จดหมายถึงคริสเตียนในแคว้นกาลาเทีย
1 ผมเปาโลเป็นอัครสาวก ไม่ใช่โดยการมอบหมายหรือการแต่งตั้งที่มาจากมนุษย์ แต่มาจากพระเยซูคริสต์+และพระเจ้าผู้เป็นพ่อของเรา+ซึ่งได้ปลุกพระคริสต์ให้ฟื้นขึ้นจากตาย 2 ผมกับพวกพี่น้องที่อยู่ด้วยกัน เขียนถึงประชาคมต่าง ๆ ในแคว้นกาลาเทีย
3 ขอให้พวกคุณได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่และสันติสุขจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อของเรา และจากพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนาย 4 พระคริสต์สละตัวท่านเองเพื่อไถ่บาปให้เรา+ เพื่อช่วยเราให้พ้นจากอำนาจของโลกชั่วนี้*+ตามที่พระเจ้าผู้เป็นพ่อของเราประสงค์+ 5 ขอให้พระองค์ได้รับการยกย่องสรรเสริญตลอดไป อาเมน
6 ผมแปลกใจมากที่ยังไม่ทันไร พวกคุณก็เริ่มถอยห่างจากพระองค์ผู้ที่เรียกพวกคุณมาด้วยความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ แล้วหันไปฟังข่าวดีจากแหล่งอื่นแทน+ 7 จริง ๆ แล้วไม่มีข่าวดีจากแหล่งอื่น แต่มีบางคนทำให้พวกคุณสับสน+และพยายามจะบิดเบือนข่าวดีเรื่องพระคริสต์ 8 ถ้ามีใครในพวกเราหรือแม้แต่ทูตสวรรค์มาประกาศข่าวดีอย่างอื่นที่แตกต่างจากข่าวดีที่เราเคยประกาศกับพวกคุณ ก็ให้เขาถูกสาปแช่ง 9 ผมขอย้ำอีกครั้งเหมือนที่พูดไปแล้วว่า ใครที่ประกาศข่าวดีอย่างอื่นนอกเหนือจากที่พวกคุณได้รับจากเรา ก็ให้คนนั้นถูกสาปแช่ง
10 พวกคุณคิดว่าผมกำลังพยายามทำให้มนุษย์หรือพระเจ้าพอใจ? ผมพยายามเอาใจมนุษย์หรือ? ถ้าผมยังเอาใจมนุษย์อยู่ผมก็คงไม่ใช่ทาสของพระคริสต์ 11 พี่น้องครับ ผมอยากให้พวกคุณรู้ว่า ข่าวดีที่ผมประกาศนั้นไม่ได้เริ่มจากมนุษย์+ 12 และผมไม่ได้รับข่าวนั้นจากมนุษย์ ไม่มีมนุษย์คนไหนสอนผม แต่พระเยซูคริสต์เองเปิดเผยข่าวดีนั้นกับผม
13 พวกคุณก็รู้อยู่แล้วว่าผมเคยเป็นอย่างไรตอนที่นับถือศาสนายิว+ ผมข่มเหงประชาคมของพระเจ้าอย่างหนักและหาทางกวาดล้างให้หมดไป+ 14 ผมก้าวหน้าในทางศาสนายิวยิ่งกว่าเพื่อนร่วมชาติรุ่นเดียวกันหลายคน ผมกระตือรือร้นกว่าพวกเขามากในเรื่องธรรมเนียมของบรรพบุรุษของผม+ 15 แต่พระเจ้าผู้ให้ผมเกิดมา*นั้นได้เลือกผมด้วยความกรุณาที่ยิ่งใหญ่+ พระองค์พอใจ 16 ที่จะใช้ผมให้ประกาศข่าวดีเกี่ยวกับท่านผู้เป็นลูกของพระองค์ให้คนต่างชาติได้รู้+ ตอนนั้นผมไม่ได้ปรึกษาใครเลย 17 และยังไม่ได้ไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อจะเจอกับคนที่เป็นอัครสาวกก่อนผม แต่ผมไปแถบอาหรับ แล้วกลับมาที่กรุงดามัสกัสอีก+
18 สามปีต่อมา ผมขึ้นไปเยี่ยมเคฟาส*+ที่กรุงเยรูซาเล็ม+และพักอยู่กับเขา 15 วัน 19 แต่ผมไม่ได้เจออัครสาวกคนอื่นเลยนอกจากยากอบ+ซึ่งเป็นน้องชายของผู้เป็นนาย 20 ผมขอรับรองกับพวกคุณต่อหน้าพระเจ้าว่า ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ผมไม่ได้โกหก
21 หลังจากนั้น ผมก็ไปที่แคว้นซีเรียกับแคว้นซิลีเซีย+ 22 แต่ประชาคมต่าง ๆ ของคริสเตียนในแคว้นยูเดียยังไม่เคยเจอผม 23 พวกเขาเคยแต่ได้ยินว่า “คนที่เคยข่มเหงและพยายามกวาดล้างพวกเรา+ ตอนนี้กลับเป็นคนประกาศข่าวดีเกี่ยวกับความเชื่อของเราซะเอง”+ 24 พวกเขาจึงยกย่องสรรเสริญพระเจ้าเพราะเรื่องของผม
