จดหมายถึงคริสเตียนในกรุงโรม
1 ผมเปาโล ทาสของพระคริสต์เยซู ผมถูกเลือกให้เป็นอัครสาวกและได้รับการแต่งตั้งให้ประกาศข่าวดีของพระเจ้า+ 2 ซึ่งเป็นข่าวดีที่พระองค์บอกไว้ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ผ่านทางพวกผู้พยากรณ์ของพระองค์ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกของพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ทางเชื้อสายของดาวิด+ 4 ท่านผู้นี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นลูกของพระเจ้า+เมื่อท่านถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตาย+ด้วยฤทธิ์อำนาจของพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า ท่านผู้นี้คือพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเรา 5 ท่านทำให้ผม*ได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่และหน้าที่อัครสาวก+เพื่อช่วยคนทุกชาติ+ให้มีความเชื่อและแสดงการเชื่อฟัง และทำให้ชื่อของท่านได้รับการยกย่อง 6 พระเจ้าเรียกพวกคุณจากชาติต่าง ๆ ให้มาเป็นคนของพระเยซูคริสต์ด้วย 7 ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงทุกคนที่พระเจ้ารักและเรียกให้มาเป็นคนบริสุทธิ์ซึ่งอยู่ในกรุงโรม
ขอให้พวกคุณได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่และสันติสุขจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อของพวกเรา และจากพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนาย
8 ก่อนอื่น ผมขอขอบคุณพระเจ้าของผมโดยทางพระเยซูคริสต์เกี่ยวกับพวกคุณทุกคน เพราะความเชื่อของพวกคุณเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก 9 ผมทำงานรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างสุดชีวิตโดยการประกาศข่าวดีเรื่องลูกของพระเจ้า และพระองค์เป็นพยานได้ว่าผมพูดถึงพวกคุณเสมอในคำอธิษฐาน+ 10 ผมอธิษฐานว่า ถ้าพระเจ้าต้องการ ขอพระองค์เปิดโอกาสให้ผมมาเยี่ยมพวกคุณได้ในที่สุดอย่างที่ตั้งใจไว้ 11 ผมอยากเจอพวกคุณมาก จะได้แบ่งปันสิ่งที่ให้กำลังใจเพื่อช่วยพวกคุณให้ใกล้ชิดพระเจ้า 12 หรือถ้าจะพูดให้ถูก พวกเราจะได้ให้กำลังใจกันและกัน+โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย คือทั้งของพวกคุณและของผม
13 พี่น้องครับ ผมอยากให้พวกคุณรู้ว่า ผมตั้งใจจะไปหาพวกคุณหลายครั้งแล้วเพื่อการประกาศของผมจะได้ผลที่นั่นด้วยเหมือนกับที่ได้ผลในที่อื่น ๆ แต่ก็มีอุปสรรคมาตลอดจนถึงตอนนี้ 14 ผมรู้สึกเป็นหน้าที่ที่ต้องประกาศกับทั้งคนกรีกและคนชาติอื่น* ทั้งคนมีการศึกษาและคนไม่มีการศึกษา 15 นั่นเป็นเหตุผลที่ผมอยากจะบอกข่าวดีกับพวกคุณที่อยู่ในกรุงโรมมากจริง ๆ+ 16 ผมไม่อายเกี่ยวกับข่าวดี+ ที่จริง ข่าวดีนี้เป็นวิธีที่มีพลังซึ่งพระเจ้าใช้เพื่อช่วยทุกคนที่เชื่อ+ให้รอด เริ่มจากคนยิวก่อน+ แล้วต่อมาก็คนกรีกด้วย*+ 17 ข่าวดีนี้ทำให้คนที่มีความเชื่อเห็นชัดว่าพระเจ้ายุติธรรมและทำให้เขามีความเชื่อมากขึ้น+ ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “คนดี*จะมีชีวิตอยู่เพราะเขามีความเชื่อ”+
18 พระเจ้าในสวรรค์กำลังแสดงความโกรธ+ต่อคนชั่วและคนที่ไม่นับถือพระองค์ซึ่งขัดขวางคนอื่นไม่ให้รู้ความจริงเรื่องพระเจ้า+ด้วยวิธีสกปรก 19 เพราะพระเจ้าให้หลักฐานชัดเจนที่ทำให้พวกเขารู้เกี่ยวกับพระองค์ได้+ 20 ถึงแม้พระเจ้าเป็นผู้ที่มนุษย์มองไม่เห็น แต่เมื่อมนุษย์สังเกตสิ่งที่พระองค์สร้างไว้+ ก็จะเห็นคุณลักษณะต่าง ๆ ของพระองค์อย่างชัดเจนตั้งแต่การสร้างโลกเป็นต้นมา ทั้งความเป็นพระเจ้า+และฤทธิ์อำนาจถาวรของพระองค์+ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มีข้อแก้ตัว 21 ถึงพวกเขาจะรู้จักพระเจ้า พวกเขาก็ไม่ได้ยกย่องหรือขอบคุณพระองค์ แต่กลับคิดหาเหตุผลอย่างโง่เขลา และใจโง่ ๆ ของพวกเขาก็มืดบอดไป+ 22 พวกเขาอ้างว่าเป็นคนฉลาด แต่กลับเป็นคนโง่ 23 พวกเขาเอาสง่าราศีของพระเจ้าที่ไม่มีวันตาย*ไปแลกกับรูปจำลองของสิ่งที่ตายได้ เช่น มนุษย์ นก สัตว์สี่ขา และสัตว์เลื้อยคลาน+
24 ดังนั้น พระเจ้าจึงปล่อยให้พวกเขาทำตามความใคร่ที่อยู่ในใจ พวกเขาทำสิ่งที่น่าละอายกับร่างกายของพวกเขาเอง 25 คนพวกนั้นเอาความจริงของพระเจ้าไปแลกกับความเท็จ พวกเขายกย่องบูชาและนมัสการสิ่งที่ถูกสร้างแทนพระเจ้าที่เป็นผู้สร้าง ผู้สมควรได้รับการยกย่องตลอดไป อาเมน 26 เพราะอย่างนี้แหละ พระเจ้าจึงปล่อยให้พวกเขามีความใคร่ที่น่าละอาย+ ผู้หญิงเปลี่ยนจากการมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติไปเป็นแบบผิดธรรมชาติ+ 27 ส่วนผู้ชายก็เหมือนกัน พวกเขาเลิกมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติกับผู้หญิง แล้วมีใจเร่าร้อนด้วยไฟราคะต่อกัน คือผู้ชายกับผู้ชาย+ทำสิ่งชั่วช้าลามกต่อกัน พวกเขาจึงได้รับโทษสมกับความผิดของเขา+
