ผู้วินิจฉัย
1 หลังจากโยชูวาตายแล้ว+ ชาวอิสราเอลถามพระยะโฮวาว่า+ “พระองค์จะให้ใครในพวกเราขึ้นไปสู้รบกับชาวคานาอันก่อนดี?” 2 พระยะโฮวาตอบว่า “ให้ตระกูลยูดาห์ขึ้นไปก่อน+ เราจะมอบแผ่นดินนั้นไว้ในมือของเขา” 3 ตระกูลยูดาห์ก็พูดกับตระกูลสิเมโอนพี่น้องของเขาว่า “ขอมาช่วยพวกเราสู้รบกับชาวคานาอันในเขตแดนซึ่งเป็นส่วนแบ่งของเรา*+ แล้วเราจะไปช่วยพวกคุณในเขตแดนซึ่งเป็นส่วนแบ่งของคุณ” ตระกูลสิเมโอนก็ไปกับพวกเขา
4 แล้วตระกูลยูดาห์ก็ขึ้นไป และพระยะโฮวามอบชาวคานาอันกับชาวเปริสซีไว้ในมือของเขา+ พวกเขาฆ่าฟันผู้คนในเบเซกล้มตาย 10,000 คน 5 ที่เบเซกนั้นพวกเขาพบอาโดนีเบเซกและสู้รบกันที่นั่น พวกเขาเอาชนะชาวคานาอัน+กับชาวเปริสซี+ 6 อาโดนีเบเซกหนีไป แต่พวกเขาไล่ตามและจับตัวได้ และเอามาตัดนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วหัวแม่เท้าทั้งสองข้าง 7 อาโดนีเบเซกพูดว่า “เราเคยตัดนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วหัวแม่เท้าของกษัตริย์มาแล้ว 70 องค์ และให้พวกเขาเก็บเศษอาหารที่ใต้โต๊ะของเรา ตอนนี้พระเจ้าทำกับเราเหมือนที่เราเคยทำกับพวกเขา” หลังจากนั้น อาโดนีเบเซกถูกเอาตัวไปเมืองเยรูซาเล็ม+และตายที่นั่น
8 ทหารยูดาห์ตีเมืองเยรูซาเล็ม+และยึดเมืองได้ พวกเขาฆ่าฟันชาวเมืองและเผาเมืองนั้น 9 จากนั้น ทหารยูดาห์ก็ไปสู้รบกับชาวคานาอันที่อาศัยอยู่ในเขตเทือกเขา เขตเนเกบ และเขตเชเฟลาห์+ 10 พวกเขาไปสู้รบกับชาวคานาอันที่อาศัยอยู่ในเมืองเฮโบรน (แต่ก่อนเมืองเฮโบรนมีชื่อว่าคีริยาทอาร์บา) และฆ่าเชชัย อาหิมาน และทัลมัย*+
11 จากที่นั่น พวกเขาขึ้นไปต่อสู้กับชาวเมืองเดบีร์+ (แต่ก่อนเมืองเดบีร์มีชื่อว่าคีริยาทเสเฟอร์)+ 12 แล้วคาเลบก็พูดว่า+ “ใครตีเมืองคีริยาทเสเฟอร์และยึดเมืองนี้ได้ ผมจะให้แต่งงานกับอัคสาห์ลูกสาวของผม”+ 13 แล้วโอทนีเอล+ลูกชายของเคนัส+ที่เป็นน้องชายของคาเลบก็ยึดเมืองนั้นได้ คาเลบก็ยกอัคสาห์ลูกสาวของตัวเองให้แต่งงานกับเขา 14 ตอนที่เธอกำลังจะไปบ้านสามี เธอบอกสามีให้ขอที่นาจากพ่อของเธอ พอเธอลงจากหลังลา* คาเลบก็ถามว่า “ลูกอยากได้อะไร?” 15 เธอพูดว่า “ขอพ่ออวยพรลูกด้วย พ่อยกที่ดินผืนหนึ่งที่อยู่ทางใต้*ให้แล้ว โปรดยกกุลโลทมาอิม*ให้ลูกด้วย” คาเลบก็ยกกุลโลทบนกับกุลโลทล่างให้เธอ
16 ลูกหลานของพ่อตาโมเสส+ซึ่งเป็นชาวเคไนต์+ได้ออกจากเมืองที่มีต้นปาล์ม+พร้อมกับคนในตระกูลยูดาห์ พวกเขาเดินทางไปถึงที่กันดารยูดาห์ทางทิศใต้ของเมืองอาราด+ และตั้งถิ่นฐานอยู่กับคนในแถบนั้น+ 17 แต่ตระกูลยูดาห์กับตระกูลสิเมโอนพี่น้องของเขาไปโจมตีชาวคานาอันที่อาศัยอยู่ในเมืองเศฟัทและทำลายเมืองนั้นจนสิ้นซาก+ พวกเขาจึงเรียกเมืองนั้นว่าโฮร์มาห์*+ 18 หลังจากนั้น ตระกูลยูดาห์ยึดเมืองกาซา+ เมืองอัชเคโลน+ และเมืองเอโครน+ รวมทั้งเขตแดนของเมืองพวกนั้น 19 พระยะโฮวาอยู่กับตระกูลยูดาห์ พวกเขายึดครองเขตเทือกเขา แต่ไม่สามารถขับไล่คนที่อาศัยอยู่ในที่ราบออกไปได้ เพราะพวกนั้นมีรถศึกที่มีดุมล้อติดใบมีดโค้ง*+ 20 พวกเขายกเมืองเฮโบรนให้คาเลบตามที่โมเสสสัญญาไว้+ และคาเลบขับไล่ลูกชายสามคนของอานาคออกไปจากที่นั่น+
21 แต่ตระกูลเบนยามินไม่ได้ขับไล่ชาวเยบุสซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเยรูซาเล็มออกไป ชาวเยบุสยังอยู่ในเมืองเยรูซาเล็มกับตระกูลเบนยามินจนถึงทุกวันนี้+
22 ในระหว่างนั้นลูกหลานของโยเซฟ+ก็ขึ้นไปตีเมืองเบธเอลด้วย และพระยะโฮวาอยู่กับพวกเขา+ 23 ลูกหลานของโยเซฟไปสอดแนมดูเมืองเบธเอล (แต่ก่อนเมืองนี้มีชื่อว่าลูส)+ 24 พวกคนสอดแนมเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังออกมาจากเมือง พวกเขาจึงพูดกับผู้ชายคนนั้นว่า “บอกพวกเราหน่อยว่าจะเข้าไปในเมืองนี้ได้ยังไง แล้วเราจะแสดงความเมตตากับคุณ”* 25 ผู้ชายคนนั้นก็บอกวิธีเข้าไปในเมืองให้พวกคนสอดแนม พวกเขาก็ฆ่าฟันชาวเมือง แต่ปล่อยผู้ชายคนนั้นกับครอบครัวไป+ 26 ผู้ชายคนนั้นก็ไปแผ่นดินของชาวฮิตไทต์ และสร้างเมืองหนึ่งขึ้นมาแล้วเรียกว่าลูส ซึ่งเป็นชื่อของเมืองนั้นจนถึงทุกวันนี้
27 ตระกูลมนัสเสห์ไม่ได้ยึดเมืองเบธเชอาน เมืองทาอานาค+ เมืองโดร์ เมืองอิบเลอัม และเมืองเมกิดโดกับเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่รายรอบเมืองพวกนี้+ ชาวคานาอันยังอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้ 28 เมื่อชาวอิสราเอลเข้มแข็งขึ้นก็ใช้ชาวคานาอันให้ทำงานหนัก+แต่ไม่ได้ขับไล่พวกเขาออกไปให้หมด+
29 ตระกูลเอฟราอิมไม่ได้ขับไล่ชาวคานาอันที่อาศัยอยู่ในเมืองเกเซอร์ออกไป ชาวคานาอันยังอาศัยอยู่กับพวกเขาในเมืองเกเซอร์+
30 ตระกูลเศบูลุนไม่ได้ขับไล่ชาวเมืองคิทโรนและชาวเมืองนาหะโลล+ออกไป ชาวคานาอันยังอาศัยอยู่กับพวกเขาและถูกใช้ให้ทำงานหนัก+
31 ตระกูลอาเชอร์ไม่ได้ขับไล่ชาวเมืองอัคโค ชาวเมืองไซดอน+ ชาวเมืองอัคลาบ ชาวเมืองอัคซิบ+ ชาวเมืองเฮลบาห์ ชาวเมืองอาฟิก+ และชาวเมืองเรโหบ+ออกไป 32 ดังนั้น ตระกูลอาเชอร์ยังอาศัยอยู่กับชาวคานาอันที่อยู่ในแผ่นดินนั้น เพราะพวกเขาไม่ได้ขับไล่ชาวคานาอันออกไป
33 ตระกูลนัฟทาลีไม่ได้ขับไล่ชาวเมืองเบธเชเมชและชาวเมืองเบธอานาท+ออกไป ตระกูลนัฟทาลียังอาศัยอยู่กับชาวคานาอันที่อยู่ในแผ่นดินนั้น+ ชาวเมืองเบธเชเมชและชาวเมืองเบธอานาทถูกใช้ให้ทำงานหนักเพื่อตระกูลนัฟทาลี
34 ชาวอาโมไรต์ไม่ยอมให้ตระกูลดานลงมาอยู่ในที่ราบ พวกเขาจึงต้องอยู่แต่ในเขตเทือกเขา+ 35 ชาวอาโมไรต์ยังอาศัยอยู่ที่ภูเขาเฮเรส เมืองอัยยาโลน+ และเมืองชาอัลบิม+ แต่พอลูกหลานของโยเซฟมีกำลังมากขึ้น ชาวอาโมไรต์ก็ถูกใช้ให้ทำงานหนัก 36 เขตแดนของชาวอาโมไรต์เริ่มตั้งแต่เนินอัครับบิม+ จากเสลาขึ้นไปทางเขตเทือกเขา
2 ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา+เดินทางจากกิลกาล+ไปโบคิมและพูดว่า “เราพาพวกเจ้าออกจากอียิปต์มาถึงแผ่นดินที่เราสาบานไว้กับบรรพบุรุษของพวกเจ้า+ และยังบอกว่า ‘เราจะไม่มีวันยกเลิกสัญญาที่ทำกับพวกเจ้า+ 2 ส่วนพวกเจ้าก็อย่าทำสัญญากับคนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้+ แต่ต้องทำลายแท่นบูชาของพวกเขา’+ แต่พวกเจ้าไม่ฟัง+ ทำไมพวกเจ้าถึงทำแบบนี้? 3 ดังนั้น เราจึงพูดว่า ‘เราจะไม่ขับไล่พวกเขาออกไปต่อหน้าเจ้า+ พวกเขาจะวางกับดักไว้ดักเจ้า+ และพระของเขาจะทำให้พวกเจ้าหลงไป’”+
4 พอทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาพูดเรื่องนี้ให้ชาวอิสราเอลฟัง พวกเขาก็พากันร้องไห้เสียงดัง 5 พวกเขาจึงเรียกที่นั่นว่าโบคิม* และพวกเขาถวายเครื่องบูชาให้พระยะโฮวาที่นั่น
6 พอโยชูวาให้ประชาชนแยกย้ายกันไป ชาวอิสราเอลแต่ละคนก็เข้าไปยึดครองที่ดินมรดกของตัวเอง+ 7 ชาวอิสราเอลนมัสการพระยะโฮวาตลอดช่วงชีวิตของโยชูวาและพวกผู้นำที่อายุยืนกว่าโยชูวา ซึ่งได้รู้เห็นสิ่งต่าง ๆ อันยิ่งใหญ่ที่พระยะโฮวาทำเพื่อชาวอิสราเอล+ 8 แล้วโยชูวาซึ่งเป็นลูกชายของนูนและเป็นผู้รับใช้ของพระยะโฮวาก็ตายตอนอายุได้ 110 ปี+ 9 ชาวอิสราเอลฝังโยชูวาไว้ในเขตที่เป็นมรดกที่ดินของเขาในเมืองทิมนาทเฮเรส+ ซึ่งอยู่ในเขตเทือกเขาของเอฟราอิม และอยู่ทางทิศเหนือของภูเขากาอัช+ 10 แล้วคนในรุ่นนั้นทั้งหมดก็ได้อยู่กับบรรพบุรุษของเขา* และคนที่เกิดในรุ่นต่อมาไม่รู้จักพระยะโฮวาหรือสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อชาวอิสราเอลเลย
11 ชาวอิสราเอลทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาพระยะโฮวา พวกเขาไปนมัสการพวกพระบาอัล+ 12 พวกเขาทิ้งพระยะโฮวาพระเจ้าของบรรพบุรุษของเขาซึ่งพาพวกเขาออกมาจากอียิปต์+ แล้วไปนมัสการพระอื่น คือพระของชนชาติต่าง ๆ ที่อยู่ล้อมรอบพวกเขา+ และไปกราบไหว้พระพวกนั้น จึงทำให้พระยะโฮวาโกรธ+ 13 พวกเขาทิ้งพระยะโฮวา และไปนมัสการพระบาอัลกับพวกรูปปั้นเทพธิดาอัชโทเรท+ 14 พระยะโฮวาโกรธชาวอิสราเอล พระองค์จึงมอบพวกเขาไว้ในมือของพวกที่มาปล้น+ พระองค์ขายพวกเขาให้กับพวกศัตรูที่อยู่ล้อมรอบ+ พวกเขาจึงไม่สามารถต้านทานศัตรูพวกนั้นได้อีก+ 15 ไม่ว่าพวกเขาไปที่ไหน พระยะโฮวาก็ต่อสู้พวกเขาโดยให้มีความหายนะเกิดขึ้นกับพวกเขา+ตามที่พระยะโฮวาบอกไว้และตามที่พระยะโฮวาสาบานไว้+ พวกเขาเจอกับความทุกข์เดือดร้อนอย่างหนัก+ 16 พระยะโฮวาจึงแต่งตั้งผู้วินิจฉัย*ขึ้นมาช่วยพวกเขาให้รอดจากเงื้อมมือของพวกศัตรูที่มาปล้น+
17 แต่พวกเขาก็ยังไม่ฟังผู้วินิจฉัย พวกเขาหันไปนมัสการพระอื่นและกราบไหว้พระพวกนั้น พวกเขาทิ้งแนวทางของบรรพบุรุษรวดเร็วเหลือเกิน บรรพบุรุษของพวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของพระยะโฮวา+ แต่พวกเขาไม่เชื่อฟัง 18 เมื่อไรก็ตามที่พระยะโฮวาแต่งตั้งผู้วินิจฉัยให้พวกเขา+ พระยะโฮวาก็จะอยู่กับผู้วินิจฉัยคนนั้น และช่วยพวกเขาให้รอดจากเงื้อมมือของพวกศัตรูตลอดช่วงชีวิตของผู้วินิจฉัย เพราะพระยะโฮวาสงสาร*+ที่พวกเขาร้องคร่ำครวญเพราะถูกกดขี่+และถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย
19 แต่พอผู้วินิจฉัยตาย พวกเขาก็ทำบาปร้ายแรงยิ่งกว่าบรรพบุรุษของเขาโดยไปติดตามพระอื่น พวกเขานมัสการและกราบไหว้พระพวกนั้น+ ไม่ได้เลิกทำชั่วและไม่ได้ทิ้งนิสัยที่ดื้อดึงของตัวเอง 20 พระยะโฮวาจึงโกรธชาวอิสราเอล+และพูดว่า “เพราะชาตินี้ละเมิดสัญญา+ที่เราสั่งบรรพบุรุษของพวกเขาให้รักษา พวกเขาไม่เชื่อฟังเรา+ 21 ชาติต่าง ๆ ที่เหลืออยู่หลังจากโยชูวาตายนั้นเราจะไม่ขับไล่ไปจากพวกเขาแม้แต่ชาติเดียว+ 22 เพื่อจะทดสอบชาวอิสราเอลว่าจะใช้ชีวิตตามแนวทางของพระยะโฮวา+เหมือนบรรพบุรุษของพวกเขาหรือไม่” 23 พระยะโฮวาจึงปล่อยชาติพวกนั้นไว้ ไม่ได้ขับไล่พวกเขาไปทันที และพระองค์ไม่ได้มอบชาติพวกนั้นไว้ในมือของโยชูวา
3 ต่อไปนี้คือชนชาติที่พระยะโฮวาปล่อยให้เหลืออยู่ เพื่อให้พวกเขาทดสอบชาวอิสราเอลที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำสงครามกับชาวคานาอัน+ 2 (เพื่อชาวอิสราเอลรุ่นต่อ ๆ มาจะได้รู้จักสงคราม และเป็นการฝึกคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการสู้รบมาก่อน) 3 ชนชาติพวกนั้นคือ เจ้าเมืองทั้งห้าของชาวฟีลิสเตีย+ ชาวคานาอันทั้งหมด ชาวไซดอน+ และชาวฮีไวต์+ซึ่งอาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาเลบานอน+ ตั้งแต่ภูเขาบาอัลเฮอร์โมนจนถึงเลโบฮามัท*+ 4 พวกเขาเป็นเครื่องมือที่ใช้ทดสอบชาวอิสราเอลว่าจะเชื่อฟังคำสั่งของพระยะโฮวาที่ให้ไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขาผ่านทางโมเสสหรือไม่+ 5 ชาวอิสราเอลจึงอาศัยอยู่ร่วมกับชาวคานาอัน+ ชาวฮิตไทต์ ชาวอาโมไรต์ ชาวเปริสซี ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส 6 ชาวอิสราเอลให้ลูกชายของตัวเองแต่งงานกับลูกสาวของชนชาติพวกนี้ และให้ลูกสาวของตัวเองแต่งงานกับลูกชายของพวกเขา และชาวอิสราเอลเริ่มนมัสการพระของพวกเขา+
7 ชาวอิสราเอลทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาพระยะโฮวา พวกเขาลืมพระยะโฮวาพระเจ้าของเขา และหันไปนมัสการพวกพระบาอัล+กับเสาศักดิ์สิทธิ์+ 8 พระยะโฮวาโกรธชาวอิสราเอลมากจึงมอบ*พวกเขาไว้ในมือคูชันริชาธาอิมกษัตริย์แห่งเมโสโปเตเมีย* ชาวอิสราเอลรับใช้คูชันริชาธาอิม 8 ปี 9 พอชาวอิสราเอลร้องขอความช่วยเหลือจากพระยะโฮวา+ พระยะโฮวาก็แต่งตั้งโอทนีเอล+ลูกชายของเคนัสที่เป็นน้องชายของคาเลบเพื่อช่วยชาวอิสราเอลให้พ้นจากศัตรู+ 10 พลังของพระยะโฮวาก็อยู่กับโอทนีเอล+ เขาจึงเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอล พอเขาออกไปสู้รบ พระยะโฮวามอบคูชันริชาธาอิมกษัตริย์แห่งเมโสโปเตเมีย*ไว้ในมือของเขา เขาก็เอาชนะคูชันริชาธาอิมได้ 11 หลังจากนั้น แผ่นดินก็สงบเงียบอยู่ 40 ปี แล้วโอทนีเอลลูกชายของเคนัสก็ตาย
12 แต่ชาวอิสราเอลทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาพระยะโฮวาอีก+ พระยะโฮวาจึงปล่อยให้เอกโลนกษัตริย์โมอับ+ มีอำนาจมากกว่าชาวอิสราเอล เพราะพวกเขาทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาพระยะโฮวา 13 และเอกโลนยังชวนชาวอัมโมน+กับชาวอามาเลข+มาต่อสู้กับชาวอิสราเอลด้วย พวกเขามาโจมตีชาวอิสราเอลและยึดเมืองที่มีต้นปาล์มไป+ 14 ชาวอิสราเอลรับใช้เอกโลนกษัตริย์โมอับ 18 ปี+ 15 ชาวอิสราเอลร้องขอความช่วยเหลือจากพระยะโฮวา+ พระยะโฮวาจึงแต่งตั้งเอฮูดซึ่งเป็นลูกชายของเกราและเป็นคนในตระกูลเบนยามิน+ให้ช่วยพวกเขา+ เอฮูด+เป็นคนถนัดมือซ้าย+ ต่อมาชาวอิสราเอลให้เขาเอาของบรรณาการไปให้เอกโลนกษัตริย์โมอับ 16 เอฮูดจึงทำดาบสองคมขึ้นมาเล่มหนึ่ง ยาว 1 ศอก* และเอาเหน็บไว้ที่เข็มขัดด้านขวาใต้เสื้อคลุม 17 แล้วเขาก็นำของบรรณาการไปให้เอกโลนกษัตริย์โมอับ เอกโลนเป็นคนอ้วนมาก
18 เมื่อเอาของบรรณาการไปให้แล้ว เอฮูดก็เดินทางไปส่งคนที่หามของนั้นมา 19 แต่พอไปถึงรูปเคารพแกะสลักต่าง ๆ*ที่กิลกาล+ เขาก็ย้อนกลับมาหาเอกโลน และพูดว่า “ท่านกษัตริย์ ผมมีข่าวลับบางอย่างจะแจ้งกับท่าน” กษัตริย์ก็สั่งว่า “พวกคุณออกไปก่อน” แล้วพวกคนรับใช้ทั้งหมดก็ออกไป 20 เอฮูดจึงเข้ามาหาตอนที่เอกโลนนั่งอยู่คนเดียวในห้องบนดาดฟ้าที่เย็นสบาย แล้วเอฮูดก็บอกว่า “ผมมีข่าวจากพระเจ้าจะแจ้งให้ท่านทราบ” เอกโลนก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง 21 เอฮูดเอามือซ้ายชักดาบที่เหน็บไว้ที่เข็มขัดด้านขวาออกมา และแทงเข้าไปที่ท้องของเอกโลน 22 ดาบจมลงไปจนมิดด้าม และไขมันก็ทะลักออกมาหุ้มใบมีดไว้เพราะเขาไม่ได้ดึงดาบออกมาจากท้องของเอกโลน และของโสโครกก็ไหลออกมา 23 แล้วเอฮูดก็ออกไปทางระเบียง* และปิดประตูล็อกห้องบนดาดฟ้าเอาไว้ 24 พอเขาออกไปแล้วพวกคนรับใช้ของกษัตริย์ก็กลับเข้ามา และเห็นว่าประตูห้องบนดาดฟ้าล็อกอยู่ พวกเขาจึงพูดกันว่า “กษัตริย์คงกำลังนั่งปลดทุกข์อยู่ในห้องชั้นในที่เย็นสบาย” 25 พวกเขาเฝ้ารออยู่นานจนรู้สึกแปลกใจ เมื่อเห็นว่ากษัตริย์ยังไม่เปิดประตูห้องบนดาดฟ้าสักที พวกเขาก็เอากุญแจมาเปิดดูและเห็นว่าเจ้านายของพวกเขานอนตายอยู่บนพื้น
