ซามูเอลฉบับที่สอง
1 หลังจากซาอูลตาย ดาวิดกลับมาจากการโจมตีชาวอามาเลขและอยู่ที่เมืองศิกลาก+ได้สองวัน 2 ในวันที่สาม มีผู้ชายคนหนึ่งมาจากค่ายของซาอูล เสื้อของเขาฉีกขาดและมีดินอยู่บนหัว เขาเข้ามาใกล้ดาวิดและหมอบลงกับพื้นเพื่อทำความเคารพดาวิด
3 ดาวิดถามเขาว่า “คุณมาจากไหน?” เขาตอบว่า “ผมหนีมาจากค่ายของอิสราเอล” 4 ดาวิดพูดว่า “บอกผมหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น” เขาเล่าว่า “ทหารอิสราเอลแพ้และหนีจากสนามรบ พวกเขาถูกฆ่าตายไปมากมาย แม้แต่ซาอูลกับโยนาธานลูกของเขาก็ตายด้วย”+ 5 ดาวิดจึงถามชายหนุ่มที่มาบอกข่าวนี้ว่า “คุณรู้ได้ยังไงว่าซาอูลกับโยนาธานลูกของเขาตายแล้ว?” 6 เขาตอบว่า “ผมบังเอิญอยู่ที่ภูเขากิลโบอา+และเห็นซาอูลยืนเอาหอกยันพื้นอยู่ ตอนนั้นคนขับรถศึกกับทหารม้าของศัตรูก็ใกล้เข้ามา+ 7 ซาอูลหันมาเห็นผมและเรียกผม ผมก็ตอบว่า ‘ครับท่าน’ 8 เขาถามว่า ‘คุณเป็นใคร?’ ผมตอบว่า ‘ผมเป็นชาวอามาเลขครับ’+ 9 แล้วเขาก็สั่งว่า ‘ช่วยมาฆ่าเราทีเถอะ เราทรมานเหลือเกินแต่ไม่ตายสักที’ 10 ผมจึงเข้าไปฆ่าเขา+ เพราะผมรู้ว่าถ้าเขาบาดเจ็บจนลุกไม่ขึ้นขนาดนั้นเขาคงไม่รอดแน่ ๆ แล้วผมก็ถอดมงกุฎกับกำไลที่ต้นแขนของเขาเอามาให้ท่านนี่แหละครับ”
11 ดาวิดก็ฉีกเสื้อของตัวเอง และทุกคนที่อยู่กับดาวิดก็ทำเหมือนกัน 12 พวกเขาร้องไห้คร่ำครวญและอดอาหาร+จนถึงตอนเย็น เพื่อไว้ทุกข์ให้ซาอูลกับโยนาธานลูกของเขา รวมทั้งประชาชนของพระยะโฮวาและชาวอิสราเอล+ทุกคนที่ถูกฆ่า
13 ดาวิดถามชายหนุ่มที่มาส่งข่าวว่า “คุณเป็นใครมาจากไหน?” เขาตอบว่า “ผมเป็นลูกชาวอามาเลขที่มาอยู่ในอิสราเอล” 14 ดาวิดถามเขาว่า “ทำไมคุณถึงบังอาจฆ่าผู้ที่พระยะโฮวาเจิมไว้?”+ 15 ดาวิดเรียกทหารมาคนหนึ่งและสั่งว่า “ฆ่าเขาซะ” ทหารคนนั้นก็ฆ่าเขาตาย+ 16 ดาวิดพูดว่า “คุณตายเพราะตัวเองแท้ ๆ คุณบอกเองว่าคุณได้ฆ่าผู้ที่พระยะโฮวาเจิมไว้”+
17 แล้วดาวิดก็ร้องเพลงไว้อาลัยให้ซาอูลกับโยนาธาน+ 18 ดาวิดสั่งให้ประชาชนทุกคนในยูดาห์หัดร้องเพลงไว้อาลัยชื่อ “คันธนู” เพลงนี้เขียนไว้ในหนังสือยาชาร์+ มีเนื้อร้องว่า
19 “โอ้ อิสราเอล ผู้ที่งามสง่าถูกฆ่าบนภูเขาของเจ้าแล้ว+
ผู้ที่เก่งกล้าตายเสียแล้ว!
20 อย่าบอกใครในเมืองกัท+
อย่าประกาศตามถนนในเมืองอัชเคโลน
เพราะพวกผู้หญิงฟีลิสเตียจะดีใจ
และลูกสาวของคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตจะโห่ร้องยินดี
21 โอ้ ภูเขากิลโบอา+
ขอให้ไม่มีน้ำค้างหรือฝนตกลงมาบนเจ้า
ขอให้ไร่นาบนเจ้าไม่เกิดผล จะได้ไม่มีอะไรถวายเป็นเครื่องบูชา+
เพราะโล่ของยอดนักรบถูกดูหมิ่นที่นั่น
โล่ของซาอูลไม่ได้ทาด้วยน้ำมันอีกต่อไป
22 ธนูของโยนาธานและดาบของซาอูล
อาบเลือดศัตรูและทิ่มแทงไขมันนักรบ
ไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง+
23 เมื่อยังอยู่ ซาอูลและโยนาธาน+เป็นที่รักและเทิดทูน*
และเมื่อตายไปพวกเขาก็ไม่พรากจากกัน+
24 หญิงสาวชาวอิสราเอล ร้องไห้ให้ซาอูลเถอะ
เขาเคยให้พวกคุณใส่เสื้อสีแดงเข้มและสวมเครื่องประดับ
และให้พวกคุณมีเครื่องทองตกแต่งบนเสื้อผ้า
25 ผู้เก่งกล้าล้มลงในสนามรบแล้ว!
โยนาธานถูกฆ่าบนภูเขาแล้ว!+
26 โยนาธานพี่ชายของผม ผมเสียใจจริง ๆ ที่คุณจากไป
ผมรักคุณมากเหลือเกิน+
ความรักที่คุณมีให้ผมนั้นยิ่งใหญ่กว่าความรักของพวกผู้หญิง+
27 ผู้ที่เก่งกล้าตายเสียแล้ว
และอาวุธทั้งหลายก็พังพินาศแล้ว!”
2 หลังจากนั้น ดาวิดถามพระยะโฮวา+ว่า “ผมควรขึ้นไปเมืองใดเมืองหนึ่งของยูดาห์ไหม?” พระยะโฮวาตอบว่า “ไปเถอะ” ดาวิดก็ถามว่า “ผมจะไปที่ไหนดีครับ?” พระองค์ตอบว่า “ไปที่เมืองเฮโบรน”+ 2 ดาวิดจึงขึ้นไปเมืองเฮโบรนกับภรรยา 2 คน คืออาหิโนอัม+ชาวเมืองยิสเรเอลกับอาบีกายิล+ที่เคยเป็นภรรยาของนาบาลชาวเมืองคาร์เมล 3 ดาวิดพาพวกผู้ชายที่อยู่กับเขาไปด้วย+ และทุกคนก็พาครอบครัวของตัวเองไป พวกเขาตั้งรกรากอยู่ในเมืองต่าง ๆ รอบเมืองเฮโบรน 4 หลังจากนั้น ชาวยูดาห์ก็มาหาดาวิดที่นั่นและเจิมเขาเป็นกษัตริย์ปกครองตระกูลยูดาห์+
พวกเขาบอกดาวิดว่า “ชาวเมืองยาเบชกิเลอาดเป็นคนเอาศพของซาอูลไปฝัง” 5 ดาวิดจึงส่งคนไปบอกชาวเมืองยาเบชกิเลอาดว่า “ขอพระยะโฮวาอวยพรพวกคุณที่ได้ฝังศพ+ซาอูลเจ้านายของพวกคุณ ซึ่งแสดงว่าพวกคุณจงรักภักดี*ต่อเขา 6 ขอพระยะโฮวารัก*และซื่อสัตย์ต่อพวกคุณเสมอ ผมจะเมตตาพวกคุณด้วยที่พวกคุณทำอย่างนั้น+ 7 ขอให้พวกคุณเข้มแข็งและกล้าหาญ เพราะตอนนี้ซาอูลนายของพวกคุณตายแล้ว และตระกูลยูดาห์ได้ตั้งผมเป็นกษัตริย์ของพวกเขาแล้ว”
8 แต่อับเนอร์+ลูกของเนอร์ซึ่งเป็นแม่ทัพของซาอูลได้พาอิชโบเชท+ลูกชายของซาอูลข้ามไปเมืองมาหะนาอิม+ 9 และตั้งเขาเป็นกษัตริย์ปกครองกิเลอาด+ ชาวอาชูร์ เมืองยิสเรเอล+ เอฟราอิม+ เบนยามิน และอิสราเอลทั้งหมด 10 อิชโบเชทลูกซาอูลอายุได้ 40 ปีเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล เขาปกครองอยู่ 2 ปี แต่ตระกูลยูดาห์สนับสนุนดาวิด+ 11 ดาวิดเป็นกษัตริย์ปกครองตระกูลยูดาห์อยู่ที่เมืองเฮโบรนนาน 7 ปี 6 เดือน+
12 ต่อมา อับเนอร์ลูกของเนอร์และคนของอิชโบเชทลูกซาอูลได้ออกจากเมืองมาหะนาอิม+ไปที่เมืองกิเบโอน+ 13 โยอาบ+ลูกนางเศรุยาห์+กับคนของดาวิดก็ออกไปสู้กับพวกเขาที่สระน้ำเมืองกิเบโอน พวกของอับเนอร์นั่งอยู่ฝั่งหนึ่งของสระ และพวกของโยอาบนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง 14 ในที่สุด อับเนอร์บอกโยอาบว่า “ส่งทหารออกมาสู้กัน*ต่อหน้าพวกเราเถอะ” โยอาบตอบว่า “ได้เลย” 15 ทั้งสองฝ่ายส่งทหารออกมา ฝั่งตระกูลเบนยามินซึ่งเป็นคนของอิชโบเชทลูกซาอูลส่งมา 12 คน และฝั่งของดาวิดส่งมา 12 คน 16 พวกเขาทุกคนต่างก็จับหัวคู่ต่อสู้และชักดาบออกมาแทงสีข้างของคู่ต่อสู้ แล้วล้มลงตายด้วยกัน บริเวณนั้นของเมืองกิเบโอนจึงได้ชื่อว่า เฮลขัทฮัสซูริม
17 ในวันนั้นจึงมีการสู้รบอย่างดุเดือดตามมา แล้วในที่สุด ทหารของดาวิดก็เอาชนะอับเนอร์กับทหารฝ่ายอิสราเอลได้ 18 ลูกชาย 3 คนของนางเศรุยาห์+ คือโยอาบ+ อาบีชัย+ และอาสาเฮล+ก็อยู่ที่นั่นด้วย อาสาเฮลวิ่งเร็วมากเหมือนกวางที่วิ่งอยู่กลางทุ่ง 19 อาสาเฮลไล่ตามอับเนอร์และไม่เลี้ยวไปทางไหนเลย 20 อับเนอร์เหลียวมาดูและถามว่า “คุณคืออาสาเฮลใช่ไหม?” เขาตอบว่า “ใช่แล้ว” 21 อับเนอร์บอกเขาว่า “ไปไล่ตามทหารคนอื่นเถอะ ถ้าไล่ทันก็เอาอาวุธของพวกเขาไป” แต่อาสาเฮลไม่เลิกไล่ตามอับเนอร์ 22 อับเนอร์จึงบอกอาสาเฮลอีกครั้งหนึ่งว่า “หยุดตามผมได้แล้ว ทำไมต้องให้ผมฆ่าคุณด้วย? แล้วผมจะมองหน้าโยอาบพี่ชายคุณได้ยังไง?” 23 แต่อาสาเฮลไม่ยอมหยุด อับเนอร์จึงเอาด้ามหอกแทงเข้าที่ท้องของอาสาเฮลทะลุข้างหลัง+ อาสาเฮลล้มลงตายคาที่ ทุกคนที่ผ่านมาเห็นอาสาเฮลล้มลงตายก็หยุดอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง
24 แล้วโยอาบกับอาบีชัยก็ไล่ตามอับเนอร์ไป ตอนที่ดวงอาทิตย์กำลังตก พวกเขามาถึงเนินเขาอัมมาห์ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับกียาห์ ตามทางที่จะไปยังที่กันดารนอกเมืองกิเบโอน 25 ทหารชาวเบนยามินยืนรวมกันอยู่ข้างหลังอับเนอร์ พวกเขายืนปักหลักอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง 26 อับเนอร์ตะโกนบอกโยอาบว่า “จะไล่ฆ่ากันไปไม่จบไม่สิ้นอย่างนี้หรือ? คุณก็รู้ว่าเราสู้กันไปก็มีแต่ความเจ็บปวดเท่านั้น เมื่อไหร่คุณจะบอกให้คนของคุณเลิกไล่ตามพี่น้องของตัวเองซะที?” 27 โยอาบตอบว่า “ผมขอสาบานต่อพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้มีชีวิตอยู่ว่า ถ้าคุณไม่พูดขึ้นมา คนของผมจะไล่ตามพี่น้องของตัวเองจนถึงเช้าแน่ ๆ” 28 แล้วโยอาบก็เป่าแตรเขาสัตว์ คนของเขาจึงเลิกไล่ตามทหารอิสราเอล และพวกเขาก็เลิกสู้กัน
29 คืนนั้นทั้งคืน อับเนอร์กับคนของเขาเดินเข้าไปในเขตอาราบาห์+ พวกเขาข้ามแม่น้ำจอร์แดนและเดินไปตามหุบเขา*จนมาถึงเมืองมาหะนาอิม+ 30 หลังจากโยอาบเลิกไล่ตามอับเนอร์แล้ว เขาก็เรียกทหารทั้งหมดมาชุมนุมกัน มีคนของดาวิดหายไป 19 คนไม่รวมอาสาเฮล 31 แต่ทหารของดาวิดชนะชาวเบนยามินกับทหารของอับเนอร์และฆ่าคนพวกนั้นไป 360 คน 32 พวกเขาเอาศพของอาสาเฮล+ไปฝังในอุโมงค์ฝังศพของพ่อเขาที่เมืองเบธเลเฮม+ แล้วโยอาบกับคนของเขาก็เดินทางตลอดคืน จนมาถึงเมืองเฮโบรน+ในตอนเช้า
3 ราชวงศ์ของซาอูลกับราชวงศ์ของดาวิดสู้รบกันยืดเยื้อยาวนาน ดาวิดเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ+ แต่ราชวงศ์ของซาอูลอ่อนแอลงทุกที+
2 ในช่วงนั้น ดาวิดมีลูกชายหลายคนที่เกิดในเมืองเฮโบรน+ ลูกคนแรกของดาวิดชื่ออัมโนน+ เป็นลูกนางอาหิโนอัม+จากเมืองยิสเรเอล 3 คนที่สองชื่อคิเลอาบเกิดจากนางอาบีกายิล+ที่เคยเป็นภรรยาของนาบาลชาวเมืองคาร์เมล คนที่สามชื่ออับซาโลม+ลูกนางมาอาคาห์+ลูกสาวกษัตริย์ทัลมัยแห่งเกชูร์ 4 คนที่สี่ชื่ออาโดนียาห์+ลูกนางฮักกีท คนที่ห้าชื่อเชฟาทิยาห์ลูกนางอาบีทัล 5 คนที่หกชื่ออิทเรอัมลูกนางเอกลาห์ ลูกชายของดาวิดทั้งหมดนี้เกิดที่เมืองเฮโบรน
6 ในช่วงที่ราชวงศ์ของซาอูลสู้รบกับราชวงศ์ของดาวิดนั้น อับเนอร์+มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ ในราชวงศ์ของซาอูล 7 ซาอูลมีนางสนมคนหนึ่งชื่อริสปาห์+เป็นลูกสาวของอัยยาห์ ต่อมา อิชโบเชท+พูดกับอับเนอร์ว่า “ทำไมคุณไปนอนกับนางสนมของพ่อผม?”+ 8 อับเนอร์ได้ยินที่อิชโบเชทพูดก็โกรธมาก จึงบอกว่า “ผมเป็นแค่หมา*จากยูดาห์หรือ? ผมจงรักภักดี*ต่อราชวงศ์ซาอูล ต่อพี่น้องและเพื่อนพ้องของซาอูลพ่อของท่านมาจนทุกวันนี้ และผมก็ไม่เคยทรยศท่านและส่งตัวท่านให้ดาวิด แต่วันนี้ท่านกลับมาเอาผิดผมเพราะเรื่องผู้หญิง 9 ถ้าผมไม่ช่วยให้ดาวิดเป็นอย่างที่พระยะโฮวาสาบานไว้กับเขา+ก็ขอพระเจ้าลงโทษผมให้หนัก 10 พระองค์เคยสาบานไว้ว่าจะเอาอาณาจักรไปจากราชวงศ์ของซาอูลและจะให้ดาวิดปกครองอิสราเอลและยูดาห์ ตั้งแต่เมืองดานจนถึงเมืองเบเออร์เชบา”+ 11 อิชโบเชทจึงไม่กล้าพูดอะไรอีกเลยเพราะกลัวอับเนอร์+
12 อับเนอร์รีบส่งคนไปหาดาวิดและบอกว่า “แผ่นดินนี้เป็นของใครหรือ?” และยังบอกอีกว่า “ถ้าท่านทำสัญญากับผม ผมจะทำทุกอย่างให้ชาวอิสราเอลทั้งหมดมาอยู่ฝ่ายท่าน”+ 13 ดาวิดก็ตอบว่า “ดี! เราจะทำสัญญากับคุณ แต่เราจะขอคุณแค่เรื่องเดียวคือ ถ้าคุณจะมาหาเราคุณต้องพามีคาล+ลูกสาวของซาอูลมาด้วย” 14 แล้วดาวิดก็ใช้คนไปบอกอิชโบเชท+ลูกชายซาอูลว่า “ส่งตัวมีคาลภรรยาของเรามาให้เราเถอะ เพราะเราได้หมั้นเธอไว้ด้วยหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศของพวกฟีลิสเตีย 100 คนแล้ว”+ 15 อิชโบเชทจึงให้คนไปเอาตัวมีคาลมาจากสามีของเธอคือปัลทีเอล+ลูกชายของลาอิช 16 สามีของมีคาลร้องไห้และเดินไปกับเธอตลอดทางจนถึงหมู่บ้านบาฮูริม+ แล้วอับเนอร์ก็บอกเขาว่า “กลับไปได้แล้ว!” เขาจึงกลับไป
17 ในช่วงนั้น อับเนอร์ส่งข่าวไปถึงพวกผู้นำของชาวอิสราเอลว่า “พวกคุณก็อยากให้ดาวิดเป็นกษัตริย์มานานแล้ว 18 ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกคุณต้องลงมือแล้ว เพราะพระยะโฮวาได้บอกดาวิดว่า ‘เราจะให้ดาวิดผู้รับใช้ของเรา+ช่วยอิสราเอลประชาชนของเราให้รอดจากพวกฟีลิสเตียและจากศัตรูทั้งหมด’” 19 แล้วอับเนอร์ก็พูดกับคนตระกูลเบนยามิน+ด้วย นอกจากนั้น อับเนอร์ยังไปพูดคุยกับดาวิดเป็นการส่วนตัวที่เมืองเฮโบรน เพื่อบอกให้ดาวิดรู้ว่าชาวอิสราเอลกับตระกูลเบนยามินทั้งหมดตกลงกันว่าอย่างไร
20 เมื่ออับเนอร์มาหาดาวิดที่เมืองเฮโบรนพร้อมกับทหาร 20 คน ดาวิดได้จัดงานเลี้ยงให้อับเนอร์กับคนของเขา 21 อับเนอร์พูดกับดาวิดว่า “ขอให้ผมไปรวบรวมชาวอิสราเอลทั้งหมดมาอยู่ฝ่ายท่านกษัตริย์ผู้เป็นนายของผม พวกเขาจะได้ทำสัญญากับท่าน และท่านจะได้ปกครองทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านต้องการ” ดาวิดก็ให้เขาไป อับเนอร์จึงจากไปด้วยดี
22 หลังจากนั้น โยอาบและคนของดาวิดก็กลับมาจากการโจมตีศัตรู พวกเขายึดข้าวของมาได้มากมาย ตอนนั้นอับเนอร์ไม่ได้อยู่กับดาวิดที่เมืองเฮโบรนแล้ว เพราะดาวิดส่งเขากลับไปด้วยดี 23 เมื่อโยอาบ+กับทหารทุกคนที่ไปกับเขามาถึง มีคนบอกโยอาบว่า “อับเนอร์+ลูกของเนอร์+มาหากษัตริย์ แต่กษัตริย์ให้เขากลับไปโดยไม่ทำอะไร” 24 โยอาบจึงมาหาดาวิดและถามว่า “ทำไมท่านทำอย่างนี้? อับเนอร์มาหาท่านถึงนี่ ทำไมปล่อยให้เขากลับไปได้? 25 ท่านก็รู้จักอับเนอร์ลูกเนอร์ดีไม่ใช่หรือ? เขามาหลอกท่านและมาดูความเคลื่อนไหวของท่านเพื่อจะรู้ว่าท่านทำอะไรอยู่ต่างหาก”
26 โยอาบก็ไปจากดาวิด แล้วส่งคนไปตามอับเนอร์ พวกเขาพาตัวอับเนอร์มาจากบ่อเก็บน้ำสีราห์โดยที่ดาวิดไม่รู้เรื่องเลย 27 เมื่ออับเนอร์กลับมาถึงเมืองเฮโบรน+ โยอาบพาเขาเข้าไปคุยกันสองคนในประตูเมือง แต่พอเข้าไปที่นั่น โยอาบก็แทงอับเนอร์ที่ท้องเพื่อแก้แค้นที่อับเนอร์ฆ่าอาสาเฮลน้องชายของตน+ แล้วอับเนอร์ก็ตาย+ 28 ต่อมา เมื่อดาวิดรู้ข่าวก็พูดว่า “เรื่องที่อับเนอร์ลูกของเนอร์ถูกฆ่า+ พระยะโฮวารู้ว่าเรากับอาณาจักรของเราไม่มีความผิด 29 ขอให้ความผิดตกอยู่กับโยอาบ+และวงศ์ตระกูลของพ่อเขา ให้ครอบครัวของโยอาบมีคนที่เป็นหนองใน+ เป็นโรคเรื้อน+ และให้ผู้ชายในครอบครัวของเขาต้องไปปั่นด้าย* ถูกฆ่า และไม่มีอาหารกินตลอดไป!”+ 30 โยอาบกับอาบีชัย+พี่น้องของเขาได้ฆ่าอับเนอร์+ เพราะอับเนอร์ฆ่าอาสาเฮลน้องของพวกเขาตอนสู้รบกัน+ที่เมืองกิเบโอน
31 แล้วดาวิดก็สั่งโยอาบและคนทั้งหมดที่อยู่กับเขาว่า “ให้ทุกคนฉีกเสื้อ ใส่ผ้ากระสอบ และร้องไห้ไว้ทุกข์ให้อับเนอร์” ส่วนกษัตริย์ดาวิดก็เดินตามแคร่หามศพไป 32 พวกเขาฝังศพของอับเนอร์ไว้ที่เมืองเฮโบรน กษัตริย์ดาวิดร้องไห้เสียงดังอยู่หน้าอุโมงค์ฝังศพของอับเนอร์ และทุกคนก็พากันร้องไห้ 33 กษัตริย์ดาวิดร้องเพลงไว้อาลัยให้อับเนอร์ด้วยว่า
