แหล่งอ้างอิงสำหรับชีวิตและงานรับใช้—คู่มือประชุม
© 2024 Watch Tower Bible and Tract Society of Pennsylvania
วันที่ 3-9 มีนาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล สุภาษิต 3
แสดงให้เห็นว่าคุณไว้วางใจพระยะโฮวา
วซพอบ บทความ 14 ว. 3-4
สุภาษิต 3:5, 6—“อย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง”
“วางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ” เราจะแสดงว่าเราวางใจพระเจ้าโดยการทำสิ่งต่าง ๆ ตามแบบพระองค์ เราต้องวางใจพระเจ้าอย่างเต็มที่คือวางใจพระองค์สุดหัวใจ ในคัมภีร์ไบเบิลคำว่าหัวใจมักหมายถึงตัวตนข้างในของคนคนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงความคิด อารมณ์ความรู้สึก และแรงกระตุ้นของเขา ดังนั้น การที่เราวางใจพระเจ้าสุดหัวใจไม่ได้เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกของเราเท่านั้น แต่เราเลือกที่จะวางใจพระองค์เพราะเราเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าผู้ที่สร้างตัวเรารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา—โรม 12:1
“อย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง” เราต้องวางใจพระเจ้าเพราะเราไม่สามารถวางใจความคิดของตัวเองได้ เราทุกคนเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าเราพึ่งแต่ความคิดหรือความรู้สึกของตัวเองตอนที่ตัดสินใจว่าจะทำอะไร เราก็อาจตัดสินใจทำบางสิ่งที่ดูเหมือนดีในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ส่งผลเสียกับตัวเราเอง (สุภาษิต 14:12; เยเรมีย์ 17:9) พระเจ้าฉลาดกว่าเรามาก (อิสยาห์ 55:8, 9) ดังนั้น ถ้าเราพึ่งพระองค์ตอนที่ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ชีวิตของเราก็จะประสบความสำเร็จ—สดุดี 1:1-3; สุภาษิต 2:6-9; 16:20
วซพอบ บทความ 14 ว. 5-6
สุภาษิต 3:5, 6—“อย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง”
“คิดถึงพระองค์เสมอไม่ว่าจะทำอะไร” ทุกครั้งที่เราต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิต เราควรคิดถึงความคิดของพระเจ้าเสมอ เราจะทำอย่างนั้นได้โดยการอธิษฐานขอการชี้นำจากพระองค์ และทำตามคำสอนของพระองค์ที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล—สดุดี 25:4; 2 ทิโมธี 3:16, 17
“พระองค์จะทำให้ชีวิตราบรื่น” พระเจ้าทำให้ชีวิตของเราราบรื่นโดยช่วยเราให้ใช้ชีวิตตามมาตรฐานที่ถูกต้องของพระองค์ (สุภาษิต 11:5) นี่ช่วยให้เราไม่ต้องเจอกับปัญหาหลายอย่างโดยไม่จำเป็น และมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น—สดุดี 19:7, 8; อิสยาห์ 48:17, 18
วันที่ 17-23 มีนาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล สุภาษิต 5
เราต้องอยู่ให้ห่างจากการทำผิดศีลธรรมทางเพศ
ห00 15/7 น. 29 ว. 6
คุณสามารถรักษาความบริสุทธิ์ในโลกที่ไร้ศีลธรรมได้
เราต้องอยู่ห่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากอิทธิพลของคนผิดศีลธรรม. ทำไมเราจึงจะเปิดรับแนวทางของคนเหล่านั้นโดยฟังดนตรีที่ทำให้ต่ำทราม, ดูการบันเทิงที่ทำให้เสื่อมทราม, หรือดูภาพลามก? (สุภาษิต 6:27; 1 โกรินโธ 15:33; เอเฟโซ 5:3-5) และนับว่าโง่เขลาเพียงไรที่จะดึงดูดความสนใจของคนประเภทนั้นโดยการให้ท่าหรือโดยการแต่งกายและประดับตัวแบบไม่สุภาพ!—1 ติโมเธียว 4:8; 1 เปโตร 3:3, 4.
