คุณให้เกียรติผู้อื่นไหมเมื่อให้คำแนะนำ?
นับว่าดีและเป็นคุณประโยชน์มากเพียงไรที่จะรับคำแนะนำพร้อมกับการให้เกียรติ! เอ็ดเวิร์ดบอกว่า “คำแนะนำที่เปี่ยมด้วยความกรุณา, ความเห็นใจ, ความห่วงใยช่วยให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี.” ส่วนวอเร็นพูดว่า “เมื่อคุณรู้สึกว่าผู้ให้คำแนะนำให้เกียรติและนับถือคุณโดยแสดงความเต็มใจรับฟังเรื่องราวของคุณ การจะรับคำแนะนำก็ยิ่งง่ายขึ้น.” นอร์แมนออกความเห็นดังนี้: “เมื่อใดผู้ให้คำแนะนำปฏิบัติต่อผมด้วยความนับถือ ผมรู้สึกสบายใจที่จะเข้าพบเขา ขอคำแนะนำจากเขา.”
สิทธิของมนุษย์ตั้งแต่กำเนิดที่จะได้รับเกียรติ
คำแนะนำอย่างที่อบอุ่น, อย่างเป็นมิตรและเปี่ยมด้วยความรักย่อมเป็นที่น่ายินดีอย่างแท้จริง. การแนะนำผู้อื่นอย่างที่คุณเองปรารถนาจะรับคำแนะนำนั้นนับว่าเป็นคุณประโยชน์. (มัดธาย 7:12) ผู้แนะนำที่ดีย่อมสละเวลาฟังและพยายามเข้าใจผู้ที่เขาแนะนำ—ความคิดนึก, สถานะ และความรู้สึกของเขา—แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือติเตียน.—สุภาษิต 18:13.
ผู้ให้คำแนะนำในทุกวันนี้ รวมไปถึงคริสเตียนผู้ปกครอง จำต้องตื่นตัวในการให้เกียรติผู้อื่นเมื่อให้คำแนะนำ. เพราะเหตุใด? ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่าท่าทีซึ่งแพร่หลายอยู่ทั่วไปในสังคมคือการปฏิบัติต่อคนอื่นในแบบที่ไม่ให้เกียรติแก่กันและกัน. การปฏิบัติเช่นนี้เป็นเสมือนโรคติดต่อ. มีอยู่บ่อย ๆ บุคคลซึ่งคุณคาดหมายการปฏิบัติด้วยความนับถือกลับเป็นคนที่ไม่เคยปฏิบัติเช่นนั้นเลย ไม่ว่าเขาอยู่ในสาขาอาชีพที่อาศัยความรู้ความชำนาญ, ผู้นำด้านศาสนา, หรือใครก็ตาม. ตัวอย่างเช่น ณ สถานที่ทำงาน การเลิกจ้างเป็นความบอบช้ำทางจิตใจและเป็นความเครียดทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง. มันเป็นความเสียหายต่อการนับถือตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนถูกเลิกจ้างได้รับการปฏิบัติอย่างไร้เกียรติ. วารสาร เดอะ แวนคูเวอร์ ซัน รายงานว่า ผู้เป็นหัวหน้างานเมื่อตกอยู่ในฐานะต้องเลิกจ้างคนงานจึงต้องเรียนรู้วิธีบอก “ข่าวร้ายเพื่อจะสื่อความอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องให้รายละเอียดที่ไม่จำเป็น และอย่างเชี่ยวชาญ และรักษาเกียรติของบุคคลผู้นั้นให้อยู่ในสภาพเดิม.” ใช่แล้ว มนุษย์ทั้งปวงสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างมีเกียรติ.
