝ้าพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ได้ตลอดเวลา. 11 * ——
12 “เจ้าทั้งหลายคิดอย่างไร? ถ้าคนหนึ่งมีแกะหนึ่งร้อยตัวและตัวหนึ่งหลงหายไป เขาจะไม่ละแกะเก้าสิบเก้าตัวไว้บนภูเขาแล้วไปตามหาตัวที่หลงหายนั้นหรือ? 13 และถ้าเขาพบมัน เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า เขาจะชื่นชมยินดีที่พบแกะตัวนั้นยิ่งกว่าที่มีแกะเก้าสิบเก้าตัวที่ไม่ได้หลงหายเสียอีก. 14 เช่นนั้นแหละ พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ก็มิได้ปรารถนาให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนเดียวพินาศเลย.
15 “ถ้าพี่น้องของเจ้าทำบาป จงไปแจ้งความผิดนั้นกับเขาสองต่อสอง ถ้าเขาฟังเจ้า เจ้าก็ได้พี่น้องของเจ้าคืนมา. 16 แต่ถ้าเขาไม่ฟัง จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วยเพื่อทุกเรื่องจะมีพยานสองหรือสามปากยืนยัน. 17 ถ้าเขาไม่ฟังคนเหล่านั้น จงพูดกับประชาคม. ถ้าเขาไม่ฟังกระทั่งประชาคม ก็ให้เจ้าถือว่าเขาเป็นเหมือนคนต่างชาติและเหมือนคนเก็บภาษี.
18 “เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า สิ่งใดที่เจ้าจะมัดไว้บนแผ่นดินโลก สิ่งนั้นถูกมัดไว้แล้วในสวรรค์ และสิ่งใดที่เจ้าจะปลดปล่อยบนแผ่นดินโลก สิ่งนั้นถูกปลดปล่อยแล้วในสวรรค์. 19 เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงอีกว่า ในพวกเจ้าบนแผ่นดินโลก ถ้ามีสองคนเห็นพ้องกันว่าจะขอสิ่งสำคัญใด ๆ พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะทรงทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเพื่อเขา. 20 ด้วยว่าที่ใดมีสองหรือสามคนประชุมกันในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น.”
21 แล้วเปโตรจึงเข้ามาเฝ้าและทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องอภัยให้พี่น้องที่ทำผิดต่อข้าพเจ้ากี่ครั้ง? ถึงเจ็ดครั้งหรือ?” 22 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกเจ้าว่า มิใช่ถึงเจ็ดครั้ง แต่ถึงเจ็ดสิบเจ็ดครั้ง.
23 “ด้วยเหตุนั้น ราชอาณาจักรสวรรค์จึงเปรียบเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีหนี้สินกับทาสของพระองค์. 24 เมื่อกษัตริย์เริ่มคิดบัญชี ชายผู้หนึ่งซึ่งเป็นหนี้พระองค์หนึ่งหมื่นตะลันต์*ถูกนำตัวเข้ามา. 25 แต่เพราะเขาไม่มีเงินใช้หนี้ นายของเขาจึงสั่งให้ขายตัวเขากับภรรยาและลูก ๆ รวมทั้งทุกสิ่งที่เขามีเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้. 26 ทาสคนนี้จึงหมอบลงวิงวอนนายว่า ‘โปรดให้เวลาข้าพเจ้าอีกหน่อยเถิดแล้วข้าพเจ้าจะชำระหนี้ทั้งหมด.’ 27 นายรู้สึกสงสาร จึงปล่อยเขาไปและยกหนี้ให้. 28 แต่เมื่อทาสนั้นออกไปก็พบเพื่อนทาสซึ่งเป็นหนี้เขาหนึ่งร้อยเดนาริอน*จึงจับเพื่อนทาสคนนั้นบีบคอ พูดว่า ‘เจ้าเป็นหนี้ข้าเท่าไร จ่ายมาให้หมด.’ 29 เพื่อนทาสของเขาจึงหมอบลงขอร้องเขาว่า ‘โปรดให้เวลาข้าอีกหน่อยแล้วข้าจะใช้ให้.’ 30 แต่เขาไม่ยอม จึงให้คนจับเพื่อนทาสคนนั้นไปจำคุกไว้จนกว่าจะใช้หนี้ให้ตน. 31 เมื่อพวกเพื่อนทาสเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็สลดใจนัก พวกเขาจึงไปทูลเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแก่นาย. 32 นายจึงเรียกเขามาแล้วตรัสว่า ‘เจ้าทาสชั่ว เรายกหนี้ให้เจ้าทั้งหมดเมื่อเจ้าขอร้องเรา. 33 เจ้าก็ควรเมตตาเพื่อนทาสของเจ้าอย่างที่เราเมตตาเจ้ามิใช่หรือ?’ 34 ด้วยความกริ้ว นายจึงส่งตัวเขาให้ผู้คุมจนกว่าเขาจะใช้หนี้หมด. 35 พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะทรงปฏิบัติกับเจ้าทั้งหลายอย่างนั้นแหละถ้าพวกเจ้าแต่ละคนไม่อภัยให้พี่น้องจากใจจริง.”
19 เมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้แล้ว พระองค์จึงเสด็จจากแกลิลี ข้ามแม่น้ำจอร์แดนมายังเขตแดนแคว้นยูเดีย. 2 คนมากมายก็ติดตามพระองค์ไป และพระองค์ทรงรักษาโรคให้พวกเขาที่นั่น.
3 แล้วพวกฟาริซายก็มาทดสอบพระองค์โดยถามว่า “ตามพระบัญญัติ ผู้ชายจะหย่าภรรยาไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามได้ไหม?” 4 พระเยซูตรัสตอบว่า “พวกเจ้าไม่ได้อ่านหรือว่าพระองค์ผู้ทรงสร้างมนุษย์ในตอนเริ่มต้นนั้นได้สร้างให้เป็นชายและหญิง 5 แล้วตรัสว่า ‘ด้วยเหตุนี้ผู้ชายจะจากบิดามารดาไปผูกพันใกล้ชิดกับภรรยา และทั้งสองจะเป็นเนื้อหนังเดียวกัน’?* 6 พวกเขาจึงไม่เป็นสองอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อหนังเดียวกัน. ฉะนั้น ที่พระเจ้าทรงผูกมัดไว้ด้วยกันแล้วนั้นอย่าให้มนุษย์ทำให้แยกจากกันเลย.” 7 พวกเขาจึงถามพระองค์ว่า “ถ้าเช่นนั้น ทำไมโมเซสั่งว่า ให้ทำหนังสือหย่าให้ภรรยาแล้วก็หย่าได้?” 8 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “โมเซยอมให้เจ้าทั้งหลายหย่าภรรยาเพราะใจพวกเจ้าแข็งกระด้าง แต่ในตอนเริ่มต้นมิได้เป็นเช่นนั้น. 9 เราบอกเจ้าทั้งหลายว่าผู้ใดที่หย่าภรรยาแล้วแต่งงานใหม่ก็เป็นคนเล่นชู้ เว้นแต่หย่าเพราะเหตุที่นางผิดประเวณี.”*
10 พวกสาวกทูลพระองค์ว่า “ถ้าการเป็นสามีภรรยากันเป็นอย่างนั้น ไม่แต่งงานก็ดีกว่า.” 11 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “มิใช่ทุกคนจะจัดชีวิตตามที่ว่านั้น เว้นแต่ผู้ที่มีของประทานนี้. 12 ด้วยว่าผู้ที่เป็นขันทีตั้งแต่กำเนิดจากครรภ์มารดาก็มี ผู้ที่มนุษย์ทำให้เป็นขันทีก็มี และผู้ที่ทำตัวเองให้เป็นขันทีเพราะเห็นแก่ราชอาณาจักรสวรรค์ก็มี. ผู้ที่จัดชีวิตอย่างนั้นได้ ให้เขาทำเถิด.”
13 แล้วมีคนพาเด็กเล็ก ๆ มาให้พระองค์วางพระหัตถ์บนพวกเขาและอธิษฐาน แต่พวกสาวกปรามพวกเขาไว้. 14 แต่พระเยซูตรัสว่า “ให้เด็กเล็ก ๆ เข้ามาหาเราเถิด อย่าห้ามพวกเขาเลย เพราะราชอาณาจักรสวรรค์เป็นของคนอย่างนี้.” 15 และพระองค์ทรงวางพระหัตถ์บนพวกเด็ก ๆ แล้วเสด็จจากที่นั่น.
16 มีคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ทูลว่า “ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าต้องทำดีอะไรจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์?” 17 พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เจ้าถามเราทำไมว่าอะไรดี? มีผู้เดียวที่ดี. แต่ถ้าเจ้าต้องการได้ชีวิต จงปฏิบัติตามพระบัญญัติต่อ ๆ ไป.” 18 เขาทูลถามพระองค์ว่า “ข้อใดบ้าง?” พระเยซูตรัสว่า “คือข้อที่ว่า อย่าฆ่าคน อย่าเล่นชู้ อย่าขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ 19 จงนับถือบิดามารดาของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง.” 20 คนหนุ่มนั้นทูลพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามข้อเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีก?” 21 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ถ้าเจ้าอยากเป็นคนดีพร้อม จงไปขายทรัพย์สมบัติและเอาเงินแจกให้คนจนแล้วเจ้าจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วจงมาเป็นผู้ติดตามเราเถิด.” 22 เมื่อคนหนุ่มได้ยินคำตรัสนั้นก็ออกไปด้วยความทุกข์ใจเพราะเขามีทรัพย์สมบัติมาก. 23 แต่พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า คนมั่งมีจะเข้าราชอาณาจักรสวรรค์ก็ยากนัก. 24 เราบอกเจ้าทั้งหลายอีกว่า อูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าราชอาณาจักรของพระเจ้า.”
25 เมื่อพวกสาวกได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจมาก จึงทูลว่า “ถ้าอย่างนั้น ใครจะรอดได้?” 26 พระเยซูทรงมองพวกเขาแล้วตรัสว่า “สำหรับมนุษย์ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้.”
27 เปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า “พวกข้าพเจ้าได้สละทุกสิ่งและติดตามพระองค์ แล้วพวกข้าพเจ้าจะได้อะไรบ้าง?” 28 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ในคราวการสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นใหม่นั้น เมื่อบุตรมนุษย์ขึ้นนั่งบนบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ของท่าน พวกเจ้าที่ติดตามเราก็จะนั่งบนบัลลังก์สิบสองบัลลังก์ พิพากษาอิสราเอลสิบสองตระกูล. 29 และทุกคนที่ได้สละบ้านหรือพี่น้องชายหญิงหรือบิดาหรือมารดาหรือลูก ๆ หรือไร่นาเพื่อเห็นแก่นามของเราจะได้คืนอีกหลายเท่าและจะได้รับชีวิตนิรันดร์.
30 “แต่หลายคนที่เป็นคนแรกจะเป็นคนสุดท้ายและคนสุดท้ายจะได้เป็นคนแรก.
20 “ด้วยว่าราชอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าของสวนคนหนึ่งซึ่งออกไปแต่เช้าตรู่เพื่อจ้างคนมาทำงานในสวนองุ่นของเขา. 2 เมื่อเขาตกลงกับคนงานว่าจะให้วันละหนึ่งเดนาริอน*แล้วจึงส่งพวกเขาเข้าไปในสวนองุ่น. 3 เมื่อเขาออกไปอีกตอนประมาณเก้าโมงก็เห็นคนยืนว่างงานอยู่ในตลาด 4 เขาจึงพูดกับคนเหล่านั้นว่า ‘พวกเจ้าก็ไปทำงานในสวนองุ่นด้วยสิ แล้วเราจะจ่ายค่าจ้างให้พวกเจ้าอย่างเป็นธรรม.’ 5 คนเหล่านั้นก็ไป. เขาออกไปอีกตอนประมาณเที่ยงวันและบ่ายสามโมง และทำเช่นเดียวกัน. 6 ครั้งสุดท้าย เขาออกไปตอนประมาณห้าโมงเย็นและยังเห็นมีคนยืนอยู่ จึงพูดกับคนเหล่านั้นว่า ‘ทำไมพวกเจ้ายืนว่างงานอยู่ที่นี่ทั้งวันเล่า?’ 7 คนเหล่านั้นบอกเขาว่า ‘เพราะไม่มีใครจ้างพวกเรา.’ เขาจึงพูดกับคนเหล่านั้นว่า ‘พวกเจ้าก็ไปทำงานในสวนองุ่นด้วยสิ.’
8 “พอถึงเวลาเย็น เจ้าของสวนองุ่นจึงพูดกับหัวหน้าคนงานว่า ‘จงเรียกคนงานมาและจ่ายค่าจ้างให้พวกเขาเถิด โดยเริ่มจากพวกที่มาหลังสุดขึ้นมาจนถึงพวกแรก.’ 9 เมื่อคนที่เริ่มทำงานตอนห้าโมงเย็นมา พวกเขาได้รับคนละหนึ่งเดนาริอน. 10 ดังนั้น เมื่อคนทำงานพวกแรกมา พวกเขาจึงคิดว่าตนจะได้รับมากกว่า แต่พวกเขาก็ได้รับค่าจ้างคนละหนึ่งเดนาริอนเหมือนกัน. 11 ตอนที่รับค่าจ้างพวกเขาจึงบ่นต่อว่าเจ้าของสวน 12 ว่า ‘พวกที่มาหลังสุดนี้ทำงานชั่วโมงเดียว แต่ท่านก็จ่ายให้พวกเขาเท่ากับพวกเราซึ่งทำงานหนักกรำแดดทั้งวัน!’ 13 แต่เจ้าของสวนตอบพวกเขาคนหนึ่งว่า ‘สหายเอ๋ย ที่เราจ่ายให้เจ้านั้นถูกแล้ว. เจ้าตกลงกับเราหนึ่งเดนาริอนมิใช่หรือ? 14 จงรับค่าจ้างของเจ้าแล้วไปเถิด. เราต้องการให้คนที่มาหลังสุดเท่ากับที่ให้เจ้า. 15 เรามีสิทธิ์จะใช้เงินของเราอย่างไรก็ได้มิใช่หรือ? หรือว่าเจ้าเห็นเราใจดีจึงอิจฉาตาร้อน?’ 16 อย่างนี้แหละ คนสุดท้ายจะเป็นคนแรก และคนแรกจะเป็นคนสุดท้าย.”