28 พวกเขาไม่ยอมรับนับถือพระเจ้า พระองค์จึงปล่อยให้พวกเขามีความคิดวิปริตผิดเพี้ยนและทำสิ่งที่ไม่ควรทำ+ 29 พวกเขาทำแต่สิ่งไม่ดี+ เป็นคนชั่วช้า โลภ+ เลวทราม ขี้อิจฉา+ ฆ่าคน+ ทะเลาะวิวาท หลอกลวง+ คิดร้าย+ ชอบซุบซิบนินทา 30 ใส่ร้ายป้ายสี+ เกลียดพระเจ้า หยาบคาย หยิ่ง โอ้อวด วางแผนทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่เชื่อฟังพ่อแม่+ 31 หัวแข็งไม่ยอมเข้าใจอะไร+ ไม่รักษาคำพูด ไม่มีความรัก* และไม่มีความเมตตา 32 ถึงแม้คนพวกนี้รู้กฎหมายที่ยุติธรรมของพระเจ้าอย่างดีแล้วที่ว่า คนที่ทำสิ่งเหล่านั้นเป็นนิสัยก็สมควรตาย+ แต่พวกเขายังทำต่อไป แถมยังเห็นดีเห็นงามกับคนอื่นที่ทำอย่างนั้นด้วย
2 ดังนั้น พี่น้องครับ ไม่ว่าคุณเป็นใคร+ ถ้าคุณตัดสินคนอื่น คุณก็ไม่มีข้อแก้ตัว คุณตัดสินคนอื่นเรื่องอะไร คุณก็ตัดสินตัวเองเรื่องนั้นด้วย เพราะคุณทำแบบเดียวกับคนที่คุณตัดสิน+ 2 และพวกเรารู้ดีว่า พระเจ้าตัดสินลงโทษทุกคนที่ทำสิ่งเหล่านั้นตามความเป็นจริง
3 พี่น้องครับ คุณคิดว่าจะหนีพ้นการตัดสินลงโทษจากพระเจ้าได้หรือ ในเมื่อคุณตัดสินคนที่ทำผิดแต่ตัวคุณกลับทำผิดเสียเอง 4 พระเจ้ากรุณา+และพยายามช่วยคุณให้กลับใจ+ แล้วคุณจะดูหมิ่นความกรุณาและความอดทนอดกลั้น+ที่พระองค์มีอย่างมากมายต่อมนุษย์อย่างนั้นหรือ? 5 แต่ในเมื่อคุณดื้อรั้นและไม่ยอมกลับใจ คุณก็ทำให้พระเจ้าโกรธคุณมากขึ้น และพระองค์จะแสดงความโกรธนี้ออกมาในวันที่พระองค์มาตัดสินอย่างยุติธรรม+ 6 พระเจ้าจะตอบแทนทุกคนตามการกระทำของเขา+ 7 พระองค์จะให้ชีวิตตลอดไปกับคนที่พยายามจะได้ฐานะสูงส่งและมีเกียรติ และอยากมีร่างกายที่ไม่เน่าเปื่อย+ ถ้าเขาทำความดีอย่างไม่ย่อท้อ 8 แต่พระองค์จะโกรธและลงโทษคนที่ชอบทะเลาะวิวาทและคนที่ไม่ได้ใช้ชีวิตสอดคล้องกับความจริง แต่กลับทำชั่ว+ 9 ทุกคนที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนจะต้องเจอความยากลำบากและความทุกข์เดือดร้อน เริ่มจากคนยิวก่อน แล้วต่อมาก็คนกรีกด้วย 10 แต่คนที่ทำความดีจะได้รับฐานะที่สูงส่งและมีเกียรติ และความสงบสุข เริ่มจากคนยิวก่อน+ แล้วต่อมาก็คนกรีกด้วย+ 11 เพราะพระเจ้าไม่เลือกปฏิบัติ+
12 คนที่ทำบาปเมื่อไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมาย ก็ต้องตายทั้ง ๆ ที่ไม่มีกฎหมาย+ ส่วนคนที่ทำบาปเมื่ออยู่ภายใต้กฎหมาย ก็จะถูกตัดสินลงโทษตามกฎหมาย+ 13 คนที่ได้ฟังกฎหมาย พระเจ้าไม่ถือว่าเขาเป็นที่ยอมรับของพระองค์* แต่คนที่ทำตามต่างหากที่พระองค์ถือว่าเป็นที่ยอมรับ+ 14 แม้แต่คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าและไม่รู้กฎหมายของพระองค์+ก็ยังทำเหมือนที่กฎหมายนั้นบอกโดยไม่รู้ตัว นั่นแสดงว่าเขามีกฎหมายอยู่ในตัวเขา 15 และแสดงว่าหลักการของกฎหมายนั้นอยู่ในใจเขา เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในตัวเขาบอกให้รู้ว่าเขาถูกหรือผิด และเมื่อคิดหาเหตุผลแล้ว เขาก็ตำหนิตัวเองหรือไม่ก็รู้สึกสบายใจ 16 ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ในวันที่พระเจ้าให้พระคริสต์เยซูมาตัดสินสิ่งที่มนุษย์คิดหรือทำอย่างลับ ๆ+ ข่าวดีที่ผมประกาศก็บอกเรื่องนี้ไว้ด้วย
17 ถ้าคุณได้ชื่อว่าเป็นคนยิว+ที่หวังพึ่งในกฎหมาย และภูมิใจว่าเป็นคนของพระเจ้า 18 และถ้าคุณรู้ว่าพระองค์ต้องการอะไร และสิ่งไหนมีค่ามากเพราะคุณได้รับการสอนจากกฎหมายของโมเสส+ 19 และถ้าคุณมั่นใจว่าคุณเป็นคนนำทางให้คนตาบอด เป็นแสงสว่างให้คนที่อยู่ในความมืด 20 เป็นครูสอนคนโง่ เป็นครูสอนเด็ก ๆ และรู้จักเค้าโครงของความรู้และความจริงในกฎหมายของโมเสส 21 ถ้าอย่างนั้น เมื่อคุณสอนคนอื่น คุณไม่ได้สอนตัวเองด้วยหรือ?+ คุณสอนว่า “อย่าขโมย”+ แต่คุณเองขโมยหรือ? 22 คุณบอกว่า “อย่าเล่นชู้”+ แต่คุณเองเล่นชู้หรือ? คุณรังเกียจรูปเคารพ แต่คุณเองกลับขโมยของจากวิหารของรูปเคารพหรือ? 23 คุณภูมิใจว่ามีกฎหมาย แต่คุณเองกลับทำให้พระเจ้าเสียชื่อด้วยการทำผิดกฎหมายของโมเสสหรือ? 24 เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “ชื่อของพระเจ้าถูกดูหมิ่นในหมู่คนต่างชาติก็เพราะพวกคุณ”+
25 ที่จริง การเข้าสุหนัต+จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อคุณทำตามกฎหมายทั้งหมด+ แต่ถ้าคุณทำผิดกฎหมาย การเข้าสุหนัตของคุณก็ไม่มีประโยชน์อะไร 26 ดังนั้น ถ้าคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัต+ทำตามข้อกำหนดของพระเจ้าในกฎหมายของโมเสส ถึงเขาจะไม่ได้เข้าสุหนัตแต่พระเจ้าก็ถือว่าเขาเหมือนคนเข้าสุหนัตไม่ใช่หรือ?+ 27 เมื่อคนต่างชาติที่ไม่ได้เข้าสุหนัตทำตามกฎหมายของโมเสส พวกเขาก็ทำให้เห็นว่าคุณมีความผิด เพราะคุณมีตัวบทกฎหมายและเข้าสุหนัต แต่ก็ยังทำผิดกฎหมายนั้น 28 แสดงว่าคนที่เป็นคนยิวแท้ไม่ได้เป็นที่ภายนอก+ และการเข้าสุหนัตของเขาก็ไม่ได้ทำที่ร่างกาย+ 29 แต่คนยิวแท้เป็นคนยิวจากภายใน+ และการเข้าสุหนัตของเขาก็ทำที่หัวใจ+ด้วยพลังของพระเจ้า ไม่ใช่แค่ทำตามตัวบทกฎหมาย+ คนแบบนั้นจะได้รับการยกย่องจากพระเจ้า ไม่ใช่จากมนุษย์+
