ถวายเกียรติแด่พระบุตรตัวแทนสำคัญของพระยะโฮวา
“ผู้ที่มิได้ถวายเกียรติแด่พระบุตรก็มิได้ถวายเกียรติแด่พระบิดา ผู้ทรงใช้พระบุตรมานั้น.”—โยฮัน 5:23, ล.ม.
1. ความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพในคริสต์ศาสนจักรเป็นการหลู่เกียรติพระเยซูอย่างไร?
ทุกวันนี้ผู้คนมากมายในคริสต์ศาสนจักรอ้างว่าตนให้เกียรติพระเยซูคริสต์ กระนั้น เขาทำตรงกันข้าม. ทำอย่างไร? อ้าว ก็หลายคนบอกว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าทรงฤทธานุภาพทุกประการ และพระเจ้า ผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง ได้เสด็จเข้ามาในโลก ทรงดำรงชีวิตแล้วสิ้นพระชนม์อย่างมนุษย์. การกล่าวอ้างอย่างนี้แฝงอยู่ในคำสอนเรื่องตรีเอกานุภาพ อันเป็นคำสอนพื้นฐานของคริสต์ศาสนจักร. แต่ถ้าเรื่องตรีเอกานุภาพไม่จริง ถ้าพระเยซูมีฐานะต่ำต้อยกว่าและเป็นรองจากพระเจ้า การบิดเบือนความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับพระเจ้าเช่นนี้ คงทำให้พระเยซูไม่พอพระทัยมิใช่หรือ? แน่นอน พระเยซูคงถือว่า การบิดเบือนเช่นนั้นเป็นการลบหลู่พระองค์และทุกข้อทุกประการซึ่งพระองค์ได้สั่งสอน.
2. พระคัมภีร์แสดงชัดเจนอย่างไรว่าพระเยซูอยู่ในฐานะต่ำกว่าพระเจ้า และอยู่ใต้อำนาจของพระองค์?
2 ความจริงคือ พระเยซูไม่เคยอ้างว่าตนเป็นพระเจ้า แต่ทรงตรัสหลายครั้งว่าพระองค์เป็น “พระบุตรของพระเจ้า.” แม้แต่ฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ก็ได้ยอมรับข้อนี้. (โยฮัน 10:36; 19:7) พระเยซูทรงสำนึกเสมอถึงเรื่องการยกย่องพระบิดา และยินยอมอยู่ภายใต้อำนาจของพระบิดา ดังที่พระองค์ทรงยอมรับว่า “พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามความริเริ่มของตนเองไม่ได้เลย เว้นแต่ที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ. เพราะว่าสิ่งใด ๆ ที่พระองค์ทรงกระทำ พระบุตรก็ทรงกระทำในลักษณะเดียวกัน. เราจะกระทำสิ่งใดด้วยความริเริ่มของเราเองไม่ได้; . . . เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่ตามความประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา.” พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นผู้แทนมาจากพระองค์ และพระองค์ผู้นั้นได้ทรงใช้เรามา.” พระองค์ทรงกล่าวอีกว่า “เราได้มาจากพระเจ้าและอยู่นี่แล้ว.” (โยฮัน 5:19, 30; 7:28, 29; 8:42, ล.ม.) พระเยซูไม่เคยแม้แต่จะชวนให้คิดว่าพระองค์คือพระเจ้า หรือเท่าเทียมกับพระเจ้า. ฉะนั้นการสอนว่าพระองค์คือพระเจ้าจึงหลู่เกียรติพระเยซู.
วิธีอื่น ๆ ที่บางคนหลู่เกียรติพระเยซู
3. (ก) โดยการที่บางคนในคริสต์ศาสนจักรปฏิเสธเรื่องอะไรเกี่ยวกับพระเยซู เขาจึงหลู่เกียรติพระองค์? (ข) พระเยซูทรงให้หลักฐานอะไรเกี่ยวเนื่องกับสภาพก่อนเป็นมนุษย์?