17 ขณะที่พระเยซูกำลังจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเลม พระองค์ทรงพาสาวกสิบสองคนแยกออกไปและตรัสกับพวกเขาระหว่างเดินทางว่า 18 “ตอนนี้พวกเราจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเลม และบุตรมนุษย์จะถูกมอบไว้ในมือพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกอาลักษณ์ พวกเขาจะตัดสินลงโทษท่านถึงตาย 19 และจะส่งท่านให้ชนต่างชาติ พวกเขาจะเยาะเย้ย เฆี่ยนตี และตรึงท่านไว้บนเสา แล้วในวันที่สามท่านจะถูกปลุกให้เป็นขึ้นมา.”
20 แล้วภรรยาของเซเบเดอุสได้พาบุตรเข้ามาเฝ้าพระองค์ นางคุกเข่าลงทูลขอบางสิ่งจากพระองค์. 21 พระองค์ตรัสถามนางว่า “เจ้าต้องการอะไร?” นางทูลพระองค์ว่า “ขอทรงให้คำมั่นว่าบุตรสองคนนี้ของข้าพเจ้าจะได้นั่งด้านขวาพระหัตถ์ของพระองค์คนหนึ่งและด้านซ้ายคนหนึ่งในราชอาณาจักรของพระองค์.” 22 พระเยซูตรัสตอบว่า “พวกเจ้าไม่รู้ว่ากำลังขออะไร. พวกเจ้าจะดื่มจากถ้วยที่เราจะดื่มได้หรือ?” พวกเขาทูลพระองค์ว่า “พวกข้าพเจ้าดื่มได้.” 23 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าจะได้ดื่มจากถ้วยของเราจริง แต่ใครจะได้นั่งด้านขวาหรือด้านซ้ายของเรานั้น เราไม่ใช่ผู้กำหนด แต่ที่นั่งเหล่านั้นจะเป็นของผู้ที่พระบิดาของเราเตรียมไว้ให้.”
24 เมื่อสาวกอีกสิบคนได้ยินเรื่องนั้นจึงไม่พอใจพี่น้องสองคนนั้น. 25 แต่พระเยซูทรงเรียกพวกเขามาเฝ้าและตรัสว่า “พวกเจ้ารู้ว่าผู้มีอำนาจปกครองของชนต่างชาติทำตัวเป็นนายเหนือพวกเขาและพวกคนใหญ่คนโตก็ใช้อำนาจกดขี่. 26 แต่พวกเจ้าไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ใดต้องการเป็นใหญ่ในหมู่พวกเจ้าต้องเป็นผู้รับใช้พวกเจ้า 27 และผู้ใดต้องการเป็นเอกเป็นใหญ่ในหมู่พวกเจ้าต้องเป็นทาสของพวกเจ้า. 28 เช่นเดียวกัน บุตรมนุษย์ไม่ได้มาให้คนอื่นรับใช้ แต่มารับใช้คนอื่น และสละชีวิตเป็นค่าไถ่เพื่อคนเป็นอันมาก.”
29 เมื่อพระเยซูกับเหล่าสาวกออกจากเมืองเยริโค คนเป็นอันมากก็ตามพระองค์ไป. 30 มีชายตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมทาง เมื่อทั้งสองได้ยินว่าพระเยซูเสด็จผ่านมาจึงร้องว่า “พระองค์เจ้าข้า บุตรดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาพวกข้าพเจ้าเถิด!” 31 แต่ฝูงชนดุว่าเขาทั้งสองให้เงียบ ๆ ไว้ ถึงกระนั้น ทั้งสองยิ่งร้องดังขึ้นอีกว่า “พระองค์เจ้าข้า บุตรดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาพวกข้าพเจ้าเถิด!” 32 พระเยซูจึงทรงหยุดเดินแล้วเรียกเขาทั้งสองมาและตรัสว่า “เจ้าทั้งสองอยากให้เราทำอะไรให้?” 33 เขาทั้งสองทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงให้ตาพวกข้าพเจ้ามองเห็น.” 34 พระเยซูทรงรู้สึกสงสารจึงแตะที่ตาเขาทั้งสอง เขาทั้งสองก็มองเห็นทันทีและตามพระองค์ไป.
21 เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกมาใกล้กรุงเยรูซาเลมและมาถึงหมู่บ้านเบทฟาเกบนภูเขามะกอกแล้ว พระเยซูทรงใช้สาวกสองคนไป 2 โดยตรัสกับพวกเขาว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่เห็นอยู่ข้างหน้านี้ และพวกเจ้าจะพบลาตัวหนึ่งถูกล่ามอยู่กับลูกของมัน จงแก้เชือกแล้วจูงมาให้เรา. 3 และถ้ามีคนพูดอะไรกับพวกเจ้า จงบอกว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์’ แล้วเขาจะให้พวกมันมาทันที.”
4 ที่จริง สิ่งนี้เกิดขึ้นก็เพื่อให้สำเร็จตามที่ผู้พยากรณ์กล่าวไว้ว่า 5 “จงบอกบุตรีแห่งซีโอนว่า ‘ดูเถิด! กษัตริย์ของเจ้ากำลังเสด็จมาหาเจ้า พระองค์มีพระทัยอ่อนโยน และทรงประทับบนหลังลา พระองค์ทรงประทับบนหลังลูกลาซึ่งเป็นลูกสัตว์พาหนะ.’ ”
6 สาวกสองคนนั้นจึงไปทำตามที่พระเยซูทรงบัญชา. 7 ทั้งสองได้จูงลากับลูกของมันมา แล้วเอาเสื้อคลุมปูบนหลังลาให้พระองค์นั่ง. 8 ฝูงชนส่วนใหญ่เอาเสื้อคลุมของตนปูตามทาง ขณะที่คนอื่น ๆ ตัดกิ่งไม้มาปู. 9 ส่วนฝูงชนที่เดินอยู่ข้างหน้าพระองค์และที่เดินตามหลังต่างก็ร้องว่า “พระองค์ผู้เป็นบุตรดาวิด ขอทรงพระเจริญ! ขอพระพรจงมีแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามพระยะโฮวา! ข้าแต่พระผู้สถิตในที่สูงเบื้องบน ขอทรงโปรดช่วยให้พระองค์ทรงพระเจริญเถิด!”
10 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเลม คนทั้งเมืองก็พากันแตกตื่น ถามว่า “คนนี้เป็นใคร?” 11 ฝูงชนพูดกันว่า “ท่านนี้คือเยซูผู้พยากรณ์จากเมืองนาซาเรทแคว้นแกลิลี!”
12 แล้วพระเยซูเสด็จเข้าไปในพระวิหารและขับไล่คนที่กำลังซื้อขายอยู่ในพระวิหารและคว่ำโต๊ะคนรับแลกเงินกับม้านั่งของคนขายนกเขา. 13 และพระองค์ตรัสกับคนเหล่านั้นว่า “มีคำเขียนไว้ว่า ‘นิเวศของเราจะถูกเรียกว่านิเวศสำหรับการอธิษฐาน’ แต่พวกเจ้ากำลังทำให้เป็นถ้ำโจร.” 14 พวกคนตาบอดกับคนง่อยก็มาหาพระองค์ในพระวิหารด้วย พระองค์จึงทรงรักษาพวกเขาให้หาย.
15 เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกอาลักษณ์เห็นการอัศจรรย์ที่พระองค์ทำและเห็นเด็ก ๆ ร้องอยู่ในพระวิหารว่า “พระองค์ผู้เป็นบุตรดาวิด ขอทรงพระเจริญ!” พวกเขาก็ขุ่นเคือง 16 และพูดกับพระองค์ว่า “ท่านได้ยินที่เด็กเหล่านั้นพูดอยู่หรือไม่?” พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราได้ยิน. พวกเจ้าไม่เคยอ่านข้อนี้หรือว่า ‘พระองค์ทรงให้มีคำสรรเสริญจากปากเด็กและทารกที่ยังไม่หย่านม’?” 17 แล้วพระองค์จึงเสด็จไปจากพวกเขาและออกนอกกรุงไปยังหมู่บ้านเบทาเนียและประทับแรมที่นั่น.
18 เมื่อพระเยซูเสด็จกลับเข้ากรุงในตอนเช้าตรู่ก็ทรงหิว. 19 พระองค์ทรงเห็นต้นมะเดื่อริมทางจึงเสด็จเข้าไปดู แต่ไม่พบอะไรบนต้นเว้นแต่ใบเท่านั้น พระองค์จึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้นว่า “เจ้าจะไม่เกิดผลอีกต่อไป.” ต้นมะเดื่อนั้นก็เหี่ยวแห้งไปทันที. 20 เมื่อพวกสาวกเห็นเช่นนั้นก็สงสัยจึงทูลถามว่า “ต้นมะเดื่อนั้นเหี่ยวแห้งไปทันทีได้อย่างไร?” 21 พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ถ้าเพียงเจ้ามีความเชื่อและมิได้สงสัย เจ้าจะทำได้ไม่เพียงสิ่งที่เราทำกับต้นมะเดื่อเท่านั้น แต่ถ้าเจ้าพูดกับภูเขานี้ว่า ‘จงลอยไปหล่นลงในทะเลเถิด’ มันก็จะเกิดขึ้นตามนั้นด้วย. 22 และทุกสิ่งที่พวกเจ้าอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ เจ้าจะได้รับ.”
23 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในพระวิหาร พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้เฒ่าผู้แก่ก็เข้ามาหาพระองค์ขณะที่ทรงสอนอยู่และกล่าวว่า “เจ้าทำสิ่งเหล่านั้นด้วยอำนาจอะไร? ใครให้อำนาจนั้นแก่เจ้า?” 24 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราจะถามพวกเจ้าข้อหนึ่งเช่นกัน. ถ้าเจ้าบอกเรา เราก็จะบอกพวกเจ้าว่าเราทำสิ่งเหล่านั้นด้วยอำนาจอะไร. 25 บัพติสมา*โดยโยฮันนั้นมาจากไหน? จากสวรรค์หรือจากมนุษย์?” พวกเขาจึงปรึกษากันว่า “ถ้าพวกเราบอกว่า ‘มาจากสวรรค์’ เขาก็จะพูดกับพวกเราว่า ‘แล้วทำไมพวกเจ้าจึงไม่เชื่อโยฮันเล่า?’ 26 แต่ถ้าพวกเราบอกว่า ‘มาจากมนุษย์’ ก็กลัวฝูงชน เพราะพวกเขาถือว่าโยฮันเป็นผู้พยากรณ์.” 27 ดังนั้น พวกเขาจึงตอบพระเยซูว่า “พวกเราไม่รู้.” พระองค์จึงตรัสว่า “เราก็จะไม่บอกพวกเจ้าเช่นกันว่าเราทำสิ่งเหล่านั้นด้วยอำนาจอะไร.
28 “เจ้าทั้งหลายคิดอย่างไร? ชายคนหนึ่งมีบุตรสองคน. เขาไปพูดกับบุตรคนโตว่า ‘ลูกเอ๋ย วันนี้ไปทำงานในสวนองุ่นเถิด.’ 29 บุตรคนนี้ตอบว่า ‘ลูกจะไป’ แต่ก็ไม่ได้ไป. 30 เมื่อเขาไปหาบุตรคนที่สองก็พูดเหมือนกัน. บุตรคนนี้ตอบว่า ‘ลูกไม่ไป.’ ภายหลังเขารู้สึกเสียใจแล้วก็ไป. 31 บุตรสองคนนี้ คนไหนทำตามความประสงค์ของบิดา?” พวกเขาบอกว่า “คนที่สอง.” พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า คนเก็บภาษีและหญิงแพศยาจะเข้าราชอาณาจักรของพระเจ้าก่อนพวกเจ้า. 32 ด้วยว่าโยฮันมาชี้ทางที่ถูกต้องแก่พวกเจ้า พวกเจ้าไม่เชื่อเขา แต่พวกคนเก็บภาษีและหญิงแพศยาเชื่อเขา และแม้พวกเจ้าเห็นเช่นนั้นก็ยังมิได้เสียใจและเชื่อเขา.
