จดหมายฉบับที่สองถึงคริสเตียนในเมืองโครินธ์
1 ผมเปาโล อัครสาวกของพระคริสต์เยซูตามที่พระเจ้าประสงค์ กับทิโมธี+พี่น้องของเรา เขียนถึงประชาคมของพระเจ้าในเมืองโครินธ์และถึงผู้บริสุทธิ์ทุกคนที่อยู่ทั่วแคว้นอาคายา+
2 ขอให้พวกคุณได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่และสันติสุขจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อของเรา และจากพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนาย
3 ขอให้พระเจ้าผู้เป็นพ่อของพระเยซูคริสต์+นายของเราได้รับการยกย่องสรรเสริญ พระองค์เป็นพ่อที่มีความเมตตากรุณา+และเป็นพระเจ้าที่คอยให้กำลังใจในทุกสถานการณ์+ 4 พระองค์ให้กำลังใจเราทุกครั้งที่เจอความยากลำบาก*+ เราจึงให้กำลังใจ+คนที่เจอความยากลำบาก*ทุกรูปแบบได้ เหมือนที่เราเองได้รับกำลังใจจากพระเจ้า+ 5 เราทนทุกข์เพื่อพระคริสต์มามาก+ แต่เราก็ได้รับกำลังใจผ่านทางพระคริสต์มากด้วย 6 เมื่อเราเจอความยากลำบาก* นั่นก็ทำให้พวกคุณได้รับกำลังใจและความรอด และเมื่อเราได้รับกำลังใจ พวกคุณก็ได้รับกำลังใจด้วย กำลังใจนี้จะช่วยพวกคุณให้อดทนกับความทุกข์แบบเดียวกับที่เราเจอ 7 เรามั่นใจในพวกคุณเสมอ เรารู้ว่าพวกคุณต้องทนทุกข์เหมือนเราและพวกคุณก็จะได้รับกำลังใจเหมือนเราด้วย+
8 พี่น้องครับ เราอยากให้พวกคุณรู้เรื่องความยากลำบากที่เราเจอในแคว้นเอเชีย+ เราถูกกดดันอย่างหนักเกินกว่าที่จะทนได้ จนเราคิดว่าคงต้องตายแน่ ๆ+ 9 ที่จริง เรารู้สึกเหมือนถูกตัดสินประหารไปแล้ว เหตุการณ์นั้นสอนเราให้ไว้ใจพระเจ้า+ผู้ปลุกคนตายให้ฟื้น ไม่ใช่ไว้ใจตัวเอง 10 พระเจ้าช่วยเราให้รอดตายมาแล้วและจะช่วยเราอีก เรามั่นใจว่าพระองค์จะช่วยเราต่อไป+ 11 พวกคุณก็ช่วยเราได้โดยอธิษฐานอ้อนวอนเพื่อเรา+ และเมื่อหลายคนเห็นว่าพระเจ้ากรุณาช่วยเรา พวกเขาจะอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ตอบคำอธิษฐานของพวกคุณ+
12 เรื่องหนึ่งที่เราอวดได้ก็คือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีบอกเราว่า เมื่ออยู่กับผู้คนในโลกและโดยเฉพาะเมื่ออยู่กับพวกคุณ เราประพฤติตัวด้วยความบริสุทธิ์สะอาดและด้วยความจริงใจแบบที่พระเจ้าสอน และเราไม่ได้พึ่งสติปัญญาของมนุษย์+ แต่พึ่งความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า 13 สิ่งที่เราเขียนถึงพวกคุณนั้นคุณอ่าน*และเข้าใจได้ไม่ยาก และผมหวังว่าพวกคุณจะเข้าใจชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ 14 พวกคุณบางคนก็เข้าใจแล้วว่า พวกคุณอวดเรื่องของเราได้ เหมือนกับที่เราก็จะอวดเรื่องของพวกคุณได้ด้วยในวันของพระเยซูผู้เป็นนายของเรา
15 ด้วยความมั่นใจในเรื่องนี้ ผมเคยตั้งใจไว้ว่าจะแวะไปหาพวกคุณก่อน เพื่อคุณจะได้ดีใจอีกเป็นครั้งที่สอง* 16 ตอนนั้น ผมคิดว่าจะแวะหาพวกคุณระหว่างทางไปแคว้นมาซิโดเนีย และขากลับจากแคว้นมาซิโดเนียผมจะแวะหาพวกคุณอีก แล้วพวกคุณจะได้ไปส่งผมสักช่วงหนึ่งตอนที่จะไปแคว้นยูเดีย+ 17 เมื่อผมบอกว่าจะทำอย่างนั้น พวกคุณคิดว่าผมเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้หรือ? ผมเป็นเหมือนคนทั่วไปที่ชอบทำตามใจตัวเอง ที่บอกว่า “ใช่” แล้วจู่ ๆ ก็มาบอกว่า “ไม่” อย่างนั้นหรือ? 18 พวกคุณไว้ใจคำพูดของเราได้เหมือนที่ไว้ใจพระเจ้า เราจะไม่พูดว่า “ใช่” แล้วจู่ ๆ ก็บอกว่า “ไม่” 19 พระเยซูคริสต์ลูกของพระเจ้าที่ผมกับสิลวานัส*และทิโมธี+ประกาศกับพวกคุณ ท่านไม่ได้ทำให้คำว่า “ใช่” กลายเป็น “ไม่” แต่ทำให้คำว่า “ใช่” เป็นจริงเสมอ 20 พระเยซูทำให้คำสัญญาของพระเจ้าทุกเรื่องเกิดขึ้นจริง+ เพราะอย่างนี้เราจึงพูดว่า “อาเมน” เมื่ออธิษฐานถึงพระเจ้าในนามของพระเยซู+ และนั่นทำให้พระเจ้าได้รับการยกย่อง 21 ส่วนพระเจ้าเป็นผู้ที่รับรองว่าเรากับพวกคุณเป็นคนของพระคริสต์ และเป็นผู้ที่เจิมพวกเราทุกคนไว้+ 22 พระองค์ประทับตราพวกเรา+ พระองค์ใส่พลังของพระองค์+ในหัวใจเราเพื่อรับรอง*ว่าพวกเราจะได้รับรางวัล
23 ผมสาบานต่อพระเจ้าได้ว่าที่ผมยังไม่ได้ไปเมืองโครินธ์ ก็เพราะผมไม่อยากให้พวกคุณต้องเสียใจมากกว่านี้ 24 เราไม่ใช่นายที่คอยควบคุมความเชื่อของพวกคุณ+ แต่เป็นเพื่อนร่วมงานที่อยากให้พวกคุณมีความสุข และที่พวกคุณมั่นคงอยู่ได้ก็เพราะความเชื่อของพวกคุณเอง
2 ผมตั้งใจไว้ว่าเมื่อไปหาพวกคุณอีก ผมจะไม่ทำให้พวกคุณเศร้าใจ 2 ถ้าผมทำให้พวกคุณเศร้าใจกันหมด แล้วจะเหลือใครอีกล่ะที่จะคอยให้กำลังใจผม? 3 ผมจึงได้เขียนเรื่องนั้นในฉบับก่อน เพื่อว่าเมื่อผมไปหา พวกคุณที่ควรจะทำให้ผมดีใจจะไม่ทำให้ผมเศร้าใจ เพราะผมแน่ใจว่าอะไรที่ทำให้ผมดีใจ ก็จะทำให้พวกคุณทุกคนดีใจเหมือนกัน 4 ตอนนั้น ผมเขียนถึงพวกคุณทั้งน้ำตาด้วยความทุกข์ปวดร้าวใจ ผมไม่ได้อยากให้พวกคุณเศร้าใจ+ แต่อยากให้รู้ว่าผมรักพวกคุณมากแค่ไหน
5 คนที่ทำให้เกิดความเศร้าใจนั้น+ ทำให้พวกคุณทั้งหมดเศร้าใจกันไม่มากก็น้อย รวมทั้งผมด้วย แต่ผมก็ไม่อยากพูดมากเกินไปเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ 6 เพราะเขาถูกพี่น้องส่วนใหญ่ตำหนิมามากพอแล้ว 7 ตอนนี้ พวกคุณน่าจะยอมให้อภัยและปลอบใจเขามากกว่า+ เขาจะได้ไม่จมอยู่กับความเศร้ามากเกินไป+ 8 ดังนั้น ผมขอแนะนำให้พวกคุณทำให้เขามั่นใจว่าพวกคุณรักเขาจริง ๆ+ 9 ที่ผมเขียนถึงพวกคุณครั้งก่อนก็เพื่อจะดูด้วยว่าพวกคุณเชื่อฟังทุกอย่างหรือเปล่า 10 ใครที่พวกคุณให้อภัย ผมก็ให้อภัยด้วย และเรื่องไหนที่ผมให้อภัยไปแล้ว พระคริสต์เป็นพยานได้ว่าผมให้อภัยเพื่อประโยชน์ของพวกคุณ 11 ทั้งหมดนี้ก็เพื่อซาตานจะไม่ชนะเรา*+ เพราะเรารู้อุบายของมัน*+