“อับเนอร์ไม่น่ามาตายเหมือนคนโง่เลย
34 มือของคุณไม่ได้ถูกมัด
เท้าของคุณไม่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน
คุณตายเหมือนคนที่ถูกคนชั่วฆ่า”+
แล้วทุกคนก็ร้องไห้ให้อับเนอร์อีก
35 ตอนกลางวัน ประชาชนพากันเอาอาหารมาให้ดาวิดเพื่อเขาจะรู้สึกดีขึ้น แต่ดาวิดสาบานว่า “ถ้าผมกินอะไรก็ตามก่อนดวงอาทิตย์ตก+ ขอให้พระเจ้าลงโทษผมให้หนัก!” 36 เมื่อประชาชนเห็นอย่างนั้นก็พอใจ ไม่ว่าดาวิดทำอะไรประชาชนก็ชอบใจทั้งนั้น 37 วันนั้นประชาชนทุกคนและชาวอิสราเอลทั้งหมดจึงรู้ว่ากษัตริย์ดาวิดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารอับเนอร์ลูกของเนอร์+ 38 แล้วกษัตริย์ดาวิดก็พูดกับคนของเขาว่า “พวกคุณรู้ไหมว่าวันนี้อิสราเอลสูญเสียเจ้านายและผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งไปแล้ว?+ 39 ถึงเราจะถูกเจิมให้เป็นกษัตริย์+ แต่วันนี้เราอ่อนแอเหลือเกิน และพวกลูกชายของนางเศรุยาห์+ก็ร้ายกาจจนเราเอาไม่อยู่+ ขอพระยะโฮวาลงโทษคนชั่วให้สาสมกับความชั่วของเขาด้วยเถอะ”+
4 เมื่ออิชโบเชท+ลูกซาอูลได้ยินว่าอับเนอร์ตายแล้วที่เมืองเฮโบรน+ก็ใจเสีย และชาวอิสราเอลทั้งหมดก็ตกใจ 2 อิชโบเชทลูกซาอูลมีหัวหน้ากองทหาร 2 คนชื่อบาอานาห์กับเรคาบ ทั้งสองคนเป็นลูกของริมโมนชาวเมืองเบเอโรทตระกูลเบนยามิน (เคยถือกันว่าเมืองเบเอโรท+เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเบนยามิน 3 แต่ชาวเมืองเบเอโรทหนีไปที่กิททาอิม+และอาศัยอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้)
4 โยนาธาน+ลูกของซาอูลมีลูกชายคนหนึ่งที่เท้าเป็นง่อย+ เขาชื่อเมฟีโบเชท+ ตอนที่เมฟีโบเชทอายุ 5 ขวบมีข่าวมาจากเมืองยิสเรเอล+ว่าซาอูลกับโยนาธานตายแล้ว พี่เลี้ยงของเขาตกใจกลัวจึงอุ้มเขาหนี แต่เพราะรีบมากเมฟีโบเชทจึงตกลงมาและกลายเป็นง่อย
5 บาอานาห์กับเรคาบลูกของริมโมนชาวเมืองเบเอโรทไปที่วังของอิชโบเชทตอนที่อากาศร้อนจัด ตอนนั้นอิชโบเชทกำลังนอนกลางวันอยู่ 6 บาอานาห์กับเรคาบ+เข้าไปในวัง ทำทีว่าจะมาเอาข้าวสาลี แต่พวกเขาไปแทงอิชโบเชทที่ท้อง แล้วทั้งคู่ก็หนีไป 7 ตอนที่พวกเขาเข้าไปในวังนั้น อิชโบเชทกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องนอน พวกเขาฆ่าอิชโบเชทแล้วตัดเอาหัวไป พวกเขาเดินตลอดคืนตามทางที่จะไปอาราบาห์ 8 พวกเขาเอาหัวของอิชโบเชท+มาให้กษัตริย์ดาวิดที่เมืองเฮโบรน และบอกว่า “นี่เป็นหัวของอิชโบเชทลูกซาอูลศัตรู+ที่เคยตามล่าเอาชีวิตท่าน+ วันนี้พระยะโฮวาได้แก้แค้นซาอูลกับลูกของเขาให้ท่านกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมแล้ว”
9 แต่ดาวิดตอบเรคาบกับบาอานาห์ลูกของริมโมนชาวเมืองเบเอโรทว่า “เราขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่ที่ได้ช่วย*เราให้พ้นจากความทุกข์ยากทั้งสิ้น+ว่า 10 ตอนที่มีคนมาบอกเราว่า ‘ซาอูลตายแล้ว’+ เพราะเขาคิดว่ากำลังเอาข่าวดีมาบอกเรา เราได้จับตัวเขาและฆ่าเขา+ที่เมืองศิกลาก นั่นคือรางวัลที่ผู้ส่งข่าวคนนั้นได้รับจากเรา! 11 แล้วนับประสาอะไรกับคนชั่วที่เข้าไปฆ่าคนดีถึงบนเตียงนอนในบ้านของเขาเอง! เราควรจะให้พวกคุณชดใช้ความผิดที่ได้ฆ่าคน+และประหารพวกคุณด้วยไม่ใช่หรือ?” 12 แล้วดาวิดก็สั่งให้คนของเขาเอาตัวบาอานาห์กับเรคาบไปฆ่า+ พวกเขาตัดมือตัดเท้าคนทั้งสองและแขวนไว้+ข้างสระน้ำในเมืองเฮโบรน แต่พวกเขาเอาหัวของอิชโบเชทไปฝังที่สุสานของอับเนอร์ในเมืองเฮโบรน
5 ต่อมา ชาวอิสราเอลทุกตระกูลมาหาดาวิดที่เมืองเฮโบรน+และบอกว่า “พวกเราเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกับท่าน*+ 2 ตอนที่ซาอูลยังเป็นกษัตริย์ของเรา ท่านเป็นผู้นำกองทัพอิสราเอลออกไปรบ+ และพระยะโฮวาเคยบอกท่านว่า ‘เจ้าจะดูแลอิสราเอลประชาชนของเราและจะเป็นผู้นำของอิสราเอล’”+ 3 ผู้นำทุกคนของชาวอิสราเอลมาหากษัตริย์ดาวิดที่เมืองเฮโบรน และกษัตริย์ดาวิดก็ทำสัญญากับพวกเขา+ที่เมืองเฮโบรนต่อหน้าพระยะโฮวา พวกเขาเจิมดาวิดเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล+
4 ดาวิดเป็นกษัตริย์เมื่ออายุ 30 ปีและปกครอง 40 ปี+ 5 เขาปกครองยูดาห์ที่เมืองเฮโบรน 7 ปี 6 เดือน และปกครองทั่วทั้งอิสราเอลกับยูดาห์ที่กรุงเยรูซาเล็ม+ 33 ปี 6 แล้วดาวิดกับคนของเขาก็พากันไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อสู้กับชาวเยบุส+ซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่น ชาวเมืองเยบุสเยาะเย้ยดาวิดว่า “คุณไม่มีทางเข้ามาในนี้ได้หรอก แม้แต่คนตาบอดและคนพิการก็จะไล่คุณออกไป” พวกเขาคิดว่า ‘ดาวิดไม่มีทางเข้ามาในนี้’+ 7 แต่ดาวิดยึดป้อมศิโยนไว้ได้ ซึ่งตอนนี้คือเมืองของดาวิด+ 8 วันนั้นดาวิดพูดว่า “ให้คนที่ไปโจมตีพวกเยบุสเข้าไปทางอุโมงค์ส่งน้ำและให้กำจัดทั้ง ‘คนพิการและคนตาบอด’ ที่ดาวิดเกลียดมาก” เพราะอย่างนี้จึงมีสำนวนว่า “คนตาบอดและคนพิการจะเข้ามาที่นี่ไม่ได้” 9 แล้วดาวิดก็พักอยู่ในป้อมนั้น ที่นั่นจึงได้ชื่อว่า*เมืองของดาวิด และดาวิดเริ่มสร้างเมืองล้อมรอบที่นั่น เริ่มจากเนินดิน*+ไปถึงส่วนอื่น ๆ ของเมือง+ 10 ดาวิดยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ+และพระยะโฮวาพระเจ้าผู้เป็นจอมทัพก็อยู่กับเขา+
11 กษัตริย์ฮีราม+แห่งไทระส่งคนของเขาไปหาดาวิด และส่งไม้สนซีดาร์+ ช่างไม้ กับช่างก่อหินเพื่อจะสร้างกำแพง แล้วพวกเขาก็เริ่มสร้างวังให้ดาวิด+ 12 ดาวิดรู้ว่าพระยะโฮวาได้ตั้งเขาให้เป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอลอย่างมั่นคง+ และพระองค์ทำให้อาณาจักรของเขายิ่งใหญ่+เพื่อเห็นแก่อิสราเอลประชาชนของพระองค์+
13 พอย้ายมาจากเมืองเฮโบรนแล้ว ดาวิดมีนางสนม+กับภรรยาอีกหลายคนที่กรุงเยรูซาเล็ม และมีลูกชายลูกสาวอีกหลายคนด้วย+ 14 ลูก ๆ ของดาวิดที่เกิดในกรุงเยรูซาเล็มคือชัมมุอา โชบับ นาธัน+ โซโลมอน+ 15 อิบฮาร์ เอลีชูอา เนเฟก ยาเฟีย 16 เอลีชามา เอลียาดา และเอลีเฟเลท
17 พอพวกฟีลิสเตียได้ยินว่าดาวิดถูกเจิมเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอลแล้ว+ พวกเขาก็ระดมพลมาตามล่าดาวิด+ เมื่อดาวิดได้ยินข่าวก็ออกไปอยู่ในที่ซ่อนของเขา+ 18 พวกฟีลิสเตียบุกมาโจมตีทั่วหุบเขาเรฟาอิม+ 19 ดาวิดถามพระยะโฮวา+ว่า “ผมควรจะออกไปสู้กับชาวฟีลิสเตียไหม? พระองค์จะช่วยให้ผมชนะไหม?” พระยะโฮวาตอบดาวิดว่า “ไปเถอะ เราจะช่วยให้เจ้าชนะชาวฟีลิสเตียแน่”+ 20 ดาวิดจึงไปที่บาอัลเปราซิมและสังหารชาวฟีลิสเตียที่นั่น ดาวิดพูดว่า “พระยะโฮวาช่วยให้ผมเอาชนะศัตรู+จนพวกเขาเป็นเหมือนกำแพงที่ถูกน้ำซัดจนพังทลาย” เขาจึงเรียกที่นั่นว่าบาอัลเปราซิม*+ 21 ชาวฟีลิสเตียทิ้งรูปเคารพของตนไว้ที่นั่น แล้วดาวิดกับคนของเขาก็เอาไป*
22 ต่อมา พวกฟีลิสเตียบุกมาโจมตีทั่วหุบเขาเรฟาอิม+อีกครั้ง 23 ดาวิดก็ถามพระยะโฮวา แต่พระองค์ตอบว่า “อย่าโจมตีด้านหน้า ให้อ้อมไปด้านหลังและซ่อนตัวหลังพุ่มบาคา แล้วค่อยออกมาโจมตีพวกเขา 24 เมื่อเจ้าได้ยินเสียงเหมือนเสียงคนเดินดังมาจากยอดพุ่มบาคาก็ให้โจมตีทันที เพราะตอนนั้นพระยะโฮวาได้ออกไปเพื่อทำลายกองทัพฟีลิสเตียก่อนหน้าเจ้าแล้ว” 25 ดาวิดทำตามที่พระยะโฮวาสั่งทุกอย่าง เขาไล่ฆ่าฟันชาวฟีลิสเตีย+ตั้งแต่เมืองเกบา+ไปจนถึงเมืองเกเซอร์+
6 ดาวิดรวบรวมทหารที่ดีที่สุดในอิสราเอลมาอีกครั้งหนึ่งจำนวน 30,000 คน 2 แล้วดาวิดกับคนของเขาก็พากันไปที่เมืองบาอาเลยูดาห์ เพื่อขนหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้+ผู้นั่งบนบัลลังก์เหนือเครูบ*+ ซึ่งประชาชนจะมาอ้อนวอนโดยออกชื่อพระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพ+ที่หีบนี้ 3 แต่พวกเขาเอาหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้บรรทุกบนเกวียนใหม่+ เพื่อจะขนออกจากบ้านของอาบีนาดับ+ ซึ่งอยู่บนเขา ลูกชายของอาบีนาดับคืออุสซาห์กับอาหิโยเดินนำเกวียนไป
4 พวกเขาขนหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้จากบ้านของอาบีนาดับซึ่งอยู่บนเขา และให้อาหิโยเดินนำหน้าหีบ 5 ดาวิดกับชาวอิสราเอลทั้งหมดเฉลิมฉลองกันต่อหน้าพระยะโฮวา พวกเขาเล่นเครื่องดนตรีต่าง ๆ ที่ทำจากไม้สนจูนิเปอร์ เล่นพิณและเครื่องสายอื่น ๆ+ ตีกลองแทมบูริน*+ เขย่าเครื่องให้จังหวะ และตีฉาบ+ 6 แต่เมื่อพวกเขามาถึงลานนวดข้าวของนาโคน วัวเกือบทำให้หีบคว่ำ อุสซาห์จึงยื่นมือไปจับหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้+ 7 พระยะโฮวาพระเจ้าเที่ยงแท้โกรธอุสซาห์มาก พระองค์จึงประหารเขา+ที่นั่นเพราะเขาไม่เคารพกฎหมายของพระองค์+ อุสซาห์ก็ตายอยู่ข้างหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้ 8 ดาวิดโมโห*เพราะพระยะโฮวาโกรธอุสซาห์ ที่นั่นจึงถูกเรียกว่าเปเรศอุสซาห์*ตั้งแต่นั้นมา 9 วันนั้น ดาวิดกลัวพระยะโฮวามาก+และบอกว่า “เราจะเอาหีบของพระยะโฮวามาไว้กับเราได้ยังไง?”+ 10 ดาวิดไม่อยากเอาหีบของพระยะโฮวาไปไว้กับเขาที่เมืองของดาวิด+ เขาจึงเอาไปไว้ที่บ้านของโอเบดเอโดม+ชาวเมืองกัท*
11 หีบของพระยะโฮวาอยู่ที่บ้านของโอเบดเอโดมชาวเมืองกัท 3 เดือน และพระยะโฮวาอวยพรโอเบดเอโดมกับทุกคนในครอบครัวของเขา+ 12 มีคนมารายงานกษัตริย์ดาวิดว่า “พระยะโฮวาอวยพรโอเบดเอโดมกับทุกคนในบ้านของเขาเพราะหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้อยู่ที่นั่น” ดาวิดจึงไปขนหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้จากบ้านของโอเบดเอโดมมาที่เมืองของดาวิดอย่างมีความสุข+ 13 เมื่อคนที่หาม+หีบของพระยะโฮวาเดินไปได้ 6 ก้าว ดาวิดก็ถวายวัวตัวผู้ตัวหนึ่งกับสัตว์ที่อ้วนท้วนสมบูรณ์อีกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชา
14 ดาวิดเต้นไปรอบ ๆ เพื่อให้เกียรติพระยะโฮวาอย่างเต็มที่ ตอนนั้นเขาสวมเอโฟดที่ทำจากผ้าลินินด้วย+ 15 ดาวิดกับชาวอิสราเอลทุกคนที่ไปนำหีบ+ของพระยะโฮวามาต่างก็ร้องตะโกนด้วยความดีใจ+และเป่าแตรเขาสัตว์+ 16 แต่เมื่อหีบของพระยะโฮวาเข้ามาในเมืองของดาวิด มีคาล+ลูกสาวของซาอูลมองลงมาจากหน้าต่างเห็นกษัตริย์ดาวิดกระโดดโลดเต้นไปรอบ ๆ เพื่อให้เกียรติพระยะโฮวา เธอก็นึกดูถูกเขา+ 17 พวกเขานำหีบของพระยะโฮวาเข้ามาตั้งไว้ในที่สำหรับหีบนั้นซึ่งอยู่ในเต็นท์ที่ดาวิดเตรียมไว้+ แล้วดาวิดก็ถวายเครื่องบูชาเผา+กับเครื่องบูชาผูกมิตร+ต่อหน้าพระยะโฮวา+ 18 หลังจากดาวิดถวายเครื่องบูชาเผาและเครื่องบูชาผูกมิตรแล้ว เขาก็อวยพรประชาชนในนามพระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพ 19 ดาวิดแจกขนมปังรูปวงแหวน อินทผลัมแห้งและลูกเกดอย่างละก้อนให้ประชาชนชาวอิสราเอลทุกคนทั้งชายและหญิง หลังจากนั้นทุกคนก็กลับบ้านของตัวเอง
20 เมื่อกษัตริย์ดาวิดกลับมาอวยพรครอบครัวของเขา มีคาล+ลูกสาวของซาอูลก็มาหาดาวิด และพูดว่า “วันนี้กษัตริย์ของอิสราเอลทำตัวสมศักดิ์ศรีเหลือเกินนะที่ไปถอดเสื้อผ้าต่อหน้าทาสผู้หญิงของพวกข้าราชการเหมือนคนโง่ที่ชอบแก้ผ้า!”+ 21 ดาวิดจึงพูดกับมีคาลว่า “ฉันฉลองให้พระยะโฮวาผู้ที่เลือกฉันมาแทนพ่อของเธอกับทั้งวงศ์ตระกูลของเขา และพระยะโฮวาก็ยังตั้งฉันเป็นผู้นำของอิสราเอลประชาชนของพระองค์+ เพราะฉะนั้น ฉันจะฉลองให้พระยะโฮวา 22 ฉันจะลดตัวลงให้มากกว่านี้อีก จนแม้แต่ฉันเองก็จะมองว่าตัวเองเป็นคนต่ำต้อย แต่ถึงอย่างนั้นพวกทาสผู้หญิงที่เธอพูดถึงก็จะยกย่องให้เกียรติฉัน” 23 มีคาล+ลูกสาวของซาอูลจึงไม่มีลูกเลยตลอดชีวิต
7 เมื่อกษัตริย์ดาวิดเข้าไปอยู่ในวังของตัวเอง+และพระยะโฮวาทำให้ศัตรูที่อยู่รอบด้านไม่มารุกรานเขาแล้ว 2 กษัตริย์ดาวิดก็พูดกับผู้พยากรณ์นาธัน+ว่า “เราอยู่ในวังไม้สนซีดาร์+ แต่หีบของพระเจ้าเที่ยงแท้ยังตั้งอยู่ในเต็นท์”+ 3 นาธันบอกกษัตริย์ดาวิดว่า “เชิญท่านทำตามที่ต้องการเถอะ เพราะพระยะโฮวาอยู่กับท่านแล้ว”+
4 คืนนั้น พระยะโฮวาส่งข่าวมาถึงนาธันว่า 5 “ไปบอกดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า ‘พระยะโฮวาบอกว่า “เจ้าจะสร้างวิหารให้เราอยู่หรือ?+ 6 เพราะตั้งแต่เราพาชาวอิสราเอลออกมาจากอียิปต์จนถึงทุกวันนี้+เราก็ไม่เคยอยู่ในวิหารหลังไหนเลย เราอยู่ในเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์+ตลอดไม่ว่าจะย้ายไปที่ไหน 7 ตลอดเวลาที่เราอยู่กับชาวอิสราเอล เราเคยถามหัวหน้าตระกูลที่เราแต่งตั้งให้ดูแลอิสราเอลประชาชนของเราสักคำไหมว่า ‘ทำไมเจ้าไม่สร้างวิหารไม้สนซีดาร์ให้เรา?’”’ 8 ไปบอกดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า ‘พระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพบอกว่า “ตอนที่เจ้าเป็นคนเลี้ยงแกะ+ เราพาเจ้ามาจากทุ่งหญ้าและให้มาเป็นผู้นำอิสราเอลประชาชนของเรา+ 9 และเราจะอยู่กับเจ้าไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหน+ เราจะกำจัดศัตรูของเจ้าทุกคนให้พ้นหน้าเจ้า+ และเราจะทำให้เจ้ามีชื่อเสียงไปทั่วโลก+ 10 เราจะเลือกที่แห่งหนึ่งให้อิสราเอลประชาชนของเรา พวกเขาจะอยู่ที่นั่นโดยไม่มีใครรบกวน และจะไม่มีคนชั่วมากดขี่พวกเขาอีกเหมือนที่ผ่านมา+ 11 เหมือนสมัยที่เราตั้งผู้วินิจฉัย+ให้ปกครองอิสราเอลประชาชนของเรา และเราจะทำให้ศัตรูไม่มารุกรานเจ้าเลย+
“‘“และพระยะโฮวาได้บอกเจ้าด้วยว่าพระยะโฮวาจะตั้งราชวงศ์ให้เจ้า+ 12 เมื่อหมดเวลาของเจ้า+และเจ้าต้องตายไปตามปู่ย่าตายาย เราจะยกลูกหลานของเจ้า คือลูกชายคนหนึ่งของเจ้าเอง*ขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากเจ้า และเราจะช่วยให้อาณาจักรของเขามั่นคง+ 13 เขาจะเป็นคนสร้างวิหารเพื่อยกย่องชื่อของเรา+ และเราจะให้เขาครองบัลลังก์อาณาจักรอย่างมั่นคงตลอดไป+ 14 เราจะเป็นพ่อของเขาและเขาจะเป็นลูกของเรา+ ถ้าเขาทำผิด เราก็จะสั่งสอนและตีเขาด้วยไม้เรียวเหมือนที่มนุษย์ทำกัน+ 15 เราจะไม่เลิกรักเขา*เหมือนที่เลิกรักซาอูล+ผู้ที่เราได้กำจัดออกไปให้พ้นหน้าเจ้า 16 ราชวงศ์และอาณาจักรของเจ้าจะมั่นคงตลอดไป และบัลลังก์ของเจ้าจะคงอยู่ตลอดกาล”’”+
