ความรำลึกของผมอย่างนักประวัติศาสตร์การทหาร
วันนั้นเป็นวันที่ 25 สิงหาคม 1944. สถานที่: กรุงปารีส, ฝรั่งเศส. ขณะที่รถจี๊ปของเราเคลื่อน ไปตามถนนชองป์เอลิเซอันกว้างใหญ่ หลายต่อหลายครั้งที่เราต้องกระโดดลงจากรถจี๊ปแล้วหลบเข้าที่กำบังตามซอกประตูบ้าน ขณะกระสุนจากทหารนาซีที่คอยดักซุ่มยิงพุ่งฉิวข้ามถนนมา.
วันนั้นได้เริ่มการปลดปล่อยกรุงปารีสจากกองทัพฮิตเลอร์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และผมอยู่ในกลุ่มชาวอเมริกันรุ่นแรกที่เข้าสู่กรุงนั้น. ฝูงชนชาวฝรั่งเศสที่ปลื้มปีติได้หลั่งไหลออกมาตามท้องถนน เพื่อต้อนรับเราฐานะผู้ปลดปล่อย. เราค้างคืนในโรงแรมหรูแห่งหนึ่งซึ่งเช้าวันนั้นเอง นายทหารเยอรมันระดับสูงถอนกำลังออกไปอย่างเร่งรีบ.
ผมประจำอยู่ในยุโรปฐานะผู้ร่วมทีมงานนักเขียนประวัติศาสตร์การสู้รบ ซึ่งบันทึกการปฏิบัติภารกิจของกองทัพภาคที่สามของสหรัฐภายใต้การบังคับบัญชาของนายพล จอร์ช เอส. แพตตัน จูเนียร์.
คำถามที่สงครามก่อขึ้น
ไม่กี่วันก่อนเคลื่อนพลเข้าปารีส เราขับรถไปตามถนนแคบ ๆ ซึ่งเพิ่งจะเก็บซากยานเกราะของเยอรมันที่ถูกไฟเผาออกไป. เราหยุดที่ค่ายทหารในเขตป่าละเมาะซึ่งทหารสหรัฐเพิ่งเข้ายึดครอง. ศพทหารเยอรมันนอนระเกะระกะในสภาพบิดเบี้ยวและรุ่งริ่ง. หัวเข็มขัดของพวกเขามีคำจารึกแบบเดียวกันหมดว่า “พระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา.” กระนั้น บนกำแพงหินใกล้ ๆ ทหารเยอรมันได้เขียนตัวหนังสือหวัด ๆ เชิงวอนว่า “ผู้นำ [ฮิตเลอร์] โปรดอยู่เคียงข้างเรา!”
สองข้อความนั้นติดตรึงใจผมไม่ลบเลือน. ด้านหนึ่ง ระบอบนาซียืนยันว่าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเขา แต่อีกด้านหนึ่ง ทหารวอนขอความรอดจากฮิตเลอร์ผู้นำ. ผมตระหนักว่าข้อความที่ฟังดูแย้งกันนี้มิใช่มีเฉพาะแต่ชาวเยอรมัน. เป็นลักษณะที่มีให้เห็นทั้งสองฝ่ายในการสู้รบกันอย่างน่าสยดสยองนี้. จึงชวนฉงนว่า ‘พระเจ้าเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในสงครามไหม? พระเจ้าอยู่ข้างไหนล่ะ?’
