เหตุผลที่อาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้ามีความหมายสำหรับคุณ
พระเยซูคริสต์ได้ทรงตั้งอาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าขึ้นในคืนสุดท้ายแห่งชีวิตมนุษย์ของพระองค์. นั่นเป็นตอนเย็นวันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม และพระเยซูสิ้นพระชนม์ในตอนบ่ายวันศุกร์ที่ 1 เมษายน. เนื่องจากวันตามปฏิทินของชาวยิวเริ่มจากตอนเย็นของวันหนึ่งไปถึงตอนเย็นของวันถัดไป ทั้งอาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าและการวายพระชนม์ของพระเยซูจึงมีขึ้นในวันที่ 14 เดือนไนซานปีสากลศักราช 33.
ทำไมพระเยซูทรงตั้งอาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าขึ้น? ขนมปังและเหล้าองุ่นที่พระองค์ใช้มีความหมายเช่นไร? ใครควรรับประทาน? ควรฉลองอาหารมื้อนี้บ่อยเพียงไร? และอาหารมื้อนี้จะมีความหมายสำหรับคุณได้อย่างไร?
ทำไมจึงตั้งขึ้น?
พระเยซูรับสั่งแก่พวกอัครสาวกของพระองค์เกี่ยวกับอาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา.” (1 โกรินโธ 11:24) ที่จริง บ่อยครั้งมีการอ้างอิงถึงอาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอนุสรณ์เกี่ยวกับการวายพระชนม์ของพระคริสต์.
พระเยซูสิ้นพระชนม์ฐานะผู้สนับสนุนพระบรมเดชานุภาพของพระยะโฮวาที่รักษาความซื่อสัตย์มั่นคงและด้วยเหตุนี้จึงพิสูจน์ว่าซาตานเป็นผู้สบประมาทที่พูดมุสาโดยกล่าวหาว่ามนุษย์ที่ซื่อตรงรับใช้พระเจ้าด้วยเจตนาอันเห็นแก่ตัวเท่านั้น. (โยบ 2:1-5) การวายพระชนม์ของพระเยซูทำให้พระทัยของพระเจ้ายินดี.—สุภาษิต 27:11.
โดยการวายพระชนม์ของพระองค์ฐานะมนุษย์สมบูรณ์ พระเยซูยังได้ ‘ประทานชีวิตของพระองค์ให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก’ อีกด้วย. (มัดธาย 20:28) ในการทำบาปต่อพระเจ้า มนุษย์คนแรกได้ทำให้ชีวิตมนุษย์สมบูรณ์และโอกาสต่าง ๆ ในการมีชีวิตเช่นนั้นเสียไป. แต่ “พระเจ้าทรงรักโลก [แห่งมนุษยชาติ] มากจนถึงกับได้ประทานพระบุตรผู้ได้รับกำเนิดองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่แสดงความเชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์.” (โยฮัน 3:16, ล.ม.) ถูกแล้ว “ค่าจ้างของความบาปนั้นคือความตาย แต่ของประทานของพระเจ้าก็คือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา.”—โรม 6:23.
“ได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า”
ถ้อยคำของอัครสาวกเปาโลให้ความกระจ่างแจ้งในเรื่องการฉลองเพื่อระลึกถึงการวายพระชนม์ของพระคริสต์: “ข้าพเจ้าได้รับเรื่องพิธีศีลระลึกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้มอบเรื่องนี้ไว้กับท่านทั้งหลายแล้ว คือในกลางคืนวันนั้นเมื่อเขาทรยศขายพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ครั้นขอบพระคุณแล้ว จึงทรงหักเสียตรัสว่า ‘นี่เป็น [หมายถึง, ล.ม.] กายของเรา ซึ่งทรงประทานให้ท่านทั้งหลาย. จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา.’ เมื่อรับประทานขนมปังแล้ว พระองค์จึงทรงหยิบจอกด้วยอาการอย่างเดียวกันตรัสว่า ‘จอกนี้คือ [หมายถึง, ล.ม.] คำสัญญาใหม่ด้วยโลหิตของเรา. เมื่อท่านดื่มจากจอกนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา.’ เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากจอกนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ากว่าพระองค์จะเสด็จมา.”—1 โกรินโธ 11:23-26.