17 นาธันเล่าเรื่องที่พระเจ้าบอกในนิมิตนี้ให้ดาวิดฟังทุกคำ+
18 กษัตริย์ดาวิดก็เข้ามานั่งต่อหน้าพระยะโฮวาและอธิษฐานว่า “พระยะโฮวาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ผมเป็นใครและวงศ์ตระกูลของผมสำคัญอย่างไรพระองค์ถึงพาผมมาไกลขนาดนี้?+ 19 ไม่เพียงเท่านั้น พระยะโฮวาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด พระองค์ยังพูดไปไกลถึงอนาคตของวงศ์ตระกูลของผมซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ และพระยะโฮวาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เรื่องนี้ไม่มีมนุษย์คนไหนจะเปลี่ยนแปลงได้* 20 ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์จะพูดอะไรได้มากกว่านี้ เพราะพระองค์รู้จักผมดีจริง ๆ+ พระยะโฮวาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด 21 พระองค์ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดนี้และได้บอกให้ผู้รับใช้ของพระองค์รู้ เพราะพระองค์ได้ตั้งใจไว้และพระองค์สัญญาไว้แล้ว+ 22 เพราะอย่างนี้จึงไม่มีใครเทียบเท่าพระองค์ได้+ พระยะโฮวาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ไม่มีใครเหมือนพระองค์+และไม่มีพระเจ้าอื่นนอกจากพระองค์+ ทุกสิ่งที่พวกเราได้ยินมายืนยันเรื่องนี้ 23 ไม่มีชาติไหนในโลกเหมือนอิสราเอลประชาชนของพระองค์+ พระเจ้าได้ไถ่พวกเขาเพื่อให้มาเป็นประชาชนของพระองค์+ พระองค์ได้สร้างชื่อเสียงให้พระองค์เอง+เพราะพระองค์ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามเพื่อพวกเขา+ พระองค์ขับไล่ชาติต่าง ๆ และพระของชาติเหล่านั้นเพื่อเห็นแก่ประชาชนของพระองค์ที่พระองค์ไถ่ออกมาจากอียิปต์ 24 พระยะโฮวา พระองค์ทำให้ชาวอิสราเอลเป็นประชาชนของพระองค์ตลอดไป+ และพระองค์ก็เป็นพระเจ้าของพวกเขา+
25 “พระยะโฮวาพระเจ้า โปรดทำให้คำสัญญาที่พระองค์ให้ไว้เกี่ยวกับผมและวงศ์ตระกูลของผมเป็นจริงตลอดไป และขอพระองค์ทำตามที่สัญญาไว้+ 26 ขอให้ชื่อของพระองค์ได้รับการยกย่องตลอดกาล+ เพื่อประชาชนจะได้พูดว่า ‘พระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพเป็นพระเจ้าของอิสราเอล’ และขอให้ราชวงศ์ของดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์มั่นคง+ 27 พระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพพระเจ้าของอิสราเอล พระองค์ได้บอกผมซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์แล้วว่า ‘เราจะตั้งราชวงศ์ให้เจ้า’+ เพราะเหตุนี้ ผู้รับใช้ของพระองค์จึงได้กล้าอธิษฐานถึงพระองค์อย่างนี้ 28 พระยะโฮวา พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด พระองค์เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ คำพูดของพระองค์เป็นความจริง+ และพระองค์ได้สัญญาว่าจะให้สิ่งดี ๆ เหล่านี้แก่ผมซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ 29 ดังนั้น พระยะโฮวาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ถ้าพระองค์พอใจก็โปรดอวยพรราชวงศ์ของผู้รับใช้ของพระองค์ และให้ราชวงศ์ของผมมั่นคงตลอดไป+ เพราะพระองค์ได้สัญญาแล้ว และขอให้ราชวงศ์ของผมได้รับพรจากพระองค์ตลอดกาล”+
8 ต่อมา ดาวิดสู้รบกับพวกฟีลิสเตีย+และเอาชนะได้+ ดาวิดยึดเมเธกอัมมาห์จากพวกฟีลิสเตีย
2 ดาวิดรบชนะชาวโมอับ+ แล้วดาวิดก็ให้พวกเขานอนเรียงเป็นแถวและเอาเชือกเส้นหนึ่งมาวัด เขาฆ่าคนที่นอนอยู่ในทุก ๆ 2 ช่วงของเชือกวัด แต่ไว้ชีวิตคนที่นอนอยู่ในทุก ๆ ช่วงที่ 3+ แล้วโมอับก็เป็นเมืองขึ้นของดาวิดและเอาของบรรณาการมาให้เขา+
3 ดาวิดรบชนะฮาดัดเอเซอร์ลูกเรโหบกษัตริย์แห่งโศบาห์+ตอนที่เขาพยายามกอบกู้อำนาจของตนในแถบแม่น้ำยูเฟรติส+ 4 ดาวิดจับทหารม้าของฮาดัดเอเซอร์ได้ 1,700 คนและทหารราบ 20,000 คน แล้วเขาก็ตัดเอ็นขาของม้าเทียมรถศึกทุกตัว เหลือไว้แค่ 100 ตัว+
5 เมื่อชาวซีเรียจากกรุงดามัสกัส+มาช่วยกษัตริย์ฮาดัดเอเซอร์แห่งโศบาห์ ดาวิดก็ฆ่าทหารซีเรียตาย 22,000 คน+ 6 ดาวิดตั้งกองทหารรักษาการณ์ไว้ในกรุงดามัสกัสของซีเรีย และซีเรียก็เป็นเมืองขึ้นของดาวิดและเอาของบรรณาการมาให้ พระยะโฮวาช่วยให้ดาวิดรบชนะ*ทุกที่+ 7 ดาวิดยังยึดโล่กลมที่ทำด้วยทองคำมาจากทหารของฮาดัดเอเซอร์แล้วเอากลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มด้วย+ 8 กษัตริย์ดาวิดขนทองแดงมากมายมาจากเมืองเบทาห์และเมืองเบโรธัยของฮาดัดเอเซอร์
9 กษัตริย์โทอิแห่งฮามัท+ได้ยินว่าดาวิดเอาชนะกองทัพทั้งหมดของฮาดัดเอเซอร์ได้อย่างราบคาบ+ 10 โทอิจึงส่งโยรัมลูกชายของตนไปพบกษัตริย์ดาวิดเพื่อไต่ถามสารทุกข์สุกดิบและแสดงความยินดีที่ดาวิดรบชนะฮาดัดเอเซอร์ (เพราะฮาดัดเอเซอร์สู้รบกับโทอิบ่อย ๆ) โยรัมนำของทุกอย่างที่ทำด้วยเงิน ทองคำ และทองแดงมาให้ดาวิดด้วย 11 กษัตริย์ดาวิดอุทิศของเหล่านี้ให้พระยะโฮวา รวมทั้งเงินและทองคำที่เขายึดมาจากชาติต่าง ๆ ที่พิชิตได้+ 12 คือ ซีเรีย โมอับ+ อัมโมน ฟีลิสเตีย+ และอามาเลข+ และยังมีของที่เขายึดมาจากฮาดัดเอเซอร์+ลูกเรโหบกษัตริย์แห่งโศบาห์ด้วย 13 หลังจากดาวิดกลับมาจากการสังหารชาวเอโดม 18,000 คนที่หุบเขาเกลือ+ ชื่อเสียงของเขาก็เลื่องลือไปทั่ว 14 เขาตั้งกองทหารรักษาการณ์ในเอโดม ดาวิดมีทหารรักษาการณ์อยู่ทั่วเอโดม และเอโดมทั้งหมดก็เป็นเมืองขึ้นของดาวิด+ พระยะโฮวาช่วยให้ดาวิดรบชนะ*ทุกที่+
15 ดาวิดปกครองอิสราเอลต่อไป+ เขาปกครองประชาชน+ด้วยความยุติธรรมและถูกต้องชอบธรรม+ 16 โยอาบ+ลูกนางเศรุยาห์เป็นแม่ทัพ และเยโฮชาฟัท+ลูกอาหิลูดเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ 17 ศาโดก+ลูกอาหิทูบและอาหิเมเลคลูกอาบียาธาร์เป็นปุโรหิต เสไรอาห์เป็นเลขานุการ 18 เบไนยาห์+ลูกเยโฮยาดาเป็นหัวหน้าพวกเคเรธีและพวกเปเลท+ ส่วนพวกลูกชายของดาวิดเป็นรัฐมนตรี*
9 แล้วดาวิดก็ถามว่า “ในราชวงศ์ซาอูลยังมีใครเหลืออยู่ไหมเราจะได้ให้ความรักความเมตตา*กับเขาอย่างที่สัญญาไว้กับโยนาธาน?”+ 2 ตอนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อศิบา+เคยเป็นคนรับใช้ของราชวงศ์ซาอูล พวกเขาจึงเรียกศิบามาหาดาวิด แล้วกษัตริย์ดาวิดก็ถามว่า “คุณคือศิบาใช่ไหม?” เขาตอบว่า “ใช่ครับ ผมเป็นผู้รับใช้ของท่าน” 3 กษัตริย์ก็ถามอีกว่า “ในราชวงศ์ของซาอูลยังมีใครอีกไหมเราจะได้ให้ความรักความเมตตา*กับเขา? เพราะพระเจ้าอยากให้เราทำอย่างนั้น” ศิบาตอบกษัตริย์ว่า “ยังเหลือลูกชายของโยนาธานคนหนึ่งที่เท้าเป็นง่อยทั้งสองข้าง”+ 4 กษัตริย์ดาวิดก็ถามว่า “เขาอยู่ที่ไหน?” ศิบาตอบว่า “เขาอยู่ที่บ้านของมาคีร์+ลูกอัมมีเอลที่โลเดบาร์ครับ”
5 กษัตริย์ดาวิดจึงรีบส่งคนไปรับลูกชายของโยนาธานมาจากบ้านของมาคีร์ลูกอัมมีเอลที่โลเดบาร์ 6 เมื่อเมฟีโบเชทลูกโยนาธานหลานซาอูลเข้ามาหาดาวิด เขาหมอบลงทำความเคารพดาวิดทันที ดาวิดก็พูดว่า “เมฟีโบเชท” เขาตอบว่า “ครับนายท่าน” 7 ดาวิดบอกเขาว่า “ไม่ต้องกลัวนะ เราจะรักและเมตตา+คุณแน่นอนเพราะเห็นแก่โยนาธานพ่อของคุณ และเราจะคืนที่ดินทั้งหมดของซาอูลปู่ของคุณให้คุณด้วย และคุณจะได้กินอาหารที่โต๊ะของเราเสมอ”+
8 เมฟีโบเชทก็ก้มลงทำความเคารพกษัตริย์และพูดว่า “ทำไมท่านถึงห่วงใยผมขนาดนี้? ผมเป็นแค่หมาที่ตายแล้ว+ตัวหนึ่งเท่านั้น” 9 กษัตริย์ดาวิดจึงให้คนไปเรียกศิบาคนรับใช้ของซาอูลมา แล้วดาวิดก็บอกศิบาว่า “เรายกทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของซาอูลและวงศ์ตระกูลของซาอูลเจ้านายคุณให้กับเมฟีโบเชทหลานชายของเขา+ 10 คุณกับพวกลูกชายและคนรับใช้จะต้องทำไร่ทำสวนให้เมฟีโบเชท และเก็บเกี่ยวพืชผลเพื่อเป็นอาหารสำหรับครอบครัวของเขา ส่วนเมฟีโบเชทหลานของเจ้านายคุณนั้นจะได้กินอาหารที่โต๊ะของเราเสมอ”+
ศิบามีลูกชาย 15 คนและมีคนรับใช้ 20 คน+ 11 แล้วศิบาก็ตอบกษัตริย์ว่า “ผมจะทำทุกอย่างตามที่ท่านกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมสั่ง” เมฟีโบเชทจึงได้กินอาหารที่โต๊ะของดาวิด*เหมือนกับพวกลูกชายของกษัตริย์ 12 เมฟีโบเชทมีลูกชายที่ยังเล็กคนหนึ่งชื่อมีคา+ และทุกคนในบ้านของศิบาก็มาเป็นคนรับใช้ของเมฟีโบเชท 13 เมฟีโบเชทมาอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม เพราะเขากินอาหารที่โต๊ะกษัตริย์เป็นประจำ+ และเท้าของเขาเป็นง่อยทั้งสองข้าง+
10 ต่อมา กษัตริย์แห่งอัมโมน+ตาย และฮานูนลูกชายของเขาขึ้นเป็นกษัตริย์แทน+ 2 ดาวิดพูดว่า “เราจะแสดงความกรุณา*ต่อฮานูนลูกชายของนาหาชเหมือนที่พ่อของเขาเคยแสดงความกรุณาต่อเรา” ดาวิดจึงส่งคนไปหาฮานูนเพื่อแสดงความเห็นใจที่เขาสูญเสียพ่อ แต่เมื่อคนของดาวิดไปถึงแผ่นดินของชาวอัมโมน 3 พวกเจ้านายของอัมโมนก็พูดกับฮานูนกษัตริย์ของพวกเขาว่า “ท่านคิดว่าดาวิดส่งคนมาปลอบใจท่านเพราะเขาให้เกียรติพ่อของท่านหรือ? ดาวิดส่งคนมาสอดแนมดูลาดเลาเพื่อจะโจมตีเมืองนี้ต่างหาก” 4 ฮานูนจึงจับคนของดาวิดโกนเคราออกครึ่งหนึ่ง+ ตัดชุดยาวของพวกเขาจนสั้นขึ้นมาถึงก้นแล้วส่งตัวกลับไป 5 เมื่อดาวิดรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็รีบส่งผู้ส่งข่าวไปหาคนเหล่านั้นเพราะพวกเขาอับอายมาก ดาวิดบอกพวกเขาว่า “อยู่ที่เมืองเยรีโค+ไปก่อนจนกว่าเคราจะขึ้น แล้วค่อยกลับมา”
6 เมื่อชาวอัมโมนรู้ตัวว่าทำให้ดาวิดเกลียดแล้ว ชาวอัมโมนจึงส่งคนไปจ้างทหารราบชาวซีเรีย 20,000 คนจากเบธเรโหบ+และโศบาห์+ รวมทั้งกษัตริย์ของมาอาคาห์+กับทหารของเขา 1,000 คน และทหารจากอิชโทบ*อีก 12,000 คน+ 7 พอดาวิดได้ยินข่าว เขาก็ส่งโยอาบและกองทัพทั้งหมด รวมทั้งยอดนักรบของเขาออกไป+ 8 ชาวอัมโมนมาตั้งทัพอยู่หน้าประตูเมือง ส่วนชาวซีเรียจากโศบาห์และเรโหบกับทหารจากอิชโทบ*และมาอาคาห์ตั้งทัพอยู่ในที่โล่ง
9 เมื่อโยอาบเห็นกองทัพของศัตรูประชิดเข้ามาทั้งหน้าและหลัง เขาจึงเลือกกองทหารอิสราเอลที่เก่งที่สุดจำนวนหนึ่งออกไปสู้กับพวกซีเรีย+ 10 ส่วนทหารที่เหลือ โยอาบให้อาบีชัย+พี่น้องของเขานำออกไปสู้กับพวกอัมโมน+ 11 โยอาบบอกว่า “ถ้าผมรับมือพวกซีเรียไม่ไหว พี่ต้องมาช่วยผม และถ้าพี่รับมือพวกอัมโมนไม่ไหว ผมจะไปช่วยเอง 12 พวกเราต้องเข้มแข็งและกล้าหาญ+เพื่อประชาชนและเพื่อเมืองทั้งหลายของพระเจ้าของพวกเรา แล้วพระยะโฮวาจะทำสิ่งที่พระองค์เห็นว่าถูกต้อง”+
13 แล้วโยอาบกับทหารของเขาก็ออกไปสู้กับพวกซีเรีย พวกซีเรียแพ้และหนีกองทัพของโยอาบ+ 14 เมื่อพวกอัมโมนเห็นว่าพวกซีเรียหนีไปแล้ว พวกเขาก็หนีอาบีชัยเข้าไปในเมือง แล้วโยอาบก็เลิกสู้รบกับพวกอัมโมนและกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม
15 เมื่อพวกซีเรียเห็นว่าแพ้กองทัพอิสราเอลแล้ว พวกเขาก็จัดทัพใหม่+ 16 ฮาดัดเอเซอร์+ส่งคนไปเรียกพวกซีเรียที่อยู่แถบแม่น้ำ*+ พวกนั้นก็มาที่เฮลาม โชบัคแม่ทัพของฮาดัดเอเซอร์เป็นผู้นำทัพ
17 เมื่อมีคนไปรายงานดาวิด ดาวิดก็รีบรวบรวมพลทหารอิสราเอลทั้งหมดข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปที่เฮลาม พวกซีเรียยกทัพมาเผชิญหน้ากับดาวิด แล้วพวกเขาก็สู้กัน+ 18 แต่พวกซีเรียแพ้ชาวอิสราเอลและหนีไป ดาวิดฆ่าคนขับรถศึก 700 คนกับทหารม้าของซีเรีย 40,000 คน และเขายังฆ่าแม่ทัพโชบัคตายในสนามรบด้วย+ 19 เมื่อกษัตริย์ทุกองค์ที่ขึ้นกับฮาดัดเอเซอร์เห็นว่าพวกเขาแพ้ชาวอิสราเอลแล้วก็รีบขอสงบศึกกับชาวอิสราเอลและยอมเป็นเมืองขึ้น+ และพวกซีเรียก็ไม่กล้ามาช่วยพวกอัมโมนอีกเลย
11 ในตอนต้นปี*ซึ่งเป็นช่วงที่กษัตริย์มักจะทำสงครามกัน ดาวิดส่งโยอาบกับคนของเขาและกองทัพอิสราเอลทั้งหมดออกไปโจมตีชาวอัมโมนให้ย่อยยับ โยอาบกับพรรคพวกก็มาล้อมเมืองรับบาห์+ ส่วนดาวิดอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม+
2 ค่ำ*วันหนึ่ง ดาวิดลุกขึ้นจากเตียงและออกมาเดินบนดาดฟ้าวัง ดาวิดมองลงมาจากดาดฟ้าเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังอาบน้ำอยู่ เธอเป็นคนสวยมาก 3 ดาวิดส่งคนไปสืบดูว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แล้วเขาก็กลับมารายงานดาวิดว่า “เธอชื่อบัทเชบา+ เป็นลูกสาวเอลีอัม+และเป็นภรรยาของอุรีอาห์+ชาวฮิตไทต์ครับ”+ 4 ดาวิดให้คนไปพาบัทเชบามาที่วัง+ บัทเชบาก็มาหาดาวิดแล้วดาวิดก็นอนกับเธอ+ (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่เธอกำลังชำระตัว*)+ หลังจากนั้น บัทเชบาก็กลับไปบ้านของเธอ
5 แล้วบัทเชบาก็ตั้งท้อง เธอจึงส่งข่าวมาถึงดาวิดว่า “ดิฉันท้อง” 6 ดาวิดจึงส่งข่าวไปถึงโยอาบว่า “ส่งตัวอุรีอาห์ชาวฮิตไทต์มาหาเราหน่อย” โยอาบก็ส่งอุรีอาห์ไปหาดาวิด 7 เมื่ออุรีอาห์มาถึง ดาวิดก็ถามข่าวคราวเกี่ยวกับโยอาบ กองทัพอิสราเอล และการสู้รบ 8 หลังจากนั้น ดาวิดบอกอุรีอาห์ว่า “กลับไปพักผ่อน*ที่บ้านเถอะ” เมื่ออุรีอาห์ออกจากวัง ดาวิดก็ให้คนเอาของขวัญ*ไปส่งให้เขา 9 แต่อุรีอาห์ไม่ได้กลับบ้านของตัวเอง เขาไปนอนที่ประตูวังกับพวกคนรับใช้ของกษัตริย์ดาวิด 10 มีคนไปบอกดาวิดว่า “อุรีอาห์ไม่ได้กลับไปที่บ้านครับ” ดาวิดจึงบอกอุรีอาห์ว่า “คุณเดินทางมาเหนื่อย ๆ อย่างนี้ ทำไมไม่กลับไปที่บ้านของตัวเองล่ะ?” 11 อุรีอาห์ตอบดาวิดว่า “หีบของพระเจ้า+และชาวอิสราเอลกับยูดาห์ยังอยู่ในเต็นท์ โยอาบนายของผมกับคนของเขาก็ตั้งค่ายอยู่กลางแจ้ง แล้วผมจะกลับบ้านไปกินดื่มและนอนกับภรรยาได้ยังไง?+ ผมขอสาบานต่อท่านว่า ผมจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด!”