สงครามและลางบอกเหตุสงคราม
ผมเกิดในเมืองบูตต์ รัฐมอนตานาปี 1917 ซึ่งเป็นปีที่อเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง. ภายหลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนเมื่อปี 1936 ผมก็ได้เข้ามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในรัฐแคลิฟอร์เนีย. อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกว่าหลักสูตรบังคับสำหรับนักศึกษาปีแรกน่าเบื่อ เมื่อเทียบกับเหตุการณ์อันเร้าใจที่เกิดขึ้นทั่วลูกโลก. ญี่ปุ่นรุกเข้าไปในประเทศจีน, มุสโสลินีพิชิตเอธิโอเปีย, และสงครามกลางเมืองในสเปนกำลังดุเดือด. ในสงครามนั้น พวกนาซี, ฟาสซิสต์, และคอมมิวนิสต์กำลังทดสอบยุทโธปกรณ์และวิชาการรบของตนในการซ้อมใหญ่เพื่อสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่สันนิบาตชาติทำตัวเหมือนทองไม่รู้ร้อน.
หลังจากผ่านไปสองภาคเรียน ผมก็ออกจากมหาวิทยาลัย ผมเลือกใช้เงินที่เก็บไว้เป็นทุนการศึกษา ไปท่องเที่ยวยุโรปและแอฟริกาแทน ด้วยความเห็นชอบของคุณพ่อ. ผมข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 1938 บนเรือเยอรมันชื่อดอยช์ลันด์และได้โต้คารมยืดยาวกับพวกนายทหารหนุ่ม ๆ ชาวเยอรมันบนเรือ เปรียบเทียบความแข็งแกร่งระหว่างเยอรมันของฮิตเลอร์กับจักรภพอังกฤษและฝรั่งเศส. ในกรุงปารีส ผู้คนพูดคุยกันถึงคำขู่คุกคาม, การคุยโต, และคำมั่นสัญญาล่าสุดของฮิตเลอร์ กระนั้น ชีวิตก็เป็นไปตามปกติ. ระหว่างที่แวะเยือนเมืองแทนเจียร์ในแอฟริกา เสียงการสู้รบของสงครามกลางเมืองแว่วมาเป็นครั้งคราวจากสเปน ห่างกันแค่ข้ามช่องแคบยิบรอลตาร์.
เมื่อผมกลับสหรัฐในปี 1939 ผมรู้สึกถึงลางร้ายเกี่ยวกับสมัยของเรา. หลังจากญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในเดือนธันวาคม 1941 ทำให้สหรัฐกระโดดสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ผมเข้าร่วมในกรมขนส่งทหารฐานะพลเรือน. ในปี 1942 ระหว่างอยู่ในอะแลสกา ผมก็ได้รับหมายเกณฑ์ทหาร.
มุ่งสู่หมู่เกาะบริติช
หลังจากแวะเยี่ยมบ้าน ผมก็ได้เข้าเป็นทหารและประจำการในสหรัฐอยู่หนึ่งปี. จากนั้น ผมถูกส่งไปอังกฤษ ขบวนเรือของเราออกจากชายฝั่งด้านตะวันออกของสหรัฐเมื่อฤดูใบไม้ผลิปี 1944. การลิ้มรสชาติของสงครามครั้งแรกอุบัติขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ เมื่อเรือดำน้ำเยอรมันจมเรือลำถัดจากเรา. เรือได้แตกขบวนและต่างลำต่างต้องช่วยตัวเองไปยังเมืองลิเวอร์พูล.
ระหว่างที่รอการมอบหมาย ณ สถานีรวมพลในอังกฤษ กองกำลังชุมนุมกันเพื่อฟังคำปราศรัยจากบาทหลวงประจำกองทัพ. ผมรู้สึกไม่สบายใจที่บาทหลวงกระตุ้นให้คนเข้าสู้รบกับสมาชิกองค์การศาสนาของตนเองในฝ่ายตรงข้าม กระนั้น อ้างอยู่เสมอว่าพระเจ้าสนับสนุนฝ่ายเขาในการสู้รบ. ปรากฏชัดอยู่แล้วว่า เป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้การสนับสนุนจากพระเจ้า.
พอถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1944 หมู่เกาะบริติชก็เนืองแน่นไปด้วยทหารอเมริกันและอังกฤษพร้อมด้วยยุทโธปกรณ์. นายพลแพตตัน (ล่าง) โด่งดังจากการใช้ยุทธวิธีอันกล้าได้กล้าเสียในการทำศึกที่เกาะซิซิลีและแอฟริกาเหนือ เขาใช้คำพูดปลุกใจให้เกิดความฮึกเหิม จนทำให้กองทหารไม่มีข้อกังขาใด ๆ ในจุดประสงค์ที่พวกเขามาที่นี่—สังหารข้าศึกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยอาวุธทุกชนิดที่มีอยู่จนกว่าจะประสบชัยชนะ. แพตตันเป็นภาพลักษณ์ของนักต่อสู้ในสนามโรมันยุคใหม่: สูงตระหง่าน, อาวุธครบมือพร้อมหมวกป้องกัน, และแต่งเครื่องแบบทหารอย่างไม่มีที่ติ—ที่หน้าอกเสื้อออกรบของเขา ประดับด้วยดาวและเครื่องอิสริยาภรณ์. เขายังพูดปลุกใจได้ยอดเยี่ยม, ใช้ภาษาหยาบคาย, และเคร่งศาสนาอีกด้วย—เขาจะอธิษฐานก่อนทำศึก.
ใน “คำอธิษฐานทางทหาร” ของเขาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1944 แพตตันได้ทูลขอดังนี้: “พระเจ้าแห่งบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย ผู้ซึ่งทางบกและทะเล นำพวกข้าพเจ้าไปสู่ชัยชนะ. โปรดประทานการชี้นำที่กระตุ้นใจให้พวกข้าพเจ้าต่อ ๆ ไปในยุทธการครั้งใหญ่ที่สุดนี้ . . ..ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงประทานชัยชนะเถิด.”
การบุกยุโรป
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 1944 กองทหารพันธมิตรข้ามช่องแคบอังกฤษ ด้วยขบวนเรืออันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา ยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี ภายใต้การระดมยิงอย่างหนักจากฝ่ายเยอรมัน. หัวหาดที่ยึดได้ยังมีบริเวณแคบ ๆ เมื่อกองทัพที่สามของเราขึ้นฝั่ง 30 วันต่อมา. เราค้างคืนในสนามเพลาะขณะที่เครื่องบินเยอรมันทิ้งระเบิดบริเวณนั้นอย่างหนัก.
วันที่ 25 กรกฎาคม กองกำลังพันธมิตรรุกคืบจากหัวหาดได้สำเร็จ อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา กองทัพที่สามของเราก็บุกทะลวงสู่แหลมบริแทนนี. แล้วเป็นหัวหอกในการรุกสู่ตะวันออก ไล่ตะลุยกองทัพเยอรมันที่กำลังถอยร่นไปยังแม่น้ำเซน ใกล้กรุงปารีส. พอถึงเดือนกันยายน กองทหารและรถถังของแพตตันอยู่ลึกเข้าไปในภาคตะวันออกของฝรั่งเศส หลังจากหนึ่งในยุทธการอันลือชื่อที่สุดแห่งประวัติศาสตร์ปัจจุบัน. ด้วยความปีติยินดี เรารู้สึกว่าสงครามใกล้จะยุติแล้ว.
กระนั้น โอกาสดังกล่าวก็ต้องมลายไป เมื่อมีการแปรยุทธปัจจัยและกองกำลังส่วนใหญ่กะทันหันไปร่วมกับจอมพลมอนต์โกเมอรีแห่งอังกฤษในแนวรบด้านเหนือ. ที่นั่นได้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่อกองทหารของเยอรมันในฮอลแลนด์. แต่ความหายนะก็มาเยือน เมื่อฝูงบินร่อนลงท่ามกลางกองทหารยานเกราะที่ทรงอานุภาพของเยอรมันโดยไม่รู้ตัวและถูกฆ่าตายเป็นเบือ. ส่วนที่เหลือของพันธมิตรถูกตรึงอยู่กับที่และการโจมตีครั้งนั้นประสบความล้มเหลว.