สมัชชาใหญ่สหประชาชาติแถลงดังนี้: “มนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ. พวกเขามีเหตุผลและสติรู้สึกผิดชอบติดตัวมาแต่กำเนิดและสมควรปฏิบัติต่อกันและกันด้วยน้ำใจแห่งภราดรภาพ.” เนื่องจากศักดิ์ศรีของมนุษย์ได้รับการโจมตี จึงนับว่าเป็นเหตุผลที่ดีที่กฎบัตรสหประชาชาติและอารัมภกถาแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยอมรับคุณสมบัตินี้. เอกสารเหล่านั้นรับรอง “ความศรัทธาในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ว่าด้วยศักดิ์ศรีและค่าของมนุษยชน.”
พระยะโฮวาได้ทรงสร้างมนุษย์พร้อมกับศักดิ์ศรีในตัว
พระยะโฮวาทรงเป็นพระเจ้าแห่งศักดิ์ศรี. พระวจนะของพระองค์ที่รับการดลบันดาลกล่าวอย่างถูกต้องทีเดียวว่า “ยศศักดิ์และเดชานุภาพอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์” และ “พระองค์ทรงเปล่งรัศมีในฟ้าสวรรค์ให้ปรากฏแจ้ง.”—1 โครนิกา 16:27; บทเพลงสรรเสริญ 8:1.
ในฐานะที่เป็นพระเจ้าผู้มีศักดิ์ศรีและเป็นองค์บรมมหิศรแห่งเอกภพ พระองค์ประสาทศักดิ์ศรีแก่สิ่งมีชีวิตที่พระองค์ได้สร้าง ทั้งในสวรรค์และทางแผ่นดินโลก. ที่โดดเด่นท่ามกลางบรรดาผู้ที่ได้รับเกียรตินั้นคือพระเยซูคริสต์ พระบุตรผู้เป็นกษัตริย์ทรงราชย์และได้รับสง่าราศี. ดาวิดได้ประพันธ์เชิงพยากรณ์ว่า “พระเจ้าทรงประดับพระราชาด้วยยศศักดิ์และความสง่าโอ่อ่าตระการ.”—บทเพลงสรรเสริญ 21:5, ฉบับแปลใหม่; ดานิเอล 7:14.
น่าเศร้า สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนี้ได้ถูกย่ำยีตลอดมาในประวัติศาสตร์. ทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์องค์หนึ่ง ซึ่งโดยการกระทำของตัวเองได้กลายเป็นซาตานพญามาร ท้าทายสิทธิอันถูกต้อง ความชอบธรรมและความคู่ควรแห่งพระบรมเดชานุภาพของพระเจ้า. ด้วยการกระทำเช่นนั้น ซาตานแสดงความไม่เคารพต่อพระยะโฮวาและลบหลู่พระนามอันทรงเกียรติของพระองค์ ขณะเดียวกันก็ท้าทายสิทธิการปกครองของพระองค์. มันได้ถือสิทธิเพื่อตัวเองจะมีศักดิ์ศรีเกินกว่าที่ควรมี. ทำนองเดียวกันกับพญามาร นักปกครองที่เป็นมนุษย์ผู้ทรงอำนาจ เช่น นะบูคัดเนซัรในยุคพระคัมภีร์ ได้โอ้อวด ‘อำนาจราชศักดิ์ของตนเอง.’ คนเหล่านั้นได้ท้าทายศักดิ์ศรีของพระยะโฮวา เพื่อว่าตัวเองน่าจะได้รับศักดิ์ศรีซึ่งไม่สมควรกับตัวเอง. (ดานิเอล 4:30) การปกครองที่กดขี่ของซาตานซึ่งถูกยัดเยียดให้แก่โลกแห่งมนุษยชาติได้คุกคามและจะคุกคามศักดิ์ศรีของมนุษย์ต่อไป.