วันที่ 24-30 มีนาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล สุภาษิต 6
เราเรียนอะไรได้จากมด?
it-1-E น. 115 ว. 1-2
มด
“ฉลาดโดยสัญชาตญาณ” มดไม่ได้ฉลาดหรือมีสติปัญญาเพราะการคิดหาเหตุผลของมัน แต่มันฉลาดเพราะมีสัญชาตญาณตามที่พระเจ้าสร้างมา คัมภีร์ไบเบิลบอกว่ามัน “สะสมอาหารในฤดูร้อน และรวบรวมเสบียงในฤดูเกี่ยว” (สภษ 6:8) มดที่พบได้มากที่สุดในแถบปาเลสไตน์ (Messor semirufus) ชอบเก็บสะสมเมล็ดพืชในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนเพื่อเอาไว้ใช้ในตอนที่หาอาหารได้ยาก เช่น ในฤดูหนาว มดพวกนี้ชอบอยู่ที่ลานนวดข้าวซึ่งมีเมล็ดพืชและเมล็ดข้าวมากมาย เมื่อมีฝนตก ทำให้ที่เก็บเมล็ดพืชเปียกหรือชื้น มดพวกนี้ก็จะขนเมล็ดพืชไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง นอกจากนั้น พวกมันยังกัดจมูกข้าวหรือเมล็ดพืชที่เก็บสะสมไว้เพื่อไม่ให้งอกออกมาเป็นต้น เราสามารถหาว่าพวกมันมีรังอยู่ที่ไหนโดยดูจากทางที่พวกมันเดินไปเดินมา และเปลือกเมล็ดพืชที่ถูกทิ้งไว้หน้ารัง
คุณสมบัติที่น่าเลียนแบบ เมื่อเราได้สังเกตมด เราจะเห็นว่าสิ่งที่บอกไว้ในหนังสือสุภาษิตมีพลังมากจริง ๆ ในนั้นบอกไว้ว่า “คนขี้เกียจ ไปดูมดสิ สังเกตดูว่ามันทำอะไรบ้าง คุณจะได้ฉลาดขึ้น” (สภษ 6:6) นอกจากมดจะเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตตามสัญชาตญาณแล้ว มันยังมีความมุ่งมั่นและอดทนด้วย มันมักจะแบกและลากของที่หนักกว่าตัวมันถึง 2 เท่าหรือบางครั้งก็มากกว่านั้นอีก และถ้ามันตั้งใจจะทำอะไร มันก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้งานสำเร็จ มันจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจถึงแม้อาจจะต้องล้ม ลื่น หรือหล่นลงมาจากที่สูงชันก็ตาม นอกจากนั้น พวกมันจะทำงานร่วมกันเป็นทีมด้วย เราสังเกตว่ารังของมดสะอาดมากเพราะพวกมันคอยช่วยกันดูแล และพวกมันจะเป็นห่วงเป็นใยกัน ถ้ามีตัวไหนบาดเจ็บหรือรู้สึกเหนื่อยล้า พวกมันก็จะช่วยพาตัวนั้นกลับไปที่รัง
ห00 15/9 น. 26 ว. 3-4
รักษาชื่อเสียงของคุณให้ดี
ไม่ควรหรือที่เราก็เช่นกันพึงขยันหมั่นเพียรอย่างมด? การขยันและบากบั่นเพื่อแก้ไขปรับปรุงการงานของเราเป็นผลดีสำหรับตัวเรา ไม่ว่าจะมีคนคอยดูแลชี้แนะหรือไม่มีก็ตาม. ใช่แล้ว เราควรทำดีที่สุดทั้งในโรงเรียน, ณ ที่ทำงานรับจ้าง, และขณะที่มีส่วนร่วมกิจกรรมฝ่ายวิญญาณ. มดได้ประโยชน์จากความขยันหมั่นเพียรของมันฉันใด พระเจ้าก็ทรงประสงค์จะให้พวกเรา ‘เห็นสิ่งดีจากงานหนักทั้งสิ้นของเรา’ ฉันนั้น. (ท่านผู้ประกาศ 3:13, 22, ล.ม.; 5:18) สติรู้สึกผิดชอบที่สะอาดและความอิ่มใจพอใจเป็นส่วนตัวคือบำเหน็จของความขยันขันแข็ง.—ท่านผู้ประกาศ 5:12.