ยุทธการบัลจ์
ฮิตเลอร์และนายพลของเขาฉวยโอกาสนี้จัดขบวนทัพใหม่ เรียกทหารกองหนุนชุดใหม่เข้าเสริม และระดมกำลังยานเกราะโจมตีขนาดใหญ่ไว้อย่างลับ ๆ ใกล้บริเวณที่กองทหารสหรัฐมีอยู่ประปรายที่สุด. การรุกครั้งนี้ของเยอรมัน เรียกกันว่ายุทธการบัลจ์ เริ่มขึ้นในคืนวันที่ 16 ธันวาคม อาศัยเมฆหนาทึบเป็นฉากกำบัง. ความมุ่งหมายคือที่จะใช้กองทัพรถถังเยอรมันเป็นลิ่มทะลวงเส้นทางสู่ทะเลเหนือ ฉีกกองทัพพันธมิตรออกเป็นสองส่วน และเข้ายึดท่าเรือหลักที่เก็บยุทธปัจจัยของพวกเขา.
รถถังเยอรมันบุกประดังเข้าไปตามช่องที่เจาะทะลวง และในไม่ช้าก็รายล้อมกองทหารสหรัฐที่เมืองบาสโตน. กองทัพที่สามภายใต้การนำของนายพลแพตตัน ได้ย้อนกลับมา และหลังจากการเดินทัพอันยาวนาน ในที่สุด เราได้มาถึง แล้วเข้าโจมตีขบวนรถถังของเยอรมันอย่างดุเดือด. อย่างไรก็ดี เนื่องจากเมฆหนาทึบและฝนตกเกือบตลอดสัปดาห์ จึงไม่อาจใช้เครื่องบินเข้าโจมตีได้.
คำอธิษฐานของแพตตัน
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม มีบางสิ่งเกิดขึ้น ซึ่งบาดลึกเข้าไปถึงแก่นแห่งสภาพจนตรอกฝ่ายวิญญาณของผม. หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ นายพลแพตตัน ได้ขอให้บาทหลวงประจำกองทัพจัดเตรียมคำอธิษฐานในรูปใบปลิว เพื่อต่อจากนั้นจะนำไปใช้ ณ แนวป้อมป้องกันซิกฟรีดของเยอรมัน ซึ่งทอดยาวไปทางตะวันตกของแม่น้ำไรน์. แต่ตอนนี้มีการแจกใบปลิวคำอธิษฐาน 350,000 แผ่น ให้แก่ทหารทุกคนในกองทัพที่สามภายในไม่กี่ชั่วโมง. คำอธิษฐานทูลขอพระบิดาองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้ “ยับยั้งฝนที่กำลังตกลงมาอย่างหนัก” และ “ให้อากาศแจ่มใสเป็นประโยชน์ต่อการสู้รบ” เพื่อทหารสหรัฐจะ “บดขยี้ผู้กดขี่และความชั่วร้ายของศัตรู และสถาปนาความยุติธรรมของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์และนานาชาติ.”
น่าแปลกใจจริง ๆ คืนนั้นฟ้าโปร่งขึ้นมาทันทีทันใด และโปร่งใสอย่างนั้นอีกห้าวันต่อมา. ทำให้เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตรเข้าโจมตีขบวนรถถังของข้าศึกราบเป็นหน้ากลอง สร้างความวุ่นวายโกลาหลและความพินาศแก่ทั้งขบวน. ทั้งนี้หมายถึงอวสานของการโจมตีแบบสายฟ้าแลบครั้งสุดท้ายของฮิตเลอร์ และกองทัพที่แตกกระเจิงของเขาเริ่มล่าถอย.