2 สิบสี่ปีต่อมา ผมกับบาร์นาบัส+ไปที่กรุงเยรูซาเล็มอีกครั้งและพาทิตัสไปด้วย+ 2 ผมไปที่นั่นตามที่ได้รับการเปิดเผยจากสวรรค์ ผมได้เจอกับคนสำคัญ ๆ ในประชาคม และได้เล่าเรื่องข่าวดีที่ผมประกาศในหมู่คนต่างชาติให้พวกเขาฟังเป็นส่วนตัว เพื่อให้แน่ใจว่างานรับใช้ที่ผมได้ทำมาและที่กำลังทำอยู่ตอนนี้จะไม่สูญเปล่า 3 ตอนนั้น ถึงแม้ทิตัส+ที่อยู่กับผมจะเป็นคนกรีก แต่เขาก็ไม่ได้ถูกบังคับให้เข้าสุหนัต+ 4 ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะมีพี่น้องจอมปลอมที่แฝงตัวเข้ามา+เพื่อทำลายเสรีภาพ+ของเราในฐานะสาวกพระคริสต์เยซู และอยากให้เราตกเป็นทาสอีก+ 5 แต่เราไม่ยอมทำตามพวกนั้นแม้แต่นิดเดียว+ เพราะเราอยากให้พวกคุณยึดมั่นกับความจริงที่ได้เรียนจากข่าวดีต่อ ๆ ไป
6 สำหรับคนสำคัญ ๆ ในประชาคม+ พวกเขาไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรผมเพิ่มเติม ที่จริง ไม่ว่าพวกเขาอยู่ในฐานะอะไร ผมไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะพระเจ้าเองก็ไม่ได้มองคนที่ภายนอก 7 พวกเขารู้ว่าผมได้รับมอบหมายให้ประกาศข่าวดีกับคนไม่เข้าสุหนัต+ เหมือนที่เปโตรได้รับมอบหมายให้ประกาศกับคนที่เข้าสุหนัต 8 พระเจ้าให้อำนาจเปโตรเพื่อเป็นอัครสาวกไปหาคนที่เข้าสุหนัต และพระองค์ก็ให้อำนาจผมด้วยเพื่อไปหาคนต่างชาติ+ 9 ดังนั้น เมื่อพวกเขาเห็นว่าผมได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่แล้ว+ คนในกลุ่มนั้นที่ถือกันว่าเป็นเสาหลักของประชาคมคือ ยากอบ+ เคฟาส* และยอห์นจึงยื่นมือขวามาจับมือผมและบาร์นาบัส+เพื่อแสดงว่าเห็นด้วยที่เราจะไปหาคนต่างชาติ ส่วนพวกเขาจะไปหาคนที่เข้าสุหนัต 10 เรื่องเดียวที่พวกเขาฝากเราไว้ก็คือ อย่าลืมช่วยคนยากจน ซึ่งผมก็พยายามทำมาตลอด+
11 แต่เมื่อเคฟาส*+มาที่เมืองอันทิโอก+ ผมได้ตักเตือนเขาต่อหน้า เพราะเขาทำผิดอย่างเห็นได้ชัด 12 ก่อนที่พี่น้องบางคนที่ยากอบ+ใช้มาจะมาถึง เคฟาสเคยกินอาหารร่วมกับพี่น้องต่างชาติ+ แต่พอพี่น้องกลุ่มนั้นมา เขาก็ปลีกตัวออกไปจากพี่น้องต่างชาติเพราะกลัวคนพวกนั้นที่ส่งเสริมการเข้าสุหนัต+ 13 คนยิวคนอื่น ๆ ก็เสแสร้งทำเหมือนกับเขา แม้แต่บาร์นาบัสก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย 14 พอผมเห็นว่าพวกเขาไม่ทำตามความจริงที่ได้เรียนจากข่าวดี+ ผมจึงพูดกับเคฟาส*ต่อหน้าทุกคนว่า “ถ้าคุณที่เป็นคนยิวยังใช้ชีวิตเหมือนคนต่างชาติ ไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนคนยิว แล้วทำไมคุณถึงพยายามบังคับคนต่างชาติให้ทำตามธรรมเนียมยิวด้วยล่ะ?”+