เนื่องจากเปาโลมิได้เข้าร่วมกับพระเยซูและอัครสาวก 11 คนในวันที่ 14 เดือนไนซานปีสากลศักราช 33 ปรากฏชัดว่า ข้อมูลนี้ท่าน “ได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” โดยการเปิดเผยที่ได้รับการดลบันดาล. พระเยซูได้ทรงตั้งการประชุมอนุสรณ์ “ในกลางคืนวันนั้นเมื่อเขาทรยศขายพระเยซู” โดยยูดามอบพระองค์ให้แก่ศัตรูทางศาสนาชาวยิว ผู้ซึ่งชักจูงให้พวกโรมันตรึงพระคริสต์. คนที่มีสิทธิ์รับประทานขนมปังและเหล้าองุ่นที่เป็นสัญลักษณ์จะกระทำเช่นนั้นเพื่อระลึกถึงพระองค์.
ฉลองบ่อยเพียงไร?
ถ้อยคำของเปาโลหมายความอย่างไรที่ว่า “เมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากจอกนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ากว่าพระองค์จะเสด็จมา”? คริสเตียนผู้ถูกเจิมที่ซื่อสัตย์จะรับประทานเครื่องหมายอนุสรณ์บ่อย ๆ จนกระทั่งเขาตาย ต่อมาเขาจะได้รับการปลุกขึ้นจากตายสู่ชีวิตทางภาคสวรรค์. โดยวิธีนี้ พวกเขาจะประกาศความเชื่อของเขาในการจัดเตรียมของพระยะโฮวาเกี่ยวกับเครื่องบูชาของพระคริสต์บ่อยครั้งจำเพาะพระเจ้าและต่อหน้าโลก. เป็นเวลานานเท่าไร? เปาโลกล่าวว่า “กว่าพระองค์จะเสด็จมา” ซึ่งคงหมายความว่าการฉลองเหล่านี้จะดำเนินเรื่อยไปจนกระทั่งการเสด็จมาถึงของพระเยซูเพื่อรับสาวกผู้ถูกเจิมของพระองค์ไปสู่สวรรค์โดยการกลับเป็นขึ้นจากตายระหว่าง “การประทับ” ของพระองค์. (1 เธซะโลนิเก 4:14-17) นี้ประสานกับคำตรัสของพระคริสต์ต่อพวกอัครสาวกผู้ภักดี 11 คนของพระองค์ที่ว่า “ถ้าเราไปจัดแจงที่สำหรับท่านแล้ว เราจะมาอีกรับท่านให้ไปอยู่กับเรา เพื่อเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย.”—โยฮัน 14:3.
ควรระลึกถึงการวายพระชนม์ของพระคริสต์ทุกวัน หรือบางทีทุกสัปดาห์ไหม? เอาละ พระเยซูทรงตั้งอาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าและถูกประหารในวันปัศคา ซึ่งระลึกถึงการช่วยพวกยิศราเอลให้พ้นจากการเป็นทาสของอียิปต์. ที่จริง พระองค์ได้รับฉายาว่า “พระคริสต์ผู้เป็นปัศคาของเราทั้งหลาย” เพราะพระองค์เป็นลูกแกะที่ถูกถวายเป็นเครื่องบูชาสำหรับคริสเตียน. (1 โกรินโธ 5:7) มีการฉลองปัศคาเพียงปีละครั้ง ในวันที่ 14 เดือนไนซาน. (เอ็กโซโด 12:6, 14; เลวีติโก 23:5) เรื่องนี้บอกเป็นนัยว่าควรระลึกถึงการวายพระชนม์ของพระเยซูบ่อยพอ ๆ กับปัศคา—ปีละครั้ง ไม่ใช่ทุกวันหรือทุกสัปดาห์.