โดยใช้คำถามสองข้อที่ไม่มุ่งหมายให้ตอบ ซะโลโมพยายามจะปลุกคนเกียจคร้านให้ตื่นขึ้นจากความขี้เกียจของตัวเองดังนี้: “เจ้าจะนอนอยู่นานสักเท่าใด, เจ้าขี้เกียจ? เมื่อไรเจ้าจะตื่นลุกขึ้นจากการหลับใหลของเจ้า?” โดยการใช้คำพูดล้อเลียนคนเกียจคร้าน กษัตริย์ทรงกล่าวเพิ่มเติมว่า “อยากนอนอีกนิด, อยากงีบอีกหน่อย อยากกอดมือนอนอีกประเดี๋ยว. ดังนั้นแหละความเข็ญใจของเจ้าจะจู่เข้ามาดุจโจรเข้าปล้น, และความขาดแคลนของเจ้าจะจู่เข้ามาดุจคนมีอาวุธครบมือ.” (สุภาษิต 6:9-11) ขณะที่คนเกียจคร้านยังเฉื่อยชาอยู่ ความยากจนจะจู่เข้ามาดุจโจรปล้น และความขาดแคลนจะจู่โจมเขาดุจคนมีอาวุธครบมือ. ไร่นาของคนเกียจคร้านจะมีหญ้ารกและต้นหนามเต็มไปหมด. (สุภาษิต 24:30, 31) การทำธุรกิจของเขาประสบการขาดทุนในเวลาอันสั้น. นายจ้างจะอดทนกับคนเกียจคร้านได้นานสักเท่าไร? และนักเรียนที่ขี้เกียจเรียนหนังสือจะคาดหวังได้หรือว่าจะทำคะแนนได้ดี?
วันที่ 31 มีนาคม–6 เมษายน
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล สุภาษิต 7
หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจถูกล่อใจให้ทำผิด
ห00 15/11 น. 30 ว. 4-6
“จงรักษาข้อบัญญัติต่าง ๆ ของเรา และมีชีวิตอยู่ต่อไป”
ริมฝีปากของหญิงคนนี้พรั่งพรูถ้อยคำหวานหู. ด้วยความหน้าด้านไร้ยางอาย นางพูดออกมาอย่างมั่นใจ. ทุกสิ่งที่นางพูดนั้นได้รับการไตร่ตรองมาอย่างดีเพื่อล่อลวงชายหนุ่ม. โดยกล่าวว่านางได้ถวายเครื่องบูชาสมานไมตรีในวันนั้นเองและได้แก้สินบนแล้ว นางแสดงท่าว่าตัวเองชอบธรรม และบอกเป็นนัยว่านางไม่ได้อ่อนแอทางฝ่ายวิญญาณ. เครื่องบูชาสมานไมตรีที่พระวิหารในกรุงยะรูซาเลมประกอบด้วยเนื้อสัตว์, แป้งสาลี, น้ำมัน, และเหล้าองุ่น. (เลวีติโก 19:5, 6; 22:21; อาฤธโม 15:8-10) เนื่องจากผู้ถวายสามารถรับเอาเครื่องบูชาส่วนหนึ่งมาเป็นของตัวเองและครอบครัว นางจึงพูดเป็นเชิงว่ามีอาหารและเครื่องดื่มมากมายที่บ้านของนาง. สิ่งที่นางบอกแสดงนัยชัดเจน คือชายหนุ่มจะมีความสุขที่นั่น. นางออกมาจากบ้านเพื่อมองหาชายหนุ่มคนนี้โดยเฉพาะ. น่าประทับใจจริง ๆ—สำหรับคนที่หลงเชื่อเรื่องราวอย่างนี้ได้. ผู้คงแก่เรียนด้านคัมภีร์ไบเบิลคนหนึ่งกล่าวว่า “เป็นเรื่องจริงที่นางกำลังมองหาใครบางคน แต่นางกำลังมองหาพ่อหนุ่มคนนี้โดยเฉพาะไหม? คนโง่เท่านั้น—ซึ่งอาจเป็นชายหนุ่มคนนี้—ที่จะเชื่อนาง.”
