จงบากบั่นเพื่อช่วยครอบครัวของคุณให้รอด
“จงอบรมเขาด้วยการตีสอนและการปรับความคิดจิตใจตามหลักการของพระยะโฮวา.”—เอเฟโซ 6:4, ล.ม.
1, 2. บิดามารดาสมัยนี้เผชิญข้อท้าทายอะไรบ้าง?
วารสารฉบับหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมเรียกสิ่งนั้นว่าการปฏิวัติ. บทความนั้นพรรณนาการเปลี่ยนแปลงอันน่าตกใจที่เกิดขึ้นกับครอบครัวในปีหลัง ๆ นี้. กล่าวกันว่าสิ่งเหล่านี้เป็น “ผลของการหย่าร้างที่แพร่ระบาด, การแต่งงานใหม่, การหย่าซ้ำ, การสมรสที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย, และความตึงเครียดแบบใหม่ภายในครอบครัวที่ยังไม่แยกกัน.” ความกดดันและตึงเครียดดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผู้คนจะเผชิญกับ “วิกฤตกาล” ใน “ยุคสุดท้าย” นี้.—2 ติโมเธียว 3:1-5, ล.ม.
2 ด้วยเหตุนี้ บิดามารดายุคนี้เผชิญความยุ่งยากเดือดร้อนอย่างที่คนยุคก่อน ๆ ไม่เคยพบเห็น. ถึงแม้บิดามารดาบางคนท่ามกลางพวกเราได้อบรมเลี้ยงดูบุตรของตนในแนวทางของพระเจ้า “ตั้งแต่เป็นทารก” หลายครอบครัวเพิ่งเริ่มต้น “ดำเนินในความจริง” เมื่อไม่นานมานี้. (2 ติโมเธียว 3:15; 3 โยฮัน 4) บุตรของเขาอาจอยู่ในวัยที่โตแล้วเมื่อบิดามารดาเริ่มสอนพวกเขาเกี่ยวด้วยแนวทางของพระเจ้า. ยิ่งกว่านั้น ครอบครัวไร้คู่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และครอบครัวที่มีบิดาหรือมารดาเลี้ยงก็มีอยู่ท่ามกลางพวกเรา. ไม่ว่าสถานการณ์ของคุณเป็นอย่างไร คำเตือนของอัครสาวกเปาโลก็ยังคงใช้ได้ที่ว่า “จงอบรมเขาด้วยการตีสอนและการปรับความคิดจิตใจตามหลักการของพระยะโฮวา.”—เอเฟโซ 6:4, ล.ม.
บิดามารดาคริสเตียนกับบทบาทของตน
3, 4. (ก) ปัจจัยอะไรซึ่งเป็นเหตุทำให้บทบาทของบิดาลดน้อยไป? (ข) เหตุใดบิดาคริสเตียนจึงจำต้องทำมากกว่าหาเลี้ยงครอบครัว?
3 โปรดสังเกตว่า เปาโลกล่าวถ้อยคำที่เอเฟโซ 6:4 กับผู้เป็น “บิดา” ก่อน. นักเขียนคนหนึ่งชี้แจงว่า ในยุคก่อน “บิดาเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบในการอบรมทางศีลธรรมและการเลี้ยงดูฝ่ายวิญญาณ; บิดาต้องรับผิดชอบในด้านการศึกษาเล่าเรียนของบุตร. . . . แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้รื้อทำลายความใกล้ชิดทางด้านนี้ลง; เหล่าบิดาได้ละไร่นาและห้างร้านของตน จากบ้านช่องไปทำงานในโรงงานและต่อมาในสำนักงาน. มารดารับทำหน้าที่ต่าง ๆ ซึ่งเมื่อก่อนบิดาเคยรับผิดชอบ. ความเป็นบิดาได้กลายมาเป็นนามธรรมมากขึ้นทุกที.”