15 เราเป็นคนยิวตั้งแต่เกิด ไม่เหมือนคนต่างชาติที่ถูกมองว่าเป็นคนบาป 16 และเรารู้ว่าคนที่พระเจ้าถือว่าเป็นที่ยอมรับของพระองค์*ต้องเชื่อ+ในพระเยซูคริสต์+ ไม่ใช่ทำตามกฎหมาย ดังนั้น เราจึงเชื่อในพระคริสต์เยซู เพื่อเราจะเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าเพราะความเชื่อในพระคริสต์ ไม่ใช่เพราะทำตามกฎหมาย ที่จริง กฎหมายทำให้คนเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าไม่ได้+ 17 แต่ถ้าเราเชื่อในพระคริสต์เพื่อจะเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า* แล้วมีคนมองว่าเราเป็นคนบาป นั่นหมายความว่าพระคริสต์ส่งเสริมเราให้ทำบาปหรือ? ไม่ใช่แน่ ๆ 18 ถ้าผมสร้างสิ่งที่ผมรื้อทิ้งไปแล้วขึ้นมาใหม่ ผมก็ทำให้ตัวเองเป็นคนละเมิดกฎหมาย 19 ที่จริง กฎหมายของโมเสสนั่นแหละที่ช่วยผมให้พ้นจากอำนาจกฎหมายนั้น*+ เพื่อผมจะได้มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า 20 ผมถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว+ คนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้จึงไม่ใช่ผม+ แต่เป็นพระคริสต์ที่เป็นหนึ่งเดียวกับผม ที่จริง ตอนนี้ผมใช้ชีวิตตามความเชื่อในท่านซึ่งเป็นลูกของพระเจ้า+ ท่านรักผมและสละชีวิตเพื่อผม+ 21 ผมไม่ได้ทำให้ความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า+หมดความหมาย เพราะถ้าคนเราเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*โดยการทำตามกฎหมายของโมเสส พระคริสต์ก็ตายฟรี+
3 พี่น้องกาลาเทีย พวกคุณคิดได้อย่างไร? ใครล่อลวงพวกคุณให้หลงติดตามอิทธิพลชั่วแบบนี้?+ เราได้อธิบายให้พวกคุณเข้าใจจนเห็นภาพแล้วไม่ใช่หรือเกี่ยวกับเรื่องที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึง?+ 2 ผมขอถามพวกคุณข้อหนึ่ง พวกคุณได้รับพลังของพระเจ้าเพราะพวกคุณทำตามกฎหมายของโมเสส หรือเพราะพวกคุณแสดงความเชื่อในข่าวดีที่ได้ยินกันแน่?+ 3 พวกคุณคิดไม่เป็นหรือ? พวกคุณเริ่มต้นโดยพึ่งพลังของพระเจ้า แล้วตอนนี้พวกคุณจะทำให้สำเร็จโดยพึ่งกำลังของมนุษย์หรือ?+ 4 ความทุกข์มากมายที่พวกคุณเจอไม่มีความหมายเลยหรือ? ผมมั่นใจว่าไม่ใช่อย่างนั้นแน่ 5 แล้วคนที่ช่วยพวกคุณให้ได้รับพลังของพระเจ้าและทำการอัศจรรย์+ในหมู่พวกคุณล่ะ เขาทำอย่างนั้นทำไม? เพราะพวกคุณทำตามกฎหมายของโมเสส หรือเพราะพวกคุณแสดงความเชื่อในข่าวดีที่ได้ยิน? 6 เหมือนที่อับราฮัม “เชื่อในพระยะโฮวา* พระองค์จึงนับว่าเขาเป็นคนที่พระองค์ยอมรับ”*+
7 พวกคุณก็รู้อยู่ว่าคนที่ใช้ชีวิตตามความเชื่อเป็นลูกหลานของอับราฮัม+ 8 พระคัมภีร์บอก*ล่วงหน้าว่า พระเจ้าจะถือว่าคนต่างชาติเป็นที่ยอมรับได้*เพราะเขามีความเชื่อ พระคัมภีร์แจ้งข่าวดีนั้นกับอับราฮัมไว้ว่า “คนทุกชาติจะได้รับพรเพราะเจ้า”+ 9 ดังนั้น คนที่ใช้ชีวิตตามความเชื่อจึงได้รับพรเหมือนกับอับราฮัมผู้มีความเชื่อ+