26 เอฮูดฉวยจังหวะช่วงที่พวกเขารออยู่นั้นหนีไป เขาหลบหนีผ่านรูปเคารพแกะสลักต่าง ๆ*+และไปถึงเสอีราห์ได้อย่างปลอดภัย 27 เมื่อไปถึงที่นั่นซึ่งอยู่ในเขตเทือกเขาเอฟราอิม+ เขาก็เป่าแตรเขาสัตว์+ และชาวอิสราเอลก็ลงมาจากเขตเทือกเขา เอฮูดก็นำหน้าพวกเขาไป 28 เอฮูดพูดกับชาวอิสราเอลว่า “ตามผมมา เพราะพระยะโฮวามอบชาวโมอับศัตรูของคุณไว้ในมือพวกคุณแล้ว” พวกเขาก็ตามเอฮูดไปและยึดท่าข้ามต่าง ๆ ของแม่น้ำจอร์แดนไว้ไม่ให้ชาวโมอับข้ามไป พวกเขาไม่ให้ใครข้ามไปได้เลย 29 ในตอนนั้น พวกเขาฆ่าฟันชาวโมอับตายไปประมาณ 10,000 คน+ ซึ่งเป็นคนที่แข็งแรงและกล้าหาญทั้งนั้น ไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว+ 30 ในวันนั้น ชาวโมอับพ่ายแพ้ชาวอิสราเอลอย่างราบคาบ และแผ่นดินก็สงบเงียบอยู่ 80 ปี+
31 หลังจากเอฮูดตายแล้ว ชัมการ์+ลูกชายของอานาทก็ช่วยชาวอิสราเอล เขาฆ่าชาวฟีลิสเตีย+ตายไป 600 คนด้วยประตักวัวอันเดียว+
4 แต่หลังจากเอฮูดตาย ชาวอิสราเอลก็ทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาพระยะโฮวาอีก+ 2 พระยะโฮวาจึงมอบ*พวกเขาไว้ในมือยาบินกษัตริย์ของคานาอัน+ซึ่งปกครองอยู่ในเมืองฮาโซร์ แม่ทัพของเขาชื่อสิเสรา อาศัยอยู่ในฮาโรเชธฮาโกอิม*+ 3 ชาวอิสราเอลก็ร้องขอความช่วยเหลือจากพระยะโฮวา+ เพราะยาบิน*มีรถศึกซึ่งมีดุมล้อติดใบมีดโค้ง*+ 900 คัน และเขากดขี่ชาวอิสราเอลอย่างหนัก+ถึง 20 ปี
4 ในตอนนั้น เดโบราห์ผู้พยากรณ์หญิง+เป็นคนที่นำคำตัดสินจากพระเจ้ามาบอกชาวอิสราเอล เธอเป็นภรรยาของลัปปิโดท 5 เธอจะนั่งอยู่ใต้ต้นปาล์มของเดโบราห์ระหว่างเมืองรามาห์+กับเมืองเบธเอล+ในเขตเทือกเขาเอฟราอิม ชาวอิสราเอลจะขึ้นไปหาเธอเพื่อฟังคำตัดสินของพระเจ้า 6 เธอส่งคนไปตามบาราค+ลูกชายของอาบีโนอัมจากเคเดชนัฟทาลี+ให้มาพบและพูดกับเขาว่า “พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลสั่งคุณอย่างนี้ ‘ให้รวบรวมคน 10,000 คนจากตระกูลนัฟทาลีและตระกูลเศบูลุน แล้วไปที่ภูเขาทาโบร์ 7 เราจะให้สิเสราแม่ทัพของยาบินมาที่ลำน้ำคีโชน+พร้อมกับรถศึกและกองทหารของเขา และเราจะมอบเขาไว้ในมือของเจ้า’”+
8 บาราคก็พูดกับเธอว่า “ถ้าคุณไปกับผม ผมก็จะไป แต่ถ้าคุณไม่ไป ผมก็ไม่ไป” 9 เธอตอบว่า “ดิฉันจะไปกับคุณแน่ แต่คุณจะไม่ได้รับเกียรติจากการรบครั้งนี้ เพราะพระยะโฮวาจะมอบสิเสราไว้ในมือของผู้หญิงคนหนึ่ง”+ แล้วเดโบราห์ก็ออกเดินทางไปเมืองเคเดช+กับบาราค 10 บาราคเรียกคนในตระกูลเศบูลุนและตระกูลนัฟทาลี+มาที่เมืองเคเดช จากนั้น ผู้ชาย 10,000 คนก็ตามบาราคไป เดโบราห์ก็ไปด้วย
11 ตอนนั้น เฮเบอร์ชาวเคไนต์ได้แยกออกมาจากชาวเคไนต์+คนอื่น ๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของโฮบับพ่อตาโมเสส+ เขาตั้งเต็นท์อาศัยอยู่ใกล้ ๆ ต้นไม้ใหญ่ในศาอานันนิมที่เมืองเคเดช
12 มีคนมารายงานสิเสราว่าบาราคลูกชายของอาบีโนอัมขึ้นไปที่ภูเขาทาโบร์แล้ว+ 13 สิเสราก็รวบรวมรถศึกซึ่งมีดุมล้อติดใบมีดโค้ง*ของเขา 900 คัน รวมทั้งกองทหารทั้งหมดของเขา แล้วยกพลจากฮาโรเชธฮาโกอิมไปที่ลำน้ำคีโชน+ 14 เดโบราห์พูดกับบาราคว่า “ไปเถอะ เพราะวันนี้พระยะโฮวาจะมอบสิเสราไว้ในมือของคุณ พระยะโฮวาจะนำหน้าคุณไป” บาราคก็ลงไปจากภูเขาทาโบร์โดยมีผู้ชาย 10,000 คนตามเขาไป 15 แล้วพระยะโฮวาก็ทำให้สิเสรากับรถศึกและกองทหารทั้งหมดของเขาสับสนวุ่นวาย+ บาราคฆ่าฟันพวกเขาด้วยดาบ สิเสราก็ทิ้งรถศึกของตัวเองและวิ่งหนีไป 16 บาราคไล่ตามรถศึกและกองทหารพวกนั้นไปจนถึงฮาโรเชธฮาโกอิม ทหารของสิเสราถูกฆ่าตายหมดไม่เหลือรอดสักคนเดียว+
17 แต่สิเสราวิ่งหนีไปที่เต็นท์ของยาเอล+ภรรยาของเฮเบอร์+ชาวเคไนต์ เพราะตอนนั้นยาบิน+กษัตริย์ของเมืองฮาโซร์เป็นไมตรีกับครอบครัวของเฮเบอร์ชาวเคไนต์ 18 ยาเอลก็ออกมาต้อนรับสิเสรา และพูดกับเขาว่า “เชิญเข้ามาก่อนนายท่าน เข้ามาข้างในเลยค่ะ ไม่ต้องกลัว” เขาจึงเข้าไปในเต็นท์ของเธอ และเธอก็เอาผ้าห่มมาห่มให้เขา 19 สิเสราพูดกับเธอว่า “ผมหิวน้ำ ขอน้ำให้ผมกินหน่อย” เธอก็เปิดถุงหนังที่ใส่นมและเอานมมาให้เขากิน+ จากนั้น เธอก็ห่มผ้าให้เขาอีก 20 เขาบอกเธอว่า “ช่วยไปยืนเฝ้าที่หน้าเต็นท์ ถ้ามีใครมาถามว่า ‘มีคนมาที่นี่ไหม?’ ให้ตอบไปว่า ‘ไม่มี’”
21 แต่ยาเอลภรรยาของเฮเบอร์ไปเอาหมุดยึดเต็นท์กับค้อนมา พอสิเสราหลับสนิทเพราะหมดแรง เธอก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปและเอาหมุดยึดเต็นท์ตอกเข้าที่ขมับของเขาจนทะลุถึงพื้นดินตายคาที่+
22 บาราคไล่ตามสิเสรามาถึงที่นั่น ยาเอลก็ออกมาพบเขาและพูดว่า “เชิญค่ะ มาดูคนที่คุณกำลังตามหาอยู่” เขาก็เข้าไปข้างในกับเธอ และเห็นสิเสรานอนตายอยู่ มีหมุดยึดเต็นท์ตอกทะลุขมับ
23 ในวันนั้น พระเจ้าทำให้ยาบินกษัตริย์ของคานาอันพ่ายแพ้ชาวอิสราเอล+ 24 ชาวอิสราเอลมีกำลังเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ และทำสงครามกับยาบินกษัตริย์ของคานาอัน+จนฆ่าเขาได้+
5 ในวันนั้น เดโบราห์+กับบาราค+ลูกชายของอาบีโนอัมร้องเพลงอย่างนี้+
2 “ให้เราสรรเสริญพระยะโฮวา
ที่ชาวอิสราเอลอาสาไปสู้รบ+
เพราะพวกเขาทำตามคำปฏิญาณของตัวเอง*
3 กษัตริย์ทั้งหลายขอให้ฟัง คนที่มีอำนาจปกครองทั้งหลายขอให้เงี่ยหูฟัง
เราจะร้องเพลงให้พระยะโฮวา
จะร้องเพลง*สรรเสริญพระยะโฮวา+พระเจ้าของอิสราเอล+
4 พระยะโฮวาพระเจ้า เมื่อพระองค์ออกจากเสอีร์+
เมื่อพระองค์ยกทัพออกจากแผ่นดินเอโดม
แผ่นดินก็สั่นสะเทือน ท้องฟ้าก็เทกระหน่ำ
เมฆกระหน่ำเม็ดฝนลงมา
5 ภูเขาทั้งหลายละลาย*ไปต่อหน้าพระยะโฮวา+
แม้แต่ภูเขาซีนายที่อยู่ต่อหน้าพระยะโฮวา+พระเจ้าของอิสราเอล+
6 ในสมัยของชัมการ์+ลูกชายของอานาท
และในสมัยของยาเอล+ ทางหลวงก็ว่างเปล่า
ผู้คนหันไปเดินตามตรอกซอกซอย
7 หมู่บ้านต่าง ๆ ในอิสราเอลไม่มีใครอยู่
ไม่มีใครอาศัยเลย จนกระทั่งดิฉันเดโบราห์+ขึ้นมา
จนกระทั่งดิฉันขึ้นมาเป็นเหมือนแม่ที่ช่วยอิสราเอล+
ไม่มีโล่หรือหอกให้เห็นแม้แต่อันเดียว
ในพวกทหารอิสราเอล 40,000 คน
ขอให้สรรเสริญพระยะโฮวา
10 พวกคุณที่ขี่ลาสีน้ำตาลอ่อน
พวกคุณที่นั่งบนพรมเนื้อดี
และพวกคุณที่เดินตามถนน
ขอให้คิดใคร่ครวญเรื่องต่อไปนี้
11 มีเสียงคนตักน้ำพูดกันที่บ่อน้ำ
พวกเขาพูดถึงสิ่งดีงามที่พระยะโฮวาทำ
และพูดถึงสิ่งดี ๆ ซึ่งชาวอิสราเอลที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านทำ
แล้วประชาชนของพระยะโฮวาก็ลงไปที่ประตูเมือง
12 ตื่นเถอะ ตื่นได้แล้ว เดโบราห์+
ตื่นเถอะ ตื่นขึ้นมาร้องเพลง+
ลุกขึ้นเถอะบาราค+ ลูกชายอาบีโนอัม ขอให้เอาพวกเชลยของคุณไป
13 คนที่เหลืออยู่ลงมาหาพวกเจ้านาย
ประชาชนของพระยะโฮวาลงมาหาเราเพื่อต่อสู้กับศัตรูที่มีกำลัง
14 คนที่มาจากเอฟราอิม ซึ่งอยู่ในหุบเขา
เบนยามิน พวกเขากำลังตามคุณไป ไปกับทหารของคุณ
เขาเดินเท้าเข้าไปในที่ราบหุบเขา+
ส่วนคนในวงศ์ตระกูลของรูเบนยังลังเลใจอยู่
เพราะคนในวงศ์ตระกูลรูเบนยังลังเลใจอยู่
อาเชอร์ก็นั่งอยู่เฉย ๆ ที่ชายฝั่งทะเล
เขายังอยู่ตามท่าเรือของตัวเอง+
18 เศบูลุนเป็นพวกที่เอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงต่อความตาย
19 กษัตริย์ทั้งหลายพากันมา พวกเขายกทัพมาต่อสู้+
พวกกษัตริย์ของคานาอันมาสู้รบ
ที่เมืองทาอานาคใกล้ ๆ ลำธารเมกิดโด+
พวกเขาปล้นเอาเงินไปไม่ได้+
20 ดวงดาวก็สู้รบจากสวรรค์
ต่างก็สู้รบกับสิเสราจากวิถีโคจรของตัวเอง
เราเหยียบย่ำศัตรูผู้มีกำลังลงแล้ว
23 ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาบอกว่า ‘ให้สาปแช่งเมโรส
ใช่แล้ว ให้สาปแช่งชาวเมืองนั้น
เพราะพวกเขาไม่มาช่วยพระยะโฮวา
ไม่มาช่วยพระยะโฮวากับพวกนักรบ’
24 ผู้หญิงที่น่ายกย่องที่สุดคือยาเอล+
ภรรยาของเฮเบอร์+ชาวเคไนต์
เธอเป็นผู้หญิงที่น่ายกย่องที่สุดในพวกผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในเต็นท์
25 เขาขอน้ำ แต่เธอให้นมเขากิน
เธอเอาน้ำนมข้นชามใหญ่ให้เขา+
26 เธอเอื้อมมือไปหยิบหมุดยึดเต็นท์มา
ส่วนมือขวาก็ถือค้อนของช่างมาด้วย
แล้วก็เอาค้อนทุบลงไป ทุบลงไปที่หัวของสิเสรา
เธอตีเข้าที่ขมับของเขาจนแตกและทะลุไปอีกด้านหนึ่ง+
27 เขานอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้าของเธอ เขานอนไม่ขยับเขยื้อน
เขานอนแน่นิ่งอยู่แทบเท้าคู่นั้น
เขาสิ้นใจอยู่ตรงที่ที่เขานอน
28 ผู้หญิงคนหนึ่งมองออกไปทางหน้าต่าง
แม่ของสิเสรามองลอดช่องระแนงหน้าต่าง
‘ทำไมนะ รถศึกของลูกถึงมาช้า?
ทำไมยังไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่ลากรถศึกของเขาสักที?’+
29 คนที่ฉลาดที่สุดของพวกผู้หญิงที่อยู่กับเธอก็ตอบ
และเธอก็คงจะเฝ้าบอกกับตัวเองเหมือนกันว่า
30 ‘พวกเขาคงจะแบ่งของริบกันอยู่
นักรบคนหนึ่งได้หญิงสาวมาคนหนึ่งหรือสองคน
ของริบที่เป็นผ้าย้อมสีนั้นสำหรับสิเสรา เขาได้ของริบที่เป็นผ้าย้อมสี
ผ้าลายปักผืนหนึ่ง ผ้าย้อมสี ผ้าลายปักสองผืน
ให้คนที่ปล้นเอาของนั้นมาไว้พันคอ’
31 พระยะโฮวาพระเจ้า ขอให้ศัตรูของพระองค์พินาศไป+
แต่ขอให้คนที่รักพระองค์ส่องแสงแรงกล้าเหมือนดวงตะวัน”
และแผ่นดินก็สงบเงียบอยู่ 40 ปี+
6 แต่ชาวอิสราเอลทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาพระยะโฮวาอีก+ พระยะโฮวาจึงมอบพวกเขาไว้ในมือของชาวมีเดียน 7 ปี+ 2 ชาวอิสราเอลถูกชาวมีเดียนกดขี่+ พวกเขาจึงทำที่ซ่อนต่าง ๆ*ไว้ตามภูเขา ในถ้ำ และในที่ที่เข้าถึงได้ยากเพราะกลัวชาวมีเดียน+ 3 พอชาวอิสราเอลหว่านพืช ชาวมีเดียน ชาวอามาเลข+ และพวกที่อยู่ทางทิศตะวันออก+ก็จะมาโจมตี 4 พวกเขาตั้งค่ายโจมตีชาวอิสราเอลและทำลายพืชผลในไร่นาตลอดทางจนถึงเมืองกาซา พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้ให้ชาวอิสราเอลกินเลย แม้แต่แกะ วัว และลาก็ไม่เหลือไว้+ 5 เพราะพวกเขาจะมาพร้อมฝูงสัตว์และเต็นท์จำนวนมากเหมือนฝูงตั๊กแตน+ ไม่สามารถนับจำนวนพวกเขาและอูฐของพวกเขาได้+ พวกเขาจะเข้ามาเพื่อทำลายแผ่นดิน 6 ชาวมีเดียนทำให้ชาวอิสราเอลยากจนข้นแค้นอย่างหนัก พวกเขาจึงร้องขอความช่วยเหลือจากพระยะโฮวา+
7 พอชาวอิสราเอลร้องขอความช่วยเหลือจากพระยะโฮวาเพราะชาวมีเดียน+ 8 พระยะโฮวาก็ส่งผู้พยากรณ์คนหนึ่งมาหาพวกเขา ผู้พยากรณ์คนนั้นบอกพวกเขาว่า “พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลบอกไว้อย่างนี้ ‘เราพาพวกเจ้าออกมาจากอียิปต์ พาพวกเจ้าออกจากดินแดนของการเป็นทาส+ 9 เราช่วยพวกเจ้าให้รอดจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์ จากเงื้อมมือของพวกคนที่กดขี่ เราขับไล่พวกเขาไปต่อหน้าพวกเจ้า และยกแผ่นดินของพวกเขาให้เจ้า+ 10 เรายังบอกพวกเจ้าอีกว่า “เราคือยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า+ อย่าไปกลัวพระต่าง ๆ ของชาวอาโมไรต์ในแผ่นดินที่พวกเจ้าอาศัยอยู่นี้”+ แต่พวกเจ้าไม่เชื่อฟังเรา’”*+
11 ต่อมา ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวามา+นั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในเมืองโอฟราห์ ซึ่งเป็นต้นไม้ของโยอาชคนในเชื้อสายของอาบีเอเซอร์+ ตอนนั้นกิเดโอนลูกชายของเขา+กำลังนวดข้าวสาลีอยู่ในบ่อย่ำองุ่นเพื่อไม่ให้ชาวมีเดียนเห็น 12 ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวามาหากิเดโอนและพูดว่า “พระยะโฮวาอยู่กับคุณ+ซึ่งเป็นนักรบที่เก่งกล้า” 13 กิเดโอนก็พูดว่า “ท่านครับ ถ้าพระยะโฮวาอยู่กับพวกเรา แล้วทำไมพวกเราถึงเจอกับเรื่องแบบนี้ครับ?+ ผมไม่เห็นว่าพระเจ้าทำการอัศจรรย์อะไรเหมือนอย่างที่บรรพบุรุษเล่าให้ฟัง+ว่า ‘พระยะโฮวาพาพวกเราออกมาจากอียิปต์’+ ตอนนี้พระยะโฮวาทิ้งพวกเราแล้ว+ และมอบพวกเราไว้ในมือของชาวมีเดียน” 14 พระยะโฮวา*ก็มองหน้าเขาและพูดว่า “ขอให้เข้มแข็งขึ้นและไปเถอะ เจ้าจะช่วยชาวอิสราเอลให้รอดจากเงื้อมมือของชาวมีเดียนได้+ เพราะเราเป็นผู้ส่งเจ้าไป” 15 เขาก็บอกว่า “พระยะโฮวาครับ ผมจะช่วยชาวอิสราเอลได้ยังไง? ดูผมสิครับ วงศ์ตระกูลของผมก็เล็กที่สุดในตระกูลมนัสเสห์ แถมผมยังไม่ใช่คนโดดเด่นอะไรในบ้านของพ่อด้วย” 16 แต่พระยะโฮวาพูดกับเขาว่า “เจ้าจะฆ่าฟันชาวมีเดียนเหมือนพวกเขามีคนเดียว เพราะเราจะอยู่กับเจ้า”+
17 แล้วเขาก็พูดกับพระเจ้าว่า “ตอนนี้ ถ้าพระองค์พอใจผม โปรดให้ผมเห็นหลักฐานที่แสดงว่าเป็นพระองค์จริง ๆ ที่กำลังพูดกับผมอยู่ 18 ขออย่าไปไหนจนกว่าผมจะกลับมาพร้อมกับเครื่องบูชาที่เอามาถวายพระองค์”+ พระเจ้าก็พูดว่า “เราจะอยู่ที่นี่จนกว่าเจ้าจะกลับมา” 19 กิเดโอนก็เข้าไปในบ้านเอาลูกแพะตัวหนึ่งมาทำอาหาร และเอาแป้ง 1 เอฟาห์*มาทำขนมปังไม่ใส่เชื้อ+ เขาเอาเนื้อแพะใส่กระจาด เอาน้ำแกงใส่หม้อ แล้วนำของต่าง ๆ นั้นมาให้พระเจ้าที่ใต้ต้นไม้ใหญ่
20 ทูตสวรรค์ของพระเจ้าเที่ยงแท้ก็พูดกับเขาว่า “ให้เอาเนื้อแพะกับขนมปังไม่ใส่เชื้อไปวางไว้บนหินก้อนใหญ่ที่อยู่ตรงนั้น และเทน้ำแกงลงไป” เขาก็ทำตาม 21 ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาก็ยื่นปลายไม้เท้าไปแตะเนื้อแพะกับขนมปังไม่ใส่เชื้อ แล้วก็มีเปลวไฟลุกจากหินนั้นเผาเนื้อแพะกับขนมปังไม่ใส่เชื้อจนหมด+ แล้วทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาก็หายตัวไป 22 กิเดโอนก็รู้ว่าคนนั้นคือทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา+
กิเดโอนจึงพูดขึ้นว่า “พระยะโฮวาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ผมเห็นทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา ผมต้องตายแน่ ๆ”+ 23 แต่พระยะโฮวาพูดกับเขาว่า “ใจเย็น ๆ*ไม่ต้องกลัว+ เจ้าจะไม่ตาย” 24 กิเดโอนสร้างแท่นบูชาให้พระยะโฮวาที่นั่น และเรียกแท่นนั้นว่ายะโฮวาชาโลม*+จนถึงวันนี้ แท่นนั้นยังอยู่ในเมืองโอฟราห์ซึ่งเป็นของคนในเชื้อสายของอาบีเอเซอร์
25 ในคืนนั้นพระยะโฮวาพูดกับเขาว่า “ไปเอาวัวหนุ่ม*อายุ 7 ปีที่เป็นของพ่อเจ้ามา และทำลายแท่นบูชาพระบาอัลที่เป็นของพ่อเจ้า และโค่นเสาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ข้าง ๆ แท่นนั้น+ 26 จากนั้น เจ้าต้องสร้างแท่นบูชาให้พระยะโฮวาพระเจ้าบนป้อมนี้โดยเอาหินมาวางเรียงกัน แล้วเอาวัวหนุ่มตัวนั้นไปถวายเป็นเครื่องบูชาเผา ให้ใช้เสาศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าโค่นลงมานั้นเป็นฟืน” 27 กิเดโอนก็พาผู้ชาย 10 คนที่เป็นคนรับใช้ของเขาไปทำตามที่พระยะโฮวาสั่ง แต่เขาไม่กล้าทำตอนกลางวันเพราะกลัวคนในครอบครัวของพ่อและชาวเมืองเห็น เขาจึงทำตอนกลางคืน