12 ดาวิดบอกอุรีอาห์ว่า “วันนี้คุณอยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้เราจะส่งคุณกลับไป” อุรีอาห์จึงอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มจนถึงวันรุ่งขึ้น 13 แล้วดาวิดก็ให้คนไปเรียกอุรีอาห์มากินดื่มด้วยกันและให้เขาดื่มจนเมา แต่ค่ำวันนั้นอุรีอาห์ก็ค้างคืนกับพวกคนรับใช้ของดาวิดอีก ไม่กลับไปที่บ้านเลย 14 เช้าวันรุ่งขึ้น ดาวิดจึงเขียนจดหมายฝากอุรีอาห์ไปให้โยอาบ 15 ในจดหมายนั้นเขาเขียนว่า “ส่งอุรีอาห์ออกไปเป็นกองหน้า ให้เขาอยู่ตรงจุดที่สู้รบกันดุเดือดที่สุด แล้วพวกคุณก็ถอยออกมา ปล่อยให้ศัตรูฆ่าเขาซะ”+
16 โยอาบเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเมืองนั้นตลอดเวลา เขาจึงให้อุรีอาห์ไปอยู่ตรงจุดที่เขารู้ว่าทหารของศัตรูแข็งแกร่งที่สุด 17 เมื่อชาวเมืองนั้นออกมาสู้กับโยอาบ ทหารบางคนของดาวิดก็ถูกฆ่า และอุรีอาห์ชาวฮิตไทต์ก็ตายด้วย+ 18 โยอาบส่งข่าวการสู้รบทั้งหมดไปให้ดาวิด 19 โยอาบสั่งคนส่งข่าวว่า “หลังจากคุณรายงานเรื่องการรบให้กษัตริย์ฟังหมดแล้ว 20 กษัตริย์อาจจะโมโหและพูดว่า ‘ทำไมพวกคุณต้องเข้าไปสู้ใกล้เมืองอย่างนั้น? พวกคุณก็รู้ไม่ใช่หรือว่าคนพวกนั้นต้องยิงลงมาจากกำแพง? 21 อาบีเมเลค+ลูกเยรุบเบเชท+ตายยังไง? ผู้หญิงคนหนึ่งบนกำแพงเมืองทุ่มหินโม่แผ่นบนลงมาใส่เขาไม่ใช่หรือ เขาเลยตายอยู่ที่เมืองเธเบศ? ทำไมพวกคุณถึงเข้าไปใกล้กำแพงขนาดนั้น?’ ถ้ากษัตริย์พูดอย่างนั้น ก็ให้คุณบอกว่า ‘อุรีอาห์ชาวฮิตไทต์ผู้รับใช้ของท่านก็ตายด้วยครับ’”
22 คนส่งข่าวก็มารายงานดาวิดตามที่โยอาบสั่งทุกอย่าง 23 คนส่งข่าวบอกดาวิดว่า “พวกนั้นแข็งแกร่งกว่าเรามาก พวกเขาออกมาสู้กับเราในที่โล่ง แต่เราไล่ต้อนพวกเขากลับไปจนถึงประตูเมือง 24 แล้วพวกทหารที่อยู่บนกำแพงก็ยิงธนูใส่คนของท่านตายไปส่วนหนึ่ง อุรีอาห์ชาวฮิตไทต์ผู้รับใช้ของท่านก็ตายด้วย”+ 25 ดาวิดจึงบอกคนส่งข่าวว่า “กลับไปบอกโยอาบว่า ‘อย่ากังวลไปเลย ในสงครามใคร ๆ ก็ตายได้ทั้งนั้น โจมตีให้หนักขึ้นและยึดเมืองนั้นให้ได้’+ แล้วคุณก็ให้กำลังใจเขาด้วย”
26 เมื่อภรรยาของอุรีอาห์รู้ข่าวว่าสามีตายแล้ว เธอจึงไว้ทุกข์ให้สามี 27 เมื่อผ่านช่วงไว้ทุกข์ไปแล้ว ดาวิดก็ส่งคนไปรับเธอมาที่วัง เธอจึงมาเป็นภรรยาของดาวิด+และคลอดลูกชายให้เขา แต่พระยะโฮวาโกรธมากที่ดาวิดทำอย่างนั้น+
12 พระยะโฮวาจึงส่งนาธัน+ไปหาดาวิด นาธันไปพูดกับดาวิดว่า+ “ในเมืองหนึ่งมีผู้ชาย 2 คน คนหนึ่งรวย อีกคนหนึ่งจน 2 คนที่รวยมีแกะและวัวมากมาย+ 3 แต่คนที่ยากจนไม่มีอะไรเลยนอกจากลูกแกะตัวเมียตัวเดียวที่เขาซื้อมา+ เขาคอยดูแลมัน และมันก็โตมาด้วยกันกับพวกลูกชายของเขา เขาแบ่งอาหารที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยให้มันกิน ให้มันดื่มน้ำจากถ้วยของเขา และให้มันนอนในอ้อมกอดเขา มันเป็นเหมือนลูกสาวของเขา 4 ต่อมา คนที่รวยมีแขกมาเยี่ยม แต่เขาไม่อยากฆ่าแกะหรือวัวของเขาเป็นอาหารเลี้ยงแขก เขาเลยไปเอาแกะของคนที่ยากจนมาฆ่าเพื่อเลี้ยงแขกของตัวเอง”+
5 เมื่อดาวิดได้ยินอย่างนั้นก็โกรธมาก เขาบอกนาธันว่า “เราสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่+ว่าผู้ชายคนนี้ต้องตาย! 6 และเขาต้องชดใช้ให้เจ้าของแกะ 4 เท่า+เพราะเขาทำแบบนี้ และเพราะเขาไม่มีความเมตตาเลย”
7 นาธันจึงบอกดาวิดว่า “ผู้ชายคนนั้นคือท่านนั่นแหละ! พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลบอกว่า ‘เราได้เจิมเจ้าเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล+ และเราช่วยเจ้าให้รอดจากมือซาอูล+ 8 เราเต็มใจยกทุกอย่างในบ้านของนายเจ้า+รวมทั้งภรรยาของเขา+ให้กับเจ้า และเราได้ให้เจ้าปกครองอิสราเอลและยูดาห์+ ไม่ใช่แค่นั้น เรายังอยากจะทำอะไรให้เจ้าอีกหลายอย่าง+ 9 แล้วทำไมเจ้าถึงดูถูกคำสั่งของเรายะโฮวาและทำเรื่องที่ชั่วช้าในสายตาเรา? เจ้าฆ่าอุรีอาห์ชาวฮิตไทต์!+ เจ้าส่งเขาไปให้พวกอัมโมนฆ่าแล้วก็เอาภรรยาเขามาเป็นภรรยาของตัวเอง+ 10 เพราะฉะนั้น ราชวงศ์ของเจ้าจะต้องเจอหายนะไม่หยุดหย่อน+ เพราะเจ้าดูถูกเราโดยเอาภรรยาของอุรีอาห์ชาวฮิตไทต์มาเป็นภรรยาของตัวเอง’ 11 พระยะโฮวาบอกว่า ‘เราจะให้ราชวงศ์ของเจ้าเจอหายนะ+ และเราจะยกภรรยาของเจ้าให้กับชายอื่น+และเขาจะนอนกับภรรยาเจ้าต่อหน้าคนอื่น+ 12 แม้เจ้าจะทำผิดในที่ลับ+ แต่เราจะทำอย่างนี้ต่อหน้าชาวอิสราเอลในที่แจ้ง’”
13 ดาวิดบอกนาธันว่า “เราทำผิดต่อพระยะโฮวาแล้ว”+ นาธันตอบดาวิดว่า “พระยะโฮวายกโทษให้ท่าน+ ท่านจะไม่ตาย+ 14 แต่เพราะท่านได้ลบหลู่ดูหมิ่นพระยะโฮวาอย่างมาก ลูกชายของท่านที่เพิ่งเกิดมาจะต้องตาย”
15 นาธันก็กลับไปบ้านของเขา
และพระยะโฮวาทำให้ลูกของดาวิดที่เกิดจากภรรยาของอุรีอาห์ป่วยหนัก 16 ดาวิดอ้อนวอนขอให้พระเจ้าเที่ยงแท้เมตตาลูกของเขา ดาวิดไม่ยอมกินอะไรเลย เขาเข้าไปในห้องและนอนอยู่ที่พื้นตลอดทั้งคืน+ 17 พวกผู้นำของชาวอิสราเอลก็มายืนใกล้ ๆ และพยายามจะให้ดาวิดลุกขึ้นจากพื้น แต่ดาวิดไม่ยอมลุกและไม่ยอมกินอะไรกับพวกเขาเลย 18 พอถึงวันที่เจ็ดลูกของดาวิดก็ตาย แต่คนรับใช้ของดาวิดไม่กล้าบอกให้ดาวิดรู้ พวกเขาพูดว่า “ตอนที่ลูกท่านยังไม่ตาย พวกเราพูดอะไรท่านก็ไม่ฟัง แล้วตอนนี้ใครจะกล้าไปบอกท่านว่าลูกท่านตายแล้ว ท่านอาจจะทำอะไรสิ้นคิดก็ได้”
19 เมื่อดาวิดเห็นพวกคนรับใช้กระซิบกระซาบกัน เขาก็รู้ว่าเด็กตายแล้ว ดาวิดจึงถามคนรับใช้ว่า “ลูกเราตายแล้วใช่ไหม?” พวกเขาตอบว่า “ใช่ครับ” 20 ดาวิดจึงลุกขึ้นจากพื้น ไปอาบน้ำและเอาน้ำมันทาผิว+ เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วไปนมัสการที่วิหารของพระยะโฮวา+ หลังจากนั้น ดาวิดก็กลับไปที่วังและบอกให้คนเอาอาหารมาให้กิน 21 พวกคนรับใช้ก็ถามดาวิดว่า “ทำไมตอนที่ลูกของท่านยังไม่ตาย ท่านอดอาหารและร้องไห้ไม่หยุด แต่พอลูกของท่านตายแล้ว ท่านก็ลุกขึ้นมากินอาหารทันที?” 22 ดาวิดตอบว่า “ตอนที่ลูกเรายังไม่ตาย เราอดอาหาร+และร้องไห้เพราะเราคิดว่าพระยะโฮวาอาจจะเมตตาเราและไว้ชีวิตเขา+ 23 แต่ตอนนี้เขาตายแล้ว เราจะอดอาหารไปเพื่ออะไร? เราจะเอาชีวิตเขาคืนมาก็ไม่ได้+ เขาไม่กลับมาหาเราแล้ว+ มีแต่เรานี่แหละที่จะไปอยู่กับเขา”+
24 แล้วดาวิดก็ไปปลอบใจบัทเชบา+ภรรยาของเขา ดาวิดเข้าไปนอนกับเธอ หลังจากนั้น เธอก็คลอดลูกชายคนหนึ่งชื่อโซโลมอน*+ และพระยะโฮวารักเด็กคนนี้+ 25 พระองค์จึงส่งข่าวมาทางผู้พยากรณ์นาธัน+ให้ตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่าเยดีดิยาห์* เพราะพระยะโฮวารักเขา
26 ตอนนั้น โยอาบสู้รบอยู่ที่เมืองรับบาห์+ของชาวอัมโมน+ แล้วก็ยึดเมืองหลวงได้+ 27 โยอาบจึงส่งคนไปบอกดาวิดว่า “ผมโจมตีเมืองรับบาห์+และยึดเมืองแห่งน้ำ*ได้แล้ว 28 ให้ท่านพาทหารที่เหลือมาล้อมและยึดเมืองนี้ เพราะถ้าผมยึดเมืองนี้เองเกียรติยศชื่อเสียงก็จะเป็นของผม”*
29 ดาวิดจึงพาทหารทั้งหมดไปต่อสู้ที่เมืองรับบาห์และยึดเมืองนั้นได้ 30 ดาวิดถอดมงกุฎออกจากหัวของเทวรูปพระมัลคาม มงกุฎนั้นทำด้วยทองคำหนัก 1 ตะลันต์*และอัญมณีที่มีค่า ดาวิดเอามงกุฎนั้นมาสวมหัวตัวเอง เขายึดของมากมาย+มาจากเมืองนั้นด้วย+ 31 ดาวิดเกณฑ์ชาวเมืองนั้นมาทำงาน ให้พวกเขาตัดหินโดยใช้เลื่อย และให้ทำงานโดยใช้เครื่องมือเหล็กคม ๆ กับขวานเหล็ก และให้ทำอิฐ เขาทำแบบนี้กับทุกเมืองของชาวอัมโมน แล้วดาวิดกับกองทัพทั้งหมดก็กลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม
13 อับซาโลมลูกชายดาวิดมีน้องสาวคนหนึ่งชื่อทามาร์+ เธอเป็นคนสวย และอัมโนน+ลูกชายอีกคนหนึ่งของดาวิดก็หลงรักเธอ 2 อัมโนนทุกข์ใจเรื่องน้องสาวคนนี้จนล้มป่วย ดูเหมือนว่าอัมโนนไม่สามารถทำอะไรกับเธอได้เพราะทามาร์เป็นสาวบริสุทธิ์ 3 อัมโนนมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อเยโฮนาดับ+ซึ่งเป็นลูกชิเมอาห์+พี่ชายของดาวิด เยโฮนาดับเป็นคนฉลาดมาก 4 เขาถามอัมโนนว่า “คุณเป็นถึงลูกกษัตริย์ แต่ทำไมหน้าตาเศร้าหมองทุกเช้า? มีเรื่องอะไรทำไมไม่บอกผม?” อัมโนนตอบว่า “ผมหลงรักทามาร์น้องสาว+ของอับซาโลมน้องชายของผม” 5 เยโฮนาดับบอกเขาว่า “ไปนอนบนเตียงแล้วแกล้งป่วยสิ พอพ่อของคุณมาเยี่ยมก็บอกท่านว่า ‘ขอให้น้องทามาร์เข้ามาทำอะไรให้ผมกินหน่อยได้ไหมครับ? ถ้าน้องมาทำอาหารสำหรับคนป่วยให้ผมกินที่นี่ น้องจะได้ป้อนผมด้วย’”
6 อัมโนนก็ไปนอนและแกล้งทำเป็นป่วย เมื่อกษัตริย์ดาวิดมาเยี่ยม อัมโนนก็บอกดาวิดว่า “ขอให้น้องทามาร์เข้ามาทำขนมปังรูปหัวใจให้ผมสัก 2 อันและป้อนผมด้วยได้ไหมครับ?” 7 ดาวิดจึงให้คนไปที่บ้านของทามาร์และบอกเธอว่า “ขอมาที่บ้านของอัมโนนพี่ชายของลูกและทำอะไรให้เขากินหน่อย” 8 ทามาร์ก็ไปบ้านของอัมโนนพี่ชายของเธอ อัมโนนนอนอยู่บนเตียง ทามาร์ก็เอาแป้งมานวดและทำขนมปังให้เขาที่นั่น 9 เมื่อทามาร์ยกถาดอบขนมปังไปให้อัมโนน อัมโนนไม่ยอมกิน เขาสั่งให้คนอื่น ๆ ออกไปจากห้องให้หมด ทุกคนก็ออกไป
10 แล้วอัมโนนก็บอกทามาร์ว่า “ยกอาหารเข้ามาในห้องนอนสิ แล้วช่วยป้อนพี่หน่อย” ทามาร์ก็เอาขนมปังรูปหัวใจที่เธอทำไปให้อัมโนนพี่ชายของเธอในห้องนอน 11 พอเธอเอาขนมปังไปให้เขา เขาก็จับตัวเธอไว้และพูดว่า “มานอนกับพี่เถอะ” 12 แต่ทามาร์บอกว่า “อย่าค่ะพี่! อย่าทำให้น้องอับอายเลย ในอิสราเอลไม่มีใครทำกันอย่างนี้+ อย่าทำเรื่องเสื่อมเสียเลยค่ะ+ 13 แล้วน้องจะสู้หน้าใครได้อีก? ทุกคนในอิสราเอลก็จะมองว่าพี่เป็นคนไม่มีศักดิ์ศรี ขอให้พี่ไปบอกท่านพ่อเถอะค่ะ ท่านจะยกน้องให้พี่แน่ ๆ” 14 แต่อัมโนนไม่ฟังทามาร์ เขาใช้กำลังข่มขืนเธอ 15 แต่หลังจากนั้น อัมโนนกลับเกลียดทามาร์มาก เขาเกลียดเธอมากกว่าที่เคยรักเธอเสียอีก อัมโนนจึงบอกทามาร์ว่า “ลุกขึ้นแล้วไปให้พ้น!” 16 ทามาร์บอกเขาว่า “อย่าทำอย่างนี้เลยค่ะพี่ เพราะถ้าพี่ไล่น้องกลับไปตอนนี้มันเลวร้ายยิ่งกว่าสิ่งที่พี่ทำกับน้องเสียอีก!” แต่อัมโนนไม่ฟัง
17 อัมโนนเรียกคนหนุ่มที่คอยรับใช้เขามาสั่งว่า “ช่วยเอาผู้หญิงคนนี้ไปให้พ้นหน้าเราที พอเธอไปแล้วก็ปิดประตูใส่กลอนด้วย” 18 (ตอนนั้นทามาร์สวมชุดพิเศษ*แบบที่ลูกสาวกษัตริย์ซึ่งยังไม่แต่งงาน*ใส่กัน) คนรับใช้ของอัมโนนก็พาเธอออกไปแล้วปิดประตูใส่กลอน 19 ทามาร์เอาขี้เถ้าใส่หัว+ ฉีกชุดสวยที่เธอสวมอยู่ เธอเอามือกุมหัวและเดินไปร้องไห้ไปตลอดทาง
20 อับซาโลม+พี่ชายของเธอก็ถามว่า “อัมโนนเป็นคนทำใช่ไหม? อย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะเพราะเขาเป็นพี่ชายของน้อง+ แล้วก็ไม่ต้องคิดเรื่องนี้อีก” ทามาร์จึงเก็บตัวอยู่คนเดียวในบ้านของอับซาโลมพี่ชายของเธอ 21 เมื่อกษัตริย์ดาวิดรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็โกรธมาก+ แต่เขาไม่อยากทำให้อัมโนนเสียใจเพราะอัมโนนเป็นลูกชายคนโตที่เขารักมาก 22 ส่วนอับซาโลมก็ไม่พูดกับอัมโนนเลย อับซาโลมเกลียด+อัมโนนมากเพราะอัมโนนทำให้ทามาร์น้องสาวของเขาอับอาย+
23 เวลาผ่านไป 2 ปีเต็ม คนของอับซาโลมก็มาตัดขนแกะที่บาอัลฮาโซร์ใกล้เมืองเอฟราอิม+ อับซาโลมจึงไปเชิญลูกชายทุกคนของกษัตริย์มากินเลี้ยง+ 24 อับซาโลมไปบอกกษัตริย์ดาวิดว่า “ผมกำลังจะตัดขนแกะจึงอยากเชิญกษัตริย์กับคนของท่านมาร่วมงานด้วย” 25 แต่กษัตริย์ดาวิดตอบอับซาโลมว่า “อย่าเลยลูกพ่อ ถ้าเราไปกันทุกคนจะทำให้ลูกลำบากเปล่า ๆ” ไม่ว่าอับซาโลมจะชักชวนอย่างไร ดาวิดก็ไม่ยอมไป ได้แต่อวยพรให้เขา 26 อับซาโลมจึงพูดว่า “ถ้าพ่อไม่ไปก็ขอให้พี่อัมโนนไปกับเรานะครับ”+ กษัตริย์ดาวิดถามว่า “จะให้เขาไปทำไมล่ะ?” 27 แต่อับซาโลมก็ขอแล้วขออีก ดาวิดจึงให้อัมโนนกับลูกชายทุกคนของดาวิดไปกับอับซาโลม
28 อับซาโลมสั่งคนรับใช้ของเขาว่า “คอยดูให้ดี ตอนที่อัมโนนกำลังดื่มเหล้าองุ่นอย่างสบายใจ ผมจะสั่งพวกคุณให้ฆ่าเขา พวกคุณก็ฆ่าเขาซะ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นเพราะผมเป็นคนสั่งพวกคุณเอง ทำใจให้กล้าและเข้มแข็งเข้าไว้” 29 คนรับใช้ของอับซาโลมก็ฆ่าอัมโนนตามที่อับซาโลมสั่ง แล้วลูกชายคนอื่น ๆ ของกษัตริย์ดาวิดก็พากันลุกขึ้นและขี่ล่อหนีไป 30 ระหว่างที่ลูก ๆ ของดาวิดกำลังหนี มีคนไปบอกดาวิดว่า “อับซาโลมฆ่าลูกชายทุกคนของกษัตริย์ ไม่มีใครรอดสักคนเดียว!” 31 เมื่อดาวิดได้ยินอย่างนั้นก็ลุกขึ้นฉีกเสื้อและนอนลงกับพื้น คนรับใช้ทุกคนของดาวิดที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็ฉีกเสื้อของตัวเองด้วย
32 แต่เยโฮนาดับ+ซึ่งเป็นลูกชิเมอาห์+พี่ชายของดาวิดพูดว่า “ท่านกษัตริย์ผู้เป็นนายของผม อย่าเพิ่งคิดว่าลูกชายของท่านถูกฆ่าหมดแล้ว มีอัมโนนคนเดียวเท่านั้นที่ตาย+เพราะอับซาโลมสั่งให้ฆ่าเขา อับซาโลมตั้งใจจะทำอย่างนี้+ตั้งแต่ตอนที่อัมโนนทำให้ทามาร์+น้องสาวของเขาอับอายแล้ว+ 33 ขอกษัตริย์อย่าไปฟังข่าวที่ว่า ‘ลูกชายทุกคนของกษัตริย์ตายแล้ว’ เพราะมีอัมโนนคนเดียวเท่านั้นที่ตาย”
34 อับซาโลมก็หนีไปด้วย+ ต่อมา คนเฝ้ายามเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมาจากถนนข้างภูเขาที่อยู่ด้านหลังของเขา 35 เยโฮนาดับ+ จึงบอกกษัตริย์ว่า “ดูนั่นสิ! ลูกชายของท่านกลับมากันแล้ว เหมือนที่ผมบอกท่านเลยครับ” 36 พอเขาพูดจบ พวกลูกชายของกษัตริย์ดาวิดก็เข้ามา พวกเขาร้องไห้เสียงดัง กษัตริย์ดาวิดกับคนรับใช้ทั้งหมดก็ร้องไห้ด้วยเพราะเสียใจมาก 37 อับซาโลมหนีไปหาทัลมัย+ลูกอัมมีฮูดกษัตริย์แห่งเกชูร์ ส่วนดาวิดก็เสียใจอยู่นานเรื่องลูกชายที่ตาย 38 อับซาโลมหนีไปอยู่ที่เกชูร์+ 3 ปี
39 ในที่สุด เมื่อกษัตริย์ดาวิดเริ่มทำใจเรื่องอัมโนนได้แล้ว เขาก็คิดถึงและอยากเจออับซาโลมมาก
14 เมื่อโยอาบลูกนางเศรุยาห์+รู้ว่ากษัตริย์ดาวิดคิดถึงอับซาโลมมาก+ 2 โยอาบจึงให้คนไปพาผู้หญิงฉลาดคนหนึ่งมาจากเมืองเทโคอา+และสั่งเธอว่า “ขอให้คุณทำเหมือนคนกำลังไว้ทุกข์และแต่งชุดไว้ทุกข์ อย่าเอาน้ำมันทาตัว+ ให้ทำเหมือนผู้หญิงที่ไว้ทุกข์มานานแล้ว 3 และไปพูดกับกษัตริย์ตามนี้” แล้วโยอาบก็บอกเธอว่าให้พูดอะไร
4 ผู้หญิงชาวเมืองเทโคอาไปหากษัตริย์ดาวิด เธอซบหน้าลงกับพื้นทำความเคารพแล้วก็พูดว่า “ท่านกษัตริย์! โปรดช่วยดิฉันด้วย!” 5 กษัตริย์ดาวิดถามว่า “มีเรื่องอะไรหรือ?” เธอตอบว่า “ดิฉันเป็นม่าย สามีตายแล้ว 6 และดิฉันซึ่งเป็นผู้รับใช้ของท่านมีลูกชาย 2 คน วันหนึ่งพวกเขาอยู่ในทุ่งนาแล้วเกิดทะเลาะและสู้กัน ไม่มีใครห้ามเลย แล้วลูกคนหนึ่งก็ฆ่าอีกคนหนึ่งตาย 7 ตอนนี้ทั้งครอบครัวรุมเล่นงานดิฉัน พวกเขาบอกว่า ‘ส่งคนที่ฆ่าพี่น้องของตัวเองมาให้เรา เราจะฆ่าเขาเพราะเขาฆ่าพี่น้องตัวเองตาย+ ถึงบ้านนี้จะไม่เหลือทายาทอีกแล้วก็ช่างมัน!’ พวกเขาคิดจะฆ่าลูกชายที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของดิฉัน* และจะไม่ให้สามีดิฉันมีชื่อหรือเหลือทายาทอยู่บนโลกอีกเลย”
8 กษัตริย์ดาวิดจึงตอบเธอว่า “กลับบ้านไปเถอะ เราจะจัดการเรื่องนี้ให้” 9 ผู้หญิงชาวเทโคอาจึงบอกกษัตริย์ว่า “ท่านกษัตริย์ผู้เป็นนายของดิฉัน ขอให้ความผิดของลูกตกอยู่กับดิฉันและวงศ์ตระกูลของพ่อดิฉันเถอะค่ะ ท่านกษัตริย์และราชวงศ์ของท่านไม่มีความผิดอะไรเลย” 10 กษัตริย์ก็พูดว่า “ถ้ามีคนมาพูดอะไรกับคุณอีก ก็พาเขามาหาเรา แล้วเขาจะไม่มาวุ่นวายกับคุณอีกเลย” 11 แต่เธอบอกว่า “ขอท่านโปรดคิดถึงพระยะโฮวาพระเจ้าของท่านและไม่ปล่อยให้คนที่มีสิทธิ์แก้แค้น+มาฆ่าลูกชายของดิฉัน” กษัตริย์ก็ตอบว่า “เราขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่+ว่าผมของลูกชายคุณแม้แต่เส้นเดียวจะไม่ร่วงถึงพื้น” 12 ผู้หญิงคนนั้นจึงบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอพูดอะไรกับท่านกษัตริย์ผู้เป็นนายของดิฉันได้ไหมคะ?” ดาวิดตอบว่า “ได้สิ”