10 ทุกคนที่หวังพึ่งการทำตามกฎหมายของโมเสสก็ถูกสาปแช่ง เพราะพระคัมภีร์บอกไว้ว่า “ทุกคนที่ไม่ทำตามทุกสิ่งที่เขียนไว้ในม้วนหนังสือกฎหมายนี้จะต้องถูกสาปแช่ง”+ 11 และเรารู้แล้วว่ากฎหมายของโมเสสไม่ได้ทำให้ใครเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าได้+ เพราะ “คนดี*จะมีชีวิตอยู่เพราะเขามีความเชื่อ”+ 12 กฎหมายของโมเสสไม่ได้เรียกร้องให้มีความเชื่อ แต่บอกแค่ว่า “ใครทำตามกฎหมายทั้งหมดนี้จะได้ชีวิต”+ 13 พระคริสต์ซื้อเรา+และทำให้เราพ้น+คำสาปแช่งในกฎหมายของโมเสสโดยที่ท่านยอมถูกสาปแช่งแทนเรา เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “ทุกคนที่ถูกแขวนไว้บนเสาก็ถูกสาปแช่ง”+ 14 พรที่อับราฮัมได้รับจึงไปถึงคนต่างชาติโดยทางพระคริสต์เยซู+ และเราจะได้รับพลังของพระเจ้าตามที่พระองค์สัญญาไว้+เพราะเรามีความเชื่อ
15 พี่น้องครับ ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบจากชีวิตประจำวัน เมื่อมนุษย์ทำสัญญากันแล้ว ก็ไม่มีใครยกเลิกหรือเพิ่มเติมได้ 16 เหมือนกับคำสัญญาต่าง ๆ ที่พระเจ้าให้กับอับราฮัมและลูกหลานของเขา+ พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าพระองค์สัญญา “กับลูกหลานทั้งหลายของเจ้า” ที่หมายถึงหลายคน แต่บอกว่าพระองค์สัญญา “กับลูกหลานของเจ้า” ที่หมายถึงคนคนเดียว คือพระคริสต์นั่นเอง+ 17 ผมหมายความว่า กฎหมายของโมเสสที่ตั้งขึ้นหลังจากนั้น 430 ปี+ไม่ได้ทำให้สัญญาที่พระเจ้าทำไว้ถูกยกเลิกไป และคำสัญญาของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง 18 ถ้าคนเราได้รับมรดกตามกฎหมาย นั่นก็ไม่ใช่มรดกที่ได้รับตามคำสัญญา แต่พระเจ้าให้มรดกกับอับราฮัมตามคำสัญญา+
19 ถ้าอย่างนั้น ทำไมต้องมีกฎหมายของโมเสส? กฎหมายนั้นเพิ่มเข้ามาเพื่อให้เห็นชัดว่าคนเราทำผิด+ และกฎหมายนั้นจะอยู่แค่ชั่วคราวจนกว่าลูกหลานคนนั้นที่ได้รับคำสัญญาจะมา+ พระเจ้าใช้ทูตสวรรค์ให้ถ่ายทอดกฎหมายนั้น+กับประชาชนผ่านทางคนกลาง+ 20 ปกติแล้ว สัญญาที่ทำเพียงฝ่ายเดียวไม่ต้องมีคนกลาง และพระเจ้าเป็นเพียงฝ่ายเดียวที่ให้คำสัญญานั้น 21 ถ้าอย่างนั้น กฎหมายของโมเสสขัดกับคำสัญญาของพระเจ้าหรือ? ไม่ใช่แน่ ๆ ถ้ากฎหมายทำให้ผู้คนได้ชีวิต เราก็คงเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าได้*เพราะกฎหมายนั้น 22 แต่พระคัมภีร์ทำให้เห็นว่าทุกคนตกอยู่ใต้อำนาจของบาป และนั่นทำให้คนที่แสดงความเชื่อในพระเยซูคริสต์ได้รับสิ่งดี ๆ ที่พระเจ้าสัญญาไว้
23 แต่ก่อนที่ความเชื่อแท้จะมา เราได้รับการดูแลและคุ้มครองจากกฎหมายของโมเสส และเรารอคอยอยากเห็นความเชื่อแท้ได้รับการเปิดเผย+ 24 กฎหมายของโมเสสจึงเป็นพี่เลี้ยงที่พาเราไปหาพระคริสต์+ เพื่อเราจะเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าได้*เพราะเรามีความเชื่อ+ 25 แต่ตอนนี้ความเชื่อแท้มาแล้ว+ เราจึงไม่ต้องมีพี่เลี้ยงอีกต่อไป+
26 ที่จริง พวกคุณทุกคนเป็นลูกของพระเจ้า+เพราะพวกคุณมีความเชื่อในพระคริสต์เยซู+ 27 พวกคุณทุกคนรับบัพติศมาเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ และปลูกฝัง*ลักษณะนิสัยแบบพระคริสต์แล้ว+ 28 ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างคนยิวกับคนกรีก+ คนที่เป็นทาสกับคนที่มีอิสระ+ ผู้ชายกับผู้หญิง+ เพราะพวกคุณทุกคนเป็นสาวกพระคริสต์เยซูที่เป็นหนึ่งเดียวกัน+ 29 และถ้าพวกคุณเป็นคนของพระคริสต์ พวกคุณก็เป็นลูกหลานของอับราฮัมจริง ๆ+ และเป็นผู้รับมรดก+ตามที่สัญญาไว้กับอับราฮัม+