28 พอชาวเมืองตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็เห็นแท่นบูชาพระบาอัลถูกทำลาย เสาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ข้าง ๆ แท่นถูกโค่น และมีวัวหนุ่ม*ถูกเผาถวายอยู่บนแท่นบูชาที่เพิ่งสร้างขึ้นด้วย 29 พวกเขาถามกันว่า “ใครเป็นคนทำ?” หลังจากสืบถามดูแล้วพวกเขาก็บอกว่า “กิเดโอน ลูกชายของโยอาชเป็นคนทำ” 30 ชาวเมืองก็พูดกับโยอาชว่า “เอาตัวลูกชายของคุณออกมา เขาต้องตายเพราะเขาทำลายแท่นบูชาพระบาอัล และโค่นเสาศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ข้าง ๆ แท่นนั้น” 31 โยอาช+ก็พูดกับพวกคนที่มาล้อมเขาว่า “จะมาปกป้องพระบาอัลกันหรือ? จะมาช่วยพระนั้นหรือไง? ใครปกป้องพระบาอัลจะต้องถูกประหารชีวิตในเช้าวันนี้+ ถ้าพระบาอัลเป็นพระเจ้า ก็ให้เขาปกป้องตัวเองสิ+ เพราะมีคนมาทำลายแท่นของเขา” 32 ในวันนั้น โยอาชเรียกกิเดโอนว่าเยรุบบาอัล* เขาพูดว่า “ให้พระบาอัลปกป้องตัวเองสิ เพราะมีคนมาทำลายแท่นของเขา”
33 ชาวมีเดียน+ ชาวอามาเลข+ และพวกที่อยู่ทางทิศตะวันออกก็ผนึกกำลังกัน+ และข้ามแม่น้ำเข้ามาตั้งค่ายในหุบเขายิสเรเอล 34 พลังของพระยะโฮวาลงมาบนกิเดโอน+ เขาก็เป่าแตรเขาสัตว์+ และคนในเชื้อสายของอาบีเอเซอร์+ก็รวมตัวกันตามเขาไป 35 เขาใช้คนส่งข่าวไปบอกทั่วตระกูลมนัสเสห์ คนในตระกูลนั้นก็รวมตัวกันตามเขาไป เขายังใช้คนส่งข่าวไปบอกทั่วตระกูลอาเชอร์ ตระกูลเศบูลุน และตระกูลนัฟทาลีด้วย และคนพวกนั้นก็ขึ้นมาหากิเดโอน
36 กิเดโอนถามพระเจ้าเที่ยงแท้ว่า “ถ้าพระองค์จะใช้ผมให้ช่วยชาวอิสราเอลตามที่พระองค์สัญญา+ 37 ผมจะวางขนแกะไว้บนลานนวดข้าว ถ้ามีน้ำค้างเฉพาะที่ขนแกะ แต่พื้นดินรอบ ๆ นั้นแห้งอยู่ ก็แสดงว่าพระองค์จะใช้ผมให้ช่วยชาวอิสราเอลจริง ๆ ตามที่พระองค์สัญญา” 38 แล้วก็เป็นอย่างนั้น พอเขาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นและบิดขนแกะ ก็มีน้ำค้างไหลออกมาจากขนแกะจนเต็มชามใบใหญ่ 39 แต่กิเดโอนพูดกับพระเจ้าเที่ยงแท้ว่า “ขอพระองค์อย่าเพิ่งโกรธเลย ผมขออีกสักครั้ง โปรดให้ผมทดสอบด้วยขนแกะอีกแค่ครั้งเดียว ครั้งนี้ขอให้ขนแกะแห้ง แต่ที่พื้นดินรอบ ๆ มีน้ำค้าง” 40 คืนนั้น พระเจ้าก็ทำตามที่เขาขอ คือ ให้ขนแกะแห้ง แต่ที่พื้นดินรอบ ๆ มีน้ำค้าง
7 แล้วเยรุบบาอัลหรือกิเดโอน+กับทหารทั้งหมดก็ตื่นแต่เช้าตรู่และตั้งค่ายที่น้ำพุฮาโรด ตอนนั้นค่ายของชาวมีเดียนตั้งอยู่ทางทิศเหนือของค่ายกิเดโอน คือที่เนินเขาโมเรห์ในที่ราบหุบเขา 2 พระยะโฮวาพูดกับกิเดโอนว่า “เจ้ามีทหารมากเกินไป ถ้าเราให้เจ้าชนะพวกมีเดียนด้วยทหารมากมายขนาดนี้+ ชาวอิสราเอลอาจจะโอ้อวดกับเราว่า ‘ผมรบชนะด้วยฝีมือของตัวเอง’+ 3 ดังนั้น ขอให้ประกาศกับทหารที่นี่ว่า ‘ใครกลัว ก็ให้กลับบ้านได้’”+ พอกิเดโอนประกาศออกไปก็มีทหาร 22,000 คนกลับบ้าน เหลืออยู่ 10,000 คน
4 พระยะโฮวาพูดกับกิเดโอนอีกว่า “ยังมีทหารมากเกินไป ให้พวกเขาลงไปที่ลำธาร เราจะทดสอบพวกเขาที่นั่น ถ้าเราบอกเจ้าว่า ‘คนนี้จะไปกับเจ้า’ เขาจะต้องไป แต่ถ้าเราบอกเจ้าว่า ‘คนนี้จะไม่ได้ไป’ เขาก็ไม่ต้องไป” 5 กิเดโอนก็พาทหารลงไปที่ลำธาร
พระยะโฮวาพูดกับกิเดโอนว่า “ให้แยกคนที่ใช้มือวักน้ำขึ้นมากิน*ออกจากคนที่คุกเข่าก้มลงกินน้ำ” 6 จำนวนคนที่ใช้มือวักน้ำขึ้นมากินมี 300 คน นอกนั้นคือคนที่คุกเข่าก้มลงกินน้ำ
7 พระยะโฮวาพูดกับกิเดโอนว่า “เราจะช่วยพวกเจ้า และจะมอบชาวมีเดียนไว้ในมือของเจ้าด้วยทหาร 300 คนที่ใช้มือวักน้ำขึ้นมากินนี้+ แต่คนอื่น ๆ นอกนั้นให้กลับบ้านไป” 8 พวกเขาจึงเอาเสบียงอาหารและแตรเขาสัตว์จากทหารพวกนั้นไว้ แล้วกิเดโอนก็ให้ทหารอิสราเอลพวกนั้นกลับบ้าน เหลือไว้ให้อยู่กับเขาแค่ 300 คน ส่วนค่ายของชาวมีเดียนนั้นอยู่ในที่ราบหุบเขาด้านล่าง+
9 คืนนั้นพระยะโฮวาพูดกับกิเดโอนว่า “ไปโจมตีค่ายของชาวมีเดียนได้ เพราะเรามอบพวกเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว+ 10 แต่ถ้าเจ้าไม่กล้าไปโจมตี ก็ให้ลงไปที่ค่ายนั้นกับปูราห์คนรับใช้ของเจ้า 11 ไปฟังว่าพวกเขาพูดอะไรกัน แล้วเจ้าก็จะกล้าโจมตีค่ายนั้น” กิเดโอนกับปูราห์คนรับใช้ของเขาก็ลงไปใกล้ ๆ กองทัพที่มาตั้งค่ายอยู่
12 ชาวมีเดียน ชาวอามาเลข และพวกที่มาจากทิศตะวันออก+นั้นตั้งค่ายอยู่เต็มที่ราบหุบเขาเหมือนฝูงตั๊กแตน อูฐของพวกเขามีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน+เหมือนเม็ดทรายที่ชายทะเล 13 พอกิเดโอนไปถึงก็ได้ยินทหารคนหนึ่งเล่าความฝันให้เพื่อนฟังว่า “ผมฝันว่า มีขนมปังข้าวบาร์เลย์ก้อนหนึ่งกลิ้งเข้ามาในค่ายของชาวมีเดียน กลิ้งมากระแทกที่เต็นท์หลังหนึ่งอย่างแรงจนเต็นท์พังลงมา+ มันชนเต็นท์นั้นล้มคว่ำ แล้วเต็นท์ก็พังราบลงกับพื้น” 14 เพื่อนของเขาก็บอกว่า “คงต้องเป็นดาบของกิเดโอน+คนอิสราเอลลูกชายของโยอาชแน่ ๆ พระเจ้ามอบชาวมีเดียนและทหารทั้งหมดในค่ายไว้ในมือของเขาแล้ว”+
15 พอกิเดโอนได้ยินเขาเล่าความฝันและความหมายของความฝันนั้น+ กิเดโอนก็ก้มลงนมัสการพระเจ้า เขากลับไปค่ายของชาวอิสราเอลและพูดว่า “ไปกันเถอะ เพราะพระยะโฮวามอบกองทัพมีเดียนไว้ในมือพวกคุณแล้ว” 16 กิเดโอนแบ่งทหาร 300 คนออกเป็นสามกอง และเอาแตรเขาสัตว์+กับหม้อเปล่าใบใหญ่ที่มีคบไฟอยู่ข้างในให้พวกเขา 17 กิเดโอนพูดกับพวกเขาว่า “ให้ดูและทำตามผม พอผมไปถึงที่ริมค่ายนั้นแล้ว พวกคุณเห็นผมทำอะไรก็ให้ทำอย่างนั้น 18 พอผมกับคนในกลุ่มของผมเป่าแตรเขาสัตว์ พวกคุณก็ต้องเป่าแตรเขาสัตว์รอบค่ายด้วย และร้องเสียงดัง ๆ ว่า ‘เพื่อพระยะโฮวาและเพื่อกิเดโอน’”
19 กิเดโอนกับทหาร 100 คนที่อยู่กับเขาไปถึงริมค่ายนั้นตอนเริ่มยาม 2* หลังจากทหารยามเปลี่ยนเวรพอดี แล้วพวกเขาก็เป่าแตรเขาสัตว์+และทุบหม้อน้ำใบใหญ่ที่ถืออยู่+ 20 ทหารทั้งสามกองนั้นเป่าแตรและตีหม้อใบใหญ่แตก มือซ้ายของพวกเขาถือคบไฟ และเป่าแตรเขาสัตว์ที่อยู่ในมือขวา พวกเขาร้องตะโกนว่า “ดาบของพระยะโฮวาและของกิเดโอน” 21 และทุกคนก็ยืนอยู่รอบค่าย ส่วนทหารชาวมีเดียนทั้งกองทัพก็แตกตื่นวิ่งหนีพร้อมส่งเสียงร้องไปด้วย+ 22 ทหารทั้ง 300 คนเป่าแตรเขาสัตว์ไปเรื่อย ๆ พระยะโฮวาทำให้ทหารในค่ายนั้นหันมาฆ่าฟันกันเอง+ กองทัพก็แตกหนีไปถึงเบธชิทธาห์ ไปถึงเศเรราห์ และไปจนถึงริมเขตแดนของอาเบลเมโหลาห์+ใกล้ ๆ ทับบาท
23 ทหารอิสราเอลจากตระกูลนัฟทาลี ตระกูลอาเชอร์ และทหารทุกคนจากตระกูลมนัสเสห์+ถูกเรียกให้มารวมตัวกัน แล้วพวกเขาก็ไล่ตามชาวมีเดียนไป 24 กิเดโอนใช้คนไปส่งข่าวทั่วเขตเทือกเขาของเอฟราอิมว่า “ให้ลงไปโจมตีชาวมีเดียนและยึดท่าข้ามแม่น้ำจอร์แดนและแควต่าง ๆ ของแม่น้ำนั้นจนถึงเบธบาราห์” ทหารทุกคนจากตระกูลเอฟราอิมก็มารวมตัวกันและไปยึดท่าข้ามแม่น้ำจอร์แดนและแควต่าง ๆ ของแม่น้ำนั้นไปจนถึงเบธบาราห์ 25 พวกเขายังจับเจ้านายสองคนของชาวมีเดียนได้ด้วย คือ โอเรบกับเศเอบ และพวกเขาก็ประหารชีวิตโอเรบบนหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งต่อมาเรียกกันว่าหินใหญ่โอเรบ+ และประหารชีวิตเศเอบที่บ่อย่ำองุ่นแห่งหนึ่งซึ่งต่อมาเรียกกันว่าบ่อย่ำองุ่นเศเอบ พวกเขายังไล่ตามชาวมีเดียน+ต่อไป ส่วนหัวของโอเรบกับเศเอบนั้นพวกเขาเอาไปให้กิเดโอนที่บริเวณใกล้ ๆ แม่น้ำจอร์แดน
8 หลังจากนั้น คนในตระกูลเอฟราอิมพูดกับกิเดโอนว่า “ทำไมคุณทำกับพวกเราอย่างนี้? ทำไมถึงไม่บอกพวกเราตอนที่ไปรบกับชาวมีเดียน?”+ พวกเขาต่อว่ากิเดโอนอย่างรุนแรง+ 2 กิเดโอนก็พูดกับพวกเขาว่า “สิ่งที่ผมทำจะเทียบกับที่พวกคุณทำได้หรือ? สิ่งเล็กน้อยที่คนในตระกูลเอฟราอิม+ทำสำเร็จนั้นก็ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งยิ่งใหญ่ที่คนในเชื้อสายของอาบีเอเซอร์ทำซะอีก*+ 3 พระเจ้ามอบโอเรบกับเศเอบเจ้านายของชาวมีเดียนไว้ในมือพวกคุณ+ สิ่งที่ผมทำจะไปเทียบอะไรกับพวกคุณได้?” พอกิเดโอนพูดแบบนี้ พวกเขาก็อารมณ์เย็นลง
4 กิเดโอนไปถึงแม่น้ำจอร์แดนและข้ามไปอีกฟากหนึ่ง เขากับทหาร 300 คนเหนื่อยล้าแต่ก็ยังไล่ตามศัตรูต่อไป 5 กิเดโอนพูดกับชาวเมืองสุคคทว่า “ขอขนมปังให้ทหารที่มากับผมกินหน่อยเถอะ เพราะพวกเขาเหนื่อยล้ากันมาก และผมกำลังตามล่าเศบาห์กับศัลมุนนากษัตริย์ของชาวมีเดียนอยู่” 6 แต่พวกเจ้านายของเมืองสุคคทพูดว่า “เศบาห์กับศัลมุนนาอยู่ในกำมือพวกคุณแล้วหรือไง พวกเราถึงต้องเอาขนมปังให้ทหารของคุณ?” 7 กิเดโอนพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น เมื่อพระยะโฮวามอบเศบาห์กับศัลมุนนาไว้ในมือผมแล้ว ผมจะกลับมาเฆี่ยนพวกคุณด้วยต้นหนามและพุ่มหนามที่ได้จากที่กันดาร”+ 8 กิเดโอนก็ออกจากที่นั่นขึ้นไปเมืองเปนูเอล และขออย่างเดียวกัน แต่ชาวเมืองเปนูเอลก็ตอบเขาเหมือนชาวเมืองสุคคท 9 เขาจึงพูดกับชาวเมืองเปนูเอลว่า “ถ้าผมชนะกลับมา ผมจะมาทำลายหอคอยของพวกคุณแน่”+
10 เศบาห์กับศัลมุนนาอยู่ที่คาร์โคร์กับกองทหารของพวกเขาซึ่งมีราว ๆ 15,000 คน นี่คือจำนวนทหารทั้งหมดที่เหลืออยู่จากทหารทั้งกองทัพที่มาจากทิศตะวันออก+ เพราะทหารถือดาบล้มตายไปแล้ว 120,000 คน 11 กิเดโอนเดินทางต่อไปตามเส้นทางที่พวกเร่ร่อนใช้กันซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของโนบาห์และโยกเบฮาห์+ และเข้าโจมตีค่ายของศัตรูโดยที่พวกนั้นไม่ทันตั้งตัว 12 พอเศบาห์กับศัลมุนนาหนีไป กิเดโอนก็ไล่ตามและจับเศบาห์กับศัลมุนนากษัตริย์สององค์ของชาวมีเดียนไว้ได้ ทำให้ทหารในกองทัพนั้นกลัวไปตาม ๆ กัน
13 กิเดโอนลูกชายของโยอาชกลับจากการสู้รบโดยใช้เส้นทางที่ขึ้นไปเฮเรส 14 ระหว่างทางเขาจับเด็กหนุ่มชาวเมืองสุคคทคนหนึ่งมาซักถาม เด็กหนุ่มคนนั้นก็เขียนชื่อพวกเจ้านายและพวกผู้นำของเมืองสุคคท 77 คนให้กิเดโอน 15 เขาก็ไปหาชาวเมืองสุคคทและพูดว่า “นี่ไงเศบาห์กับศัลมุนนาที่พวกคุณพูดดูถูกผมว่า ‘เศบาห์กับศัลมุนนาอยู่ในกำมือพวกคุณแล้วหรือไง พวกเราถึงต้องเอาขนมปังให้ทหารที่เหนื่อยล้าของคุณ?’”+ 16 แล้วเขาก็เฆี่ยนพวกผู้นำของเมืองนั้นด้วยต้นหนามกับพุ่มหนามที่ได้จากที่กันดาร เขาให้บทเรียนสั่งสอนชาวเมืองสุคคท+ 17 เขาทำลายหอคอยเมืองเปนูเอล+ และฆ่าชาวเมืองนั้นด้วย
18 กิเดโอนถามเศบาห์กับศัลมุนนาว่า “คนที่พวกคุณฆ่าที่ภูเขาทาโบร์มีรูปร่างหน้าตายังไง?” เขาตอบว่า “พวกเขารูปร่างหน้าตาคล้าย ๆ กับคุณ ทุกคนดูเหมือนลูกของกษัตริย์” 19 กิเดโอนก็พูดว่า “พวกเขาเป็นพี่น้องของผม เป็นพี่น้องแท้ ๆ ของผม ผมขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่เลยว่า ถ้าคุณไม่ฆ่าพวกเขา ผมก็คงจะไม่ฆ่าคุณ” 20 แล้วกิเดโอนก็พูดกับเยเธอร์ลูกคนโตว่า “ฆ่าสองคนนี้ซะ” แต่เยเธอร์ไม่ยอมชักดาบออกมา เขากลัวเพราะเขาเป็นแค่เด็กหนุ่ม 21 เศบาห์กับศัลมุนนาจึงพูดว่า “คุณนั่นแหละลงมือเลย ถ้าคุณเป็นลูกผู้ชายก็เข้ามาฆ่าพวกเราเองสิ” กิเดโอนก็ฆ่าเศบาห์กับศัลมุนนา+ และริบเอาเครื่องประดับรูปจันทร์เสี้ยวที่คออูฐของพวกเขาไว้
22 ต่อมา ทหารอิสราเอลพูดกับกิเดโอนว่า “ขอคุณกับลูกของคุณ และหลานของคุณมาปกครองพวกเราด้วยเถอะ เพราะคุณช่วยพวกเราให้รอดจากเงื้อมมือของชาวมีเดียน”+ 23 แต่กิเดโอนพูดกับพวกเขาว่า “ผมกับลูกจะไม่ปกครองพวกคุณ พระยะโฮวาผู้เดียวจะปกครองพวกคุณ”+ 24 กิเดโอนพูดต่อไปว่า “ผมขออะไรพวกคุณสักอย่างหนึ่ง ขอพวกคุณเอาห่วงจมูกที่ริบมาได้นั้นมาให้ผมคนละอัน” (เนื่องจากคนที่พวกเขารบชนะมีห่วงจมูกทองคำเพราะเป็นเชื้อสายของอิชมาเอล)+ 25 พวกเขาตอบว่า “พวกเรายินดีให้ห่วงจมูกกับคุณ” แล้วพวกเขาก็เอาเสื้อตัวยาวตัวหนึ่งมากางออก และทหารแต่ละคนก็โยนห่วงจมูกที่ริบมาลงบนเสื้อตัวนั้น 26 ห่วงจมูกทองคำที่กิเดโอนขอรวมแล้วมีน้ำหนักประมาณ 1,700 เชเขล* ไม่รวมเครื่องประดับรูปจันทร์เสี้ยว ตุ้มหูระย้า เสื้อคลุมที่ทำจากขนสัตว์ย้อมสีม่วงที่กษัตริย์สององค์ของชาวมีเดียนใส่ และสร้อยประดับคออูฐ+
27 กิเดโอนเอาทองคำนั้นไปใช้ในการทำเอโฟด+และตั้งไว้ในโอฟราห์+เมืองของเขา ชาวอิสราเอลก็ทำตัวไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าโดยไปนมัสการเอโฟดที่นั่น+ เอโฟดจึงกลายเป็นกับดักที่ดักกิเดโอนและครอบครัวของเขา+
28 ชาวอิสราเอลเอาชนะชาวมีเดียน+ และพวกเขาไม่มารุกรานชาวอิสราเอลอีกเลย แผ่นดินในสมัยของกิเดโอนก็สงบเงียบอยู่ 40 ปี+
29 เยรุบบาอัล*+ลูกชายของโยอาชกลับไปอยู่บ้านของตัวเอง
30 กิเดโอนมีลูกชาย 70 คน เนื่องจากเขามีภรรยาหลายคน 31 ภรรยาน้อยที่อยู่ในเมืองเชเคมมีลูกชายกับกิเดโอนคนหนึ่ง และเขาตั้งชื่อให้ว่าอาบีเมเลค+ 32 กิเดโอนลูกชายของโยอาชตายตอนที่แก่ชรามากแล้ว เขาถูกฝังไว้ในที่ฝังศพของโยอาชพ่อของเขาในโอฟราห์ซึ่งเป็นของคนในเชื้อสายของอาบีเอเซอร์+
33 หลังจากกิเดโอนตายแล้ว ชาวอิสราเอลก็ทำตัวไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าอีกโดยไปนมัสการพวกพระบาอัล+ และตั้งพระบาอัลเบรีทขึ้นมาเป็นพระของพวกเขา+ 34 ชาวอิสราเอลไม่ได้นึกถึงพระยะโฮวาพระเจ้าของพวกเขา+ ซึ่งช่วยพวกเขาให้รอดจากเงื้อมมือของพวกศัตรูที่อยู่รายรอบ+ 35 และไม่ได้แสดงความรักที่มั่นคงต่อครอบครัวของเยรุบบาอัลหรือกิเดโอนสำหรับคุณความดีทั้งหมดที่เขาทำเพื่อชาวอิสราเอล+
9 ต่อมา อาบีเมเลค+ลูกชายของเยรุบบาอัลก็ไปหาพี่น้องของแม่ในเมืองเชเคม และพูดกับพวกเขาและทุกคนในวงศ์ตระกูลของตาว่า 2 “ลองถามพวกผู้นำ*ทั้งหมดของเมืองเชเคมว่า ‘พวกคุณคิดว่าอย่างไหนดีกว่ากัน ระหว่างให้ลูกชาย 70 คนของเยรุบบาอัล+ปกครอง หรือว่าให้คนแค่คนเดียวปกครองพวกคุณ? และอย่าลืมว่าผมเป็นสายเลือด*ของพวกคุณ’”
3 พี่น้องของแม่ก็ไปพูดกับพวกผู้นำของเมืองเชเคมให้เขา พวกผู้นำก็มีใจเอนเอียงจะติดตามอาบีเมเลค เพราะพวกเขาพูดว่า “อาบีเมเลคเป็นพี่น้องของเรา” 4 พวกเขาจึงเอาเงินหนัก 70 เชเขล*จากวิหารของพระบาอัลเบรีท+ให้อาบีเมเลค เขาก็เอาเงินนั้นไปจ้างพวกอันธพาลที่ไม่ทำการทำงานให้ตามเขาไป 5 จากนั้น เขาก็ไปที่บ้านของพ่อที่โอฟราห์+ และฆ่าพี่น้องของเขา+ 70 คนซึ่งเป็นลูกชายของเยรุบบาอัลบนหินก้อนเดียว มีแค่โยธามลูกชายคนสุดท้องของเยรุบบาอัลเท่านั้นที่รอดชีวิต เพราะเขาหนีไปซ่อนตัว