13 ผู้หญิงคนนั้นก็พูดว่า “ทำไมท่านเองคิดจะทำอย่างเดียวกันกับประชาชนของพระเจ้าล่ะคะ?+ คำพูดของท่านเมื่อกี้ก็แสดงว่าท่านทำไม่ถูก เพราะท่านไม่ได้พาลูกชายของท่านที่ถูกเนรเทศไปอยู่ต่างแดนกลับมา+ 14 เราทุกคนต้องตายและเป็นเหมือนน้ำที่ถูกเทลงพื้นซึ่งเอากลับคืนมาไม่ได้ แต่พระเจ้าไม่ต้องการเอาชีวิตใคร และพระองค์พยายามหาเหตุผลที่จะเอาคนที่ถูกเนรเทศไปแล้วกลับมาอีก 15 ดิฉันมาพูดเรื่องนี้กับท่านเพราะประชาชนทำให้ดิฉันกลัว ดิฉันคิดว่า ‘ขอให้ดิฉันได้พูดกับกษัตริย์เถอะ เผื่อว่ากษัตริย์จะทำตามที่ดิฉันขอร้อง 16 กษัตริย์อาจจะฟังทาสคนนี้และช่วยดิฉันให้รอดจากคนที่จ้องจะทำลายดิฉันและฆ่าทายาทคนเดียวที่เป็นมรดกจากพระเจ้า’+ 17 และดิฉันก็คิดว่า ‘เผื่อกษัตริย์จะพูดอะไรให้ดิฉันสบายใจขึ้นบ้าง’ เพราะกษัตริย์ผู้เป็นนายของดิฉันเป็นเหมือนทูตสวรรค์ของพระเจ้าเที่ยงแท้ที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว และขอพระยะโฮวาพระเจ้าของท่านอยู่กับท่าน”
18 กษัตริย์ดาวิดจึงพูดกับผู้หญิงคนนั้นว่า “เรามีเรื่องจะถามคุณ ขอให้ตอบมาตามตรง” เธอตอบว่า “เชิญกษัตริย์ผู้เป็นนายของดิฉันถามมาเถอะค่ะ” 19 กษัตริย์ถามเธอว่า “โยอาบสั่งให้คุณมาพูดอย่างนี้ใช่ไหม?”+ ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “ดิฉันขอสาบานต่อกษัตริย์ผู้เป็นนายของดิฉันว่าเป็นอย่างที่ท่านพูดจริง ๆ โยอาบสั่งให้ดิฉันมาพูดกับท่านอย่างนี้ 20 โยอาบผู้รับใช้ของท่านทำอย่างนี้เพราะอยากให้ท่านเปลี่ยนความคิด แต่ท่านผู้เป็นนายของดิฉันเฉลียวฉลาดเหมือนทูตสวรรค์ของพระเจ้าเที่ยงแท้และรู้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นในแผ่นดินนี้”
21 กษัตริย์ดาวิดจึงพูดกับโยอาบว่า “เอาอย่างนั้นก็ได้+ ไปพาอับซาโลมคนหนุ่มนั้นกลับมา”+ 22 โยอาบก็ซบหน้าลงกับพื้นทำความเคารพและสรรเสริญกษัตริย์ โยอาบพูดว่า “ท่านกษัตริย์ผู้เป็นนายของผม วันนี้ผมได้รู้แล้วว่าผมยังเป็นคนที่ท่านโปรดปราน เพราะท่านยอมทำตามที่ผู้รับใช้ของท่านขอร้อง” 23 แล้วโยอาบก็เดินทางไปเกชูร์+เพื่อพาอับซาโลมกลับมาที่กรุงเยรูซาเล็ม 24 แต่กษัตริย์บอกว่า “ให้เขากลับไปอยู่บ้านของเขา ไม่ต้องมาหาเราเลย” อับซาโลมก็กลับไปอยู่ที่บ้านของเขาและไม่ได้พบหน้ากษัตริย์ดาวิดเลย
25 ทั่วแผ่นดินอิสราเอล ไม่มีผู้ชายคนไหนได้รับคำชมว่าหล่อเหลาเท่าอับซาโลม ตั้งแต่หัวจดเท้าไม่มีที่ติเลย 26 เขาต้องตัดผมทุก ๆ สิ้นปีเพราะผมของเขาหนักเกินไป และผมที่ตัดออกนั้นหนักถึง 200 เชเขล*ตามที่วัดโดยใช้ตุ้มน้ำหนักหลวง* 27 อับซาโลมมีลูกชาย 3 คน+และลูกสาว 1 คน ลูกสาวของเขาชื่อทามาร์เป็นคนสวยมาก
28 อับซาโลมอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม 2 ปีเต็มโดยไม่ได้พบหน้ากษัตริย์ดาวิดเลย+ 29 อับซาโลมเรียกโยอาบมาหาเพื่อจะให้เขาไปพูดกับกษัตริย์ดาวิด แต่โยอาบไม่ยอมมา อับซาโลมจึงส่งคนไปตามโยอาบอีกเป็นครั้งที่สอง แต่เขาก็ยังไม่ยอมมา 30 ในที่สุด อับซาโลมบอกคนรับใช้ว่า “ที่นาของโยอาบอยู่ติดกับที่ของเราและเขาปลูกข้าวบาร์เลย์ไว้ที่นั่น ไปเผานาของเขาซะ” คนรับใช้ของอับซาโลมก็ไปเผานาของโยอาบ 31 โยอาบจึงมาหาอับซาโลมที่บ้านและพูดว่า “ทำไมคนรับใช้ของคุณไปเผาที่นาของผม?” 32 อับซาโลมตอบโยอาบว่า “ผมส่งคนไปบอกคุณว่า ‘มาหาผมหน่อย ผมจะฝากคุณไปบอกกษัตริย์ว่าให้ผมกลับมาจากเกชูร์ทำไม?+ ผมอยู่ที่โน่นยังจะดีกว่า ขอให้ผมได้พบหน้ากษัตริย์เถอะ และถ้าท่านเห็นว่าผมมีความผิดก็ให้ท่านประหารผมเลย’”
33 โยอาบจึงไปบอกกษัตริย์ดาวิดตามนั้น ดาวิดก็เรียกอับซาโลมมา อับซาโลมเข้าไปทำความเคารพและซบหน้าลงกับพื้นต่อหน้ากษัตริย์ แล้วกษัตริย์ก็จูบอับซาโลม+
15 หลังจากนั้น อับซาโลมก็หารถม้ามาคันหนึ่งกับฝูงม้า และให้ผู้ชาย 50 คนวิ่งนำหน้ารถม้าของเขา+ 2 อับซาโลมจะตื่นแต่เช้าออกไปยืนริมถนนที่จะไปประตูเมือง+ เมื่อใครมีเรื่องฟ้องร้องกันและมาขอให้กษัตริย์ตัดสิน+ อับซาโลมก็จะเรียกมาถามว่า “คุณมาจากเมืองไหน?” คนนั้นก็ตอบว่า “ผู้รับใช้ของท่านมาจากตระกูลหนึ่งของอิสราเอล” 3 อับซาโลมจะบอกเขาว่า “เรื่องที่คุณมาขอให้ตัดสินก็มีเหตุผลและถูกต้องแล้ว แต่ไม่มีคนของกษัตริย์มารับเรื่องของคุณเลย” 4 และอับซาโลมก็จะพูดว่า “ถ้าผมได้เป็นผู้พิพากษาของแผ่นดินนี้ เวลาใครมีเรื่องฟ้องร้องกันหรือมาขอให้ตัดสินคดี ผมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคนแน่นอน”
5 เมื่อมีคนจะเข้ามาคำนับอับซาโลม อับซาโลมก็จะยื่นมือไปจับตัวคนนั้นไว้และจูบเขา+ 6 อับซาโลมทำอย่างนี้กับชาวอิสราเอลทุกคนที่มาขอให้กษัตริย์ตัดสินคดี ชาวอิสราเอลจึงชอบอับซาโลมมากเพราะเขาใช้วิธีที่มีเล่ห์เหลี่ยมอย่างนั้น+
7 ผ่านไปเกือบครบ 4 ปี* อับซาโลมก็มาบอกกษัตริย์ดาวิดว่า “ผมขอไปที่เมืองเฮโบรน+เพื่อทำตามที่ได้ปฏิญาณไว้กับพระยะโฮวา 8 ตอนอยู่ที่เกชูร์+ในซีเรีย ผมปฏิญาณ+ไว้ว่า ‘ถ้าพระยะโฮวาช่วยผมกลับมาที่กรุงเยรูซาเล็ม ผมจะถวายเครื่องบูชาให้*พระยะโฮวา’” 9 กษัตริย์ดาวิดตอบว่า “ไปเถอะ” อับซาโลมจึงไปที่เมืองเฮโบรน
10 แล้วอับซาโลมก็ส่งคนของเขาเข้าไปในทุกตระกูลของอิสราเอลและสั่งว่า “พอพวกคุณได้ยินเสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้นก็ให้ประกาศว่า ‘อับซาโลมขึ้นเป็นกษัตริย์ที่เมืองเฮโบรนแล้ว!’”+ 11 อับซาโลมเชิญคนจากกรุงเยรูซาเล็ม 200 คนไปกับเขาด้วย คนพวกนี้ก็ไปโดยไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น 12 และตอนที่อับซาโลมกำลังถวายเครื่องบูชา เขาก็ส่งคนไปเมืองกิโลห์+เพื่อเรียกอาหิโธเฟล+ชาวเมืองกิโลห์ที่ปรึกษาของดาวิด+มาจากที่นั่น คนที่สนับสนุนอับซาโลมในการกบฏก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ+
13 ต่อมา มีคนไปรายงานดาวิดว่า “ชาวอิสราเอลหันไปสนับสนุนอับซาโลมกันหมดแล้ว” 14 ดาวิดจึงรีบบอกคนของเขาทุกคนที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มว่า “พวกเราต้องหนีกันแล้ว+ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครรอดพ้นเงื้อมมืออับซาโลมเลย! รีบไปกันเถอะ ก่อนที่เขาจะมาตามฆ่าพวกเราและฆ่าคนในเมืองนี้ด้วย!”+ 15 คนของกษัตริย์ดาวิดก็ตอบว่า “ไม่ว่ากษัตริย์จะตัดสินใจยังไง พวกเราที่เป็นคนรับใช้ของท่านก็พร้อมจะทำตาม”+ 16 กษัตริย์ดาวิดจึงหนีไปพร้อมกับทุกคนในครอบครัว แต่ทิ้งนางสนม 10 คน+ไว้ดูแลวัง 17 แล้วกษัตริย์ดาวิดกับทุกคนที่หนีไปกับเขาก็มาหยุดพักที่เบธเมอร์ฮาค
18 คนรับใช้ของดาวิดทั้งหมดก็ไปด้วย รวมทั้งพวกเคเรธี พวกเปเลท+ และชาวเมืองกัท+อีก 600 คนที่ติดตามดาวิดมาตั้งแต่เมืองกัท+ พวกเขาทุกคนเดินผ่านหน้ากษัตริย์ดาวิดไป*ตอนที่ข้ามหุบเขาขิดโรน 19 แล้วดาวิดก็ถามอิททัย+ชาวเมืองกัทว่า “คุณจะไปกับพวกเราทำไม? กลับไปหากษัตริย์องค์ใหม่เถอะ เพราะคุณเป็นคนต่างชาติต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมา 20 คุณเพิ่งมาอยู่กับเรา แล้วตอนนี้เราควรจะให้คุณเร่ร่อนไปโน่นไปนี่กับเราหรือ? พาพี่น้องของคุณกลับไปเถอะ และขอให้พระยะโฮวารักคุณ*และซื่อสัตย์ต่อคุณเสมอ”+ 21 แต่อิททัยตอบกษัตริย์ว่า “ผมขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่และต่อกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมว่า ไม่ว่ากษัตริย์ผู้เป็นนายของผมจะอยู่ที่ไหน ผมจะติดตามท่านไปทุกที่และพร้อมจะตายกับท่าน!”+ 22 ดาวิดจึงบอกอิททัย+ว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ข้ามไปเถอะ” อิททัยชาวเมืองกัทก็ข้ามหุบเขาไปพร้อมกับคนของเขาและพวกเด็ก ๆ
23 คนที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มและบริเวณใกล้เคียงพากันร้องไห้เสียงดังตอนที่คนเหล่านี้เดินข้ามหุบเขา กษัตริย์ดาวิดยืนอยู่ข้างหุบเขาขิดโรน+ และทุกคนกำลังเดินไปที่ถนนซึ่งมุ่งสู่ที่กันดาร 24 ศาโดก+ก็อยู่ที่นั่น รวมทั้งคนเลวี+ที่ขนหีบ+สัญญาของพระเจ้าเที่ยงแท้+ พวกเขาวางหีบสัญญาของพระเจ้าเที่ยงแท้ลง อาบียาธาร์+ก็อยู่ที่นั่นด้วย ระหว่างนั้นทุกคนก็ข้ามหุบเขาออกนอกเมืองไปจนหมด 25 แต่กษัตริย์ดาวิดบอกศาโดกว่า “เอาหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้กลับเข้าเมืองไปเถอะ+ ถ้าพระยะโฮวาเมตตาเรา พระองค์ก็จะพาเรากลับมา และเราจะได้เห็นหีบกับเต็นท์ที่ตั้งหีบนี้อีก+ 26 แต่ถ้าพระองค์บอกว่า ‘เราไม่ชอบเจ้าแล้ว’ ก็ให้พระองค์ทำกับเราตามที่พระองค์พอใจเถอะ” 27 กษัตริย์ดาวิดบอกปุโรหิตศาโดกว่า “คุณเป็นผู้หยั่งรู้ไม่ใช่หรือ?+ กลับเข้าเมืองไปเถอะ แล้วก็พาลูกชาย 2 คนของพวกคุณไปด้วย คืออาหิมาอัสลูกของคุณเองกับโยนาธาน+ลูกอาบียาธาร์ 28 ผมจะรออยู่ที่ทางข้ามแม่น้ำใกล้ ๆ ที่กันดารจนกว่าคุณจะส่งข่าวมา”+ 29 ศาโดกกับอาบียาธาร์จึงนำหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้กลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มและอยู่ในเมืองนั้น
30 ดาวิดเดินขึ้นภูเขามะกอก+ เขาเดินไปร้องไห้ไปตลอดทาง เขาเอาผ้าคลุมหัวไว้และเดินเท้าเปล่า ทุกคนที่อยู่กับดาวิดก็เอาผ้าคลุมหัวและเดินขึ้นภูเขาไปร้องไห้ไปเหมือนกัน 31 มีคนมาบอกดาวิดว่า “อาหิโธเฟลก็ร่วมมือ+กับอับซาโลมในการกบฏด้วย”+ ดาวิดจึงพูดว่า “ได้โปรดเถอะพระยะโฮวา โปรดทำให้คำแนะนำของอาหิโธเฟลเป็นเหมือนคำแนะนำของคนโง่!”+
32 เมื่อดาวิดขึ้นมาถึงยอดเขาที่ผู้คนเคยมานมัสการพระเจ้า หุชัย+ชาวอาร์คี+ก็มาหาดาวิดที่นั่น เสื้อของเขาฉีกขาดและมีดินอยู่บนหัว 33 ดาวิดบอกเขาว่า “ถ้าคุณไปกับเรา คุณจะเป็นภาระให้เราเปล่า ๆ 34 แต่ถ้าคุณกลับเข้าเมืองไปหาอับซาโลมและบอกเขาว่า ‘ท่านกษัตริย์ ผมเป็นคนรับใช้ของท่าน เมื่อก่อนผมเคยรับใช้พ่อของท่าน แต่ตอนนี้ผมจะรับใช้ท่าน’+ คุณก็จะได้ช่วยเราและทำให้แผนของอาหิโธเฟลล้มเหลว+ 35 ปุโรหิตศาโดกกับอาบียาธาร์ก็อยู่ที่นั่นด้วย ถ้าคุณรู้ข่าวอะไรจากวังกษัตริย์ก็ให้ไปบอกพวกเขา+ 36 แล้วยังมีลูกชาย 2 คนของพวกเขาอีก คืออาหิมาอัส+ลูกศาโดกกับโยนาธาน+ลูกอาบียาธาร์ ถ้าคุณรู้ข่าวอะไรก็ส่งพวกเขามารายงานเราด้วย” 37 หุชัยเพื่อนของดาวิด+ จึงเข้าไปในเมืองตอนที่อับซาโลมมาถึงกรุงเยรูซาเล็มพอดี
16 เมื่อดาวิดเดินเลยยอดเขาไปอีกหน่อย+ ศิบา+คนรับใช้ของเมฟีโบเชท+ก็มาหา ศิบาเอาลาที่ใส่อานมา 2 ตัวซึ่งบรรทุกขนมปัง 200 ก้อน ลูกเกดที่ทำเป็นก้อน 100 ก้อน ผลไม้ฤดูร้อน*ที่ทำเป็นก้อน 100 ก้อน กับเหล้าองุ่น 1 ไหใหญ่+ 2 กษัตริย์ดาวิดก็ถามศิบาว่า “คุณเอาของพวกนี้มาทำไม?” ศิบาตอบว่า “ผมเอาลามาให้คนในครอบครัวของกษัตริย์ขี่ และขนมปังกับผลไม้ฤดูร้อนนี้สำหรับพวกคนหนุ่ม ๆ ส่วนเหล้าองุ่นสำหรับคนที่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางในที่กันดาร”+ 3 กษัตริย์ถามว่า “แล้วลูกชาย*ของเจ้านายคุณอยู่ที่ไหน?”+ ศิบาตอบว่า “เขายังอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มครับ เพราะเขาบอกว่าวันนี้ชาวอิสราเอลจะคืนอาณาจักรของพ่อเขาให้เขาแล้ว”+ 4 กษัตริย์จึงบอกศิบาว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเมฟีโบเชท เรายกให้คุณก็แล้วกัน”+ ศิบาตอบว่า “ผมขอคำนับกษัตริย์ผู้เป็นนายของผม ขอให้ท่านเมตตาผมต่อ ๆ ไป”+
5 เมื่อกษัตริย์ดาวิดมาถึงหมู่บ้านบาฮูริม ผู้ชายคนหนึ่งชื่อชิเมอี+ลูกเกราซึ่งเป็นคนในวงศ์ตระกูลของซาอูลก็ออกมาตะโกนแช่งด่าดาวิด+ 6 เขาขว้างก้อนหินใส่ดาวิดและคนของกษัตริย์ดาวิดทุกคน รวมทั้งประชาชนและทหารซึ่งเดินมาข้างซ้ายและข้างขวาของดาวิดด้วย 7 ชิเมอีด่าดาวิดว่า “ไปให้พ้น ไอ้ฆาตกร! ไปให้พ้น ไอ้สวะ! 8 พระยะโฮวาให้แกชดใช้แล้ว เพราะแกฆ่าคนในราชวงศ์ของซาอูลและตั้งตัวเป็นกษัตริย์แทนเขา แต่ตอนนี้พระยะโฮวายกอาณาจักรนั้นให้อับซาโลมลูกของแกเอง สิ่งที่แกทำก็ย้อนกลับมาหาตัวแกแล้ว เพราะแกมันเป็นฆาตกร!”+
9 อาบีชัยลูกนางเศรุยาห์+จึงบอกกษัตริย์ดาวิดว่า “จะให้หมาตาย+ตัวนี้มันแช่งด่ากษัตริย์ผู้เป็นนายของผมทำไม?+ ให้ผมไปตัดหัวมันเดี๋ยวนี้เถอะ!”+ 10 แต่กษัตริย์ตอบว่า “ลูกนางเศรุยาห์+ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคุณด้วย? ให้เขาแช่งด่าเราไปเถอะ+ เพราะถ้าพระยะโฮวาบอกเขาว่า+ ‘ไปแช่งด่าดาวิด!’ ใครจะถามได้ว่า ‘ทำไมพระองค์ทำอย่างนี้?’” 11 แล้วดาวิดก็บอกกับอาบีชัยและทุกคนว่า “แม้แต่ลูกชายที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเราเองก็ยังหาทางฆ่าเรา+ แล้วนับประสาอะไรกับชาวเบนยามิน!+ ถ้าเขาอยากแช่งด่าเราก็ช่างเขาเถอะ เพราะพระยะโฮวาบอกให้เขาทำอย่างนี้! 12 พระยะโฮวาอาจจะเห็นความทุกข์ของเรา+ และพระยะโฮวาอาจจะให้เราได้สิ่งดี ๆ กลับคืนมาแทนคำแช่งด่าที่เขาตะโกนใส่เราในวันนี้”+ 13 แล้วดาวิดกับคนของเขาก็เดินต่อไปบนถนน ส่วนชิเมอีก็เดินเลียบภูเขาตามดาวิดไป ทั้งตะโกนแช่งด่า+ ทั้งขว้างก้อนหินและดินใส่ดาวิดด้วย
14 ในที่สุด ดาวิดกับคนของเขาทั้งหมดก็มาถึงที่หมายอย่างเหนื่อยอ่อน แล้วก็พากันพักผ่อนเอาแรง
15 ระหว่างนั้น อับซาโลมกับชาวอิสราเอลมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม อาหิโธเฟล+ก็อยู่กับเขาด้วย 16 หุชัย+ชาวอาร์คี+เพื่อนของดาวิดจึงเข้าไปหาอับซาโลม และพูดกับอับซาโลมว่า “ขอให้กษัตริย์อายุยืนยาว!+ ขอให้กษัตริย์อายุยืนยาว!” 17 อับซาโลมถามหุชัยว่า “คนที่จงรักภักดี*ต่อเพื่อนเขาทำกันอย่างนี้หรือ? ทำไมไม่ไปอยู่กับเพื่อนล่ะ?” 18 หุชัยตอบอับซาโลมว่า “ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ พระยะโฮวาและประชาชนชาวอิสราเอลทุกคนเลือกใคร ผมก็จะสนับสนุนเขาและจะอยู่กับเขา 19 ผมขอบอกอีกครั้งว่า ผมจะรับใช้ใครได้นอกจากลูกชายของเพื่อนผม ผมจะรับใช้ท่านเหมือนที่เคยรับใช้พ่อของท่านเลยทีเดียว”+
20 อับซาโลมพูดกับอาหิโธเฟลว่า “แนะนำหน่อยว่าพวกเราควรจะทำยังไงต่อไป”+ 21 อาหิโธเฟลจึงบอกอับซาโลมว่า “ไปนอนกับพวกนางสนมของพ่อท่าน+ที่เขาทิ้งไว้ให้ดูแลวังสิ+ พอชาวอิสราเอลได้ยินว่าท่านดูหมิ่นเหยียดหยามพ่อของท่านขนาดนี้ คนที่สนับสนุนท่านก็จะรู้สึกฮึกเหิม” 22 พวกเขาจึงตั้งเต็นท์หลังหนึ่งให้อับซาโลมบนดาดฟ้า+ แล้วอับซาโลมก็เข้าไปนอนกับพวกนางสนมของพ่อเขา+ต่อหน้าชาวอิสราเอล+
23 ในสมัยนั้น ถือกันว่าคำแนะนำของอาหิโธเฟล+เป็นเหมือนคำแนะนำจากพระเจ้าเที่ยงแท้ ดังนั้น ไม่ว่าอาหิโธเฟลจะแนะนำอย่างไร ดาวิดกับอับซาโลมก็เชื่อหมด
17 อาหิโธเฟลพูดกับอับซาโลมว่า “ขอให้ผมเลือกทหาร 12,000 คนแล้วพาออกไปตามล่าดาวิดคืนนี้เลย 2 ผมจะโจมตีตอนที่เขากำลังเหนื่อยล้าและไม่มีแรงสู้*+ ผมจะทำให้เขาตกใจกลัวและทุกคนที่อยู่กับเขาจะหนีไป ผมจะฆ่าเฉพาะกษัตริย์+ 3 แล้วพาคนอื่น ๆ กลับมาหาท่าน คนพวกนั้นจะกลับมาอย่างปลอดภัยหรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับว่าเราฆ่าคนที่ท่านตามล่าได้หรือไม่” 4 อับซาโลมกับพวกผู้นำของชาวอิสราเอลก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้
5 แต่อับซาโลมบอกว่า “เรียกหุชัย+ชาวอาร์คีมาถามด้วยดีกว่า พวกเราน่าจะฟังเขาก่อน” 6 หุชัยจึงมาหาอับซาโลม อับซาโลมก็ถามเขาว่า “อาหิโธเฟลแนะนำอย่างนี้ พวกเราควรจะทำตามที่เขาบอกไหม? ถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็บอกพวกเราทีว่าควรทำยังไง” 7 หุชัยตอบอับซาโลมว่า “ที่อาหิโธเฟลแนะนำไม่เหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้เลย”+