4 ผมขอบอกว่า ตอนที่ผู้รับมรดกยังเด็กอยู่ ถึงเขาจะเป็นเจ้าของทุกสิ่งแต่เขาก็ไม่แตกต่างกับทาส 2 เขาต้องอยู่ในการปกครองของผู้ดูแลและผู้จัดการทรัพย์สินจนถึงเวลาที่พ่อกำหนดไว้ 3 คล้ายกัน ตอนที่เรายังเป็นเหมือนเด็ก เราตกเป็นทาสของแนวคิดต่าง ๆ ของโลก+ 4 แต่เมื่อถึงเวลา พระเจ้าก็ใช้ลูกของพระองค์มา ท่านเกิดจากผู้หญิง+และอยู่ใต้กฎหมายของโมเสส+ 5 เพื่อท่านจะได้ซื้อคนที่อยู่ใต้กฎหมายนั้น+และปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ วิธีนี้ทำให้พระเจ้ารับเราเป็นลูกได้+
6 ตอนนี้พวกคุณเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระองค์จึงใส่พลังบริสุทธิ์+ไว้ในใจเรา+ซึ่งเป็นพลังที่อยู่ในตัวท่านผู้เป็นลูกของพระองค์ พลังนั้นทำให้เราร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา* พ่อ”+ 7 ตอนนี้ พวกคุณจึงไม่เป็นทาสอีกต่อไปแต่เป็นลูกของพระเจ้า และถ้าพวกคุณเป็นลูกของพระเจ้า พระองค์ก็ให้พวกคุณเป็นผู้รับมรดกด้วย+
8 เมื่อก่อนตอนที่พวกคุณยังไม่รู้จักพระเจ้า พวกคุณก็เป็นทาสของสิ่งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่พระเจ้า 9 แต่ตอนนี้พวกคุณรู้จักพระเจ้าแล้ว หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือพระเจ้ารู้จักพวกคุณแล้ว ถ้าอย่างนั้น ทำไมพวกคุณถึงกลับไปหาแนวคิดต่าง ๆ ของโลกที่ไร้ค่า+และอยากเป็นทาสสิ่งเหล่านั้นอีก?+ 10 พวกคุณถือวัน เดือน+ ฤดู และปีอย่างเคร่งครัด 11 ผมเป็นห่วงพวกคุณ เพราะงานหนักที่ผมอุตส่าห์ทำเพื่อพวกคุณนั้นอาจจะสูญเปล่า
12 พี่น้องครับ ผมเองก็เคยเป็นเหมือนกับพวกคุณ+ แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนแล้ว และผมอยากให้พวกคุณเป็นเหมือนผม ก่อนหน้านี้ พวกคุณทำดีกับผมมาก 13 จำได้ไหม ครั้งแรกที่ผมได้ประกาศข่าวดีกับพวกคุณก็เพราะผมป่วย 14 ตอนนั้น อาการป่วยของผมเป็นการทดสอบพวกคุณ แต่พวกคุณก็ไม่ได้ดูถูกหรือรังเกียจผมเลย พวกคุณกลับต้อนรับผมอย่างกับทูตสวรรค์ของพระเจ้าหรืออย่างกับพระคริสต์เยซู 15 แล้วความรู้สึกดี ๆ แบบนั้นหายไปไหนหมด? ผมมั่นใจว่าตอนนั้น ถ้าพวกคุณควักลูกตาตัวเองให้ผมได้ พวกคุณก็คงทำไปแล้ว+ 16 แล้วตอนนี้ ผมกลายเป็นศัตรูเพราะผมบอกความจริงกับพวกคุณหรือ? 17 คนพวกนั้นที่พยายามชักจูงพวกคุณ จริง ๆ แล้วไม่ได้หวังดีกับพวกคุณ เขาอยากจะดึงพวกคุณไปจากผมเพื่อให้พวกคุณไปเข้าพวก 18 คงจะดีมากถ้ามีคนพยายามชักนำพวกคุณไปในทางที่ดีตลอด ไม่ใช่เฉพาะตอนที่ผมอยู่ด้วยเท่านั้น 19 ลูก ๆ ที่รัก+ อีกครั้งหนึ่งที่ผมต้องรู้สึกเจ็บปวดเหมือนผู้หญิงเจ็บท้องคลอดเพราะพวกคุณ และคงต้องเป็นแบบนี้ต่อไปจนกว่าพวกคุณจะมีลักษณะนิสัยแบบพระคริสต์ 20 ผมอยากอยู่กับพวกคุณตอนนี้ จะได้พูดกับพวกคุณให้นุ่มนวลกว่านี้ เพราะผมงงไปหมดแล้วว่าพวกคุณเป็นแบบนี้ได้อย่างไร