3 เป็นเรื่องแปลกพอดู สมัยนี้มีบางคนในคริสต์ศาสนจักรได้หลู่เกียรติพระเยซูโดยปฏิเสธการดำรงสภาพเป็นอยู่ของพระองค์ก่อนเกิดเป็นมนุษย์. อย่างไรก็ตาม เฉพาะถ้าเราหยั่งรู้ว่าพระเยซูเสด็จจากสวรรค์มายังแผ่นดินโลกจริง ๆ เท่านั้นแหละเราก็สามารถเริ่มถวายเกียรติแด่พระองค์อย่างสมควร. พระเยซูเองตรัสหลายครั้งหลายหนว่า พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่ก่อนมาเกิดเป็นมนุษย์. พระองค์ตรัสดังนี้: “ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปยังสวรรค์ เว้นแต่ผู้นั้นที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรมนุษย์.” ต่อมาพระองค์ตรัสว่า “เราเป็นอาหารที่ให้ชีวิตซึ่งลงมาจากสวรรค์ . . . ฉะนั้น ถ้าเจ้าเห็นบุตรมนุษย์เสด็จขึ้นไปยังที่ที่ท่านอยู่แต่ก่อนนั้น เจ้าจะว่าอย่างไร?” อีกหนหนึ่งว่าดังนี้ “เจ้าทั้งหลายมาจากแดนเบื้องล่าง เรามาจากแดนเบื้องบน. . . . เราบอกเจ้าทั้งหลายตามจริงแล้ว ก่อนอับราฮามเกิดมา เราก็เป็นอยู่แล้ว.” (โยฮัน 3:13; 6:51, 62; 8:23, 58) นอกจากนั้น พระเยซูได้อ้างถึงสภาพที่เคยเป็นอยู่ก่อนเป็นมนุษย์เมื่อทูลอธิษฐานต่อพระบิดาทางภาคสวรรค์ในคืนวันที่เขาทรยศพระองค์.—โยฮัน 17:5.
4. (ก) คนเป็นอันมากหลู่เกียรติพระเยซูในทางใดอีก? (ข) พยานหลักฐานอะไรน่าจะแน่นหนาพอเพื่อยืนยันได้ว่าพระเยซูมีชีวิตเป็นอยู่จริง และทำไม?
4 บางคนในคริสต์ศาสนจักรเตลิดไปไกลถึงกับอ้างว่าพระเยซูไม่ใช่บุคคลทางประวัติศาสตร์ พระองค์ไม่เคยมีชีวิตอยู่อย่างมนุษย์. ถ้าพระองค์ไม่เคยมีชีวิตเป็นอยู่จริง ๆ ก็คงไม่จำเป็นจะต้องพูดกันว่าทำไมเราควรให้เกียรติพระองค์และจะให้โดยวิธีใด. กระนั้น คำให้การโดยประจักษ์พยานมากมายซึ่งได้อารักขาไว้ในพระคัมภีร์เป็นหลักฐานพอจะเชื่อถือได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าพระเยซูเคยอยู่บนแผ่นดินโลกนี้จริง ๆ. (โยฮัน 21:25) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้เป็นความจริง เนื่องจากบ่อยครั้งคริสเตียนสมัยแรกได้สั่งสอนเรื่องพระเยซูโดยยอมเสี่ยงชีวิตและอิสรภาพของเขาเอง. (กิจการ 12:1-4; วิวรณ์ 1:9) อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากเรื่องราวที่สาวกของพระองค์ได้บันทึกไว้จะพิสูจน์ได้ไหมว่าพระเยซูเคยมีชีวิตอยู่จริง?
5, 6. นอกเหนือจากพระคัมภีร์แล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังแสดงให้เห็นอะไรเกี่ยวกับการที่พระเยซูเคยเป็นอยู่จริง?
5 เดอะ นิว เอ็นไซโคลพีเดีย บริแทนนิกา (1987) แจ้งดังนี้ “ประวัติบันทึกนอกเหนือพระคัมภีร์ยืนยันว่าในสมัยโบราณ แม้พวกศัตรูของคริสเตียนก็ไม่เคยสงสัยการที่พระเยซูเป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์.” บันทึกอื่นนอกจากพระคัมภีร์มีอะไรบ้าง? ตามคำกล่าวของโจเซฟ เคลาส์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญชาวยิวว่ามีหลักฐานจากหนังสือทัลมุดสมัยแรก. (เยซูแห่งนาซาเร็ธ หน้า 20) อนึ่ง มีหลักฐานจากโยซีฟุสนักประวัติศาสตร์ชาวยิวในศตวรรษที่หนึ่งเช่นกัน. เพื่อเป็นตัวอย่าง โยซีฟุสได้พรรณนาเรื่องยาโกโบถูกหินขว้างถึงตาย โดยได้ระบุว่า “ท่านเป็นน้องชายของเยซูซึ่งถูกเรียกว่าพระคริสต์.”—จูวิช แอนติควิตีส์ เล่มยี่สิบ [9, 1].