12 ตอนที่ผมไปเมืองโตรอัส+เพื่อประกาศข่าวดีเรื่องพระคริสต์ โอกาส*ก็เปิดให้ผมได้ทำงานของผู้เป็นนาย 13 แต่ผมกังวลใจที่ไม่ได้เจอทิตัส+พี่น้องของผม ผมจึงลาพวกพี่น้องที่นั่นแล้วเดินทางไปแคว้นมาซิโดเนีย+
14 ขอบคุณพระเจ้าที่คอยนำเราในขบวนแห่ฉลองชัยชนะร่วมกับพระคริสต์ และใช้เราเป็นผู้กระจายกลิ่นหอมเกี่ยวกับความรู้เรื่องพระองค์ไปทั่วทุกแห่ง 15 พวกเราที่ประกาศข่าวเรื่องพระคริสต์นั้นเป็นเหมือนกลิ่นหอมหวานสำหรับพระเจ้า ทั้งคนที่จะรอดและคนที่จะถูกทำลายก็ได้กลิ่นนั้นด้วย 16 เราเป็นกลิ่นของความตายสำหรับคนพวกหลัง+ และเป็นกลิ่นหอมที่ทำให้ได้ชีวิตสำหรับคนพวกแรก แล้วใครล่ะจะมีคุณสมบัติเหมาะกับงานนี้? 17 พวกเรานี่แหละ เพราะเราไม่ใช่คนเร่ขาย*คำสอนของพระเจ้า+อย่างที่หลายคนทำกัน แต่เราพูดด้วยความจริงใจในฐานะสาวกพระคริสต์ เราเป็นคนที่พระเจ้าใช้มา และเราอยู่ในสายตาของพระองค์เสมอ
3 เรายังจะต้องแนะนำตัวเองอีกหรือ? เราต้องให้คุณดูหนังสือแนะนำตัวเราไหม? หรือเราต้องมีหนังสือแนะนำตัวจากพวกคุณเหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน? 2 พวกคุณนั่นแหละเป็นหนังสือแนะนำตัว+ซึ่งเขียนไว้ในหัวใจเรา เพื่อให้ทุกคนรู้จักและอ่านได้ 3 เห็นได้ชัดว่าพวกคุณเป็นหนังสือจากพระคริสต์ที่เป็นผลจากงานรับใช้ของเรา+ ไม่ใช่เขียนด้วยหมึกแต่ด้วยพลังของพระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เขียนบนแผ่นหิน+แต่บนแผ่นเนื้อ คือบนหัวใจ+
4 เราพูดแบบนี้ต่อหน้าพระเจ้าอย่างมั่นใจได้ก็เพราะพระคริสต์ 5 เราไม่ถือว่าที่เรามีคุณสมบัติเหมาะกับงานนี้เป็นเพราะตัวเราเอง แต่คุณสมบัติที่เหมาะของเรานั้นมาจากพระเจ้า+ 6 พระองค์ทำให้เรามีคุณสมบัติเหมาะที่จะเป็นผู้รับใช้ตามสัญญาใหม่+ ไม่ใช่ตามกฎหมายที่เขียนไว้+แต่ตามที่พลังของพระเจ้าชี้นำ ตัวบทกฎหมายนั้นทำให้มีโทษถึงตาย+ แต่พลังของพระเจ้าทำให้มีชีวิต+
7 กฎหมายที่ทำให้มีโทษถึงตายและที่เขียนไว้บนแผ่นหิน+นั้นทำให้หน้าของโมเสสเปล่งรัศมีจนคนอิสราเอลจ้องมองไม่ได้+ แต่ในที่สุดรัศมีนั้นก็หมดไป 8 ถ้ากฎหมายนั้นมาพร้อมกับรัศมี สิ่งที่พลังของพระเจ้า+ทำให้สำเร็จก็น่าจะมีรัศมียิ่งใหญ่กว่านั้นอีก+ 9 ถ้ากฎหมายที่ทำให้มีการตัดสินลงโทษ+นั้นมีรัศมี+ งานรับใช้ที่ทำให้คนเราเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*ก็ยิ่งมีรัศมีมากกว่านั้นอีก+ 10 ที่จริง กฎหมายนั้นหมดรัศมีไปเลยเมื่อเทียบกับรัศมีของสัญญาใหม่+ 11 ถ้ากฎหมายซึ่งถูกยกเลิกไปนั้นเคยมีรัศมีในตอนแรก+ สัญญาใหม่ซึ่งยังคงใช้อยู่ก็ยิ่งต้องมีรัศมีมากกว่านั้นอีก+
12 ในเมื่อเรามีความหวังอย่างนั้น+ เราจึงกล้าพูดได้อย่างมั่นใจ 13 และไม่ทำเหมือนโมเสสที่เอาผ้าคลุมหน้าไว้+เพื่อไม่ให้คนอิสราเอลเห็นรัศมี*ของกฎหมายนั้นซึ่งจะต้องถูกยกเลิกไป 14 แต่ใจพวกเขาดื้อด้าน+ และจนถึงทุกวันนี้ ทุกครั้งที่พวกเขาอ่านสัญญาเดิม+ ผ้าคลุมนั้นก็ยังไม่ได้ถูกเอาออก เพราะผ้าคลุมนั้นจะเอาออกได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเชื่อในพระคริสต์+ 15 ที่จริง ทุกวันนี้หัวใจของพวกเขายังมีผ้าคลุมอยู่ พวกเขาจึงไม่เข้าใจ+เมื่ออ่านหนังสือของโมเสส+ 16 แต่ถ้าใครหันมาหาพระยะโฮวา* ผ้าคลุมนั้นก็ถูกเอาออกไป+ 17 พระยะโฮวา*เป็นผู้ที่มนุษย์มองไม่เห็น+ และคนที่ได้รับพลังของพระยะโฮวา*ก็มีอิสระ+ 18 เมื่อเราทุกคนไม่มีผ้าคลุมหน้า เราจึงสะท้อนรัศมีของพระยะโฮวา*เหมือนกระจก และถูกเปลี่ยนแปลงให้มีลักษณะเหมือนพระองค์ซึ่งทำให้เรายิ่งสะท้อนรัศมีของพระองค์มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเราเป็นอย่างที่พระยะโฮวา*ต้องการให้เราเป็น*+
4 ดังนั้น ในเมื่อพระเจ้าเมตตาเราและมอบหมายงานรับใช้นี้ให้เรา เราจึงไม่ท้อถอย 2 เราได้เลิกทำสิ่งที่น่าอายและมีเล่ห์เหลี่ยม เราไม่หลอกลวงหรือบิดเบือน*คำสอนของพระเจ้า+ แต่เราทำให้ผู้คนรู้จักความจริง เราจึงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกคน*ในสายตาพระเจ้า+ 3 แต่ถ้าข่าวดีที่เราประกาศถูกปิดซ่อนไว้เหมือนมีผ้าคลุม ก็ปิดซ่อนเฉพาะกับคนที่จะถูกทำลาย 4 สำหรับคนพวกนั้นที่ไม่เชื่อ พระเจ้าของโลกนี้*+ได้ทำให้ใจพวกเขามืดไป+ เพื่อแสงของข่าวดีที่ยิ่งใหญ่เรื่องพระคริสต์ผู้ถอดแบบจากพระเจ้า+จะส่องเข้าไปไม่ถึง+ 5 เมื่อเราประกาศ เราไม่ได้ประกาศเรื่องตัวเอง แต่ประกาศว่าพระเยซูคริสต์คือผู้เป็นนาย และประกาศว่าเราเป็นทาสของพวกคุณเพราะเห็นแก่พระเยซู 6 พระเจ้าได้บอกเองว่า “ให้มีแสงสว่างส่องออกมาจากความมืด”+ และพระองค์ฉายแสงสว่างมาที่หัวใจเรา+ แสงนั้นคือความรู้ที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งสะท้อนให้เห็นโดยทางพระคริสต์*
7 เมื่อเราได้รับงานพิเศษนี้+ เราก็เป็นเหมือนภาชนะดิน+ที่ใส่ของมีค่าไว้ เพื่อให้เห็นว่ากำลังที่มากกว่าปกตินั้นมาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากตัวเราเอง+ 8 เราถูกกดดันจากทุกด้าน แต่ยังไม่ถึงกับจนมุม เรารู้สึกสับสน แต่ยังมีทางออก+ 9 เราถูกข่มเหง แต่ไม่ถูกทอดทิ้ง+ เราเจ็บปวดมาก แต่ไม่ถึงตาย+ 10 เราทนกับการถูกทำร้ายร่างกายจนเกือบตายอยู่บ่อย ๆ เหมือนพระเยซู+ เพื่อคนอื่นจะเห็นว่าชีวิตของเราก็เหมือนกับชีวิตของพระเยซู 11 ชีวิตของเราเสี่ยงตายอยู่เสมอ+เพราะเห็นแก่พระเยซู เพื่อคนอื่นจะเห็นว่าชีวิตของเราก็เหมือนกับชีวิตของพระเยซู 12 ดังนั้น ถึงแม้เราต้องเสี่ยงตายอยู่บ่อย ๆ แต่นั่นก็ทำให้พวกคุณได้ชีวิต