4 ผู้ชายคริสเตียนทั้งหลาย: อย่าพอใจแต่เพียงการเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว แล้วละงานอบรมเลี้ยงดูบุตรทุกอย่างของคุณไว้กับภรรยา. สุภาษิต 24:27 เตือนบิดาคราวโบราณดังนี้: “จงเตรียมการงานภายนอกของเจ้า, และจงเตรียมทุ่งนาไว้ให้พร้อม, แล้วภายหลังจึงมีเหย้าเรือน [จึงก่อร่างสร้างครอบครัวของคุณ, ล.ม.].” ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ในฐานะเป็นคนทำงาน คุณอาจจะต้องออกแรงหนักและทำงานหลายชั่วโมงสำหรับการครองชีพ. (1 ติโมเธียว 5:8) อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น ขอให้คุณจัดเวลาไว้สำหรับ “ก่อร่างสร้างครอบครัวของคุณ”—ทั้งทางด้านอารมณ์และฝ่ายวิญญาณ.
5. ภรรยาคริสเตียนจะบากบั่นเพื่อความรอดของครอบครัวได้โดยวิธีใด?
5 ภรรยาคริสเตียนทั้งหลาย: คุณก็เช่นเดียวกันต้องทำงานอย่างแข็งขันเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว. สุภาษิต 14:1 บอกว่า “สตรีที่มีปัญญาทุกคนย่อมก่อสร้างบ้านเรือนของตนขึ้น.” ในฐานะเป็นคู่สามีภรรยา คุณกับสามีร่วมความรับผิดชอบด้วยกันในการอบรมบุตรของคุณ. (สุภาษิต 22:6; มาลาคี 2:14) ทั้งนี้อาจรวมเอาการตีสอนบุตร, เตรียมเขาให้พร้อมสำหรับการประชุมคริสเตียนและงานประกาศตามบ้านเรือน, หรือถึงกับนำการศึกษาพระคัมภีร์ในครอบครัวเมื่อสามีไม่สามารถอยู่นำได้. นอกจากนั้น คุณสามารถสอนบุตรได้มากในเรื่องงานบ้าน, กิริยามารยาทที่ดี, สุขอนามัย, และสิ่งอื่น ๆ หลายอย่างซึ่งเป็นคุณประโยชน์. (ติโต 2:5) เมื่อสามีภรรยาทำงานร่วมกันเช่นนี้ เขาย่อมเข้าถึงความจำเป็นของลูกได้มากขึ้น. บางสิ่งที่จำเป็นนั้นมีอะไรบ้าง?
การเอาใจใส่ความจำเป็นของเขาทางด้านอารมณ์
6. มารดาและบิดามีบทบาทอะไรในการพัฒนาบุตรของตนทั้งทางอารมณ์?
6 เมื่อ “แม่ลูกอ่อนที่กำลังให้ลูกกินนมทะนุถนอมลูกของตน” ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัย, สบายใจ และอบอุ่นด้วยรัก. (1 เธซะโลนิเก 2:7, ล.ม.; บทเพลงสรรเสริญ 22:9) มีมารดาน้อยคนนักจะฝืนความมุ่งมาดปรารถนาอันรุนแรงที่จะแสดงความเอาใจใส่อย่างเหลือล้นต่อลูกน้อยของตน. ผู้พยากรณ์ยะซายาถามว่า “หญิงจะลืมลูกกำลังดูดนมอยู่และมิได้เมตตาแก่บุตรอันเกิดมาจากครรภ์ของตนได้หรือ?” (ยะซายา 49:15) ดังนั้น มารดามีบทบาทสำคัญในด้านพัฒนาการของเด็กทางอารมณ์. กระนั้นก็ดี บิดาก็มีบทบาทสำคัญเช่นกันในเรื่องนี้. พอล เลวิส ผู้ให้การศึกษาแก่ครอบครัวพูดว่า “ผมไม่เคยเจอนักสังคมสงเคราะห์เฉพาะรายคนใดที่เคยได้ยินเยาวชน [ซึ่งประพฤติเหลวไหล] บอกว่าเขามีสายสัมพันธ์ที่ดีกับคุณพ่อของเขา. ไม่มีแม้แต่หนึ่งในหลายร้อยราย.”
7, 8. (ก) มีพยานหลักฐานอะไรแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพระเจ้ายะโฮวากับพระบุตรของพระองค์? (ข) บิดาสามารถหล่อหลอมความสัมพันธ์ซึ่งเปี่ยมด้วยความรักกับบุตรของตนโดยวิธีใด?