3 ถ้าอย่างนั้น คนยิวได้เปรียบกว่าคนอื่นตรงไหน หรือการเข้าสุหนัตมีประโยชน์อะไร? 2 มีข้อได้เปรียบหลายอย่าง อย่างแรก พระเจ้ามอบพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์*ให้พวกยิว+ 3 แล้วถ้าคนยิวบางคนไม่เชื่อล่ะ? นั่นจะหมายความว่าพระเจ้าเชื่อถือไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ? 4 ไม่ใช่แน่นอน ถึงแม้มนุษย์ทุกคนจะโกหกกันหมด+ แต่พระเจ้าพูดความจริงเสมอ+ เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “เมื่อพระองค์พูดแล้ว จะได้เห็นว่าพระองค์พูดถูก และเมื่อศาลตัดสินคดีของพระองค์ พระองค์ก็จะชนะ”+ 5 แต่ทีนี้จะว่าอย่างไรถ้าเราทำผิดแล้วทำให้ความถูกต้องของพระเจ้าเด่นชัดขึ้น? พระเจ้าไม่ยุติธรรมหรือเมื่อพระองค์ลงโทษเรา? (บางคนคิดอย่างนั้น) 6 เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าพระเจ้าไม่ยุติธรรม แล้วพระองค์จะตัดสินโลกนี้ได้อย่างไร?+
7 แต่ถ้าผมโกหก แล้วทำให้ความจริงของพระเจ้าเด่นชัดขึ้นและทำให้พระองค์ได้รับการยกย่อง แล้วทำไมผมยังถูกตัดสินว่าเป็นคนบาปอีกล่ะ? 8 ทำไมไม่พูดไปเลยว่า “มาทำชั่วกันเถอะ เผื่อจะมีผลดีตามมา” อย่างที่มีบางคนกล่าวหาผิด ๆ ว่าเราสอนอย่างนั้น? คนพวกนั้นสมควรถูกตัดสินลงโทษ+
9 ถ้าอย่างนั้น เราได้เปรียบกว่าคนอื่นไหม? ไม่เลย เพราะผมบอกไปแล้วว่า คนยิวและคนกรีกอยู่ใต้อำนาจของบาปกันทุกคน+ 10 อย่างที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “ไม่มีใครทำสิ่งที่ถูกต้องเลย ไม่มีแม้แต่คนเดียว+ 11 ไม่มีใครมีความเข้าใจลึกซึ้ง ไม่มีใครอยากรู้จักพระเจ้าจริง ๆ 12 ทุกคนทิ้งแนวทางที่ถูกต้อง ทุกคนกลายเป็นคนไร้ค่า ไม่มีใครแสดงความกรุณา ไม่มีเลยสักคนเดียว”+ 13 “ลำคอของพวกเขาเป็นหลุมศพที่เปิดอยู่ พวกเขาใช้คำพูดหลอกลวง”+ “มีพิษงูอยู่ในปากพวกเขา”+ 14 “ปากพวกเขาเต็มไปด้วยคำแช่งและคำพูดเจ็บแสบ”+ 15 “เท้าของพวกเขาวิ่งไปเพื่อฆ่าคน”+ 16 “พวกเขาทำให้เกิดความพินาศและความทุกข์ตามทางที่พวกเขาไป 17 และพวกเขาไม่เคยรู้จักแนวทางแห่งสันติสุข”+ 18 “ไม่มีความเกรงกลัวพระเจ้าในสายตาพวกเขาเลย”+
19 เรารู้ว่าทุกสิ่งที่กฎหมายของโมเสสบอกไว้ ก็บอกกับคนที่อยู่ใต้กฎหมายนั้น เพื่อจะไม่มีใครอ้างได้ว่าตัวเองไม่ผิด และเพื่อทุกคนในโลกจะต้องรับโทษจากพระเจ้า+ 20 ดังนั้น กฎหมายทำให้คนเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*ไม่ได้+ ที่จริง กฎหมายนั้นทำให้รู้ชัดว่าเขามีบาป+
21 แต่ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าคนเราเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*ได้โดยไม่ต้องทำตามกฎหมายนั้น+ สิ่งนี้มีบอกไว้แล้วในกฎหมายของโมเสสและในหนังสือของพวกผู้พยากรณ์*+ 22 แต่พระเจ้ายอมรับทุกคนที่เชื่อ* คือเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเจ้าไม่ลำเอียง+ 23 ทุกคนทำบาปและไม่ได้แสดงคุณลักษณะที่ยอดเยี่ยมของพระเจ้าอย่างที่ควรจะแสดง+ 24 แต่พระเจ้าถือว่าพวกเขาเป็นที่ยอมรับของพระองค์*เพราะมีค่าไถ่ที่พระคริสต์เยซูได้จ่ายให้+ สิ่งนี้เป็นของขวัญ+จากพระเจ้าผู้แสดงความกรุณาที่ยิ่งใหญ่+ 25 พระเจ้าจัดให้พระเยซูเป็นเครื่องบูชา เพื่อคนที่เชื่อในเลือดที่พระเยซูสละนั้น+จะคืนดีกับพระเจ้าได้*+ การทำอย่างนี้แสดงให้เห็นความยุติธรรมของพระเจ้า เพราะพระองค์อดกลั้นไว้และให้อภัยบาปที่คนในอดีตทำ 26 ที่พระเจ้าทำอย่างนี้ยังแสดงให้เห็นความยุติธรรมของพระองค์+ในปัจจุบันด้วย เมื่อพระเจ้าถือว่าคนที่เชื่อในพระเยซูเป็นที่ยอมรับของพระองค์* พระองค์ก็ทำถูกแล้ว+
27 ถ้าอย่างนั้นจะมีอะไรให้อวดได้? ไม่มีแล้ว และกฎหมายแบบไหนล่ะที่ทำให้อวดไม่ได้? เป็นกฎหมายที่เน้นเรื่องการกระทำไหม?+ เปล่าเลย แต่เป็นกฎหมายที่เน้นเรื่องความเชื่อต่างหาก 28 เพราะเรารู้ว่า คนเราเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*ได้ก็เพราะเขามีความเชื่อ ไม่ใช่เพราะเขาทำตามกฎหมาย+ 29 พระองค์เป็นพระเจ้าของคนยิวเท่านั้นไหม?+ พระองค์เป็นพระเจ้าของคนชาติอื่นด้วยไม่ใช่หรือ?+ ใช่แล้ว พระองค์เป็นพระเจ้าของคนชาติอื่นด้วย+ 30 ในเมื่อมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว+ พระองค์จึงถือว่าคนที่เข้าสุหนัตเป็นที่ยอมรับของพระองค์*ได้+เพราะเขามีความเชื่อ และคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตก็เป็นที่ยอมรับได้+เหมือนกันเพราะเขามีความเชื่อ 31 ถ้าอย่างนั้น เรายกเลิกกฎหมายเพราะความเชื่อของเราไหม? ไม่เลย แต่เราสนับสนุนกฎหมายนั้นต่างหาก+