เป็นเวลาหลายศตวรรษหลายคนที่อ้างว่าเป็นคริสเตียนได้ฉลองเพื่อระลึกถึงการวายพระชนม์ของพระเยซูปีละครั้ง. เพราะพวกเขาทำเช่นนั้นในวันที่ 14 เดือนไนซาน พวกเขาจึงถูกเรียกว่าพวกควอร์โทเดสิมานส์ หมายความว่า “พวกวันที่สิบสี่.” นักประวัติศาสตร์ เจ. แอล. ฟอน โมสไฮม์เขียนเกี่ยวกับพวกเขาว่า “ชนคริสเตียนในเอเชียน้อยคุ้นเคยกับการฉลองงานเลี้ยงอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์เกี่ยวกับการตั้งอาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า และการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ขึ้น ในเวลาเดียวกันกับที่พวกยิวรับประทานแกะปัศคาของเขา กล่าวคือในตอนเย็นของวันที่สิบสี่ในเดือนแรก [ไนซาน] . . . . พวกเขาถือว่าแบบอย่างของพระคริสต์มีความสำคัญเท่ากับกฎหมาย.”
ความหมายของเครื่องหมาย
เปาโลกล่าวว่าพระเยซู “ทรงหยิบขนมปัง ครั้นขอบพระคุณแล้ว จึงทรงหักเสีย.” ขนมปังที่มีลักษณะเปราะบางนั้นทำด้วยแป้งกับน้ำโดยไม่มีเชื้อ (หรือผงฟู) ต้องหักเพื่อการบริโภค. ในการใช้สัญลักษณ์ของคัมภีร์ไบเบิล เชื้อหมายถึงบาปหรือความเสื่อมเสีย. เมื่อเร่งเร้าคริสเตียนชาวโกรินโธให้ขับชายที่ผิดศีลธรรมคนหนึ่งออกจากประชาคม เปาโลกล่าวว่า “ท่านไม่รู้หรือว่าเชื้อนิดหน่อยก็แผ่ไปทั่วทั้งก้อน? เหตุฉะนั้นจงชำระเชื้อเก่าออกเสีย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นก้อนใหม่ที่ไม่มีเชื้อเลย. ด้วยว่าพระคริสต์ผู้เป็นปัศคาของเราทั้งหลายได้ถูกฆ่าบูชาเสียแล้ว. เหตุฉะนั้นให้เราทั้งหลายถือปัศคานั้น มิใช่ด้วยเชื้อเก่าหรือเชื้อของความชั่วร้าย แต่ด้วยขนมปังที่ไม่มีเชื้อ คือความสัตย์ซื่อและความจริง.” (1 โกรินโธ 5:6-8) เช่นเดียวกับเชื้อนิดหน่อยทำให้ทั้งก้อนของขนมปังฟูขึ้น ดังนั้น ประชาคมคงจะกลายเป็นไม่สะอาดในสายพระเนตรของพระเจ้าหากอิทธิพลอันเสื่อมเสียของคนบาปไม่ได้ถูกขจัดออกไป. พวกเขาต้องเอา “เชื้อ” ออกไปจากท่ามกลางพวกเขา เช่นเดียวกับชนยิศราเอลจะมีเชื้อในบ้านเรือนของเขาไม่ได้ระหว่างเทศกาลขนมปังไม่มีเชื้อซึ่งดำเนินต่อจากปัศคา.