6 นอกจากนั้น มีหลักฐานจากนักประวัติศาสตร์โรมันสมัยต้น โดยเฉพาะหลักฐานจากการเขียนของทาซิทุสซึ่งมีคนนับถือมาก. ผู้นี้เขียนสมัยต้น ๆ แห่งศตวรรษที่สองเกี่ยวกับ “ชนจำพวกหนึ่งอันเป็นที่จงเกลียดจงชังเพราะความน่ารังเกียจของเขา ประชาราษฎรเรียกเขาว่าคริสเตียน. คริสทุส [พระคริสต์] อันเป็นที่มาของชื่อนี้ [คริสเตียน] ทนรับโทษประหารชีวิตในรัชกาลติเบริอุสด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของพวกเขา.” (ดิ แอนนัลส์ เล่มสิบห้า หมวดสี่สิบสี่) การพิจารณาหลักฐานว่าพระเยซูเป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์นั้นมีเหลือเฟือ จองจาค รูส์โช นักการศึกษาศีลธรรมด้านปรัชญาชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ได้กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์ของโซคราติสซึ่งไม่มีใครตั้งข้อสงสัย ไม่มีหลักฐานมากเท่ากับประวัติของพระเยซูคริสต์.”
เหตุผลในการถวายเกียรติแด่พระบุตร
7. (ก) หลักฐานอะไรในพระคัมภีร์ที่ทำให้เรามีพันธะจะถวายเกียรติพระเยซูคริสต์? (ข) พระยะโฮวาได้ให้เกียรติยศแก่พระบุตรของพระองค์อีกโดยวิธีใด?
7 บัดนี้ เราเข้าสู่เรื่องการถวายเกียรติแด่พระเยซูคริสต์. ที่ว่าบรรดาสาวกของพระองค์มีพันธะต้องให้เกียรติพระองค์นั้นเห็นได้จากคำแถลงของพระองค์ที่โยฮัน 5:22, 23 (ล.ม.) ที่ว่า “เพราะพระบิดามิได้ทรงพิพากษาผู้ใดเลย แต่พระองค์ได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร เพื่อคนทั้งปวงจะถวายเกียรติแด่พระบุตรเหมือนที่ได้ถวายเกียรติแด่พระบิดา. ผู้ที่มิได้ถวายเกียรติแด่พระบุตรก็มิได้ถวายเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมานั้น.” นับตั้งแต่ทรงปลุกพระคริสต์ให้คืนพระชนม์ พระยะโฮวาทรงให้พระบุตรมีเกียรติยศมากยิ่งกว่าก่อน ‘โปรดให้มีสง่าราศีและยศศักดิ์เป็นมงกุฏ เพราะพระบุตรทรงทนรับทุกข์ทรมานจนถึงความตาย.’ (เฮ็บราย 2:9; 1 เปโตร 3:22) โดยพื้นฐานแล้ว เรามีเหตุผลจะถวายเกียรติแด่พระเยซูเพราะเรารู้ว่าพระองค์คือใครและเพราะสิ่งที่พระองค์ได้กระทำ.
8. เนื่องจากข้อเท็จจริงอันโดดเด่นอะไรเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ พระองค์จึงสมควรได้รับเกียรติยศ?