7 ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่บิดาคริสเตียนจะพึงเฝ้าระวังในการปลูกฝังความสัมพันธ์อันเพียบด้วยความรักกับบุตรของตน. ยกตัวอย่าง ให้เราพิจารณาพระเจ้ายะโฮวากับพระเยซูคริสต์. ในคราวการรับบัพติสมาของพระเยซู พระยะโฮวาทรงแถลงดังนี้: “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา, เราชอบใจท่านมาก.” (ลูกา 3:22) ถ้อยแถลงเพียงไม่กี่คำแสดงความหมายไว้มากมาย! พระยะโฮวา (1) ทรงยอมรับพระบุตรของพระองค์, (2) พระองค์ทรงแสดงความรักต่อพระเยซูอย่างเปิดเผย, และ (3) ได้ทรงประกาศความโปรดปรานที่มีต่อพระเยซู. กระนั้น ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงครั้งเดียวที่พระยะโฮวาทรงแสดงออกซึ่งความรักต่อพระบุตรของพระองค์. ในภายหลัง พระเยซูตรัสต่อพระบิดาของพระองค์ว่า “พระองค์ทรงรักข้าพเจ้าก่อนการวางรากสร้างโลก.” (โยฮัน 17:24, ล.ม.) ตามจริงแล้ว บุตรธิดาที่เชื่อฟังอยู่ในโอวาทต่างก็ต้องการการยอมรับ, ความรัก, และความเห็นชอบจากบิดาของตนด้วยกันทุกคนมิใช่หรือ?
8 หากคุณเป็นบิดา คุณคงจะทำได้หลายทางที่จะหล่อหลอมสายสัมพันธ์อันเพียบด้วยความรักกับบุตรของคุณโดยแสดงความรักให้ปรากฏทั้งทางอากัปกิริยาและทางวาจาอย่างสม่ำเสมอ. จริงอยู่ สำหรับผู้ชายบางคนก็ไม่ง่ายนักที่จะแสดงความรักใคร่เอ็นดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาไม่เคยได้รับการแสดงความรักใคร่เอ็นดูจากบิดาบังเกิดเกล้า. ถึงกระนั้น แม้แต่การแสดงความรักต่อบุตรของคุณอย่างเคอะเขินก็อาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางทีเดียว. สำคัญกว่าอะไรทั้งสิ้น “ความรักก่อร่างสร้างขึ้น.” (1 โกรินโธ 8:1, ล.ม.) ถ้าบุตรของคุณรู้สึกปลอดภัยเพราะได้รับความรักฉันพ่อลูกจากคุณ เขาก็ยิ่งจะโน้มเอียงมาเป็น ‘ลูกชายลูกสาวแท้ของพ่อ’ และคงรู้สึกอิสระที่จะระบายความในใจกับคุณ.—สุภาษิต 4:3, ฉบับแปลใหม่.
การเอาใจใส่ความจำเป็นของเขาทางฝ่ายวิญญาณ
9. (ก) บิดาชาวยิศราเอลที่เกรงกลัวพระเจ้าได้เอาใจใส่ต่อความจำเป็นฝ่ายวิญญาณของครอบครัวอย่างไร? (ข) คริสเตียนมีโอกาสอะไรบ้างที่จะสอนบุตรของตน นอกเหนือจากการศึกษาอย่างเป็นทางการ?
9 อนึ่ง บุตรทั้งหลายมีความจำเป็นฝ่ายวิญญาณเหมือนกัน. (มัดธาย 5:3) โมเซได้เตือนบิดามารดาชาวยิศราเอลดังนี้: “ถ้อยคำเหล่านี้ ซึ่งเราได้สั่งแก่เจ้าทั้งหลายในวันนี้ ก็ให้ตั้งอยู่ในใจของเจ้าทั้งหลาย; และจงอุตส่าห์สั่งสอนบุตรทั้งหลายของเจ้าด้วยถ้อยคำเหล่านี้ และเมื่อเจ้าทั้งหลายจะนั่งอยู่ในเรือน หรือเดินในหนทาง, หรือนอนลง, และตื่นขึ้น.” (พระบัญญัติ 6:6, 7) ถ้าคุณเป็นบิดาหรือมารดาคริสเตียน คุณสามารถแนะนำสั่งสอนได้มากเมื่อสบโอกาส เช่น “เมื่อ . . . เดินในหนทาง.” เวลาที่นั่งรถไปด้วยกัน, ไปซื้อของ, หรือขณะไปประกาศเผยแพร่กิตติคุณตามบ้านเรือนก็นับว่าเป็นโอกาสดีมากที่จะถ่ายทอดความรู้แก่ลูกในสภาพที่ผ่อนคลาย. ช่วงรับประทานอาหารด้วยกันเป็นเวลาที่เหมาะเป็นพิเศษในการพูดคุยกัน. มารดาคนหนึ่งบอกว่า “เราใช้เวลาระหว่างรับประทานอาหารเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น.”