33 “จงฟังอุปมาโวหารอีกเรื่องหนึ่ง มีชายเจ้าของที่ดินคนหนึ่งทำสวนองุ่น เขาล้อมรั้วและขุดบ่อย่ำองุ่นในสวนนั้นอีกทั้งสร้างหอคอยไว้ และให้ชาวสวนเช่าแล้วเดินทางไปต่างแดน. 34 เมื่อถึงฤดูเก็บผล เขาก็ส่งทาสไปหาผู้เช่าสวนเพื่อรับพืชผลของตน. 35 แต่ผู้เช่าสวนจับทาสของเขาเฆี่ยนคนหนึ่ง ฆ่าเสียคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งพวกเขาเอาหินขว้างตาย. 36 เขาจึงใช้ทาสไปอีก มากกว่าที่ใช้ไปครั้งแรก แต่พวกเขาก็ทำกับทาสเหล่านี้อย่างเดียวกัน. 37 สุดท้าย เขาส่งบุตรชายของตนไปหาพวกนั้นและพูดว่า ‘พวกเขาคงจะนับถือบุตรของเรา.’ 38 เมื่อผู้เช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนก็พูดกันว่า ‘คนนี้เป็นผู้รับมรดก ฆ่าเขาเสีย เราจะได้เอามรดกของเขา!’ 39 พวกเขาจึงจับบุตรเจ้าของสวนโยนออกไปนอกสวนองุ่นแล้วฆ่าเสีย. 40 ดังนั้น เมื่อเจ้าของสวนองุ่นมา เขาจะทำอย่างไรกับผู้เช่าสวนเหล่านั้น?” 41 เขาทั้งหลายทูลว่า “เพราะคนเหล่านั้นเป็นคนชั่ว เขาจะทำให้คนเหล่านั้นพินาศย่อยยับแล้วเอาสวนองุ่นให้ชาวสวนคนอื่นเช่า ซึ่งจะให้พืชผลแก่เขาเมื่อถึงฤดูเก็บผล.”
42 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เจ้าทั้งหลายไม่เคยอ่านในพระคัมภีร์หรือว่า ‘หินที่ช่างก่อสร้างปฏิเสธนั้นได้กลายเป็นหินหัวมุมหลัก. เรื่องนี้เป็นมาแต่พระยะโฮวาและเป็นสิ่งอัศจรรย์ในสายตาพวกเรา’? 43 ฉะนั้น เราบอกพวกเจ้าว่า ราชอาณาจักรของพระเจ้าจะถูกเอาไปจากพวกเจ้าแล้วมอบให้แก่ชนชาติหนึ่งซึ่งจะเกิดผลที่เหมาะสมกับราชอาณาจักร. 44 และคนที่ตกลงไปกระแทกหินก้อนนั้นจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ. ถ้าหินก้อนนั้นตกทับใคร คนนั้นก็จะแหลกไป.”
45 เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกฟาริซายได้ยินอุปมาโวหารเหล่านั้น พวกเขารู้ว่าพระองค์ตรัสถึงตน. 46 แม้ว่าพวกเขาอยากจะจับพระองค์ แต่ก็กลัวฝูงชน เพราะคนเหล่านั้นถือว่าพระองค์เป็นผู้พยากรณ์.
22 พระเยซูตรัสกับพวกเขาเป็นอุปมาโวหารอีกว่า 2 “ราชอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งจัดงานเลี้ยงสมรสให้โอรส. 3 พระองค์ทรงใช้ทาสออกไปเรียกผู้ที่ได้รับเชิญให้มายังงานเลี้ยงสมรสนั้น แต่คนเหล่านั้นไม่อยากมา. 4 พระองค์จึงทรงใช้ทาสคนอื่น ๆ ไปอีก ตรัสว่า ‘จงบอกผู้ที่ได้รับเชิญเหล่านั้นว่า “เราได้เตรียมอาหารไว้แล้ว วัวผู้และสัตว์ที่ขุนไว้ก็ฆ่าแล้ว และทุกสิ่งก็พร้อม. เชิญมายังงานเลี้ยงสมรสเถิด.”’ 5 แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจ และออกไปที่ทุ่งนาของตนบ้าง ไปค้าขายบ้าง 6 ส่วนคนอื่น ๆ จับตัวทาสของพระองค์ไว้ แล้วเหยียดหยามและทำร้าย แล้วฆ่าเสีย.
7 “กษัตริย์ทรงพิโรธและส่งกองทัพของพระองค์ไปทำลายฆาตกรเหล่านั้นและเผาเมืองของพวกเขาเสีย. 8 แล้วพระองค์ตรัสกับทาสของพระองค์ว่า ‘งานเลี้ยงสมรสพร้อมแล้ว แต่ผู้ที่ได้รับเชิญไม่คู่ควร. 9 ฉะนั้น จงไปตามถนนใหญ่ ถ้าพบผู้ใดก็ให้เชิญมายังงานเลี้ยงสมรสนี้.’ 10 ดังนั้น ทาสเหล่านั้นจึงออกไปตามถนนแล้วรวบรวมทุกคนที่พวกเขาพบ ทั้งคนชั่วและคนดี ห้องจัดงานอภิเษกสมรสจึงมีแขกนั่งอยู่เต็ม.
11 “เมื่อกษัตริย์เสด็จมาทอดพระเนตรแขกเหรื่อ พระองค์ทรงเห็นว่ามีคนหนึ่งไม่สวมเสื้อสำหรับงานสมรส. 12 พระองค์จึงรับสั่งถามว่า ‘สหายเอ๋ย เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรโดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานสมรส?’ เขาก็พูดไม่ออก. 13 กษัตริย์จึงตรัสกับมหาดเล็กว่า ‘จงมัดมือมัดเท้าเขาแล้วโยนออกไปในที่มืดข้างนอก. ที่นั่นเขาจะร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน.’
14 “ด้วยว่าผู้ได้รับเชิญมีมาก แต่ผู้ถูกเลือกมีน้อย.”
15 พวกฟาริซายก็ออกไปและปรึกษากันเพื่อจะจับผิดคำพูดของพระองค์. 16 พวกเขาจึงใช้สาวกของตนไปหาพระองค์พร้อมกับกลุ่มคนที่สนับสนุนเฮโรด แล้วให้พูดว่า “ท่านอาจารย์ พวกเรารู้ว่าท่านพูดแต่ความจริงและสอนทางของพระเจ้าตามความจริง และท่านไม่เห็นแก่ใครเพราะท่านไม่มองคนที่ภายนอก. 17 ฉะนั้น บอกพวกเราเถิดว่าท่านคิดอย่างไร? จะเสียภาษีแก่ซีซาร์*ได้หรือไม่?” 18 แต่พระเยซูทรงทราบว่าพวกเขามีเจตนาร้ายจึงตรัสว่า “คนหน้าซื่อใจคด พวกเจ้าหาทางจับผิดเราทำไม? 19 จงเอาเงินเหรียญสำหรับเสียภาษีมาให้เราดูเถิด.” พวกเขาก็เอาเหรียญเดนาริอน*มาให้พระองค์. 20 แล้วพระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “รูปและชื่อที่จารึกไว้นี้เป็นของใคร?” 21 พวกเขาบอกว่า “ของซีซาร์.” พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “ฉะนั้น ของของซีซาร์จงคืนให้ซีซาร์ แต่ของของพระเจ้าจงคืนให้พระเจ้า.” 22 เมื่อพวกเขาได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจ จึงจากพระองค์ไป.
23 ในวันนั้นพวกซาดูกายซึ่งบอกว่าไม่มีการกลับเป็นขึ้นจากตายได้มาถามพระองค์ว่า 24 “ท่านอาจารย์ โมเซบอกว่า ‘ถ้าชายคนใดตายโดยไม่มีบุตร พี่ชายหรือน้องชายของเขาต้องรับภรรยาของเขาเป็นภรรยาตนและมีบุตรสืบตระกูลให้เขา.’ 25 แล้วถ้ามีพี่น้องอยู่เจ็ดคน คนโตแต่งงานแล้วตายไปโดยไม่มีบุตร จึงละภรรยาไว้ให้น้องชาย. 26 คนที่สองจึงรับนางมาเป็นภรรยาแล้วตายไปโดยไม่มีบุตร คนที่สามก็เช่นกัน และเป็นเช่นนั้นจนถึงคนที่เจ็ด. 27 สุดท้าย หญิงคนนั้นก็ตาย. 28 ถ้าเช่นนั้น เมื่อถึงเวลาที่คนตายกลับเป็นขึ้นมา นางจะเป็นภรรยาของคนไหนในเจ็ดคนนั้น? เพราะพวกเขาทั้งหมดต่างได้นางเป็นภรรยา.”
29 พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว เพราะพวกเจ้าไม่รู้จักทั้งพระคัมภีร์และฤทธิ์ของพระเจ้า 30 ด้วยว่าเมื่อถึงเวลาที่คนตายกลับเป็นขึ้นมา พวกเขาจะไม่แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน แต่ต่างก็จะเป็นอย่างทูตสวรรค์. 31 ในเรื่องการกลับเป็นขึ้นจากตายนั้น พวกเจ้าไม่ได้อ่านเรื่องที่พระเจ้าตรัสกับพวกเจ้าหรือ ที่ว่า 32 ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮาม พระเจ้าของยิศฮาค และพระเจ้าของยาโคบ’? พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าของคนตาย แต่เป็นพระเจ้าของคนเป็น.” 33 เมื่อฝูงชนได้ยินเช่นนั้นก็อัศจรรย์ใจในคำสอนของพระองค์.
34 เมื่อพวกฟาริซายได้ยินว่าพระองค์ทำให้พวกซาดูกายเงียบเสียง พวกเขาจึงรวมตัวกันมาหาพระองค์. 35 แล้วพวกเขาคนหนึ่งซึ่งชำนาญเรื่องพระบัญญัติก็ทดสอบพระองค์โดยถามว่า 36 “ท่านอาจารย์ พระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด?” 37 พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ ‘จงรักพระยะโฮวาพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดหัวใจของเจ้า ด้วยสุดชีวิตของเจ้า และด้วยสุดความคิดของเจ้า.’ 38 นี่เป็นบัญญัติข้อสำคัญที่สุดและเป็นบัญญัติข้อแรก. 39 บัญญัติข้อที่สองก็เช่นกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง.’ 40 พระบัญญัติและคำพยากรณ์ทั้งสิ้นรวมอยู่ในบัญญัติสองข้อนี้.”
41 ขณะที่พวกฟาริซายยังชุมนุมกันอยู่ที่นั่น พระเยซูทรงถามพวกเขาว่า 42 “เจ้าทั้งหลายคิดอย่างไรเรื่องพระคริสต์? ท่านเป็นบุตรของผู้ใด?” พวกเขาตอบพระองค์ว่า “บุตรดาวิด.” 43 พระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “ถ้าเช่นนั้น เหตุใดดาวิดซึ่งได้รับการดลใจจึงเรียกท่านว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ เมื่อกล่าวว่า 44 ‘พระยะโฮวาตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า “จงนั่งด้านขวามือของเราจนกว่าเราจะทำให้เหล่าศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าเจ้า”’? 45 ฉะนั้น หากดาวิดเรียกท่านว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ ท่านจะเป็นบุตรของดาวิดได้อย่างไร?” 46 ไม่มีใครตอบพระองค์ได้สักคำ และตั้งแต่วันนั้นไม่มีใครกล้าถามพระองค์อีกเลย.
23 แล้วพระเยซูตรัสกับฝูงชนและเหล่าสาวกของพระองค์ว่า 2 “พวกอาลักษณ์กับพวกฟาริซายมานั่งบนที่นั่งของโมเซ. 3 ฉะนั้น ทุกสิ่งที่พวกเขาบอกเจ้าทั้งหลาย จงทำและปฏิบัติตาม แต่อย่าทำตามอย่างพวกเขา เพราะพวกเขาดีแต่พูดแต่ไม่ทำตาม. 4 พวกเขามัดของหนักวางบนบ่าผู้คน แต่ตัวเขาเองไม่ยอมใช้นิ้วดันแม้แต่นิ้วเดียว.* 5 ทุกสิ่งที่พวกเขาทำนั้นล้วนแต่เพื่อให้คนอื่นเห็น ด้วยว่าพวกเขาทำกลักใส่ข้อคัมภีร์ที่สวมเป็นเครื่องรางให้ใหญ่ขึ้น และทำชายครุยเสื้อให้ยาวขึ้น. 6 พวกเขาชอบนั่งในที่อันทรงเกียรติในงานเลี้ยง ชอบนั่งที่เด่น ๆ ในธรรมศาลา 7 ชอบให้คนคำนับในตลาด และชอบให้เรียกว่า ‘อาจารย์.’* 8 ส่วนเจ้าทั้งหลายอย่าให้ผู้อื่นเรียกเจ้าว่า ‘อาจารย์’ เพราะเจ้าทั้งหลายมีอาจารย์เพียงผู้เดียว และพวกเจ้าทุกคนเป็นพี่น้องกัน. 9 อย่าเรียกผู้ใดบนแผ่นดินโลกว่า ‘บิดา’ เพราะเจ้าทั้งหลายมีพระบิดาแต่องค์เดียวผู้สถิตในสวรรค์. 10 ทั้งอย่าให้ผู้อื่นเรียกเจ้าว่า ‘ผู้นำ’ เพราะเจ้าทั้งหลายมีผู้นำแต่ผู้เดียวคือพระคริสต์. 11 ให้ผู้เป็นใหญ่ที่สุดท่ามกลางเจ้าทั้งหลายเป็นผู้รับใช้พวกเจ้า. 12 ผู้ใดยกตัวเองจะถูกเหยียดลง และผู้ใดถ่อมตัวลงจะถูกยกฐานะให้สูงขึ้น.
13 “วิบัติแก่เจ้า พวกอาลักษณ์และพวกฟาริซาย คนหน้าซื่อใจคด! เพราะพวกเจ้าปิดกั้นราชอาณาจักรสวรรค์ไว้จากคนทั้งหลาย ด้วยว่าพวกเจ้าเองไม่เข้าไป และเมื่อมีคนจะเข้าไป พวกเจ้าก็ไม่ยอมให้เข้า. 14 * ——
15 “วิบัติแก่เจ้า พวกอาลักษณ์และพวกฟาริซาย คนหน้าซื่อใจคด! เพราะพวกเจ้าเดินทางไปทั่วทั้งทางทะเลและทางบกเพื่อจะได้สักคนมาเข้าศาสนา เมื่อได้แล้ว เจ้าก็ทำให้เขาสมกับโทษในเกเฮนนา*ยิ่งกว่าพวกเจ้าเป็นสองเท่า.