8 พระเยซูคริสต์สมควรได้รับเกียรติยศเพราะพระองค์ในฐานะเป็นลอกอสหรือพระคำ ทรงเป็นผู้ถ่ายทอดข่าวสารชั้นเยี่ยมของพระยะโฮวา. จากพระคัมภีร์ปรากฏชัดว่า การกำหนดชื่อ “พระคำ” ได้นำมาใช้กับพระเยซูก่อนพระองค์เสด็จเข้ามาในโลกเสียด้วยซ้ำ และยังคงใช้ได้กระทั่งหลังจากพระองค์เสด็จสู่สวรรค์แล้ว. (โยฮัน 1:1; วิวรณ์ 19:13) ที่วิวรณ์ 3:14 พระองค์ตรัสถึงตนเองว่า “เป็นเบื้องต้นแห่งการสร้างของพระเจ้า.” พระองค์หาได้เป็นเพียง ‘บุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งซึ่งพระเจ้าได้สร้างขึ้นมา’ เท่านั้นไม่ แต่เนื่องจากเป็น “พระบุตรผู้ได้รับกำเนิดองค์เดียว” พระองค์จึงทรงเป็นผู้เดียวที่พระเจ้ายะโฮวาได้สร้างโดยตรง. (โกโลซาย 1:15; โยฮัน 3:16) นอกจากนั้น “สิ่งทั้งปวงเป็นขึ้นมาโดยพระองค์ และไม่มีแม้แต่สิ่งเดียวที่เป็นขึ้นโดยปราศจากพระองค์.” (โยฮัน 1:3, ล.ม.) เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้อ่านที่เยเนซิศ 1:26 ว่าพระเจ้าตรัสดังนี้: “จงให้เราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของเรา” “เรา” ที่นี่รวมเอาลอกอสหรือพระคำเข้าไปด้วย. แน่นอน ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเยซู คราวที่ดำรงสภาพอยู่ก่อนเป็นมนุษย์ พระองค์เคยมีสิทธิพิเศษอย่างน่าพิศวงโดยได้ร่วมงานสร้างกับพระเจ้ายะโฮวานี้เอง พระองค์จึงสมควรได้รับเกียรติยศสูงส่ง.
9. ทำไมเราลงความเห็นว่าพระเยซูคืออัครเทวทูตมิคาเอล และมิคาเอลได้ถวายเกียรติแด่พระยะโฮวาอย่างไรในเรื่องกายของโมเซ?
9 นอกจากนั้น พระเยซูคริสต์คู่ควรกับเกียรติยศ เพราะพระองค์ทรงเป็นเทวทูตสำคัญที่สุดหรืออัครเทวทูตของพระองค์. เราอาศัยหลักเกณฑ์อะไรที่จะลงความเห็นเช่นนั้น? เพราะ “อัคร” พยางค์ที่ใช้เป็นส่วนหน้าคำสมาสในภาษาเดิมนั้นหมายถึง “สำคัญที่สุด” หรือ “อันดับหนึ่ง” แสดงนัยว่ามีอัครเทวทูตหนึ่งองค์เท่านั้น. พระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงพระองค์เมื่ออ้างถึงองค์พระเยซูคริสต์เจ้าผู้ทรงคืนพระชนม์แล้ว. เราอ่านดังนี้ “ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จลงมาจากสวรรค์ด้วยเสียงตรัสสั่ง ด้วยสำเนียงของอัครเทวทูตและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า และคนทั้งหลายที่ตายด้วยการร่วมสามัคคีกับพระคริสต์จะเป็นขึ้นมาก่อน.” (1 เธซะโลนิเก 4:16, ล.ม.) อัครเทวทูตองค์นี้มีพระนาม ดังเราอ่านจากยูดา 9 ว่า “เมื่อมิคาเอลอัครเทวทูตผิดใจกับพญามาร และโต้เถียงเกี่ยวกับกายของโมเซอยู่นั้น ท่านมิได้บังอาจจะนำการพิพากษามาสู่พญามารด้วยคำหยาบคาย แต่ได้กล่าวว่า ‘ขอพระยะโฮวาทรงต่อว่าเจ้าเถิด.’” เมื่อพระองค์มิได้ปฏิบัติการล้ำหน้าพระยะโฮวาโดยบังอาจพิพากษาลงโทษพญามาร เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงได้ถวายเกียรติแด่พระบิดาของพระองค์ผู้สถิตในสวรรค์.
10. (ก) มิคาเอลทรงนำหน้าอย่างไรในการต่อสู้เพื่อราชอาณาจักรของพระเจ้า? (ข) มิคาเอลมีบทบาทอะไรเกี่ยวกับชาติยิศราเอล?