6 พวกผู้นำทั้งหมดของเมืองเชเคมและทุกคนที่ป้อมเบธมิลโลมาประชุมกันตรงเสาที่อยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ในเมืองเชเคมและตั้งอาบีเมเลคขึ้นเป็นกษัตริย์+
7 พอมีคนแจ้งเรื่องนี้ให้โยธามรู้ เขาก็ขึ้นไปยืนบนยอดเขาเกริซิม+ทันทีและตะโกนไปหาคนพวกนั้นว่า “พวกผู้นำของเมืองเชเคมโปรดฟังผมก่อน แล้วพระเจ้าจะฟังพวกคุณ
8 “ครั้งหนึ่ง ต้นไม้ต่าง ๆ ได้ออกไปเพื่อจะแต่งตั้ง*กษัตริย์มาปกครองพวกเขา ต้นไม้พวกนั้นพูดกับต้นมะกอกว่า ‘ช่วยปกครองพวกเราหน่อย’+ 9 แต่ต้นมะกอกพูดว่า ‘จะให้ฉันเลิกผลิตน้ำมันที่ใช้เพื่อให้เกียรติพระเจ้าและให้เกียรติมนุษย์แล้วไปปกครองต้นไม้อื่น ๆ*ได้ยังไง?’ 10 แล้วต้นไม้ต่าง ๆ ก็ไปพูดกับต้นมะเดื่อว่า ‘มาปกครองพวกเราหน่อย’ 11 ต้นมะเดื่อก็พูดว่า ‘จะให้ฉันเลิกให้ผลที่หอมหวานแล้วไปปกครองต้นไม้อื่น ๆ*ได้ยังไง?’ 12 จากนั้น ต้นไม้ต่าง ๆ ก็ไปพูดกับต้นองุ่นว่า ‘ช่วยปกครองพวกเราหน่อย’ 13 ต้นองุ่นก็พูดว่า ‘จะให้ฉันเลิกผลิตเหล้าองุ่นใหม่ที่ทำให้พระเจ้าและมนุษย์มีความสุขแล้วไปปกครองต้นไม้อื่น ๆ*ได้ยังไง?’ 14 ในที่สุด ต้นไม้ต่าง ๆ ก็ไปพูดกับพุ่มหนามว่า ‘มาปกครองพวกเราหน่อย’+ 15 พุ่มหนามก็พูดว่า ‘ถ้าจะแต่งตั้ง*ฉันให้เป็นกษัตริย์ปกครองจริง ๆ ก็ให้มาหาที่หลบภัยใต้ร่มเงาของฉัน ไม่อย่างนั้นไฟจะออกจากพุ่มหนามมาเผาผลาญพวกต้นสนซีดาร์ที่เลบานอน’
16 “ที่พวกคุณตั้งอาบีเมเลคเป็นกษัตริย์เป็นการกระทำที่จริงใจและให้เกียรติแล้วหรือ?+ หรือว่านี่คือวิธีที่พวกคุณทำดีต่อเยรุบบาอัลกับครอบครัวของเขา พวกคุณทำกับเขาอย่างนี้มันสมควรแล้วหรือ? 17 ตอนที่พ่อของผมต่อสู้เพื่อพวกคุณ+ พ่อเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยพวกคุณให้รอดจากเงื้อมมือของชาวมีเดียน+ 18 แต่วันนี้พวกคุณตั้งตัวเป็นศัตรูกับครอบครัวของพ่อผม และฆ่าลูกชายของพ่อผมไป 70 คนบนหินก้อนเดียว+ แล้วพวกคุณก็ตั้งอาบีเมเลคลูกชายที่เกิดจากทาสผู้หญิงของพ่อ+ ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองพวกผู้นำของเมืองเชเคม เพราะเขาเป็นพี่น้องของพวกคุณ 19 ถ้าสิ่งที่คุณทำในวันนี้ คุณทำด้วยความจริงใจและให้เกียรติเยรุบบาอัลกับครอบครัวของเขา ก็ขอให้ยินดีกับอาบีเมเลค และให้เขายินดีกับพวกคุณก็แล้วกัน 20 ไม่อย่างนั้น ก็ขอให้ไฟออกจากอาบีเมเลคมาเผาผลาญพวกผู้นำของเมืองเชเคมและป้อมเบธมิลโล+ และขอให้ไฟออกจากพวกผู้นำของเมืองเชเคมและป้อมเบธมิลโลมาเผาผลาญอาบีเมเลค”+
21 โยธาม+หนีไปที่เบเออร์และอาศัยอยู่ที่นั่น เพราะกลัวอาบีเมเลคพี่ชายของตัวเอง
22 อาบีเมเลคปกครองชาวอิสราเอลอยู่ 3 ปี 23 แล้วพระเจ้าก็ทำให้อาบีเมเลคกับพวกผู้นำของเมืองเชเคมเป็นศัตรูกัน พวกเขาทรยศอาบีเมเลค 24 เพื่อแก้แค้นให้กับลูกชาย 70 คนของเยรุบบาอัลที่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และเพื่อให้อาบีเมเลคกับพวกผู้นำของเมืองเชเคมซึ่งช่วยเหลืออาบีเมเลคฆ่าพี่น้องของตัวเองได้รับโทษอย่างสาสม+ 25 พวกผู้นำของเมืองเชเคมจัดคนไปซุ่มคอยทำร้ายอาบีเมเลคตามยอดเขา พวกเขาจะดักปล้นทุกคนที่ผ่านไปมาบนเส้นทางนั้น ต่อมามีคนไปแจ้งเรื่องนี้กับอาบีเมเลค
26 กาอัลลูกชายของเอเบดกับพี่น้องของเขาย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองเชเคม+ และพวกผู้นำของเมืองเชเคมไว้เนื้อเชื่อใจเขา 27 ชาวเมืองเชเคมออกไปเก็บผลองุ่นในสวนมาย่ำในบ่อย่ำองุ่น และจัดงานเลี้ยงรื่นเริง หลังจากนั้นก็เข้าไปในวิหารพระของพวกเขา+ พากันกินดื่ม แล้วก็สาปแช่งอาบีเมเลค 28 แล้วกาอัลลูกชายของเอเบดก็พูดว่า “อาบีเมเลคเป็นใครกัน? แล้วเศบุลที่เขาแต่งตั้งให้ดูแลเมืองเชเคมเป็นใคร? ทำไมเราต้องรับใช้พวกเขา? อาบีเมเลคเป็นลูกชายของเยรุบบาอัล+ ส่วนเศบุลก็เป็นผู้ช่วยของเขาไม่ใช่หรือ? มารับใช้ลูกหลานฮาโมร์พ่อของเชเคมดีกว่า ทำไมเราต้องรับใช้อาบีเมเลคด้วย? 29 ถ้าคนในเมืองนี้ติดตามผม ผมจะไล่อาบีเมเลคไปซะ” แล้วเขาก็ร้องท้าอาบีเมเลคว่า “ไปรวบรวมทหารให้มาก ๆ แล้วออกมาสู้กับผมสิ”
30 พอเศบุลเจ้านายของเมืองเชเคมได้ยินที่กาอัลลูกชายของเอเบดพูดก็โกรธมาก 31 เขาจึงแอบส่งคนไปบอกอาบีเมเลคว่า “ตอนนี้กาอัลลูกชายของเอเบดกับพี่น้องของเขาอยู่ในเมืองเชเคม และพวกเขากำลังยุยงชาวเมืองให้แข็งข้อกับท่าน 32 ขอให้ท่านยกพวกมาตอนกลางคืน แล้วซุ่มอยู่นอกเมือง 33 ให้ท่านตื่นแต่เช้าแล้วทันทีที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ก็ให้โจมตีเมืองนี้ เมื่อกาอัลกับคนของเขาออกมาสู้รบกับท่าน ก็ขอให้ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะเขาให้ได้”
34 อาบีเมเลคกับคนของเขาทั้งหมดก็พากันมาตอนกลางคืน และแบ่งออกเป็นสี่กองซุ่มอยู่นอกเมืองเชเคม 35 เมื่อกาอัลลูกชายของเอเบดออกมายืนตรงทางเข้าประตูเมือง อาบีเมเลคกับคนของเขาทั้งหมดก็ออกจากที่ซ่อน 36 พอกาอัลเห็นก็บอกเศบุลว่า “ดูนั่น มีคนกำลังลงมาจากยอดเขา” แต่เศบุลบอกว่า “นั่นมันเงาของภูเขา ไม่ใช่คน”
37 แล้วกาอัลก็พูดอีกว่า “ดูนั่น มีคนกำลังลงมาจากตรงกลางเนินเขา และอีกกองหนึ่งกำลังมาทางต้นไม้ใหญ่ของเมโอเนนิม” 38 เศบุลก็พูดว่า “ไหนล่ะที่เคยพูดอวดดีไว้ว่า ‘อาบีเมเลคเป็นใครกันเราถึงต้องรับใช้เขา?’+ นี่ไง พวกคนที่คุณดูหมิ่น ออกไปสู้กับพวกเขาสิ”
39 กาอัลก็นำหน้าพวกผู้นำของเมืองเชเคมออกไปต่อสู้กับอาบีเมเลค 40 อาบีเมเลคไล่ฆ่ากาอัล กาอัลก็หนี และมีคนตายเกลื่อนตลอดทางไปจนถึงประตูเมือง
41 อาบีเมเลคกลับไปที่เมืองอารูมาห์ เศบุล+ก็ขับไล่กาอัลกับพวกพี่น้องของเขาออกไปจากเมืองเชเคม 42 วันรุ่งขึ้น ประชาชนก็ออกมานอกเมือง และมีคนไปบอกอาบีเมเลค 43 เขาก็พาคนของเขามา แล้วแบ่งออกเป็นสามกองให้ซุ่มอยู่นอกเมือง พอเขาเห็นประชาชนออกมาก็เข้าโจมตีและฆ่าฟันชาวเมืองนั้นตาย 44 อาบีเมเลคกับกองทหารที่อยู่กับเขาวิ่งกรูไปยึดทางเข้าประตูเมือง ขณะที่อีกสองกองก็เข้าโจมตีและฆ่าทุกคนที่อยู่นอกเมือง 45 อาบีเมเลคสู้กับเมืองนั้นทั้งวันและยึดเมืองได้ เขาฆ่าประชาชนในเมือง ทำลายเมืองนั้น+และเอาเกลือสาด
46 พอพวกผู้นำซึ่งอาศัยอยู่ที่ป้อมของเมืองเชเคมได้ยินเรื่องนี้ พวกเขาก็รีบเข้าไปในที่หลบภัย*ซึ่งอยู่ในวิหารของพระเอลเบรีท+ 47 พอมีคนมารายงานอาบีเมเลคว่าพวกผู้นำทั้งหมดซึ่งอาศัยอยู่ที่ป้อมของเมืองเชเคมไปอยู่รวมกันที่นั่น 48 อาบีเมเลคกับคนทั้งหมดของเขาก็ขึ้นไปบนภูเขาศัลโมน อาบีเมเลคเอาขวานไปตัดกิ่งไม้แล้วแบกใส่บ่า แล้วก็พูดกับคนของเขาว่า “พวกคุณเห็นผมทำยังไง ก็ให้รีบทำอย่างนั้น” 49 ทุกคนก็ไปตัดกิ่งไม้และตามอาบีเมเลคไป พวกเขาเอากิ่งไม้ไปสุมตรงที่หลบภัยนั้นและจุดไฟเผา ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ที่ป้อมของเมืองเชเคมก็ตายกันหมด รวมแล้วประมาณ 1,000 คนทั้งผู้ชายและผู้หญิง
50 แล้วอาบีเมเลคก็เดินทางไปเมืองเธเบศ เขาตั้งค่ายทำสงครามกับเมืองเธเบศและยึดเมืองนั้นได้ 51 มีป้อมแข็งแรงป้อมหนึ่งอยู่กลางเมือง พวกผู้ชายและผู้หญิงรวมทั้งพวกผู้นำทั้งหมดในเมืองนั้นก็หนีไปที่นั่น พวกเขาปิดประตูซ่อนตัวอยู่ในป้อมและปีนขึ้นไปบนหลังคาป้อม 52 อาบีเมเลคบุกมาที่ป้อมนั้นและเข้าโจมตี เขาไปที่ประตูป้อมเพื่อจุดไฟเผา 53 มีผู้หญิงคนหนึ่งทิ้งหินโม่แผ่นบนลงมาใส่หัวของอาบีเมเลคทำให้กะโหลกแตก+ 54 อาบีเมเลคก็รีบเรียกคนรับใช้ที่ถืออาวุธประจำตัวของเขามา แล้วพูดว่า “ชักดาบออกมาฆ่าเราเดี๋ยวนี้ จะได้ไม่มีใครพูดถึงเราว่า ‘เขาถูกผู้หญิงฆ่าตาย’” คนรับใช้ก็แทงเขาตาย
55 เมื่อชาวอิสราเอลเห็นว่าอาบีเมเลคตายแล้ว พวกเขาก็พากันกลับบ้าน 56 โดยวิธีนี้ พระเจ้าลงโทษอาบีเมเลคที่ฆ่าพี่น้องของตัวเอง 70 คน ซึ่งเป็นการทำสิ่งชั่วร้ายกับพ่อของตัวเอง+ 57 และพระเจ้าทำให้สิ่งชั่วร้ายทั้งหมดที่ชาวเมืองเชเคมทำย้อนกลับมาหาพวกเขา ตามคำสาปแช่งของโยธาม+ลูกชายของเยรุบบาอัล+
10 หลังจากอาบีเมเลคตายแล้ว โทลาซึ่งเป็นลูกชายของปูอาห์และเป็นหลานของโดโดในตระกูลอิสสาคาร์ก็ขึ้นมาเป็นคนที่ช่วยชาวอิสราเอลให้รอด+ เขาอาศัยอยู่ที่ชามีร์ในเขตเทือกเขาของเอฟราอิม 2 เขาเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอล 23 ปี แล้วเขาก็ตายและถูกฝังไว้ที่ชามีร์
3 ต่อจากนั้น ยาอีร์ชาวกิเลอาดก็ขึ้นมาเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอล 22 ปี 4 เขามีลูกชาย 30 คนซึ่งขี่ลา 30 ตัว และพวกเขามีเมืองอยู่ 30 เมืองซึ่งยังเรียกว่าฮัฟโวทยาอีร์+มาจนถึงทุกวันนี้ เมืองพวกนี้อยู่ในแผ่นดินกิเลอาด 5 ต่อมา ยาอีร์ก็ตายและถูกฝังไว้ที่คาโมน
6 แล้วชาวอิสราเอลก็ทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาพระยะโฮวาอีก+ พวกเขาไปนมัสการพวกพระบาอัล+ รูปปั้นเทพธิดาอัชโทเรท และพระต่าง ๆ ของชาวอารัม* ชาวไซดอน ชาวโมอับ+ ชาวอัมโมน+ และชาวฟีลิสเตีย+ พวกเขาทิ้งพระยะโฮวา ไม่นมัสการพระองค์ 7 พระยะโฮวาโกรธชาวอิสราเอล และมอบ*พวกเขาไว้ในมือของชาวฟีลิสเตียและชาวอัมโมน+ 8 ในปีนั้น พวกนั้นก็เข้ามากดขี่ข่มเหงชาวอิสราเอลอย่างหนัก พวกเขากดขี่ชาวอิสราเอลที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดนซึ่งเคยเป็นแผ่นดินของชาวอาโมไรต์ในเขตกิเลอาดอยู่ถึง 18 ปี 9 ชาวอัมโมนยังข้ามแม่น้ำจอร์แดนมาสู้รบกับตระกูลยูดาห์ ตระกูลเบนยามิน และตระกูลเอฟราอิมด้วย ชาวอิสราเอลเจอกับความทุกข์เดือดร้อนอย่างหนัก 10 ชาวอิสราเอลร้องขอความช่วยเหลือจากพระยะโฮวา+ พวกเขาพูดว่า “พวกเราทำบาปต่อพระองค์แล้ว พวกเราทิ้งพระองค์ซึ่งเป็นพระเจ้าของพวกเราและไปนมัสการพวกพระบาอัล”+
11 แต่พระยะโฮวาพูดกับชาวอิสราเอลว่า “เราเป็นผู้ช่วยพวกเจ้าให้รอดจากชาวอียิปต์+ ชาวอาโมไรต์+ ชาวอัมโมน ชาวฟีลิสเตีย+ 12 ชาวไซดอน ชาวอามาเลข และชาวมีเดียนตอนที่เขากดขี่พวกเจ้าไม่ใช่หรือ? เมื่อพวกเจ้าร้องขอความช่วยเหลือจากเรา เราก็ช่วยพวกเจ้าให้รอดจากเงื้อมมือของชาติต่าง ๆ นั้น 13 แต่พวกเจ้าทิ้งเราไปนมัสการพระอื่น+ ดังนั้น เราจะไม่ช่วยพวกเจ้าอีก+ 14 ไปร้องขอความช่วยเหลือจากพวกพระที่พวกเจ้าไปนมัสการสิ+ ให้พระพวกนั้นช่วยตอนที่พวกเจ้าเป็นทุกข์เดือดร้อน”+ 15 แต่ชาวอิสราเอลพูดกับพระยะโฮวาว่า “พวกเราทำบาปไปแล้ว พระองค์จะทำยังไงกับพวกเราก็ได้ตามที่เห็นควร แต่วันนี้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถอะ” 16 แล้วพวกเขาก็กำจัดพระต่าง ๆ ของคนต่างชาติและกลับมานมัสการพระยะโฮวา+ พระเจ้าก็ทนไม่ได้ที่เห็นชาวอิสราเอลเป็นทุกข์เดือดร้อน+
17 ต่อมา ชาวอัมโมน+ถูกเรียกให้มารวมพลกันและตั้งค่ายในเขตกิเลอาด ส่วนชาวอิสราเอลก็รวมพลกันและตั้งค่ายที่เมืองมิสปาห์ 18 ประชาชนและพวกเจ้านายในเขตกิเลอาดก็พูดกันว่า “ใครที่นำหน้าออกไปสู้รบกับชาวอัมโมน+ คนนั้นจะได้เป็นหัวหน้าของชาวกิเลอาดทั้งหมด”
11 ตอนนั้นเยฟธาห์+ชาวกิเลอาดเป็นนักรบที่เก่งกล้า เขาเป็นลูกของผู้หญิงโสเภณี พ่อของเขาชื่อกิเลอาด 2 แต่ภรรยา*ของกิเลอาดก็มีลูกชายให้เขาเหมือนกัน พอลูกชายของเธอโตขึ้นพวกเขาก็ขับไล่เยฟธาห์และพูดว่า “แกจะไม่ได้มรดกอะไรจากพ่อ เพราะแกเป็นลูกของผู้หญิงอีกคน” 3 เยฟธาห์หนีพี่น้องของเขาไปอาศัยอยู่ในแผ่นดินโทบ และพวกที่ไม่มีงานทำก็เข้ามาเป็นสมัครพรรคพวกของเขา
4 ต่อมา ชาวอัมโมนมาทำสงครามกับชาวอิสราเอล+ 5 พอชาวอัมโมนมาโจมตีชาวอิสราเอล พวกผู้นำของเขตกิเลอาดก็รีบไปตามตัวเยฟธาห์มาจากโทบ 6 พวกเขาพูดกับเยฟธาห์ว่า “มาเป็นผู้บัญชาการของพวกเราเถอะ เราจะได้สู้กับชาวอัมโมนได้” 7 แต่เยฟธาห์พูดกับพวกผู้นำของเขตกิเลอาดว่า “พวกคุณเกลียดผมมาก และเป็นคนไล่ผมออกจากบ้านของพ่อไม่ใช่หรือ?+ แต่พอเจอเรื่องเดือดร้อน พวกคุณมาหาผมทำไม?” 8 พวกผู้นำของเขตกิเลอาดพูดกับเยฟธาห์ว่า “ก็เพราะอย่างนี้แหละพวกเราถึงมาหาคุณ ถ้าคุณไปสู้รบกับชาวอัมโมนร่วมกับพวกเรา คุณจะได้เป็นผู้นำของเราและเป็นผู้นำของคนในเขตกิเลอาดทั้งหมด”+ 9 เยฟธาห์พูดกับพวกผู้นำของเขตกิเลอาดว่า “ถ้าคุณให้ผมกลับไปสู้รบกับชาวอัมโมน และพระยะโฮวาช่วยผมให้ชนะ ผมจะได้เป็นผู้นำของพวกคุณแน่นะ” 10 พวกผู้นำของเขตกิเลอาดพูดกับเยฟธาห์ว่า “ขอให้พระยะโฮวาเป็นพยาน*ระหว่างเรา และขอพระองค์ลงโทษถ้าพวกเราไม่ทำตามที่คุณพูด” 11 เยฟธาห์ก็ไปกับพวกผู้นำของเขตกิเลอาด ประชาชนตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าและผู้บัญชาการ และที่มิสปาห์+ เยฟธาห์ได้พูดเรื่องที่เคยตกลงกันไว้นั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้าพระยะโฮวา
12 เยฟธาห์ส่งทูตไปถามกษัตริย์ของชาวอัมโมน+ว่า “ท่านมีเรื่องอะไรกับเราถึงได้ยกทัพมาโจมตีแผ่นดินของเรา?” 13 กษัตริย์ของชาวอัมโมนพูดกับทูตของเยฟธาห์ว่า “ตอนที่ชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ พวกเขาเอาแผ่นดินของเราไป+ ตั้งแต่หุบเขาอาร์โนน+จนถึงหุบเขายับบอก และไปจนถึงแม่น้ำจอร์แดน+ ตอนนี้คืนแผ่นดินนั้นให้เราซะดี ๆ” 14 แต่เยฟธาห์ส่งทูตกลับไปหากษัตริย์ของชาวอัมโมนอีก 15 และพูดกับกษัตริย์นั้นว่า
“เยฟธาห์พูดอย่างนี้ ‘ชาวอิสราเอลไม่ได้เอาแผ่นดินของชาวโมอับ+กับแผ่นดินของชาวอัมโมนไป+ 16 เพราะตอนที่ชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ พวกเขาเดินผ่านที่กันดารไปถึงทะเลแดง+ แล้วก็ไปถึงคาเดช+ 17 ชาวอิสราเอลส่งทูตไปเจรจากับกษัตริย์เอโดม+ว่า “พวกเราขอเดินผ่านแผ่นดินของท่าน” แต่กษัตริย์เอโดมไม่ยอม ชาวอิสราเอลส่งทูตไปหากษัตริย์โมอับ+ด้วย แต่เขาก็ไม่ยอมเหมือนกัน ชาวอิสราเอลก็อยู่ในคาเดชต่อ+ 18 ตอนที่พวกเขาเดินทางผ่านที่กันดาร พวกเขาเดินอ้อมแผ่นดินเอโดม+และแผ่นดินโมอับไปทางตะวันออกของแผ่นดินโมอับ+ และตั้งค่ายพักในแถบหุบเขาอาร์โนน พวกเขาไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของโมอับเลย+ เพราะหุบเขาอาร์โนนเป็นแนวเขตแดนของโมอับ
19 “‘หลังจากนั้น ชาวอิสราเอลก็ส่งทูตไปหาสิโหนกษัตริย์ของชาวอาโมไรต์ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่อยู่ในเฮชโบน ชาวอิสราเอลพูดกับเขาว่า “พวกเราขอเดินผ่านแผ่นดินของท่านเพื่อไปแผ่นดินของเรา”+ 20 แต่สิโหนไม่ไว้ใจชาวอิสราเอลให้เดินผ่านเขตแดนของเขา เขาจึงรวบรวมคนทั้งหมดของเขาและมาตั้งค่ายในเมืองยาฮาสเพื่อทำสงครามกับชาวอิสราเอล+ 21 พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลก็มอบสิโหนและคนทั้งหมดของเขาไว้ในมือชาวอิสราเอล พวกเขาจึงพ่ายแพ้ชาวอิสราเอล และชาวอิสราเอลก็เข้าครอบครองแผ่นดินทั้งหมดที่ชาวอาโมไรต์อาศัยอยู่+ 22 โดยวิธีนี้ พวกเขาจึงเข้าครอบครองเขตแดนทั้งหมดของชาวอาโมไรต์ ตั้งแต่หุบเขาอาร์โนนจนถึงหุบเขายับบอก และตั้งแต่ที่กันดารไปจนถึงแม่น้ำจอร์แดน+
23 “‘พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลเป็นผู้ที่ขับไล่ชาวอาโมไรต์ไปต่อหน้าชาวอิสราเอลประชาชนของพระองค์+ และตอนนี้ท่านจะขับไล่ชาวอิสราเอลออกไปหรือ? 24 ถ้าเคโมช+พระของท่านยกแผ่นดินของใครให้ท่าน ท่านจะไม่ครอบครองหรือ? ดังนั้น แผ่นดินของใครก็ตามที่พระยะโฮวาพระเจ้าของพวกเรายกให้เรา เราก็จะครอบครองแผ่นดินนั้นเหมือนกัน+ 25 แล้วท่านมีอะไรดีกว่าบาลาค+ลูกชายของศิปโปร์กษัตริย์โมอับไหม? เขายังไม่เคยหาเรื่องชาวอิสราเอลหรือทำสงครามกับชาวอิสราเอลเลย 26 ตลอดเวลา 300 ปีที่ชาวอิสราเอลอยู่ในเฮชโบนกับเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่รายรอบ+ หรืออยู่ในเมืองอาโรเออร์กับเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่รายรอบ หรืออยู่ในเมืองต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ทั้งสองฟากของหุบเขาอาร์โนน ทำไมท่านไม่เอาเมืองพวกนั้นคืนตั้งแต่ตอนนั้น?+ 27 ผมไม่ได้ทำผิดต่อท่าน ท่านต่างหากเป็นฝ่ายผิดที่มาโจมตีผม วันนี้ ขอพระยะโฮวาผู้พิพากษาองค์ยิ่งใหญ่+ตัดสินเรื่องระหว่างชาวอิสราเอลกับชาวอัมโมนด้วยเถอะ’”
28 แต่กษัตริย์ของชาวอัมโมนไม่ฟังคำพูดของเยฟธาห์
29 พลังของพระยะโฮวาก็ลงมาบนเยฟธาห์+ เขาเดินทางไปทั่วเขตกิเลอาดและเขตแดนของมนัสเสห์ แล้วมาที่มิสเปห์ในเขตกิเลอาด+ และจากมิสเปห์ในเขตกิเลอาดเขาก็ไปสู้รบกับชาวอัมโมน
30 แล้วเยฟธาห์ก็ปฏิญาณ+ กับพระยะโฮวาว่า “ถ้าพระองค์มอบชาวอัมโมนไว้ในมือผม 31 ใครก็ตามที่ออกจากประตูบ้านมาต้อนรับผมตอนที่ผมได้ชัยชนะกลับมาจากการสู้รบกับชาวอัมโมน คนนั้นจะเป็นของพระยะโฮวา+ และผมจะถวายเขาเป็นเครื่องบูชาเผา”*+
32 เยฟธาห์ก็ออกไปสู้รบกับชาวอัมโมน และพระยะโฮวามอบชาวอัมโมนไว้ในมือเขา 33 เขาฆ่าฟันพวกนั้นล้มตายเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เมืองอาโรเออร์ไปตลอดเส้นทางถึงเมืองมินนิท และไปถึงเมืองอาเบลเครามิม เขาตีเมืองของชาวอัมโมนได้ 20 เมือง ด้วยวิธีนี้ ชาวอิสราเอลจึงเอาชนะชาวอัมโมน
34 แล้วเยฟธาห์ก็กลับมาที่บ้านของเขาในมิสปาห์+ พอมาถึงลูกสาวของเขาก็เต้นรำและตีกลองแทมบูริน*ออกมาต้อนรับ เธอเป็นลูกคนเดียวของเขา นอกจากเธอแล้วเขาไม่มีลูกชายหรือลูกสาวอีกเลย 35 พอเขาเห็นเธอ เขาก็ฉีกเสื้อของตัวเองและพูดว่า “โธ่ลูกรัก ลูกทำให้หัวใจของพ่อแตกสลาย ลูกเป็นคนที่พ่อจะต้องส่งไป พ่อสัญญากับพระยะโฮวาไว้แล้ว พ่อจะกลับคำไม่ได้”+
36 แต่เธอพูดกับพ่อว่า “พ่อคะ ถ้าพ่อสัญญากับพระยะโฮวาแล้ว ก็ทำตามที่สัญญาไว้เถอะค่ะ+ เพราะพระยะโฮวาแก้แค้นชาวอัมโมนศัตรูของพ่อให้แล้ว” 37 เธอพูดกับพ่อต่อไปว่า “แต่ลูกขออะไรสักอย่างหนึ่ง ขอให้ลูกได้อยู่คนเดียวสัก 2 เดือน ลูกจะไปตามภูเขาและร้องไห้กับเพื่อน ๆ ผู้หญิงของลูก เพราะลูกจะต้องเป็นสาวบริสุทธิ์ไม่ได้แต่งงาน”
38 เยฟธาห์พูดว่า “ไปเถอะลูก” แล้วเขาก็ให้เธอไปเป็นเวลา 2 เดือน และเธอก็ไปตามภูเขากับเพื่อนผู้หญิงเพื่อร้องไห้เพราะเธอจะไม่ได้แต่งงาน 39 พอครบ 2 เดือนเธอก็กลับมาหาพ่อ หลังจากนั้น เยฟธาห์ก็ทำตามที่ปฏิญาณไว้เกี่ยวกับเธอ+ เธอไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย และในอิสราเอลจึงมีธรรมเนียม*ว่า 40 พวกผู้หญิงสาวชาวอิสราเอลจะไปชมเชยลูกสาวของเยฟธาห์ซึ่งเป็นชาวกิเลอาดทุกปี ปีละ 4 วัน
12 หลังจากนั้น คนในตระกูลเอฟราอิมถูกเรียกให้มารวมตัวกัน แล้วพวกเขาก็ข้ามแม่น้ำไปที่เมืองศาโฟน*ไปพูดกับเยฟธาห์ว่า “ทำไมถึงไม่ชวนพวกเราไปด้วยตอนที่ข้ามไปสู้รบกับชาวอัมโมน?+ พวกเราจะเผาคุณกับบ้านของคุณซะ” 2 แต่เยฟธาห์พูดกับพวกเขาว่า “ผมกับคนของผมทำสงครามครั้งใหญ่กับชาวอัมโมน ผมขอพวกคุณให้มาช่วยแล้ว แต่พวกคุณไม่มาช่วยผม 3 พอเห็นว่าพวกคุณไม่มา ผมก็ตัดสินใจเสี่ยงชีวิตออกไปสู้รบกับชาวอัมโมนเอง+ พระยะโฮวามอบพวกเขาไว้ในมือผม แล้วทำไมวันนี้พวกคุณกลับมาต่อสู้กับผมซะเอง?”
4 เยฟธาห์ก็รวบรวมผู้ชายทั้งหมดในเขตกิเลอาด+มาต่อสู้กับคนในตระกูลเอฟราอิม คนกิเลอาดเอาชนะคนเอฟราอิมซึ่งเคยพูดว่า “ไอ้พวกคนกิเลอาด ถึงจะอยู่ในเขตแดนของตระกูลเอฟราอิมและมนัสเสห์ แต่แกมันก็แค่กลุ่มคนที่หลบหนีของเอฟราอิม” 5 คนกิเลอาดยึดท่าข้ามต่าง ๆ ของแม่น้ำจอร์แดน+ที่อยู่ตรงข้ามกับเขตแดนของตระกูลเอฟราอิมไว้ได้ เมื่อคนเอฟราอิมพยายามจะหนี พวกเขาจะพูดว่า “ขอข้ามไปหน่อย” คนกิเลอาดก็จะถามแต่ละคนว่า “คุณเป็นคนเอฟราอิมใช่ไหม?” เมื่อคนนั้นตอบว่า “ไม่ใช่” 6 คนกิเลอาดก็จะพูดกับเขาว่า “ไหนลองพูดคำว่าชิบโบเลทหน่อยซิ” แต่เขาก็พูดว่า “สิบโบเลท” เพราะไม่สามารถออกเสียงคำนั้นได้ถูกต้อง คนกิเลอาดก็จับตัวคนนั้นฆ่าที่ท่าข้ามแม่น้ำจอร์แดน ตอนนั้น มีคนเอฟราอิมถูกฆ่าถึง 42,000 คน
7 เยฟธาห์เป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอล 6 ปี แล้วเยฟธาห์ชาวกิเลอาดก็ตาย และถูกฝังไว้ที่เมืองของเขาในเขตกิเลอาด
8 อิบซานจากเมืองเบธเลเฮมเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอลต่อจากเยฟธาห์+ 9 อิบซานมีลูกชาย 30 คนและลูกสาว 30 คน เขาให้ลูกสาวแต่งงานกับผู้ชายในตระกูลอื่น และเขาหาผู้หญิง 30 คนจากตระกูลอื่นมาแต่งงานกับลูกชายของเขา เขาเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอล 7 ปี 10 อิบซานตายและถูกฝังไว้ที่เมืองเบธเลเฮม
11 เอโลนคนในตระกูลเศบูลุนเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอลต่อจากอิบซาน เขาเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอล 10 ปี 12 เอโลนคนในตระกูลเศบูลุนตายและถูกฝังไว้ที่เมืองอัยยาโลนในเขตของตระกูลเศบูลุน
13 อับโดนลูกชายของฮิลเลลชาวเมืองปิราโธนเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอลต่อจากเอโลน 14 อับโดนมีลูกชาย 40 คนและหลานชาย 30 คนซึ่งขี่ลา 70 ตัว เขาเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอล 8 ปี 15 อับโดนลูกชายของฮิลเลลชาวเมืองปิราโธนตาย และถูกฝังไว้ที่เมืองปิราโธนในเขตของตระกูลเอฟราอิมซึ่งอยู่ในเขตเทือกเขาของชาวอามาเลข+
13 แล้วชาวอิสราเอลก็ทำสิ่งชั่วร้ายในสายตาพระยะโฮวาอีก+ พระยะโฮวามอบพวกเขาไว้ในมือของชาวฟีลิสเตีย+ 40 ปี
2 ในตอนนั้น มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อมาโนอาห์+อยู่ในเมืองโศราห์+ เขาเป็นคนในวงศ์ตระกูลหนึ่งของตระกูลดาน+ ภรรยาของเขาเป็นหมันไม่มีลูก+ 3 ต่อมา ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวามาหาเธอและพูดว่า “ถึงแม้คุณเป็นหมันไม่มีลูก แต่คุณจะตั้งท้องและคลอดลูกชาย+ 4 ตอนนี้ ระวังให้ดี อย่าดื่มเหล้าองุ่นหรือเครื่องดื่มมึนเมาอื่น ๆ+ และอย่ากินของที่ไม่สะอาดในสายตาพระเจ้า+ 5 คุณจะตั้งท้องและคลอดลูกชาย อย่าตัดผมของเขา+ เพราะเด็กคนนี้จะเป็นนาศีร์เพื่อพระเจ้าตั้งแต่เกิด* เขาจะช่วยชาวอิสราเอลให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของชาวฟีลิสเตีย”+
6 เธอไปเล่าให้สามีฟังว่า “คนของพระเจ้าเที่ยงแท้มาหาฉัน รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนทูตสวรรค์ของพระเจ้าเที่ยงแท้ ดูน่าเกรงขามมาก แต่ฉันไม่ได้ถามเขาว่ามาจากไหน เขาก็ไม่ได้บอกด้วยว่าชื่ออะไร+ 7 แต่เขาพูดกับฉันว่า ‘คุณจะตั้งท้องและคลอดลูกชาย ตอนนี้ อย่าดื่มเหล้าองุ่นหรือเครื่องดื่มมึนเมาอื่น ๆ และอย่ากินของที่ไม่สะอาดในสายตาพระเจ้า เพราะเด็กคนนี้จะเป็นนาศีร์เพื่อพระเจ้าตั้งแต่เกิด*จนตาย’”
8 มาโนอาห์อ้อนวอนพระยะโฮวาว่า “พระยะโฮวาครับ โปรดให้คนของพระเจ้าเที่ยงแท้ที่พระองค์เพิ่งส่งมากลับมาหาเราอีกครั้ง เพื่อสอนพวกเราให้รู้ว่าควรเลี้ยงลูกที่จะเกิดมานั้นยังไง” 9 พระเจ้าเที่ยงแท้ฟังคำอ้อนวอนของมาโนอาห์ ทูตสวรรค์ของพระเจ้าเที่ยงแท้ก็กลับมาหาภรรยาของมาโนอาห์อีกตอนที่เธอกำลังนั่งอยู่นอกเมือง แต่มาโนอาห์สามีไม่ได้อยู่ด้วย 10 เธอก็รีบวิ่งไปบอกสามีว่า “คนที่มาหาฉันวันก่อนมาหาฉันอีกแล้ว”+
11 มาโนอาห์ลุกขึ้นตามภรรยาไป เมื่อไปเจอคนนั้นมาโนอาห์ก็พูดว่า “คุณคือคนที่พูดกับภรรยาของผมใช่ไหมครับ?” เขาก็ตอบว่า “ใช่ ผมเอง” 12 มาโนอาห์ก็พูดว่า “ขอให้เป็นไปตามที่คุณพูดเถอะ ถ้าอย่างนั้น ผมจะเลี้ยงดูลูกยังไงดี แล้วเขาจะทำอะไรเมื่อโตขึ้น?”+ 13 ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาพูดกับมาโนอาห์ว่า “ภรรยาของคุณต้องทำตามที่ผมบอกไว้ทุกอย่าง+ 14 เธอต้องไม่กินอะไรที่ทำจากองุ่น ไม่ดื่มเหล้าองุ่นหรือเครื่องดื่มมึนเมาอื่น ๆ+ และต้องไม่กินของที่ไม่สะอาดในสายตาพระเจ้า+ เธอจะต้องทำตามที่ผมสั่งไว้ทุกอย่าง”
15 มาโนอาห์พูดกับทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาว่า “รออยู่ที่นี่สักครู่หนึ่งก่อน พวกเราจะเอาลูกแพะมาทำอาหารเลี้ยงคุณ”+ 16 แต่ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาพูดกับมาโนอาห์ว่า “ถึงผมจะรอ ผมก็จะไม่กินอาหารของคุณ แต่ถ้าคุณอยากจะถวายเครื่องบูชาเผาให้พระยะโฮวาก็ถวายเถอะ” มาโนอาห์ไม่รู้ว่าเขาคือทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา 17 มาโนอาห์จึงถามทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาว่า “คุณชื่ออะไรครับ?+ พวกเราจะได้ให้เกียรติคุณตอนที่ทุกอย่างเกิดขึ้นตามที่คุณพูดไว้” 18 แต่ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาพูดกับเขาว่า “อย่าถามชื่อผมเลย เพราะชื่อนั้นจะทำให้คุณตะลึง”
19 แล้วมาโนอาห์ก็เอาลูกแพะกับเครื่องบูชาที่ทำจากเมล็ดข้าวมาถวายพระยะโฮวาบนหินก้อนใหญ่ และพระองค์ก็ทำสิ่งอัศจรรย์ให้มาโนอาห์กับภรรยาของเขาเห็น 20 ขณะที่เปลวไฟลุกโชนจากแท่นบูชาสู่ท้องฟ้า มาโนอาห์กับภรรยาก็เห็นทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาลอยขึ้นไปกับเปลวไฟที่ลุกโชนจากแท่นบูชานั้น แล้วเขาทั้งสองก็ซบหน้าลงกับพื้นนมัสการพระเจ้า 21 มาโนอาห์จึงรู้ว่าผู้นั้นคือทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา+ และทูตสวรรค์ของพระยะโฮวาก็ไม่มาหามาโนอาห์กับภรรยาของเขาอีกเลย 22 มาโนอาห์พูดกับภรรยาว่า “พวกเราต้องตายแน่ ๆ เพราะเราเห็นพระเจ้า”+ 23 แต่ภรรยาของเขาพูดว่า “ถ้าพระยะโฮวาต้องการให้เราตาย พระองค์คงไม่รับเครื่องบูชาเผา+กับเครื่องบูชาที่ทำจากเมล็ดข้าวของเรา พระองค์คงไม่แสดงสิ่งทั้งหมดนี้ให้เราเห็น และคงไม่บอกเรื่องต่าง ๆ นี้ให้เรารู้หรอก”
24 ต่อมา เธอคลอดลูกชายและตั้งชื่อให้ว่าแซมสัน+ พระยะโฮวาก็อวยพรเด็กนั้นเรื่อยมาตลอดช่วงที่เขาเติบโตขึ้น 25 แล้วพลังของพระยะโฮวาก็ลงมาบนเขา+ตอนที่เขาอยู่ในมาหะเนห์ดาน+ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองโศราห์กับเมืองเอชทาโอล+
14 แล้วแซมสันก็ลงไปที่ทิมนาห์ เขาเห็นผู้หญิงชาวฟีลิสเตียคนหนึ่งในทิมนาห์ 2 เขาก็ขึ้นไปบอกพ่อกับแม่ว่า “ผมสนใจผู้หญิงชาวฟีลิสเตียคนหนึ่งในทิมนาห์ ผมอยากให้พ่อกับแม่ไปขอเธอให้ผมหน่อย” 3 แต่พ่อแม่ของเขาพูดว่า “ไม่มีผู้หญิงในวงศ์ญาติของเรา หรือคนในชาติเดียวกับเราถูกใจลูกเลยหรือ+ ถึงต้องไปหาภรรยาจากชาวฟีลิสเตียที่ไม่ได้เข้าสุหนัต?” แต่แซมสันยืนยันกับพ่อว่า “ไปขอเธอให้ผมเถอะเพราะเธอเป็นคนที่เหมาะกับผม” 4 พ่อแม่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มาจากพระยะโฮวา เพราะพระองค์กำลังมองหาโอกาสจัดการกับชาวฟีลิสเตียเนื่องจากชาวฟีลิสเตียปกครองชาวอิสราเอลอยู่ในตอนนั้น+
5 แซมสันลงไปที่ทิมนาห์กับพ่อแม่ พอแซมสันไปถึงสวนองุ่นในทิมนาห์ จู่ ๆ ก็มีสิงโตหนุ่มตัวหนึ่งมาคำรามใส่เขา 6 พลังของพระยะโฮวาช่วยเขาให้มีพลัง+ เขาก็ฉีกสิงโตด้วยมือเปล่าอย่างกับฉีกลูกแพะ แต่เขาไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้พ่อแม่รู้ 7 แล้วแซมสันก็ลงไปพูดคุยกับผู้หญิงนั้น และเขายังเห็นว่าเธอเหมาะสมกับเขาอยู่+
8 ต่อมา ตอนที่แซมสันกลับไปรับเธอมาอยู่ที่บ้านของเขา+ เขาแวะเข้าไปดูซากสิงโตตัวนั้น เขาเห็นผึ้งในซากสิงโต และมีน้ำผึ้งด้วย 9 เขาจึงขูดเอาน้ำผึ้งใส่มือแล้วก็กินไปเดินไป พอเดินไปเจอพ่อกับแม่ เขาก็ให้พ่อแม่กินด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าเอาน้ำผึ้งมาจากซากสิงโต
10 แซมสันกับพ่อลงไปหาผู้หญิงคนนั้น แซมสันจัดงานเลี้ยงที่นั่นเพราะเป็นสิ่งที่เจ้าบ่าวทำกัน 11 เมื่อพวกเขาเห็นแซมสัน พวกเขาก็หาเพื่อนเจ้าบ่าว 30 คนมาให้ 12 แซมสันพูดกับคนพวกนี้ว่า “ผมขอทายปริศนาพวกคุณข้อหนึ่ง ถ้าคุณแก้ปริศนาผมได้ในระหว่างงานเลี้ยง 7 วัน ผมจะให้เสื้อตัวในที่ทำจากผ้าลินิน 30 ตัว และเสื้อตัวนอกอีก 30 ตัว 13 แต่ถ้าพวกคุณตอบไม่ได้ พวกคุณต้องให้เสื้อตัวในที่ทำจากผ้าลินินกับผม 30 ตัว และเสื้อตัวนอกอีก 30 ตัว” พวกเขาก็พูดว่า “ทายปริศนามาเลย พวกเราอยากฟัง” 14 แซมสันก็บอกพวกเขาว่า
“อะไรเอ่ย? ของกินออกมาจากผู้ที่กิน
ของหวานออกมาจากผู้ที่แข็งแรง”+
เวลาผ่านไป 3 วันพวกเขาก็ยังไขปริศนาไม่ได้ 15 วันที่สี่ พวกเขาก็ไปพูดกับภรรยาของแซมสันว่า “เธอต้องใช้มารยาหลอกล่อสามี+แล้วเอาคำตอบมาให้เรา ไม่อย่างนั้น เราจะเผาเธอกับคนในบ้านพ่อของเธอ มีอย่างที่ไหน เชิญเรามาร่วมงานเลี้ยงแต่จะมาเอาสมบัติของเรา” 16 ภรรยาของแซมสันก็ร้องห่มร้องไห้กับเขาแล้วพูดว่า “คุณคงต้องเกลียดฉันแน่ ๆ คุณไม่ได้รักฉันจริง+ คุณทายปริศนากับคนในชาติของฉัน แต่ไม่ยอมบอกคำตอบให้ฉันรู้” เขาก็พูดกับเธอว่า “ขนาดพ่อกับแม่ ฉันยังไม่บอกเลย แล้วทำไมต้องบอกเธอด้วย” 17 แต่เธอเอาแต่ร้องห่มร้องไห้กับเขาตลอดช่วงที่เหลือของงานเลี้ยง 7 วันนั้น ในที่สุด เขาก็บอกคำตอบกับเธอในวันที่เจ็ดเพราะเธอเอาแต่รบเร้าเขา แล้วเธอก็เอาคำตอบนั้นไปบอกคนในชาติ+ 18 ดังนั้น ในวันที่เจ็ดก่อนดวงอาทิตย์ตก* พวกผู้ชายในเมืองนั้นก็พูดกับแซมสันว่า
“จะมีอะไรที่หวานกว่าน้ำผึ้ง?