13 เราเชื่อเหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ผมเชื่อ ผมจึงพูด”+ เราเองก็เชื่อเหมือนกัน เราจึงพูด 14 เพราะเรารู้ว่า พระองค์ผู้ที่ปลุกพระเยซูให้ฟื้นนั้นจะปลุกเราให้อยู่กับพระเยซูด้วย และจะพาพวกเราทุกคนไปอยู่ต่อหน้าท่าน+ 15 ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของพวกคุณ เพื่อว่าจะมีคนอีกมากมายได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้า เพราะตอนนี้มีคนมาขอบคุณพระเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้พระองค์ได้รับการยกย่องสรรเสริญ+
16 ดังนั้น เราจึงไม่ท้อถอย ถึงแม้ร่างกายเราเสื่อมลงเรื่อย ๆ แต่ใจเราได้รับการเสริมให้เข้มแข็งขึ้นทุกวัน 17 ความยากลำบาก*ที่เราเจอนั้นจะมีอยู่ช่วงสั้น ๆ และไม่หนัก แต่จะทำให้เราได้รับเกียรติสูงขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นเกียรติที่จะอยู่ตลอดไป+ 18 เราจึงมุ่งสนใจสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ใช่สิ่งที่มองเห็น+ เพราะสิ่งที่มองเห็นนั้นอยู่แค่ชั่วคราว แต่สิ่งที่มองไม่เห็นคงอยู่ตลอดไป
5 เรารู้ว่าบ้านของเราบนโลกนี้คือร่างกายที่เปรียบเหมือนเต็นท์จะต้องถูกถอนออกไป+ แต่เราจะได้รับบ้านหลังใหม่ที่คงอยู่ตลอดไปในสวรรค์ เป็นบ้านที่พระเจ้าสร้าง ไม่ใช่มนุษย์สร้าง+ 2 ตอนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ซึ่งก็คือร่างกายของเรา เราคร่ำครวญอยากสวมใส่อีกร่างกายหนึ่งที่เตรียมไว้ให้เราในสวรรค์+ 3 เมื่อเราได้สวมใส่ร่างกายนั้น เราจะไม่เปลือยเปล่า 4 ที่จริง ในร่างกายที่เปรียบเหมือนเต็นท์หลังนี้ เราเป็นทุกข์คร่ำครวญ ไม่ใช่เพราะอยากจะทิ้งเต็นท์หลังนี้ไป แต่เพราะเราอยากจะอาศัยในเต็นท์อีกหลังหนึ่ง+ เพื่อชีวิตตลอดไปจะมาแทนที่ร่างกายที่ตายได้+ 5 พระเจ้าเตรียมเราไว้สำหรับชีวิตแบบนั้น+ พระองค์ให้พลังของพระองค์กับเราเพื่อรับรอง*ว่าเราจะได้รับรางวัล+
6 ดังนั้น เราจึงมั่นใจอยู่เสมอและรู้ว่าตอนที่เราอยู่ในร่างกายนี้ที่เปรียบเหมือนบ้าน เรายังไม่ได้อยู่กับผู้เป็นนาย+ 7 เราจึงใช้ชีวิตตามความเชื่อ ไม่ใช่ตามสิ่งที่เห็น 8 เรามั่นใจเรื่องนี้มากและอยากจะอยู่กับผู้เป็นนายมากกว่าอยู่ในร่างกายนี้+ 9 แต่ไม่ว่าเราจะอยู่กับท่านหรือไม่ เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านพอใจเสมอ 10 เพราะเราทุกคนต้องอยู่ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ และแต่ละคนจะได้รับผลตามสิ่งที่ตัวเองทำตอนที่อยู่ในร่างกายนี้ ไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่ว+
11 ดังนั้น เมื่อเรารู้ว่าควรเกรงกลัวผู้เป็นนาย เราจึงพยายามโน้มน้าวใจคนอื่น ๆ ให้เชื่อสิ่งที่เราสอน แต่พระเจ้ารู้จักเราดี และผมหวังว่าพวกคุณ*ก็รู้จักเราดีเหมือนกัน 12 ที่พูดมานี้ ไม่ใช่เพื่ออวดตัวเองกับพวกคุณ แต่เพื่อให้พวกคุณรู้สึกอยากจะอวดเรื่องของเรา พวกคุณจะได้มีคำตอบให้กับคนที่ชอบอวดสิ่งที่อยู่ภายนอก+ แต่ไม่อวดสิ่งที่อยู่ในใจ 13 ถ้าเราทำอะไรเหมือนคนบ้า+ เราก็ทำเพื่อพระเจ้า แต่ถ้าเราทำอย่างคนมีสติ ก็จะเป็นประโยชน์กับพวกคุณ 14 ความรักของพระคริสต์กระตุ้นเราอยู่ เราเชื่อว่าคนหนึ่งตายเพื่อทุกคน+ เพราะทุกคนก็เหมือนตายอยู่แล้ว 15 และพระคริสต์ตายเพื่อทุกคน เพื่อคนที่มีชีวิตอยู่จะไม่ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองอีกต่อไป+ แต่จะอยู่เพื่อท่านที่ตายแทนเขาและถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว
16 ตั้งแต่นี้ไป เราจะไม่มองใครอย่างที่คนทั่วไปมอง+ ถึงแม้เราเคยมองพระคริสต์อย่างที่คนทั่วไปมอง* แต่เดี๋ยวนี้เราไม่มองท่านอย่างนั้นอีกแล้ว+ 17 ดังนั้น ถ้าใครเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่+ สิ่งเก่า ๆ สูญสิ้นไป แล้วสิ่งใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นมา 18 ทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้าที่ทำให้เราคืนดีกับพระองค์ผ่านทางพระคริสต์+ และให้เราทำงานรับใช้เพื่อช่วยคนอื่นให้คืนดีกับพระองค์+ 19 นั่นหมายความว่า พระเจ้าใช้พระคริสต์เพื่อทำให้คนในโลกคืนดีกับพระองค์+ เพื่อพระองค์จะไม่ถือโทษพวกเขา+ และพระองค์ฝากให้เราไปประกาศข่าวสารเรื่องการคืนดีนี้+
20 ดังนั้น เราจึงเป็นทูต+ที่ทำหน้าที่แทนพระคริสต์+ พระเจ้าใช้เราให้ไปอ้อนวอนผู้คน ในฐานะผู้ทำหน้าที่แทนพระคริสต์ เราขอร้องพวกเขาว่า “มาคืนดีกับพระเจ้าเถอะ” 21 พระเจ้าทำให้ท่านผู้ไม่เคยทำบาป+มาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนที่พระเจ้ายอมรับ*โดยทางท่านผู้นั้น+
6 เราเป็นเพื่อนร่วมงานกับพระเจ้า+ เราจึงขอแนะนำพวกคุณว่า อย่ารับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แล้วไม่ทำตามจุดมุ่งหมายของความกรุณานั้น+ 2 พระองค์บอกว่า “ในเวลาที่เราเมตตาเจ้า เราฟังเจ้า และในวันแห่งความรอด เราช่วยเจ้าไว้”+ ตอนนี้แหละเป็นเวลาที่พระเจ้าเมตตาเราเป็นพิเศษและเป็นวันแห่งความรอด