10 อัครเทวทูตมิคาเอลสู้รบเพื่อราชอาณาจักรของพระเจ้า ทรงนำหน้าในการกวาดล้างท้องฟ้าอากาศของซาตานและกองกำลังผีปีศาจอันเป็นฝ่ายซาตาน. (วิวรณ์ 12:7-10) และผู้พยากรณ์ดานิเอลกล่าวว่า ‘ท่านผู้นี้ยืนอยู่เพื่อเห็นแก่ไพร่พลของพระเจ้า.’ (ดานิเอล 12:1, ล.ม.) ดังนั้น ดูเหมือนว่ามิคาเอลเป็น “เทวทูตแห่งพระเจ้าซึ่งนำหน้ากองทัพยิศราเอล” และเทวทูตองค์นี้แหละที่พระเจ้าทรงใช้ให้นำไพร่พลของพระองค์เข้าสู่แผ่นดินแห่งคำสัญญา. พระเจ้าทรงบัญชาว่า “จงสนใจนำพาต่อทูตนั้นและจงเชื่อฟังคำของท่าน. อย่าทำให้ท่านโกรธเคือง . . . ด้วยพระนามของเราอยู่กับท่าน.” (เอ็กโซโด 14:19; 23:20, 21) ไม่สงสัยเลยว่าอัครเทวทูตของพระยะโฮวาคงต้องให้ความเอาใจใส่มากมายต่อชนชาติที่มีชื่อตามพระนามพระเจ้า. ที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้พระองค์เข้าไปช่วยทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งซึ่งถูกส่งไปปลอบโยนผู้พยากรณ์ดานิเอล และถูกผีปีศาจตนหนึ่งที่มีพลังมากดักหน้า. (ดานิเอล 10:13) ดังนั้น น่าจะสรุปอย่างมีเหตุผลได้ว่าทูตสวรรค์ที่สังหารนักรบ 185,000 นายในกองทัพของกษัตริย์ซันเฮริบจะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากอัครเทวทูตมิคาเอล.—ยะซายา 37:36.
11. พระเยซูสมควรได้รับเกียรติจากเราเนื่องจากพระองค์ดำเนินชีวิตแบบไหน?
11 ไม่เฉพาะแต่พระเยซูคริสต์สมควรได้รับเกียรติเนื่องจากว่าพระองค์เป็นผู้ใด แต่พระองค์ควรได้รับเกียรติจากพวกเราเหมือนกันเนื่องด้วยสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำไป. ตัวอย่างเช่น พระองค์เป็นมนุษย์คนเดียวแท้ ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องสมบูรณ์ทุกอย่าง. อาดามกับฮาวาถูกสร้างขึ้นมาเป็นมนุษย์สมบูรณ์พร้อม แต่ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ของเขาทั้งสองเป็นอยู่ไม่นาน. แต่พระเยซูคริสต์ยังคงไว้ซึ่ง ‘ความซื่อสัตย์ ไม่มีอุบาย ต่างจากคนบาปทั้งปวง’ ทั้งที่พญามารพยายามทำทุกอย่างเพื่อทดลองพระองค์หรือข่มเหงประทุษร้าย. ตลอดเวลานั้น “พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำบาปประการใด และอุบายในพระโอษฐ์ของพระองค์ก็ไม่มี.” สมควรแล้วที่พระองค์ได้ท้าพวกที่ต่อต้านพระองค์ทางด้านศาสนาดังนี้: “มีผู้ใดในพวกเจ้าจะพิสูจน์ได้ว่าเราทำบาป?” ไม่มีแม้แต่คนเดียวพิสูจน์ได้! (เฮ็บราย 7:26; 1 เปโตร 2:22; โยฮัน 8:46) และเพราะเหตุที่พระองค์ได้รักษาความจงรักภักดีโดยไม่ทำบาปเลย พระองค์จึงได้ชันสูตรเชิดชูพระบิดาทางภาคสวรรค์ในฐานะเป็นองค์บรมมหิศรแห่งเอกภพด้วยสิทธิอันชอบธรรมและได้พิสูจน์ว่าพญามารนั้นพูดเท็จและชั่วร้ายนัก.—สุภาษิต 27:11.
12. (ก) พระเยซูเป็นบุคคลชนิดใด และพระองค์ทรงทำอะไรและทนทุกข์ลำบากอย่างไรเพื่อผู้อื่น? (ข) ทำไมคุณจะพูดได้ว่าพระเยซูสมควรได้รับเกียรติจากเราเพราะสิ่งที่พระองค์ได้กระทำและเพราะสิ่งที่พระองค์ยอมทนทุกข์?