8 หุชัยพูดต่อว่า “ท่านก็รู้ว่าพ่อของท่านกับคนของเขาเก่งขนาดไหน+ พวกเขากำลังดุร้าย*เหมือนแม่หมีที่ลูกหายไปในทุ่ง+ แถมพ่อของท่านก็เป็นนักรบ+ เขาไม่นอนรวมกับคนอื่น ๆ แน่ 9 ตอนนี้เขาคงซ่อนอยู่ในถ้ำหรือไม่ก็ที่ไหนสักแห่ง+ และถ้าให้เขาโจมตีก่อน คนก็จะลือกันว่า ‘พวกของอับซาโลมแพ้แล้ว!’ 10 แม้แต่คนใจกล้าเหมือนสิงโต+ก็ต้องกลัว เพราะชาวอิสราเอลทุกคนรู้ว่าพ่อของท่านเป็นคนเก่ง+ และคนที่อยู่กับเขาก็กล้าหาญ 11 ผมขอแนะนำว่าให้ท่านรวบรวมชาวอิสราเอลตั้งแต่เมืองดานจนถึงเมืองเบเออร์เชบา+มาให้มาก ๆ เหมือนเม็ดทรายที่ชายทะเล+ แล้วพาพวกเขาออกไปสู้กับพ่อของท่าน 12 พวกเราจะโจมตีเขาไม่ว่าจะเจอเขาที่ไหน และพวกเราจะรุมเล่นงานเขาเหมือนน้ำค้างที่หยดลงมาเต็มพื้นแผ่นดิน แล้วทั้งดาวิดกับทหารของเขาทุกคนจะไม่มีใครรอดเลย 13 ถ้าเขาหนีเข้าไปในเมือง ชาวอิสราเอลจะเอาเชือกลากเมืองนั้นลงไปที่หุบเขา จนไม่เหลือแม้แต่หินสักก้อนเดียว”
14 อับซาโลมและชาวอิสราเอลพูดว่า “คำแนะนำของหุชัยชาวอาร์คีดีกว่า+คำแนะนำของอาหิโธเฟล!” ที่เป็นอย่างนี้เพราะพระยะโฮวาตั้งใจแล้วว่าจะทำให้แผนดี ๆ ของอาหิโธเฟลล้มเหลว+ เพื่อพระยะโฮวาจะทำให้อับซาโลมพินาศ+
15 แล้วหุชัยก็ไปบอกปุโรหิตศาโดกกับอาบียาธาร์+ว่า “อาหิโธเฟลแนะนำอับซาโลมกับผู้นำของชาวอิสราเอลอย่างนี้ ส่วนผมแนะนำเขาไปอย่างนี้ 16 ขอให้พวกคุณรีบส่งคนไปเตือนดาวิดว่า ‘คืนนี้อย่าอยู่ที่ทางข้ามแม่น้ำ*ตรงที่กันดาร แต่ให้รีบข้ามแม่น้ำไปเลย ไม่อย่างนั้นทั้งกษัตริย์และทุกคนที่อยู่กับท่านอาจจะถูกฆ่า’”+
17 ตอนนั้นโยนาธาน+กับอาหิมาอัส+อยู่ที่เอนโรเกล+เพราะไม่กล้าเข้าไปในเมืองให้ใครเห็น พวกเขาจึงส่งหญิงรับใช้คนหนึ่งไปแจ้งข่าวให้สองคนนั้น แล้วทั้งสองคนก็รีบไปรายงานกษัตริย์ดาวิด 18 แต่มีชายหนุ่มคนหนึ่งเห็นพวกเขาแล้วไปบอกอับซาโลม โยนาธานกับอาหิมาอัสจึงรีบหนีไปที่บ้านของผู้ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านบาฮูริม+ซึ่งมีบ่อน้ำอยู่ในลานบ้าน แล้วพวกเขาก็ลงไปซ่อนในบ่อนั้น 19 ภรรยาเจ้าของบ้านปิดปากบ่อแล้วเอาปลายข้าวโรยทับไว้อีกชั้นหนึ่ง และไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย 20 คนของอับซาโลมก็มาที่บ้านหลังนั้นและถามภรรยาเจ้าของบ้านว่า “อาหิมาอัสกับโยนาธานอยู่ไหน?” เธอตอบว่า “พวกเขาไปทางแม่น้ำแล้ว”+ คนของอับซาโลมไปตามหาพวกเขาแต่ไม่เจอ จึงกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม
21 พอคนของอับซาโลมไปแล้ว โยนาธานกับอาหิมาอัสก็ขึ้นมาจากบ่อน้ำแล้วไปรายงานกษัตริย์ดาวิดว่า “รีบข้ามแม่น้ำไปเถอะครับ เพราะอาหิโธเฟลแนะนำให้พวกนั้นมาตามล่าท่าน”+ 22 ดาวิดกับทุกคนที่อยู่กับเขาก็พากันข้ามแม่น้ำจอร์แดนไป พอถึงเช้า ทุกคนก็ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปจนหมด
23 เมื่ออาหิโธเฟลเห็นว่าอับซาโลมไม่ทำตามคำแนะนำของเขา เขาก็เอาอานใส่หลังลาแล้วขี่ลากลับไปที่เมืองของตัวเอง+ หลังจากอาหิโธเฟลสั่งเสียคนในครอบครัวแล้ว+ เขาก็ผูกคอตาย*+ อาหิโธเฟลจึงตายและถูกฝังไว้ที่สุสานของปู่ย่าตายายของเขา
24 ระหว่างนั้นดาวิดก็มาถึงเมืองมาหะนาอิม+ ส่วนอับซาโลมก็พาชาวอิสราเอลทั้งหมดข้ามแม่น้ำจอร์แดน 25 อับซาโลมให้อามาสา+เป็นแม่ทัพแทนโยอาบ+ อามาสาเป็นลูกของผู้ชายชื่ออิธรากับอาบีกายิลลูกสาวนาหาช อาบีกายิล+คนนี้เป็นน้องสาวของนางเศรุยาห์แม่ของโยอาบ 26 ชาวอิสราเอลและอับซาโลมมาตั้งค่ายอยู่ในเขตกิเลอาด+
27 เมื่อดาวิดเข้ามาในเมืองมาหะนาอิม โชบีลูกนาหาชชาวเมืองรับบาห์+ในเขตอัมโมน มาคีร์+ลูกอัมมีเอลชาวโลเดบาร์ และบาร์ซิลลัย+ชาวกิเลอาดจากเมืองโรเกลิม 28 ก็ขนที่นอน อ่าง หม้อดิน ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ แป้ง ข้าวคั่ว ถั่วปากอ้า ถั่วเลนทิล ธัญพืชคั่ว 29 น้ำผึ้ง เนย แกะ และเนยแข็งมาให้ดาวิดกับคนที่อยู่กับเขาได้กินกัน+ เพราะพวกเขาพูดว่า “คนพวกนี้เดินทางมาในที่กันดารคงจะหิวข้าวหิวน้ำและเหนื่อยกันมาก”+
18 หลังจากนั้น ดาวิดก็นับจำนวนผู้ชายที่อยู่กับเขาและตั้งหัวหน้ากองพันกับหัวหน้ากองร้อยให้ควบคุมดูแลพวกเขา+ 2 ดาวิดให้พวกเขาหนึ่งในสามอยู่ใต้บังคับบัญชาของโยอาบ+ อีกหนึ่งในสามอยู่ใต้บังคับบัญชาของอาบีชัย+ลูกนางเศรุยาห์+พี่น้องของโยอาบ และอีกหนึ่งในสามอยู่ใต้บังคับบัญชาของอิททัย+ชาวเมืองกัท แล้วกษัตริย์ดาวิดก็บอกพวกเขาทุกคนว่า “เราจะออกไปรบกับพวกคุณด้วย” 3 แต่พวกเขาบอกว่า “อย่าเลยครับ+ ถ้าพวกเราแพ้แล้วหนีไปพวกเขาจะไม่สนใจ เพราะพวกเขาต้องการแต่ตัวท่าน และถึงพวกเราจะตายไปครึ่งหนึ่ง พวกเขาก็ไม่สนใจอยู่ดี เพราะท่านคนเดียวมีค่าเท่ากับพวกเรา 10,000 คน+ ดังนั้น ท่านรออยู่ในเมืองแล้วส่งคนไปช่วยพวกเราดีกว่าครับ” 4 กษัตริย์บอกพวกเขาว่า “เราจะทำตามที่พวกคุณเห็นว่าดีก็แล้วกัน” กษัตริย์จึงยืนอยู่ข้างประตูเมือง ส่วนทหารทุกคนทั้งกองร้อยและกองพันก็ออกไปรบ 5 กษัตริย์สั่งโยอาบ อาบีชัย และอิททัยว่า “อย่าทำอะไรอับซาโลมนะ เพราะเขาเป็นลูกที่เรารัก ขอให้เห็นแก่เราก็แล้วกัน”+ ทหารทั้งหมดก็ได้ยินตอนที่กษัตริย์สั่งหัวหน้าทุกคนเรื่องอับซาโลม
6 ทหารของดาวิดออกไปนอกเมืองเพื่อสู้กับชาวอิสราเอล พวกเขาสู้รบกันในป่าเอฟราอิม+ 7 ทหารชาวอิสราเอล+แพ้ทหารของดาวิด+ และในวันนั้นมีทหารถูกฆ่ามากถึง 20,000 คน 8 สงครามได้ลุกลามไปทั่วเขตนั้น และคนที่ตายเพราะภัยอันตรายในป่ามีมากกว่าคนที่ตายเพราะการสู้รบในวันนั้นเสียอีก
9 ในที่สุด อับซาโลมก็เผชิญหน้ากับทหารของดาวิด พอเจอกันอับซาโลมก็ขี่ล่อหนีไป แต่ล่อนั้นวิ่งลอดใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านหนาทึบและผมของอับซาโลมเกี่ยวติดอยู่กับต้นไม้นั้น ตัวเขาจึงห้อยอยู่บนต้นไม้ ส่วนล่อที่เขาขี่ก็วิ่งต่อไป 10 มีคนเห็นและไปบอกโยอาบ+ว่า “ผมเห็นอับซาโลมห้อยอยู่บนต้นไม้ใหญ่” 11 โยอาบตอบเขาว่า “คุณเห็นเขาแล้วทำไมไม่ฆ่าเขาให้ตายตรงนั้นเลยล่ะ? ผมจะได้ให้เหรียญเงินคุณ 10 เหรียญกับเข็มขัดเส้นหนึ่ง” 12 แต่คนนั้นตอบโยอาบว่า “ถึงคุณจะให้เงินผม 1,000 เหรียญ ผมก็จะไม่มีวันฆ่าลูกชายของกษัตริย์ เพราะพวกเราได้ยินที่กษัตริย์สั่งคุณกับอาบีชัยและอิททัยว่า ‘อย่าให้ใครฆ่าอับซาโลม’+ 13 ถ้าผมขัดคำสั่งกษัตริย์และฆ่าเขา กษัตริย์ก็ต้องรู้อยู่ดี และคุณคงไม่ปกป้องผมหรอก” 14 โยอาบตอบว่า “ผมไม่เสียเวลาคุยกับคุณแล้ว!” แล้วโยอาบก็เอาหอกสั้น* 3 อันไปแทงทะลุหัวใจของอับซาโลมทั้งเป็นตอนที่เขาห้อยอยู่บนต้นไม้ใหญ่นั้น 15 และคนถืออาวุธของโยอาบ 10 คนก็เข้าไปรุมฆ่าอับซาโลม+ 16 แล้วโยอาบก็เป่าแตรเขาสัตว์ ทหารทุกคนก็เลิกไล่ตามชาวอิสราเอล เพราะโยอาบสั่งให้หยุด 17 พวกเขาเอาศพอับซาโลมโยนลงหลุมใหญ่ในป่านั้นแล้วเอาก้อนหินถมจนเป็นกองสูง+ ส่วนชาวอิสราเอลก็พากันหนีกลับบ้านของตัวเอง
18 ตอนที่อับซาโลมยังมีชีวิตอยู่ เขาตั้งเสาต้นหนึ่งให้ตัวเขาเองที่หุบเขากษัตริย์+ เพราะเขาพูดว่า “เราไม่มีลูกชายเพื่อจะให้ใคร ๆ ระลึกถึงชื่อของเราต่อไป”+ เขาตั้งชื่อเสานั้นตามชื่อของเขา และเสานั้นก็ได้ชื่อว่าอนุสาวรีย์ของอับซาโลมมาจนทุกวันนี้
19 อาหิมาอัส+ลูกศาโดกพูดว่า “ให้ผมวิ่งไปส่งข่าวให้กษัตริย์รู้เถอะครับ เพราะพระยะโฮวาได้ให้ความยุติธรรมแก่กษัตริย์โดยช่วยท่านให้รอดจากศัตรูแล้ว”+ 20 แต่โยอาบบอกเขาว่า “วันนี้คุณยังไม่ต้องไปส่งข่าว เอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน คราวนี้คุณอย่าเพิ่งไปเลยเพราะลูกกษัตริย์เพิ่งตาย”+ 21 แล้วโยอาบก็สั่งชาวคูช+คนหนึ่งว่า “ไปรายงานให้กษัตริย์ฟังตามที่คุณเห็น” ชาวคูชคนนั้นก็คำนับโยอาบแล้ววิ่งไปทันที 22 อาหิมาอัสลูกศาโดกก็บอกโยอาบอีกว่า “ถึงยังไงก็ขอให้ผมวิ่งตามชาวคูชไปเถอะครับ” แต่โยอาบตอบว่า “ลูกชาย คุณจะไปทำไมในเมื่อไม่มีข่าวอะไรให้คุณรายงาน?” 23 แต่เขาก็ยังพูดว่า “ถึงยังไงก็ขอให้ผมวิ่งไปเถอะครับ” โยอาบจึงบอกเขาว่า “ก็ได้” อาหิมาอัสก็วิ่งไปตามถนนที่ผ่านเขตแม่น้ำจอร์แดน และในที่สุดก็วิ่งแซงชาวคูช
24 ตอนนั้น ดาวิดนั่งอยู่ระหว่างประตูเมืองทั้งสอง+ คนเฝ้ายาม+ขึ้นไปบนหลังคาประตูเมืองที่อยู่ติดกับกำแพง และเมื่อเขามองดูก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาคนเดียว 25 เขาจึงตะโกนบอกกษัตริย์ดาวิด กษัตริย์พูดว่า “ถ้าเขามาคนเดียวก็แสดงว่าเขามีข่าวมาบอก” พอคนนั้นวิ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ 26 คนเฝ้ายามก็เห็นอีกคนหนึ่งวิ่งมาด้วย เขาจึงตะโกนบอกคนเฝ้าประตูว่า “มีอีกคนหนึ่งวิ่งมาเหมือนกัน!” กษัตริย์ก็พูดว่า “คนนี้คงมีข่าวมาด้วย” 27 คนเฝ้ายามพูดว่า “ผมเห็นแล้วว่าคนแรกที่วิ่งมาท่าทางเหมือนอาหิมาอัส+ลูกศาโดก” กษัตริย์จึงพูดว่า “เขาเป็นคนดี ต้องมีข่าวดีมาแน่ ๆ” 28 อาหิมาอัสร้องบอกกษัตริย์ว่า “มีข่าวดีครับ!” แล้วก็เข้ามาคำนับกษัตริย์ ซบหน้าลงกับพื้น และพูดว่า “ขอพระยะโฮวาพระเจ้าของท่านได้รับการสรรเสริญ เพราะพระองค์ทำให้คนที่กบฏต่อกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมพ่ายแพ้แล้ว!”+
29 แต่กษัตริย์ถามว่า “อับซาโลมลูกของเราไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” อาหิมาอัสตอบว่า “ตอนที่โยอาบส่งผมและผู้รับใช้อีกคนหนึ่งของท่านมาที่นี่ ผมเห็นพวกเขาวุ่นวายกันใหญ่ แต่ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรครับ”+ 30 กษัตริย์จึงบอกว่า “ไปยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อน” เขาก็ไปยืนอยู่ข้าง ๆ
31 แล้วชาวคูชก็มาถึง+และพูดว่า “ขอกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมฟังข่าวที่ผมนำมาบอก วันนี้พระยะโฮวาได้ให้ความยุติธรรมแก่ท่านโดยช่วยท่านให้รอดจากทุกคนที่กบฏต่อท่านแล้ว”+ 32 แต่กษัตริย์ถามชาวคูชว่า “อับซาโลมลูกของเราไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” ชาวคูชก็ตอบว่า “ขอให้ศัตรูทั้งหมดของกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมรวมทั้งทุกคนที่กบฏต่อท่านมีจุดจบเหมือนคนหนุ่มนั้น!”+
33 กษัตริย์ได้ยินอย่างนั้นก็เสียใจมาก เขาขึ้นไปที่ห้องบนประตูเมืองแล้วร้องไห้ ระหว่างที่เดินไปก็พูดว่า “อับซาโลมลูกพ่อ อับซาโลมลูกพ่อ! ไม่น่าเลย พ่ออยากจะตายแทนลูกเหลือเกิน อับซาโลมลูกพ่อ! ลูกของพ่อ!”+
19 มีคนไปบอกโยอาบว่า “กษัตริย์ร้องไห้และเสียใจเรื่องอับซาโลมมาก”+ 2 ชัยชนะ*ในวันนั้นจึงกลายเป็นเรื่องเศร้าสำหรับทหารทุกคน เพราะพวกเขาได้ยินว่ากษัตริย์เสียใจมากที่ลูกชายตาย 3 วันนั้นพวกทหารกลับเข้าเมืองกันเงียบ ๆ+เหมือนทหารที่อับอายเพราะหนีมาจากสนามรบ 4 กษัตริย์ปิดหน้าและร้องคร่ำครวญเสียงดังไม่หยุดว่า “อับซาโลม! อับซาโลมลูกพ่อ ลูกของพ่อ!”+
5 โยอาบก็เข้าไปหากษัตริย์ในที่พักและบอกว่า “วันนี้ท่านทำให้ผู้รับใช้ของท่านทุกคนต้องอับอายขายหน้า ทั้ง ๆ ที่วันนี้พวกเขาได้ช่วยชีวิตท่านและช่วยชีวิตลูกชาย+ลูกสาว+ รวมทั้งภรรยาและนางสนมของท่าน+ 6 ท่านรักคนที่เกลียดท่านและเกลียดคนที่รักท่าน เพราะวันนี้ท่านแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกหัวหน้าและทหารของท่านไม่มีความหมายสำหรับท่านเลย ผมแน่ใจว่าถ้าวันนี้อับซาโลมยังมีชีวิตอยู่และพวกเราที่เหลือตายกันหมด ท่านก็คงไม่เสียอกเสียใจอะไร 7 ไปเถอะครับ ออกไปให้กำลังใจคนของท่านหน่อย เพราะผมสาบานต่อพระยะโฮวาว่า ถ้าท่านไม่ออกไป คืนนี้ท่านจะไม่เหลือใครสักคนเลย แล้วท่านจะต้องลำบากอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนตั้งแต่เป็นหนุ่มจนถึงเดี๋ยวนี้” 8 กษัตริย์ดาวิดจึงออกไปนั่งที่ประตูเมือง ทุกคนได้ยินว่า “ตอนนี้กษัตริย์นั่งอยู่ที่ประตูเมือง” พวกเขาจึงพากันมาหากษัตริย์
แต่ชาวอิสราเอลหนีกลับไปบ้านของตัวเองแล้ว+ 9 ชาวอิสราเอลตระกูลต่าง ๆ พูดกันว่า “กษัตริย์เคยช่วยเราให้รอดจากศัตรู+และได้ช่วยเราให้พ้นจากพวกฟีลิสเตีย แต่ที่ท่านหนีไปอย่างนี้ก็เพราะอับซาโลม+ 10 และอับซาโลมที่เราได้ตั้งให้ปกครองเรา+ก็ตายในสงครามแล้ว+ ทำไมไม่ไปเชิญกษัตริย์กลับมากันล่ะ?”
11 กษัตริย์ดาวิดส่งข่าวไปถึงปุโรหิตศาโดก+และอาบียาธาร์+ว่า “ไปบอกพวกผู้นำของยูดาห์ว่า+ ‘พวกคุณจะเป็นพวกสุดท้ายที่เชิญกษัตริย์กลับไปที่วังหรือ? ตอนนี้ชาวอิสราเอลส่งข่าวมาถึงกษัตริย์แล้ว 12 พวกคุณเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกับเรา* แล้วพวกคุณจะเป็นพวกสุดท้ายที่เชิญกษัตริย์กลับไปหรือ?’ 13 และให้บอกอามาสา+ด้วยว่า ‘คุณเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกับเราไม่ใช่หรือ? ถ้านับจากวันนี้คุณไม่ได้เป็นแม่ทัพของเราแทนโยอาบ ก็ขอให้พระเจ้าลงโทษเราให้หนัก’”+
14 ชาวยูดาห์ทุกคนก็มาอยู่ฝ่ายกษัตริย์ดาวิด พวกเขาจึงส่งข่าวมาถึงกษัตริย์ว่า “ขอให้ท่านกับคนของท่านทั้งหมดกลับมาเถอะ”
15 กษัตริย์จึงเริ่มเดินทางกลับและมาถึงแม่น้ำจอร์แดน ชาวยูดาห์ก็มาหากษัตริย์ที่กิลกาล+ เพื่อจะพากษัตริย์ข้ามแม่น้ำจอร์แดน 16 ชิเมอี+ลูกเกราตระกูลเบนยามินจากหมู่บ้านบาฮูริมก็รีบมาหากษัตริย์ดาวิดพร้อมกับชาวยูดาห์ 17 เขาพาคนตระกูลเบนยามินมาด้วย 1,000 คน ส่วนศิบา+คนรับใช้ของราชวงศ์ซาอูลก็มากับลูกชาย 15 คนและคนรับใช้ 20 คน พวกเขารีบมาที่แม่น้ำจอร์แดนก่อนกษัตริย์ 18 เขา*ข้ามแม่น้ำตรงทางข้ามเพื่อจะพาครอบครัวกษัตริย์ข้ามมาและทำทุกอย่างตามที่กษัตริย์สั่ง ส่วนชิเมอีลูกเกราก็เข้ามาหมอบลงตรงหน้ากษัตริย์ตอนที่กษัตริย์กำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดน 19 เขาพูดกับกษัตริย์ว่า “ขอกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมยกโทษให้ผมด้วย และอย่าได้ถือสาที่ผู้รับใช้ของท่านเคยทำไม่ดีกับท่าน+ตอนที่ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม ขอกษัตริย์อย่าใส่ใจเรื่องนั้นอีกเลยครับ 20 เพราะผมซึ่งเป็นผู้รับใช้ของท่านรู้ดีว่าทำผิดไปแล้ว วันนี้ผมจึงเป็นคนแรกในตระกูลโยเซฟที่มาหากษัตริย์ผู้เป็นนายของผม”
21 อาบีชัย+ลูกนางเศรุยาห์+ก็พูดขึ้นทันทีว่า “ชิเมอีควรจะถูกประหารนะท่าน เพราะเขาได้แช่งด่าผู้ที่พระยะโฮวาเจิมไว้”+ 22 แต่ดาวิดบอกว่า “ลูกนางเศรุยาห์+ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคุณด้วย? คุณจะมาขัดใจเราวันนี้ทำไม? วันนี้ไม่ควรมีใครในอิสราเอลถูกประหาร เพราะเราได้กลับมาเป็นกษัตริย์อิสราเอลแล้ว” 23 แล้วกษัตริย์ก็บอกชิเมอีว่า “คุณจะไม่ตาย” กษัตริย์ได้สัญญากับเขาอย่างหนักแน่นด้วย+
24 เมฟีโบเชท+หลานชายของซาอูลก็มาหากษัตริย์ด้วย ตั้งแต่วันที่กษัตริย์จากไปจนถึงวันที่กษัตริย์กลับมาอย่างปลอดภัย เมฟีโบเชทไม่ดูแลเท้า*ของเขาและไม่ตัดเล็มหนวดหรือซักเสื้อผ้าเลย 25 เมื่อเขามาที่*กรุงเยรูซาเล็มเพื่อจะพบกษัตริย์ดาวิด กษัตริย์ถามเขาว่า “เมฟีโบเชท ทำไมคุณไม่ไปกับเรา?” 26 เมฟีโบเชทตอบว่า “ท่านกษัตริย์ผู้เป็นนายของผม+ ตอนนั้นผมถูกคนรับใช้หลอก ผมบอกเขาแล้วว่า ‘เอาอานใส่หลังลาให้ผมที ผมจะได้ไปกับกษัตริย์’ เพราะผมเป็นง่อย+ 27 แต่เขาใส่ร้ายผมให้ท่านฟัง กษัตริย์ผู้เป็นนายของผม+เป็นเหมือนทูตสวรรค์ของพระเจ้าเที่ยงแท้ ท่านคิดว่าควรทำยังไงก็ทำเถอะครับ 28 ที่จริง กษัตริย์ผู้เป็นนายของผมจะประหารทุกคนในครอบครัวของพ่อผมก็ได้ แต่ท่านยังให้ผมกินอาหารที่โต๊ะของท่าน+ แล้วผมจะมีสิทธิ์ร้องขออะไรจากกษัตริย์ได้อีกล่ะครับ?”