เคยมีใครทำให้คุณเสียศักดิ์ศรีไหม? เมื่อได้รับคำแนะนำ เขาได้ทำให้คุณมีความรู้สึกว่าได้ทำความผิดมหันต์ รู้สึกอดสู, ได้รับความเสื่อมเสียหรือความอับอายขายหน้าเกินไปไหม? อันเดรอ้างว่า “ผมรู้สึกว่าเขาไม่ห่วงใย, ไม่รู้สึกว่าเขาเห็นอกเห็นใจ, และไม่ได้รับเกียรติเสียเลย. เขาทำให้ผมรูสึกว่า ผมเป็นคนไร้ค่า.” เขากล่าวเสริมอีกว่า “ทั้งนี้ทำให้รู้สึกคับข้องใจและกระวนกระวายใจ กระทั่งเกิดความหดหู่ด้วยซ้ำ.” ลอราบอกว่า “เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับคำแนะนำจากคนที่คุณรู้ว่าเขาไม่ได้ห่วงใยในสวัสดิภาพของคุณ.”
เพราะเหตุนี้เอง คริสเตียนผู้ดูแลจึงได้รับการตักเตือนให้ปฏิบัติต่อฝูงแกะของพระเจ้าด้วยความนับถือและให้เกียรติ. (1 เปโตร 5:2, 3) หากมีสภาพการณ์ซึ่งเห็นว่าจำเป็นและก่อประโยชน์ที่จะแนะนำผู้อื่น คุณจะป้องกันตัวเองอย่างไรจากแนวคิดและความประพฤติของชาวโลก ซึ่งไม่รั้งรอที่จะคุกคามศักดิ์ศรีของผู้อื่น? อะไรจะช่วยคุณในการปกป้องคุ้มครองศักดิ์ศรีของเพื่อนคริสเตียน รวมทั้งของคุณด้วย?—สุภาษิต 27:6; ฆะลาเตีย 6:1.
หลักการต่าง ๆ ที่คุ้มครองศักดิ์ศรี
พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้เงียบเฉยในเรื่องนี้. ผู้ให้คำแนะนำที่ชำนาญย่อมไว้ใจอย่างเต็มเปี่ยมในคำแนะนำจากพระวจนะของพระเจ้า แทนที่จะมองหาสติปัญญาของโลกนี้. บทจารึกอันศักดิ์สิทธิ์ประกอบด้วยคำแนะนำที่มีประโยชน์มาก. เมื่อปฏิบัติตาม คำแนะนำนั้นจะให้เกียรติทั้งฝ่ายผู้แนะนำและฝ่ายที่รับคำแนะนำ. ดังนั้น การชี้นำของเปาโลต่อติโมเธียว คริสเตียนผู้ดูแลคือ “อย่าวิพากษ์วิจารณ์ชายสูงอายุอย่างรุนแรง. ตรงกันข้าม จงวิงวอนเขาเหมือนเป็นบิดา ชายที่อ่อนวัยกว่านั้นเหมือนพี่ชายน้องชาย, ผู้หญิงสูงอายุเหมือนเป็นมารดา, ผู้หญิงอ่อนวัยกว่านั้นเหมือนเป็นพี่สาวน้องสาว ด้วยความบริสุทธิ์ทั้งสิ้น.” (1 ติโมเธียว 5:1, 2, ล.ม.) โดยการยึดอยู่กับมาตรฐานเหล่านี้ก็สามารถหลีกเลี่ยงความเศร้าเสียใจ, ความรู้สึกเจ็บใจ, และความอึดอัดใจได้มากเพียงไร!
จงสังเกตว่าหลักสำคัญที่จะให้คำแนะนำอย่างมีผลสำเร็จนั้นคือมีความนับถืออย่างสมควรต่อบุคคลผู้นั้นและสิทธิของเขาที่พึงได้รับการปฏิบัติต่อด้วยท่าทีที่ให้เกียรติและห่วงใย. คริสเตียนผู้ปกครอง รวมทั้งผู้ดูแลเดินทางควรพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ พยายามสืบค้นหามูลเหตุว่าทำไมคนที่ต้องได้รับการปรับเปลี่ยนจึงคิดและกระทำอย่างที่ทำอยู่. พวกเขาควรต้องการฟังทัศนะของเขา และบากบั่นทุกวิถีทางจะไม่ทำให้ผู้รับความช่วยเหลือต้องเสียหน้า เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือได้รับความอับอาย.
ในฐานะเป็นผู้ปกครอง ให้พี่น้องของคุณรู้ว่าคุณสนใจเขาและต้องการช่วยเขาเกี่ยวกับปัญหาของเขา. นั้นคือสิ่งที่นายแพทย์ที่ดีกระทำเมื่อคุณไปตรวจร่างกายที่สำนักแพทย์. ความคิดในเรื่องการถอดเสื้อผ้าภายในห้องที่เย็นเยือกผ่านการฆ่าเชื้อแล้วคงทำให้คุณรู้สึกอึดอัดใจและเสียศักดิ์ศรี. คุณหยั่งรู้ค่ามากเพียงไรถ้าหมอแสดงการคำนึงถึงความรู้สึกนับถือตัวเองของคุณและให้เกียรติคุณ โดยการจัดเตรียมผ้าคลุมกายขณะทำการตรวจโรคเพื่อวินิจฉัยสาเหตุการเจ็บป่วยของคุณ! ในทำนองเดียวกัน คริสเตียนผู้ให้คำแนะนำแสดงความนับถืออย่างเหมาะสมต่อบุคคลเป็นส่วนตัวนั้นเป็นคนกรุณาและหนักแน่น กระนั้น ให้เกียรติผู้รับคำแนะนำ. (วิวรณ์ 2:13, 14, 19, 20) ในทางตรงกันข้าม คำแนะนำที่แข็งกร้าว, เย็นชา, และขาดความรู้สึกก็เปรียบได้กับการถอดเสื้อผ้าโดยนัย ซึ่งทำให้คุณรู้สึกขวยใจ, รู้สึกว่าตนถูกลบหลู่และถูกพร่าศักดิ์ศรี.
ผู้ดูแลโรงเรียนการรับใช้ตามระบอบของพระเจ้าระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะให้คำแนะนำด้วยท่าทีให้เกียรติ. เมื่อผู้ดูแลโรงเรียนให้คำแนะนำผู้สูงอายุ เขาสะท้อนความรักอย่างเดียวกับที่เขาพึงแสดงต่อบิดามารดาบังเกิดเกล้า. ผู้ดูแลเหล่านี้เห็นอกเห็นใจ มีมิตรจิต และสำแดงความอบอุ่น. ความร่วมรู้สึกดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็น. การมีคุณลักษณะดังกล่าวก่อบรรยากาศที่ส่งเสริมการให้คำแนะนำและการรับคำแนะนำอย่างเหมาะสม.
ผู้ปกครองทั้งหลาย จงระลึกว่าคำแนะนำที่ใช้ได้นั้นเป็นการปลุกเร้าใจ, เป็นการหนุนใจ, เสริมสร้าง, และก่อประโยชน์จริง ๆ. เอเฟโซ 4:29 (ล.ม.) กล่าวว่า “อย่าให้คำหยาบช้าออกมาจากปากท่านทั้งหลายเลย แต่คำกล่าวใด ๆ ที่ดีเพื่อเสริมสร้างตามความจำเป็น เพื่อจะเกิดคุณประโยชน์แก่คนที่ได้ยินได้ฟัง.”
ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้คำพูด, วิธีพูด, และการหาเหตุผลอย่างหยาบคาย. แทนที่จะเป็นอย่างนั้น การนับถือผู้อื่นและความปรารถนาจะถนอมความรู้สึกของผู้อื่นที่ว่าตัวเองมีค่าและการนับถือตัวเองเช่นนั้นย่อมกระตุ้นคุณให้เสนอคำแนะนำในเชิงก่อและในทางสร้างเสริม. เริ่มคำแนะนำใด ๆ ด้วยการชมเชยคุณลักษณะที่ดีประการต่าง ๆ ของเขาด้วยใจจริงและตรงตามความเป็นจริง แทนที่จะเน้นแง่คิดต่าง ๆ ซึ่งทำให้เขารู้สึกข้องขัดใจและรู้สึกไร้ค่า. ถ้าคุณรับใช้ฐานะผู้ปกครอง จงใช้ ‘อำนาจของคุณเสริมสร้างขึ้น และมิใช่เพื่อรื้อทำลาย.’—2 โกรินโธ 10:8, ล.ม.
ใช่แล้ว ผลกระทบอันเนื่องมาจากข้อแนะนำใด ๆ จากคริสเตียนผู้ดูแลควรเป็นไปเพื่อให้การหนุนใจตามที่จำเป็น เพื่อเกิดคุณประโยชน์. ข้อแนะนำนั้นไม่ควรทำให้ท้อใจ หรือ “ให้กลัว.” (2 โกรินโธ 10:9) แม้แต่คนที่ได้กระทำผิดร้ายแรงก็จำต้องปฏิบัติต่อเขาตามขนาดแห่งการนับถือตนเองและศักดิ์ศรีของเขา. คำแนะนำต้องสมดุลกับคำว่ากล่าวที่กรุณา แต่หนักแน่น เป็นถ้อยคำเพื่อกระตุ้นเขาให้กลับใจ.—บทเพลงสรรเสริญ 44:15; 1 โกรินโธ 15:34.
เป็นที่น่าสังเกต กฎหมายของพระเจ้าซึ่งประทานแก่ชาติยิศราเอลแฝงด้วยหลักการต่าง ๆ เหล่านี้อย่างเดียวกัน. กฎหมายของพระเจ้าอนุญาตการแนะนำและการตีสอนทางกายด้วยซ้ำไป ขณะเดียวกันก็มีการสงวนสิทธิส่วนบุคคลในศักดิ์ศรีของเขาบ้าง. มีการอนุญาตให้โบยคนทำผิด “มากหรือน้อย ตามความผิดของผู้นั้น” แต่ก็ไม่มากเกินไป. การกำหนดให้โบยกี่ครั้งเช่นนั้นก็เพื่อคนที่กระทำความผิดจะไม่ ‘ได้รับความอัปยศ.’—พระบัญญัติ 25:2, 3.
การคำนึงถึงความรู้สึกของคนทำผิดที่ได้กลับใจนั้นก็เป็นบุคลิกของพระเยซูเช่นกัน. เกี่ยวกับพระองค์ ยะซายาพยากรณ์ดังนี้: “ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก, และไส้ตะเกียงริบหรี่อยู่แล้วท่านจะไม่ดับ, ท่านจะตัดสินให้เป็นยุติธรรมอย่างเที่ยงตรง.”—ยะซายา 42:3; มัดธาย 12:17, 20; ลูกา 7:37, 38, 44-50.
การเน้นมากขึ้นอีกถึงความจำเป็นของความร่วมรู้สึกนั้นได้แก่คำตรัสของพระเยซูในคำเทศน์บนภูเขา ที่ว่า “เหตุฉะนั้นสิ่งสารพัตรซึ่งท่านปรารถนาให้มนุษย์ทำแก่ท่าน, จงกระทำอย่างนั้นแก่เขาเหมือนกัน,.” (มัดธาย 7:12) หลักการนี้เป็นส่วนสำคัญยิ่งในการส่งเสริมให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีถึงขนาดเรียกกันว่ากฎทอง. ในฐานะคริสเตียนผู้ปกครอง หลักการนี้ช่วยคุณได้อย่างไรที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความกรุณาและด้วยศักดิ์ศรีเมื่อให้คำแนะนำ?
จำไว้ว่าคุณเองก็ทำผิดพลาดเช่นกัน. ดังที่ยาโกโบสังเกตไว้ว่า “เราทุกคนต่างก็พลาดพลั้งกันหลายครั้ง.” (ยาโกโบ 3:2, ล.ม.) การระลึกถึงข้อนี้จะช่วยการพูดของคุณฟังดูนุ่มนวลขึ้นและข่มความรู้สึกได้ เมื่อจำเป็นต้องพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับการผิดพลาดของเขา. จงรับรู้ความรู้สึกไวของเขา. ทั้งนี้จะช่วยคุณเลี่ยงการวิจารณ์เกินควร และไม่ใส่ใจกับข้อผิดพลาดหรือสิ่งบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ. พระเยซูทรงย้ำจุดนี้เมื่อพระองค์ตรัสว่า “อย่ากล่าวโทษเขา, เพื่อเขาจะไม่กล่าวโทษท่าน. เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร, เขาจะกล่าวโทษท่านอย่างนั้น, และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด, เขาจะตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น.”—มัดธาย 7:1, 2.
จงให้เกียรติผู้อื่น—ขัดขวางพญามาร
กลยุทธ์ของซาตานได้ถูกออกแบบไว้เพื่อจะทำให้คุณไร้ศักดิ์ศรี จะก่อความรู้สึกอัปยศอดสู ไร้ค่า และสิ้นหวัง. จงสังเกตวิธีที่ซาตานใช้มนุษย์เป็นตัวแทนปลุกเร้าโยบผู้ซื่อสัตย์ให้มีความรู้สึกทางด้านลบ. อะลีฟาศได้พูดอย่างคนหน้าซื่อใจคดว่า “นี่แหละพระองค์ [พระยะโฮวา] มิได้ทรงไว้ใจผู้รับใช้ของพระองค์, และพระองค์ยังทรงกล่าวบ่งว่า, ทูตสวรรค์ของพระองค์ก็บกพร่อง. จะเลวยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดสำหรับผู้อาศัยอยู่ในเรือนดิน, [มนุษย์ที่ผิดบาป] ซึ่งมีกำเนิดมาแต่ผงคลีดิน, ซึ่งอาจถูกทำลายเสียได้ดุจแมลงเม่า.” (โยบ 4:18, 19) ฉะนั้น ตามคำกล่าวของเขา โยบจึงดูไม่ต่างอะไรจากตัวแมลงเม่าจำเพาะพระเจ้า. อันที่จริง คำแนะนำของอะลีฟาศและสหายของเขาไม่ได้เป็นการเสริมสร้างแม้แต่น้อย แต่อาจทำให้โยบถึงกับสูญเสียความทรงจำเสียด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่งท่านเคยรุ่งเรือง. ในทัศนะของคนเหล่านั้น ความซื่อสัตย์ของโยบในอดีต, การอบรมเลี้ยงดูครอบครัว, สัมพันธภาพกับพระเจ้า, และทานที่ท่านเคยแจกจ่ายเป็นสิ่งไร้ค่าทั้งสิ้น.
สมัยนี้ก็เหมือนกัน โดยเฉพาะผู้กระทำผิดที่กลับใจมักจะหวั่นไหวได้ง่าย ๆ กับความรู้สึกดังกล่าว และอันตรายมีอยู่ที่เขาจะ ‘จมลงในความทุกข์เหลือล้น.’ ผู้ปกครองทั้งหลาย เมื่อให้คำแนะนำแก่บุคคลดังกล่าว จง ‘ยืนยันความรักต่อคนนั้นใหม่’ โดยถือว่าเขายังคงมีศักดิ์ศรีอยู่ระดับหนึ่ง. (2 โกรินโธ 2:7, 8) วิลเลียม ยอมรับดังนี้: “การได้รับการปฏิบัติโดยไม่ให้เกียรติกันทำให้ยากที่จะรับคำแนะนำ.” นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะหนุนความเชื่อของเขาให้มั่นคงที่ว่าเขาเป็นคนมีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า. เตือนให้เขาตระหนักว่าพระยะโฮวา “ไม่ใช่อธรรมที่จะทรงลืมการงาน [ของเขา] และความรักที่ [เขา] ได้สำแดงต่อพระนามของพระองค์” ด้วยการรับใช้อย่างซื่อสัตย์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา.—เฮ็บราย 6:10.
องค์ประกอบอะไรอีกจะช่วยคุณคำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้อื่นเมื่อให้คำแนะนำ? จงยอมรับว่า มนุษย์ทุกคนต่างก็มีสิทธิโดยธรรมชาติที่จะได้รับเกียรติ เนื่องจากเขาถูกสร้างขึ้นตามแบบฉายาของพระเจ้า. พระเจ้ายะโฮวาและพระเยซูคริสต์ทรงถือว่าเขาเป็นบุคคลที่มีคุณค่า การจัดเตรียมค่าไถ่อีกทั้งการปลุกขึ้นจากตายยืนยันถึงข้อเท็จจริงนี้. พระยะโฮวาทรงให้คริสเตียนมีเกียรติเพิ่มขึ้น โดยได้ “ทรงตั้ง [เขา] ไว้ให้เป็นคนปฏิบัติ” ทรงใช้พวกเขาออกไปขอร้องผู้ที่ทำความชั่วให้คืนดีกันกับพระเจ้า.—1 ติโมเธียว 1:12.
ผู้ปกครองทั้งหลาย จงจำไว้ว่าคริสเตียนพี่น้องของคุณส่วนใหญ่เป็นที่คาดหวังว่าจะเป็นสมาชิกพื้นฐานของสังคมมนุษย์ใหม่ในโลกที่ถูกชำระแล้ว. เนื่องจากเขาเป็นบุคคลที่มีค่าเช่นนั้น เขาจึงสมควรได้รับเกียรติอย่างเหมาะสม. เมื่อให้คำแนะนำ จงนึกถึงวิธีที่ทั้งพระยะโฮวาและพระเยซูทรงคำนึงถึงพวกเขา และจงทำส่วนของคุณต่อ ๆ ไปเพื่อช่วยพี่น้องธำรงไว้ซึ่งความรู้สึกในเรื่องศักดิ์ศรีและความมีค่าของตัวเองเมื่อเผชิญการท้าทายของซาตาน.—2 เปโตร 3:13; เทียบกับ 1 เปโตร 3:7.
[กรอบหน้า 29]
คำแนะนำที่เป็นการให้เกียรติ
(1) กล่าวชมตรงตามความจริงและด้วยความจริงใจ. (วิวรณ์ 2:2, 3)
(2) จงเป็นผู้พังที่ดี. ชี้ถึงปัญหาและเหตุผลของคำแนะนำให้ชัดเจนและด้วยความกรุณา. (2 ซามูเอล 12:1-14; สุภาษิต 18:13; วิวรณ์ 2:4)
(3) ยึดพระคัมภีร์เป็นหลักสำหรับการแนะนำ. จงสร้างเสริม, มีเหตุผล, และให้การหนุนใจ, และสำแดงความร่วมรู้สึก. รักษาศักดิ์ศรีพร้อมกับความรู้สึกว่าตนมีค่าของผู้รับคำแนะนำให้คงอยู่. (2 ติโมเธียว 3:16; ติโต 3:2; วิวรณ์ 2:5, 6)
(4) ให้ผู้รับคำแนะนำมั่นใจได้ว่าเมื่อเขายอมรับและปฏิบัติตามคำแนะนำ เขาจะได้รับพระพร. (เฮ็บราย 12:7, 11; วิวรณ์ 2:7)
[รูปภาพหน้า 26]
คริสเตียนผู้ปกครองจะต้องให้เกียรติผู้อื่นเมื่อให้คำแนะนำ