10. ทำไมบางครั้งการศึกษาประจำครอบครัวจึงดูเหมือนเป็นสิ่งท้าทาย และบิดามารดาต้องแน่วแน่ตั้งใจประการใด?
10 อย่างไรก็ดี การสอนอย่างเป็นกิจจะลักษณะโดยจัดการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลเป็นประจำกับบุตรเป็นสิ่งสำคัญด้วย. เป็นที่ยอมรับว่า “ความโฉดเขลาผูกพันอยู่กับหัวใจ” ของเด็ก. (สุภาษิต 22:15, ล.ม.) บิดามารดาบางคนบอกว่าง่ายมากที่บุตรของตนจะก่อกวนการศึกษาประจำครอบครัว. วิธีใด? โดยการอยู่ไม่สุขและแสดงท่าเบื่อหน่าย, หาเหตุรบกวนให้รำคาญใจ (เช่น รังแกกันกับพี่ ๆ น้อง ๆ) หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้ความจริงพื้นฐานของคัมภีร์ไบเบิล. หากว่าสภาพยังดำเนินต่อไปถึงขั้นลองดีว่าความประสงค์ของใครจะเหนือกว่า ความประสงค์ของบิดามารดานั้นแหละต้องเหนือกว่า. บิดามารดาคริสเตียนต้องไม่ยอมจำนนและปล่อยให้บุตรใช้อำนาจควบคุมครอบครัว.—เทียบกับฆะลาเตีย 6:9.
11. จะทำให้การศึกษาประจำครอบครัวเป็นไปอย่างเพลิดเพลินได้โดยวิธีใด?
11 ถ้าบุตรของคุณไม่อยากร่วมศึกษาในครอบครัว บางทีอาจจะต้องปรับเปลี่ยนบางอย่าง. อาทิ การศึกษานั้นเป็นเหมือนสิ่งที่ใช้เปิดเผยการทำผิดหรือข้อบกพร่องครั้งล่าสุดของบุตรไหม? อาจเป็นสิ่งดีที่สุดที่จะชี้แจงปัญหานั้น ๆ เป็นการส่วนตัว. คุณจัดการศึกษาเป็นประจำสม่ำเสมอไหม? ถ้าคุณระงับการศึกษาไว้ก่อนเพราะชั่วโมงนั้นมีรายการโทรทัศน์หรือรายการกีฬาที่คุณชอบ บุตรของคุณก็คงจะไม่ถือเอาการศึกษาเป็นเรื่องจริงจังเช่นกัน. ท่าทีของคุณจริงจังและกระตือรือร้นไหมเมื่อคุณนำการศึกษา? (โรม 12:8) ถูกแล้ว การศึกษาควรมีบรรยากาศที่น่าเพลิดเพลิน. พยายามให้บุตรทุกคนมีส่วนร่วม. จัดการศึกษาอย่างที่ให้ประโยชน์จริง ๆ และเป็นการก่อร่างสร้างขึ้น, พูดชมเชยให้กำลังใจบุตรสำหรับการร่วมมือของเขา. อย่าเพียงแต่ศึกษาผ่าน ๆ เพื่อให้จบ แต่พยายามเข้าถึงหัวใจ.—สุภาษิต 23:15.
การว่ากล่าวตีสอนในความชอบธรรม
12. เหตุใดการตีสอนจึงไม่หมายถึงการลงโทษด้วยการตีเสมอไป?