3 เราไม่ทำอะไรให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี เพื่อจะไม่มีใครมาตำหนิงานรับใช้ของเราได้+ 4 แต่เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เห็นว่าเราเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า+ เราอดทนกับเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งเจอความยากลำบาก ความขัดสน ความยุ่งยาก+ 5 เราถูกเฆี่ยน ถูกขังคุก+ เจอการจลาจล ทำงานหนัก อดหลับอดนอน และบางครั้งก็ไม่ได้กินอะไร+ 6 เราแสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนบริสุทธิ์ มีความรู้ อดกลั้น+ กรุณา+ มีพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า มีความรักจากใจจริง+ 7 เราพูดความจริง พึ่งฤทธิ์อำนาจจากพระเจ้า+ ถืออาวุธของความยุติธรรม+ในมือขวา*และมือซ้าย* 8 เราได้รับเกียรติและโดนดูถูกเหยียดหยาม ถูกคนใส่ร้ายและพูดถึงในทางดี ถูกมองว่าเป็นคนหลอกลวงทั้ง ๆ ที่เราพูดความจริง 9 เราถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักแต่ก็ยังมีคนยอมรับนับถือเรา เราเกือบตาย*แต่เห็นไหมว่าเรายังมีชีวิตอยู่+ เราถูกลงโทษแต่ก็ยังไม่ตาย+ 10 เราถูกมองว่าเป็นคนเศร้าโศกแต่ก็มีความสุขอยู่เสมอ เป็นคนยากจนแต่ก็ทำให้หลายคนรวย เป็นคนไม่มีอะไรเลยแต่ก็มีทุกสิ่ง+
11 พี่น้องโครินธ์ครับ เราพูดกับพวกคุณอย่างตรงไปตรงมา เราเปิดใจให้กว้างแล้ว 12 เราแสดงความรักกับพวกคุณอย่างเต็มที่+ แต่พวกคุณไม่ได้แสดงความรักแบบนั้นกับเรา 13 ดังนั้น ผมขอพูดกับพวกคุณเหมือนเป็นลูก ๆ ของผมว่า ให้พวกคุณเปิดใจให้กว้างเหมือนที่เราทำกับพวกคุณด้วย+
14 อย่ามีส่วนร่วมอะไรกับคนที่ไม่เชื่อ*+ เพราะความดี*จะมีส่วนร่วมกับความชั่วได้อย่างไร?+ ความสว่างจะเข้ากับความมืดได้หรือ?+ 15 พระคริสต์กับเบลีอัล*จะไปด้วยกันได้ไหม?+ คนที่เชื่อจะมีอะไรเหมือนกับคนที่ไม่เชื่อ?+ 16 วิหารของพระเจ้าจะมีรูปเคารพได้หรือ?+ เราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่+ เหมือนที่พระองค์บอกไว้ว่า “เราจะอยู่กับพวกเขา+และจะไปด้วยกันกับพวกเขา เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขาและพวกเขาจะเป็นประชาชนของเรา”+ 17 “พระยะโฮวา*จึงสั่งว่า ‘ดังนั้น ออกมาจากพวกเขาและแยกอยู่ต่างหาก เลิกแตะต้องสิ่งที่ไม่สะอาด’”+ “‘และเราจะรับพวกเจ้าไว้’”+ 18 “พระยะโฮวา*ผู้มีพลังอำนาจสูงสุดบอกว่า ‘เราจะเป็นพ่อของพวกเจ้า+ และพวกเจ้าจะเป็นลูกชายลูกสาวของเรา’”+
7 ดังนั้น พี่น้องที่รัก ในเมื่อพวกเราได้รับคำสัญญาทั้งหมดนี้+ ก็ให้พวกเราชำระตัวให้สะอาดจากทุกสิ่งที่ทำให้ร่างกายและจิตใจแปดเปื้อน+ และให้ความเกรงกลัวพระเจ้าช่วยพวกเราให้บริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ
2 เปิดใจรับเราเถอะ+ เราไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้ชักนำใครให้เสื่อมเสีย และไม่ได้ฉกฉวยประโยชน์จากใครเลย+ 3 ผมพูดอย่างนี้ไม่ใช่เพื่อตำหนิพวกคุณ ผมบอกไปแล้วว่า ไม่ว่าชีวิตหรือความตายก็เปลี่ยนแปลงความรักที่เรามีต่อพวกคุณไม่ได้ 4 ผมพูดกับพวกคุณอย่างตรงไปตรงมาได้ว่า ผมภูมิใจในตัวพวกคุณมาก ผมได้รับกำลังใจจริง ๆ และมีความสุขมากถึงแม้เราต้องเจอความยากลำบาก+
5 ที่จริง ตั้งแต่มาถึงแคว้นมาซิโดเนีย+ เราไม่ได้พักเลย แต่ต้องทนลำบากทุกด้าน ภายนอกมีการต่อต้านรุนแรง ส่วนภายในก็มีความกังวลเกี่ยวกับประชาคมต่าง ๆ 6 แต่พระเจ้าผู้ให้กำลังใจคนที่ท้อใจ+นั้นได้ให้กำลังใจเราโดยให้ทิตัสมาอยู่ด้วย 7 และเรามีกำลังใจไม่ใช่เพราะทิตัสมาอยู่ด้วยเท่านั้น แต่เพราะทิตัสได้รับกำลังใจจากพวกคุณ เขาเล่าให้ฟังว่าพวกคุณอยากเจอผมมาก พวกคุณเสียใจมาก และพวกคุณห่วงใยผมจริง ๆ พอรู้อย่างนี้ผมก็ยิ่งดีใจมากขึ้นอีก
8 ถึงแม้จดหมายของผมทำให้พวกคุณเสียใจ+ แต่ผมก็ไม่เสียใจที่ได้เขียนถึงพวกคุณ ตอนแรกผมก็เสียใจอยู่บ้าง (ที่เห็นว่าจดหมายนั้นทำให้พวกคุณเสียใจ ถึงจะแค่ช่วงสั้น ๆ) 9 แต่ตอนนี้ผมดีใจ เพราะรู้ว่าพวกคุณไม่ใช่แค่เสียใจ แต่พวกคุณเสียใจถึงขนาดที่ถูกกระตุ้นให้กลับใจ ความเสียใจแบบนี้แหละที่พระเจ้าพอใจ พวกคุณจึงไม่ได้รับความเสียหายจากสิ่งที่เราเขียนถึงพวกคุณ 10 เพราะความเสียใจแบบที่พระเจ้าพอใจนั้นกระตุ้นให้เกิดการกลับใจ ซึ่งนำไปถึงความรอดและจะไม่ทำให้เสียใจ+ แต่ความเสียใจแบบโลกทำให้ตาย 11 ความเสียใจแบบที่พระเจ้าพอใจนี่แหละที่ทำให้พวกคุณตั้งใจจริง ๆ ที่จะทำให้ตัวเองพ้นคำตำหนิ ทำให้พวกคุณโกรธตัวเองที่ได้ทำผิดไป ทำให้กลัว ทำให้อยากจะกลับใจจริง ๆ ทำให้กระตือรือร้น และลงมือแก้ไขความผิด+ พวกคุณพิสูจน์ตัวในทุกด้านแล้วว่าตัวเองบริสุทธิ์ในเรื่องนี้ 12 ที่ผมเขียนจดหมายถึงพวกคุณ ผมไม่ได้เขียนเพื่อคนที่ทำผิด+หรือคนที่เป็นฝ่ายเสียหาย แต่เขียนเพื่อพวกคุณจะได้แสดงให้ทั้งพวกคุณเองและพระเจ้าเห็นว่าพวกคุณตั้งใจจริง ๆ ที่จะทำตามคำแนะนำของเรา 13 ทั้งหมดนี้แหละที่ทำให้เราได้รับกำลังใจ
แต่นอกจากได้รับกำลังใจแล้ว เรายิ่งดีใจมากขึ้นอีกที่ได้เห็นทิตัสมีความสุขเพราะพวกคุณทุกคนทำให้เขาสดชื่น 14 ผมจึงไม่ต้องอายที่เคยอวดเรื่องของพวกคุณให้เขาฟัง เพราะเรื่องที่อวดนั้นเป็นความจริงเหมือนทุกเรื่องที่เราเคยบอกพวกคุณ 15 และเขายิ่งรักพวกคุณมากขึ้น เมื่อเขานึกถึงการเชื่อฟังของพวกคุณ+ และการที่พวกคุณต้อนรับเขาด้วยความนับถือ 16 ผมดีใจจริง ๆ ที่ผมมั่นใจในตัวพวกคุณได้เสมอ
8 พี่น้องครับ เราอยากให้พวกคุณรู้เรื่องที่พระเจ้าแสดงความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ต่อประชาคมต่าง ๆ ในแคว้นมาซิโดเนีย+ 2 ตอนที่พวกเขาเจอความทุกข์ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งใหญ่ พวกเขาก็ยังมีความยินดีและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อทั้ง ๆ ที่ยากจนข้นแค้น 3 พวกเขาให้ตามกำลังของตัวเอง+ ที่จริงผมบอกได้เลยว่า พวกเขาให้เกินกำลังด้วยซ้ำ+ 4 พวกเขาถึงกับอ้อนวอนเราเพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมบริจาคและช่วยเหลือบรรเทาทุกข์*พวกผู้บริสุทธิ์ด้วย พวกเขาถือว่าเป็นเกียรติที่ได้ทำอย่างนั้น+ 5 พวกเขาทำมากกว่าที่เราคาดไว้เสียอีก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาคือ การทำตามที่พระเจ้าประสงค์โดยทุ่มเทตัวเองเพื่อผู้เป็นนายและเพื่อเรา 6 ดังนั้น เราจึงบอกทิตัส+ให้ไปรวบรวมของบริจาคจากพวกคุณให้เสร็จเพราะเขาเป็นคนริเริ่มโครงการนี้ 7 พวกคุณมีพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว ทั้งความเชื่อ ความสามารถในการพูด ความรู้ ความกระตือรือร้น และความรักที่ได้จากเรา ดังนั้น ขอให้มีน้ำใจบริจาคอย่างใจกว้างด้วย+