พระเยซูตรัสเกี่ยวกับขนมปังไม่มีเชื้อที่เป็นอนุสรณ์นั้นว่า “นี่เป็น [หมายถึง, ล.ม.] กายของเรา ซึ่งทรงประทานให้ท่านทั้งหลาย.” (1 โกรินโธ 11:24) ขนมปังหมายถึงร่างกายเนื้อหนังที่สมบูรณ์ของพระเยซู ซึ่งเปาโลเขียนเกี่ยวกับร่างกายนั้นว่า “ครั้นพระองค์ [พระเยซู] เสด็จเข้ามาในโลกแล้ว พระองค์จึงตรัสว่า ‘“เครื่องบูชาและของบรรณาการพระองค์ไม่ทรงประสงค์ แต่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมกายประทานแก่ข้าพเจ้า. เครื่องบูชาเพลิงและเครื่องบูชาแก้บาปพระองค์หาชอบพระทัยไม่.” ขณะนั้นข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้ามาเพื่อจะให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ (ตามคัมภีร์ที่เขียนไว้กล่าวถึงข้าพเจ้าแล้วนั้น).”’ . . . ก็โดย ‘พระทัย’ นั้นเองที่เราทั้งหลายได้ถูกชำระให้บริสุทธิ์แล้ว คือการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์แต่ครั้งเดียวเท่านั้น.” (เฮ็บราย 10:5-10) ร่างกายมนุษย์สมบูรณ์ของพระเยซูปราศจากบาปและใช้เป็นเครื่องบูชาไถ่สำหรับมนุษยชาติ.—เฮ็บราย 7:26.
หลังจากอธิษฐานเกี่ยวกับถ้วยเหล้าองุ่นแดงที่ไม่เจือปนแล้ว พระเยซูตรัสว่า “จอกนี้คือ [หมายถึง, ล.ม.] คำสัญญาใหม่ด้วยโลหิตของเรา.” (1 โกรินโธ 11:25) การแปลอีกฉบับหนึ่งคือ “ถ้วยนี้หมายถึงคำสัญญาไมตรีใหม่ที่มีผลบังคับใช้โดยโลหิตของเรา.” (ม็อฟฟัตต์) เช่นเดียวกับเลือดของโคผู้และแพะที่บูชายัญนั้นทำให้คำสัญญาไมตรีเกี่ยวกับพระบัญญัติระหว่างพระเจ้ากับชาติยิศราเอลมีผลบังคับใช้ ดังนั้น พระโลหิตของพระเยซูที่หลั่งออกในความตายนั้นทำให้คำสัญญาไมตรีใหม่มีผลบังคับใช้. การกล่าวถึงคำสัญญาไมตรีใหม่นั้นช่วยเราให้ระบุตัวผู้ที่มีสิทธิ์รับเครื่องหมายอนุสรณ์.
ใครควรรับประทาน?
เหล่าสาวกที่ถูกเจิมของพระเยซูซึ่งอยู่ในคำสัญญาไมตรีใหม่รับประทานเครื่องหมายที่เป็นอนุสรณ์นั้นได้อย่างถูกต้อง. มีการทำคำสัญญาไมตรีนี้ระหว่างพระเจ้ากับยิศราเอลฝ่ายวิญญาณ. (ยิระมะยา 31:31-34; ฆะลาเตีย 6:16) แต่คำสัญญาไมตรีใหม่จะนำพระพรมาสู่มวลมนุษยชาติที่เชื่อฟังในที่สุด และคุณอาจอยู่ในท่ามกลางผู้ได้รับพระพรเหล่านั้นได้.