4 เมื่อเป็นอย่างนั้น อับราฮัมที่เป็นบรรพบุรุษของเราได้อะไรล่ะ? 2 ถ้าการกระทำของอับราฮัมทำให้เขาเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า* เขาก็มีเหตุผลที่จะอวดได้ แต่ไม่ใช่กับพระเจ้า 3 พระคัมภีร์บอกไว้ไม่ใช่หรือว่า “อับราฮัมเชื่อในพระยะโฮวา* พระองค์จึงนับว่าเขาเป็นคนที่พระองค์ยอมรับ”?*+ 4 สำหรับคนที่ทำงาน ค่าจ้างที่เขาได้รับไม่ถือว่าเป็นของขวัญ* แต่เป็นสิ่งที่เขามีสิทธิ์จะได้รับอยู่แล้ว 5 ส่วนคนที่ไม่หวังพึ่งการกระทำของตัวเองแต่มีความเชื่อในพระเจ้า ถึงแม้เขาทำบาป พระองค์ก็ยังนับว่าเขาเป็นคนที่พระองค์ยอมรับ*+ 6 ดาวิดเคยพูดถึงความสุขของคนที่พระเจ้ายอมรับ*ทั้ง ๆ ที่เขาทำตามกฎหมายได้ไม่ครบ ดาวิดบอกว่า 7 “คนที่ได้รับการยกโทษความผิด และบาปของเขาถูกปิดคลุมไว้แล้ว*ก็มีความสุข 8 คนที่พระยะโฮวา*ไม่ถือโทษบาปของเขาก็มีความสุข”+
9 แล้วใครจะมีความสุขแบบนี้ได้? เฉพาะคนที่เข้าสุหนัตเท่านั้น หรือคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตด้วย?+ อย่างที่เราบอกไปแล้วว่า “พระเจ้านับว่าอับราฮัมเป็นคนที่พระองค์ยอมรับ*เพราะเขามีความเชื่อ”+ 10 พระเจ้านับว่าอับราฮัมเป็นคนที่พระองค์ยอมรับ*ตอนไหน? ก่อนหรือหลังเข้าสุหนัต? ตั้งแต่ก่อนที่เขาเข้าสุหนัตด้วยซ้ำ 11 พระเจ้าให้อับราฮัมเข้าสุหนัต เป็นเครื่องหมาย+ที่รับรองว่า*พระองค์ยอมรับเขา*เพราะเขามีความเชื่ออยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเข้าสุหนัต เขาจึงได้เป็นพ่อของทุกคนที่มีความเชื่อ+แต่ไม่ได้เข้าสุหนัต และพระเจ้านับว่าพวกเขาเป็นคนที่พระองค์ยอมรับ* 12 และอับราฮัมยังได้เป็นพ่อของลูกหลานที่เข้าสุหนัตด้วย ที่จริงไม่ใช่เฉพาะคนที่เข้าสุหนัตเท่านั้น แต่รวมถึงคนที่ใช้ชีวิตแบบที่แสดงว่ามีความเชื่อ ซึ่งเป็นความเชื่อที่อับราฮัมพ่อของพวกเรา+มีตั้งแต่ก่อนจะเข้าสุหนัต
13 อับราฮัมและลูกหลานได้รับคำสัญญาว่าจะรับโลกเป็นมรดก+ ไม่ใช่เพราะได้ทำตามกฎหมาย แต่เพราะพวกเขามีความเชื่อ+ซึ่งทำให้พระเจ้ายอมรับพวกเขา* 14 ถ้าคนเราได้รับมรดกเพราะทำตามกฎหมาย ความเชื่อก็ไม่มีประโยชน์อะไรและคำสัญญาก็ไม่มีความหมาย 15 ที่จริง กฎหมายของโมเสสทำให้มีการลงโทษ+ แต่เมื่อไม่มีกฎหมายก็ไม่มีการทำผิดกฎหมาย+
16 ดังนั้น ที่อับราฮัมได้รับคำสัญญานั้น+ก็เพราะเขามีความเชื่อ และเพราะความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า+ ลูกหลานของเขาทุกคนจึงได้รับคำสัญญานั้นด้วย ไม่ใช่เฉพาะคนที่ยึดถือกฎหมายของโมเสสเท่านั้น แต่รวมถึงคนที่มีความเชื่อเหมือนอับราฮัมซึ่งเป็นเหมือนพ่อของพวกเราทุกคน+ 17 (เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “เราได้ตั้งเจ้าให้เป็นพ่อของคนหลายชนชาติ”)+ ตอนที่พระเจ้าสัญญา พระองค์เห็นแล้วว่าคำสัญญานั้นต้องเกิดขึ้นจริง และอับราฮัมเชื่อพระเจ้าเพราะพระองค์ทำให้คนตายมีชีวิตอีกได้ และพระองค์พูดถึงสิ่งที่ยังไม่มีเหมือนกับว่ามีอยู่แล้ว* 18 ถึงแม้ดูเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่อับราฮัมหวังและเชื่อว่าเขาจะได้เป็นพ่อของคนหลายชนชาติจริง ๆ ตามที่พระเจ้าบอกไว้ว่า “ลูกหลานของเจ้าก็จะมีมากเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า”+ 19 ความเชื่อของอับราฮัมไม่ได้น้อยลงเลย ถึงแม้เขารู้ว่าร่างกายของเขาหมดสภาพเหมือนตายแล้ว (เพราะตอนนั้นเขาอายุประมาณ 100 ปี)+ และซาราห์เองก็เป็นหมัน+ 20 แต่อับราฮัมไม่เคยสงสัยคำสัญญาของพระเจ้าในเรื่องนี้เลย กำลังของเขาฟื้นคืนมาเพราะความเชื่อ เขาจึงยกย่องพระเจ้า 21 และมั่นใจว่าพระองค์จะทำตามสัญญาได้แน่นอน+ 22 ดังนั้น “พระเจ้านับว่าอับราฮัมเป็นคนที่พระองค์ยอมรับ*เพราะเขามีความเชื่อ”+
23 แต่ที่บอกว่า “พระเจ้านับว่าอับราฮัมเป็นคนที่พระองค์ยอมรับ” นั้นไม่ได้เขียนไว้สำหรับอับราฮัมเท่านั้น+ 24 แต่เขียนไว้สำหรับพวกเราด้วย พระเจ้าจะนับว่าพวกเราเป็นคนที่พระองค์ยอมรับ เพราะพวกเราเชื่อในพระองค์ผู้ที่ปลุกพระเยซูผู้เป็นนายของเราให้ฟื้นขึ้นจากตาย+ 25 พระเจ้ายอมให้พระเยซูตายเพราะการทำผิดของเรา+และปลุกท่านให้ฟื้น เพื่อพระองค์จะถือว่าเราเป็นที่ยอมรับของพระองค์ได้*+
5 ดังนั้น เมื่อพระเจ้าถือว่าเราเป็นที่ยอมรับของพระองค์*แล้วเพราะเรามีความเชื่อ+ ก็ให้เรารักษาความสัมพันธ์ที่ดี*กับพระเจ้าไว้ซึ่งเราได้มาทางพระเยซูคริสต์+ผู้เป็นนายของเรา 2 และด้วยความเชื่อในพระเยซู เราจึงได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่อย่างที่เรารับอยู่ตอนนี้+ และให้เรามีความสุขที่มีความหวังว่าพระเจ้าจะแต่งตั้งเราให้มีตำแหน่งที่สูงส่ง 3 ให้เรามีความสุขด้วยเมื่อเจอความยากลำบาก+ เพราะเรารู้ว่าความยากลำบากฝึกเราให้มีความอดทน+ 4 เมื่อเรามีความอดทนก็ทำให้พระเจ้าพอใจ+ เมื่อพระเจ้าพอใจก็ทำให้เรามีความหวัง+ 5 และเรามั่นใจว่าความหวังนั้นจะเป็นจริงแน่นอน+ เพราะพระเจ้าเติมความรักในหัวใจเราโดยทางพลังบริสุทธิ์ที่เราได้รับจากพระองค์+