8 ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะสั่งพวกคุณ แต่อยากให้พวกคุณรู้ว่าคนอื่นมีความกระตือรือร้นขนาดไหน และเพื่อทดสอบว่าพวกคุณมีความรักแท้ไหม 9 พวกคุณก็รู้ว่าพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเรามีความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ ถึงแม้ท่านร่ำรวย แต่ก็ยอมยากจนเพราะเห็นแก่พวกคุณ+ เพื่อความยากจนของท่านจะได้ทำให้พวกคุณร่ำรวย
10 ผมขอออกความเห็นว่า+ ถ้าพวกคุณจัดการเรื่องนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพวกคุณเอง เพราะหนึ่งปีที่แล้วตอนที่พวกคุณเริ่มทำเรื่องนี้ พวกคุณก็แสดงความตั้งใจว่าอยากจะทำจริง 11 ดังนั้น ตอนนี้ขอให้จัดการสิ่งที่พวกคุณริเริ่มไว้ให้เสร็จ เพื่อให้เป็นอย่างที่พวกคุณตั้งใจไว้แต่แรกตามกำลังของพวกคุณ 12 ถ้าใครมีใจพร้อมอยู่แล้วและให้เท่าที่เขาให้ได้+ พระเจ้าก็พอใจ พระองค์ไม่ได้คาดหมายเกินกว่าที่เขาจะให้ได้ 13 ไม่ใช่ว่าผมอยากให้คนอื่นสบาย แล้วพวกคุณต้องลำบาก 14 แต่อยากให้เฉลี่ยกัน สิ่งที่พวกคุณมีเหลือในตอนนี้อาจช่วยชดเชยสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน และสิ่งที่พวกเขามีเหลืออาจชดเชยสิ่งที่พวกคุณขาดแคลนเหมือนกัน แบบนี้แหละเป็นการเฉลี่ยกัน 15 เหมือนที่พระคัมภีร์บอกว่า “คนที่มีมากไม่ได้มีจนเหลือเฟือ ส่วนคนที่มีน้อยก็ไม่ได้ขาดอะไร”+
16 ขอบคุณพระเจ้าที่โปรดให้ทิตัส+มีใจเหมือนเราที่กระตือรือร้นอยากช่วยพวกคุณ 17 เขาทำตามที่เราบอกก็จริง แต่ตัวเขาเองก็กระตือรือร้นอยากไปหาพวกคุณอยู่แล้ว 18 และเรายังให้พี่น้องชายคนหนึ่งไปกับทิตัสด้วย เขาได้รับคำชมเชยจากทุกประชาคมเพราะสิ่งที่เขาทำเพื่อข่าวดี 19 นอกจากนั้น ประชาคมต่าง ๆ ยังตั้งเขาให้ร่วมเดินทางกับเราเพื่อดูแลการแจกจ่ายของบริจาค สิ่งนี้ทำให้ผู้เป็นนายได้รับการยกย่องและแสดงว่าเรามีน้ำใจอยากช่วยเหลือคนอื่น 20 เราระมัดระวังไม่ให้มีใครมาติเราได้ในเรื่องการแจกจ่ายของบริจาคจำนวนมากที่เราดูแลอยู่นั้น+ 21 เรา ‘ทำทุกสิ่งอย่างซื่อสัตย์ ทั้งในสายตาพระยะโฮวา*และในสายตามนุษย์’+
22 เรายังให้พี่น้องชายอีกคนหนึ่งไปกับพวกเขาด้วย เราทดสอบพี่น้องคนนี้แล้วว่าเป็นคนขยัน และตอนนี้เขายิ่งขยันมากขึ้นอีกเพราะเขามั่นใจในพวกคุณมาก 23 แต่ถ้ามีใครสงสัยในตัวทิตัส ก็ให้รู้ไว้ว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมรับใช้ของผมและทำงานเพื่อประโยชน์ของพวกคุณ หรือถ้าใครสงสัยในตัวพี่น้องที่ไปกับเขา ก็อย่าลืมว่าพวกเขาเป็นตัวแทน*ของประชาคมต่าง ๆ และเป็นคนที่ยกย่องพระคริสต์ 24 ดังนั้น ขอแสดงให้พวกเขาเห็นว่าพวกคุณรักพวกเขาจริง ๆ+ และทำให้ประชาคมต่าง ๆ รู้ว่าทำไมเราถึงอวดเรื่องพวกคุณ
9 ผมไม่จำเป็นต้องเขียนถึงพวกคุณเรื่องการช่วยเหลือ*พวกผู้บริสุทธิ์+ 2 เพราะผมรู้ว่าพวกคุณอยากช่วยอยู่แล้ว และผมอวดเรื่องนี้กับพี่น้องชาวมาซิโดเนียว่า พวกคุณที่อยู่ในแคว้นอาคายาพร้อมจะช่วยเหลือมาปีหนึ่งแล้ว และความกระตือรือร้นของพวกคุณก็กระตุ้นพวกเขาส่วนใหญ่ให้ทำแบบเดียวกัน 3 ผมให้พี่น้องกลุ่มนี้ไปหาเพื่อทำให้เรื่องที่ผมอวดเกี่ยวกับพวกคุณนั้นเป็นจริง และเพื่อให้พวกคุณพร้อมที่จะช่วยเหลือเหมือนที่ผมเคยพูดไว้ 4 ไม่อย่างนั้น ถ้าพี่น้องชาวมาซิโดเนียไปกับผมและเห็นว่าพวกคุณไม่พร้อม อย่าว่าแต่พวกคุณเลย เราเองก็คงขายหน้าที่เคยมั่นอกมั่นใจในตัวพวกคุณ 5 ดังนั้น ผมเห็นว่าน่าจะให้พี่น้องกลุ่มนี้ไปหาพวกคุณก่อนเพื่อช่วยเตรียมของบริจาคที่พวกคุณสัญญาไว้ให้พร้อม ของบริจาคนั้นจะได้มาจากการให้อย่างใจกว้าง ไม่ใช่ฝืนใจให้
6 ในเรื่องนี้ คนที่หว่านน้อยจะเก็บเกี่ยวได้น้อย ส่วนคนที่หว่านมากก็จะเก็บเกี่ยวได้มาก+ 7 ให้แต่ละคนทำตามที่ตั้งใจไว้ ไม่ใช่ฝืนใจทำหรือทำอย่างเสียไม่ได้+ เพราะพระเจ้ารักคนที่มีความสุขกับการให้+
8 พระเจ้าแสดงความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ต่อพวกคุณได้เสมอ พวกคุณจะไม่ขาดอะไรเลย และจะมีอย่างเหลือเฟือเพื่อพวกคุณจะทำงานที่ดีทุกอย่างได้+ 9 (เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เขาให้อย่างใจกว้าง เขาให้กับคนยากคนจน ความดีของเขาคงอยู่ตลอดไป”+ 10 พระเจ้าที่ให้เมล็ดพืชกับคนหว่านและให้อาหารกับคนกินอย่างเหลือเฟือนั้นจะให้เมล็ดกับพวกคุณไปหว่าน พระองค์จะให้อย่างท่วมท้นและจะทำให้พวกคุณเก็บเกี่ยวผลของความดีมากขึ้นเรื่อย ๆ) 11 พระเจ้าอวยพรให้พวกคุณมีทุกอย่างเพื่อพวกคุณจะให้คนอื่นอย่างใจกว้าง แล้วผู้คนจะขอบคุณพระเจ้าเพราะของที่พวกคุณให้ผ่านทางเรา 12 งานรับใช้เพื่อช่วยเหลือคนอื่นแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อจัดหาสิ่งของให้กับพวกผู้บริสุทธิ์+ที่ขาดแคลนเท่านั้น แต่เพื่อให้มีการขอบคุณพระเจ้าอย่างมากมายอีกด้วย 13 การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ครั้งนี้พิสูจน์ความมีน้ำใจของพวกคุณและทำให้พวกผู้บริสุทธิ์ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เพราะพวกเขาเห็นว่าพวกคุณทำตามข่าวดีเรื่องพระคริสต์ที่พวกคุณเองสอน และพวกคุณบริจาคสิ่งของให้พวกเขาและคนอื่น ๆ อย่างใจกว้าง+ 14 พวกเขาจะอธิษฐานอ้อนวอนเพื่อพวกคุณด้วยความรักและคิดถึง เพราะพระเจ้าแสดงความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ต่อพวกคุณอย่างเหลือล้น