16 “วิบัติแก่เจ้า คนนำทางตาบอดทั้งหลายซึ่งกล่าวว่า ‘ถ้าผู้ใดสาบานโดยอ้างพระวิหาร คำสาบานนั้นไม่มีผลอะไร แต่ถ้าผู้ใดสาบานโดยอ้างทองคำของพระวิหาร เขาจะต้องทำตาม.’ 17 เจ้าพวกคนโฉดเขลาและคนตาบอด! ที่จริงแล้วสิ่งใดสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารซึ่งทำให้ทองคำนั้นเป็นสิ่งบริสุทธิ์? 18 และพวกเจ้ายังกล่าวอีกว่า ‘ถ้าผู้ใดสาบานโดยอ้างแท่นบูชา คำสาบานนั้นไม่มีผลอะไร แต่ถ้าผู้ใดสาบานโดยอ้างของถวายบนแท่นนั้น เขาจะต้องทำตาม.’ 19 เจ้าพวกคนตาบอด! ที่จริงแล้วสิ่งใดสำคัญกว่า ของถวายหรือแท่นบูชาซึ่งทำให้ของถวายนั้นเป็นสิ่งบริสุทธิ์? 20 ฉะนั้น ผู้ที่สาบานโดยอ้างแท่นบูชาก็สาบานโดยอ้างแท่นนั้นและทุกสิ่งบนแท่นนั้นด้วย 21 และผู้ที่สาบานโดยอ้างพระวิหารก็สาบานโดยอ้างพระวิหารและอ้างพระองค์ผู้สถิตในพระวิหารด้วย 22 และผู้ที่สาบานโดยอ้างสวรรค์ก็สาบานโดยอ้างราชบัลลังก์ของพระเจ้าและอ้างพระองค์ผู้ทรงประทับบนบัลลังก์นั้นด้วย.
23 “วิบัติแก่เจ้า พวกอาลักษณ์และพวกฟาริซาย คนหน้าซื่อใจคด! เพราะพวกเจ้าถวายหนึ่งในสิบของสะระแหน่ เทียนข้าวเปลือก* และยี่หร่า แต่พวกเจ้าละเลยเรื่องที่สำคัญกว่าในพระบัญญัติ คือความยุติธรรม ความเมตตา และความซื่อสัตย์. พวกเจ้าต้องถวายสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ควรละเลยเรื่องที่สำคัญกว่า. 24 เจ้าคนนำทางตาบอดซึ่งกรองตัวริ้นออกแต่กลืนอูฐลงไป!
25 “วิบัติแก่เจ้า พวกอาลักษณ์และพวกฟาริซาย คนหน้าซื่อใจคด! เพราะพวกเจ้าล้างถ้วยชามแต่ด้านนอก ส่วนในถ้วยชามนั้นเต็มไปด้วยการปล้นชิงและการกระทำที่เลยเถิด. 26 เจ้าพวกฟาริซายตาบอด จงล้างด้านในถ้วยชามเสียก่อนเพื่อด้านนอกถ้วยชามจะสะอาดด้วย.
27 “วิบัติแก่เจ้า พวกอาลักษณ์และพวกฟาริซาย คนหน้าซื่อใจคด! เพราะพวกเจ้าเป็นเหมือนที่ฝังศพทาด้วยน้ำปูนขาวซึ่งภายนอกดูงดงาม แต่ภายในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและการโสโครกทุกชนิด. 28 เจ้าทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้น ภายนอกปรากฏแก่มนุษย์ว่าชอบธรรม แต่ภายในพวกเจ้าเต็มไปด้วยความหน้าซื่อใจคดและการชั่ว.
29 “วิบัติแก่เจ้า พวกอาลักษณ์และพวกฟาริซาย คนหน้าซื่อใจคด! เพราะพวกเจ้าสร้างที่ฝังศพของผู้พยากรณ์และตกแต่งอุโมงค์ฝังศพของผู้ชอบธรรม 30 และพวกเจ้าพูดว่า ‘ถ้าเราอยู่ในสมัยของบรรพบุรุษ เราจะไม่มีส่วนร่วมกับพวกเขาในการฆ่า*ผู้พยากรณ์.’ 31 ฉะนั้น พวกเจ้าจึงยืนยันว่าตัวเองเป็นบุตรของผู้ที่ฆ่าผู้พยากรณ์. 32 ถ้าเช่นนั้น จงทำอย่างบรรพบุรุษของเจ้าให้ถึงที่สุดเถิด.
33 “เจ้าพวกชาติงูร้าย พวกเจ้าจะหนีให้พ้นโทษในเกเฮนนาได้อย่างไร? 34 เพราะเมื่อเราส่งพวกผู้พยากรณ์และคนมีปัญญาและผู้สอนมาหาเจ้าทั้งหลาย บางคนเจ้าจะฆ่าและตรึงบนเสา บางคนเจ้าจะเฆี่ยนในธรรมศาลาของเจ้าและข่มเหงพวกเขาตามเมืองต่าง ๆ. 35 ดังนั้น ความผิดฐานฆ่า*บรรดาผู้ชอบธรรมบนแผ่นดินโลกจะตกแก่เจ้าทั้งหลาย คือตั้งแต่เฮเบลผู้ชอบธรรมจนถึงเซคาระยาห์*บุตรบาราคียาห์ซึ่งเจ้าฆ่าเสียเมื่อเขาอยู่ระหว่างพระวิหารกับแท่นบูชา. 36 เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า สิ่งทั้งปวงนี้จะบังเกิดแก่คนในยุคนี้.
37 “เยรูซาเลม โอเยรูซาเลมผู้ที่ฆ่าเหล่าผู้พยากรณ์และเอาหินขว้างผู้ที่ถูกส่งมาหาเจ้า! บ่อยเพียงไรที่เราอยากรวบรวมลูก ๆ ของเจ้าเข้ามาอย่างที่แม่ไก่รวบรวมลูก ๆ เข้ามาไว้ใต้ปีกของมัน! แต่พวกเจ้าไม่ต้องการ. 38 พระวิหารหลังนี้*ก็ถูกทิ้งร้างและละไว้ให้พวกเจ้า. 39 ด้วยเราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ตั้งแต่นี้ไปพวกเจ้าจะไม่เห็นเราอีกเลยจนกว่าพวกเจ้าจะพูดว่า ‘ขอพระพรจงมีแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามพระยะโฮวา!’ ”
24 พระเยซูกำลังเสด็จไปจากพระวิหาร แต่เหล่าสาวกของพระองค์เข้ามาชี้ให้พระองค์ทอดพระเนตรอาคารต่าง ๆ ของพระวิหาร. 2 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “เจ้าทั้งหลายเห็นสิ่งทั้งปวงนี้แล้วมิใช่หรือ? เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า จะไม่มีศิลาที่ซ้อนทับกันเหลืออยู่ที่นี่เลย มันจะถูกทลายลงหมด.”
3 ขณะที่พระองค์ทรงนั่งอยู่บนภูเขามะกอก เหล่าสาวกมาทูลพระองค์เป็นการส่วนตัวว่า “ขอทรงบอกพวกข้าพเจ้าเถิดว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร และอะไรจะเป็นสัญญาณบอกว่าพระองค์ประทับอยู่*และบอกว่าเป็นช่วงสุดท้ายของยุค?”*
4 พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “จงระวัง อย่าให้ใครชักนำเจ้าทั้งหลายให้หลง 5 เพราะหลายคนจะมาอ้างนามของเราและบอกว่า ‘เราเป็นพระคริสต์’ และจะชักนำคนจำนวนมากให้หลงไป. 6 เจ้าทั้งหลายจะได้ยินเสียงการสู้รบและข่าวสงคราม ระวังอย่าตกใจกลัว. เพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น แต่ยังไม่ถึงอวสาน.
7 “ด้วยว่าชาติจะต่อสู้ชาติและอาณาจักรต่อสู้อาณาจักร และจะเกิดการขาดแคลนอาหารและแผ่นดินไหวแห่งแล้วแห่งเล่า. 8 สิ่งทั้งปวงนี้เป็นการเริ่มต้นของความทุกข์ปวดร้าวเหมือนตอนเจ็บท้องคลอด.
9 “แล้วผู้คนจะทำให้เจ้าทั้งหลายต้องทุกข์ลำบากและจะฆ่าพวกเจ้าเสีย และเจ้าทั้งหลายจะตกเป็นเป้าแห่งความเกลียดชังจากทุกชาติเพราะนามของเรา. 10 ในเวลานั้นคนเป็นอันมากจะเลิกเชื่อ จะทรยศกัน และจะเกลียดชังกัน. 11 ผู้พยากรณ์เท็จหลายคนจะปรากฏตัวขึ้นแล้วชักนำคนจำนวนมากให้หลง 12 และเนื่องจากความชั่วทวีขึ้น ความรักของคนส่วนใหญ่จะลดน้อยลง. 13 แต่ผู้ที่เพียรอดทนจนถึงที่สุดจะได้รับการช่วยให้รอด. 14 และข่าวดีเรื่องราชอาณาจักรจะได้รับการประกาศไปทั่วแผ่นดินโลกที่มีคนอาศัยอยู่เพื่อให้พยานหลักฐานแก่ทุกชาติ แล้วอวสานจะมาถึง.
15 “ฉะนั้น เมื่อเจ้าทั้งหลายเห็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียนซึ่งทำให้เกิดความร้างเปล่าตั้งอยู่ในที่บริสุทธิ์ ตามที่กล่าวไว้โดยผู้พยากรณ์ดานิเอล (ให้ผู้อ่านสังเกตให้เข้าใจ) 16 เวลานั้นให้คนที่อยู่ในแคว้นยูเดียเริ่มหนีไปยังภูเขา. 17 คนที่อยู่บนดาดฟ้าอย่าลงมาเอาข้าวของในบ้าน 18 คนที่อยู่ในไร่นาอย่ากลับไปเอาเสื้อคลุมที่บ้าน. 19 วิบัติแก่หญิงมีครรภ์และหญิงที่มีลูกอ่อนในเวลานั้น! 20 จงเฝ้าอธิษฐานเสมอเพื่อเจ้าทั้งหลายจะไม่ต้องหนีในช่วงฤดูหนาวหรือในวันซะบาโต* 21 เพราะในเวลานั้นจะมีความทุกข์ลำบากใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์โลกจนบัดนี้ และจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย. 22 ที่จริง ถ้าไม่ทรงทำให้ช่วงเวลานั้นสั้นลง จะไม่มีใคร*รอดเลย แต่เพราะทรงเห็นแก่เหล่าผู้ถูกเลือก จึงทรงทำให้ช่วงเวลานั้นสั้นลง.
23 “แล้วถ้ามีผู้ใดบอกเจ้าทั้งหลายว่า ‘พระคริสต์อยู่นี่!’ หรือ ‘พระคริสต์อยู่นั่น!’ อย่าเชื่อเลย. 24 เพราะพระคริสต์ปลอมและผู้พยากรณ์เท็จจะปรากฏตัวขึ้น แล้วจะให้ข้อพิสูจน์และทำการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่เพื่อชักนำแม้กระทั่งผู้ถูกเลือกให้หลง ถ้าเป็นได้. 25 จำไว้ว่าเราได้เตือนพวกเจ้าไว้แล้ว. 26 ฉะนั้น ถ้าผู้คนบอกเจ้าทั้งหลายว่า ‘พระองค์อยู่ในถิ่นทุรกันดาร!’ อย่าออกไป หรือถ้าเขาบอกว่า ‘พระองค์ซ่อนอยู่ในห้อง’ อย่าเชื่อเลย. 27 ด้วยว่าฟ้าแลบจากทางทิศตะวันออกส่องแสงไปถึงทางทิศตะวันตกอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์มาประทับก็จะเป็นอย่างนั้น. 28 ซากศพอยู่ที่ไหน นกอินทรีก็จะรวมกันอยู่ที่นั่น.
29 “ทันทีหลังจากช่วงเวลาแห่งความทุกข์ลำบากนั้นดวงอาทิตย์จะมืดไป ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง ดวงดาวจะตกจากฟ้า และสิ่งที่มีอำนาจในฟ้าสวรรค์จะสั่นสะเทือน. 30 ครั้นแล้วสัญญาณบอกเหตุการณ์เกี่ยวกับบุตรมนุษย์จะปรากฏในท้องฟ้า แล้วตระกูลทั้งปวงแห่งแผ่นดินโลกจะร่ำไห้ตีอกชกหัว และพวกเขาจะเห็นบุตรมนุษย์มาบนเมฆในท้องฟ้าด้วยอำนาจและฐานะที่มีเกียรติอันรุ่งโรจน์อย่างยิ่ง. 31 และท่านจะส่งเหล่าทูตสวรรค์ของท่านออกไปพร้อมด้วยเสียงแตรอันดัง และทูตเหล่านั้นจะรวบรวมเหล่าผู้ถูกเลือกของท่านจากทั้งสี่ทิศ จากสุดฟ้าสวรรค์ข้างหนึ่งจนถึงอีกข้างหนึ่ง.
32 “จงดูต้นมะเดื่อเป็นตัวอย่าง เมื่อกิ่งอ่อนของมันผลิใบ เจ้าทั้งหลายก็รู้ว่าใกล้จะถึงฤดูร้อนแล้ว. 33 ทำนองเดียวกัน เมื่อเจ้าทั้งหลายเห็นสิ่งทั้งปวงนี้ จงรู้ว่าบุตรมนุษย์มาใกล้แล้ว ท่านอยู่ที่ประตู. 34 เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า คนในยุคนี้จะไม่ล่วงลับไปจนกว่าสิ่งทั้งปวงนี้จะเกิดขึ้น. 35 ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะสูญไป แต่ถ้อยคำของเราจะไม่สูญไปเลย.