29 แต่กษัตริย์ดาวิดบอกเขาว่า “อย่าพูดอีกเลย เราตัดสินใจแล้วว่าจะให้คุณกับศิบาแบ่งที่ดินกัน”+ 30 เมฟีโบเชทจึงพูดกับกษัตริย์ว่า “ให้เขาไปทั้งหมดเถอะครับ เพราะตอนนี้กษัตริย์ผู้เป็นนายของผมกลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว”
31 บาร์ซิลลัย+ชาวกิเลอาดจากเมืองโรเกลิมก็มาหากษัตริย์เพื่อจะส่งกษัตริย์ไปที่แม่น้ำจอร์แดน 32 บาร์ซิลลัยอายุ 80 ปีและแก่มากแล้ว เขาเคยขนเสบียงอาหารมาให้กษัตริย์ตอนที่กษัตริย์อยู่ในเมืองมาหะนาอิม+ เพราะเขารวยมาก 33 กษัตริย์บอกบาร์ซิลลัยว่า “ข้ามมากับเราเถอะ เราจะเลี้ยงดูคุณในกรุงเยรูซาเล็ม”+ 34 แต่บาร์ซิลลัยบอกกษัตริย์ว่า “ผมจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ ผมคงไปกรุงเยรูซาเล็มกับท่านไม่ได้หรอกครับ 35 ตอนนี้ผมอายุ 80 ปีแล้ว+ ผมจะดูออกหรือว่าอะไรดีไม่ดี? ผมจะรู้รสอาหารและเครื่องดื่มหรือ? ผมยังได้ยินเสียงเพลงของนักร้องชายหญิงอยู่อีกหรือ?+ ผมจะไปเป็นภาระให้กษัตริย์ผู้เป็นนายของผมเปล่า ๆ 36 แค่ผมได้มาส่งกษัตริย์ที่แม่น้ำจอร์แดนนี้ก็ดีแล้ว ท่านไม่ต้องตอบแทนผมอย่างนี้หรอกครับ 37 ขอให้ผมซึ่งเป็นผู้รับใช้ของท่านกลับไปตายที่บ้านเกิดเมืองนอนใกล้กับที่ฝังศพของพ่อแม่ผมเถอะครับ+ แต่ขอกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมพาคิมฮาม+คนนี้ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของท่านข้ามไปด้วย แล้วท่านจะใช้เขาทำอะไรก็ได้”
38 กษัตริย์จึงพูดว่า “คิมฮามจะข้ามไปกับเรา และเราจะใช้เขาตามที่ท่านเห็นสมควร และไม่ว่าท่านขออะไร เราจะทำให้ทุกอย่าง” 39 แล้วทุกคนก็เริ่มข้ามแม่น้ำจอร์แดน ตอนที่กษัตริย์จะข้ามไป เขาจูบบาร์ซิลลัย+และอวยพรให้ แล้วบาร์ซิลลัยก็กลับบ้าน 40 ตอนที่กษัตริย์ข้ามมาที่กิลกาล+ คิมฮามก็ข้ามมาพร้อมกัน ชาวยูดาห์ทั้งหมดกับชาวอิสราเอลครึ่งหนึ่งก็ข้ามมากับกษัตริย์ด้วย+
41 แล้วชาวอิสราเอลก็มาพูดกับกษัตริย์ว่า “ทำไมคนยูดาห์พี่น้องของพวกเราแอบมาพาท่านไป และพากษัตริย์กับราชวงศ์และทหารทุกคนของดาวิดข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปด้วย?”+ 42 ชาวยูดาห์ตอบชาวอิสราเอลว่า “ก็เพราะกษัตริย์เป็นญาติกับพวกเรา+ พวกคุณจะโมโหทำไมกัน? กษัตริย์ต้องจ่ายเงินเลี้ยงดูพวกเราหรือให้ของขวัญพวกเราหรือ?”
43 แต่ชาวอิสราเอลบอกชาวยูดาห์ว่า “พวกเรามีสิทธิ์ในตัวกษัตริย์ 10 ส่วน เพราะฉะนั้น พวกเรามีสิทธิ์ในตัวดาวิดมากกว่าพวกคุณ ทำไมพวกคุณไม่ให้เกียรติพวกเรา? พวกเราควรจะเป็นคนเชิญกษัตริย์กลับมาเป็นพวกแรกไม่ใช่หรือ?” แต่ชาวยูดาห์เถียงชนะ*ชาวอิสราเอล
20 ตอนนั้นมีชายคนหนึ่งมาก่อกวน เขาชื่อเชบา+เป็นลูกบิครีตระกูลเบนยามิน เขาเป่าแตรเขาสัตว์+และพูดว่า “พวกเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับดาวิด และพวกเราไม่ได้มรดกอะไรจากลูกของเจสซีเลย+ ชาวอิสราเอลทุกคน! กลับไปหาพระ*ของตัวเองเถอะ!”+ 2 ชาวอิสราเอลทุกคนจึงเลิกสนับสนุนดาวิดและหันไปสนับสนุนเชบาลูกบิครี+ แต่ชาวยูดาห์ตั้งแต่แม่น้ำจอร์แดนจนถึงกรุงเยรูซาเล็มยังภักดีต่อกษัตริย์ของพวกเขา+
3 เมื่อกษัตริย์ดาวิดกลับมาที่วังของเขาในกรุงเยรูซาเล็ม+ เขาก็ให้นางสนม 10 คนที่เคยทิ้งไว้ให้ดูแลวัง+ไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งและให้ทหารยามเฝ้าไว้ ดาวิดส่งอาหารไปให้แต่ไม่ได้นอนกับพวกเธออีกเลย+ พวกเธอถูกกักตัวอยู่ในบ้านนั้นจนวันตาย และใช้ชีวิตเหมือนแม่ม่ายทั้ง ๆ ที่ดาวิดซึ่งเป็นสามียังมีชีวิตอยู่
4 กษัตริย์สั่งอามาสาว่า+ “ไปเรียกชาวยูดาห์มาหาเราภายใน 3 วันและคุณต้องมาด้วย” 5 อามาสาจึงเรียกชาวยูดาห์มาชุมนุมกัน แต่ตัวเขาเองมาช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ 6 ดาวิดจึงพูดกับอาบีชัยว่า+ “เชบา+ลูกบิครีอาจจะเป็นอันตรายกับพวกเรายิ่งกว่าอับซาโลมอีก+ พาทหารของเรา*ออกไปตามล่าเขา ก่อนที่เขาจะหนีพวกเราเข้าไปในเมืองที่มีป้อมปราการได้” 7 ทหารของโยอาบ+ พวกเคเรธี พวกเปเลท+ กับพวกทหารที่เก่งกล้าจึงออกจากกรุงเยรูซาเล็มเพื่อตามล่าเชบาลูกบิครี 8 เมื่อพวกเขามาใกล้หินก้อนใหญ่ในเมืองกิเบโอน+ อามาสา+ก็มาหา ตอนนั้นโยอาบสวมชุดออกรบและเอาดาบเหน็บไว้ที่สะโพก เมื่อโยอาบก้าวเข้าไปหาอามาสา ดาบของเขาก็หลุดออกมาจากฝัก
9 โยอาบถามอามาสาว่า “พี่น้องของผม คุณสบายดีไหม?” แล้วโยอาบก็ยกมือขวาจับที่เคราของอามาสาเหมือนกับจะจูบเขา 10 อามาสาไม่ทันระวังว่าโยอาบถือดาบอยู่ โยอาบแทงเขาที่ท้องจนไส้ทะลักออกมากองอยู่ที่พื้น+ โยอาบไม่ต้องแทงซ้ำเลย แค่ครั้งเดียวก็ฆ่าอามาสาได้ แล้วโยอาบกับอาบีชัยพี่น้องของเขาก็ไล่ตามเชบาลูกบิครีต่อไป
11 ทหารหนุ่มคนหนึ่งของโยอาบที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาพูดว่า “ใครที่อยู่ฝ่ายโยอาบและเป็นคนของดาวิดก็ให้ตามโยอาบไป!” 12 ตอนนั้นอามาสานอนจมกองเลือดอยู่กลางถนน เมื่อทหารคนนั้นเห็นว่าใคร ๆ ก็พากันหยุดดู เขาจึงลากอามาสาไปข้างทาง แล้วโยนเสื้อตัวหนึ่งคลุมร่างอามาสาไว้ เพราะเขาเห็นว่าทุกคนพากันหยุดดู 13 หลังจากเขาลากอามาสาไปไว้ข้างทางแล้ว ทหารทุกคนก็ตามโยอาบไปเพื่อตามล่าเชบา+ลูกบิครี
14 เชบาเดินทางผ่านตระกูลต่าง ๆ ของอิสราเอลมาจนถึงเมืองอาเบลแห่งเบธมาอาคาห์+ พวกลูกหลานของบิครีมารวมตัวกันและตามเขาเข้าไปในเมืองนั้นด้วย
15 โยอาบกับคนของเขามาล้อมจับเชบาที่เมืองอาเบลแห่งเบธมาอาคาห์และก่อเนินดินรอบกำแพงเมืองเพื่อยึดเมืองนั้น แล้วทหารของโยอาบก็ขุดใต้กำแพงเพื่อจะให้กำแพงพังลงมา 16 มีผู้หญิงฉลาดคนหนึ่งตะโกนมาจากในเมืองว่า “พวกคุณคะ ฟังก่อนค่ะ ฟังทางนี้ก่อน! ช่วยไปเรียกโยอาบมาที่นี่หน่อย เพราะฉันมีเรื่องจะพูดกับเขา” 17 เมื่อโยอาบเข้าไปใกล้ ผู้หญิงคนนั้นถามว่า “ท่านคือโยอาบใช่ไหมคะ?” เขาตอบว่า “ใช่” แล้วเธอก็พูดว่า “โปรดฟังผู้รับใช้ของท่านหน่อยเถอะค่ะ” เขาตอบว่า “ได้สิ” 18 เธอพูดต่อว่า “สมัยก่อนใคร ๆ ก็พูดกันว่า ‘ให้พวกเขาไปถามที่เมืองอาเบลเถอะ’ แล้วจะได้คำตอบทุกอย่าง 19 ฉันเป็นตัวแทนของคนที่รักสงบและซื่อสัตย์ในอิสราเอล ท่านกำลังหาทางทำลายเมืองที่เป็นเหมือนแม่ของอิสราเอล ท่านจะทำลายมรดกจากพระยะโฮวาทำไมคะ?”+ 20 โยอาบตอบว่า “ผมไม่เคยคิดจะทำลายเมืองนี้ 21 ผมจะไม่ทำอย่างนั้นแน่ ๆ แต่เชบา+ลูกบิครีที่มาจากแถบภูเขาของเอฟราอิม+ได้กบฏต่อกษัตริย์ดาวิดและหนีเข้าไปในเมืองของคุณ ถ้าคุณมอบตัวผู้ชายคนนี้ให้ผม ผมก็จะพาทหารไปจากเมืองนี้” ผู้หญิงคนนั้นตอบโยอาบว่า “พวกเราจะเอาหัวของเขาโยนข้ามกำแพงเมืองไปให้ท่าน”
22 ผู้หญิงฉลาดคนนั้นก็รีบไปหาชาวเมือง พวกเขาตัดหัวเชบาลูกบิครีโยนลงมาให้โยอาบ โยอาบจึงเป่าแตรเขาสัตว์ แล้วทหารทั้งหมดก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง+ ส่วนโยอาบก็กลับไปหากษัตริย์ที่กรุงเยรูซาเล็ม
23 ตอนนั้นโยอาบเป็นผู้บัญชาการกองทัพอิสราเอลทั้งหมด+ เบไนยาห์+ลูกเยโฮยาดา+เป็นหัวหน้าพวกเคเรธีและพวกเปเลท+ 24 อาโดรัม+เป็นคนดูแลแรงงานที่ถูกเกณฑ์มา เยโฮชาฟัท+ลูกอาหิลูดเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ 25 เชวาเป็นเลขานุการ ศาโดก+กับอาบียาธาร์+เป็นปุโรหิต 26 และอิราชาวยาอีร์เป็นรัฐมนตรี*คนหนึ่งของดาวิด
21 ในสมัยของดาวิด มีการขาดแคลนอาหาร+ติดต่อกัน 3 ปี ดาวิดจึงไปถามพระยะโฮวา และพระยะโฮวาตอบว่า “เป็นความผิดของซาอูลกับราชวงศ์ของเขาที่ได้ฆ่าชาวเมืองกิเบโอน”+ 2 กษัตริย์ดาวิดจึงเรียกชาวเมืองกิเบโอน+มาคุยกัน (ชาวเมืองกิเบโอนไม่ใช่ชาวอิสราเอล แต่เป็นชาวอาโมไรต์+ที่ยังเหลืออยู่ซึ่งชาวอิสราเอลเคยสาบานไว้ว่าจะไว้ชีวิตพวกเขา+ แต่ซาอูลตามฆ่าพวกเขาเพราะไม่ต้องการให้มาอยู่ร่วมกับชาวอิสราเอลและยูดาห์) 3 ดาวิดถามชาวเมืองกิเบโอนว่า “เราต้องทำยังไงเพื่อจะไถ่โทษ* พวกคุณจะได้อวยพรประชาชน*ของพระยะโฮวา?” 4 ชาวเมืองกิเบโอนตอบว่า “เรื่องระหว่างพวกเรากับซาอูลและราชวงศ์ของเขาไม่เกี่ยวกับเงินหรือทอง+ และพวกเราก็ไม่มีสิทธิ์ฆ่าใครในอิสราเอลด้วย” ดาวิดจึงพูดว่า “เราจะทำทุกอย่างที่พวกคุณต้องการ” 5 พวกเขาจึงบอกกษัตริย์ว่า “คนคนนี้ฆ่าพวกเราและวางแผนกวาดล้างพวกเราให้หมดไปจากแผ่นดินอิสราเอล+ 6 ขอส่งลูกหลานของเขามาให้พวกเรา 7 คน พวกเราจะเอาศพพวกเขาไปแขวน*+ต่อหน้าพระยะโฮวาที่เมืองกิเบอาห์+ของซาอูลซึ่งเป็นผู้ที่พระยะโฮวาเลือกไว้”+ กษัตริย์จึงบอกว่า “เราจะส่งไปให้”
7 แต่กษัตริย์ดาวิดสงสารเมฟีโบเชท+ลูกโยนาธานหลานซาอูล เพราะดาวิดได้สัญญากับโยนาธาน+ลูกซาอูลต่อหน้าพระยะโฮวาแล้ว 8 กษัตริย์จึงเลือกอาร์โมนีกับเมฟีโบเชทลูกชายซาอูลที่เกิดจากนางริสปาห์+ลูกสาวอัยยาห์ และลูกชาย 5 คนของอาดรีเอล+ลูกบาร์ซิลลัยชาวเมโหลาห์ที่มีกับมีคาล*+ลูกสาวซาอูล 9 เขาส่งตัวทั้ง 7 คนไปให้ชาวเมืองกิเบโอน ชาวเมืองก็เอาศพคนเหล่านี้ไปแขวนไว้บนภูเขาต่อหน้าพระยะโฮวา+ พวกเขาทั้ง 7 คนตายพร้อมกันและถูกฆ่าในวันแรก ๆ ของฤดูเก็บเกี่ยวข้าวบาร์เลย์ 10 นางริสปาห์+ลูกสาวอัยยาห์ก็เอาผ้ากระสอบมาปูบนหินตั้งแต่เริ่มฤดูเก็บเกี่ยว จนถึงวันที่ฝนตกลงมาบนศพของคนเหล่านั้น เธอไม่ปล่อยให้นกบินมาเกาะที่ศพในตอนกลางวันและไม่ให้สัตว์ในทุ่งนาเข้าใกล้ศพในตอนกลางคืน
11 มีคนไปบอกดาวิดว่าริสปาห์ลูกสาวอัยยาห์นางสนมของซาอูลทำอะไร 12 ดาวิดจึงไปขอกระดูกของซาอูลและโยนาธานจากพวกผู้นำ*ในเมืองยาเบชกิเลอาด+ คนเหล่านั้นได้ขโมยศพซาอูลกับโยนาธานมาจากลานสาธารณะในเมืองเบธชานที่พวกฟีลิสเตียเอาไปแขวนไว้ในวันที่พวกเขาฆ่าซาอูลบนภูเขากิลโบอา+ 13 ดาวิดเอากระดูกของซาอูลและโยนาธานกลับมา และพวกเขาเก็บกระดูกของคนที่ถูกประหารด้วย+ 14 พวกเขาเอากระดูกของซาอูลและโยนาธานไปฝังในอุโมงค์ของคีช+พ่อของซาอูลที่เมืองเศลา+เขตตระกูลเบนยามิน หลังจากพวกเขาทำทุกอย่างตามที่กษัตริย์สั่งแล้ว พระเจ้าก็ฟังคำอ้อนวอนของพวกเขาเรื่องแผ่นดินนั้น+
15 หลังจากนั้น ชาวฟีลิสเตียก็ทำสงครามกับชาวอิสราเอลอีก+ ดาวิดกับคนของเขายกทัพไปสู้กับชาวฟีลิสเตีย แต่ดาวิดเหนื่อยมาก 16 ลูกหลานชาวเรฟาอิม+คนหนึ่งชื่ออิชบีเบโนบมีหอกทองแดงหนัก 300 เชเขล*+และถือดาบเล่มใหม่มาด้วย เขาตั้งใจจะฆ่าดาวิดให้ได้ 17 แต่อาบีชัย+ลูกนางเศรุยาห์มาช่วยดาวิด+และฆ่าชาวฟีลิสเตียคนนั้น และคนของดาวิดก็สาบานว่า “พวกเราจะไม่ให้ท่านออกไปรบด้วยกันอีกแล้ว+ อย่าดับตะเกียงของอิสราเอลเลย!”+
18 ต่อมามีการสู้รบกับพวกฟีลิสเตียอีก+ที่โกบ ตอนนั้นสิบเบคัย+ชาวเมืองหุชาห์ได้ฆ่าสัฟซึ่งเป็นลูกหลานของพวกเรฟาอิม+
19 หลังจากนั้น มีการสู้รบกับพวกฟีลิสเตีย+ที่โกบอีกครั้งหนึ่ง เอลฮานันลูกยาอาเรโอเรกิมชาวเมืองเบธเลเฮมได้ฆ่าโกลิอัทชาวเมืองกัทซึ่งถือหอกใหญ่เท่าไม้คานเครื่องทอผ้า+
20 แล้วก็เกิดการสู้รบกันอีกที่เมืองกัท ที่นั่นมีทหารร่างยักษ์คนหนึ่ง เขามีนิ้วมือและนิ้วเท้าข้างละ 6 นิ้วรวมทั้งหมด 24 นิ้ว เขาเป็นลูกหลานพวกเรฟาอิมด้วย+ 21 เขาเยาะเย้ยชาวอิสราเอลไม่หยุด+ โยนาธานลูกชายชิเมอี+พี่ชายของดาวิดจึงฆ่าเขาตาย
22 สี่คนนี้เป็นลูกหลานพวกเรฟาอิมที่อยู่ในเมืองกัทซึ่งถูกดาวิดและคนของเขาฆ่าตาย+
22 ดาวิดร้องเพลงนี้+ให้พระยะโฮวาในวันที่พระยะโฮวาช่วยเขาให้รอดจากศัตรูทั้งหมด+และจากซาอูล+ 2 เขาร้องว่า
“พระยะโฮวาเป็นหินผา เป็นที่มั่นของผม+ และเป็นผู้ช่วยชีวิตผมเอาไว้+
3 พระเจ้าของผมเป็นหินที่แข็งแกร่ง+ที่ผมเข้าไปหลบภัยได้
พระองค์เป็นโล่+ เป็นผู้ช่วยให้รอดที่มีพลังเข้มแข็ง* เป็นที่ซ่อนอันปลอดภัย*+
เป็นที่ลี้ภัย+ และเป็นผู้ช่วยให้รอด+ พระองค์ช่วยผมพ้นจากความโหดร้ายทารุณ
4 ผมเรียกหาพระยะโฮวาผู้คู่ควรคำสรรเสริญ
และพระองค์จะช่วยผมจากศัตรู
5 ความตายเป็นเหมือนคลื่นที่แตกกระจายอยู่รอบตัวผม+
พวกคนชั่วเป็นเหมือนกระแสน้ำที่น่ากลัวซึ่งไหลบ่ามาหาผม+
7 เมื่อมีทุกข์ ผมเรียกหาพระยะโฮวา+
ผมร้องเรียกพระเจ้าของผมไม่หยุด
พระองค์ได้ยินเสียงของผมที่ดังไปถึงวิหารของพระองค์
และพระองค์ฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือของผม+
8 แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนและไหวไปมา+
ฐานรากของท้องฟ้าก็สั่นสะท้าน+
และไหวไปมาเพราะพระองค์กำลังโกรธ+
9 มีควันพุ่งออกมาจากจมูกของพระองค์
ไฟที่ทำลายล้างออกมาจากปากของพระองค์+
และมีถ่านหินร้อนออกมาจากพระองค์
11 พระองค์นั่งบนเครูบ+และเหาะมา
และเห็นพระองค์บนปีกของทูตสวรรค์*+
12 พระองค์เอาความมืดล้อมพระองค์ไว้เป็นที่กำบัง+
ที่นั่นมีทะเลมืดและเมฆหนาทึบ
13 มีแสงจ้าออกมาจากพระองค์ทำให้ถ่านหินลุกโชนขึ้น
14 แล้วพระยะโฮวาก็ส่งเสียงดังสนั่นมาจากสวรรค์+
พระเจ้าองค์สูงสุดเปล่งเสียงดังกึกก้อง+
15 พระองค์ยิงธนูออกไป+ทำให้ศัตรูกระเจิดกระเจิง
พระองค์ส่งสายฟ้าออกมาทำให้พวกเขาโกลาหลวุ่นวาย+
16 เมื่อพระยะโฮวาสั่งและพ่นลมออกจากจมูก
ก้นมหาสมุทรก็โผล่ให้เห็น+
และฐานรากของแผ่นดินก็ถูกเปิดเผย+
17 พระองค์ยื่นมือลงมาจากที่สูง
พระองค์ดึงตัวผมขึ้นจากทะเลลึก+
18 พระองค์ช่วยผมให้รอดจากศัตรูที่แข็งแกร่ง+
รอดจากคนที่เกลียดผมและแข็งแรงกว่าผม
19 พวกเขามาสู้กับผมตอนที่ผมกำลังลำบาก+
แต่พระยะโฮวามาช่วยผมไว้
22 เพราะผมทำตามแนวทางของพระยะโฮวาเสมอ
ผมไม่เคยทำชั่วโดยการทิ้งพระเจ้าของผม
26 พระองค์ภักดีต่อคนที่ภักดี+
คนที่ทำแต่ความดีและเข้มแข็ง พระองค์จะดีกับเขาเสมอ+
27 พระองค์จริงใจกับคนที่จริงใจ+
แต่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกับคนที่มีเล่ห์เหลี่ยม+
29 พระยะโฮวา พระองค์เป็นตะเกียงของผม+
พระยะโฮวาทำให้ความมืดรอบตัวผมกลายเป็นความสว่าง+
30 เพราะพระองค์ช่วย ผมถึงจัดการกองโจรได้
และเพราะพระเจ้าให้พลัง ผมถึงกระโดดข้ามกำแพงได้+
พระองค์เป็นโล่สำหรับทุกคนที่เข้ามาพึ่งพิง+
32 เพราะไม่มีพระเจ้าอื่นนอกจากพระยะโฮวา+
และไม่มีใครเป็นหินที่แข็งแกร่งนอกจากพระเจ้าของเรา+
34 พระองค์ทำให้เท้าของผมเป็นเหมือนเท้ากวาง
พระองค์ทำให้ผมยืนบนที่สูงได้+
35 พระองค์สอนให้ผมจับอาวุธทำสงคราม
แขนของผมดึงคันธนูทองแดงให้งอได้
36 พระองค์ช่วยให้ผมพ้นภัยด้วยโล่ของพระองค์
เพราะพระองค์ถ่อมตัวลง ผมจึงยิ่งใหญ่ขึ้น+
38 ผมจะไล่ตามศัตรูไปและกำจัดพวกเขา
ผมจะไม่กลับมาจนกว่าพวกเขาจะพินาศหมด
39 ผมจะจัดการพวกเขาจนลุกไม่ได้อีก+
พวกเขาจะล้มอยู่แทบเท้าผม
42 พวกเขาจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครช่วย
พวกเขาถึงกับขอให้พระยะโฮวาช่วย แต่พระองค์ไม่ตอบ+
43 ผมจะบดขยี้พวกเขาจนป่นปี้เหมือนฝุ่นที่อยู่บนพื้น
ผมจะย่ำพวกเขาจนเละเหมือนโคลนบนถนน
44 พระองค์จะช่วยผมให้รอดจากคนชาติเดียวกันที่ชอบจับผิด+
45 เมื่ออยู่ต่อหน้าผม คนต่างชาติจะกลัวจนหัวหด+
เรื่องที่พวกเขาได้ยินเกี่ยวกับผมจะทำให้พวกเขาเชื่อฟังผม
46 คนต่างชาติจะหวาดกลัว
พวกเขาจะเดินตัวสั่นออกมาจากที่มั่นของตน
47 พระยะโฮวามีชีวิตอยู่ ขอสรรเสริญพระองค์ผู้เป็นหินที่แข็งแกร่ง+
ขอยกย่องเชิดชูพระเจ้าผู้เป็นหินผาที่ช่วยผมให้รอด+
48 พระเจ้าเที่ยงแท้แก้แค้นแทนผม+
พระองค์ปราบชนชาติต่าง ๆ ให้อยู่ใต้อำนาจผม+
49 พระองค์ช่วยผมให้รอดจากศัตรู
50 พระยะโฮวา เพราะอย่างนี้ผมจะขอบคุณพระองค์ต่อหน้าชนชาติต่าง ๆ+
51 พระองค์ช่วยกษัตริย์ของพระองค์ให้รอดอย่างยิ่งใหญ่*+
พระองค์แสดงความรักที่มั่นคงต่อผู้ที่พระองค์เจิมไว้
คือดาวิดและลูกหลานของเขาตลอดไป”+
23 ต่อไปนี้เป็นคำพูดสุดท้ายของดาวิด+
“คำพูดของดาวิดลูกเจสซี+
คำพูดของคนที่ได้รับการยกย่องเชิดชู+
คนที่พระเจ้าของยาโคบได้เจิมไว้+
และเป็นนักร้อง+ที่ชาวอิสราเอลชื่นชม
3 พระเจ้าของอิสราเอลพูดออกมาแล้ว
ผู้เป็นหินที่แข็งแกร่งของอิสราเอล+บอกผมว่า
‘เมื่อผู้ปกครองใช้อำนาจอย่างถูกต้องชอบธรรม+
และปกครองประชาชนด้วยความเกรงกลัวพระเจ้า+
4 ก็จะเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่องมาเวลาเช้า+
เป็นเช้าที่ไม่มีเมฆหมอก
และเหมือนแสงสว่างที่ส่องมาหลังฝนหยุด
ทำให้ต้นหญ้างอกขึ้นจากพื้นดิน’+
5 พระเจ้าก็เห็นว่าราชวงศ์ของผมเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ?