12 พระเยซูคริสต์สมควรได้รับเกียรติจากพวกเรา ไม่ใช่เพียงแต่เพราะพระองค์ได้ดำเนินชีวิตถูกต้องทุกประการและไม่ทำบาป แต่เพราะพระองค์เป็นคนดี ไม่เห็นแก่ตัว และทรงเป็นผู้เสียสละอีกด้วย. (เทียบกับพระธรรมโรม 5:7.) พระองค์ทรงปฏิบัติอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้สิ่งจำเป็นแก่ผู้คนทั้งฝ่ายวิญญาณและฝ่ายร่างกาย. พระองค์ได้สำแดงความร้อนรนมากเพียงใดเพื่อราชสำนักของพระบิดา และทรงแสดงความเพียรอดทนมากเพียงใดเมื่อปฏิบัติต่อสาวกของพระองค์! เมื่อทนรับทุกข์ พระองค์ก็ทรงยอมกระทำตามพระประสงค์ของพระบิดาด้วยความเต็มใจจริง ๆ! พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับเหตุการณ์อันเลวร้ายที่พระองค์ประสบในสวนเก็ธเซมาเนดังนี้: “เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนัก พระองค์ก็ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน เสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตหยดลงถึงดิน.” ใช่แล้ว พระองค์ “ได้ถวายคำอธิษฐานและคำวิงวอนด้วยทรงพระกันแสงมากมายและน้ำพระเนตรไหล.” (ลูกา 22:44; เฮ็บราย 5:7) ที่ผู้พยากรณ์ยะซายาได้บอกล่วงหน้าในยะซายา 53:3-7 ถึงความทุกข์สาหัสเช่นนั้นช่างแม่นยำเสียนี่กระไร!
13. เรื่องการถวายเกียรติแด่พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ พระเยซูทรงวางตัวอย่างที่ดีอะไรไว้ให้เรา?
13 อนึ่ง สมควรที่เราถวายเกียรติพระเยซู เพราะพระองค์ทรงวางตัวอย่างที่ดีด้วยการถวายเกียรติแด่พระบิดาของพระองค์ในสวรรค์. พระองค์สามารถกล่าวได้เต็มที่ว่า “เราถวายเกียรติแด่พระบิดาของเรา.” (โยฮัน 8:49, ล.ม.) โดยทางคำตรัสและการกระทำ พระองค์นำเกียรติยศมาสู่พระเจ้ายะโฮวาได้ทุกเวลา. ดังนั้น เมื่อพระองค์รักษาคนป่วย ตามรายงานในพระคัมภีร์แจ้งว่า ประชาชนไม่ยกย่องพระเยซู แต่ “คนทั้งปวง . . . สรรเสริญพระเจ้า.” (มาระโก 2:12) เหตุฉะนั้น เมื่อพระองค์เสร็จสิ้นงานรับใช้ทางแผ่นดินโลกจึงเหมาะสมที่พระเยซูได้กล่าวในคำอธิษฐานต่อพระบิดาของพระองค์ในสวรรค์ว่า “ข้าพเจ้าได้ถวายสง่าราศีแด่พระองค์ที่แผ่นดินโลก งานที่พระองค์ได้ทรงมอบให้ข้าพเจ้ากระทำนั้น ข้าพเจ้าทำให้สำเร็จแล้ว.”—โยฮัน 17:4, ล.ม.
สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา
14. การวายพระชนม์ของพระเยซูเป็นประโยชน์อย่างไรสำหรับเรา ซึ่งพระองค์สมควรได้รับเกียรติยศ?