12 อนึ่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กทั้งหลายต้องรับการว่ากล่าวตีสอน. ในฐานะที่คุณเป็นบิดา คุณควรวางข้อจำกัดให้เขา. สุภาษิต 13:24 กล่าวอย่างนี้: “บุคคลผู้ไม่ยอมใช้ไม้เรียวก็เป็นผู้ที่ชังบุตรของตน; แต่บุคคลผู้รักบุตรย่อมเฆี่ยนตีสั่งสอน [เอาใจใส่เขาด้วยการตีสอน, ล.ม.].” แต่คัมภีร์ไบเบิลไม่หมายความว่า การตีสอนจะต้องเฆี่ยนตีเสมอไป. สุภาษิต 8:33 ว่า: “จงฟัง คำสั่งสอน [คำตีสอน, ล.ม.]” และเราได้รับการกำชับดังนี้: “คำขนาบเข้าไปในคนที่มีความเข้าใจ ลึกกว่าเฆี่ยนคนโง่สักร้อยที.”—สุภาษิต 17:10, ฉบับแปลใหม่.
13. ควรดำเนินการตีสอนเด็กโดยวิธีใด?
13 บางครั้ง การตีสอนทางกายอาจเป็นสิ่งสมควร. แต่ถ้าทำไปโดยความโมโห ก็มักจะทำเกินเหตุและไม่เกิดประโยชน์. คัมภีร์ไบเบิลเตือนดังนี้: “ฝ่ายบิดา ก็อย่ายั่วบุตรของตนให้ขัดเคืองใจ, เกรงว่าเขาจะท้อใจ.” (โกโลซาย 3:21) ที่จริง “การกดขี่ข่มเหงกระทำผู้มีสติปัญญาให้คลั่งไป.” (ท่านผู้ประกาศ 7:7) ผู้เยาว์ที่รู้สึกเจ็บแค้นอาจต่อต้านมาตรการที่ชอบธรรมด้วยซ้ำ. ดังนั้น บิดามารดาควรใช้คัมภีร์ไบเบิลว่ากล่าวบุตรของตนด้วยความชอบธรรม แต่กระทำด้วยความมั่นคงและอย่างสมดุล. (2 ติโมเธียว 3:16) การตีสอนด้วยความเลื่อมใสในพระเจ้าพึงกระทำด้วยความรักและความอ่อนโยน.—เทียบกับ 2 ติโมเธียว 2:24, 25.a
14. บิดามารดาพึงทำประการใดถ้ารู้สึกตัวว่าจะโมโห?
14 จริงอยู่ “เราทุกคนล้มพลาดกันหลายครั้ง.” (ยาโกโบ 3:2) แม้แต่บิดาหรือมารดาที่ปกติมีความรักก็อาจตกเข้าสู่ช่วงที่มีความกดดันและพูดบางอย่างที่ขาดความกรุณาหรือแสดงความโกรธ. (โกโลซาย 3:8) หากการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น ก็อย่าปล่อยไว้จนถึงตะวันตกและบุตรของคุณตกอยู่ในห้วงทุกข์สาหัส หรือคุณเองยังคงโกรธอยู่. (เอเฟโซ 4:26, 27) จงจัดการเรื่องราวกับบุตรให้เรียบร้อย โดยอาจกล่าวขอโทษถ้าเห็นว่าสมควรจะทำเช่นนั้น. (เทียบกับมัดธาย 5:23, 24.) การแสดงความถ่อมใจเช่นนั้นอาจทำให้คุณกับบุตรเข้าใกล้ชิดกันมากขึ้น. ถ้าคุณรู้สึกว่า คุณไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และปล่อยตัวบันดาลโทสะ จงแสวงหาการช่วยเหลือจากผู้ปกครองที่รับการแต่งตั้งในประชาคม.
ครอบครัวไร้คู่หรือครอบครัวที่มีบิดาหรือมารดาเลี้ยง
15. เด็กในครอบครัวที่ขาดบิดาหรือมารดาอาจได้รับการช่วยเหลืออย่างไร?