พระองค์จึงทำสัญญากับผม และสัญญานั้นจะคงอยู่ตลอดไป+
พระองค์บอกรายละเอียดทุกอย่างไว้แน่นอนแล้ว
สัญญานั้นหมายถึงความรอดที่สมบูรณ์และความสุขของผม
เพราะอย่างนี้พระองค์จึงทำตามสัญญานั้น+
6 แต่คนชั่วถูกกำจัดทิ้ง+เหมือนต้นหนามที่ไร้ค่า
ไม่มีใครถอนมันด้วยมือเปล่าได้
7 คนที่จะจับมัน
ต้องมีทั้งเหล็กและหอก
และมันต้องถูกเผาให้มอดไหม้ในที่ของมันเอง”
8 ต่อไปนี้เป็นชื่อนักรบที่เก่งกล้าของดาวิด+ โยเชบบัสเชเบธชาวทาห์เคโมนี เขาเป็นหัวหน้า 3 ยอดนักรบ+ เขาใช้หอกฆ่าศัตรู 800 คนได้ในคราวเดียว 9 ถัดจากเขาคือเอเลอาซาร์+ลูกชายของโดโด+ลูกอาโหไฮ เอเลอาซาร์เป็นหนึ่งใน 3 ยอดนักรบที่อยู่กับดาวิดตอนที่พวกเขาท้าทายชาวฟีลิสเตียซึ่งยกทัพมาโจมตี ตอนนั้นทหารอิสราเอลพากันหนีไปหมด 10 เอเลอาซาร์ยืนปักหลักสู้กับชาวฟีลิสเตียจนแขนล้าและจับดาบจนมือเกร็งไปหมด+ ในวันนั้นพระยะโฮวาจึงช่วยให้เขาได้ชัยชนะ*ครั้งยิ่งใหญ่+ แล้วทหารอิสราเอลก็กลับมาหาเขาและตามเขาไปยึดข้าวของจากศัตรูที่ถูกฆ่าตาย
11 ถัดจากเขาคือชัมมาห์ลูกอาเกชาวฮาราห์ ครั้งหนึ่งชาวฟีลิสเตียยกทัพมาที่เลฮี ซึ่งมีที่ดินแปลงหนึ่งปลูกถั่วเลนทิลไว้ทั้งแปลง และพวกอิสราเอลหนีพวกฟีลิสเตียไปหมด 12 แต่เขายืนหยัดต่อสู้อยู่กลางทุ่งและฆ่าชาวฟีลิสเตียได้มากมาย แล้วพระยะโฮวาก็ช่วยให้ได้ชัยชนะ*ครั้งยิ่งใหญ่+
13 ในฤดูเก็บเกี่ยว หัวหน้า 3 คนจาก 30 คนลงไปหาดาวิดที่ถ้ำอดุลลัม+ และกองทัพฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่ที่หุบเขาเรฟาอิม+ 14 ตอนนั้นดาวิดอยู่ในที่ซ่อนของเขา+ ส่วนกองทหารของฟีลิสเตียอยู่ที่เมืองเบธเลเฮม 15 ดาวิดพูดขึ้นมาว่า “ถ้าเราได้กินน้ำจากบ่อเก็บน้ำข้างประตูเมืองเบธเลเฮมก็คงจะดี” 16 ยอดนักรบ 3 คนจึงบุกเข้าไปในค่ายของพวกฟีลิสเตียและตักน้ำจากบ่อเก็บน้ำข้างประตูเมืองเบธเลเฮมเอามาให้ดาวิด แต่ดาวิดไม่ยอมกินและเทน้ำนั้นลงพื้นต่อหน้าพระยะโฮวา+ 17 ดาวิดบอกว่า “พระยะโฮวา ผมจะไม่กินน้ำนี้เด็ดขาด! ผมจะกินเลือด+ของคนที่เสี่ยงชีวิตไปเอาน้ำมาให้ผมได้ยังไง?” ดาวิดไม่ยอมกินน้ำนั้น นี่คือวีรกรรมของยอดนักรบ 3 คนของดาวิด
18 อาบีชัย+พี่น้องของโยอาบลูกนางเศรุยาห์+เป็นหัวหน้าของนักรบอีก 3 คน เขาใช้หอกฆ่าศัตรู 300 คน และเขามีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนยอดนักรบ 3 คนแรก+ 19 แม้ว่าเขาจะโดดเด่นที่สุดในหมู่นักรบ 3 คนและเป็นหัวหน้า แต่ตำแหน่งของเขาไม่เท่ากับยอดนักรบ 3 คนแรก
20 เบไนยาห์+ลูกเยโฮยาดาเป็นคนกล้าหาญ เขาแสดงความเก่งกล้าสามารถหลายอย่างในเมืองขับเซเอล+ เขาฆ่าลูกชาย 2 คนของอารีเอลชาวโมอับ เขาลงไปในบ่อน้ำในวันหิมะตกและฆ่าสิงโต+ 21 แล้วเขายังฆ่าชายชาวอียิปต์ร่างยักษ์ด้วย ชายคนนั้นถือหอกอยู่ในมือ แต่เบไนยาห์ถือไม้ท่อนหนึ่งมาสู้กับเขาแล้วแย่งหอกมาแทงชาวอียิปต์คนนั้นตาย 22 นี่คือผลงานของเบไนยาห์ลูกเยโฮยาดา เขามีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนนักรบ 3 คน 23 แม้ว่าเขาจะโดดเด่นกว่านักรบ 30 คน แต่ตำแหน่งของเขาไม่เท่ากับนักรบ 3 คน ถึงอย่างนั้นดาวิดก็แต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้าองครักษ์ประจำตัว
24 อาสาเฮล+น้องชายโยอาบอยู่ในกลุ่มนักรบ 30 คน ซึ่งในกลุ่มนั้นก็มีเอลฮานันลูกชายโดโดชาวเบธเลเฮม+ 25 ชัมมาห์ชาวฮาโรด เอลีคาชาวฮาโรด 26 เฮเลส+ชาวปัลที อิรา+ลูกชายอิกเขชชาวเทโคอา 27 อาบีเอเซอร์+ชาวอานาโธท+ เมบุนนัยชาวหุชาห์ 28 ศัลโมนชาวอาโหไฮ มาหะรัย+ชาวเนโทฟาห์ 29 เฮเลบลูกชายบาอานาห์ชาวเนโทฟาห์ อิททัยลูกชายรีบัยชาวกิเบอาห์ในเขตตระกูลเบนยามิน 30 เบไนยาห์+ชาวปิราโธน ฮิดดัยจากลำน้ำกาอัช+ 31 อาบีอัลโบนชาวอาร์บาห์ อัสมาเวทชาวบาฮูริม 32 เอลียาบาชาวชาอัลโบน พวกลูกชายของยาเชน โยนาธาน 33 ชัมมาห์ชาวฮาราห์ อาหิอัมลูกชายชาราร์ชาวฮาราห์ 34 เอลีเฟเลทลูกชายอาหัสบัยลูกหลานชาวมาอาคาห์ เอลีอัมลูกชายอาหิโธเฟล+ชาวกิโลห์ 35 เฮสโรชาวคาร์เมล ปาอารัยชาวอาราบ 36 อิกาลลูกชายนาธันชาวโศบาห์ บานีคนตระกูลกาด 37 เศเลกชาวอัมโมน นาหะรัยชาวเบเอโรทซึ่งเป็นคนถืออาวุธให้โยอาบลูกนางเศรุยาห์ 38 อิราชาวอิทไรต์ กาเรบชาวอิทไรต์+ 39 และอุรีอาห์+ชาวฮิตไทต์ ทั้งหมด 37 คน
24 พระยะโฮวาโกรธชาวอิสราเอลอีก+เมื่อมีผู้หนึ่งกระตุ้นให้ดาวิด*นับจำนวน+ชาวอิสราเอลและยูดาห์+ 2 กษัตริย์ดาวิดพูดกับแม่ทัพโยอาบ+ที่อยู่กับเขาว่า “ช่วยออกไปนับจำนวนประชากรในทุกตระกูลของอิสราเอลตั้งแต่เมืองดานจนถึงเมืองเบเออร์เชบา+ให้ที เราจะได้รู้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่” 3 แต่โยอาบตอบกษัตริย์ว่า “ขอพระยะโฮวาพระเจ้าของท่านเพิ่มจำนวนประชาชนอีก 100 เท่าและให้กษัตริย์ผู้เป็นนายของผมได้เห็น แต่ท่านจะนับจำนวนประชากรไปทำไม?”
4 แต่โยอาบและพวกแม่ทัพขัดคำสั่งกษัตริย์ไม่ได้ โยอาบกับพวกแม่ทัพจึงออกไปนับจำนวนชาวอิสราเอล+ 5 พวกเขาข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาที่เมืองอาโรเออร์+และตั้งค่ายอยู่ด้านขวา*ของเมืองนั้นซึ่งอยู่กลางหุบเขา แล้วพวกเขาก็ไปทางเขตตระกูลกาด และเดินทางต่อไปที่เมืองยาเซอร์+ 6 หลังจากนั้น พวกเขาก็ไปที่กิเลอาด+และแผ่นดินทาห์ทิมโหดชิ แล้วไปที่ดานยาอัน และอ้อมไปเมืองไซดอน+ 7 จากนั้นพวกเขาก็ไปที่ป้อมเมืองไทระ+ พวกเขาเข้าไปในทุกเมืองของชาวฮีไวต์+และชาวคานาอัน จนในที่สุดก็มาถึงเมืองเบเออร์เชบา+ในเนเกบ+ของยูดาห์ 8 พวกเขาเดินทางไปทั่วแผ่นดิน แล้วก็กลับมาที่กรุงเยรูซาเล็มหลังจากผ่านไป 9 เดือนกับ 20 วัน 9 โยอาบรายงานกษัตริย์ดาวิดว่าเขานับจำนวนทหารชาวอิสราเอลทุกตระกูลที่พร้อมรบได้ 800,000 คนและนับคนตระกูลยูดาห์ได้ 500,000 คน+
10 แต่หลังจากนับจำนวนประชากรแล้วดาวิดก็รู้สึกผิด+ ดาวิดจึงอธิษฐานถึงพระยะโฮวาว่า “ที่ผมทำไปนั้นเป็นความผิดร้ายแรงมาก+ ขอพระยะโฮวาโปรดยกโทษ+ให้ผู้รับใช้ของพระองค์ที่ทำเรื่องโง่ ๆ อย่างนี้ด้วยเถอะ”+ 11 เมื่อดาวิดตื่นขึ้นในตอนเช้า พระยะโฮวาส่งข่าวมาถึงกาด+ซึ่งเป็นผู้พยากรณ์และผู้เห็นนิมิตว่า 12 “ไปบอกดาวิดว่า ‘พระยะโฮวาบอกว่า “เรามีทางเลือก 3 อย่าง ให้เจ้าเลือกมาอย่างหนึ่ง แล้วเราจะลงโทษเจ้าตามนั้น”’”+ 13 กาดจึงไปหาดาวิดและบอกเขาว่า “สามอย่างนี้ท่านจะเลือกอะไร? จะให้มีการขาดแคลนอาหารในแผ่นดินของท่าน 7 ปี+ หรือจะให้ศัตรูไล่ล่าท่าน 3 เดือน+ หรือจะให้มีโรคระบาดในแผ่นดินของท่าน 3 วัน+ ขอให้ท่านคิดดูดี ๆ ว่าจะให้ผมกลับไปบอกผู้ที่ใช้ผมมายังไง” 14 ดาวิดจึงพูดกับกาดว่า “เราทุกข์ใจเหลือเกิน ขอให้พระยะโฮวาลงโทษพวกเราดีกว่า+ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าที่เมตตามาก+ อย่าให้เราตกอยู่ในเงื้อมมือมนุษย์เลย”+
15 แล้วพระยะโฮวาก็ทำให้เกิดโรคระบาด+ทั่วแผ่นดินอิสราเอลตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาที่กำหนดไว้ และมีชาวอิสราเอลตั้งแต่เมืองดานจนถึงเมืองเบเออร์เชบา+ตายไป 70,000 คน+ 16 เมื่อทูตสวรรค์กำลังจะทำลายกรุงเยรูซาเล็ม พระยะโฮวาก็รู้สึกเสียใจที่ทำให้เกิดโรคระบาด+ พระองค์จึงบอกทูตสวรรค์ที่สังหารประชาชนว่า “หยุดเถอะ พอได้แล้ว” ตอนนั้นทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาอยู่ใกล้ลานนวดข้าวของอาราวนาห์+ชาวเยบุส+
17 เมื่อดาวิดเห็นทูตสวรรค์ที่สังหารประชาชน เขาก็บอกพระยะโฮวาว่า “ผมเองที่เป็นคนทำบาป ผมทำผิดไปแล้ว แต่ประชาชนเหล่านี้ที่เป็นเหมือนฝูงแกะ+ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ขอพระองค์ได้โปรดลงโทษผมกับวงศ์ตระกูลของพ่อผมเถอะ”+
18 กาดจึงมาหาดาวิดในวันนั้นและบอกให้เขาขึ้นไปสร้างแท่นบูชาสำหรับพระยะโฮวาที่ลานนวดข้าวของอาราวนาห์ชาวเยบุส+ 19 ดาวิดก็ขึ้นไปตามที่พระยะโฮวาสั่งผ่านทางกาด 20 เมื่ออาราวนาห์เห็นดาวิดกับพวกข้าราชการขึ้นไปหาเขา อาราวนาห์ก็รีบออกมาหมอบลงกับพื้นทำความเคารพกษัตริย์ดาวิด 21 อาราวนาห์ถามว่า “ทำไมกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมจึงมาหาผู้รับใช้ของท่าน?” ดาวิดตอบว่า “เรามาซื้อลานนวดข้าวนี้จากคุณเพื่อจะสร้างแท่นบูชาถวายพระยะโฮวาที่นี่ เผื่อว่าจะหยุดโรคระบาดที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้”+ 22 แต่อาราวนาห์บอกดาวิดว่า “ขอกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมเอาที่ตรงนี้ไปเถอะและท่านจะถวายอะไรก็ได้ตามที่ท่านเห็นควร วัวพวกนี้ให้ท่านใช้เป็นเครื่องบูชาเผา และใช้เลื่อนนวดข้าว*กับแอกนี้ทำเป็นฟืน 23 ของทั้งหมดนี้ผม*ยกให้กษัตริย์” แล้วอาราวนาห์ก็บอกกษัตริย์ว่า “ขอพระยะโฮวาพระเจ้าของท่านโปรดเมตตาท่านด้วย”
24 แต่กษัตริย์ดาวิดบอกอาราวนาห์ว่า “อย่าเลย เราจะซื้อจากคุณ เราจะเอาของของคุณไปถวายเป็นเครื่องบูชาเผาแก่พระยะโฮวาพระเจ้าของเราโดยที่เราไม่ได้จ่ายเงินได้ยังไง?” ดาวิดจึงจ่ายเงินซื้อลานนวดข้าวและวัวเป็นเงินหนัก 50 เชเขล*+ 25 แล้วดาวิดก็สร้างแท่นบูชา+ถวายพระยะโฮวาที่นั่นและถวายเครื่องบูชาเผากับเครื่องบูชาผูกมิตร พระยะโฮวาก็ตอบคำขอร้องของดาวิดเรื่องแผ่นดินนั้น+ แล้วโรคระบาดที่คร่าชีวิตชาวอิสราเอลก็หยุดลง
หรือ “น่าชื่นชม”
หรือ “มีความรักที่มั่นคง”
หรือ “มีความรักที่มั่นคง”
หรือ “แข่งกัน”
หรืออาจแปลได้ว่า “ตามบิทโรน”
แปลตรงตัวว่า “หัวหมา”
หรือ “มีความรักที่มั่นคง”
อาจหมายถึงผู้ชายที่พิการจนต้องไปทำงานของผู้หญิง
หรือ “ไถ่”
แปลตรงตัวว่า “เป็นกระดูกและเนื้อของท่าน”
หรืออาจแปลได้ว่า “เขาเรียกที่นั่นว่า”
หรือ “มิลโล” คำภาษาฮีบรูแปลว่า “ถมให้เต็ม”
แปลว่า “เจ้าแห่งการโจมตี”
ดูเหมือนว่าพวกเขาเอารูปเคารพเหล่านั้นไปทำลาย ดู 1พศ 14:12
หรืออาจแปลได้ว่า “ระหว่างเครูบ”
หรือ “กลองฉิ่ง”
หรือ “ไม่สบายใจ”
แปลว่า “แตกหักกับอุสซาห์”
อาจหมายถึงเมืองกัทริมโมน
แปลตรงตัวว่า “ลูกในไส้ของเจ้าเอง”
หรือ “เลิกแสดงความรักที่มั่นคงต่อเขา”
แปลตรงตัวว่า “นี่คือกฎหมายสำหรับมนุษย์ทุกคน”
หรือ “ได้ความรอด”
หรือ “ได้ความรอด”
แปลตรงตัวว่า “เป็นปุโรหิต”
หรือ “แสดงความรักที่มั่นคง”
หรือ “แสดงความรักที่มั่นคง”
หรืออาจแปลได้ว่า “ของผม”
หรือ “ความรักที่มั่นคง”
หรือ “ชาวโทบ”
หรือ “ชาวโทบ”
คือ แม่น้ำยูเฟรติส
คือ ในฤดูใบไม้ผลิ
หรือ “บ่ายแก่ ๆ”
อาจเป็นช่วงหลังมีประจำเดือน
แปลตรงตัวว่า “ล้างเท้า”
หรือ “ส่วนของกษัตริย์” คือ ของที่เจ้าภาพส่งไปให้แขกผู้มีเกียรติ
มาจากคำภาษาฮีบรูที่แปลว่า “สันติสุข”
แปลว่า “เป็นที่รักของยาห์”
อาจหมายถึงแหล่งน้ำของเมือง
แปลตรงตัวว่า “เขาจะเรียกเมืองนี้ตามชื่อผม”
34.2 กก. ดูภาคผนวก ข14
หรือ “ชุดที่ตกแต่งอย่างสวยงาม”
แปลตรงตัวว่า “ยังบริสุทธิ์อยู่”
คือ ความหวังสุดท้ายที่จะมีลูกหลาน
2.3 กก. ดูภาคผนวก ข14
อาจเป็นตุ้มน้ำหนักมาตรฐานที่เก็บไว้ในวัง หรืออาจเป็นเชเขล “หลวง” ที่ต่างจากเชเขลทั่วไป
หรืออาจแปลได้ว่า “40 ปี”
หรือ “นมัสการ” แปลตรงตัวว่า “รับใช้”
หรือ “กษัตริย์ตรวจดูพวกเขาตอนที่พวกเขาเดินผ่านไป”
หรือ “มีความรักที่มั่นคงต่อคุณ”
ส่วนใหญ่แล้วเป็นมะเดื่อและอาจมีอินทผลัมด้วย
หรือ “หลานชาย”
หรือ “มีความรักที่มั่นคง”
หรือ “มือสองข้างไม่มีแรง”
หรือ “เสียใจ”
หรืออาจแปลได้ว่า “ที่ราบทะเลทราย”
หรือ “รัดคอตาย”
หรืออาจแปลได้ว่า “ลูกดอก” หรือ “หอก” แปลตรงตัวว่า “ไม้”
หรือ “ความรอด”
แปลตรงตัวว่า “เป็นกระดูกและเนื้อของเรา”
หรืออาจแปลได้ว่า “พวกเขา”
สำนวนฮีบรูนี้อาจรวมถึงการตัดเล็บเท้า
หรืออาจแปลได้ว่า “มาจาก”
หรือ “รุนแรงกว่า”
หรืออาจแปลได้ว่า “เต็นท์”
แปลตรงตัวว่า “ทหารของเจ้านายคุณ”
แปลตรงตัวว่า “เป็นปุโรหิต”
หรือ “ทำให้มีการคืนดี” แปลตรงตัวว่า “ปิดคลุมบาป”
แปลตรงตัวว่า “มรดก”
แปลตรงตัวว่า “จะเอาพวกเขาไปแสดง” คือ ศพที่ถูกทุบแขนขาแล้ว
หรืออาจแปลได้ว่า “เมราบ”
หรืออาจแปลได้ว่า “เจ้าของที่ดิน”
3.42 กก. ดูภาคผนวก ข14
หรือ “เขาสัตว์แห่งความรอด”
หรือ “ที่สูงอันปลอดภัย”
หรือ “ปีกของลม”
หรือ “ที่กว้าง”
แปลตรงตัวว่า “สะอาด”
หรือ “ข้อเท้า”
หรือ “เล่นดนตรี”
หรือ “ได้ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่”
หรือ “ความรอด”
หรือ “ความรอด”
หรือ “เมื่อดาวิดถูกกระตุ้นให้”
หรือ “ด้านใต้”
ดูคำว่า “ลานนวดข้าว” ในส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “อาราวนาห์”
570 กรัม ดูภาคผนวก ข14