ผู้รับประทานเครื่องหมายอนุสรณ์นั้นต้องอยู่ในคำสัญญาไมตรีเป็นส่วนตัวในเรื่องราชอาณาจักรที่พระเยซูได้ทรงกระทำ. เมื่อทรงตั้งอาหารมื้อนี้ พระเยซูตรัสแก่พวกอัครสาวกผู้ภักดีของพระองค์ว่า “เราทำคำสัญญาไมตรีกับท่านทั้งหลาย เช่นเดียวกับพระบิดาของเราได้ทำคำสัญญาไมตรีกับเรา ในเรื่องราชอาณาจักร” (ลูกา 22:29, ล.ม.) คำสัญญาไมตรีเรื่องราชอาณาจักรที่พระเจ้าทรงกระทำกับกษัตริย์ดาวิดชี้ไปข้างหน้าถึงการเสด็จมาของพระเยซู ผู้ซึ่งจะครอบครองตลอดกาลในราชอาณาจักรฝ่ายสวรรค์. ชนยิศราเอลฝ่ายวิญญาณ 144,000 คนซึ่งจะสมทบกับพระเยซูในการปกครอง ได้รับการพรรณนาว่ายืนอยู่บนภูเขาซีโอนทางภาคสวรรค์กับพระเยซูคริสต์ พระเมษโปดก. เมื่อได้รับการปลุกให้เป็นขึ้นจากตาย พวกเขาจะปกครองร่วมกับพระคริสต์ฐานะกษัตริย์และปุโรหิตสมทบ. (2 ซามูเอล 7:11-16; วิวรณ์ 7:4; 14:1-4; 20:6) เฉพาะแต่คนเหล่านั้นที่อยู่ในคำสัญญาไมตรีใหม่และในคำสัญญาไมตรีเป็นส่วนตัวกับพระเยซูจึงมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะรับประทานเครื่องหมายแห่งอาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า.
พระวิญญาณของพระเจ้าเป็นพยานกับวิญญาณของชนผู้ถูกเจิมว่าเขาเป็นบุตรของพระองค์และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์. เปาโลเขียนว่า “พระวิญญาณเองเป็นพยานร่วมกับวิญญาณของเราว่า เราเป็นบุตรของพระเจ้า. ดังนั้น ถ้าเราเป็นบุตรแล้ว เราก็เป็นทายาทด้วย: แน่นอน ทายาทของพระเจ้า แต่เป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ หากว่า เราทนทุกข์ด้วยกันเพื่อเราจะได้สง่าราศีด้วยกัน.” (โรม 8:16, 17, ล.ม.) พระวิญญาณบริสุทธิ์หรือพลังปฏิบัติการของพระเจ้าสร้างความมั่นใจขึ้นภายในตัวชนผู้ถูกเจิมที่ว่า พวกเขาถูกกำหนดไว้แล้วสำหรับชีวิตฝ่ายสวรรค์ขึ้นภายในตัวชนผู้ถูกเจิม. พวกเขาถือว่าทุกสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวในเรื่องชีวิตฝ่ายสวรรค์นั้นเพ่งเล็งมายังพวกเขา และเต็มใจสละสิ่งต่าง ๆ ทางภาคพื้นโลกทั้งหมด รวมทั้งชีวิตมนุษย์. ถึงแม้ชีวิตในอุทยานทางภาคพื้นโลกเป็นสิ่งที่วิเศษ พวกเขาไม่มีความหวังเช่นนั้น. (ลูกา 23:43) ความหวังฝ่ายสวรรค์ที่แน่ชัดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ซึ่งมิได้อาศัยความเห็นทางศาสนาแบบผิด ๆ ทำให้เขามีสิทธิ์รับประทานเครื่องหมายที่เป็นอนุสรณ์นั้น.
พระยะโฮวาคงจะไม่พอพระทัยหากคนเราแสดงตัวเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการทรงเรียกเป็นกษัตริย์และปุโรหิตฝ่ายสวรรค์ในเมื่อเขาไม่ได้รับการทรงเรียกดังกล่าว. (โรม 9:16; วิวรณ์ 22:5) พระเจ้าทรงสำเร็จโทษโคราเนื่องจากการแสวงหาตำแหน่งปุโรหิตโดยพลการ. (เอ็กโซโด 28:1; อาฤธโม 16:4-11, 31-35) ดังนั้น จะว่าอย่างไรถ้าหากความรู้สึกอันแรงกล้าหรือแนวความคิดทางศาสนาแต่ก่อนเคยทำให้คนเรารับประทานเครื่องหมายอนุสรณ์นั้นอย่างผิด ๆ? ถ้าเช่นนั้นเขาหรือเธอควรจะหยุดรับประทานแล้วอธิษฐานขอการอภัยจากพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ.—บทเพลงสรรเสริญ 19:13.