6 ที่จริง ตอนที่เรายังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นั้น+ พระคริสต์มาตายเพื่อคนบาปอย่างเราตามเวลาที่พระเจ้ากำหนดไว้ 7 ไม่ค่อยมีใครตายแทนคนซื่อตรง* แต่อาจจะมีบางคนยอมตายแทนคนดี 8 แต่พระเจ้าหยิบยื่นความรักให้เรา โดยให้พระคริสต์มาตายแทนเราทั้ง ๆ ที่เรายังเป็นคนบาปอยู่+ 9 และในเมื่อตอนนี้เราได้รับการยอมรับจากพระเจ้า*เพราะเลือดของพระคริสต์+ เราก็ยิ่งมั่นใจว่าจะรอดพ้นการลงโทษของพระเจ้าได้แน่นอน+ 10 แม้แต่ตอนที่เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า การตายของลูกพระองค์ยังทำให้เราคืนดีกับพระองค์ได้+ ตอนนี้เราได้คืนดีกับพระเจ้าแล้ว ชีวิตของลูกพระองค์ก็ยิ่งจะช่วยเราให้รอดได้แน่นอน 11 ไม่ใช่แค่นั้น เรายังมีความสุขด้วยเพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าซึ่งเราได้มาทางพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเรา ท่านเปิดโอกาสให้เราได้คืนดีกับพระเจ้าแล้ว+
12 ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า บาปเข้ามาในโลกเพราะคนคนเดียว และความตายเกิดขึ้นเพราะบาปนั้น+ ความตายจึงลามไปถึงทุกคนเพราะทุกคนเป็นคนบาป+ 13 บาปมีอยู่ในโลกก่อนที่จะมีกฎหมายของโมเสส และตอนที่ไม่มีกฎหมายก็กล่าวหาใครว่าทำบาปไม่ได้+ 14 แต่ความตายมีอำนาจเหมือนกษัตริย์เหนือทุกคนตั้งแต่อาดัมจนถึงโมเสส ถึงแม้พวกเขาไม่ได้ทำบาปเหมือนอาดัม และอาดัมมีบางสิ่งคล้ายกันกับท่านผู้นั้นที่มาทีหลัง+
15 แต่ของขวัญจากพระเจ้าให้ผลต่างจากการทำผิดครั้งนั้น* การทำผิดของคนคนเดียวทำให้คนมากมายต้องตาย แต่ความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและของขวัญจากพระองค์มีผลดีกับคนมากมาย+ยิ่งกว่านั้นอีก พระองค์ให้ของขวัญนี้โดยทางคนคนเดียว+ คือพระเยซูคริสต์ที่มีความกรุณา 16 และผลที่เกิดจากของขวัญนั้นก็แตกต่างกับผลที่เกิดจากการทำบาปของคนคนเดียว+ เพราะการทำผิดครั้งเดียวนั้นทำให้เกิดการตัดสินลงโทษ+ แต่ของขวัญนั้นทำให้พระเจ้าถือว่าคนเราเป็นที่ยอมรับของพระองค์*ได้ทั้ง ๆ ที่มีการทำผิดหลายครั้ง+ 17 ถ้าความตายมีอำนาจเหมือนกษัตริย์เพราะการทำผิดของคนคนเดียว+ เราก็ยิ่งมั่นใจได้ว่าจะมีคนได้ชีวิตและปกครองเป็นกษัตริย์+เพราะคนคนเดียว คือพระเยซูคริสต์+ พวกเขาได้รับประโยชน์จากความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและจากของขวัญที่ทำให้พวกเขาเป็นที่ยอมรับของพระองค์*+
18 ดังนั้น เหมือนกับที่การทำผิดครั้งเดียวทำให้คนทุกชนิดถูกตัดสินลงโทษ+ การพิสูจน์ความซื่อสัตย์*ครั้งเดียวก็ทำให้คนทุกชนิดได้ชีวิต+ เพราะพระเจ้าถือว่าพวกเขาเป็นที่ยอมรับของพระองค์* 19 และเหมือนกับที่การไม่เชื่อฟังของคนคนเดียวทำให้คนมากมายเป็นคนบาป+ การเชื่อฟังของคนคนเดียวก็ทำให้คนมากมายเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*+ 20 กฎหมายของโมเสสมีขึ้นเพื่อทำให้ความผิดของคนเราเห็นได้ชัดขึ้น+ และเมื่อบาปเห็นได้ชัดขึ้น ความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นไปอีก 21 เพื่ออะไร? ก็เพื่อให้ความกรุณาที่ยิ่งใหญ่มีอำนาจปกครองเหมือนกษัตริย์ เหมือนที่บาปและความตายเคยมีอำนาจเหมือนกษัตริย์+ และด้วยความกรุณานี้เอง คนเราจึงเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*และได้ชีวิตตลอดไปโดยทางพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเรา+
6 แล้วเราจะว่าอย่างไร? เราจะทำบาปกันต่อไปเพื่อพระเจ้าจะได้แสดงความกรุณาที่ยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้นหรือ? 2 อย่าเลย ในเมื่อเราหลุดพ้นจากอำนาจของบาปแล้ว*+ เราจะใช้ชีวิตจมอยู่กับบาปต่อไปอีกได้อย่างไร?+ 3 คุณไม่รู้หรือว่า เราทุกคนที่ได้รับบัพติศมาเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์เยซู+ ก็ได้รับบัพติศมาเพื่อจะตายเหมือนท่านด้วย?+ 4 และเมื่อเรารับบัพติศมาเพื่อจะตายเหมือนพระคริสต์แล้ว ก็เหมือนกับเราถูกฝังร่วมกับท่าน+ เพื่อเราจะใช้ชีวิตแบบใหม่+ เหมือนที่พระคริสต์ถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายด้วยฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผู้เป็นพ่อ 5 ถ้าเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ด้วยการตายเหมือนท่าน+ เราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ด้วยการฟื้นขึ้นจากตายเหมือนท่านอย่างแน่นอน+ 6 เพราะเรารู้ว่าลักษณะนิสัยเก่าของเราถูกตรึงไปพร้อมกับพระคริสต์แล้ว+ เพื่อร่างกายที่มีบาปจะไม่มีอำนาจเหนือเรา+ และเราจะได้ไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป+ 7 คนที่ตายแล้วก็พ้นโทษ*จากบาปของเขา