14 พระเยซูคริสต์สมควรได้รับเกียรติจากเรามากเพียงใดเนื่องจากทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา! พระองค์ถวายพระชนม์เพราะการผิดบาปของเรา เพื่อเราจะสามารถคืนดีกับพระเจ้ายะโฮวาได้. พระเยซูตรัสถึงตนเองว่า “บุตรมนุษย์ก็ดีมิได้มาเพื่อให้เขาปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก.” (มัดธาย 20:28) ดังนั้น การวายชนม์ของพระองค์ทำให้มีทางเป็นไปได้สำหรับทุกสิ่งที่ราชอาณาจักรจะเอื้ออำนวยประโยชน์แก่มนุษย์ อันได้แก่ อมตชีพในสวรรค์สำหรับ 144,000 คนซึ่งประกอบกันเป็นเจ้าสาวของพระองค์ และชีวิตนิรันดร์บนแผ่นดินโลกอันเป็นอุทยานสำหรับมนุษย์หลายล้านคนที่ได้พิสูจน์ความเชื่อศรัทธาและการเชื่อฟังเมื่อถูกทดลอง.—บทเพลงสรรเสริญ 37:29; วิวรณ์ 14:1-3; 21:3, 4.
15. ตัวอย่างหนึ่งของพระเยซูในการเปิดเผยให้เรารู้จักบุคลิกลักษณะของพระบิดานั้นได้แก่อะไร?
15 พระเยซูคริสต์สมควรได้เกียรติจากเราอีกเช่นกัน เพราะพระองค์ทรงเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ได้ทรงเปิดเผยพระประสงค์และบุคลิกของพระบิดาแก่พวกเราครบถ้วนทุกประการ. ตัวอย่างเช่น ในคำเทศน์บนภูเขา พระองค์ได้แจ้งให้เราได้รู้ว่า พระบิดาทรงมีพระทัยกว้างขวางเผื่อแผ่ โดยทรงบันดาลให้มีแดดและฝนแก่คนดีและคนชั่วเหมือนกัน แล้วพระองค์ตรัสว่า “เหตุฉะนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่านผู้อยู่ในสวรรค์นั้นเป็นผู้ดีรอบคอบ.”—มัดธาย 5:44-48.
16. อัครสาวกเปาโลกล่าวสรุปโดยย่ออย่างไรถึงแนวทางของพระเยซูซึ่งสมควรได้รับเกียรติยศ?
16 อัครสาวกเปาโลได้สรุปโดยย่อถึงแนวทางที่พระเยซูสมควรได้รับเกียรติยศเมื่อท่านเขียนไว้ว่า “ถึงแม้พระองค์จะดำรงอยู่ในลักษณะพระเจ้าก็ตาม [พระองค์] มิได้ทรงคำนึงถึงการที่จะแย่งชิง กล่าวคือการที่พระองค์จะเท่าเทียมกับพระเจ้า. เปล่าเลย แต่พระองค์ได้ยอมสละพระองค์เอง แล้วรับเอาสภาพแห่งทาสและมารับเอารูปลักษณ์เป็นมนุษย์. ยิ่งกว่านั้น เมื่อแลเห็นว่าพระองค์เองอยู่ในลักษณะมนุษย์แล้ว พระองค์ทรงถ่อมพระองค์และยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา คือความมรณาบนหลักทรมาน.”—ฟิลิปปอย 2:5-8, ล.ม.
วิธีที่เราจะถวายเกียรติแก่พระบุตร
17, 18. เราสามารถนำเกียรติยศมาสู่พระเยซูคริสต์ได้หลายวิธีต่าง ๆ กันอะไรบ้าง?
17 เนื่องจากพระเยซูคริสต์สมควรได้รับเกียรติจากเราโดยไม่มีข้อสงสัยจึงเกิดปัญหาขึ้นมาว่า เราจะให้เกียรติพระบุตรได้โดยวิธีใด? เราทำได้โดยการแสดงความเชื่อในเครื่องบูชาไถ่ของพระองค์ และเราพิสูจน์ความเชื่อเช่นนั้นโดยการทำตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่จำเป็นคือสำนึกผิดกลับใจ เปลี่ยนวิถีชีวิต อุทิศตัวและรับบัพติสมา. โดยการเข้ามาหาพระยะโฮวาพร้อมกับคำทูลอธิษฐานในพระนามพระเยซู เราให้เกียรติพระเยซู. เราให้เกียรติพระองค์เมื่อเราเชื่อฟังคำตรัสของพระองค์ที่ว่า “ถ้าผู้ใดต้องการตามเรามา ก็ให้ผู้นั้นปฏิเสธตัวเอง และรับเอาเสาทรมานของตนแล้วติดตามเราเรื่อยไป.” (มัดธาย 16:24, ล.ม.) เราให้เกียรติพระเยซูคริสต์เมื่อเราปฏิบัติตามคำแนะนำของพระองค์ให้แสวงหาราชอาณาจักรและความชอบธรรมของพระเจ้าก่อนอื่น และเราก็ให้เกียรติพระองค์เมื่อเราเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ที่จะร่วมในงานสั่งสอนคนให้เป็นสาวก. และอีกประการหนึ่ง เรายังให้เกียรติพระเยซูเมื่อเราแสดงความรักท่ามกลางพวกพี่น้องซึ่งพระองค์ตรัสไว้ว่า การเช่นนี้จะชี้ตัวสาวกแท้ทุกคนของพระองค์.—มัดธาย 6:33; 28:19, 20; โยฮัน 13:34, 35.