21 พวกคุณที่อยากอยู่ใต้กฎหมายของโมเสส พวกคุณรู้หรือเปล่าว่ากฎหมายนั้นบอกอะไรจริง ๆ? 22 พระคัมภีร์บอกว่า อับราฮัมมีลูกชาย 2 คน คนหนึ่งเกิดจากสาวใช้+ อีกคนหนึ่งเกิดจากผู้หญิงที่มีอิสระ+ 23 ลูกที่เกิดจากสาวใช้นั้นเกิดตามธรรมชาติ+ ส่วนลูกที่เกิดจากผู้หญิงที่มีอิสระนั้นเกิดตามคำสัญญา+ 24 เรื่องนี้เป็นภาพเปรียบเทียบ ผู้หญิง 2 คนนี้หมายถึงสัญญา 2 เรื่อง สัญญาหนึ่งทำที่ภูเขาซีนาย+และให้กำเนิดลูกที่เป็นทาส สัญญานี้เปรียบได้กับฮาการ์ 25 ฮาการ์คนนี้หมายถึงภูเขาซีนาย+ในแถบอาหรับ เธอเหมือนกับกรุงเยรูซาเล็มในตอนนี้เพราะกรุงนี้กับพลเมืองเป็นทาสอยู่ 26 แต่เยรูซาเล็มที่อยู่เบื้องบนนั้นมีอิสระและเป็นแม่ของพวกเรา
27 พระคัมภีร์บอกว่า “ผู้หญิงที่เป็นหมันและไม่ได้คลอดลูก ดีใจได้แล้ว ผู้หญิงที่ไม่ได้เจ็บท้องคลอด โห่ร้องยินดีเถอะ เพราะผู้หญิงที่ถูกสามีทิ้งก็มีลูกมากกว่าผู้หญิงที่อยู่กับสามี”+ 28 พี่น้องครับ พวกคุณเป็นลูกตามคำสัญญาเหมือนอิสอัค+ 29 สมัยนั้น ลูกที่เกิดตามธรรมชาติข่มเหงลูกที่เกิดด้วยพลังของพระเจ้า+ สมัยนี้ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน+ 30 แต่พระคัมภีร์บอกไว้อย่างไร? พระคัมภีร์บอกว่า “ไล่สาวใช้คนนี้กับลูกไปซะเถอะ เพราะลูกของสาวใช้คนนี้จะมารับมรดกร่วมกับลูกของผู้หญิงที่มีอิสระไม่ได้”+ 31 ดังนั้น พี่น้องครับ พวกเราไม่ใช่ลูกของสาวใช้แต่เป็นลูกของผู้หญิงที่มีอิสระ
5 ในเมื่อพระคริสต์ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระแบบนั้นแล้ว ก็ขอให้เรารักษาไว้+ อย่ากลับไปแบกแอกเหมือนทาสอีกเลย+
2 ฟังให้ดี ผมเปาโลขอบอกให้รู้ว่า ถ้าพวกคุณเข้าสุหนัต สิ่งที่พระคริสต์ทำไปจะไม่เป็นประโยชน์กับพวกคุณเลย+ 3 ผมขอย้ำอีกครั้งกับทุกคนที่เข้าสุหนัตว่า พวกคุณต้องทำตามกฎหมายของโมเสสให้ครบทุกข้อ+ 4 พวกคุณคนไหนที่พยายามเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*โดยการทำตามกฎหมายนั้นก็ขาดจากพระคริสต์+ และคนนั้นจะไม่ได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่จากพระคริสต์อีกต่อไป 5 ส่วนพวกเรานั้น เราตั้งตาคอยที่จะเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า* ซึ่งจะเป็นไปได้ด้วยพลังของพระองค์และด้วยความเชื่อของเรา 6 การเข้าสุหนัตหรือไม่เข้าสุหนัตนั้นไม่สำคัญสำหรับพระคริสต์เยซู+ แต่การแสดงความเชื่อที่เกิดจากความรักต่างหากที่สำคัญ
7 พวกคุณก็ทำได้ดี*มาตลอด+ แล้วใครล่ะที่มาขัดขวางพวกคุณให้เลิกทำตามความจริง? 8 การชักชวนแบบนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้าที่ได้เรียกพวกคุณ 9 เชื้อขนมปังแค่นิดเดียวก็ทำให้แป้งขึ้นฟูทั้งก้อน+ 10 ผมมั่นใจว่าพวกคุณที่เป็นสาวกของผู้เป็นนาย+จะคิดเหมือนผม แต่ใครก็ตามที่มาทำให้พวกคุณสับสน+จะต้องรับโทษอย่างสาสม 11 พี่น้องครับ ถ้าผมยังสอนให้เข้าสุหนัตอยู่ ผมก็คงไม่ถูกข่มเหงหรอก และการสอนเรื่องเสาทรมาน*+ของพระคริสต์ก็คงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป 12 ผมอยากให้คนที่พยายามทำลายความเชื่อของพวกคุณตอนตัวเองไปเลย*