หลังจากทำให้ตัวเองดูมีเสน่ห์ด้วยเสื้อผ้า, เสียงที่เอ่ยแต่คำยกยอปอปั้น, สัมผัสด้วยอ้อมกอด, และรสแห่งริมฝีปาก, หญิงผู้ล่อลวงก็ใช้ประสาทรับกลิ่น. นางกล่าวว่า “ฉันได้ประดับเตียงของฉันด้วยผ้าคลุม เป็นผ้าลินินอียิปต์สีต่าง ๆ ฉันได้อบที่นอนของฉันด้วยมดยอบ กฤษณา และอบเชย.” (สุภาษิต 7:16, 17, ฉบับแปลใหม่) นางได้จัดเตียงนอนอย่างสวยงามด้วยผ้าลินินสีสดใสจากอียิปต์และใส่กลิ่นที่หอมละมุนของมดยอบ, กฤษณา, และอบเชย.
นางพูดต่อว่า “มาซิ, ให้เราอิ่มใจในเสน่หาจนรุ่งเช้า; ให้เรากำหนัดยินดีในความรัก.” นี่ไม่ได้เป็นเพียงคำเชิญไปรับประทานอาหารค่ำที่น่ายินดีสองต่อสองเท่านั้น. นางสัญญาว่าจะมีการดื่มด่ำกับความเพลิดเพลินทางกามารมณ์. สำหรับชายหนุ่ม คำเชื้อเชิญนี้น่าลิ้มลองและน่าตื่นเต้น! ขณะที่เชิญชวนต่อไป นางพูดเสริมดังนี้: “เพราะนายผู้ชายไม่อยู่บ้าน; เขาไปทางไกล. เขาเอาถุงเงินไปด้วย; วันพระจันทร์เต็มดวงเขาจึงจะกลับบ้าน.” (สุภาษิต 7:18-20) นางรับประกันว่าพวกเขาจะปลอดภัยแน่นอน เพราะสามีของนางออกเดินทางไปทำธุรกิจและคงไม่กลับมาอีกสักระยะหนึ่ง. นางช่ำชองในการล่อลวงคนหนุ่มเสียจริง! “ด้วยคำอ่อนหวานนานาหล่อนทำให้เขาต้องยอมตาม: ด้วยคำเล่ห์สวาทจากลิ้นของหล่อน ๆ บังคับให้เขายอมตาม.” (สุภาษิต 7:21) ผู้ที่จะต้านทานการล่อใจนี้ได้คงต้องเป็นคนที่มีความสามารถทางจิตใจพอ ๆ กับโยเซฟ. (เยเนซิศ 39:9, 12) ชายหนุ่มคนนี้ต้านทานได้ไหม?
วันที่ 7-13 เมษายน
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล สุภาษิต 8
ขอให้ฟังสติปัญญา
ตร น. 131 ว. 7
“เรารักพระบิดา”
ในข้อ 22 พระปัญญากล่าวว่า “พระยะโฮวาทรงสร้างตัวเราเป็นปฐมแห่งทางการ, ก่อนกิจโบราณอื่น ๆ ของพระองค์.” ในที่นี้ คงไม่ได้พูดถึงเฉพาะแต่พระปัญญาที่เป็นคุณลักษณะเท่านั้น เพราะพระปัญญาไม่เคยถูก “สร้าง” ขึ้น. พระปัญญาไม่มีจุดเริ่มต้น เพราะพระยะโฮวาทรงดำรงอยู่ตลอดมาและทรงไว้ซึ่งพระปัญญาเสมอมา. (บทเพลงสรรเสริญ 90:2) อย่างไรก็ดี พระบุตรของพระเจ้าเป็น “บุตรหัวปีเหนือทุกสิ่งที่ทรงสร้าง.” พระองค์ได้ถูกสร้างขึ้น; พระองค์เป็นสิ่งแรกสุดในผลงานการสร้างทั้งสิ้นของพระยะโฮวา. (โกโลซาย 1:15, ฉบับแปล 2002) พระบุตรทรงดำรงอยู่ก่อนแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์ ดังที่พรรณนาไว้ในพระธรรมสุภาษิต. และในฐานะพระวาทะ โฆษกของพระเจ้าเอง พระองค์แสดงถึงพระปัญญาของพระยะโฮวาอย่างครบถ้วน.—โยฮัน 1:1.