36 “วันเวลานั้นไม่มีใครรู้ แม้ทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ พระบิดาเท่านั้นที่ทรงรู้. 37 ด้วยว่าสมัยของโนอาห์เป็นอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์มาประทับก็จะเป็นอย่างนั้น. 38 เพราะในช่วงก่อนน้ำท่วม ผู้คนกินดื่ม แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ* 39 และพวกเขาไม่แยแสจนกระทั่งน้ำมาท่วมและกวาดพวกเขาไปเสียสิ้น เมื่อบุตรมนุษย์มาประทับก็จะเป็นอย่างนั้น. 40 ในเวลานั้นชายสองคนจะอยู่ในไร่นา คนหนึ่งจะถูกเอาไปและอีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้ 41 หญิงสองคนจะโม่แป้งอยู่ คนหนึ่งจะถูกเอาไปและอีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้. 42 ฉะนั้น จงเฝ้าระวังอยู่เสมอ เพราะเจ้าทั้งหลายไม่รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าจะมาในวันใด.
43 “แต่จงรู้ไว้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่าขโมยจะมาเวลาใด เขาจะไม่หลับและไม่ยอมให้ขโมยเข้าบ้าน. 44 ฉะนั้น เจ้าทั้งหลายจงเตรียมพร้อมเช่นกัน เพราะบุตรมนุษย์จะมาในเวลาที่พวกเจ้าไม่คาดคิด.
45 “ที่จริง ใครเป็นทาสสัตย์ซื่อและสุขุมซึ่งนายตั้งไว้ให้ดูแลพวกคนรับใช้ เพื่อให้อาหารแก่พวกเขาในเวลาอันเหมาะ? 46 ทาสนั้นจะมีความสุขถ้านายมาถึงแล้วพบว่าเขากำลังทำเช่นนั้น! 47 เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า นายจะตั้งเขาให้ดูแลทรัพย์สมบัติทั้งหมดของนาย.
48 “แต่ถ้าทาสนั้นเป็นทาสชั่วและคิดในใจว่า ‘นายของเรามาช้า’ 49 แล้วเริ่มตีเพื่อนทาสและกินดื่มกับคนขี้เมา 50 นายของเขาจะมาในวันที่เขาไม่คาดคิดและในเวลาที่เขาไม่รู้ 51 และจะลงโทษเขาสถานหนักที่สุดแล้วให้เขาไปอยู่กับคนหน้าซื่อใจคด. ที่นั่นเขาจะร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน.
25 “ในเวลานั้น ราชอาณาจักรสวรรค์จะเปรียบเหมือนหญิงพรหมจารีสิบคนที่ถือตะเกียงของตนออกไปรับเจ้าบ่าว. 2 ห้าคนเป็นคนโง่และห้าคนเป็นคนสุขุม. 3 ด้วยว่าหญิงพรหมจารีโง่ถือตะเกียงของตนไปแต่ไม่เอาน้ำมันไปด้วย 4 ส่วนหญิงพรหมจารีที่สุขุมเอาน้ำมันใส่ขวดไปกับตะเกียงของตน. 5 เมื่อเจ้าบ่าวมาช้า พวกนางต่างสัปหงกและหลับไป. 6 พอตอนเที่ยงคืนมีเสียงร้องว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว! จงออกมาต้อนรับท่านเถิด.’ 7 หญิงพรหมจารีเหล่านั้นจึงลุกขึ้นเติมน้ำมันตะเกียงของตน. 8 หญิงพรหมจารีโง่พูดกับหญิงพรหมจารีสุขุมว่า ‘ขอน้ำมันให้เราบ้าง เพราะตะเกียงของพวกเราจวนจะดับแล้ว.’ 9 หญิงพรหมจารีสุขุมตอบว่า ‘น้ำมันคงจะไม่พอสำหรับเราและเจ้า. เจ้าไปซื้อเอาเองจากคนขายน้ำมันดีกว่า.’ 10 ขณะที่พวกนางไปซื้อน้ำมัน เจ้าบ่าวก็มาถึง และหญิงพรหมจารีที่อยู่พร้อมแล้วก็เข้าไปยังงานเลี้ยงสมรสกับท่าน แล้วประตูก็ปิด. 11 ภายหลัง หญิงพรหมจารีคนอื่น ๆ ก็มาและพูดว่า ‘ท่านเจ้าข้า ท่านเจ้าข้า ขอเปิดให้พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด!’ 12 ท่านตอบว่า ‘เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า เราไม่รู้จักพวกเจ้า.’
13 “ฉะนั้น จงเฝ้าระวังอยู่เสมอ เพราะเจ้าทั้งหลายไม่รู้ว่าวันเวลานั้นคือเมื่อไร.
14 “ด้วยว่าราชอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนชายผู้หนึ่งกำลังจะเดินทางไปต่างแดน จึงเรียกทาสของตนมาแล้วฝากทรัพย์สมบัติไว้กับพวกเขา. 15 ท่านให้คนหนึ่งห้าตะลันต์* คนหนึ่งสองตะลันต์ อีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว ตามความสามารถของแต่ละคน แล้วท่านจึงเดินทางไปต่างแดน. 16 ทาสที่ได้รับห้าตะลันต์ก็ออกไปทันทีและใช้เงินนั้นค้าขายได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์. 17 ทาสที่ได้รับสองตะลันต์ก็ทำเช่นเดียวกันและได้กำไรอีกสองตะลันต์. 18 แต่ทาสที่ได้รับเพียงตะลันต์เดียวออกไปขุดหลุมแล้วเอาเงินนายซ่อนไว้.
19 “เมื่อเวลาผ่านไปช้านาน นายก็มาคิดบัญชีกับทาสเหล่านั้น. 20 ดังนั้น ทาสที่ได้รับห้าตะลันต์จึงนำเงินอีกห้าตะลันต์ที่ได้กำไรเข้ามาหาและพูดว่า ‘นายท่าน ท่านฝากเงินไว้กับข้าพเจ้าห้าตะลันต์ ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรอีกห้าตะลันต์.’ 21 นายจึงพูดกับเขาว่า ‘ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสที่ดีและซื่อสัตย์! เจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย. เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของจำนวนมาก. จงร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด.’ 22 แล้วทาสที่ได้รับสองตะลันต์ก็เข้ามาและพูดว่า ‘นายท่าน ท่านฝากเงินไว้กับข้าพเจ้าสองตะลันต์ ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรอีกสองตะลันต์.’ 23 นายจึงพูดกับเขาว่า ‘ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสที่ดีและซื่อสัตย์! เจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย. เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของจำนวนมาก. จงร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด.’
24 “แล้วทาสที่ได้รับตะลันต์เดียวจึงเข้ามาและพูดว่า ‘นายท่าน ข้าพเจ้าทราบว่าท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่านและเก็บรวบรวมสิ่งที่ท่านไม่ได้ฝัด. 25 ข้าพเจ้าจึงกลัว และเอาเงินตะลันต์ของท่านไปฝังซ่อนไว้ในดิน. นี่คือเงินของท่าน.’ 26 นายจึงพูดกับเขาว่า ‘เจ้าทาสชั่วและเกียจคร้าน เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่าเราเกี่ยวสิ่งที่เรามิได้หว่านและเก็บรวบรวมสิ่งที่เราไม่ได้ฝัด? 27 ฉะนั้น เจ้าก็ควรเอาเงินของเราฝากธนาคารไว้ แล้วเมื่อเรามาถึง เราจะได้รับเงินของเราพร้อมกับดอกเบี้ย.
28 “ ‘ฉะนั้น จงเอาเงินตะลันต์นั้นมาจากเขาแล้วให้แก่ผู้ที่มีสิบตะลันต์. 29 เพราะทุกคนที่มีแล้วจะได้รับมากขึ้นและเขาจะมีบริบูรณ์ แต่คนที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่ก็จะถูกเอาไปจากเขา. 30 และจงโยนเจ้าทาสไร้ค่าคนนี้ออกไปในที่มืดข้างนอก. ที่นั่นเขาจะร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน.’
31 “เมื่อบุตรมนุษย์มาในฐานะที่มีเกียรติอันรุ่งโรจน์พร้อมกับทูตสวรรค์ทั้งปวง ท่านจะนั่งบนบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ของท่าน. 32 และชาติทั้งปวงจะถูกรวบรวมมาอยู่ต่อหน้าท่าน และท่านจะแยกผู้คนออกจากกันเหมือนผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ. 33 แล้วท่านจะให้แกะอยู่ด้านขวามือของท่าน แต่ให้แพะอยู่ด้านซ้ายมือ.
34 “แล้วกษัตริย์จะตรัสกับผู้ที่อยู่ด้านขวามือว่า ‘มาเถิด เจ้าทั้งหลายซึ่งได้รับพรจากพระบิดาของเรา จงมารับราชอาณาจักรซึ่งเตรียมไว้ให้เจ้าตั้งแต่การวางรากของโลก. 35 เพราะเมื่อเราหิว พวกเจ้าได้ให้เรากิน เมื่อเรากระหาย พวกเจ้าได้ให้เราดื่ม. เราเป็นแขกแปลกหน้า พวกเจ้าได้ต้อนรับเราด้วยใจอารี 36 เราไม่มีเสื้อผ้า พวกเจ้าก็ให้เสื้อผ้าเรา. เราป่วย พวกเจ้าได้ดูแลเรา. เราถูกจำคุก พวกเจ้าก็มาหาเรา.’ 37 แล้วเหล่าผู้ชอบธรรมจะทูลท่านว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ทรงหิวและเอาอาหารให้พระองค์เมื่อไร และเห็นพระองค์ทรงกระหายและเอาเครื่องดื่มให้พระองค์เมื่อไร? 38 พวกข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์เป็นแขกแปลกหน้าและต้อนรับพระองค์ด้วยใจอารีเมื่อไร หรือเห็นพระองค์ไม่มีเสื้อผ้าและเอาเสื้อผ้ามาให้พระองค์เมื่อไร? 39 พวกข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ป่วยหรือถูกจำคุกและไปหาพระองค์เมื่อไร?’ 40 และกษัตริย์จะตรัสตอบพวกเขาว่า ‘เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ที่เจ้าทั้งหลายได้ทำเช่นนั้นต่อผู้เล็กน้อยที่สุดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรา ก็เท่ากับเจ้าได้ทำต่อเรา.’
41 “แล้วท่านจะตรัสกับผู้ที่อยู่ด้านซ้ายมือว่า ‘จงไปจากเรา พวกเจ้าที่ถูกแช่งสาป จงเข้าไปในไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ซึ่งเตรียมไว้สำหรับพญามารและทูตสวรรค์ที่อยู่ฝ่ายมัน. 42 เพราะเมื่อเราหิว พวกเจ้ามิได้ให้อะไรเรากิน และเมื่อเรากระหาย พวกเจ้ามิได้ให้อะไรเราดื่ม. 43 เราเป็นแขกแปลกหน้า พวกเจ้ามิได้ต้อนรับเราด้วยใจอารี เราไม่มีเสื้อผ้าพวกเจ้าไม่ได้ให้เสื้อผ้าเรา เราป่วยและถูกจำคุก พวกเจ้ามิได้ดูแลเรา.’ 44 แล้วพวกเขาจะทูลท่านเช่นกันว่า ‘พระองค์เจ้าข้า ที่พวกข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ทรงหิวหรือกระหายหรือเป็นแขกแปลกหน้าหรือไม่มีเสื้อผ้าหรือป่วยหรือถูกจำคุกและมิได้ปรนนิบัติพระองค์นั้นเมื่อไร?’ 45 แล้วท่านจะตอบพวกเขาว่า ‘เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ที่พวกเจ้ามิได้ทำต่อผู้เล็กน้อยที่สุดเหล่านี้คนหนึ่งก็เท่ากับพวกเจ้ามิได้ทำต่อเรา.’ 46 และคนเหล่านี้จะถูกทำลายชั่วนิรันดร์ แต่เหล่าผู้ชอบธรรมจะได้รับชีวิตนิรันดร์.”
26 เมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านั้นแล้วจึงตรัสกับเหล่าสาวกว่า 2 “เจ้าทั้งหลายรู้ว่าจากนี้อีกสองวันจะเป็นเทศกาลปัศคา และบุตรมนุษย์จะถูกมอบให้เขาตรึงบนเสา.”
3 แล้วพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้เฒ่าผู้แก่ได้ประชุมกันในลานบ้านของมหาปุโรหิตชื่อเคยาฟัส 4 และปรึกษากันเพื่อหาอุบายจับพระองค์ฆ่าเสีย. 5 แต่พวกเขาพูดกันว่า “อย่าทำในช่วงเทศกาลเพื่อจะไม่เกิดความวุ่นวายในหมู่ประชาชน.”
6 ขณะพระเยซูอยู่ที่หมู่บ้านเบทาเนียในบ้านของซีโมนคนโรคเรื้อน 7 หญิงคนหนึ่งถือขวด*ใส่น้ำมันหอมราคาแพงเข้ามาหาพระองค์ และนางเทน้ำมันหอมลงบนพระเศียรของพระองค์ขณะที่ทรงนั่งเอนกายอยู่ที่โต๊ะ. 8 เมื่อเหล่าสาวกเห็นเช่นนั้นก็ไม่พอใจและพูดกันว่า “ทำไมทำให้ของเสียเปล่าอย่างนี้? 9 เพราะน้ำมันหอมขวดนี้ถ้าขายก็คงได้เงินมากแล้วเอาแจกให้คนจนได้.” 10 เมื่อพระเยซูทรงรู้เช่นนั้นจึงตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าทำให้หญิงผู้นี้ไม่สบายใจทำไม? ด้วยว่านางได้ทำดีต่อเรา. 11 เพราะคนจนจะอยู่กับพวกเจ้าเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับพวกเจ้าเสมอไป. 12 ด้วยว่าเมื่อหญิงผู้นี้เทน้ำมันหอมชโลมกายเรา นางได้ทำเพื่อเตรียมการฝังศพเรา. 13 เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า ไม่ว่าจะมีการประกาศข่าวดีนี้ที่ไหนในโลก ก็จะมีการกล่าวขวัญถึงสิ่งที่หญิงผู้นี้ได้ทำเพื่อเป็นการระลึกถึงนาง.”