8 ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราได้ตายกับพระคริสต์แล้ว เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับท่านด้วย 9 เรารู้ว่าพระคริสต์ถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว+ และท่านจะไม่ตายอีก+ ความตายจะไม่มีอำนาจเหนือท่านอีกเลย 10 เพราะที่พระคริสต์ตาย ท่านตายครั้งเดียวเพื่อขจัดบาปตลอดไป+ และที่พระคริสต์มีชีวิต ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า 11 คุณก็เหมือนกัน ให้ถือว่าคุณเองหลุดพ้นจากอำนาจของบาปแล้ว* และมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าในฐานะสาวกของพระคริสต์เยซู+
12 ดังนั้น อย่าให้บาปมีอำนาจเหมือนกษัตริย์เหนือร่างกายที่ตายได้ของคุณ+ เพื่อคุณจะได้ไม่ทำตามความต้องการของมัน 13 เลิกปล่อยให้บาปใช้ร่างกาย*ของคุณเป็นเครื่องมือทำชั่ว แต่ให้มอบตัวคุณไว้กับพระเจ้าเหมือนคนที่ตายแล้วและได้ชีวิตใหม่ ให้พระเจ้าใช้คุณเป็นเครื่องมือทำความดี+ 14 อย่าให้บาปมีอำนาจเหนือคุณ เพราะคุณไม่ได้อยู่ใต้กฎหมายของโมเสส+ แต่พระเจ้าแสดงความกรุณาที่ยิ่งใหญ่กับคุณ+
15 ถ้าอย่างนั้นเราจะว่าอย่างไร? เราจะทำบาปกันต่อไปเพราะเราไม่ได้อยู่ใต้กฎหมาย แต่ได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่+อย่างนั้นหรือ? อย่าเลย 16 คุณไม่รู้หรือว่า เมื่อคุณยอมตัวเป็นทาสเชื่อฟังใคร คุณก็เป็นทาสของคนนั้นแล้ว+ ถ้าคุณเป็นทาสของบาป+ คุณก็จะตาย+ แต่ถ้าคุณเป็นทาสของพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์ คุณก็จะเป็นที่ยอมรับของพระองค์?* 17 ขอบคุณพระเจ้าที่ถึงแม้คุณเคยเป็นทาสของบาป แต่ตอนนี้คุณเต็มใจเชื่อฟังคำสอน*ที่พระองค์ให้ไว้กับคุณ 18 เมื่อคุณได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสของบาปแล้ว+ คุณจึงมาเป็นทาสของพระเจ้าและทำสิ่งที่ถูกต้อง+ 19 ผมพูดให้คุณเข้าใจง่าย ๆ เพราะตัวคุณยังอ่อนแออยู่ ผมขอบอกว่า ตอนนี้ให้มอบร่างกาย*ของคุณเป็นทาสที่เชื่อฟังพระเจ้า*เพื่อจะเป็นคนบริสุทธิ์+ เหมือนที่คุณเคยให้ร่างกายของคุณเป็นทาสการกระทำที่ไม่สะอาดและความชั่วซึ่งทำให้คุณเป็นคนชั่ว 20 ตอนที่คุณเป็นทาสบาป คุณไม่ได้อยู่ใต้กฎเกณฑ์ของความถูกต้อง
21 แล้วคุณได้รับผลอะไรจากสิ่งที่ทำในตอนนั้น? ผลก็คือ ตอนนี้คุณรู้สึกอาย เพราะคนที่ทำสิ่งเหล่านั้นจะต้องตายในที่สุด+ 22 แต่ตอนนี้คุณหลุดพ้นจากอำนาจบาปและมาเป็นทาสของพระเจ้าแล้ว ผลก็คือคุณใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์สะอาด+ และสุดท้ายคุณก็จะได้ชีวิตตลอดไป+ 23 ค่าจ้างที่บาปจ่ายคือความตาย+ แต่ของขวัญที่พระเจ้าให้คือชีวิตตลอดไป+ผ่านทางพระคริสต์เยซูผู้เป็นนายของเรา+
7 พี่น้องครับ คุณไม่รู้หรือว่ากฎหมายของโมเสสมีอำนาจเหนือคนเราเฉพาะตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่? (เพราะผมกำลังพูดกับคนที่รู้เรื่องกฎหมาย) 2 เช่น ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมีข้อผูกมัดทางกฎหมายกับสามีตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าสามีตายไป เธอก็พ้นจากอำนาจของสามี*+ 3 ดังนั้น ตอนที่สามีของเธอยังมีชีวิตอยู่ ถ้าเธอไปเป็นของผู้ชายอื่น เธอก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงมีชู้+ แต่ถ้าสามีตาย เธอก็พ้นจากอำนาจของสามี ถ้าเธอไปเป็นของผู้ชายอื่น ก็ไม่ถือว่าเธอมีชู้+
4 ดังนั้น พี่น้องครับ คุณพ้นจากอำนาจกฎหมายของโมเสส*แล้วเพราะพระคริสต์สละร่างกายเป็นเครื่องบูชา คุณจึงเป็นของอีกคนหนึ่งได้+ คือท่านที่ฟื้นขึ้นจากตาย+ เพื่อเราจะทำสิ่งที่พระเจ้าพอใจ+ 5 ตอนที่เราใช้ชีวิตตามความต้องการของร่างกาย และตามตัณหาชั่วที่ทำงานอยู่ในตัวเรา*ซึ่งกระตุ้นเราให้ทำสิ่งที่นำไปถึงความตาย+ ตัณหานั้นเห็นได้ชัดขึ้นเพราะกฎหมายของโมเสส 6 แต่เดี๋ยวนี้เราไม่อยู่ใต้กฎหมายนั้น+ เพราะกฎหมายนั้นไม่มีอำนาจควบคุมเราแล้ว* เราจึงเป็นทาสของพระเจ้าที่ให้พลังของพระองค์นำทาง+ ไม่ใช่ทาสที่ทำตามตัวบทกฎหมาย+
7 ถ้าอย่างนั้นเราจะว่าอย่างไร? กฎหมายของโมเสสบกพร่องหรือ?* ไม่เลย ที่จริง ถ้าไม่มีกฎหมายนั้น ผมคงไม่รู้ว่าบาปคืออะไร+ เช่น ถ้ากฎหมายนั้นไม่ได้สั่งว่า “อย่าโลภ”+ ผมก็คงไม่รู้ว่าความโลภเป็นบาป 8 แต่เมื่อมีกฎหมายของโมเสส บาปก็มีโอกาสชักจูงผมให้เกิดความโลภทุกรูปแบบได้ แต่เมื่อไม่มีกฎหมาย บาปก็ไม่มีอำนาจ+ 9 ที่จริง ตอนที่ยังไม่มีกฎหมาย ผมเคยหวังจะได้ชีวิต แต่เมื่อมีกฎหมายของโมเสส ผมได้รู้ว่าผมเป็นคนบาปและต้องตาย+ 10 และกฎหมายนั้นที่น่าจะให้ชีวิต+ กลับทำให้ผมรู้ว่าผมต้องตาย 11 เพราะบาปฉวยโอกาสจากกฎหมายนั้นเพื่อชักจูงผมและฆ่าผม 12 ดังนั้น จริง ๆ แล้วกฎหมายของโมเสสบริสุทธิ์ และข้อกฎหมายก็บริสุทธิ์ ยุติธรรม และดี+