ตร น. 131-132 ว. 8-9
“เรารักพระบิดา”
พระบุตรทรงทำอะไรระหว่างช่วงเวลาอันยาวนานยิ่งนักก่อนพระองค์เสด็จมายังแผ่นดินโลก? ข้อ 30 บอกเราว่าพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างพระบิดาฐานะเป็น “นายช่าง.” ข้อนี้หมายความเช่นไร? โกโลซาย 1:16 (ล.ม.) อธิบายว่า “โดยพระองค์ สิ่งอื่นทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้นทั้งในสวรรค์และที่แผ่นดินโลก. . . สิ่งอื่นทั้งสิ้นได้สร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์.” ดังนั้น พระยะโฮวาพระผู้สร้างทรงใช้พระบุตรของพระองค์ที่เป็นนายช่างให้สร้างสรรพสิ่งอื่น ๆ—ตั้งแต่พวกกายวิญญาณที่อยู่ในแดนสวรรค์ไปจนถึงเอกภพกว้างใหญ่ไพศาลที่เป็นวัตถุ, แผ่นดินโลกพร้อมกับชีวิตพืชและสัตว์ที่น่าอัศจรรย์หลากหลายชนิด, จนถึงสุดยอดของการทรงสร้างทางแผ่นดินโลก นั่นก็คือมนุษยชาติ. ในบางแง่มุม ความร่วมมือกันระหว่างพระบิดากับพระบุตรเช่นนี้ เราอาจเทียบได้กับความร่วมมือกันระหว่างสถาปนิกที่ทำงานร่วมกับช่างก่อสร้างที่ชำนาญเป็นพิเศษในการสร้างตรงตามแบบแปลนที่สถาปนิกคิดขึ้นมา. เมื่อเรารู้สึกเกรงขามเนื่องจากแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งของการทรงสร้าง ที่จริงแล้วเรากำลังสรรเสริญสถาปนิกองค์ยิ่งใหญ่. (บทเพลงสรรเสริญ 19:1) อย่างไรก็ดี เรายังอาจระลึกถึงการร่วมมือกันมานานอย่างมีความสุขระหว่างพระผู้สร้างกับ “นายช่าง” ของพระองค์ด้วย.
เมื่อคนไม่สมบูรณ์สองคนทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด บางครั้งยากที่เขาทั้งสองจะเข้ากันได้. แต่หาเป็นเช่นนั้นกับพระยะโฮวาและพระบุตรของพระองค์ไม่! พระบุตรทำงานร่วมกับพระบิดามาเป็นเวลานานสุดคณานับ และ “ชื่นชมยินดีเฉพาะพระพักตร์พระองค์ตลอด เวลา.” (สุภาษิต 8:30) ใช่แล้ว พระองค์ทรงยินดีอยู่กับพระบิดา และนี่เป็นความรู้สึกที่ทั้งสองพระองค์มีต่อกัน. เป็นธรรมดาที่พระบุตรเป็นเหมือนพระบิดาของพระองค์มากขึ้นเรื่อย ๆ ทรงเรียนรู้ที่จะเลียนแบบคุณลักษณะของพระเจ้า. ดังนั้น ไม่น่าแปลกที่ความผูกพันระหว่างพระบิดากับพระบุตรจึงเหนียวแน่นอย่างยิ่ง! เราจึงเรียกได้อย่างถูกต้องว่า นี่เป็นความผูกพันแห่งความรักที่ยาวนานที่สุดและเหนียวแน่นที่สุดในเอกภพทั้งสิ้น.
ห09 15/4 น. 31 ว. 14
เข้าใจบทบาทของพระเยซู ผู้ยิ่งใหญ่กว่าดาวิดและโซโลมอน
มีมนุษย์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีสติปัญญาเหนือกว่าโซโลมอน. มนุษย์ผู้นั้นคือพระเยซูคริสต์ ซึ่งทรงพรรณนาพระองค์เองว่าเป็น “ผู้ที่ใหญ่กว่าโซโลมอน.” (มัด. 12:42) พระเยซูตรัส “ถ้อยคำที่ให้ชีวิตนิรันดร์.” (โย. 6:68) ตัวอย่างเช่น คำเทศน์บนภูเขาของพระองค์ขยายความหลักการที่อยู่ในสุภาษิตบางข้อของโซโลมอน. โซโลมอนพรรณนาถึงหลายสิ่งที่ทำให้ผู้นมัสการของพระยะโฮวามีความสุข. (สุภา. 3:13; 8:32, 33; 14:21; 16:20) พระเยซูทรงเน้นว่าความสุขแท้มาจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการนมัสการพระยะโฮวาและความสำเร็จเป็นจริงตามคำสัญญาของพระเจ้า. พระองค์ตรัสว่า “ผู้ที่สำนึกถึงความจำเป็นฝ่ายวิญญาณก็มีความสุข เพราะราชอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา.” (มัด. 5:3) คนที่ใช้หลักการที่พบในคำสอนของพระเยซูถูกชักนำให้เข้ามาใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับพระยะโฮวาผู้เป็น “น้ำพุแห่งชีวิต.” (เพลง. 36:9; สุภา. 22:11; มัด. 5:8) พระคริสต์ทรงเป็นผู้ที่แสดงให้เห็น “พระสติปัญญาของพระเจ้า.” (1 โค. 1:24, 30) ในฐานะกษัตริย์มาซีฮา พระเยซูคริสต์ทรงมี “วิญญาณแห่งปัญญา.”—ยซา. 11:2, ล.ม.