15 แต่มิใช่เด็กทุกคนได้รับการดูแลจากทั้งบิดาและมารดา. ในประเทศสหรัฐอเมริกา เด็กหนึ่งในสี่คนได้รับการเลี้ยงดูโดยบิดาหรือมารดาที่ไร้คู่. ‘เด็กกำพร้าพ่อ’ ในสมัยพระคัมภีร์เป็นเรื่องปกติและมีการกล่าวถึงความห่วงใยสำหรับเด็กเหล่านี้หลายครั้งไว้ในคัมภีร์ไบเบิล. (เอ็กโซโด 22:22) สมัยนี้ ครอบครัวคริสเตียนที่มีแต่บิดาหรือมารดาก็เผชิญกับความกดดันและความยากลำบากเช่นเดียวกัน แต่พวกเขาได้รับการประโลมใจเมื่อได้ทราบว่า พระยะโฮวาทรงเป็น “บิดาของลูกกำพร้า, และเป็นผู้แก้แค้นของพวกแม่ม่าย.” (บทเพลงสรรเสริญ 68:5) คริสเตียนได้รับการกระตุ้น “ให้เอาใจใส่ดูแลลูกกำพร้าและหญิงหม้ายในความทุกข์ลำบากของเขา.” (ยาโกโบ 1:27, ล.ม.) เพื่อนร่วมความเชื่อทั้งหลายสามารถทำได้มากในการให้ความช่วยเหลือครอบครัวต่าง ๆ ที่ขาดบิดาหรือมารดา.b
16. (ก) บิดาหรือมารดาไร้คู่ควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อประโยชน์แห่งครอบครัวของตน? (ข) เพราะเหตุใดการตีสอนอาจเป็นเรื่องยาก แต่ทำไมจึงจำเป็นต้องลงมือทำ?
16 ถ้าคุณเป็นบิดาหรือมารดาที่ไร้คู่ ตัวคุณเองจะทำอะไรได้เพื่อประโยชน์ของครอบครัว? คุณต้องขะมักเขม้นในการศึกษาพระคัมภีร์ประจำครอบครัว, เข้าร่วมการประชุมและออกประกาศเผยแพร่. กระนั้น การตีสอนอาจเป็นการท้าทายที่ยากเป็นพิเศษ. บางทีคุณยังอยู่ในระหว่างเป็นทุกข์โศกเศร้าเพราะมรณกรรมของคู่ชีวิตผู้เป็นที่รัก. หรือคุณอาจจะต่อสู้กับความรู้สึกผิดหรือเจ็บแค้นเพราะชีวิตสมรสมาถึงขั้นแตกหัก. หากมีการตัดสินให้บุตรอยู่ในความคุ้มครองดูแลร่วมกัน คุณอาจวิตกด้วยซ้ำไปว่า บุตรคงสมัครใจไปอยู่กับคู่ของคุณที่แยกกันอยู่หรือหย่ากันแล้ว. สภาพดังกล่าวอาจก่อความลำบากใจที่จะดำเนินการตีสอนอย่างพอเหมาะพอควร. อย่างไรก็ตาม คัมภีร์ไบเบิลแจ้งแก่เราว่า “เด็กที่ถูกละเลยนั้นเป็นเหตุกระทำให้มารดาของตนได้ความละอาย.” (สุภาษิต 29:15) ดังนั้น อย่าปล่อยให้คู่สมรสเดิมทำให้คุณครุ่นคิดสิ่งผิดพลาดแต่หนหลัง, ตำหนิตัวเอง หรือรู้สึกกดดันทางจิตใจ. จงวางมาตรฐานอย่างมีเหตุผลและเสมอต้นเสมอปลาย. อย่าทอดทิ้งหลักการต่าง ๆ แห่งคัมภีร์ไบเบิล.—สุภาษิต 13:24.
17. เป็นไปได้อย่างไรที่บทบาทของสมาชิกในครอบครัวอาจไม่กระจ่างชัดภายในครอบครัวที่ไร้คู่ และอาจจะทำประการใดเพื่อป้องกัน?
17 กระนั้นก็ดี ความยุ่งยากเกิดขึ้นได้ หากมารดาไร้คู่ปฏิบัติกับลูกชายของเธอประหนึ่งตัวแทนคู่สมรส—เป็นใหญ่ในบ้าน—หรือทำให้ลูกสาวเป็นคู่คิดคอยปรึกษา และเพิ่มภาระให้ลูกโดยเล่าปัญหาส่วนตัวภายในจิตใจ. การทำเช่นนั้นไม่สมควรและทำให้ลูกสับสน. เมื่อใดบทบาทของบิดาหรือมารดาและของบุตรไม่กระจ่างชัด การว่ากล่าวก็จะไม่เป็นผล. จงระบุให้ชัดเจนไปเลยว่าคุณ เป็นพ่อหรือเป็นแม่. ถ้าคุณจำต้องใช้คำแนะนำที่อาศัยหลักพระคัมภีร์ จงแสวงหาคำแนะนำจากผู้ปกครองหรือบางทีจากพี่น้องหญิงที่สูงอายุและมีประสบการณ์.—เทียบกับติโต 2:3-5.