วิธีที่คุณได้รับผลกระทบ
คนเราไม่จำเป็นต้องรับประทานเครื่องหมายอนุสรณ์เพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากเครื่องบูชาไถ่ของพระเยซูและได้รับชีวิตถาวรบนแผ่นดินโลก. อาทิเช่น พระคัมภีร์มิได้ให้ข้อบ่งชี้ว่าชนผู้ยำเกรงพระเจ้าเช่นอับราฮาม, ซารา, ยิศฮาค, ริบะคา, โบอัศ, รูธ, และดาวิดจะรับประทานเครื่องหมายเหล่านี้. แต่พวกเขาและคนอื่น ๆ ทั้งสิ้นที่ปรารถนาชีวิตไม่รู้สิ้นสุดบนลูกโลกนี้จะต้องแสดงความเชื่อในพระเจ้าและพระคริสต์และในการจัดเตรียมของพระยะโฮวาเกี่ยวกับเครื่องบูชาไถ่ของพระเยซู. (โยฮัน 3:36; 14:1) การฉลองประจำปีเกี่ยวกับการวายพระชนม์ของพระคริสต์เป็นข้อเตือนใจถึงเครื่องบูชาอันสำคัญยิ่งนั้น.
มีการแสดงให้เห็นความสำคัญแห่งเครื่องบูชาของพระเยซูเมื่ออัครสาวกโยฮันกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ฝากมายังท่านทั้งหลาย เพื่อท่านจะไม่ได้หลงกระทำผิด. และถ้าผู้ใดหลงกระทำผิด เราก็มีพระองค์ผู้ช่วยเหลือสถิตอยู่กับพระบิดา คือพระเยซูคริสต์ผู้เที่ยงธรรมนั้น. และพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงระงับพระพิโรธเพราะความบาปของเรา และไม่ใช่ของพวกเราพวกเดียว แต่ว่าของมนุษย์โลกทั้งสิ้นด้วย.” (1 โยฮัน 2:1, 2) คริสเตียนผู้ถูกเจิมอาจพูดได้ว่าพระเยซู “เป็นผู้ทรงระงับพระพิโรธเพราะความบาป [ของพวกเขา]” ได้. อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาเพราะความบาปของทั้งโลกด้วย ทำให้ชีวิตถาวรเป็นไปได้สำหรับมนุษยชาติที่เชื่อฟังในแผ่นดินโลกที่เป็นอุทยานซึ่งบัดนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม.
โดยการเข้าร่วมเพื่อรำลึกถึงการวายพระชนม์ของพระคริสต์ คุณจะได้รับประโยชน์จากคำบรรยายที่กระตุ้นความคิด. คุณจะได้รับการเตือนให้ระลึกว่าพระเจ้ายะโฮวากับพระเยซูคริสต์ได้ทรงกระทำเพื่อพวกเรามากมายสักเพียงไร. นั่นจะเป็นบำเหน็จฝ่ายวิญญาณในการร่วมประชุมกับคนเหล่านั้นที่มีความนับถืออย่างสุดซึ้งต่อพระเจ้าและพระคริสต์ และต่อเครื่องบูชาไถ่ของพระเยซู. โอกาสนั้นอาจเสริมสร้างความปรารถนาของคุณให้แรงกล้าขึ้นที่จะเข้ามาเป็นผู้ได้รับความกรุณาอันไม่พึงได้รับของพระเจ้าซึ่งนำไปสู่ชีวิตถาวร. เราเชิญคุณด้วยน้ำใสใจจริงให้ประชุมกับพยานพระยะโฮวาภายหลังดวงอาทิตย์ตกในวัน 6 เมษายน 1993 เพื่อระลึกถึงการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เพราะอาหารมื้อเย็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับคุณได้.