วันที่ 14-20 เมษายน
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล สุภาษิต 9
ขอให้เป็นคนฉลาด อย่าเป็นคนชอบเยาะเย้ย
ห01 15/5 น. 30 ว. 5
‘เนื่องจากสติปัญญาวันคืนของเราจะทวีคูณ’
การทุ่มเทตัวเพื่อได้รับสติปัญญานั้นเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของเรา. เพื่อเน้นความเป็นจริงข้อนี้ ซะโลโมกล่าวว่า “ถ้าเจ้ามีปัญญา, เจ้าก็มีปัญญาสำหรับตัวเจ้าเอง; และถ้าเจ้าเย้ยหยัน, เจ้าผู้เดียวก็จะต้องแบกภาระนั้น.” (สุภาษิต 9:12) ผู้มีปัญญา มีปัญญาก็เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และผู้เยาะเย้ยเองควรถูกตำหนิเนื่องด้วยความทุกข์ของเขา. ที่จริง เราเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราหว่าน. ดังนั้นแล้ว ขอให้เรา “[“เอาใจใส่,” ล.ม.] ฟังพระปัญญา.”—สุภาษิต 2:2.
วันที่ 21–27 เมษายน
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล สุภาษิต 10
อะไรทำให้เรามีชีวิตที่ร่ำรวยอย่างแท้จริง?
ห01 15/7 น. 25 ว. 1-3
‘พระพรมีแก่คนชอบธรรม’
คนชอบธรรมได้รับพระพรในอีกวิธีหนึ่งด้วย. “บุคคลผู้ทำการด้วยมือเกียจคร้านย่อมยากจนลง; แต่มือซึ่งขยันขันแข็งกระทำให้เกิดความมั่งคั่ง, บุคคลผู้สะสมไว้ในฤดูร้อนก็เป็นบุตรที่มีปัญญา; แต่บุคคลผู้หลับใหลในฤดูเกี่ยวเก็บก็เป็นบุตรที่เป็นเหตุให้ได้รับความอับอาย.”—สุภาษิต 10:4, 5.
ถ้อยคำของกษัตริย์มีความหมายโดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานระหว่างการเก็บเกี่ยว. ฤดูเก็บเกี่ยวไม่ใช่เวลาสำหรับการหลับใหล แต่เป็นเวลาสำหรับความขยันขันแข็งและการทำงานนานหลายชั่วโมง. ที่จริง เป็นเวลาของความเร่งด่วน.
โดยคำนึงถึงการเก็บเกี่ยว ไม่ใช่ข้าว แต่เป็นผู้คน พระเยซูทรงแจ้งเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “การเกี่ยวนั้นเป็นการใหญ่นักหนา, แต่คนทำการยังน้อยอยู่. เหตุฉะนั้นจงอธิษฐานขอต่อเจ้าของของการเกี่ยวนั้น [พระยะโฮวาพระเจ้า], ให้ใช้คนทำการหลายคนไปในการเกี่ยวของพระองค์.” (มัดธาย 9:35-38) ในปี 2000 มีมากกว่า 14 ล้านคนได้เข้าร่วมการประชุมอนุสรณ์เกี่ยวกับการวายพระชนม์ของพระเยซู—มากกว่าจำนวนของพยานพระยะโฮวาสองเท่า. ดังนั้น ใครหรือจะปฏิเสธได้ว่า “ทุ่งนาเหลืองถึงฤดูเกี่ยวแล้ว”? (โยฮัน 4:35) ผู้นมัสการแท้ทูลขอเจ้าของนาเพื่อให้มีคนงานมากขึ้น ขณะที่ทุ่มเทตัวเองอย่างแข็งขันในงานทำให้คนเป็นสาวกอย่างที่สอดคล้องกับคำอธิษฐานของพวกเขา. (มัดธาย 28:19, 20) และพระยะโฮวาได้อวยพระพรความพยายามของพวกเขาอย่างอุดมสักเพียงไร! ระหว่างปีรับใช้ 2000 มีคนใหม่มากกว่า 280,000 คนได้รับบัพติสมา. คนเหล่านี้พยายามจะเป็นผู้สอนพระคำของพระเจ้าด้วย. ขอให้เราประสบความยินดีและความพอใจในฤดูเก็บเกี่ยวนี้โดยการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในงานทำให้คนเป็นสาวก.