18, 19. (ก) ครอบครัวที่มีบิดาหรือมารดาเลี้ยงเผชิญข้อท้าทายอะไรบ้าง? (ข) ในครอบครัวที่มีบิดาหรือมารดาเลี้ยง ลูกเลี้ยงจะแสดงสติปัญญาและความเข้าใจโดยวิธีใด?
18 ครอบครัวที่มีบิดาหรือมารดาเลี้ยงก็มักเผชิญปัญหาเช่นเดียวกัน. บ่อยครั้ง บิดามารดาเลี้ยงพบว่า “ความรักในบัดดล” นั้นหายาก. อาทิ ลูกเลี้ยงอาจเป็นคนมีความรู้สึกไวต่อสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการลำเอียงต่อผู้ที่เป็นบุตรแท้ ๆ. (เทียบกับเยเนซิศ 37:3, 4.) ที่จริง ลูกเลี้ยงอาจจะปล้ำสู้เต็มที่กับความเศร้าเสียใจเพราะการถูกพรากจากบิดาหรือมารดา และกลัวว่า การรักบิดาหรือมารดาเลี้ยงจะเป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อบิดามารดาแท้ ๆ ของตนก็ได้. ความพยายามที่จะให้การว่ากล่าวที่จำเป็นจึงอาจเจอกับคำพูดอันรุนแรงที่สะเทือนใจว่า ‘คุณไม่ใช่พ่อ (แม่) แท้ ๆ ของผมนี่!’
19 สุภาษิต 24:3 ว่าดังนี้: “เมื่อจะก่อตึกต้องอาศัยปัญญา, และเมื่อจะสร้างบ้านก็ต้องอาศัยความเข้าใจ.” ใช่แล้ว ความสำเร็จราบรื่นของครอบครัวที่มีบิดาหรือมารดาเลี้ยงนั้นจำต้องอาศัยปัญญาและความเข้าใจของทุกคนในบ้าน. เมื่อเวลาผ่านไป เด็กต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ไม่น่ายินดีว่า สิ่งต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไป. ทำนองเดียวกัน บิดาหรือมารดาเลี้ยงก็ต้องเรียนรู้ที่จะมีความเพียรอดทนและเห็นอกเห็นใจ ไม่ด่วนขัดเคืองใจเมื่อเจอสิ่งซึ่งดูเหมือนเป็นการปฏิเสธ. (สุภาษิต 19:11; ท่านผู้ประกาศ 7:9) ก่อนรับบทบาททำหน้าที่เป็นผู้ให้การว่ากล่าวตีสอน จงสร้างมิตรสัมพันธ์กับลูกเลี้ยง. กว่าจะก่อความสัมพันธ์ดังกล่าวขึ้นได้ บางคนอาจเห็นว่าควรให้บิดาหรือมารดาแท้ ๆ จัดการตีสอนจะดีกว่า. เมื่อเกิดความตึงเครียด ต้องพยายามสื่อความกัน. สุภาษิต 13:10 (ล.ม.) กล่าวว่า “ปัญญาอยู่กับคนที่ปรึกษาหารือกัน.”c
จงบากบั่นอยู่เรื่อยไปเพื่อความรอดแห่งครอบครัวของคุณ!
20. ประมุขครอบครัวคริสเตียนพึงทำประการใดอยู่เรื่อยไป?
20 ครอบครัวคริสเตียนที่เข้มแข็งมั่นคงใช่ว่ามีขึ้นโดยบังเอิญ. พวกคุณที่เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องไม่ละลดที่จะบากบั่นเพื่อความรอดแห่งครอบครัวของคุณ. จงเฝ้าระวังอยู่เสมอ สังเกตลักษณะนิสัยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือแนวโน้มในทางโลกีย์. จงวางตัวอย่างที่ดีในการพูด, การประพฤติ, ความรัก, ความเชื่อ, และความบริสุทธิ์. (1 ติโมเธียว 4:12) จงแสดงผลแห่งพระวิญญาณของพระเจ้าให้ปรากฏ. (ฆะลาเตีย 5:22, 23) ความพากเพียร, ความเห็นอกเห็นใจ, การให้อภัย, และความอ่อนโยนจะเป็นกำลังเสริมความพยายามของคุณในการสอนแนวทางของพระเจ้าแก่บุตรของคุณ.—โกโลซาย 3:12-14.