และจะมีอะไรที่แข็งแรงกว่าสิงโต?”+
แซมสันก็ตอบพวกเขาว่า
19 พลังของพระยะโฮวาทำให้แซมสันมีพลัง+ เขาลงไปเมืองอัชเคโลน+และฆ่าชาวเมือง 30 คน เขาเอาเสื้อผ้าของคนพวกนั้นมาและเอาไปให้คนที่ตอบปริศนาของเขาได้+ จากนั้น เขาก็กลับไปบ้านพ่อด้วยความโกรธจัด
20 แล้วภรรยาของแซมสัน+ก็ถูกยกให้กับเพื่อนเจ้าบ่าวคนหนึ่งของเขา+
15 หลังจากนั้นในฤดูเกี่ยวข้าวสาลี แซมสันไปหาภรรยาของเขาและเอาลูกแพะตัวหนึ่งไปด้วย เขาพูดว่า “ผมอยากจะเข้าไปหาภรรยาในห้องนอน” แต่พ่อของเธอไม่ยอมให้เข้าไป 2 พ่อของเธอพูดว่า “ผมคิดว่าคุณคงเกลียดเธอแล้ว+ ผมเลยให้เธอแต่งงานกับคนที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวของคุณ+ น้องสาวของเธอสวยกว่าเธออีก แต่งงานกับน้องสาวของเธอแทนก็แล้วกัน” 3 แต่แซมสันพูดว่า “คราวนี้ชาวฟีลิสเตียจะมาว่าผมไม่ได้ถ้าผมทำร้ายพวกเขา”
4 แซมสันก็ไปจับหมาจิ้งจอกมา 300 ตัว แล้วมัดหางหมาจิ้งจอกติดกันเป็นคู่ ๆ จากนั้นก็เอาคบไฟมาเสียบไว้ตรงกลางระหว่างหางแต่ละคู่ 5 แล้วเขาก็จุดคบไฟและปล่อยหมาจิ้งจอกให้วิ่งเข้าไปในนาข้าวของชาวฟีลิสเตีย เผาทุกอย่างตั้งแต่ฟ่อนข้าวไปจนถึงต้นข้าว รวมทั้งสวนองุ่นและสวนมะกอกด้วย
6 ชาวฟีลิสเตียก็ถามว่า “ใครเป็นคนทำ?” มีคนตอบว่า “แซมสัน ลูกเขยของคนในทิมนาห์ เพราะพ่อตาเอาภรรยาของแซมสันไปให้คนที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวของเขา”+ พอได้ยินอย่างนั้น ชาวฟีลิสเตียก็ขึ้นไปเอาไฟเผาภรรยาของแซมสันกับพ่อของเธอ+ 7 แซมสันพูดกับพวกเขาว่า “ในเมื่อพวกคุณทำอย่างนี้ ผมก็จะไม่หยุดจนกว่าได้ล้างแค้นพวกคุณ”+ 8 แซมสันก็ฆ่าพวกเขาล้มตายจำนวนมาก จากนั้น แซมสันก็ลงไปอยู่ในถ้ำ*หนึ่งตรงโขดหินเอตาม
9 ต่อมา ชาวฟีลิสเตียขึ้นมาตั้งค่ายในเขตของตระกูลยูดาห์ และตระเวนปล้นไปทั่วในเลฮี+ 10 คนในตระกูลยูดาห์ก็ถามว่า “พวกคุณขึ้นมาโจมตีเราทำไม?” พวกเขาตอบว่า “เราขึ้นมาจับแซมสัน เราจะทำกับเขาให้สาสมกับที่เขาทำกับเราไว้” 11 คนในตระกูลยูดาห์ 3,000 คนจึงลงไปที่ถ้ำ*ตรงโขดหินเอตามและพูดกับแซมสันว่า “ทำไมคุณถึงทำกับเราอย่างนี้ ไม่รู้หรือไงว่าชาวฟีลิสเตียปกครองพวกเราอยู่?”+ แซมสันก็ตอบว่า “พวกเขาทำกับผมยังไง ผมก็จะทำกับเขาอย่างนั้น” 12 แต่พวกเขาบอกแซมสันว่า “พวกเรามาจับตัวคุณไปให้ชาวฟีลิสเตีย” แซมสันพูดว่า “สาบานกับผมก่อนว่าพวกคุณจะไม่ทำร้ายผม” 13 พวกเขาพูดว่า “พวกเราจะไม่ทำร้ายคุณ เราแค่จะมัดคุณแล้วส่งตัวให้พวกเขา พวกเราไม่ฆ่าคุณหรอก”
พวกเขาจึงมัดแซมสันด้วยเชือกใหม่สองเส้น และเอาตัวเขาขึ้นไปจากโขดหินนั้น 14 พอแซมสันมาถึงเลฮี ชาวฟีลิสเตียก็ไชโยโห่ร้องเมื่อเห็นเขา แล้วพลังของพระยะโฮวาก็ทำให้แซมสันมีพลัง+ เชือกที่มัดแขนเขาอยู่ก็กลายเป็นเหมือนเส้นด้ายที่ไหม้ไฟ แล้วก็ขาดกระจุยจากมือของเขา+ 15 เขาเหลือบไปเห็นกระดูกขากรรไกรลาตัวผู้อันหนึ่งที่ยังสด ๆ อยู่ เขาก็คว้ามาตีคนพวกนั้นตายไป 1,000 คน+ 16 แล้วแซมสันก็พูดว่า
“ด้วยกระดูกขากรรไกรลาอันเดียว เราฆ่าศัตรูตายเป็นกอง
ด้วยกระดูกขากรรไกรลาอันเดียว เราสังหารศัตรูล้มตายถึง 1,000 คน”+
17 พอพูดจบเขาก็โยนกระดูกขากรรไกรนั้นทิ้ง และเรียกที่นั่นว่ารามัทเลฮี*+ 18 แล้วเขาก็หิวน้ำมาก จึงพูดกับพระยะโฮวาว่า “พระองค์เป็นผู้ที่มอบความรอดอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ในมือผู้รับใช้ของพระองค์ แต่ตอนนี้ ผมจะต้องมาตายเพราะหิวน้ำและตกอยู่ในมือของคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตหรือ?” 19 พระเจ้าจึงทำให้โพรงแห่งหนึ่งที่อยู่ในเลฮีแยกออกเป็นช่องและมีน้ำไหลออกมา+ พอเขาได้กินน้ำก็มีแรงและสดชื่นขึ้น เขาจึงเรียกที่นั่นว่าเอนฮักโคเร*ซึ่งยังอยู่ในเลฮีจนถึงวันนี้
20 แซมสันเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอล 20 ปี ในช่วงที่ชาวฟีลิสเตียมีอำนาจอยู่+
16 ครั้งหนึ่ง แซมสันไปที่เมืองกาซาและเห็นผู้หญิงโสเภณีคนหนึ่ง เขาก็เข้าไปในบ้านของเธอ 2 มีคนบอกชาวเมืองกาซาว่า “แซมสันมาที่นี่แล้ว” ชาวเมืองก็มาล้อมเขาไว้และซุ่มคอยเขาอยู่ที่ประตูเมืองทั้งคืน พวกเขาคอยอยู่เงียบ ๆ ในคืนนั้น และพูดกันว่า “พอสว่าง เราจะฆ่ามันซะ”
3 แต่แซมสันนอนอยู่ที่นั่นจนถึงเที่ยงคืน แล้วเขาก็ลุกขึ้นออกไปดึงประตูเมืองกับเสาประตูทั้งสองต้นพร้อมกับดาลประตูออกมา แล้วยกใส่บ่าแบกขึ้นไปบนยอดเขาที่อยู่หน้าเมืองเฮโบรน
4 ต่อมา เขาหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในหุบเขาโสเรก เธอชื่อว่าเดลิลาห์+ 5 พวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตียจึงมาหาเธอและพูดว่า “ลองหลอกถามแซมสัน+ดูว่าอะไรทำให้เขามีพลังมหาศาลแบบนั้น และเราต้องทำยังไงถึงจะจับเขามัดและเอาชนะเขาได้ แล้วเราแต่ละคนจะให้เงินหนัก 1,100 เชเขล*กับเธอสำหรับงานนี้”
6 เดลิลาห์พูดกับแซมสันว่า “บอกฉันเถอะว่าพลังมหาศาลของคุณมาจากไหน ต้องใช้อะไรถึงจะมัดคุณและเอาชนะคุณได้?” 7 แซมสันก็บอกเธอว่า “ถ้าพวกเขามัดฉันด้วยสายธนู*ใหม่เจ็ดเส้นที่ยังไม่แห้ง พลังของฉันจะอ่อนลงเป็นเหมือนผู้ชายทั่วไป” 8 พวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตียจึงเอาสายธนูใหม่เจ็ดเส้นที่ยังไม่แห้งมาให้เธอ แล้วเธอก็เอาไปมัดแซมสัน 9 พวกนั้นจัดคนซุ่มไว้อีกห้องหนึ่ง และเธอก็ร้องบอกแซมสันว่า “แซมสัน ชาวฟีลิสเตียมาจับคุณแล้ว” แซมสันก็ดึงสายธนูขาดออกจากกันอย่างง่ายดายเหมือนด้ายป่านที่ขาดผึงเมื่อโดนไฟ+ ดังนั้น ความลับเกี่ยวกับพละกำลังของเขาจึงยังไม่มีใครรู้
10 แล้วเดลิลาห์ก็พูดกับแซมสันว่า “คุณโกหกหลอกลวงฉัน บอกฉันมาเถอะนะว่าต้องใช้อะไรถึงจะมัดคุณได้” 11 แซมสันก็พูดกับเธอว่า “ถ้าพวกเขามัดฉันด้วยเชือกใหม่ที่ยังไม่เคยใช้มาก่อน พลังของฉันจะอ่อนลงเป็นเหมือนผู้ชายทั่วไป” 12 เดลิลาห์ก็เอาเชือกใหม่มามัดเขา และร้องว่า “แซมสัน ชาวฟีลิสเตียมาจับคุณแล้ว” (ตอนนั้นมีคนซุ่มอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่ง) เขาก็ดึงเชือกที่มัดแขนเขาอยู่ขาดออกจากกันเหมือนเส้นด้าย+
13 หลังจากนั้น เดลิลาห์ก็พูดกับแซมสันว่า “จนถึงตอนนี้ คุณก็ยังโกหกหลอกลวงฉัน+ บอกฉันเถอะว่าต้องใช้อะไรถึงจะมัดคุณได้” เขาก็บอกเธอว่า “ถ้าเธอเอาเปียเจ็ดเปียบนหัวของฉันทอเข้ากับเส้นด้าย* พลังของฉันจะหายไป” 14 เธอก็เอาฟืม*กระทบเปียของเขาจนแน่น แล้วร้องบอกเขาว่า “แซมสัน ชาวฟีลิสเตียมาจับคุณแล้ว” แซมสันก็สะดุ้งตื่น และดึงเอาฟืมกับด้ายทอออกไป
15 คราวนี้ เธอพูดกับเขาว่า “คุณมาบอกได้ยังไงว่ารักฉัน+ ในเมื่อคุณไม่ยอมเปิดใจกับฉัน? สามครั้งแล้วที่คุณหลอกฉันและไม่บอกฉันว่าพลังมหาศาลของคุณมาจากไหน”+ 16 เธอคอยเซ้าซี้และรบเร้าเขาทุกวัน ทำให้เขารำคาญแทบตาย+ 17 ในที่สุด เขาก็บอกทุกอย่างกับเธอว่า “มีดโกนไม่เคยถูกหัวของฉันเลย เพราะฉันเป็นนาศีร์เพื่อพระเจ้าตั้งแต่เกิด*+ ถ้าฉันโกนผม พลังของฉันจะหายไป พลังของฉันจะอ่อนลงเป็นเหมือนผู้ชายทั่วไป”
18 พอเดลิลาห์เห็นว่าเขาบอกทุกอย่างกับเธอแล้ว เธอก็รีบไปเรียกพวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตีย+ เธอพูดว่า “ขึ้นมาคราวนี้ไม่พลาดแน่ เพราะเขาบอกทุกอย่างกับดิฉันแล้ว” พวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตียก็ขึ้นมาหาเธอพร้อมนำเงินมาด้วย 19 เธอทำให้แซมสันหลับบนตัก แล้วก็เรียกคนมาโกนผมเปียเจ็ดเปียบนหัวของเขา เธอก็เริ่มควบคุมเขาได้เพราะพละกำลังของเขาหายไปแล้ว 20 แล้วเธอก็ร้องขึ้นว่า “แซมสัน ชาวฟีลิสเตียมาจับคุณแล้ว” แซมสันก็ตื่นขึ้นและพูดว่า “ฉันจะออกไปเหมือนครั้งก่อน ๆ+และจะสะบัดให้หลุด” แต่เขาไม่รู้ว่าพระยะโฮวาไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว 21 ชาวฟีลิสเตียจึงจับตัวเขาและควักลูกตาออกทั้งสองข้าง พวกเขาเอาตัวแซมสันลงไปที่เมืองกาซาและล่ามเขาด้วยโซ่ทองแดง 2 เส้น และให้เขาเป็นคนหมุนเครื่องโม่ในคุก 22 ในระหว่างนั้น ผมของเขาที่ถูกโกนออกไปก็เริ่มยาวขึ้นอีก+
23 พวกเจ้านายของชาวฟีลิสเตียมาชุมนุมกันเพื่อถวายเครื่องบูชาครั้งใหญ่ให้ดาโกน+พระของพวกเขาและเลี้ยงฉลองกัน พวกเขาพูดว่า “พระของเรามอบแซมสันศัตรูของพวกเราไว้ในมือเราแล้ว” 24 พอประชาชนเห็นรูปเคารพนั้นก็พากันสรรเสริญพระของพวกเขาและพูดว่า “พระของเรามอบศัตรูของพวกเราไว้ในมือเราแล้ว เขาเป็นคนที่ทำลายแผ่นดินของเรา+และฆ่าพวกเราไปมากมาย”+
25 ขณะที่รื่นเริงกันอยู่นั้น พวกเขาก็พูดว่า “เรียกแซมสันมาทำอะไรสนุก ๆ ให้พวกเราดูหน่อย” เขาก็ไปเรียกแซมสันมาจากคุกเพื่อมาให้ความบันเทิงกับพวกเขา และเขาให้แซมสันยืนอยู่ระหว่างเสาสองต้น 26 แซมสันพูดกับเด็กที่จูงมือเขามาว่า “พาผมไปแตะเสาสองต้นที่รองรับวิหารนี้หน่อย ผมจะได้เอามือเท้าที่เสานั้น” 27 (ขณะนั้น ที่วิหารมีผู้ชายและผู้หญิงเต็มไปหมด เจ้านายของชาวฟีลิสเตียทุกคนก็มาอยู่ที่นั่นด้วย และบนดาดฟ้าก็มีคนอยู่ราว ๆ 3,000 คนทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทุกคนมองมาที่แซมสันขณะที่เขาให้ความบันเทิงอยู่)
28 แซมสัน+ก็อ้อนวอนพระยะโฮวาว่า “พระยะโฮวาพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ขอพระองค์ระลึกถึงผมด้วย พระเจ้าครับ ขอให้พลังกับผม+ครั้งนี้อีกแค่ครั้งเดียว ขอให้ผมได้แก้แค้นชาวฟีลิสเตีย อย่างน้อยก็เพื่อตาข้างหนึ่งของผม”+
29 แซมสันยืนอยู่ระหว่างเสาสองต้นซึ่งอยู่ตรงกลางและรองรับวิหารนั้น เขาเอามือขวายันเสาต้นหนึ่ง และมือซ้ายยันเสาอีกต้นหนึ่ง 30 แล้วแซมสันก็ร้องขึ้นว่า “ผมขอตายพร้อมกับชาวฟีลิสเตีย” แล้วเขาก็ผลักเสานั้นสุดแรงเกิด วิหารก็พังลงมาทับพวกเจ้านายและผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในนั้น+ คนที่ตายไปพร้อมกับเขาในครั้งนี้มีมากกว่าคนที่เขาฆ่าตอนที่เขามีชีวิตอยู่+
31 หลังจากนั้น พวกพี่น้องของเขาและทุกคนในครอบครัวของพ่อก็ลงมารับศพของเขากลับไป และนำไปฝังไว้ในที่ฝังศพของมาโนอาห์+พ่อของเขาซึ่งอยู่ระหว่างเมืองโศราห์+กับเมืองเอชทาโอล แซมสันเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอล 20 ปี+
17 มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อมีคาห์อยู่ในเขตเทือกเขาของเอฟราอิม+ 2 เขาพูดกับแม่ว่า “ที่แม่บอกว่ามีคนขโมยเงินหนัก 1,100 เชเขล*ไป และผมก็ได้ยินแม่สาปแช่งคนที่เอาไป จริง ๆ แล้วเงินนั้นอยู่ที่ผม ผมเป็นคนเอาเงินนั้นไปเองครับ” แม่ของเขาก็พูดว่า “ขอพระยะโฮวาอวยพรลูกชายของดิฉันด้วยเถอะ” 3 แล้วเขาก็คืนเงินหนัก 1,100 เชเขล*นั้นให้แม่ แต่เธอพูดว่า “แม่ขอถวายเงินนี้เป็นสิ่งบริสุทธิ์ให้พระยะโฮวา แม่อยากให้ลูกเอาเงินนี้ไปใช้ในการทำรูปแกะสลักและรูปหล่อโลหะ+ให้ตัวเอง เงินนี้เป็นของลูก”
4 หลังจากที่เขาเอาเงินมาคืนให้แม่ เธอก็เอาเงินหนัก 200 เชเขล*ไปให้ช่างเงิน เขาเอาเงินนั้นไปทำรูปแกะสลักและรูปหล่อโลหะมาตั้งไว้ในบ้านของมีคาห์ 5 ผู้ชายที่ชื่อมีคาห์นี้มีเรือนพระหลังหนึ่ง เขาทำเอโฟด+ ขึ้นมาตัวหนึ่งและทำรูปปั้นเทราฟิม*+ด้วย เขาแต่งตั้งลูกชายคนหนึ่งเป็นปุโรหิต+ 6 ในช่วงเวลานั้น ชาวอิสราเอลไม่มีกษัตริย์+ แต่ละคนทำตามที่ตัวเองเห็นว่าดี*+
7 มีชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ในเมืองเบธเลเฮม+ในเขตยูดาห์ เขาเป็นคนเลวี+ ที่ไปอาศัยอยู่ในเขตยูดาห์อยู่ช่วงหนึ่ง 8 แล้วเขาก็ออกจากเมืองเบธเลเฮมในเขตยูดาห์ไปหาที่อยู่ใหม่ เขาเดินทางมาถึงบ้านของมีคาห์+ในเขตเทือกเขาของเอฟราอิม 9 มีคาห์ถามเขาว่า “คุณมาจากที่ไหน?” เขาก็ตอบว่า “ผมเป็นคนเลวีมาจากเมืองเบธเลเฮมในเขตยูดาห์ และกำลังหาที่อยู่ใหม่” 10 มีคาห์ก็พูดกับเขาว่า “มาอยู่กับผมสิ มาเป็นที่ปรึกษาและปุโรหิตให้ผม ผมจะให้เงินคุณปีละ 10 เชเขล* พร้อมเสื้อผ้าหนึ่งชุดและอาหารด้วย” เขาก็เข้าไปในบ้านของมีคาห์ 11 คนเลวีจึงตกลงอาศัยอยู่กับมีคาห์ และเป็นเหมือนลูกคนหนึ่งของเขา 12 มีคาห์ยังแต่งตั้งคนเลวีคนนี้ให้เป็นปุโรหิต+ และให้อยู่ในบ้านของเขา 13 มีคาห์พูดว่า “ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าพระยะโฮวาจะอวยพรผม เพราะผมได้คนเลวีมาเป็นปุโรหิต”
18 ในช่วงเวลานั้น ชาวอิสราเอลไม่มีกษัตริย์+ และตระกูลดาน+ก็กำลังมองหาที่ดิน*เพื่ออยู่อาศัย เพราะที่ดินที่พวกเขาได้รับท่ามกลางชาวอิสราเอลตระกูลต่าง ๆ นั้นยังไม่พอ+
2 คนในตระกูลดานจึงส่งผู้ชายที่มีความสามารถ 5 คนในตระกูลของตัวเองจากเมืองโศราห์และเมืองเอชทาโอล+ไปสอดแนมและสำรวจดูแผ่นดิน พวกเขาพูดกับผู้ชาย 5 คนนั้นว่า “ขอให้พวกคุณไปสำรวจดูแผ่นดิน” เมื่อคนพวกนั้นไปถึงบ้านของมีคาห์+ในเขตเทือกเขาของเอฟราอิมก็ค้างคืนที่นั่น 3 ตอนที่พวกเขาใกล้จะถึงบ้านของมีคาห์ พวกเขาจำเสียง*ชายหนุ่มที่เป็นคนเลวีได้จึงเข้าไปหาและถามว่า “ใครพาคุณมาที่นี่? คุณมาทำอะไร? ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่?” 4 เขาก็บอกคนพวกนั้นว่ามีคาห์ได้ทำข้อตกลงอะไรไว้กับเขา และบอกอีกว่า “เขาจ้างผมมาเป็นปุโรหิตให้เขา”+ 5 คนพวกนั้นก็พูดว่า “ขอถามพระเจ้าให้พวกเราหน่อยว่าการเดินทางของเราจะประสบความสำเร็จไหม” 6 ปุโรหิตคนนี้ก็พูดกับพวกเขาว่า “สบายใจได้ พระยะโฮวาจะอยู่กับพวกคุณในการเดินทาง”