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
ห06 15/5 น. 30 ว. 18
ความยินดีจากการดำเนินอย่างซื่อสัตย์มั่นคง
“พระพรของพระยะโฮวา” คือสิ่งที่นำความรุ่งเรืองฝ่ายวิญญาณมาสู่ประชาชนของพระองค์. และเรามั่นใจว่า “พระองค์จะไม่เพิ่มความทุกข์ยากให้เลย.” (สุภาษิต 10:22) ถ้าอย่างนั้น เหตุใดผู้ที่ภักดีต่อพระเจ้าหลายคนจึงถูกทดสอบและทดลองซึ่งทำให้พวกเขาประสบความทุกข์ยากเจ็บปวดมากมาย? มีเหตุผลอยู่สามประการที่ความลำบากและความทุกข์เกิดขึ้นกับเรา. (1) แนวโน้มที่ผิดบาปของตัวเราเอง. (เยเนซิศ 6:5; 8:21; ยาโกโบ 1:14, 15) (2) ซาตานและพวกผีปิศาจ. (เอเฟโซ 6:11, 12) (3) โลกชั่ว. (โยฮัน 15:19) แม้ว่าพระยะโฮวาทรงยอมให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับเรา แต่พระองค์ไม่ใช่ผู้ที่ก่อให้เกิดสิ่งเลวร้ายเหล่านั้น. ที่จริง “ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาแต่เบื้องบน, และลงมาจากพระบิดาผู้ทรงบันดาลให้มีดวงสว่าง.” (ยาโกโบ 1:17) พระพรของพระยะโฮวานั้นไม่ทำให้เจ็บปวดเลย.
วันที่ 28 เมษายน–4 พฤษภาคม
ความรู้ที่มีค่าจากคัมภีร์ไบเบิล สุภาษิต 11
อย่าพูดมันออกมา!
ห02 15/5 น. 26 ว. 4
ความซื่อสัตย์มั่นคงนำทางคนซื่อตรง
ความซื่อสัตย์มั่นคงของคนซื่อตรงและความชั่วร้ายของคนกระทำชั่วนั้นส่งผลกระทบต่อคนอื่น ๆ เช่นกัน. กษัตริย์แห่งอิสราเอลกล่าวว่า “คนไร้พระเจ้าทำลายเพื่อนบ้านของเขาด้วยปาก แต่คนชอบธรรมได้รับการช่วยให้พ้นด้วยอาศัยความรู้.” (สุภาษิต 11:9, ฉบับแปลใหม่) ใครเลยจะปฏิเสธได้ว่าการให้ร้าย, การนินทาที่มุ่งร้าย, การพูดเรื่องลามก, และการพูดจาไร้สาระไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเสียหาย? ในทางตรงกันข้าม คำพูดของคนชอบธรรมนั้นบริสุทธิ์สะอาด, ใคร่ครวญอย่างดี, และคำนึงถึงผู้อื่น. เนื่องด้วยความรู้ เขาจึงได้รับการช่วยให้รอดพ้น เพราะความซื่อสัตย์มั่นคงทำให้เขามีหลักฐานต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อจะแสดงว่าผู้ที่กล่าวหาเขานั้นพูดเท็จ.