21. จะรักษาบรรยากาศที่ยังความสุขใจและอบอุ่นใจขึ้นในบ้านได้อย่างไร?
21 ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า จงพยายามธำรงสันติสุข, มีน้ำใจอบอุ่นเปี่ยมด้วยความสุขภายในบ้าน. จงจัดเวลาอยู่พร้อมหน้ากันฉันครอบครัว, พยายามร่วมรับประทานอาหารด้วยกันอย่างน้อยวันละหนึ่งมื้อ. การประชุมคริสเตียน, การประกาศ, และการศึกษาประจำครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ. กระนั้น ยังมี “วารหัวเราะ . . . และวารเต้นรำ.” (ท่านผู้ประกาศ 3:1, 4, ฉบับแปลใหม่) ใช่แล้ว จงจัดตารางเวลากำหนดไว้เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ. การเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์, สวนสัตว์, และสถานที่ต่าง ๆ ทำนองนั้นเป็นที่น่าเพลิดเพลินสำหรับทั้งครอบครัว. หรือคุณอาจปิดโทรทัศน์แล้วใช้เวลานั้นร้องเพลงด้วยกัน, ฟังดนตรี, เล่นเกมส์, และสนทนากัน. การทำเช่นนี้จะช่วยครอบครัวใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้น.
22. เหตุใดคุณควรทำงานแข็งขันเพื่อความรอดของครอบครัว?
22 ขอให้บิดามารดาคริสเตียนทุกคนกระทำให้พระยะโฮวาพอพระทัยเต็มที่ต่อ ๆ ไป “ขณะที่ท่านทั้งหลายเกิดผลต่อไปในการงานที่ดีทุกอย่าง และเพิ่มพูนในความรู้ถ่องแท้เกี่ยวกับพระเจ้า.” (โกโลซาย 1:10, ล.ม.) จงก่อร่างสร้างครอบครัวของคุณบนรากฐานของความเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า. (มัดธาย 7:24-27) และจงมั่นใจเถอะว่า ความบากบั่นที่คุณตั้งใจเลี้ยงดูบุตร “ด้วยการตีสอนและการปรับความคิดจิตใจตามหลักการของพระยะโฮวา” จะได้รับความโปรดปรานจากพระองค์.—เอเฟโซ 6:4, ล.ม.
[เชิงอรรถ]
a โปรดดูบทความ “ทัศนะของคัมภีร์ไบเบิล: ‘ไม้เรียวแห่งการตีสอน’—ล้าสมัยแล้วหรือ?” ในวารสารตื่นเถิด! ฉบับ 8 กันยายน 1992.
b ดูหอสังเกตการณ์ ฉบับ 15 เมษายน 1981 หน้า 20-28.
c โปรดดูว็อชเทาเวอร์ ฉบับ 15 ตุลาคม 1984 หน้า 21-25.
คุณจะตอบอย่างไร?
▫ คู่สามีภรรยาสามารถร่วมมือกันก่อร่างสร้างครอบครัวของตนได้โดยวิธีใด?
▫ อะไรเป็นความจำเป็นทางอารมณ์ของบุตร และจะสนองความจำเป็นเหล่านี้โดยวิธีใด?
▫ หัวหน้าครอบครัวจะสอนบุตรของตนทั้งเมื่อสบโอกาสและอย่างเป็นกิจจะลักษณะได้โดยวิธีใด?
▫ บิดามารดาจะตีสอนในความชอบธรรมได้อย่างไร?
▫ อาจทำประการใดเพื่อประโยชน์ของครอบครัวที่ขาดบิดาหรือมารดาหรือครอบครัวที่มีบิดาหรือมารดาเลี้ยง?
[รูปภาพหน้า 16]
ความรักและการแสดงความพอใจของบิดาเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก