การบำรุงเลี้ยงแกะที่ล้ำค่าของพระยะโฮวาด้วยความอ่อนโยน
เหล่าผู้ปกครองตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ. พวกเขาได้เดินทางราว ๆ 50 กิโลเมตรจากเอเฟโซมายังเมืองมิเลโตเพื่อรับคำแนะนำจากอัครสาวกเปาโล. ตอนนี้พวกเขารู้สึกเศร้าใจเมื่อได้ยินว่าครั้งนี้คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้เห็นท่าน. ดังนั้นพวกเขาทราบว่าคำพูดที่ติดตามมานั้นคงจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง. “จงเอาใจใส่ตัวของท่านและฝูงแกะทั้งสิ้นที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงแต่งตั้งท่านไว้เป็นผู้ดูแล เพื่อบำรุงเลี้ยงประชาคมของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงซื้อไว้ด้วยพระโลหิตแห่งพระบุตรของพระองค์เอง.”—กิจการ 20:25, 28, 38, ล.ม.
การอ้างอิงสั้น ๆ ของเปาโลถึงผู้บำรุงเลี้ยงนั้น แน่นอน คงทำให้ผู้ปกครองชาวเอเฟโซเหล่านั้นคิดถึงหลายสิ่งหลายอย่าง. พวกเขาคุ้นเคยกับงานเลี้ยงแกะในชนบทที่อยู่รอบ ๆ. พวกเขายังคุ้นเคยกับการอ้างอิงถึงผู้เลี้ยงแกะหลายข้อในพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรู. และพวกเขาทราบว่าพระยะโฮวาทรงเปรียบพระองค์เองเป็นผู้บำรุงเลี้ยงไพร่พลของพระองค์.—ยะซายา 40:10, 11.
เปาโลพูดถึงพวกเขาฐานะเป็น “ผู้ดูแล” ท่ามกลาง “ฝูงแกะ” และฐานะเป็น “ผู้บำรุงเลี้ยง” ใน “ประชาคม.” ขณะที่คำศัพท์ “ผู้ดูแล” บ่งชี้ลักษณะ แห่งหน้าที่มอบหมายของเขา คำ “ผู้บำรุงเลี้ยง” พรรณนาถึงวิธี ที่พวกเขาต้องปฏิบัติการดูแลนั้นให้สำเร็จลุล่วงไป. ถูกแล้ว ผู้ดูแลต้องดูแลสมาชิกแต่ละคนของประชาคมด้วยท่าทีแสดงความรักเช่นเดียวกับที่ผู้เลี้ยงแกะจะเอาใจใส่ฝูงแกะของเขา.
ปัจจุบัน ผู้ปกครองไม่กี่คนมีประสบการณ์ด้วยตัวเองในการเลี้ยงแกะจริง ๆ. แต่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวพาดพิงหลายครั้งถึงทั้งแกะและผู้บำรุงเลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความหมายเชิงอุปมา ถ้อยคำของเปาโลจึงมีความหมายลึกซึ้งในทุกสมัย. และอาจเรียนรู้ได้มากมายจากเรื่องราวเกี่ยวกับผู้เลี้ยงแกะซึ่งพระเจ้าพอพระทัยในสมัยโบราณ. ตัวอย่างอันน่าจดจำของพวกเขาอาจช่วยพวกผู้ปกครองสมัยปัจจุบันให้แลเห็นว่าคุณลักษณะอะไรบ้างที่พวกเขาจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อจะบำรุงเลี้ยงประชาคมของพระเจ้า.
ดาวิดผู้เลี้ยงแกะที่กล้าหาญ
เมื่อเราคิดถึงผู้เลี้ยงแกะในสมัยคัมภีร์ไบเบิล ส่วนใหญ่เราคงจะระลึกถึงดาวิด เพราะท่านเริ่มต้นฐานะผู้เลี้ยงแกะ. หนึ่งในบทเรียนแรก ๆ ที่เราเรียนรู้จากชีวิตของดาวิดคือข้อที่ว่า การเป็นผู้เลี้ยงแกะนั้นไม่ใช่ฐานะที่มีหน้ามีตา. ที่จริง เมื่อผู้พยากรณ์ซามูเอลมาถึงเพื่อเจิมบุตรชายของยิซัยคนหนึ่งเป็นกษัตริย์ในอนาคตของยิศราเอลนั้น ดาวิดผู้หนุ่มแน่นได้ถูกมองข้ามอย่างสิ้นเชิงในตอนแรก. เพียงแต่ภายหลังที่พระยะโฮวาได้ปฏิเสธพี่ชายเจ็ดคนของท่านแล้วเท่านั้นที่มีการกล่าวถึงดาวิด ผู้ซึ่งอยู่ข้างนอกที่ทุ่งนา “กำลังเลี้ยงฝูงแกะอยู่.” (1 ซามูเอล 16:10, 11) ถึงอย่างไรก็ดี การที่ดาวิดใช้เวลาหลายปีฐานะผู้เลี้ยงแกะได้เตรียมท่านไว้สำหรับงานยากในการบำรุงเลี้ยงชาติยิศราเอล. บทเพลงสรรเสริญ 78:70, 71 กล่าวว่า “[พระยะโฮวา] ทรงเลือกดาวิดมาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ แล้วทรงนำท่านมาจากคอกแกะ . . . . เพื่อให้มาเป็นผู้อภิบาลพงศ์พันธุ์ของยาโคบ.” นับว่าเหมาะสม ดาวิดเขียนเพลงสรรเสริญบทที่ 23 อันเลื่องลือและไพเราะ โดยเริ่มต้นด้วยถ้อยคำที่ว่า “พระยะโฮวาเป็นผู้ทรงบำรุงเลี้ยงข้าพเจ้า.”
เช่นเดียวกับดาวิด ผู้ปกครองในประชาคมคริสเตียนควรรับใช้ฐานะรองผู้บำรุงเลี้ยงที่ถ่อมใจและไม่แสวงหาความเด่นดังที่ไม่สมควร. ดังที่อัครสาวกเปาโลเขียนถึงติโมเธียว คนเหล่านั้นที่เอื้อมแขนออกไปเพื่อจะได้หน้าที่รับผิดชอบในการบำรุงเลี้ยงเช่นนี้ “ปรารถนาการงาน ที่ดี” ไม่ใช่ความเด่นดัง.—1 ติโมเธียว 3:1, ล.ม.
ถึงแม้งานของดาวิดฐานะเป็นผู้เลี้ยงแกะจริง ๆ นั้นต่ำต้อย บางครั้งงานนั้นเรียกร้องความกล้าหาญอย่างยิ่ง. ตัวอย่างเช่น เมื่อแกะจากฝูงของบิดาท่านถูกสิงโตคาบเอาไปครั้งหนึ่งและอีกครั้งหนึ่งถูกหมีคาบไป ดาวิดเผชิญหน้าสัตว์ที่ล่าเหยื่อนั้นอย่างไม่หวั่นกลัวและฆ่ามันเสีย. (1 ซามูเอล 17:34-36) นี้เป็นการแสดงความกล้าหาญอันโดดเด่นเมื่อคนเราคำนึงถึงการที่สิงโตสามารถฆ่าสัตว์ที่ใหญ่กว่าตัวมันเองมากนักได้. และหมีซีเรียสีน้ำตาลซึ่งเคยอาศัยอยู่ในปาเลสไตน์ มีน้ำหนักราว ๆ 140 กิโลกรัม สามารถฆ่ากวางตายด้วยการตะปบอันทรงพลังของมันเพียงครั้งเดียว.
ความห่วงใยอย่างกล้าหาญของดาวิดที่มีต่อแกะของบิดาท่านเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้บำรุงเลี้ยงในประชาคมคริสเตียน. อัครสาวกเปาโลได้เตือนผู้ปกครองชาวเอเฟโซเกี่ยวกับ “ฝูงสุนัขป่าที่กดขี่” ซึ่งจะ “ไม่ปฏิบัติต่อฝูงแกะด้วยความอ่อนโยน.” (กิจการ 20:29, ล.ม.) ในสมัยปัจจุบันเช่นกัน จะมีสภาพการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นที่ผู้บำรุงเลี้ยงคริสเตียนต้องแสดงความกล้าหาญเพื่อป้องกันรักษาสวัสดิภาพฝ่ายวิญญาณแห่งแกะของพระยะโฮวา.
ขณะที่ต้องปกป้องแกะไว้อย่างกล้าหาญ ก็ควรปฏิบัติกับแกะนั้นด้วยความอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่งด้วย เป็นการเลียนแบบดาวิดผู้เลี้ยงแกะที่มีความรัก และพระเยซูคริสต์ ผู้เลี้ยงแกะที่ดี. (โยฮัน 10:11) โดยรู้อยู่ว่าฝูงแกะเป็นของพระยะโฮวา ผู้ปกครองไม่ควรเหี้ยมเกรียมกับแกะ “เหมือนเจ้านายกดขี่คนเหล่านั้นซึ่งเป็นมรดกของพระเจ้า.”—1 เปโตร 5:2, 3 (ล.ม.); มัดธาย 11:28-30; 20:25-27.
การชี้แจงรายงาน
ยาโคบปฐมบรรพบุรุษเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ลือชื่ออีกคนหนึ่ง. ท่านถือว่าตัวเองรับผิดชอบเป็นส่วนตัวต่อแกะทุกตัวที่มอบไว้ในความดูแลของท่าน. ท่านเอาใจใส่ต่อฝูงแกะของลาบาน พ่อตาของท่านอย่างซื่อสัตย์จนกระทั่งหลังจากท่านรับใช้เป็นเวลา 20 ปี ยาโคบจึงพูดได้ว่า “แกะตัวเมียและแพะตัวเมียก็มิได้แท้งลูก และแกะตัวผู้ในฝูงของท่านฉันก็มิได้กินเสีย. ที่สัตว์กัดฉีกกินเสีย ฉันก็มิได้นำมาให้ท่าน. ฉันเองสู้ใช้ให้. ที่หายไปในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ดีท่านได้หักจากฉันทั้งนั้น.”—เยเนซิศ 31:38, 39.
คริสเตียนผู้ดูแลแสดงความห่วงใยมากว่านั้นเสียอีกต่อแกะที่พระเจ้ายะโฮวา ผู้บำรุงเลี้ยงแห่งจิตวิญญาณของเรา “ทรงซื้อไว้ด้วยพระโลหิตแห่งพระบุตรของพระองค์เอง.” (กิจการ 20:28, ล.ม.; 1 เปโตร 2:25; 5:4) เปาโลได้เน้นหน้าที่รับผิดชอบอันสำคัญนี้เมื่อท่านเตือนคริสเตียนชาวฮีบรูว่าผู้ชายทั้งหลายที่นำหน้าในประชาคมต้อง “คอยเฝ้าระวังดูจิตวิญญาณของท่านในฐานะเป็นผู้ซึ่งจะชี้แจงรายงาน.”—เฮ็บราย 13:17, ล.ม.
ตัวอย่างของยาโคบแสดงให้เห็นด้วยว่างานของผู้เลี้ยงแกะนั้นไม่มีการจำกัดเวลา. นั่นเป็นงานต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง และบ่อยครั้งจำเป็นต้องมีการเสียสละตัวเอง. ท่านแจ้งแก่ลาบานว่า “เวลากลางวันแดดก็เผาฉัน เวลากลางคืนความหนาวก็ผลาญฉัน ฉันนอนไม่หลับ.”—เยเนซิศ 31:40, ฉบับแปลใหม่.
นี้เป็นความจริงกับผู้ปกครองคริสเตียนหลายคนที่มีความรักในทุกวันนี้ ดังที่ประสบการณ์ต่อไปนี้แสดงให้เห็น. พี่น้องชายคนหนึ่งถูกรับตัวไว้ในแผนกผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งภายหลังการตัดเอาเนื้องอกในสมองไปตรวจซึ่งยังผลด้วยโรคแทรกซ้อน. ครอบครัวของเขาได้จัดการเพื่อจะอยู่เฝ้าเขาในโรงพยาบาลทั้งกลางวันและกลางคืน. เพื่อจัดให้มีการหนุนกำลังใจที่จำเป็น ผู้ปกครองคนหนึ่งในท้องถิ่นได้ปรับตารางเวลาที่เต็มด้วยธุระของเขาเพื่อว่าเขาจะสามารถไปเยี่ยมชายที่ป่วยและครอบครัวของเขาได้ทุก ๆ วัน. แต่เนื่องจากขั้นตอนการรักษาตามตารางที่เคร่งครัดของโรงพยาบาล ส่วนใหญ่จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไปเยี่ยมตอนกลางวัน. นี้หมายความว่าบ่อยครั้งผู้ปกครองต้องอยู่ที่โรงพยาบาลในตอนดึกทีเดียว. แต่เขายินดีไปที่นั่นทุก ๆ คืน. ผู้ปกครองคนนั้นกล่าวว่า “ผมสำนึกว่าผมจะต้องไปเยี่ยมในเวลาที่เหมาะสำหรับคนไข้ ไม่ใช่เวลาที่สะดวกสำหรับผม.” เมื่อพี่น้องชายคนนั้นหายดีพอที่จะย้ายไปยังอีกแผนกหนึ่งของโรงพยาบาลแล้ว ผู้ปกครองก็ยังไปเยี่ยมเพื่อหนุนกำลังใจอยู่ต่อไปทุกวัน.
สิ่งที่โมเซได้เรียนรู้ฐานะผู้เลี้ยงแกะ
คัมภีร์ไบเบิลพรรณนาถึงโมเซว่าเป็น “คนถ่อมจิตใจอ่อนมากกว่าคนทั้งปวงที่อยู่บนแผ่นดิน.” (อาฤธโม 12:3) อย่างไรก็ดี บันทึกแสดงว่าหาได้เป็นเช่นนี้เสมอมาไม่. ขณะที่เป็นชายหนุ่ม ท่านได้ฆ่าชาวอียิปต์คนหนึ่งเพราะได้ตีเพื่อนชาวยิศราเอล. (เอ็กโซโด 2:11, 12) นี้ไม่ใช่การกระทำของบุคคลที่ถ่อมจิตใจอ่อนแน่ ๆ! กระนั้น พระเจ้าจะทรงใช้โมเซในภายหลังเพื่อนำชาติที่มีหลายล้านคนผ่านถิ่นทุรกันดารไปยังแผ่นดินแห่งคำสัญญา. ดังนั้น ปรากฏชัดว่าโมเซจำเป็นต้องได้รับการอบรมต่อไป.
ขณะที่โมเซได้รับการอบรมทางฝ่ายโลก “ในวิชาการทุกอย่างของชาวอายฆุปโต” อยู่แล้ว ท่านจำเป็นต้องมีมากกว่านั้นเพื่อจะบำรุงเลี้ยงฝูงแกะของพระยะโฮวา. (กิจการ 7:22) อาจจะรับเอาการอบรมเพิ่มเติมเช่นนี้ในรูปแบบใด? พระเจ้าทรงปล่อยให้โมเซรับใช้ฐานะคนเลี้ยงแกะที่ต่ำต้อยในแผ่นดินมิดยานเป็นเวลา 40 ปี. ขณะที่ท่านดูแลฝูงแกะของยิธโรพ่อตาของท่านนั้น โมเซได้พัฒนาคุณลักษณะที่ดีเช่น ความอดทน, ความอ่อนสุภาพ, ความถ่อมใจ, ความอดกลั้นทนนาน, ความอ่อนโยน, และการรู้จักบังคับตน. ท่านยังได้เรียนรู้ที่จะคอยท่าพระยะโฮวาอีกด้วย. ถูกแล้ว การดูแลแกะจริง ๆ ทำให้โมเซมีคุณวุฒิที่จะเป็นผู้บำรุงเลี้ยงที่มีความสามารถของชาติยิศราเอล.—เอ็กโซโด 2:15–3:1; กิจการ 7:29, 30.
คุณลักษณะเหล่านี้ทีเดียวมิใช่หรือที่ผู้ปกครองจำเป็นต้องมีเพื่อที่จะเอาใจใส่ดูแลไพร่พลของพระเจ้าในทุกวันนี้? ถูกแล้ว เพราะเปาโลได้เตือนติโมเธียวให้ระลึกว่า “ทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า . . . จำเป็นต้องสุภาพต่อคนทั้งปวง มีคุณวุฒิที่จะสั่งสอน เหนี่ยวรั้งตัวไว้ภายใต้สภาพการณ์ที่ไม่ดี; สั่งสอนคนที่มีแนวโน้มไม่ยินดีรับนั้นด้วยใจอ่อนโยน.”—2 ติโมเธียว 2:24, 25, ล.ม.
อาจมีบางครั้งที่ผู้ปกครองรู้สึกผิดหวังกับตัวเองเพราะเขามีความลำบากในการพัฒนาคุณลักษณะเหล่านี้อย่างครบถ้วน. ถึงอย่างไรก็ดี เขาไม่ควรหมดหวัง. เช่นเดียวกับโมเซ อาจต้องใช้เวลานานที่จะพัฒนาคุณลักษณะที่จำเป็นอย่างครบถ้วนเพื่อคนเราจะเป็นผู้บำรุงเลี้ยงที่ดี. แต่ในที่สุด ความพยายามอย่างจริงจังเช่นนั้นจะได้รับบำเหน็จ.—เทียบกับ 1 เปโตร 5:10.
ในฐานะผู้ปกครอง บางทีคุณไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มที่เหมือนคนอื่น. เช่นเดียวกับโมเซ อาจเป็นได้ไหมที่พระยะโฮวาทรงปล่อยให้คุณพัฒนาคุณลักษณะสำคัญบางประการอย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น? อย่าลืมว่าพระยะโฮวา “ทรงใฝ่พระทัยในท่านทั้งหลาย.” อย่างไรก็ดี เราควรคำนึงถึงความจำเป็นที่จะ ‘คาดเอวเราเองไว้ด้วยจิตใจอ่อนน้อมต่อกันและกัน เพราะพระเจ้าทรงต่อต้านผู้ที่หยิ่งยโส แต่พระองค์ทรงประทานพระกรุณาคุณอันไม่พึงได้รับแก่ผู้ที่ถ่อมใจ.’ (1 เปโตร 5:5-7, ล.ม.) หากคุณทุ่มเทตัวเองและยอมรับการอบรมที่พระยะโฮวาทรงยอมให้ คุณอาจเป็นคนที่ใช้การได้มากขึ้นสำหรับพระองค์ เช่นเดียวกับโมเซก็ได้.
แกะทั้งสิ้นของพระยะโฮวามีค่า
ผู้เลี้ยงแกะที่ไว้ใจได้, มีความรัก ในสมัยของคัมภีร์ไบเบิลนั้นมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อแกะแต่ละตัว. ผู้บำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณควรเป็นเช่นเดียวกัน. เรื่องนี้ปรากฏชัดจากถ้อยคำของเปาโลที่ว่า “จงเอาใจใส่ . . . ฝูงแกะทั้งสิ้น.” (กิจการ 20:28, ล.ม.) ใครจะถูกนับรวมอยู่ใน “ฝูงแกะทั้งสิ้น”?
พระเยซูทรงให้อุทาหรณ์เกี่ยวกับชายคนหนึ่งซึ่งมีแกะร้อยตัว แต่ไปเสาะหาตัวหนึ่งที่หลงหายไปนั้นทันทีเพื่อที่จะนำกลับคืนสู่ฝูง. (มัดธาย 18:12-14; ลูกา 15:3-7) ในทำนองเดียวกัน ผู้ดูแลควรมีความห่วงใยต่อสมาชิกแต่ละคนในประชาคม. การเลิกราชกิจหรือหยุดเข้าร่วมการประชุมคริสเตียนมิได้หมายความว่าแกะนั้นไม่เป็นส่วนของฝูงอีกต่อไป. เขายังคงเป็นส่วนของ “ฝูงแกะทั้งสิ้น” ซึ่งผู้ปกครองจะต้อง “ชี้แจงรายงาน” ต่อพระยะโฮวา.
ผู้ปกครองคณะหนึ่งรู้สึกเป็นห่วงทีเดียวที่บางคนซึ่งคบหากับประชาคมได้ค่อย ๆ ตกเข้าสู่การเลิกราชกิจ. มีการเตรียมรายชื่อของคนเหล่านี้ไว้ และมีการใช้ความพยายามเป็นพิเศษเพื่อจะไปเยี่ยมพวกเขาและช่วยพวกเขาให้กลับมายังคอกแกะของพระยะโฮวา. ผู้ปกครองเหล่านี้รู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าสักเพียงไรที่ตลอดระยะเวลากว่าสองปีครึ่ง พวกเขาสามารถช่วย 30 กว่าคนให้กระตือรือร้นในงานรับใช้พระยะโฮวาอีกครั้งหนึ่ง. หนึ่งในคนเหล่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือโดยวิธีนี้ได้เลิกราชกิจมาเป็นเวลาราว ๆ 17 ปี!
มีการเน้นความสำคัญของหน้าที่รับผิดชอบนี้กับผู้ดูแลโดยข้อเท็จจริงที่ว่าแกะ นั้น “ทรงซื้อไว้ด้วยพระโลหิตแห่งพระบุตรของ [พระเจ้า] เอง.” (กิจการ 20:28, ล.ม.) ไม่มีราคาใดที่สูงไปกว่านี้ที่จะชำระได้เพื่อแกะที่มีค่าเหล่านี้. และคิดถึงเวลาและความพยายามทั้งสิ้นที่ได้ใช้ไปในงานรับใช้เพื่อเสาะหาและช่วยเหลือบุคคลที่เป็นเหมือนแกะแต่ละคน! มิควรหรือที่จะใช้ความพยายามอย่างเดียวกันเพื่อรักษาพวกเขาทุกคนไว้ภายในคอกแกะของพระเจ้า? แน่นอน แกะทุกตัวในประชาคมมีค่า.
แม้แต่เมื่อสมาชิกคนหนึ่งในฝูงเข้าไปพัวพันในการกระทำผิดที่ร้ายแรง ความรับผิดชอบของผู้ปกครองก็มิได้เปลี่ยนแปลง. พวกเขายังคงเป็นผู้บำรุงเลี้ยงที่ห่วงใย พยายามอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยนเพื่อช่วยผู้กระทำผิดเท่าที่เป็นไปได้ทุกประการให้รอดจากความหายนะ. (ฆะลาเตีย 6:1, 2) เป็นที่น่าเสียดาย ในบางกรณี กลับปรากฏชัดว่าสมาชิกในประชาคมขาดความเสียใจด้วยความยำเกรงพระเจ้าต่อบาปร้ายแรงที่เขาได้กระทำ. ครั้นแล้ว ผู้บำรุงเลี้ยงที่เปี่ยมด้วยความรักมีความรับผิดชอบตามหลักพระคัมภีร์ที่จะปกป้องฝูงแกะนอกนั้นไว้จากอิทธิพลที่ทำให้แปดเปื้อนเช่นนี้.—1 โกรินโธ 5:3-7, 11-13.
ถึงอย่างไรก็ดี พระเจ้ายะโฮวาทรงวางตัวอย่างอันสมบูรณ์พร้อมไว้ในการแผ่ความเมตตาไปยังแกะที่หลงหายไป. ผู้บำรุงเลี้ยงที่เปี่ยมด้วยความเมตตาสงสารของเราตรัสว่า “ที่หลงไปนั้นเราจะแสวงหา, และที่เขาได้ไล่ไปเสียนั้นเราจะให้กลับมาอีก, และที่หักนั้นเราจะผูกพันรักษา, และที่อ่อนหิวนั้นเราจะบำรุงให้มีกำลังขึ้น.” (ยะเอศเคล 34:15, 16; ยิระมะยา 31:10) ในการเลียนแบบตัวอย่างอันยอดเยี่ยมนี้ มีการจัดเตรียมด้วยความรักเพื่อผู้บำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณสมัยปัจจุบันจะไปเยี่ยมบุคคลที่ถูกตัดสัมพันธ์ ซึ่งอาจตอบรับความช่วยเหลือของพวกเขาในขณะนี้. ความพยายามด้วยความเมตตาเหล่านี้ที่จะนำแกะที่หลงหายไปเช่นนั้นกลับคืนมาได้ก่อผลดี. พี่น้องหญิงคนหนึ่งที่ถูกรับคืนสู่ฐานะเดิมได้กล่าวว่า “เมื่อพวกผู้ปกครองมาเยี่ยม เป็นการหนุนกำลังใจซึ่งดิฉันจำเป็นต้องได้รับเพื่อจะกลับคืนมา.”
โดยไม่มีข้อสงสัยถ้อยคำของเปาโลต่อพวกผู้ปกครองชาวเอเฟโซที่เมืองมิเลโตนั้นเต็มด้วยความหมาย—สำหรับพวกเขาและพวกผู้ดูแลในทุกวันนี้. การอ้างอิงของท่านถึงผู้เลี้ยงแกะเป็นข้อเตือนใจถึงคุณลักษณะที่ดึงดูดใจซึ่งน่าจะปรากฏชัดในผู้ดูแล—คุณลักษณะเช่นความถ่อมใจและความกล้าหาญ ดังที่ดาวิดกษัตริย์ผู้บำรุงเลี้ยงได้แสดงตัวอย่างไว้ ความสำนึกในความรับผิดชอบเป็นส่วนตัวและความเอาใจใส่แบบปกป้อง ปรากฏชัดในการรับใช้ตลอดทั้งกลางวันกลางคืนของยาโคบ และความเต็มใจที่จะยอมรับการอบรมต่อไปอีกด้วยความอดทน ดังที่โมเซแสดงให้เห็นนั้น. ที่จริง ตัวอย่างจากคัมภีร์ไบเบิลเหล่านี้จะช่วยผู้ปกครองในประชาคมให้พัฒนาและแสดงคุณลักษณะที่จำเป็นเพื่อพวกเขาจะ “บำรุงเลี้ยงประชาคมของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงซื้อไว้ด้วยพระโลหิตแห่งพระบุตรของพระองค์เอง” อย่างอ่อนโยน.