ห02 15/5 น. 27 ว. 2-3
ความซื่อสัตย์มั่นคงนำทางคนซื่อตรง
คนในชุมชนที่ดำเนินชีวิตด้วยความซื่อตรงส่งเสริมสันติสุขและสวัสดิภาพ อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนอื่นในชุมชนด้วย. ด้วยเหตุนี้ บ้านเมืองจึงจำเริญรุ่งเรืองขึ้น. คนเหล่านั้นที่พูดจาให้ร้าย, พูดให้ผู้อื่นเจ็บใจ, หรือพูดไม่ดีต่าง ๆ นานานั้นก่อให้เกิดความไม่สงบ, ไม่มีความสุข, เกิดการแตกแยก, และปัญหายุ่งยาก. นี่เป็นความจริงโดยเฉพาะหากคนเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งที่มีอิทธิพล. บ้านเมืองที่มีคนเช่นนี้ย่อมต้องประสบกับความวุ่นวาย, การฉ้อราษฎร์บังหลวง, และความเสื่อมทรุดทางศีลธรรมและอาจจะทางเศรษฐกิจด้วย.
หลักการที่กล่าวไว้ในสุภาษิต 11:11 ใช้ได้กับไพร่พลของพระยะโฮวาด้วยเนื่องจากพวกเขามีการคบหาสมาคมกันภายในประชาคมคริสเตียนซึ่งเป็นเสมือนชุมชนหนึ่ง. ประชาคมที่มีมนุษย์ฝ่ายวิญญาณ—คนซื่อตรงที่ได้รับการชี้นำโดยความซื่อสัตย์มั่นคง—เป็นอิทธิพลชักจูงในทางดีย่อมเป็นกลุ่มชนที่มีความสุข, มีชีวิตชีวา, และเป็นประโยชน์ ซึ่งนำพระเกียรติมาสู่พระเจ้า. พระยะโฮวาทรงอวยพระพรประชาคมเช่นนั้น และประชาคมจะเจริญรุ่งเรืองทางฝ่ายวิญญาณ. เป็นครั้งคราว บางคนที่แค้นเคืองหรือไม่พอใจซึ่งมักวิพากษ์วิจารณ์และพูดไม่ดีเกี่ยวกับวิธีจัดการกับเรื่องต่าง ๆ จะเป็นเหมือน “รากขมขื่น” ซึ่งอาจแผ่ออกไปและแพร่พิษร้ายทำลายคนอื่น ๆ ซึ่งตอนแรกไม่ได้รับผลกระทบ. (เฮ็บราย 12:15) คนเช่นนั้นมักต้องการมีอำนาจและมีชื่อเสียงมากขึ้น. พวกเขาปล่อยข่าวลือว่ามีความไม่ยุติธรรม, อคติทางเชื้อชาติ, หรืออะไร ๆ ทำนองนั้นเกิดขึ้นในประชาคมหรือในหมู่ผู้ปกครอง. ที่จริง ปากของคนเหล่านี้สามารถทำให้ประชาคมแตกแยกได้. เป็นการสมควรมิใช่หรือที่เราจะปิดหูของเราต่อคำพูดของพวกเขาและเพียรพยายามที่จะเป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณผู้ซึ่งส่งเสริมสันติสุขและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในประชาคม?
ค้นหาความรู้ที่มีค่าของพระเจ้า
ต20.1 น. 11, กรอบ
ทำอย่างไรให้หายเครียด?
“กำจัดความเครียดโดยทำดีกับคนอื่น”
“คนมีเมตตาจะได้สิ่งดีกลับมา แต่คนโหดร้ายทำให้ตัวเองเดือดร้อน”—สุภาษิต 11:17
หนังสือเกี่ยวกับการเอาชนะความเครียด (Overcoming Stress) มีบทหนึ่งชื่อ “กำจัดความเครียดโดยทำดีกับคนอื่น” ดร. ทิม แคนโทเฟอร์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้บอกว่า การทำดีกับคนอื่นจะช่วยให้สุขภาพดีและมีความสุข ในทางกลับกัน คนที่ไม่กรุณาหรือนิสัยไม่ดีทำให้ตัวเองไม่มีความสุขเพราะไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขา
เราอาจหายเครียดได้โดยคิดถึงตัวเองมากขึ้น ตัวอย่างเช่น เราไม่ควรกดดันและคาดหมายจากตัวเองมากเกินไป และไม่ควรดูถูกตัวเอง พระเยซูบอกว่า “ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง”—มาระโก 12:31