แพตตัน ปีติยินดีเหลือล้น. เขาบอกว่า “ผมคิดว่าจะพิมพ์คำอธิษฐานอีก 100,000 ใบ. องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ฝ่ายเรา และเราต้องรายงานให้พระองค์ทราบทุกระยะว่าเราต้องการอะไร.” แต่ผมสงสัยว่า ‘เป็นไปได้ไหมที่ฟ้าอาจจะโปร่งคืนวันที่ 23 ธันวาคม ไม่ว่าคำอธิษฐานจะถูกแจกหรือไม่ก็ตาม?’ กรมอุตุนิยมได้อธิบายว่า ลมเย็นจากทุ่งหญ้าโล่งในรัสเซียพัดผ่านเข้ามาและสลายเมฆทึบนั้นออกไป.
เยอรมันยอมแพ้และเยอรมนีหลังสงคราม
การรุกในฤดูใบไม้ผลิของกองทัพพันธมิตรได้ทำให้จักรวรรดิฮิตเลอร์ถึงกาลอวสาน การยอมจำนนเกิดขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม 1945. วันนั้นผมอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเยอรมนี บริเวณไรน์แลนด์ ที่ซึ่งผมได้พบกับลิลลี ผู้น่ารักและภายหลังได้มาเป็นภรรยาของผม เธอเป็นผู้พลัดถิ่นจากประเทศเบลเยียม. เดือนพฤศจิกายน 1945 ผมถูกปลดประจำการ และเข้าทำงานในแผนกประวัติศาสตร์ของกองทัพสหรัฐที่ยึดครองอยู่ในเยอรมนี. แล้วเดือนธันวาคมนั้นเอง ลิลลีและผมได้สมรสกัน โดยข้าหลวงเมืองแฟรงค์เฟอร์ตจัดการให้.
ฝ่ายประวัติศาสตร์มีภารกิจบันทึกประวัติการยึดครองดินแดน. นำข้อมูลจากนายพลชาวเยอรมันหลายร้อยคนที่ถูกจับได้ไปใช้ในการเขียนประวัติของสงครามจากการมองของฝ่ายเยอรมัน. ผมใช้ชีวิตในเยอรมนีห้าปีฐานะเจ้าหน้าที่เก็บรักษาเอกสารสำคัญ. จากนั้น พร้อมกับลูกสองคน แกรี และ ลีเซ็ต เราก็ย้ายไปสหรัฐ.
หลังจากแวะเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่แล้ว ผมได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยมอนตานา. ผมถือว่าการเกี่ยวข้องกับวงการทหารจบสิ้นลงแล้ว. อย่างไรก็ดี ในฤดูใบไม้ผลิปี 1954 ขณะที่ผมจะรับปริญญาโทสาขามานุษยวิทยา อดีตเพื่อนร่วมงานสองคนบอกผมว่ามีตำแหน่งผู้อำนวยการและภัณฑารักษ์ว่างที่ศูนย์ขีปนาวุธและปืนใหญ่กองทัพบกสหรัฐ ณ พิพิธภัณฑสถานในรัฐโอกลาโฮมา. ผมยื่นใบสมัครและได้เข้าทำงาน และเราก็ย้ายไปที่นั่น.
กิจกรรมด้านพิพิธภัณฑ์ทหาร
อีกครั้งหนึ่งที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การทหาร. ผมมุ่งไปยังการวิจัย, กว้านหาสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ, จัดนิทรรศการ, เที่ยวชม, ให้คำบรรยาย, ขุดค้นทางโบราณคดี, และพิธีกรรมทางทหารและทางประวัติศาสตร์. ผมจัดขบวนทหารม้าแบบโบราณเพื่อเข้าร่วมในพิธีต่าง ๆ ซึ่งเคยร่วมในขบวนพาเหรดคราวที่ประธานาธิบดีเข้ารับตำแหน่ง ณ กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. เมื่อปี 1973. นอกจากนั้น ผมยังจัดให้มีหอแสดงธง แสดงประวัติศาสตร์และจารีตประเพณีเกี่ยวกับธงชาติและธงต่าง ๆ ซึ่งใช้ประจำกองทัพ. ตลอดเวลาหลายปี พิพิธภัณฑ์ทหารปืนใหญ่ขยายจากตึกหลังเดียว จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ.