15 ขอให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย
10 ตอนนี้ ผมเปาโลขอร้องพวกคุณอย่างอ่อนโยนและกรุณาเหมือนพระคริสต์+ มีบางคนบอกว่าตอนที่อยู่กับพวกคุณผมเป็นคนอ่อนแอ+ แต่ตอนที่ไม่อยู่กับพวกคุณผมเป็นคนตรงไปตรงมา+ 2 ผมหวังว่าตอนที่ผมไปถึง ผมจะไม่ต้องใช้ความเด็ดขาดกับคนที่มองว่าเราใช้ชีวิตตามความคิดแบบโลก 3 ถึงแม้เราใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป แต่พอเราสู้รบ เราก็ไม่ได้ทำเหมือนคนทั่วไป 4 เพราะอาวุธที่เราใช้สู้รบไม่ใช่อาวุธแบบที่คนในโลกนี้ใช้กัน+ อาวุธของเรามาจากพระเจ้า+และมีพลังมาก สามารถทำลายสิ่งที่ฝังรากลึกได้ 5 เรากำลังหักล้างการคิดหาเหตุผลผิด ๆ และอะไรก็ตามที่ขัดกับความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า+ เรากำลังทำให้ความคิดทุกอย่างอยู่ใต้การควบคุมเพื่อให้เชื่อฟังพระคริสต์ 6 และเมื่อพวกคุณเชื่อฟังอย่างครบถ้วนแล้ว เราก็พร้อมจะลงโทษใครก็ตามที่ยังไม่ยอมเชื่อฟัง+
7 พวกคุณมองสิ่งต่าง ๆ ที่ภายนอก ถ้าใครมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนของพระคริสต์ ก็อย่าลืมความจริงข้อนี้ที่ว่า เราก็เป็นคนของพระคริสต์เหมือนกับเขานั่นแหละ 8 ถึงแม้ผมจะอวดมากไปหน่อยแต่ผมก็ไม่อาย เพราะเราได้รับอำนาจจากผู้เป็นนายเพื่อทำให้พวกคุณเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่เพื่อทำลาย+ 9 ผมไม่อยากให้คิดว่าผมกำลังใช้จดหมายขู่พวกคุณให้กลัว 10 มีบางคนพูดถึงผมว่า “จดหมายของเขามีน้ำหนักและมีพลังก็จริง แต่ตอนที่เขาอยู่ที่นี่ เขาดูอ่อนแอ คำพูดของเขาก็ไร้สาระ” 11 ให้คนพวกนั้นรู้ไว้ว่า เราพูดในจดหมายอย่างไรตอนที่ไม่อยู่ เราก็จะทำอย่างนั้นตอนที่อยู่ที่นั่น+ 12 เราไม่กล้าไปเทียบชั้นหรือเอาตัวไปเปรียบกับบางคนที่ยกย่องตัวเองหรอก+ คนพวกนี้เอาตัวเองเป็นมาตรฐานตัดสินตัวเองและเปรียบเทียบกันเอง พวกเขาไม่เข้าใจอะไรเลย+
13 เราอวดแต่ก็ไม่อวดมากเกินไป เราจะอวดเฉพาะที่เกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย และเฉพาะในเขตงานที่พระเจ้ามอบหมายให้เราทำเท่านั้น ซึ่งรวมถึงเขตที่พวกคุณอยู่ด้วย+ 14 ตอนที่เราไปหาพวกคุณ เราไม่ได้ทำงานนอกเหนือจากที่พระเจ้ามอบหมาย และเราเป็นพวกแรกที่ไปประกาศข่าวดีเรื่องพระคริสต์กับพวกคุณ+ 15 เราอวดเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวกับงานที่เราได้รับมอบหมาย ไม่ใช่งานหนักที่คนอื่นทำ และเราหวังว่าเมื่อความเชื่อของพวกคุณเพิ่มขึ้น งานที่เราทำไปก็จะเกิดผลในเขตงานของเรามากขึ้นด้วย แล้วเราจะได้ขยายงานให้กว้างขึ้นอีก 16 เพื่อเราจะประกาศข่าวดีในดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่เลยพวกคุณไปอีก เราจะได้ไม่อวดผลงานที่คนอื่นทำไว้ในเขตของเขา 17 “คนที่อวด ให้เขาอวดเรื่องพระยะโฮวา”*+ 18 เพราะพระยะโฮวา*ไม่ยอมรับคนที่ยกย่องตัวเอง+ แต่ยอมรับคนที่พระองค์ยกย่อง+
11 ถ้าดูเหมือนผมทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลไปบ้างก็ขอให้ทนผมหน่อย แต่ที่จริง พวกคุณก็กำลังทนอยู่แล้ว 2 ผมได้หมั้นพวกคุณไว้ให้แต่งงานกับเจ้าบ่าวเพียงคนเดียวคือพระคริสต์ ผมจึงหวงพวกคุณเหมือนที่พระเจ้าหวง เพราะผมอยากจะส่งตัวพวกคุณเป็นสาวบริสุทธิ์ให้ท่าน+ 3 แต่ผมกลัวว่าพวกคุณจะเป็นเหมือนเอวาที่ถูกงูล่อลวงด้วยอุบายของมัน+ และจะถูกหลอกให้คิดในทางเสื่อมเสียจนกลายเป็นคนไม่ซื่อสัตย์และไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป แล้วพวกคุณจะไม่คู่ควรกับพระคริสต์+ 4 ผมสังเกตว่า พวกคุณช่างอดทนกันเหลือเกินเวลามีคนมาสอนเรื่องพระเยซูต่างไปจากที่เราเคยสอน หรือแพร่น้ำใจซึ่งต่างจากที่พวกคุณเคยมี หรือประกาศข่าวดีซึ่งต่างจากที่พวกคุณเคยรับมา+ 5 ผมคิดว่าผมไม่มีอะไรด้อยกว่าพวกอัครสาวกสุดวิเศษของพวกคุณเลย+ 6 ใช่ ผมอาจจะพูดไม่เก่ง+แต่ผมก็มีความรู้ พวกคุณก็เห็นอยู่แล้วจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ทำมา
7 ผมทำผิดหรือที่ถ่อมตัวลงเพื่อให้เกียรติพวกคุณด้วยการเต็มใจประกาศข่าวดีของพระเจ้ากับพวกคุณโดยไม่คิดค่าตอบแทน?+ 8 ผมรับความช่วยเหลือจากประชาคมอื่นเพื่อรับใช้พวกคุณ ซึ่งก็เหมือนกับว่าผมปล้นพวกเขา+ 9 ตอนที่อยู่กับพวกคุณ เมื่อผมขาดอะไรที่จำเป็น ผมก็ไม่ได้เป็นภาระของใคร เพราะพี่น้องที่มาจากแคว้นมาซิโดเนียได้จัดหาสิ่งที่ผมขาดมาให้อย่างเหลือเฟือ+ ผมพยายามทุกอย่างที่จะไม่ทำตัวเป็นภาระของพวกคุณเลย และจะพยายามต่อไป+ 10 ตราบใดที่ผมยังติดตามพระคริสต์อยู่ ผมก็มีเหตุผลที่จะภาคภูมิใจกับเรื่องนี้เสมอ+ในแคว้นอาคายา 11 ทำไมผมถึงไม่อยากเป็นภาระของพวกคุณล่ะ? ไม่ใช่เพราะผมรักพวกคุณหรือ? พระเจ้ารู้ดีว่าผมรักพวกคุณ
12 มีบางคนอวดว่าตัวเองเป็นอัครสาวกเหมือนเรา ดังนั้น ผมจะทำเหมือนที่ทำอยู่นี้ต่อไป+เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นว่าการอวดอ้างของพวกนั้นมีเหตุผล 13 คนพวกนั้นเป็นอัครสาวกจอมปลอม ชอบหลอกลวงคนอื่น และปลอมตัวเป็นอัครสาวกของพระคริสต์+ 14 แต่นั่นก็ไม่แปลกอะไร เพราะซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นทูตของความสว่าง+ 15 ดังนั้น คงไม่แปลกที่ผู้รับใช้ของมันจะชอบเสแสร้งทำตัวเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า แต่ในที่สุด คนพวกนั้นจะต้องรับผลจากสิ่งที่ตัวเองทำ+