7 ผู้ชาย 5 คนนั้นก็เดินทางต่อไปถึงเมืองลาอิช+ พวกเขาเห็นคนที่นั่นอยู่อย่างไม่ต้องพึ่งพาใคร ๆ เหมือนกับชาวไซดอน พวกเขาอยู่กันอย่างเงียบสงบไม่ระแวดระวังอะไร+ ไม่มีใครมารุกรานกดขี่หรือรบกวนพวกเขา พวกเขาอยู่ห่างไกลจากชาวไซดอนและไม่ติดต่อเกี่ยวข้องกับใครเลย
8 พอผู้ชาย 5 คนนั้นกลับมาหาพวกพี่น้องที่เมืองโศราห์และเมืองเอชทาโอล+ พวกพี่น้องก็ถามว่า “ไปดูมาแล้วเป็นยังไงบ้าง?” 9 พวกเขาตอบว่า “ขึ้นไปต่อสู้กับพวกนั้นกันเถอะ เพราะเราเห็นแผ่นดินนั้นแล้ว มันดีมาก อย่ามัวลังเลชักช้ากันอยู่เลย ไปยึดแผ่นดินนั้นให้ได้ 10 พอพวกคุณไปถึง พวกคุณจะเห็นคนที่นั่นไม่ระแวดระวังอะไรเลย+ แผ่นดินก็กว้างใหญ่ พระเจ้ามอบแผ่นดินนั้นไว้ในมือพวกคุณแล้ว ที่นั่นมีทุกอย่างที่เราต้องการ”+
11 แล้วผู้ชายตระกูลดาน 600 คนที่ถืออาวุธพร้อมสู้รบก็ออกจากเมืองโศราห์และเมืองเอชทาโอล+ 12 พวกเขาขึ้นไปตั้งค่ายใกล้ ๆ เมืองคีริยาทเยอาริม+ในเขตยูดาห์ เพราะอย่างนี้ สถานที่ตรงนั้นซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองคีริยาทเยอาริมจึงถูกเรียกว่ามาหะเนห์ดาน*+จนถึงวันนี้ 13 แล้วพวกเขาก็ออกจากที่นั่นไปที่เขตเทือกเขาของเอฟราอิมและไปถึงบ้านของมีคาห์+
14 แล้วผู้ชาย 5 คนที่ไปสอดแนมดูแผ่นดินลาอิช+ก็พูดกับพวกพี่น้องของเขาว่า “พวกคุณรู้ไหมว่า มีบ้านหลังหนึ่งแถว ๆ นี้มีเอโฟด รูปปั้นเทราฟิม* รูปแกะสลัก และรูปหล่อโลหะ?+ ลองคิดดูก็แล้วกันว่าควรทำยังไง” 15 พวกเขาจึงหยุดอยู่ที่นั่น แล้วผู้ชาย 5 คนนั้นก็ไปที่บ้านของชายหนุ่มคนเลวี+ซึ่งอยู่กับมีคาห์ และถามสารทุกข์สุกดิบของเขา 16 ในระหว่างนั้นผู้ชายตระกูลดาน 600 คน+ที่ถืออาวุธพร้อมสู้รบยืนอยู่ตรงทางเข้าประตูเมือง 17 ผู้ชาย 5 คนที่ถูกส่งไปสอดแนมดูแผ่นดิน+ก็เข้าไปข้างในเพื่อเอารูปแกะสลัก เอโฟด+ รูปปั้นเทราฟิม*+ และรูปหล่อโลหะ+ (ส่วนปุโรหิต+นั้นยืนอยู่ตรงทางเข้าประตูเมืองกับคน 600 คนที่ถืออาวุธพร้อมสู้รบ) 18 พวกเขาเข้าไปในบ้านของมีคาห์แล้วเอารูปแกะสลัก เอโฟด รูปปั้นเทราฟิม* และรูปหล่อโลหะออกมา ปุโรหิตก็ถามพวกเขาว่า “พวกคุณกำลังทำอะไร?” 19 พวกเขาตอบว่า “เงียบไว้ไม่ต้องพูดอะไรแล้วไปกับพวกเรา ไปเป็นที่ปรึกษาและเป็นปุโรหิตให้เรา คุณลองคิดดูเองว่าอย่างไหนดีกว่ากัน ระหว่างเป็นปุโรหิตที่บ้านของผู้ชายคนหนึ่ง+กับเป็นปุโรหิตให้คนทั้งวงศ์ตระกูลหรือทั้งตระกูลของอิสราเอลด้วยซ้ำ?”+ 20 เมื่อได้ยินอย่างนี้ปุโรหิตก็พอใจ จึงเอาเอโฟด รูปปั้นเทราฟิม* และรูปแกะสลัก+ไปกับคนพวกนั้น
21 ตอนที่พวกเขาออกเดินทางต่อ พวกเขาให้เด็ก ๆ ฝูงสัตว์ และของมีค่าอยู่ข้างหน้าพวกเขา 22 พอออกจากบ้านของมีคาห์มาได้ไม่ไกล พวกผู้ชายที่อาศัยอยู่ในละแวกบ้านของมีคาห์ก็ยกพวกไล่ตามคนในตระกูลดานจนทัน 23 พอพวกเขาตะโกนเรียก คนในตระกูลดานก็หันกลับมาถามมีคาห์ว่า “มีเรื่องอะไร? ยกพวกตามเรามาทำไม?” 24 เขาก็ตอบว่า “พวกคุณเอาพระของผมไป แถมเอาปุโรหิตไปด้วย ผมไม่เหลืออะไรเลย แล้วพวกคุณยังจะมาถามอีกหรือว่า ‘มีเรื่องอะไร?’” 25 คนในตระกูลดานก็ตอบว่า “อย่ามาตะโกนใส่พวกเราอย่างนี้ ถ้าเกิดมีใครโมโหขึ้นมา เขาอาจจะทำร้ายคุณแล้วฆ่าคุณกับครอบครัวของคุณ” 26 เมื่อมีคาห์เห็นว่าพวกเขามีกำลังมากกว่าจึงกลับบ้านไป คนในตระกูลดานก็เดินทางต่อ
27 หลังจากพวกเขาเอาพระของมีคาห์กับปุโรหิตของเขาไปแล้ว พวกเขาก็ไปที่เมืองลาอิช+ ซึ่งชนชาติที่อยู่อย่างเงียบสงบไม่ระแวดระวังอะไร+อยู่ที่นั่น และพวกเขาก็ฆ่าฟันคนพวกนั้นตายและเผาเมืองนั้น 28 ไม่มีใครมาช่วยเลย เพราะเมืองนั้นอยู่ไกลจากเมืองไซดอนและไม่ได้ติดต่อเกี่ยวข้องกับใคร เมืองนั้นอยู่ในที่ราบหุบเขาของเบธเรโหบ+ แล้วพวกเขาก็สร้างเมืองนั้นขึ้นใหม่และตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่น 29 พวกเขาเรียกชื่อเมืองนั้นว่าดาน+ตามชื่อบรรพบุรุษของพวกเขาที่ชื่อดานซึ่งเป็นลูกชายของอิสราเอล+ แต่ชื่อเดิมของเมืองนั้นคือลาอิช+ 30 หลังจากนั้น คนในตระกูลดานก็ตั้งรูปแกะสลัก+นั้นไว้ที่นั่น โยนาธานกับลูกหลานของเขาก็เป็นปุโรหิตให้ตระกูลดานจนถึงวันที่คนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินตกเป็นเชลย โยนาธาน+เป็นลูกหลานของเกอร์โชม+ เกอร์โชมเป็นลูกชายของโมเสส 31 และรูปแกะสลักของมีคาห์ที่พวกเขาตั้งไว้ยังอยู่ที่นั่นตลอดเวลาที่เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเที่ยงแท้ตั้งอยู่ในเมืองชิโลห์+
19 ในช่วงเวลานั้น ชาวอิสราเอลไม่มีกษัตริย์+ มีคนเลวีคนหนึ่งซึ่งตอนนั้นอาศัยอยู่ในที่ห่างไกลในเขตเทือกเขาของเอฟราอิม+ เขาได้ผู้หญิงคนหนึ่งจากเมืองเบธเลเฮม+ในเขตยูดาห์มาเป็นภรรยาน้อย 2 แต่เธอไม่ซื่อสัตย์ต่อสามี และทิ้งเขากลับไปบ้านของพ่อที่เมืองเบธเลเฮมในเขตยูดาห์ เธออยู่ที่นั่นได้ 4 เดือน 3 สามีก็ไปตามและชวนเธอกลับมาอยู่ด้วยกันอีก เขาเอาคนรับใช้ผู้ชายคนหนึ่งพร้อมกับลาสองตัวไปด้วย พอไปถึง เธอก็พาเขาเข้าไปในบ้านของพ่อ เมื่อพ่อของเธอเห็นเขาก็ดีใจมาก 4 พ่อของหญิงสาวคนนี้ก็คะยั้นคะยอเขาให้พักอยู่ที่นั่น 3 วัน แล้วพ่อตากับลูกเขยก็กินและดื่มด้วยกัน เขาค้างคืนอยู่ที่นั่น
5 พอวันที่สี่ พวกเขาตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อจะเดินทางกลับ พ่อก็พูดกับลูกเขยว่า “กินอะไรสักหน่อยจะได้มีแรง แล้วค่อยไป” 6 พวกเขาก็นั่งลง และทั้งสองก็กินและดื่มด้วยกัน หลังจากนั้น พ่อตาก็พูดกับเขาว่า “ค้างอีกคืนหนึ่งเถอะ อยู่กันตามสบายไม่ต้องเกรงใจ” 7 พอผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นจะไป พ่อตาก็ขอร้องเขาให้อยู่ต่อ เขาจึงค้างอยู่อีกคืนหนึ่ง
8 พอวันที่ห้า เขาตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อจะเดินทางกลับ พ่อตาก็พูดว่า “กินอะไรสักหน่อยจะได้มีแรง” ทั้งสองก็กินด้วยกัน แล้วก็อยู่ที่นั่นต่อจนถึงบ่าย 9 พอผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นจะพาภรรยาน้อยกับคนรับใช้ของเขากลับ พ่อตาก็พูดว่า “ตอนนี้ก็เกือบจะเย็นแล้ว อยู่ต่ออีกสักคืนหนึ่งเถอะ นี่ก็ใกล้จะหมดวันแล้ว ค้างที่นี่อีกสักคืนหนึ่งเถอะนะ อยู่กันตามสบายไม่ต้องเกรงใจ พรุ่งนี้ค่อยตื่นแต่เช้าและออกเดินทางกลับบ้าน”* 10 แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ยอมอยู่ต่อ เขาก็ลุกขึ้นและออกเดินทางไปจนถึงเมืองเยบุสหรือเยรูซาเล็ม+ โดยมีภรรยาน้อยกับคนรับใช้และลาสองตัวไปด้วย
11 เมื่อพวกเขาใกล้จะถึงเมืองเยบุส ดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำ คนรับใช้จึงพูดกับนายว่า “เราจะหยุดพักค้างคืนที่เมืองของชาวเยบุสดีไหมครับ?” 12 แต่นายของเขาพูดว่า “พวกเราไม่ควรหยุดพักที่เมืองของคนต่างชาติซึ่งไม่ใช่ชาวอิสราเอล เราจะเดินทางต่อไปจนถึงเมืองกิเบอาห์”+ 13 แล้วเขาก็พูดกับคนรับใช้ว่า “ไปกันเถอะ เราจะไปให้ถึงสักเมือง ไม่เมืองกิเบอาห์ก็เมืองรามาห์+แล้วค้างคืนที่นั่น” 14 พวกเขาก็เดินทางต่อไป พอใกล้จะถึงเมืองกิเบอาห์ซึ่งอยู่ในเขตของตระกูลเบนยามิน ดวงอาทิตย์ก็เริ่มลับขอบฟ้า
15 พวกเขาจึงแวะเข้าไปค้างคืนในเมืองกิเบอาห์ พอเข้าไปในตัวเมืองพวกเขาก็นั่งลงที่ลานเมือง แต่ไม่มีใครรับเขาเข้าไปค้างคืนในบ้าน+ 16 ในที่สุด มีชายชราคนหนึ่งที่ไปทำงานในทุ่งนาและกลับมาในเย็นวันนั้น เขาเป็นคนที่มาจากเขตเทือกเขาของเอฟราอิม+ และมาอาศัยอยู่ในเมืองกิเบอาห์ได้ช่วงหนึ่ง ชาวเมืองนี้เป็นคนในตระกูลเบนยามิน+ 17 พอเขาเห็นผู้ชายที่เดินทางมานั่งอยู่ที่ลานเมือง ชายชราก็ถามว่า “พวกคุณมาจากที่ไหน และกำลังจะไปไหนกัน?” 18 เขาตอบว่า “เราเดินทางมาจากเมืองเบธเลเฮมในเขตยูดาห์เพื่อจะไปเขตเทือกเขาของเอฟราอิมที่ห่างไกล ผมมาจากที่นั่น ผมเพิ่งไปเมืองเบธเลเฮมในเขตยูดาห์มา+ และผมกำลังจะไปวิหาร*ของพระยะโฮวา* แต่ไม่มีใครรับผมเข้าไปในบ้านเลย 19 พวกเรามีฟางกับหญ้าพอสำหรับลา+ของเรา และมีขนมปัง+กับเหล้าองุ่นพอสำหรับผม ภรรยาน้อย และคนรับใช้ พวกเรามีทุกอย่างไม่ขาดอะไร” 20 ชายชราคนนั้นก็พูดว่า “ไม่ต้องห่วง ผมจะดูแลคุณเอง อย่าพักค้างคืนที่ลานเมืองนี้เลย” 21 ชายชราคนนั้นก็พาพวกเขาเข้าไปในบ้าน เอาหญ้าให้ลากิน และพวกเขาก็ล้างเท้า แล้วก็กินและดื่ม
22 ตอนที่พวกเขากำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น พวกคนชั่วในเมืองก็มาล้อมบ้านของชายชรา ทุบประตูบ้านและพูดไม่หยุดว่า “เอาผู้ชายที่มาพักในบ้านออกมา พวกเราจะมีเพศสัมพันธ์กับเขา”+ 23 เจ้าของบ้านก็ออกไปพูดกับพวกนั้นว่า “อย่าทำอย่างนี้ พี่น้องของผม อย่าทำชั่วอย่างนี้เลย ได้โปรดเถอะ ผู้ชายคนนี้เป็นแขกของผม อย่าทำเรื่องน่าอายแบบนี้ 24 เอาอย่างนี้ ลูกสาวของผมยังบริสุทธิ์ และนี่ก็ภรรยาน้อยของเขา ผมจะพาพวกเธอออกมาให้ ถ้าพวกคุณอยากจะทำร้ายเธอก็ทำเถอะ+ แต่อย่าทำเรื่องน่าอายกับผู้ชายคนนี้”
25 แต่คนพวกนั้นไม่ฟัง ชายเลวีคนนั้นจึงจับแขนภรรยาน้อย+แล้วเอาตัวเธอออกไปให้พวกเขา พวกเขาก็ข่มขืนและทำร้ายเธอตลอดคืน แล้วปล่อยเธอไปตอนรุ่งสาง 26 ตอนเช้าตรู่เธอก็มาล้มลงตรงทางเข้าบ้านของชายชราที่สามีของเธอพักอยู่ เธอนอนอยู่ที่นั่นจนสว่าง 27 พอสามีของเธอตื่นขึ้นมาตอนเช้าและเปิดประตูบ้านเพื่อจะออกเดินทางต่อ เขาก็เห็นภรรยาน้อยนอนอยู่ตรงทางเข้าบ้านโดยที่มือทั้งสองข้างพาดอยู่บนธรณีประตู 28 เขาก็พูดกับเธอว่า “ลุกขึ้นไปกันเถอะ” แต่ไม่มีเสียงตอบเลย ผู้ชายคนนั้นจึงอุ้มเธอพาดบนหลังลาและออกเดินทางกลับไปบ้านของเขา
29 พอถึงบ้าน เขาก็เอามีดแล่เนื้อมาหั่นศพภรรยาน้อยของเขาออกเป็น 12 ท่อน และส่งไปทั่วทุกเขตของอิสราเอล 30 ทุกคนที่เห็นก็พูดกันว่า “ตั้งแต่ที่ชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์มาจนถึงวันนี้ เหตุการณ์อย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่เคยพบเคยเห็นเลย ลองคิดและปรึกษากันดูดี ๆ+เถอะว่าควรจะทำยังไง”
20 ชาวอิสราเอลจากเมืองดาน+จนถึงเมืองเบเออร์เชบาและจากเขตกิเลอาด+ก็พร้อมใจมารวมตัวกันต่อหน้าพระยะโฮวาที่เมืองมิสปาห์+ 2 พวกหัวหน้าของประชาชนและของตระกูลต่าง ๆ ในอิสราเอลก็อยู่กับประชาชนของพระเจ้าที่มารวมตัวกันที่นั่นด้วย มีทหารราบถือดาบทั้งหมด 400,000 คน+
3 คนในตระกูลเบนยามินก็ได้ยินว่าผู้ชายชาวอิสราเอลขึ้นไปที่เมืองมิสปาห์
แล้วผู้ชายชาวอิสราเอลพูดว่า “เล่าให้พวกเราฟังหน่อยว่าเกิดเรื่องเลวร้ายอย่างนี้ขึ้นได้ยังไง”+ 4 คนเลวี+ที่เป็นสามีของผู้หญิงที่ถูกฆ่าตายก็เล่าว่า “ผมกับภรรยาน้อยไปถึงเมืองกิเบอาห์+ในเขตตระกูลเบนยามินเพื่อจะพักค้างคืนที่นั่น 5 พอตกกลางคืนชาวเมือง* กิเบอาห์ก็เข้ามาล้อมบ้านที่ผมพักอยู่ พวกเขาตั้งใจจะฆ่าผม แต่ก็ไปข่มขืนภรรยาน้อยของผมจนตาย+ 6 ผมเลยเอาศพของเธอมาหั่นเป็นท่อน ๆ และส่งไปทั่วทุกเขตในแผ่นดินที่ชาวอิสราเอลได้รับเป็นมรดก+ เพราะคนพวกนั้นทำสิ่งที่น่าอายและเสื่อมเสียในชาติอิสราเอล 7 ขอชาวอิสราเอลทุกคนที่อยู่ที่นี่โปรดให้คำแนะนำและให้ความเห็น+ในเรื่องนี้ด้วยเถอะ”
8 ทุกคนก็ลุกขึ้นพร้อมกันและพูดว่า “พวกเราจะไม่กลับไปที่เต็นท์หรือบ้านของเรา 9 เราจะทำอย่างนี้กับเมืองกิเบอาห์ พวกเราจะจับฉลากเลือกผู้ชายขึ้นไปต่อสู้กับชาวเมืองนั้น+ 10 นอกจากนี้ เราจะคัดเอาผู้ชาย 10 คนจาก 100 คน และ 100 คนจาก 1,000 คน และ 1,000 คนจาก 10,000 คนจากทุกตระกูลของชาวอิสราเอล เพื่อจัดหาเสบียงอาหารให้ทหาร พวกทหารจะได้ไปต่อสู้กับชาวเมืองกิเบอาห์ในเขตตระกูลเบนยามิน เพราะพวกนั้นทำความเสื่อมเสียในชาติอิสราเอล” 11 พวกผู้ชายชาวอิสราเอลจึงพร้อมใจมารวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับชาวเมืองนั้น
12 แล้วชาวอิสราเอลตระกูลต่าง ๆ ก็ส่งคนไปถามทั่วตระกูลเบนยามินว่า “ทำไมถึงมีเรื่องเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้น? 13 มอบพวกคนชั่วของเมืองกิเบอาห์+มาให้พวกเราประหารชีวิตเดี๋ยวนี้ พวกเราต้องกำจัดความชั่วร้ายออกไปจากชาวอิสราเอล”+ แต่คนในตระกูลเบนยามินไม่ฟังชาวอิสราเอลพี่น้องของเขา
14 คนในตระกูลเบนยามินจากเมืองต่าง ๆ ก็รวมตัวกันเดินทางไปที่เมืองกิเบอาห์เพื่อต่อสู้กับทหารอิสราเอล 15 วันนั้น ตระกูลเบนยามินรวบรวมทหารถือดาบจากเมืองต่าง ๆ ได้ 26,000 คน นอกเหนือจากทหาร 700 คนที่คัดเลือกมาอย่างดีจากเมืองกิเบอาห์ 16 และในจำนวนนี้มี 700 คนเป็นทหารที่คัดเลือกมาอย่างดีและถนัดมือซ้าย ทุกคนสามารถใช้เชือกเหวี่ยงก้อนหินให้ถูกเป้าได้อย่างแม่นยำถึงแม้เป้านั้นจะเล็กขนาดเท่าเส้นผม
17 ส่วนทหารอิสราเอลไม่รวมตระกูลเบนยามินมีจำนวนทั้งหมด 400,000 คน เป็นทหารถือดาบ+ และทุกคนเป็นนักรบที่มีประสบการณ์ 18 พวกเขาเดินทางขึ้นไปที่เมืองเบธเอลเพื่อถามพระเจ้า+ ชาวอิสราเอลถามว่า “ใครในพวกเราควรเป็นผู้นำในการทำสงครามกับตระกูลเบนยามินครับ?” พระยะโฮวาตอบว่า “ให้ตระกูลยูดาห์เป็นผู้นำ”