18 อนึ่ง เรานำเกียรติยศมาสู่พระบุตรโดยที่เรารับรองพระนามของพระองค์ และเรียกตัวเองว่าคริสเตียน แล้วดำเนินชีวิตให้สมชื่อโดยความประพฤติอันดีงามของเรา. (กิจการ 11:26; 1 เปโตร 2:11, 12) อัครสาวกเปโตรบอกว่าเราควรเจริญรอยตามพระเยซูอย่างใกล้ชิด. (1 เปโตร 2:21) โดยการเลียนแบบพระองค์ในการประพฤติทุกอย่างของเรา เราก็ให้เกียรติแก่พระองค์เช่นเดียวกัน. และแน่นอน ทุกปีเมื่อเราฉลองอนุสรณ์ระลึกถึงการวายชนม์ของพระคริสต์ เราถวยเกียรติแด่พระองค์เป็นพิเศษ.—1 โกรินโธ 11:23-26.
19, 20. (ก) พระเยซูเสนอรางวัลอะไรให้สาวกของพระองค์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพราะพวกเขาได้ให้เกียรติพระองค์? (ข) เราสามารถมั่นใจได้ในสิ่งใดเกี่ยวข้องกับพระบุตร?
19 พระเยซูจะทรงให้รางวัลอะไรแก่สาวกของพระองค์เพราะการปฏิบัติในแนวทางที่ให้เกียรติพระองค์เช่นนั้น? พระองค์ตรัสดังนี้: “เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า ถ้าผู้ใดได้สละเรือนหรือพี่น้องชายหญิงหรือบิดามารดา หรือลูกหรือไร่นาเพราะเห็นแก่เรา และกิตติคุณของเรา ในชาตินี้ผู้นั้นจะได้รับตอบแทนร้อยเท่า คือเรือน พี่น้องชายหญิง บิดามารดา ลูกและไร่นา ทั้งจะถูกข่มเหงด้วย และในชาติหน้า [ระบบใหม่] จะได้ชีวิตนิรันดร์.”—มาระโก 10:29, 30.
20 จริง ๆ แล้ว ถ้าเรายอมสละสิ่งต่าง ๆ เพื่อเห็นแก่พระเยซู พระองค์ย่อมทำให้แน่ใจว่าเราจะได้รางวัล. พระเยซูให้คำรับรองอย่างนี้แก่เรา “เหตุดังนั้น ทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้อยู่ในสวรรค์.” (มัดธาย 10:32) ดังนั้น พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงให้เกียรติแก่ผู้ที่ให้เกียรติพระองค์ฉันใด เราย่อมมั่นใจได้ว่าพระบุตรองค์เดียวที่พระยะโฮวาให้กำเนิดจะทรงเลียนแบบพระบิดาของพระองค์ในเรื่องนี้ฉันนั้น เช่นเดียวกับที่พระบุตรทรงกระทำในเรื่องอื่น ๆ ด้วย.
คุณจะตอบอย่างไร?
▫ หลายคนในคริสต์ศาสนจักรหลู่เกียรติพระบุตรโดยวิธีใด?
▫ พระเยซูทรงให้พยานหลักฐานอะไรเกี่ยวด้วยสภาพชีวิตของพระองค์ก่อนมาเกิดเป็นมนุษย์?
▫ เรามีเหตุผลอะไรบ้างในการที่เราให้เกียรติพระเยซู?
▫ มีทางใดบ้างที่เราสามารถถวายพระเกียรติแด่พระเยซู?
▫ การถวายเกียรติแด่พระเยซูคริสต์ทำให้เราได้รับประโยชน์อะไร?