13 พี่น้องครับ พวกคุณถูกเรียกให้เป็นอิสระแล้ว อย่าใช้อิสรภาพนี้เป็นข้ออ้างที่จะปล่อยตัวตามความต้องการของร่างกายที่มีบาป+ แต่ให้รับใช้กันด้วยความรัก+ 14 เพราะกฎหมายของโมเสสทั้งหมดสรุปได้ในข้อเดียว คือ “ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง”+ 15 แต่ถ้าพวกคุณยังกัดกันและทำร้ายกันก็ระวังให้ดี+ เพราะพวกคุณจะทำลายกันเองจนย่อยยับไป+
16 ผมขอบอกว่า ให้พวกคุณใช้ชีวิตตามการชี้นำจากพลังของพระเจ้า+ แล้วพวกคุณจะไม่ทำตามความต้องการของร่างกายที่มีบาปเลย+ 17 เพราะร่างกายที่อยากทำบาปขัดแย้งกับพลังของพระเจ้า และพลังของพระเจ้าก็ขัดแย้งกับร่างกายที่มีบาป สองอย่างนี้ต่อต้านกันอยู่ พวกคุณจึงไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ+ 18 แต่ถ้าพลังของพระเจ้าชี้นำพวกคุณจริง ๆ พวกคุณก็จะไม่อยู่ใต้กฎหมายของโมเสส
19 การกระทำที่เกิดจากความต้องการของร่างกายที่มีบาปนั้นเห็นได้ชัดเจน คือ การผิดศีลธรรมทางเพศ*+ การกระทำที่ไม่สะอาด การประพฤติไร้ยางอาย*+ 20 การไหว้รูปเคารพ การเล่นไสยศาสตร์*+ การเป็นศัตรูกัน การทะเลาะกัน การหวาดระแวงกัน การโมโหร้าย การขัดแย้งกัน การแบ่งพรรคแบ่งพวก การแยกเป็นนิกายต่าง ๆ 21 การอิจฉากัน การเมาเหล้า+ การเลี้ยงเฮฮาจนสุดเหวี่ยง และสิ่งอื่น ๆ ทำนองเดียวกันนี้+ ผมขอเตือนพวกคุณไว้ก่อนอย่างที่ผมเคยเตือนมาแล้วว่า คนที่ทำสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้รับรัฐบาลของพระเจ้า*+
22 แต่ผลที่เกิดจากพลังของพระเจ้า คือ ความรัก ความยินดี สันติสุข ความอดทนอดกลั้น ความกรุณา ความดี+ ความเชื่อ 23 ความอ่อนโยน และการควบคุมตัวเอง+ สิ่งเหล่านี้ไม่มีกฎหมายห้ามเลย 24 ทุกคนที่เป็นคนของพระคริสต์เยซูก็เอาร่างกายที่มีบาปพร้อมกับความต้องการต่าง ๆ ของมันตรึงไว้กับเสาแล้ว+
25 ถ้าเรายอมให้พลังของพระเจ้าชี้นำเรา ก็ให้เราใช้ชีวิตตามที่พลังของพระเจ้าชี้นำต่อไป+ 26 อย่าถือว่าตัวเองสำคัญกว่าคนอื่น+ อย่ายั่วยุให้มีการแข่งขันกัน+ และอย่าอิจฉากัน
6 พี่น้องครับ ถ้ามีใครกำลังก้าวไปผิดทางโดยไม่รู้ตัว ก็ให้คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมพยายามช่วยคนนั้นให้กลับมาในทางที่ถูกต้อง*ด้วยความอ่อนโยน+ แต่ก็ให้ระวังตัวเองด้วย+ ไม่อย่างนั้นตัวคุณเองก็อาจถูกล่อใจเหมือนกัน+ 2 ให้ช่วยแบ่งเบาภาระ*ของกันและกันต่อไป+ การทำแบบนี้แสดงว่าพวกคุณเชื่อฟังกฎหมายของพระคริสต์+ 3 ถ้าใครคิดว่าตัวเองสำคัญทั้ง ๆ ที่เขาไม่สำคัญ+ คนนั้นก็กำลังหลอกตัวเอง 4 ให้แต่ละคนตรวจสอบดูสิ่งที่ตัวเองทำ+ แล้วเขาจะภูมิใจกับตัวเอง และอย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น+ 5 แต่ละคนจะต้องแบกความรับผิดชอบของตัวเอง+
6 ให้คนที่เรียนคำสอนของพระเจ้าแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้คนสอนด้วย+