13 ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่ดีทำให้ผมต้องตายหรือ? ไม่ใช่แน่นอน แต่บาปต่างหากที่ทำ บาปทำให้ผมต้องตายโดยใช้กฎหมาย+ และกฎหมายนั้นทำให้รู้ว่าบาปชั่วร้ายขนาดไหน+ 14 เพราะเรารู้ว่ากฎหมายของโมเสสมาจากพระเจ้า แต่ผมเป็นคนบาปที่ถูกขายให้เป็นทาสบาป+ 15 ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ เพราะสิ่งที่ผมอยากทำ ผมก็ไม่ทำ แต่ผมกลับไปทำสิ่งที่ผมเกลียด 16 แต่ถ้าผมทำสิ่งที่ผมไม่อยากทำ นั่นแสดงว่าผมเห็นด้วยว่ากฎหมายของโมเสสนั้นดี 17 ที่ผมทำอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ตัวผมอีกแล้ว แต่เป็นบาปที่อยู่ในตัวผม+ 18 ผมรู้ว่าในตัวผมที่เป็นคนบาปนั้นไม่มีอะไรดีเลย ผมอยากจะทำดี แต่ก็ทำไม่ได้สักที+ 19 ความดีที่ผมอยากทำ ผมไม่ได้ทำ แต่ความชั่วที่ผมไม่อยากทำ ผมกลับทำอยู่เรื่อย 20 ดังนั้น ถ้าผมทำสิ่งที่ผมไม่อยากทำ แสดงว่าไม่ใช่ตัวผมที่เป็นคนทำ แต่เป็นบาปที่อยู่ในตัวผมต่างหาก
21 ดังนั้น ผมเห็นว่ามีกฎข้อหนึ่งอยู่ในตัวผม คือ เมื่อผมอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งชั่วก็อยู่ในตัวผม+ 22 จริง ๆ แล้วใจผมชอบกฎหมายของพระเจ้า+ 23 แต่ผมเห็นกฎอีกอย่างหนึ่งในร่างกาย*ที่ต่อสู้กับกฎในใจผม+ และทำให้ผมตกอยู่ใต้บังคับกฎของบาป+ที่อยู่ในร่างกาย*ผม 24 ผมนี่น่าสมเพชจริง ๆ ใครจะช่วยผมให้พ้นจากร่างกายที่ต้องตายนี้ได้? 25 ขอขอบคุณพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเรา ดังนั้นแล้ว ใจผมเป็นทาสกฎหมายของพระเจ้า แต่ร่างกายผมเป็นทาสกฎของบาป+
8 ดังนั้น คนที่เป็นสาวกของพระคริสต์เยซูจะไม่ถูกตัดสินลงโทษ 2 เพราะพลังของพระเจ้าที่ทำให้คนเราใช้ชีวิตเป็นสาวกของพระคริสต์เยซูนั้นได้ทำให้คุณหลุดพ้น+จากกฎของบาปและความตายแล้ว 3 สิ่งที่กฎหมายของโมเสสทำไม่ได้+เพราะความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์นั้น พระเจ้าได้ทำแล้วโดยส่งลูกของพระองค์มา+ในสภาพเหมือนมนุษย์ที่มีบาป+ เพื่อขจัดบาปและตัดสินลงโทษบาปที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ 4 เราจึงทำสิ่งที่ดีและถูกต้องอย่างที่กฎหมายของโมเสสเรียกร้องได้+ด้วยการใช้ชีวิตตามที่พลังของพระเจ้าชี้นำ ไม่ใช่ตามความต้องการของร่างกาย+ 5 คนที่ใช้ชีวิตตามความต้องการของร่างกายก็มัวแต่คิดถึงสิ่งที่สนองความต้องการของร่างกาย+ แต่คนที่ใช้ชีวิตตามที่พลังของพระเจ้าชี้นำก็สนใจแต่สิ่งที่พลังนั้นอยากให้เราทำ+ 6 การสนใจแต่ความต้องการของร่างกายจะจบลงด้วยความตาย+ แต่การสนใจแต่สิ่งที่เกี่ยวกับพลังของพระเจ้านั้นจะทำให้ได้ชีวิตและสันติสุข+ 7 การสนใจแต่ความต้องการของร่างกายทำให้คนเราเป็นศัตรูกับพระเจ้า+ เพราะสิ่งนั้นทำให้คนเราไม่เชื่อฟังกฎหมายของพระเจ้า และจะไม่มีทางเชื่อฟังได้เลย 8 ดังนั้น คนที่ใช้ชีวิตเพื่อสนองความต้องการของร่างกายจึงทำให้พระเจ้าพอใจไม่ได้
9 ถ้าพลังของพระเจ้าอยู่ในตัวคุณจริง ๆ คุณก็จะใช้ชีวิตตามที่พลังนั้นชี้นำ+ ไม่ใช่ตามความต้องการของร่างกาย แต่ถ้าใครไม่มีน้ำใจแบบพระคริสต์ คนนั้นก็ไม่ใช่คนของท่าน 10 ถ้าคุณเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์+ ถึงแม้ร่างกายของคุณจะตายไปเพราะบาป พลังของพระเจ้าก็จะทำให้มีชีวิตเพราะคุณเป็นที่ยอมรับของพระองค์* 11 พระเจ้าใช้พลังของพระองค์ปลุกพระคริสต์เยซูขึ้นจากตาย+ ถ้าพลังนั้นอยู่ในตัวคุณ พระองค์ก็จะใช้พลังนั้นทำให้คุณมีชีวิต*ด้วย+
12 ดังนั้น พี่น้องครับ เราต้องไม่ใช้ชีวิตเพื่อสนองความต้องการของร่างกาย+ 13 เพราะถ้าคุณใช้ชีวิตเพื่อสนองความต้องการของร่างกาย คุณจะตายแน่ แต่ถ้าคุณเลิกทำบาปอย่างเด็ดขาด+ด้วยความช่วยเหลือจากพลังของพระเจ้า คุณจะมีชีวิต+ 14 พลังของพระเจ้านำทางใคร คนนั้นก็เป็นลูกของพระองค์+ 15 พลังของพระเจ้าไม่ได้ทำให้เราตกเป็นทาสและต้องกลัวอีก แต่ทำให้เราถูกรับเป็นลูก และด้วยพลังนี้เราจึงร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา* พ่อ”+ 16 พลังของพระเจ้ายืนยันให้เรามั่นใจ+ว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า+ 17 และถ้าเราเป็นลูก เราก็เป็นผู้รับมรดกด้วย คือเป็นผู้รับมรดกจากพระเจ้าและเป็นผู้รับมรดกร่วมกับพระคริสต์+ ถ้าเราทนทุกข์ร่วมกับพระคริสต์+ เราก็จะได้รับฐานะที่สูงส่งร่วมกับท่านด้วย+
18 ผมถือว่าการทนทุกข์ในตอนนี้เทียบไม่ได้เลยกับรางวัลที่เราจะได้รับ+ 19 สิ่งที่พระเจ้าสร้าง*กำลังตั้งตาคอยเวลาที่จะเห็นลูก ๆ ของพระเจ้ามีเกียรติที่สูงส่ง+ 20 สิ่งที่พระเจ้าสร้างตกอยู่ในสภาพที่ไร้ประโยชน์+ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเลือกเอง แต่เพราะพระองค์ทำให้ตกอยู่ในสภาพนั้นพร้อมกับให้ความหวังด้วยว่า 21 สิ่งที่พระเจ้าสร้างจะได้รับการปลดปล่อย+จากการเป็นทาสความเสื่อม และมีเสรีภาพที่งดงามแบบที่ลูกของพระเจ้ามี 22 เรารู้ว่าสิ่งที่พระเจ้าสร้างทั้งหมดเจ็บปวดคร่ำครวญกันมาจนถึงตอนนี้ 23 และพวกเราที่ได้รับพลังของพระเจ้าเป็นรางวัลส่วนแรก*ก็เหมือนกัน เราคร่ำครวญอยู่ในใจ+ระหว่างที่ตั้งตาคอยให้พระเจ้ารับเราเป็นลูก+ และใช้ค่าไถ่ของพระคริสต์เพื่อปลดปล่อยเราจากร่างกายนี้ 24 เรามีความหวังนี้เมื่อพระเจ้าช่วยเราให้พ้นจากบาป แต่ถ้าใครได้รับสิ่งที่หวังไว้แล้ว เขาก็คงไม่ต้องหวังอีก จริงไหม? เพราะเมื่อใครรับสิ่งหนึ่งแล้ว เขายังจะรอคอยสิ่งนั้นอยู่อีกหรือ? 25 แต่ถ้าเราหวัง+ในสิ่งที่ยังไม่ได้รับ เราจะรอคอยสิ่งนั้นต่อไปด้วยความอดทน+