14 แล้วยูดาอิสการิโอตซึ่งเป็นคนหนึ่งในสาวกสิบสองคนจึงได้ไปหาพวกปุโรหิตใหญ่ 15 และถามว่า “พวกท่านจะให้อะไรข้าพเจ้าถ้าข้าพเจ้าจะมอบพระองค์แก่พวกท่าน?” พวกปุโรหิตใหญ่ตกลงจะให้เหรียญเงินเขาสามสิบเหรียญ. 16 ตั้งแต่นั้นมายูดาจึงคอยหาทางมอบพระองค์แก่พวกเขา.
17 ในวันแรกของเทศกาลขนมปังไม่ใส่เชื้อ เหล่าสาวกมาทูลถามพระเยซูว่า “พระองค์ทรงประสงค์จะให้พวกข้าพเจ้าเตรียมอาหารสำหรับปัศคาให้พระองค์เสวยที่ไหน?” 18 พระองค์ตรัสว่า “จงเข้าไปหาคนคนหนึ่งในเมืองและบอกเขาว่า ท่านอาจารย์บอกว่า ‘เวลากำหนดของเราใกล้เข้ามาแล้ว เราจะฉลองปัศคากับสาวกของเราที่บ้านเจ้า.’ ” 19 และพวกสาวกได้ทำตามที่พระเยซูทรงบัญชา แล้วเตรียมสิ่งต่าง ๆ ไว้พร้อมสำหรับฉลองปัศคา.
20 พอถึงเวลาเย็น พระเยซูทรงนั่งเอนกายที่โต๊ะกับสาวกสิบสองคน. 21 ขณะที่รับประทานกันอยู่นั้น พระองค์ตรัสว่า “เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงว่า พวกเจ้าคนหนึ่งจะทรยศเรา.” 22 เมื่อพวกสาวกได้ยินก็เป็นทุกข์นัก จึงต่างทูลถามพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า คือข้าพเจ้าหรือ?” 23 พระองค์ตรัสตอบว่า “ผู้ที่จิ้มในชามเดียวกับเรานั่นแหละคือผู้ที่จะทรยศเรา. 24 จริงอยู่ บุตรมนุษย์จะจากไปอย่างที่มีคำเขียนถึงท่านไว้แล้ว แต่วิบัติจงมีแก่คนที่ทรยศบุตรมนุษย์! ถ้าคนนั้นไม่ได้เกิดมาก็ดีกว่า.” 25 ยูดาซึ่งกำลังจะทรยศพระองค์ทูลว่า “อาจารย์* คือข้าพเจ้าหรือ?” พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เจ้าพูดถูกแล้ว.”
26 ขณะที่รับประทานกันอยู่นั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังมาแผ่นหนึ่งแล้วทูลขอพรและทรงหักส่งให้เหล่าสาวกแล้วตรัสว่า “รับไปกินเถิด. นี่หมายถึงกายของเรา.” 27 แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วยขึ้นมาทูลขอบพระคุณและส่งให้พวกเขาแล้วตรัสว่า “เจ้าทุกคนจงดื่มจากถ้วยนี้เถิด 28 เพราะนี่หมายถึงโลหิตของเราซึ่งเป็น ‘โลหิตแห่งสัญญา’ ซึ่งจะต้องไหลออกเพื่อปลดเปลื้องบาปของคนเป็นอันมาก. 29 แต่เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ตั้งแต่นี้ไปเราจะไม่ดื่มเหล้าองุ่นอีกเลยจนกระทั่งวันนั้นที่เราจะดื่มเหล้าองุ่นใหม่กับเจ้าทั้งหลายในราชอาณาจักรของพระบิดาของเรา.” 30 และเมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว พระองค์กับเหล่าสาวกจึงออกไปยังภูเขามะกอก.
31 ครั้นแล้วพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “คืนนี้เจ้าทั้งหลายจะทิ้งเราไป*เนื่องจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา เพราะมีคำเขียนไว้ว่า ‘เราจะตีผู้เลี้ยงแกะ และแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป.’ 32 แต่เมื่อเราถูกปลุกให้เป็นขึ้นจากตายแล้ว เราจะไปรอพวกเจ้าที่แคว้นแกลิลี.” 33 แต่เปโตรทูลพระองค์ว่า “แม้ทุกคนจะทิ้งพระองค์ไป*เนื่องจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่ทิ้งพระองค์ไปเลย!” 34 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราบอกเจ้าตามจริงว่า คืนนี้ก่อนไก่ขัน เจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง.” 35 เปโตรทูลพระองค์ว่า “แม้ข้าพเจ้าจะต้องตายกับพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่ปฏิเสธพระองค์เลย.” สาวกทั้งหมดต่างก็พูดเหมือนกัน.
36 แล้วพระเยซูกับเหล่าสาวกก็มาถึงที่ที่เรียกว่าเกทเซมาเน พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “จงนั่งอยู่ตรงนี้ขณะที่เราไปอธิษฐานที่นั่น.” 37 แล้วพระองค์ทรงพาเปโตรกับบุตรทั้งสองของเซเบเดอุสไปด้วย พระองค์เริ่มโศกเศร้าและเป็นทุกข์ยิ่ง. 38 แล้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เราเป็นทุกข์หนักเจียนตาย. จงอยู่ที่นี่และเฝ้าระวังอยู่กับเรา.” 39 เมื่อทรงดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง พระองค์ทรงซบลงกับพื้นอธิษฐานว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าเป็นได้ ขอทรงให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพเจ้า. แต่อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด.”
40 แล้วพระองค์ทรงกลับมาหาพวกสาวกและพบพวกเขาหลับอยู่ พระองค์จึงตรัสกับเปโตรว่า “พวกเจ้าจะเฝ้าระวังกับเราสักชั่วโมงไม่ได้หรือ? 41 จงเฝ้าระวังอยู่เสมอและอธิษฐานไม่หยุดหย่อนเพื่อเจ้าทั้งหลายจะไม่พ่ายแพ้การล่อใจ. ใจกระตือรือร้นก็จริง แต่กายนั้นอ่อนแอ.” 42 พระเยซูเสด็จไปอธิษฐานอีกเป็นครั้งที่สอง ทูลว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปไม่ได้ และข้าพเจ้าจะต้องดื่ม ก็ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด.” 43 แล้วพระองค์ทรงกลับมาอีกและพบพวกสาวกหลับอยู่เพราะง่วงมาก. 44 พระองค์จึงทรงละพวกเขาไว้แล้วไปอธิษฐานอีกเป็นครั้งที่สาม โดยทูลเหมือนครั้งก่อน ๆ. 45 แล้วพระองค์ทรงกลับมาหาพวกสาวกและตรัสกับพวกเขาว่า “ในเวลาอย่างนี้พวกเจ้ายังหลับพักผ่อนอยู่อีก! ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาที่บุตรมนุษย์จะถูกมอบไว้ในมือคนบาปแล้ว. 46 ลุกขึ้นไปกันเถิด. ผู้ทรยศเรามาใกล้แล้ว.” 47 พระองค์ตรัสยังไม่ทันขาดคำ ยูดาซึ่งเป็นคนหนึ่งในสาวกสิบสองคนก็มาพร้อมกับคนมากมายที่ถือดาบถือตะบอง ซึ่งเป็นคนของพวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้เฒ่าผู้แก่.
48 ผู้ทรยศพระองค์กำหนดสัญญาณกับคนเหล่านั้นไว้ว่า “ข้าพเจ้าจูบผู้ใดก็คือคนนั้นแหละ จงจับกุมเขา.” 49 แล้วเขาก็ตรงเข้ามาหาพระเยซูและพูดว่า “อาจารย์ ขอให้มีสันติสุข!” และจูบพระองค์อย่างนุ่มนวล. 50 แต่พระเยซูตรัสกับเขาว่า “สหายเอ๋ย เจ้ามาที่นี่ทำไม?” แล้วพวกเขาก็เข้ามาจับกุมพระองค์. 51 แต่คนหนึ่งที่อยู่กับพระเยซูได้ชักดาบออกฟันทาสของมหาปุโรหิตโดนหูเขาขาด. 52 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “เก็บดาบเสีย เพราะทุกคนที่ใช้ดาบจะพินาศด้วยดาบ. 53 เจ้าคิดว่าเราจะขอพระบิดาของเราให้ส่งทัพทูตสวรรค์มากกว่าสิบสองกองมาเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรือ? 54 ถ้าอย่างนั้น ข้อคัมภีร์ที่กล่าวว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับเราจะสำเร็จได้อย่างไร?” 55 แล้วพระเยซูตรัสกับฝูงชนว่า “พวกเจ้าถือดาบถือตะบองมาจับเราเหมือนจับโจรหรือ? เรานั่งสอนในพระวิหารทุกวัน แต่พวกเจ้าก็ไม่ได้จับเรา. 56 แต่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ก็เพื่อข้อความที่เหล่าผู้พยากรณ์เขียนไว้ในพระคัมภีร์จะสำเร็จ.” แล้วสาวกทั้งหมดก็ทิ้งพระองค์แล้วหนีไป.
57 คนเหล่านั้นที่จับกุมพระเยซูพาพระองค์ไปหาเคยาฟัสมหาปุโรหิต ซึ่งมีพวกอาลักษณ์และพวกผู้เฒ่าผู้แก่ชุมนุมกันอยู่ที่นั่นด้วย. 58 ส่วนเปโตรตามพระองค์ไปห่าง ๆ จนถึงลานบ้านมหาปุโรหิต และเมื่อเข้าไปข้างในแล้วก็ไปนั่งอยู่กับพวกคนรับใช้เพื่อคอยดูว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร.
59 ระหว่างนั้น พวกปุโรหิตใหญ่กับสมาชิกทุกคนของสภาซันเฮดริน*ก็หาพยานเท็จมาปรักปรำพระเยซูเพื่อจะได้ประหารพระองค์ 60 แต่พวกเขาหาหลักฐานไม่ได้ แม้ว่ามีพยานเท็จหลายคนมาให้การก็ตาม. ในที่สุดก็มีสองคนมาให้การ 61 ว่า “คนนี้พูดว่า ‘เราจะทลายพระวิหารของพระเจ้าแล้วสร้างขึ้นใหม่ได้ในสามวัน.’ ” 62 มหาปุโรหิตจึงลุกขึ้นพูดกับพระองค์ว่า “เจ้าไม่โต้ตอบอะไรหรือ? เจ้าจะว่าอย่างไรที่คนเหล่านี้ให้การปรักปรำเจ้า?” 63 แต่พระเยซูยังคงนิ่งอยู่. มหาปุโรหิตจึงพูดกับพระองค์ว่า “เราสั่งเจ้าให้สาบานในนามของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ แล้วบอกเราว่าเจ้าเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าหรือไม่!” 64 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เจ้าพูดถูกแล้ว. แต่เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ตั้งแต่นี้ไปพวกเจ้าจะเห็นบุตรมนุษย์นั่งด้านขวาพระหัตถ์ของพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์และจะเห็นท่านมาบนเมฆในท้องฟ้า.” 65 มหาปุโรหิตจึงฉีกเสื้อของตนและกล่าวว่า “เขาหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว! เรายังจะต้องการพยานอีกหรือ? ท่านทั้งหลายก็ได้ยินแล้วว่าเขาหมิ่นประมาทพระเจ้า! 66 พวกท่านคิดเห็นอย่างไร?” คนเหล่านั้นตอบว่า “เขาต้องรับโทษถึงตาย.” 67 แล้วพวกเขาก็ถ่มน้ำลายใส่พระพักตร์พระองค์และต่อยพระองค์. คนอื่น ๆ ตบพระพักตร์พระองค์ 68 และพูดว่า “เจ้าพระคริสต์ พิสูจน์ให้พวกเราเห็นสิว่าเจ้าเป็นผู้พยากรณ์ บอกสิว่าใครตบเจ้า?”
69 ตอนนั้นเปโตรนั่งอยู่ข้างนอกที่ลานบ้านและสาวใช้คนหนึ่งเข้ามาพูดกับเขาว่า “เจ้าเคยอยู่กับเยซูชาวแกลิลีด้วยนี่!” 70 แต่เขาปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งหมดนั้นว่า “เจ้าพูดอะไร ข้าไม่รู้เรื่อง.” 71 เมื่อเปโตรออกไปยังโถงทางเข้าด้านหน้า หญิงสาวอีกคนหนึ่งสังเกตเห็นเขาและพูดกับคนที่อยู่ที่นั่นว่า “คนนี้เคยอยู่กับเยซูชาวนาซาเรท.” 72 เขาปฏิเสธอีก ทั้งสาบานด้วยว่า “ข้าไม่รู้จักคนนั้น!” 73 อีกครู่หนึ่งผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นก็เข้ามาพูดกับเปโตรว่า “เจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่ ๆ เพราะสำเนียงของเจ้ามันฟ้อง.” 74 เขาจึงสบถสาบานว่า “ข้าไม่รู้จักคนนั้น!” ทันใดนั้นไก่ก็ขัน. 75 เปโตรจึงนึกถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “ก่อนไก่ขัน เจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง.” เขาจึงออกไปร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ.