ระหว่างนั้น ลูก ๆ ก็โตขึ้น. แกรี ลูกชายของเรา หลังจากสำเร็จโรงเรียนมัธยมแล้ว รู้สึกว่าชีวิตล่องลอยไร้จุดหมาย. เขาเข้าเป็นทหารเรือ ออกรบในสงครามเวียดนาม. หลังจากใช้เวลาอยู่ต่างประเทศสองปี เราดีใจที่เขากลับบ้านอย่างปลอดภัยอีกครั้ง. ปรากฏชัดว่าสงครามไม่อาจรักษาสันติภาพได้. ตรงกันข้าม เราเห็นภาพของชาติสมาชิกแห่งสหประชาชาติทำสงครามต่อสู้กันและกันอยู่เนือง ๆ ขณะที่ความหิวโหย และโรคภัยไข้เจ็บทำลายประชาชนของเขา.
เกษียณอายุและความคับข้องใจ
ในที่สุด หลังจาก 33 ปีแห่งการคลุกคลีอยู่กับวงการทหาร ผมได้ตัดสินใจว่าถึงเวลาเกษียณอายุตัวเองเสียที. นายพลผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานจัดพิธีเกษียณอายุให้ผมเป็นพิเศษ และข้าหลวงประจำรัฐโอกลาโฮมา ประกาศตั้งวันหนึ่งด้วยชื่อของผม คือวันที่ 20 กรกฎาคม 1979. ผมได้รับหนังสือสดุดีที่มีส่วนสนับสนุนวงการประวัติศาสตร์การทหารและพิพิธภัณฑ์.
ผมน่าจะมีความสุขจนล้นปรี่แล้ว. กระนั้น เมื่อหวนรำลึกถึงความหลัง ผมรู้สึกไม่พอใจ. แทนที่จะเปิดโปงความเป็นจริงอันน่าสยดสยองของสงคราม งานประจำชีพของผมกลับอุทิศให้แก่การยกย่องสงคราม เน้นจารีตประเพณี, เครื่องแบบและเหรียญตรา, อาวุธและยุทธวิธี, พิธีกรรมและพิธีการ, ความสง่างามและโอ่อ่าของขบวนแห่. แม้กระทั่งนายพล ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวเออร์ ซึ่งต่อมาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 34 ของสหรัฐ ก็พูดว่า “แก่นแท้ของสงครามคือไฟ, ความอดอยาก และโรคระบาด . . . ผมได้มาเกลียดสงคราม. สงครามแก้ไขอะไรไม่ได้เลย.”
ต่อมา ผมได้ทราบว่ามารดาของไอเซนฮาวเออร์เป็นพยานพระยะโฮวา—ศาสนาซึ่งมีผลกระทบต่อผมอยู่แล้วโดยการศึกษาพระคัมภีร์ของภรรยากับพวกพยานฯ. เธอได้เข้ามาเป็นพยานฯ ผู้รับบัพติสมาเมื่อปี 1979 หกเดือนก่อนที่ผมเกษียณอายุ. ดูเหมือนว่าเธอเปลี่ยนไป. ความปลื้มปีติและความปรารถนาที่จะแบ่งปันสิ่งที่เธอเรียนมีมาก จนลูกชายและแคริน ภรรยาของเขา เริ่มศึกษาพระคัมภีร์ และภายในเวลาหนึ่งปี เขาทั้งสองก็มาเป็นพยานฯ ผู้รับบัพติสมา.