16 ผมขอย้ำอีกครั้งว่า อย่าคิดว่าผมเป็นคนไม่มีเหตุผล แต่ถ้าพวกคุณคิดอย่างนั้น ก็ขอให้ทนกับผมก็แล้วกัน เพราะผมจะอวดเหมือนคนพวกนั้นบ้าง 17 ที่ผมพูดโอ้อวดและถือดีแบบนี้ ไม่ได้เป็นตามแบบผู้เป็นนาย แต่ผมกำลังพูดเหมือนคนไม่มีเหตุผล 18 ในเมื่อหลายคนอวดสิ่งที่คนทั่วไปในโลกอวดกัน ผมก็จะอวดบ้าง 19 ถ้าพวกคุณคิดว่าตัวเองมีเหตุผลเหลือเกิน แล้วทำไมพวกคุณถึงยอมอดทนกับคนไม่มีเหตุผลพวกนั้นล่ะ? 20 พวกคุณช่างอดทนกันจริง ๆ กับคนที่ทำกับคุณเหมือนทาส หลอกกินหลอกใช้คุณ เอารัดเอาเปรียบคุณ ยกตัวเองเหนือคุณ และตบหน้าคุณด้วยซ้ำ
21 ที่ผมพูดแบบนี้ก็น่าอายเพราะดูเหมือนว่าเราไม่เด็ดขาดพอ
ผมกำลังพูดเหมือนคนไร้เหตุผล ถ้าใครมีความกล้า ผมก็กล้าเหมือนกัน 22 เขาเป็นคนฮีบรูหรือ? ผมก็เป็น+ เขาเป็นคนอิสราเอลหรือ? ผมก็เป็นด้วย เขาเป็นลูกหลานของอับราฮัมหรือ? ผมก็เป็นเหมือนกัน+ 23 เขาเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์หรือ? ผมขอพูดแบบคนเสียสติว่า ผมเป็นผู้รับใช้ที่เด่นกว่าเขาอีก เพราะผมทำงานมากกว่าเขา+ ติดคุกบ่อยกว่าเขา+ ถูกเฆี่ยนนับครั้งไม่ถ้วน และเกือบตายอยู่หลายครั้ง+ 24 ผมโดนพวกยิวเฆี่ยน 5 ครั้ง ครั้งละ 39 ที+ 25 ผมถูกเฆี่ยนด้วยไม้ 3 ครั้ง+ ถูกเอาหินขว้าง 1 ครั้ง+ เรือแตก 3 ครั้ง+ ต้องลอยคออยู่ในทะเล 1 วัน 1 คืน 26 ผมเดินทางหลายครั้งและต้องเจออันตรายในแม่น้ำ อันตรายจากโจรผู้ร้าย จากคนชาติเดียวกัน+ จากคนต่างชาติ+ อันตรายในเมือง+ ในที่กันดาร ในทะเล อันตรายจากหมู่พี่น้องจอมปลอม 27 ต้องตรากตรำทำงานและเหน็ดเหนื่อย อดหลับอดนอนบ่อย ๆ+ หิวและกระหาย+ อดอาหารอยู่หลายครั้ง+ ทนหนาวและไม่มีเสื้อผ้าใส่
28 นอกจากปัญหาพวกนั้นแล้ว ยังมีเรื่องที่บีบคั้นผมอยู่ทุกวัน นั่นคือความกังวลเกี่ยวกับทุก ๆ ประชาคม+ 29 มีใครอ่อนแอแล้วผมไม่อ่อนแอกับเขาด้วย? มีใครถูกชักนำให้ทิ้งความเชื่อไปแล้วผมไม่โมโห?
30 ถ้าต้องอวด ผมจะอวดสิ่งที่แสดงว่าผมอ่อนแอ 31 พระเจ้าผู้เป็นพ่อของพระเยซูผู้เป็นนายของเรา พระองค์จะได้รับการยกย่องสรรเสริญตลอดไป พระองค์รู้ว่าผมไม่ได้โกหก 32 ที่กรุงดามัสกัส ผู้ว่าราชการเมืองที่ปกครองในสมัยของกษัตริย์อาเรทัสได้ให้ทหารเฝ้าประตูเมืองไว้เพื่อคอยจับผม 33 แต่มีคนให้ผมนั่งในตะกร้าหวายแล้วหย่อนลงทางช่องหน้าต่างบนกำแพงเมือง+ ผมจึงหลบหนีจากเงื้อมมือของเขามาได้
12 ผมต้องอวด ผมจะพูดเรื่องนิมิตที่ผู้เป็นนายให้ผมเห็น+และเรื่องที่ท่านเปิดเผยให้ผมรู้+ ถึงแม้การอวดนี้จะไม่มีประโยชน์อะไร 2 ผมรู้จักผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นสาวกพระคริสต์ เมื่อ 14 ปีที่แล้วเขาถูกพาไปสวรรค์ชั้นที่สาม ผมไม่รู้ว่าเขาไปในสภาพมนุษย์หรือเปล่า แต่พระเจ้ารู้ 3 ผมรู้จักผู้ชายคนนั้นด้วย เขาถูกพาไปอุทยาน ผมไม่รู้ว่าไปในสภาพมนุษย์หรือเปล่า แต่พระเจ้ารู้ 4 เมื่ออยู่ในอุทยาน เขาได้ยินเสียงคำพูดที่มนุษย์พูดออกมาไม่ได้และไม่มีสิทธิ์จะพูด 5 ผมจะอวดเรื่องผู้ชายคนนั้น แต่ผมจะไม่อวดเรื่องตัวเองยกเว้นเรื่องความอ่อนแอของผม 6 และถึงผมอยากจะอวด ผมก็มีเหตุผลเพราะผมพูดความจริง แต่ผมจะไม่ทำอย่างนั้น เพื่อพวกคุณจะไม่ยกย่องผมเกินกว่าสิ่งที่เห็นและได้ยินจากผม 7 และไม่ควรมีใครยกย่องผมเพราะผมได้เห็นเรื่องที่เปิดเผยกับผมเป็นพิเศษ
และเพื่อจะไม่ให้ผมหลงตัวเอง ผมจึงมีบางสิ่งที่เป็นเหมือนหนามอยู่ในร่างกาย+ มันเป็นทูตของซาตานที่คอยสร้างความเจ็บปวดเพื่อไม่ให้ผมหลงตัวเอง 8 ผมได้อ้อนวอนผู้เป็นนายถึง 3 ครั้งให้ช่วยเอาหนามนั้นออกจากตัวผม 9 แต่ผู้เป็นนายบอกผมว่า “เราแสดงความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ต่อเจ้ามากพอแล้ว เพราะเมื่อเจ้าอ่อนแอ พลังอำนาจของเราก็แสดงได้อย่างเต็มที่”+ ผมจึงดีใจจริง ๆ ที่จะอวดเรื่องความอ่อนแอของผม เพื่อพลังอำนาจของพระคริสต์จะเป็นเหมือนเต็นท์ที่แผ่คลุมปกป้องผมไว้ 10 ดังนั้น เมื่อผมอ่อนแอ โดนดูถูก ขาดแคลน ถูกข่มเหง และเจอความลำบากเพื่อพระคริสต์ ผมก็ยินดี เพราะเมื่อไรที่ผมอ่อนแอ ผมกลับยิ่งเข้มแข็งขึ้น+
11 ที่ผมทำเหมือนคนไม่มีเหตุผลแบบนี้ก็เพราะพวกคุณนั่นแหละ พวกคุณไม่ได้ช่วยพูดปกป้องผม ผมไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกอัครสาวกสุดวิเศษของพวกคุณเลย ถึงแม้ผมจะไม่มีความหมายในสายตาพวกคุณ+ 12 ที่จริง ผมแสดงให้พวกคุณเห็นแล้วว่าผมเป็นอัครสาวกจริง ๆ ผมอดทนกับหลายสิ่ง+ ทำการอัศจรรย์ แสดงปาฏิหาริย์ และทำสิ่งที่น่าทึ่งหลายอย่าง+ 13 ผมทำอะไรให้พวกคุณรู้สึกว่าด้อยกว่าประชาคมอื่นหรือ? ก็แค่เรื่องที่ผมไม่ได้ทำตัวเป็นภาระของพวกคุณ+ เรื่องนี้ผมผิดเอง ยกโทษให้ผมด้วย
14 นี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมพร้อมจะไปหาพวกคุณ และผมก็จะไม่เป็นภาระของพวกคุณ เพราะผมสนใจตัวคุณ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองของคุณ+ เหมือนที่พ่อแม่ไม่หวังอะไรจากลูก+ มีแต่จะสะสมไว้ให้ลูก 15 ผมเต็มใจเสียสละทุกอย่างและทุ่มเทตัวเองเพื่อพวกคุณ+ ในเมื่อผมรักพวกคุณมากขนาดนี้ แล้วพวกคุณจะรักผมน้อยกว่านั้นหรือ? 16 ไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็ไม่ได้เป็นภาระของพวกคุณ+ แต่พวกคุณกลับบอกว่าผมเป็นคน “เจ้าเล่ห์” และ “หลอกลวง” 17 ผมเคยใช้คนไปฉวยประโยชน์จากพวกคุณไหม? 18 ผมบอกทิตัสให้ไปหาพวกคุณและให้พี่น้องอีกคนหนึ่งไปกับเขาด้วย ทิตัสไม่เคยฉวยประโยชน์จากพวกคุณเลย จริงไหม?+ พวกเรามีใจเดียวกันไม่ใช่หรือ? พวกเราทำตามแนวทางเดียวกันไม่ใช่หรือ?