27 พอรุ่งเช้าบรรดาปุโรหิตใหญ่และผู้เฒ่าผู้แก่ก็ประชุมปรึกษากันเพื่อหาทางประหารพระเยซู. 2 และเมื่อพวกเขามัดพระองค์แล้วก็นำตัวไปมอบให้ปีลาตซึ่งเป็นผู้ว่าราชการ.
3 เวลานั้น เมื่อยูดาผู้ทรยศพระองค์เห็นว่าพระองค์ถูกตัดสินลงโทษก็รู้สึกเสียใจ จึงเอาเหรียญเงินสามสิบเหรียญมาคืนให้พวกปุโรหิตใหญ่กับผู้เฒ่าผู้แก่ 4 และพูดว่า “ข้าพเจ้าทำผิดแล้วที่ได้มอบคนชอบธรรม*แก่พวกท่าน.” พวกเขาบอกว่า “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเรา? นั่นมันเรื่องของเจ้า!” 5 ยูดาจึงโยนเหรียญเงินเหล่านั้นเข้าไปในพระวิหารแล้วออกไปผูกคอตาย. 6 แต่พวกปุโรหิตใหญ่เก็บเงินมาและพูดว่า “เงินนี้จะใส่ไว้ในคลังของพระวิหารไม่ได้ เพราะเป็นเงินที่เปื้อนเลือด.” 7 เมื่อปรึกษากันแล้ว พวกเขาจึงใช้เงินนั้นซื้อทุ่งของช่างปั้นหม้อเพื่อใช้ฝังศพคนต่างบ้านต่างเมือง. 8 ฉะนั้น ทุ่งนั้นจึงถูกเรียกว่า “ทุ่งโลหิต” จนถึงทุกวันนี้. 9 แล้วคำที่ผู้พยากรณ์ยิระมะยาห์กล่าวไว้ก็สำเร็จที่ว่า “และพวกเขาก็เอาเหรียญเงินสามสิบเหรียญซึ่งเป็นราคาของผู้นั้น คือผู้ที่เหล่าบุตรของอิสราเอลบางคนตั้งราคาไว้ 10 และพวกเขาจ่ายเงินนั้นสำหรับทุ่งของช่างปั้นหม้อ ตามที่พระยะโฮวาทรงบัญชาข้าพเจ้าไว้.”*
11 เมื่อพระเยซูทรงยืนอยู่ต่อหน้าผู้ว่าราชการ เขาถามพระองค์ว่า “เจ้าเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ?” พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านพูดถูกแล้ว.” 12 แต่เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่และผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวหาพระองค์ พระองค์ไม่ได้ตอบอะไร. 13 แล้วปีลาตถามพระองค์ว่า “เจ้าไม่ได้ยินหรือว่าพวกเขาให้การปรักปรำเจ้าหลายประการ?” 14 แต่พระองค์มิได้ตอบเขาสักคำเดียว ผู้ว่าราชการจึงประหลาดใจอย่างยิ่ง.
15 ในช่วงเทศกาลนี้ เป็นธรรมเนียมที่ผู้ว่าราชการจะปล่อยนักโทษคนหนึ่งตามที่ฝูงชนต้องการ. 16 ในเวลานั้น มีนักโทษที่มีชื่อฉาวโฉ่คนหนึ่งชื่อบารับบัส. 17 ดังนั้น เมื่อฝูงชนมาชุมนุมกัน ปีลาตจึงกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าต้องการให้เราปล่อยคนไหน บารับบัสหรือเยซูที่เรียกกันว่าพระคริสต์?” 18 เพราะปีลาตรู้ว่าพวกเขาส่งตัวพระองค์มาเพราะความริษยา. 19 นอกจากนี้ ขณะที่เขานั่งบนบัลลังก์พิพากษา ภรรยาของเขาใช้คนมาบอกว่า “อย่าทำอะไรคนชอบธรรมนั้น เพราะวันนี้ฉันฝันเห็นเขา ในฝันนั้นฉันเป็นทุกข์มาก.” 20 แต่พวกปุโรหิตใหญ่และผู้เฒ่าผู้แก่ยุฝูงชนให้ขอปีลาตให้ปล่อยบารับบัส แต่ให้ฆ่าพระเยซู. 21 ผู้ว่าราชการปีลาตจึงพูดกับฝูงชนว่า “ในสองคนนี้ เจ้าทั้งหลายต้องการให้เราปล่อยคนไหน?” พวกเขาตอบว่า “บารับบัส.” 22 ปีลาตพูดกับพวกเขาว่า “ถ้าเช่นนั้น เราจะทำอย่างไรกับเยซูที่เรียกกันว่าพระคริสต์?” พวกเขาทั้งหมดพูดว่า “ตรึงเขาเสีย!” 23 ปีลาตพูดว่า “ตรึงเขาทำไม? เขาทำชั่วอะไร?” แต่พวกเขายิ่งร้องว่า “ตรึงเขาเสีย!”
24 เมื่อเห็นทีว่าไม่ได้การ แต่กลับเกิดความวุ่นวาย ปีลาตจึงเอาน้ำมาล้างมือต่อหน้าฝูงชนและพูดว่า “เราไม่ต้องรับผิดชอบการตาย*ของคนนี้แล้ว. พวกเจ้าต้องจัดการกันเอง.” 25 คนทั้งปวงพากันตอบว่า “พวกเรากับลูก ๆ จะรับผิดชอบการตายของเขาเอง.”* 26 ปีลาตจึงปล่อยบารับบัสให้พวกเขา แต่ให้เฆี่ยนพระเยซูและส่งพระองค์ให้พวกเขาเอาไปตรึงบนเสา.
27 ทหารของผู้ว่าราชการจึงนำตัวพระเยซูเข้าไปในจวนผู้ว่าราชการและเรียกทหารทั้งกองมายืนล้อมพระองค์ไว้. 28 พวกเขาถอดฉลองพระองค์ออกแล้วเอาเสื้อคลุมสีแดงเข้มคลุมให้พระองค์ 29 และพวกเขาเอาหนามสานเป็นมงกุฎแล้วสวมบนพระเศียรของพระองค์และเอาไม้อ้อใส่ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์. แล้วพวกเขาเยาะเย้ยพระองค์โดยคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระองค์และพูดว่า “ข้าแต่กษัตริย์ของชาวยิว ขอทรงพระเจริญ!” 30 และพวกเขาถ่มน้ำลายรดพระองค์และเอาไม้อ้อตีพระเศียรพระองค์. 31 เมื่อพวกเขาเยาะเย้ยพระองค์แล้วก็เอาเสื้อคลุมตัวนั้นออกและเอาฉลองพระองค์ตัวนอกมาสวมให้ แล้วจึงนำตัวพระองค์ไปตรึงบนเสา.
32 ขณะที่ออกไปนั้นพวกเขาพบซีโมนชาวไซรีนี จึงเกณฑ์เขาให้แบกเสาทรมาน*ของพระองค์. 33 และเมื่อมาถึงที่แห่งหนึ่งชื่อโกลโกทา ซึ่งแปลว่ากะโหลก 34 พวกเขาเอาเหล้าองุ่นผสมกับน้ำดีให้พระองค์เสวย แต่เมื่อทรงชิมดูแล้ว พระองค์ไม่ยอมเสวย. 35 เมื่อพวกเขาตรึงพระองค์บนเสาแล้วก็เอาฉลองพระองค์ตัวนอกมาจับฉลากแบ่งกัน 36 และพวกเขานั่งเฝ้าพระองค์ที่นั่น. 37 พวกเขาติดข้อความกล่าวหาพระองค์ไว้เหนือพระเศียรพระองค์ด้วย ซึ่งอ่านว่า “นี่คือเยซูกษัตริย์ของชาวยิว.”
38 คราวนั้นมีโจรสองคนถูกตรึงบนเสาพร้อมกับพระองค์ ข้างขวาคนหนึ่งและข้างซ้ายคนหนึ่ง. 39 คนที่เดินผ่านไปมาจึงพูดสบประมาทพระองค์ พวกเขาส่ายหน้า 40 และพูดว่า “เจ้าผู้ที่จะทลายพระวิหารและสร้างขึ้นในสามวัน ช่วยตัวเองให้รอดสิ! ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า ลงมาจากเสาทรมานสิ!” 41 พวกปุโรหิตใหญ่และพวกอาลักษณ์กับพวกผู้เฒ่าผู้แก่ก็เยาะเย้ยพระองค์เหมือนกันว่า 42 “เขาช่วยคนอื่นได้ แต่ช่วยตัวเองไม่ได้! เขาเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ให้เขาลงมาจากเสาทรมานเดี๋ยวนี้สิ แล้วเราจะเชื่อเขา. 43 เขาไว้วางใจพระเจ้า ให้พระองค์ช่วยเขาเดี๋ยวนี้สิถ้าพระองค์พอพระทัย เพราะเขาบอกว่า ‘เราเป็นบุตรของพระเจ้า.’ ” 44 แม้แต่โจรสองคนที่ถูกตรึงบนเสาพร้อมกับพระองค์ก็หยาบหยามพระองค์เหมือนกัน.
45 ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันจนถึงบ่ายสามโมง เกิดความมืดทั่วแผ่นดิน. 46 ประมาณบ่ายสามโมงพระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า “เอลี เอลี ลามาซาบัคทานี?” แปลว่า “พระเจ้าของข้าพเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้า เหตุใดพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพเจ้า?” 47 เมื่อได้ยินเช่นนั้น บางคนที่ยืนอยู่ที่นั่นพูดว่า “เขาเรียกเอลียาห์.” 48 และในทันทีนั้นเองคนหนึ่งในพวกเขาก็วิ่งไปเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวเสียบกับไม้อ้อแล้วยื่นให้พระองค์เสวย. 49 แต่คนอื่น ๆ พูดว่า “อย่ายุ่งกับเขา! มาดูกันว่าเอลียาห์จะมาช่วยเขาให้รอดหรือไม่.” [อีกคนหนึ่งเอาหอกแทงสีข้างพระองค์ และเลือดกับน้ำก็ไหลออกมา.]* 50 พระเยซูทรงร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่งแล้วสิ้นพระชนม์.
51 ในเวลานั้นเอง ม่านในพระวิหารขาดเป็นสองส่วนตั้งแต่บนจดล่าง แผ่นดินก็ไหว ศิลาก็แยก. 52 อุโมงค์ฝังศพก็เปิดออกและร่างของผู้บริสุทธิ์หลายคนซึ่งล่วงลับ*ไปแล้วก็โผล่ขึ้นมา 53 ปรากฏแก่คนเป็นอันมาก (และหลังจากพระองค์ได้รับการปลุกให้คืนพระชนม์แล้ว มีคนที่มาจากบริเวณอุโมงค์ฝังศพเข้าไปในเมืองบริสุทธิ์). 54 แต่เมื่อนายร้อยกับคนที่เฝ้าดูพระเยซูด้วยกันได้เห็นแผ่นดินไหวและสิ่งที่เกิดขึ้นก็กลัวยิ่งนักจึงพูดกันว่า “คนนี้เป็นบุตรของพระเจ้าแน่แล้ว.”
55 นอกจากนั้น ที่นั่นยังมีผู้หญิงหลายคนซึ่งเคยติดตามรับใช้พระเยซูมาจากแกลิลีมองดูอยู่ห่าง ๆ 56 ในผู้หญิงเหล่านั้นก็มีมาเรียมักดาลา มาเรียมารดาของยาโกโบกับโยเสส แล้วก็ภรรยาของเซเบเดอุส.
57 เมื่อถึงเวลาเย็น โยเซฟ เศรษฐีเมืองอะริมาเทียซึ่งได้มาเป็นสาวกของพระเยซู 58 ได้ไปขอพระศพพระเยซูจากปีลาต. ปีลาตก็สั่งให้มอบแก่เขา. 59 โยเซฟจึงนำพระศพมาพันด้วยผ้าลินินเนื้อดีที่สะอาด 60 และวางพระศพไว้ในอุโมงค์ฝังศพใหม่ของเขาซึ่งเขาให้เจาะไว้ในศิลา. เมื่อกลิ้งหินใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้แล้วเขาก็ไป. 61 แต่มาเรียมักดาลากับมาเรียอีกคนหนึ่งยังนั่งอยู่หน้าอุโมงค์นั้น.
62 ในวันรุ่งขึ้น ถัดจากวันเตรียม* พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกฟาริซายพากันไปหาปีลาต 63 พูดว่า “ท่านเจ้าข้า พวกข้าพเจ้านึกขึ้นได้ว่าคนหลอกลวงผู้นั้นเคยบอกไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ว่า ‘อีกสามวันเราจะถูกปลุกให้เป็นขึ้นมา.’ 64 ฉะนั้น โปรดสั่งให้ป้องกันที่ฝังศพเขาอย่างแน่นหนาจนถึงวันที่สาม เพื่อไม่ให้พวกสาวกของเขามาขโมยศพไปแล้วบอกประชาชนว่า ‘เขาถูกปลุกให้เป็นขึ้นจากตายแล้ว!’ และการหลอกลวงครั้งหลังนี้จะยิ่งร้ายกว่าครั้งแรก.” 65 ปีลาตบอกพวกเขาว่า “พวกเจ้าจงนำทหารยามไปป้องกันที่นั่นให้แน่นหนาเท่าที่จะทำได้.” 66 พวกเขาจึงไปจัดการป้องกันที่ฝังศพอย่างแน่นหนาโดยประทับตราไว้ที่หินและให้ทหารยามเฝ้าไว้.
28 หลังวันซะบาโต ในตอนเช้าตรู่ของวันต้นสัปดาห์ มาเรียมักดาลากับมาเรียอีกคนหนึ่งมาดูที่ฝังศพนั้น.