อย่างไรก็ดี ผมยังแคลงใจ. ที่ว่าพระเจ้าจะเข้าแทรกแซงกิจธุระของมนุษย์จริง ๆ และทำให้โลกนี้ถึงอวสาน แล้วนำโลกใหม่ที่ปลอดสงครามเข้ามาแทน ดูเหมือนไม่น่าเชื่อ. กระนั้น ผมก็เช่นกัน เริ่มศึกษากับพยานฯ ก่อนอื่นก็เพื่อค้นคว้าให้รู้ว่าความเชื่อทางศาสนาของพวกเขามีพื้นฐานแน่นหนาไหม. อาศัยภูมิหลังและความสามารถด้านการค้นคว้าวิจัยซึ่งถูกฝึกอบรมมา ผมเข้าใจว่าไม่นานหรอก เดี๋ยวก็คงจับผิดได้และพบข้อขัดแย้งในความเชื่อของพวกเขา.
วิถีทางใหม่ของชีวิต
อย่างไรก็ดี ขณะที่การศึกษาคัมภีร์ไบเบิลของผมก้าวหน้า ไม่ช้าผมก็พบว่า คิดผิดไปถนัด. ความไม่เชื่อค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงขณะที่เกล็ดแห่งความไม่รู้ทางศาสนาเริ่มหลุดร่วงจากนัยน์ตาของผม. ผมเห็นได้ว่า ที่จริงแล้ว มีพื้นฐานอันหนักแน่นสำหรับความเชื่อมั่นในคำสัญญาของพระเจ้าเรื่องโลกใหม่แห่งความชอบธรรม. (2 เปโตร 3:13; วิวรณ์ 21:3,4) และเป็นเรื่องประโลมใจจริง ๆ ที่รู้ว่า ความชั่วและความอยุติธรรมซึ่งมีแพร่หลายมากมายท่ามกลางมนุษย์นั้น เป็นเพราะซาตานครอบครองระบบปัจจุบันนี้อยู่ มิใช่เพราะพระเจ้าองค์ทรงฤทธานุภาพ! (โยฮัน 14:30; 2โกรินโธ 4:4) เหตุฉะนั้น พระยะโฮวาพระเจ้ามิได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในสงครามระหว่างชาติต่าง ๆ กระนั้น พระองค์ทรง ใฝ่พระทัย ในมนุษย์.—โยฮัน 3:16.
ในปี 1983 ผมได้รับบัพติสมา ณ การประชุมภาคของพยานพระยะโฮวาในเมืองบิลลิงส์ รัฐมอนตานา ซึ่งโดยวิธีนั้นเป็นการแสดงเครื่องหมายว่าผมได้อุทิศตัวแด่พระยะโฮวา. แกรี ลูกชายและผมรับใช้ฐานะผู้ปกครองในประชาคมที่พวกเราสังกัดอยู่. ลิลลีและผมรู้สึกขอบพระคุณอย่างลึกซึ้งที่พระยะโฮวาทรงเปิดหัวใจของเรารับเอาความจริงในพระคัมภีร์ โดยใช้พระวจนะและเหล่าพยานฯ ของพระองค์ เพื่อเราจะเข้าใจความหมายของเหตุการณ์มหาวิบัติหลายอย่างซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนรุ่นนี้. (มัดธาย 24:3-14; 1โยฮัน 2:17)—เล่าโดยจิลเล็ต กริซโวลด์.
[ที่มาของภาพ หน้า 9]
ชาวปารีสหนีกระเจิดกระเจิงเมื่อหน่วยซุ่มยิงของเยอรมันเริ่มสาดกระสุนเข้าใส่ เดือนสิงหาคม 1944 (U.S. National Archives photo)
[ที่มาของภาพหน้า 10]
U.S. National Archives photo
[รูปภาพหน้า 11]
ซากยานเกราะที่ถูกระดมยิงและเผา ในฝรั่งเศส ปี 1944
[ที่มาของภาพ]
U.S. Department of Defense
[รูปภาพหน้า 12]
กับภรรยาและลูกสาวในปี 1947