19 ตอนที่อ่านจดหมายฉบับนี้ พวกคุณคงคิดว่าเรากำลังแก้ตัว แต่อย่าลืมว่าเราเป็นสาวกของพระคริสต์และพระเจ้ารู้ว่าเราพูดความจริง พี่น้องที่รัก ทุกสิ่งที่เราทำก็เพื่อช่วยให้พวกคุณเข้มแข็งขึ้น 20 เพราะผมกลัวว่าพอผมไปถึง พวกคุณจะไม่เป็นอย่างที่ผมอยากให้เป็น และผมก็จะไม่เป็นอย่างที่พวกคุณอยากให้เป็นเหมือนกัน แต่ผมกลับจะเห็นพวกคุณทะเลาะวิวาทกัน อิจฉากัน โกรธกัน โต้เถียงกัน ใส่ร้ายกัน ซุบซิบนินทากัน อวดดี และมีเรื่องวุ่นวายกัน 21 ผมกลัวว่าเมื่อผมไปหาพวกคุณ พระเจ้าจะทำให้ผมต้องอับอายต่อหน้าพวกคุณ และผมจะเศร้าใจที่มีหลายคนเคยทำผิดแต่ยังไม่กลับใจจากการกระทำที่ไม่สะอาด การผิดศีลธรรมทางเพศ* และการประพฤติไร้ยางอาย*ที่พวกเขาทำกันอยู่
13 นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมตั้งใจจะไปหาพวกคุณ “ทุกเรื่องที่คุยกันต้องมีพยานยืนยันสองหรือสามปาก”+ 2 ถึงผมจะไม่อยู่กับพวกคุณตอนนี้ แต่ขอให้ฟังผมเหมือนกับว่าผมได้มาอยู่กับพวกคุณเป็นครั้งที่สอง ผมเตือนคนที่เคยทำผิดและคนอื่น ๆ ทุกคนไว้แล้ว และผมขอเตือนอีกครั้งว่าผมจะไม่ละเว้นคนที่ทำผิดเลย 3 พวกคุณจะได้เห็นหลักฐานว่าสิ่งที่ผมพูดมาจากพระคริสต์จริง ๆ ท่านไม่อ่อนแอเมื่อปฏิบัติกับพวกคุณ แต่ท่านเข้มแข็ง 4 พระคริสต์ถูกประหารบนเสาในสภาพที่อ่อนแอก็จริง แต่ตอนนี้ท่านมีชีวิตอยู่เพราะฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า+ ตอนนี้เราก็อยู่ในสภาพที่อ่อนแอเหมือนที่ท่านเคยเป็น แต่เราจะมีชีวิตอยู่กับท่าน+เพราะฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่อยู่ในตัวพวกคุณ+
5 ให้พวกคุณคอยตรวจสอบตัวเองว่ายังใช้ชีวิตตามความเชื่อของคริสเตียนอยู่ไหม ทดสอบตัวเองอยู่เรื่อย ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าพวกคุณเป็นคนอย่างไรจริง ๆ+ พวกคุณไม่รู้หรือว่าพระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกับพวกคุณ? นอกเสียจากว่าพวกคุณเป็นคนที่พระเจ้าไม่ยอมรับ 6 แต่ผมหวังว่าพวกคุณจะเชื่อว่าเราเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า
7 เราอธิษฐานต่อพระเจ้าขออย่าให้พวกคุณทำอะไรผิด ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นยอมรับเรา แต่เพื่อให้พวกคุณทำความดี ถึงคนอื่นจะไม่ยอมรับเราก็ไม่เป็นไร 8 เราไม่มีทางขัดขวางความจริงได้ มีแต่จะทำเพื่อความจริง 9 เราดีใจถ้าพวกคุณจะเข้มแข็งและเราอ่อนแอ เราจึงอธิษฐานขอให้พวกคุณปรับความคิดของพวกคุณใหม่ 10 ดังนั้น ผมเขียนเรื่องทั้งหมดนี้ตอนที่ไม่อยู่กับพวกคุณ เพื่อผมจะได้ไม่ต้องใช้มาตรการเข้มงวดตอนที่ผมไปหาพวกคุณ เพราะผู้เป็นนายให้อำนาจผม+เพื่อเสริมสร้างพวกคุณ ไม่ใช่เพื่อทำลาย
11 สุดท้ายนี้ พี่น้องครับ ขอให้ชื่นชมยินดีเสมอ ปรับความคิดของพวกคุณใหม่ มีกำลังใจ+ คิดสอดคล้องกัน+ และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขต่อ ๆ ไป+ แล้วพระเจ้าผู้มีความรักและเป็นผู้ให้สันติสุข+จะอยู่กับพวกคุณ 12 ขอให้จูบทักทายกันแบบพี่น้อง 13 ผู้บริสุทธิ์ทุกคนฝากความคิดถึงให้พวกคุณ
14 ขอให้พวกคุณได้รับความรักจากพระเจ้าและความกรุณาที่ยิ่งใหญ่จากพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเรา และขอให้พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่เราได้รับร่วมกันอยู่กับพวกคุณทุกคน
หรือ “การทดสอบ”
หรือ “การทดสอบ”
หรือ “การทดสอบ”
หรืออาจแปลได้ว่า “สิ่งที่เราเขียนถึงพวกคุณนั้นคุณรู้ดีอยู่แล้ว”
หรืออาจแปลได้ว่า “เพื่อคุณจะได้รับประโยชน์ 2 ครั้ง”
มีอีกชื่อหนึ่งว่าสิลาส
หรือ “วางมัดจำ” “ค้ำประกัน”
หรือ “จะหลอกเราไม่ได้”
หรือ “เจตนาของมัน”
แปลตรงตัวว่า “ประตู”
หรือ “หาผลประโยชน์จาก” “หาผลกำไรจาก”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “จุดจบ”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “พระยะโฮวาผู้ที่มนุษย์มองไม่เห็นต้องการให้เราเป็น”
แปลตรงตัวว่า “ปลอมปน”
แปลตรงตัวว่า “ให้กับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของทุกคน”
หรือ “ยุคนี้” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “โดยทางหน้าของพระคริสต์”
หรือ “การทดสอบ”
หรือ “วางมัดจำ” “ค้ำประกัน”
แปลตรงตัวว่า “ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของพวกคุณ”
หรือ “เราเคยรู้จักพระคริสต์ในสภาพมนุษย์”
หรือ “คนที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
อาจหมายถึงการจู่โจม
อาจหมายถึงการป้องกันตัว
หรือ “เราถูกมองว่าสมควรตาย”
แปลตรงตัวว่า “อย่าเข้าเทียมแอกที่ไม่เสมอกันกับคนที่ไม่เชื่อ”
ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
หมายถึงซาตาน
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “การรับใช้”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ผู้ถูกส่งออกไป” แปลตรงตัวว่า “อัครสาวก”
แปลตรงตัวว่า “การรับใช้”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
คำภาษากรีกคือ พอร์เนีย ดูส่วนอธิบายศัพท์