2 ก่อนหน้านั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่เพราะทูตของพระยะโฮวาลงมาจากสวรรค์และมากลิ้งหินออกไป แล้วนั่งอยู่บนหินนั้น. 3 กายท่านสว่างจ้าดุจฟ้าแลบ และเสื้อผ้าของท่านขาวดุจหิมะ. 4 ยามที่เฝ้าอยู่ก็กลัวทูตสวรรค์นั้นจนตัวสั่นแล้วเป็นเหมือนคนตาย.
5 แต่ทูตสวรรค์นั้นพูดกับหญิงทั้งสองว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรารู้ว่าพวกเจ้ากำลังมองหาพระเยซูผู้ถูกตรึงบนเสา. 6 พระองค์ไม่อยู่ที่นี่ เพราะพระองค์ถูกปลุกให้เป็นขึ้นมาแล้วดังที่พระองค์บอกไว้. มาเถิด มาดูที่ซึ่งเขาวางพระศพพระองค์ไว้. 7 และจงรีบไปบอกเหล่าสาวกว่าพระองค์ถูกปลุกให้เป็นขึ้นจากตายแล้ว และพระองค์จะไปรอเจ้าทั้งหลายที่แคว้นแกลิลี เจ้าทั้งหลายจะพบพระองค์ที่นั่น. เราบอกเจ้าแล้ว.”
8 ทั้งสองจึงรีบไปจากอุโมงค์ฝังศพด้วยความกลัวและด้วยความยินดียิ่งแล้ววิ่งไปบอกเหล่าสาวกของพระองค์. 9 ทันใดนั้น พระเยซูเสด็จมาพบพวกนางและทรงทักทายว่า “จงมีสันติสุขเถิด!” ทั้งสองจึงเข้ามาจับที่พระบาทและแสดงความเคารพพระองค์. 10 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกนางว่า “อย่ากลัวเลย! จงไปบอกพี่น้องของเราให้ไปยังแคว้นแกลิลี แล้วพวกเขาจะพบเราที่นั่น.”
11 ขณะที่พวกนางกำลังไป ทหารยามบางคนเข้าไปในเมืองและแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแก่พวกปุโรหิตใหญ่. 12 และเมื่อพวกปุโรหิตใหญ่ประชุมปรึกษากันกับพวกผู้เฒ่าผู้แก่แล้ว พวกเขาได้ให้เงินก้อนใหญ่แก่พวกทหารยาม 13 และบอกว่า “จงพูดว่า ‘พวกสาวกของเขามาลักศพเขาไปตอนกลางคืนขณะที่พวกข้าพเจ้าหลับอยู่.’ 14 และถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูผู้ว่าราชการ เราจะแก้ตัวให้พวกเจ้าเอง พวกเจ้าจะไม่เดือดร้อน.” 15 พวกทหารยามจึงรับเงินไปและทำตามที่ได้รับคำแนะนำ เรื่องที่พวกเขาพูดนั้นจึงเล่าลือกันในหมู่ชาวยิวจนทุกวันนี้.
16 อย่างไรก็ตาม สาวกสิบเอ็ดคนได้ไปยังภูเขาในแคว้นแกลิลีตามที่พระเยซูทรงนัดหมายไว้ 17 และเมื่อเห็นพระองค์ พวกเขาจึงแสดงความเคารพ แต่บางคนยังสงสัย. 18 พระเยซูทรงเข้ามาหาแล้วตรัสกับพวกเขาว่า “อำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกได้ทรงมอบแก่เราแล้ว. 19 ฉะนั้น จงไปสอนคนจากทุกชาติให้เป็นสาวก ให้พวกเขารับบัพติสมา*ในนามของพระบิดาและพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ 20 สอนพวกเขาให้ปฏิบัติตามทุกสิ่งที่เราสั่งพวกเจ้าไว้. และเราจะอยู่กับพวกเจ้าเสมอจนถึงช่วงสุดท้ายของยุค.”*
ตามธรรมเนียมชาวยิว จะเรียกคู่หมั้นฝ่ายชายว่า “สามี.”
ตามธรรมเนียมชาวยิว ถ้าจะถอนหมั้นจะต้องหย่า.
พระนาม “ยะโฮวา” ปรากฏที่นี่เป็นครั้งแรกใน 237 แห่งในฉบับแปลนี้. ดูภาคผนวก 2.
ตามธรรมเนียมชาวยิว จะเรียกคู่หมั้นฝ่ายหญิงว่า “ภรรยา.”
หรือ “เยชูอา” ในภาษาฮีบรู หมายความว่า “พระยะโฮวาเป็นความรอด.”
คือ เฮโรดมหาราช.
คำว่า “คริสต์” มีความหมายตรงกับคำภาษาฮีบรูที่ออกเสียงในภาษาไทยว่า “มาซีฮา.” เมื่อใช้คำนี้กับพระเยซูในพระคัมภีร์ภาคภาษากรีกจะเป็นคำเรียกที่หมายความว่า “ผู้ถูกเจิม” ไม่ใช่พระนาม.
บัพติสมาคือการจุ่มตัวในน้ำจนมิด เป็นพิธีทางศาสนา.
ฟาริซายเป็นนิกายใหญ่นิกายหนึ่งในศาสนายิวในศตวรรษแรกแห่งสากลศักราช.
ซาดูกายเป็นนิกายใหญ่นิกายหนึ่งในศาสนายิวในศตวรรษแรกแห่งสากลศักราชที่ไม่เชื่อเรื่องการกลับเป็นขึ้นจากตายและเรื่องทูตสวรรค์.
ทะเลแกลิลีเป็นทะเลสาบ. มีชื่อเรียกในคัมภีร์ไบเบิลอีกว่า ทะเลสาบเกนเนซาเรต และทะเลไทเบริแอส.
เขตที่ประกอบด้วยสิบเมือง ส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน.
หรือ “สำนึกถึงความจำเป็นต้องพึ่งพระเจ้า.”
ที่เผาขยะนอกกรุงเยรูซาเลม. ดูภาคผนวก 9.
คำแปลตรงตัวคือ “จ่ายเงินจนเหรียญควอดรันส์สุดท้าย.” ควอดรันส์ คือเงินเหรียญที่มีค่าน้อยมาก. ดูภาคผนวก 11.
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
ดูภาคผนวก 4.
หรือ “มองโดยไม่วอกแวก.”
คำแปลตรงตัวคือ “ถ้าตาของเจ้าชั่ว.”
หรือ “สักหน่อยหนึ่ง.”
คำแปลตรงตัวคือ “เจ้าจะตวงให้เขาด้วยเครื่องตวงอันใด เขาจะตวงให้เจ้าด้วยเครื่องตวงอันนั้น.”
คำแปลตรงตัวคือ “ผู้ถูกส่งออกไป.”
หมายความว่า “ซีโมนผู้มีใจแรงกล้า.”
คำแปลตรงตัวคือ “หรือเอาเสื้อหรือรองเท้าหรือไม้เท้าไปด้วยอย่างละสอง.”
ชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกซาตาน.
ดูภาคผนวก 7ก.
ที่เผาขยะนอกกรุงเยรูซาเลม. ดูภาคผนวก 9.
คำแปลตรงตัวคือ “หนึ่งอัสซาริอน” ซึ่งเท่ากับหนึ่งส่วนสิบหกของค่าแรงหนึ่งวัน.
ดูภาคผนวก 6.
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุดเพราะเรา.”
ภาษากรีกคือ ฮาเดส. ดูภาคผนวก 8.
สำหรับชาวยิว ซะบาโตคือวันที่เจ็ดของสัปดาห์ ซึ่งกำหนดให้เป็นวันหยุดพักและวันปฏิบัติศาสนกิจ.
ชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกซาตาน.
หรือ “ระบบ.”
หรือ “คำพูดที่ก่อความเสียหาย.”
คำแปลตรงตัวคือ “สัญญาณ.”
คำแปลตรงตัวคือ “ชอบเล่นชู้.”
หรือ “ระบบ.”
เมล็ดพืชขนาดเล็กมากชนิดหนึ่งซึ่งมีในปาเลสไตน์ เมื่อโตเต็มที่อาจมีลำต้นสูงถึงสี่เมตรและมีกิ่งก้านสาขา.
คำแปลตรงตัวคือ “ซ่อน.”
คำแปลตรงตัวคือ “สามเซอาห์.” หนึ่งเซอาห์เท่ากับ 7.33 ลิตร.
หรือ “ระบบ.”
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
หรือ “ระบบ.”
ดูเชิงอรรถของ ลูกา 3:1.
เวลาตีสามถึงหกโมงเช้า.
คำแปลตรงตัวคือ “สัญญาณ.”
สำเนาที่เก่าแก่บางฉบับไม่มีข้อความในวงเล็บเหลี่ยม.
คำแปลตรงตัวคือ “ชอบเล่นชู้.”
คำว่า “เปโตร” มาจากคำภาษากรีก เพทรอส แปลว่า “ก้อนหิน.” ส่วนคำว่า “ศิลา” มาจากคำภาษากรีก เพทรัย.
หรือ “ประตูหลุมศพ.” คำว่า “หลุมศพ” มาจากคำภาษากรีก ฮาเดส. ดูภาคผนวก 8.
ดูภาคผนวก 6.
ดูเชิงอรรถของ มัด 13:31.
ข้อนี้มีอยู่ในฉบับแปลบางฉบับ แต่ไม่มีในฉบับภาษากรีกของเวสต์คอตต์และฮอร์ต ซึ่งตรงกับสำเนาภาษากรีกที่เก่าแก่ที่สุด.
คำแปลตรงตัวคือ “เหรียญสองดรัคมา.”
คำแปลตรงตัวคือ “เหรียญสตาเทร์” ซึ่งมีค่าเท่ากับสี่ดรัคมา.
คำแปลตรงตัวคือ “หันกลับ.”
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
ที่เผาขยะนอกกรุงเยรูซาเลม. ดูภาคผนวก 9.
ดูเชิงอรรถของ มัด 17:21.
หนึ่งหมื่นตะลันต์เท่ากับ 60,000,000 เดนาริอน. ตะลันต์เป็นหน่วยเงินตราและหน่วยวัดน้ำหนักของชาวฮีบรู. ในศตวรรษแรก หนึ่งตะลันต์เท่ากับ 20.4 กิโลกรัม.
เดนาริอนเป็นหน่วยเงินตราโรมัน หนึ่งเดนาริอนมีค่าเท่ากับค่าแรงหนึ่งวัน. ดู มัด 20:2.
หรือ “คนเดียวกัน.”
ดูภาคผนวก 4.
ดูเชิงอรรถของ มัด 18:28.
ดูเชิงอรรถของ มัด 3:1.
หรือ “จักรพรรดิ.”
ดูเชิงอรรถของ มัด 18:28.
อาจหมายความว่า “พวกเขาไม่ยอมทำให้ภาระหนักของคนอื่นเบาลง.”
แปลจากคำว่า “รับบี” ในภาษาเดิม.
ดูเชิงอรรถของ มัด 17:21.
ที่เผาขยะนอกกรุงเยรูซาเลม. ดูภาคผนวก 9.
สมุนไพรชนิดหนึ่ง.
คำแปลตรงตัวคือ “โลหิต.”
คำแปลตรงตัวคือ “ทำให้โลหิตไหลนอง.”
คำแปลตรงตัวคือ “ตั้งแต่โลหิตของเฮเบลผู้ชอบธรรมจนถึงโลหิตของเซคาระยาห์.”
คำแปลตรงตัวคือ “บ้านของพวกเจ้า.”
ดูภาคผนวก 5.
หรือ “ระบบ.”
ดูเชิงอรรถของ มัด 12:1.
คำแปลตรงตัวคือ “เนื้อหนัง.”
คำแปลตรงตัวคือ “หีบ” หมายถึงเรือที่คงจะมีรูปทรงสี่เหลี่ยมเหมือนหีบและเป็นเรือท้องแบน.
ดูเชิงอรรถของ มัด 18:24.
คำแปลตรงตัวคือ “ขวดอะลาบาสเตอร์” เป็นชื่อเรียกขวดน้ำหอมขนาดเล็กรูปทรงคล้ายแจกัน ทำด้วยหินที่พบในเมืองอะลาบาสตรอนของอียิปต์.
ดูเชิงอรรถของ มัด 23:7.
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
คำแปลตรงตัวคือ “สะดุด.”
ซันเฮดริน คือศาลสูงของชาวยิว.
คำแปลตรงตัวคือ “โลหิตที่ชอบธรรม.”
ที่จริง ข้อความนี้ยกมาจาก ซคา 11:12, 13. ในสมัยของมัดธาย หนังสือยิระมะยาห์ถูกจัดไว้เป็นเล่มแรกในหมวดหนังสือของผู้พยากรณ์ และอาจมีการเรียกหนังสือทุกเล่มในหมวดนี้ว่า “ยิระมะยาห์” ซึ่งรวมทั้งหนังสือซะคาระยาด้วย. เทียบกับ ลูกา 24:44.
คำแปลตรงตัวคือ “โลหิต.”
คำแปลตรงตัวคือ “ให้โลหิตของเขาตกลงบนพวกเรากับลูก ๆ.”
ดูภาคผนวก 6.
ดูเชิงอรรถของ มัด 16:3.
คำแปลตรงตัวคือ “หลับ.”
วันเตรียมคือวันก่อนวันซะบาโตประจำสัปดาห์ ซึ่งชาวยิวเตรียมอาหารสำหรับวันซะบาโตและทำงานที่จะรอจนถึงหลังวันซะบาโตไม่ได้ให้เสร็จ. เทียบกับ เอ็ก 16:5; 20:10.
ดูเชิงอรรถของ มัด 3:1.
หรือ “ระบบ.”