19 พอรุ่งเช้า ทหารอิสราเอลก็ขึ้นไปตั้งค่ายเพื่อทำสงครามกับชาวเมืองกิเบอาห์
20 ทหารอิสราเอลจัดขบวนทัพออกไปสู้รบกับทหารเบนยามินที่เมืองกิเบอาห์ 21 ทหารเบนยามินออกมาจากเมืองกิเบอาห์และฆ่าฟันทหารอิสราเอลล้มตาย 22,000 คนในวันนั้น 22 แต่ทหารอิสราเอลก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขามาจัดขบวนทัพที่เดิมเหมือนวันแรก 23 ส่วนชาวอิสราเอลก็ขึ้นไปร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าพระยะโฮวาที่เมืองเบธเอลจนเย็น พวกเขาถามพระยะโฮวาว่า “พวกเราควรไปสู้รบกับตระกูลเบนยามินพี่น้องของเราอีกไหม?”+ พระยะโฮวาตอบว่า “ไปเถอะ ไปสู้รบกับพวกเขา”
24 ทหารอิสราเอลจึงยกไปประชิดกองทหารเบนยามินอีกในวันที่สอง 25 ทหารเบนยามินก็ออกจากเมืองกิเบอาห์มาสู้กับพวกเขาในวันที่สอง และฆ่าฟันทหารอิสราเอลล้มตายอีก 18,000 คน+ ทุกคนเป็นทหารถือดาบ 26 ทหารอิสราเอลทั้งหมดก็ขึ้นไปที่เมืองเบธเอล ร้องไห้คร่ำครวญและนั่งอยู่ต่อหน้าพระยะโฮวาที่นั่น+ พวกเขาอดอาหาร+จนถึงตอนเย็น และถวายเครื่องบูชาเผา+กับเครื่องบูชาผูกมิตร+ให้พระยะโฮวาด้วย 27 แล้วพวกเขาก็ถามพระยะโฮวา+ เพราะตอนนั้นหีบสัญญาของพระเจ้าเที่ยงแท้อยู่ที่นั่น 28 ฟีเนหัส+ซึ่งเป็นลูกชายของเอเลอาซาร์และเป็นหลานของอาโรนก็ทำหน้าที่*อยู่ตรงหน้าหีบสัญญาในตอนนั้น พวกเขาถามว่า “พวกเราควรไปสู้รบกับทหารเบนยามินพี่น้องของเราอีกครั้ง หรือว่าไม่ต้องไปแล้วครับ?”+ พระยะโฮวาตอบว่า “ไปเถอะ เพราะพรุ่งนี้เราจะมอบพวกเขาไว้ในมือของเจ้า” 29 ทหารอิสราเอลก็จัดกำลังพลไปซุ่ม+อยู่รอบเมืองกิเบอาห์
30 ทหารอิสราเอลยกพลขึ้นไปสู้รบกับทหารเบนยามินในวันที่สาม พวกเขาจัดขบวนทัพเข้าต่อสู้กับชาวเมืองกิเบอาห์เหมือนครั้งก่อน ๆ+ 31 พอทหารเบนยามินออกมาสู้กับพวกเขา พวกเขาก็ล่อทหารเบนยามินให้ออกไปไกลจากตัวเมือง+ แล้วก็เหมือนครั้งก่อน ๆ ทหารเบนยามินเข้าโจมตีและฆ่าทหารอิสราเอลบางคนล้มตายบนทางหลวง ซึ่งทางหนึ่งแยกไปเมืองเบธเอล อีกทางหนึ่งแยกไปเมืองกิเบอาห์ มีทหารอิสราเอลประมาณ 30 คนถูกฆ่าตายบนทางหลวง+ 32 ทหารเบนยามินจึงพูดว่า “พวกเขาแพ้เราอีกแล้วเหมือนครั้งก่อน ๆ”+ แต่ทหารอิสราเอลพูดว่า “เราจะถอยออกมาและล่อพวกเขาให้ออกไปไกลจากตัวเมือง ไปที่ทางหลวง” 33 ทหารอิสราเอลทั้งหมดจึงถอยจากที่มั่นของตัวเองและไปจัดขบวนทัพที่บาอัลทามาร์ ส่วนทหารอิสราเอลที่ซุ่มอยู่ก็ออกมาจากที่ซ่อนรอบ ๆ เมืองกิเบอาห์ 34 แล้วทหาร 10,000 คนนี้ซึ่งคัดเลือกมาอย่างดีจากชาวอิสราเอลก็บุกไปที่ด้านหน้าของเมืองกิเบอาห์ การต่อสู้ครั้งนี้ดุเดือดมาก ทหารเบนยามินไม่รู้ว่าพวกเขากำลังจะเจอกับความหายนะ
35 พระยะโฮวาทำให้ทหารเบนยามินพ่ายแพ้+ทหารอิสราเอล ในวันนั้นทหารอิสราเอลฆ่าฟันทหารเบนยามินตายไป 25,100 คน ทุกคนเป็นทหารถือดาบ+
36 ตอนนั้นทหารเบนยามินคิดว่าจะเอาชนะทหารอิสราเอลได้ เพราะเห็นพวกเขาถอยทัพไป+ แต่ที่พวกเขาถอยก็เพราะไว้ใจกองซุ่มที่จัดไว้รอบเมืองกิเบอาห์+ 37 ทหารที่ซุ่มอยู่ออกมาอย่างรวดเร็วและบุกเข้าไปในเมืองกิเบอาห์ แล้วก็กระจายกำลังออกไปและฆ่าฟันคนทั้งเมืองล้มตายด้วยคมดาบ
38 ทหารอิสราเอลนัดแนะกับกองซุ่มไว้ให้ส่งสัญญาณเป็นควันไฟจากที่นั่น
39 ตอนที่ทหารอิสราเอลแกล้งถอยทัพนั้น ทหารเบนยามินเข้าโจมตีและฆ่าทหารอิสราเอลตายประมาณ 30 คน+ ทหารเบนยามินพูดว่า “พวกนั้นแพ้เราอีกแล้วเหมือนการรบครั้งก่อน”+ 40 แต่มีสัญญาณเป็นควันไฟลอยเป็นลำขึ้นไปจากตัวเมือง เมื่อทหารเบนยามินหันมาดูก็เห็นไฟกำลังไหม้ทั้งเมืองมีควันโขมงลอยสู่ท้องฟ้า 41 แล้วทหารอิสราเอลก็หันกลับมาสู้ ทำให้ทหารเบนยามินตกใจกลัวมากเพราะรู้ว่าหายนะมาถึงตัวแล้ว 42 พวกเขาจึงหนีทหารอิสราเอลไปทางที่กันดาร แต่ทหารอิสราเอลก็ไล่ตามไปติด ๆ ในเวลาเดียวกันทหารที่ออกมาจากเมืองก็มาร่วมกันฆ่าฟันทหารเบนยามินด้วย 43 ทหารอิสราเอลล้อมทหารเบนยามินไว้และไล่ตามฆ่าทหารเบนยามิน พวกเขาฆ่าฟันทหารเบนยามินล้มตายตรงหน้าเมืองกิเบอาห์ทางทิศตะวันออก 44 ทหารเบนยามินถูกฆ่าตาย 18,000 คน ทั้งหมดเป็นนักรบที่เก่งกล้า+
45 ทหารเบนยามินหนีเข้าไปในที่กันดารไปที่โขดหินริมโมน+ ทหารอิสราเอลก็ฆ่าฟันไปอีก 5,000 คนตามทางหลวง ทหารอิสราเอลไล่ตามพวกเขาไม่หยุดไปจนถึงกิโดมและฆ่าตายอีก 2,000 คน 46 ทหารเบนยามินทั้งหมดที่ตายในวันนั้นมีจำนวน 25,000 คน ทุกคนเป็นทหารถือดาบ+ และเป็นนักรบที่เก่งกล้า 47 แต่มีทหาร 600 คนหนีไปที่โขดหินริมโมนในที่กันดาร และอาศัยอยู่ที่นั่น 4 เดือน
48 ทหารอิสราเอลกลับไปฆ่าฟันคนและฝูงสัตว์ทั้งหมดที่เหลืออยู่ในเมืองต่าง ๆ ของตระกูลเบนยามินจนหมด และพวกเขายังจุดไฟเผาทุกเมืองที่พวกเขาผ่าน
21 ชาวอิสราเอลสาบานกันไว้ที่เมืองมิสปาห์+ว่า “พวกเราจะไม่ให้ลูกสาวของเราไปแต่งงานกับคนในตระกูลเบนยามินเด็ดขาด”+ 2 ประชาชนพากันไปที่เมืองเบธเอล+และนั่งอยู่ที่นั่นต่อหน้าพระเจ้าเที่ยงแท้จนถึงตอนเย็น พวกเขาร้องไห้คร่ำครวญกันยกใหญ่ 3 พวกเขาพูดว่า “พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอล ทำไมเหตุการณ์แบบนี้ถึงได้เกิดขึ้นในอิสราเอล? ทำไมวันนี้ตระกูลหนึ่งถึงต้องหายไปจากชาติอิสราเอล?” 4 วันรุ่งขึ้น ประชาชนก็ตื่นแต่เช้าและสร้างแท่นบูชาขึ้นที่นั่นเพื่อถวายเครื่องบูชาเผาและเครื่องบูชาผูกมิตร+
5 ชาวอิสราเอลถามว่า “มีใครในตระกูลของอิสราเอลที่ไม่ได้ขึ้นไปชุมนุมกันต่อหน้าพระยะโฮวาที่เมืองมิสปาห์?” เพราะพวกเขาสาบานไว้อย่างหนักแน่นว่าคนที่ไม่ได้ขึ้นไปหาพระยะโฮวาที่เมืองมิสปาห์จะต้องถูกประหารชีวิต 6 ชาวอิสราเอลรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลเบนยามินพี่น้องของเขา พวกเขาพูดว่า “วันนี้ตระกูลหนึ่งถูกตัดออกไปจากชาติอิสราเอลแล้ว 7 เราจะหาภรรยาให้คนที่เหลืออยู่ยังไงดี เพราะเราสาบานต่อหน้าพระยะโฮวา+ไปแล้วว่าจะไม่ให้ลูกสาวของเราไปแต่งงานกับพวกเขาเด็ดขาด?”+
8 ชาวอิสราเอลถามกันว่า “มีใครในตระกูลของอิสราเอลที่ไม่ได้ขึ้นไปชุมนุมกันต่อหน้าพระยะโฮวาที่เมืองมิสปาห์?”+ ก็พบว่าไม่มีชาวเมืองยาเบชกิเลอาดแม้แต่คนเดียวอยู่ในค่ายที่ชาวอิสราเอลมาชุมนุมกัน 9 ตอนนับจำนวนคน พวกเขาไม่เห็นชาวเมืองยาเบชกิเลอาดอยู่ที่นั่นเลย 10 ชาวอิสราเอลจึงส่งทหารที่เก่งกล้าที่สุด 12,000 คนไปที่นั่น และสั่งพวกเขาว่า “ไปฆ่าฟันชาวเมืองยาเบชกิเลอาดให้หมด แม้แต่ผู้หญิงและเด็กก็อย่าเว้น+ 11 พวกคุณต้องทำอย่างนี้ ให้ฆ่าผู้ชายทุกคนและผู้หญิงทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายแล้ว” 12 พวกเขาพบผู้หญิง 400 คนในกลุ่มชาวเมืองยาเบชกิเลอาดที่ยังบริสุทธิ์ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย พวกเขาจึงนำตัวมาที่ค่ายในเมืองชิโลห์+ซึ่งอยู่ในแผ่นดินคานาอัน
13 ชาวอิสราเอลก็ส่งคนไปแจ้งข่าวกับทหารเบนยามินที่โขดหินริมโมน+ว่าเลิกทำสงครามกันได้แล้ว 14 พวกเบนยามินจึงกลับมาที่เขตแดนของตัวเองในตอนนั้น ชาวอิสราเอลก็ยกพวกผู้หญิงชาวเมืองยาเบชกิเลอาดที่พวกเขาไว้ชีวิตให้คนพวกนั้น+ แต่ก็ไม่พอสำหรับพวกเขา 15 ชาวอิสราเอลรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลเบนยามิน+ เพราะพระยะโฮวาแยกพวกเขาออกจากตระกูลอื่น ๆ ของชาติอิสราเอล 16 พวกผู้นำ*ของชาวอิสราเอลจึงพูดกันว่า “พวกเราจะหาภรรยาให้กับผู้ชายที่เหลืออยู่ยังไงดี เพราะผู้หญิงในตระกูลเบนยามินถูกฆ่าหมดแล้ว?” 17 พวกเขาพูดกันว่า “คนในตระกูลเบนยามินที่เหลืออยู่ควรจะได้รับมรดกเพื่อจะไม่มีตระกูลไหนสาบสูญไปจากชาติอิสราเอล 18 แต่เราจะให้ลูกสาวของเราแต่งงานกับพวกเขาไม่ได้เพราะชาวอิสราเอลสาบานไว้ว่า ‘ใครที่ให้ลูกสาวของตัวเองไปแต่งงานกับคนในตระกูลเบนยามินจะต้องถูกสาปแช่ง’”+
19 แล้วพวกเขาก็พูดว่า “มีเทศกาลฉลองให้พระยะโฮวาทุกปีในเมืองชิโลห์+ เมืองนี้อยู่ทางเหนือของเมืองเบธเอลและอยู่ทางตะวันออกของทางหลวงที่ขึ้นไปจากเมืองเบธเอลไปที่เมืองเชเคม และเป็นเมืองที่อยู่ทางใต้ของเมืองเลโบนาห์” 20 พวกเขาจึงสั่งพวกผู้ชายตระกูลเบนยามินว่า “ไปซุ่มคอยอยู่ในสวนองุ่น 21 พอเห็นหญิงสาวชาวเมืองชิโลห์ออกมาล้อมวงเต้นรำกัน ให้พวกคุณออกมาจากสวนองุ่นและจับผู้หญิงชาวเมืองชิโลห์ไปเป็นภรรยา แล้วให้พวกคุณกลับไปเขตแดนของตระกูลเบนยามิน 22 ถ้าพ่อหรือพวกพี่น้องของผู้หญิงนั้นมาฟ้องเรา เราจะบอกพวกเขาว่า ‘เห็นใจเราเถอะ และเห็นแก่พวกเขาด้วย เพราะผู้หญิงที่เราจับมาได้จากสงครามนั้นมีไม่พอที่จะยกให้ทุกคน+ และพวกคุณเองจะให้ลูกสาวไปแต่งงานกับพวกเขาก็ไม่ได้ เพราะถ้าทำอย่างนั้นคุณเองก็จะมีความผิด’”+
23 ผู้ชายตระกูลเบนยามินก็ทำตามนั้น พวกเขาจับผู้หญิงที่ออกมาเต้นรำกันไปเป็นภรรยา คนหนึ่งก็ได้ผู้หญิงไปหนึ่งคน แล้วพวกเขาก็กลับไปเขตแดนที่ได้รับเป็นมรดก พวกเขาสร้างเมืองขึ้นใหม่+และอาศัยอยู่ในเมืองต่าง ๆ นั้น
24 เวลานั้นชาวอิสราเอลก็แยกย้ายกันไปจากที่นั่น แต่ละคนกลับไปที่ตระกูลและครอบครัวของตัวเอง พวกเขาออกจากที่นั่นไปเขตแดนที่ได้รับเป็นมรดก
25 ในช่วงเวลานั้น ชาวอิสราเอลไม่มีกษัตริย์+ แต่ละคนทำตามที่ตัวเองเห็นว่าดี*
แปลตรงตัวว่า “ฉลากของเรา”
“เชชัย อาหิมาน และทัลมัย” อาจหมายถึงลูกหลานของพวกเขา
หรืออาจแปลได้ว่า “เธอตบมือเรียกตอนอยู่บนหลังลา”
หรือ “เนเกบ”
แปลว่า “แอ่งน้ำ”
แปลว่า “สิ่งที่ต้องทำลายจนสิ้นซาก”
แปลตรงตัวว่า “รถศึกเหล็ก”
แปลตรงตัวว่า “แสดงความรักที่มั่นคงกับคุณ”
แปลว่า “คนร้องไห้”
เป็นสำนวนกวีหมายถึงตาย
หรือ “เสียใจ”
หรือ “ริมเขตแดนฮามัท”
แปลตรงตัวว่า “ขาย”
แปลตรงตัวว่า “อารัมนาหะราอิม”
แปลตรงตัวว่า “อารัม”
อาจเป็นศอกสั้น ยาวประมาณ 38 ซม. ดูภาคผนวก ข14
หรืออาจแปลได้ว่า “เหมืองหิน”
หรืออาจแปลได้ว่า “ช่องระบายอากาศ”
หรืออาจแปลได้ว่า “เหมืองหิน”
แปลตรงตัวว่า “ขาย”
หรือ “ฮาโรเชธของคนต่างชาติ”
แปลตรงตัวว่า “เขา”
แปลตรงตัวว่า “รถศึกเหล็ก”
แปลตรงตัวว่า “รถศึกเหล็ก”
การ “ทำตามคำปฏิญาณของตัวเอง” ในภาษาฮีบรูคือ “ปล่อยผมลงมา” เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการปฏิญาณตัว
หรือ “เล่นดนตรี”
หรืออาจแปลได้ว่า “สั่นสะเทือน”
หรืออาจแปลได้ว่า “คนที่ถืออุปกรณ์สำหรับคัดลอก”
หรืออาจแปลได้ว่า “ที่เก็บเสบียงใต้ดิน”
แปลตรงตัวว่า “ฟังเสียงของเรา”
“ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา” ตามฉบับแปลกรีกเซปตัวจินต์
22 ลิตร ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “ขอให้สันติสุขอยู่กับเจ้า”
แปลว่า “พระยะโฮวาคือสันติสุข”
แปลตรงตัวว่า “วัวหนุ่มตัวที่สอง”
แปลตรงตัวว่า “วัวหนุ่มตัวที่สอง”
แปลว่า “ให้พระบาอัลมาสู้คดีของเขาเอง”
แปลตรงตัวว่า “ใช้ลิ้นเลียน้ำเหมือนหมา”
คือ ช่วง 4 ทุ่มถึงตี 2
แปลตรงตัวว่า “ผลองุ่นส่วนที่เหลือซึ่งเอฟราอิมเก็บได้นั้นก็ดีกว่าผลองุ่นที่อาบีเอเซอร์เก็บไปในการเก็บครั้งแรกไม่ใช่หรือ?”
19.38 กก. ดูภาคผนวก ข14
คือ กิเดโอน
หรืออาจแปลได้ว่า “เจ้าของที่ดิน”
แปลตรงตัวว่า “เป็นกระดูกและเนื้อ”
798 กรัม ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “เจิม”
แปลตรงตัวว่า “โบกเหนือต้นไม้อื่น ๆ”
แปลตรงตัวว่า “โบกเหนือต้นไม้อื่น ๆ”
แปลตรงตัวว่า “โบกเหนือต้นไม้อื่น ๆ”
แปลตรงตัวว่า “เจิม”
หรือ “ป้อมปราการ”
หรือ “ซีเรีย”
แปลตรงตัวว่า “ขาย”
คงเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง
แปลตรงตัวว่า “ผู้ที่ได้ยิน”
น่าจะเป็นคำพูดเชิงเปรียบเทียบที่แสดงว่าจะมอบคนนั้นให้รับใช้พระเจ้าตลอดชีวิต
หรือ “กลองฉิ่ง”
หรือ “ข้อกำหนด”
หรืออาจแปลได้ว่า “ข้ามแม่น้ำไปทางเหนือ”
หรือ “ตั้งแต่อยู่ในท้อง”
หรือ “ตั้งแต่อยู่ในท้อง”
หรืออาจแปลได้ว่า “ก่อนที่เขาจะเข้าไปในห้องของเธอ”
แปลตรงตัวว่า “ถ้าพวกคุณไม่ได้เอาวัวสาวของผมไถนา”
หรือ “รอยแยก”
หรือ “รอยแยก”
แปลว่า “เนินเขาขากรรไกร”
แปลว่า “น้ำพุของคนที่ร้องขอ”
12.54 กก. ดูภาคผนวก ข14
หรือ “เส้นเอ็นสัตว์”
แปลตรงตัวว่า “เส้นด้ายของหูก”
คือ อุปกรณ์สำหรับทอผ้า
หรือ “ตั้งแต่อยู่ในท้อง”
12.54 กก. ดูภาคผนวก ข14
12.54 กก.
2.28 กก.
หรือ “เทพเจ้าประจำบ้าน” “รูปเคารพ”
หรือ “ตามสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้อง”
114 กรัม
แปลตรงตัวว่า “มรดก”
หรือ “สำเนียง”
แปลว่า “ค่ายของดาน”
หรือ “เทพเจ้าประจำบ้าน” “รูปเคารพ”
หรือ “เทพเจ้าประจำบ้าน” “รูปเคารพ”
หรือ “เทพเจ้าประจำบ้าน” “รูปเคารพ”
หรือ “เทพเจ้าประจำบ้าน” “รูปเคารพ”
แปลตรงตัวว่า “เต็นท์”
แปลตรงตัวว่า “บ้าน”
หรืออาจแปลได้ว่า “และผมรับใช้ที่วิหารของพระยะโฮวา”
หรืออาจแปลได้ว่า “เจ้าของที่ดิน”
แปลตรงตัวว่า “ยืน”
แปลตรงตัวว่า “พวกผู้ชายสูงอายุ”
หรือ “ตามสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้อง”