7 อย่าคิดผิด ๆ เลย ไม่มีใครหลอกพระเจ้าได้ ใครหว่านอะไรไปก็ต้องเก็บเกี่ยวผลจากสิ่งนั้น+ 8 คนที่หว่านเพื่อสนองความต้องการของร่างกายที่มีบาปจะเก็บเกี่ยวผลเสียหาย*จากร่างกายที่มีบาป แต่คนที่หว่านตามที่พลังของพระเจ้าชี้นำก็จะเก็บเกี่ยวชีวิตตลอดไปจากพลังนั้น+ 9 ดังนั้น ขอให้เราอย่าเลิกทำดี เพราะถ้าเราไม่ท้อในการทำดี เราจะเก็บเกี่ยวผลเมื่อถึงเวลา+ 10 ดังนั้น เมื่อมีโอกาสก็ให้เราทำดีกับทุกคน โดยเฉพาะกับพี่น้องร่วมความเชื่อของเรา
11 ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยตัวผมเอง เห็นไหมว่าตัวหนังสือใหญ่ขนาดไหน
12 คนที่อยากให้คนอื่นชื่นชอบในตัวเขาพยายามบังคับพวกคุณให้เข้าสุหนัต เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ถูกข่มเหงเพราะเรื่องเสาทรมาน*ของพระคริสต์ 13 แม้แต่พวกที่เข้าสุหนัตก็ทำตามกฎหมายของโมเสสไม่ครบทุกข้อ+ แต่พวกเขาอยากให้พวกคุณเข้าสุหนัตเพื่อจะได้โอ้อวดเรื่องที่พวกเขาชักชวนพวกคุณให้เข้าสุหนัตได้ 14 แต่ผมจะไม่อวดอะไรยกเว้นแต่เรื่องเสาทรมาน*ของพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเรา+ ผมถือว่าโลกนี้ตายจากผมไปแล้วเพราะพระคริสต์ และผมก็เหมือนตายจากโลกนี้ไปแล้วด้วย 15 การเข้าสุหนัตหรือไม่เข้าสุหนัตนั้นไม่สำคัญอะไร+ แต่การเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ต่างหากที่สำคัญ+ 16 ขอให้ทุกคนที่ใช้ชีวิตตามกฎนี้ ซึ่งก็คืออิสราเอลของพระเจ้า+ มีสันติสุขและได้รับความเมตตาจากพระองค์
17 ต่อไปนี้ อย่าให้ใครมาสร้างปัญหาให้ผมอีก เพราะทั่วทั้งตัวผมมีรอยแผลที่แสดงว่าผมเป็นทาสของพระเยซู+
18 พี่น้องครับ ขอให้พวกคุณได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่จากพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเราเพราะน้ำใจที่พวกคุณแสดง อาเมน
หรือ “ยุคชั่วนี้” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “ผู้แยกผมไว้ตั้งแต่เกิด”
มีอีกชื่อหนึ่งว่าเปโตร
มีอีกชื่อหนึ่งว่าเปโตร
มีอีกชื่อหนึ่งว่าเปโตร
มีอีกชื่อหนึ่งว่าเปโตร
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “ที่ทำให้ผมตายจากกฎหมายนั้น”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม” ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “รู้”
หรือ “คนต่างชาติมีความถูกต้องชอบธรรมได้”
ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “คงมีความถูกต้องชอบธรรมได้”
หรือ “เราจะมีความถูกต้องชอบธรรมได้” ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “สวมใส่”
เป็นคำภาษาฮีบรูหรืออาราเมอิกที่ใช้เรียกพ่ออย่างสนิทสนม และด้วยความรักความผูกพัน
หรือ “พยายามมีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “ที่จะมีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “วิ่งได้ดี”
หรือ “ทำลายอวัยวะเพศของตัวเองไปซะเลย” เมื่อทำอย่างนั้น ก็จะทำให้เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะทำหน้าที่สอนกฎหมายของโมเสสได้
หรือ “การใช้เวทมนตร์คาถา” “การใช้ยาหรือยาเสพติด”
แปลตรงตัวว่า “ไม่ได้รับราชอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก”
หรือ “พยายามปรับคนนั้นให้เข้าที่”
หรือ “แบกภาระหนัก”
หรือ “ความพินาศ”