26 และพลังของพระเจ้าก็ช่วยเราด้วยในส่วนที่เราอ่อนแอ+ เพราะเมื่ออธิษฐาน บางครั้งเราไม่รู้ว่าควรขออะไรดี แต่พลังของพระเจ้าจะขอแทนเราตอนที่เราคร่ำครวญไม่เป็นคำพูด 27 แต่พระเจ้าผู้ตรวจดูหัวใจ+รู้ว่าพลังของพระองค์กำลังขออะไรให้กับพวกผู้บริสุทธิ์ เพราะสิ่งที่ขอนั้นสอดคล้องกับความประสงค์ของพระองค์
28 เรารู้ว่าพระเจ้าทำทุกสิ่งแบบที่ประสานกันเพื่อประโยชน์ของคนที่รักพระองค์ คือคนที่ถูกเรียกตามความประสงค์ของพระองค์+ 29 เพราะพวกเขาเป็นคนที่พระเจ้าเอาใจใส่เป็นกลุ่มแรก และกำหนดไว้ล่วงหน้าให้เป็นเหมือนพระคริสต์ลูกของพระองค์+ พระคริสต์จะได้เป็นพี่คนโต+ในหมู่พี่น้องของท่าน+ 30 และคนกลุ่มนั้นที่พระเจ้ากำหนดไว้ล่วงหน้า+ก็คือคนที่พระองค์เรียก+ และคนที่พระองค์เรียกก็คือคนที่พระองค์ถือว่าเป็นที่ยอมรับ*+ และคนที่พระองค์ถือว่าเป็นที่ยอมรับก็คือคนที่พระองค์ให้เกียรติเขา+
31 ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้? ถ้าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา ใครจะต่อสู้เราได้?+ 32 พระองค์ไม่ได้หวงแม้แต่ลูกของพระองค์เอง แต่ยอมให้ลูกมาตายเพื่อเราทุกคน+ ถ้าอย่างนั้น ทำไมพระองค์กับลูกของพระองค์จะไม่ยินดีให้สิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดกับเราล่ะ? 33 ใครล่ะจะฟ้องร้องคนที่พระเจ้าเลือกไว้ได้?+ พระองค์เองเป็นผู้ที่ถือว่าพวกเขาเป็นฝ่ายถูก+ 34 ใครล่ะจะกล่าวโทษพวกเขาได้? พระคริสต์เยซูมาตายและถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว ตอนนี้ท่านอยู่ข้างขวามือของพระเจ้า+และช่วยพูดแทนพวกเราอยู่+
35 จะมีอะไรมาขัดขวางพระคริสต์ไม่ให้รักเราได้หรือ?+ จะเป็นความยากลำบาก ความทุกข์ การข่มเหง ความหิว การเปลือยกาย ภัยอันตราย หรือดาบอย่างนั้นไหม?+ 36 เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “พวกเรายอมเสี่ยงตายตลอดเวลาเพื่อเห็นแก่พระองค์ เขาถือว่าพวกเราเป็นเหมือนแกะที่เอาไว้ฆ่า”+ 37 แต่ถึงแม้ต้องเจอกับเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เราก็ผ่านมันมาได้และได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด+ด้วยความช่วยเหลือจากผู้นั้นที่รักพวกเรา 38 ผมมั่นใจว่า ไม่ว่าความตาย หรือชีวิต หรือทูตสวรรค์ หรือรัฐบาล หรือสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ หรือสิ่งที่จะมีในอนาคต หรืออำนาจ+ 39 หรือความสูง หรือความลึก หรือสิ่งอื่น ๆ ที่ถูกสร้างมา จะไม่มีทางขัดขวางความรักที่พระเจ้าแสดงต่อเราผ่านทางพระคริสต์เยซูผู้เป็นนายของเราได้
9 ผมเป็นสาวกของพระคริสต์ ผมพูดความจริงและไม่ได้โกหก เพราะพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าชี้นำผม และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผมก็ยืนยันด้วยว่า 2 ผมเศร้าจริง ๆ และปวดร้าวใจไม่หาย 3 ผมอยากให้ตัวเองถูกตัดขาดจากพระคริสต์เหมือนคนที่ถูกสาป ถ้านั่นจะช่วยพี่น้องของผมซึ่งเป็นญาติทางสายเลือดได้ 4 คือคนอิสราเอลที่พระเจ้ารับเป็นลูก+และเป็นพวกที่ได้รับการยกย่อง พระองค์ทำสัญญากับพวกเขา+ ให้กฎหมายของโมเสส+ มอบหมายงานรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์ให้+ และให้คำสัญญาต่าง ๆ+ 5 บรรพบุรุษของเราเป็นคนชาตินี้+ และพระคริสต์ก็เกิดเป็นคนชาตินี้ตามสายเลือดด้วย+ ขอให้พระเจ้าที่อยู่เหนือทุกสิ่งได้รับการยกย่องตลอดไป อาเมน
6 แต่ที่พูดมานี้ไม่ได้หมายความว่าคำสัญญาของพระเจ้าล้มเหลว เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เกิดจากอิสราเอลเป็น “คนอิสราเอล” จริง ๆ+ 7 และถึงแม้พวกเขาเกิดจากอับราฮัม แต่ไม่ใช่ทุกคนเป็นลูกหลานของเขาจริง ๆ+ เพราะพระเจ้าบอกอับราฮัมไว้ว่า “คนที่จะได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานของเจ้านั้นจะมาทางอิสอัค”+ 8 ดังนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นลูกหลานของอับราฮัมตามสายเลือดจะเป็นลูกของพระเจ้า+จริง ๆ แต่ลูกที่เกิดตามคำสัญญานั้น+ต่างหากที่ถูกนับว่าเป็นลูกหลาน 9 ตามที่พระเจ้าสัญญาไว้ว่า “ในช่วงเวลานี้ของปีหน้าเราจะกลับมา และซาราห์จะมีลูกชายคนหนึ่ง”+ 10 อีกตัวอย่างหนึ่งคือเรเบคาห์ เมื่อเธอตั้งท้องลูกฝาแฝดกับอิสอัคบรรพบุรุษของเรา+ 11 พระเจ้าก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเลือกใครตั้งแต่เด็กสองคนนั้นยังไม่เกิดมาและยังไม่ได้ทำดีหรือทำชั่ว พระองค์ไม่ได้ดูที่การกระทำ แต่เลือกคนที่พระองค์ต้องการ 12 พระเจ้าบอกเรเบคาห์ว่า “พี่จะรับใช้น้อง”+ 13 และเหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “เรารักยาโคบ แต่เกลียดเอซาว”+
14 ถ้าอย่างนั้น เราจะว่าอย่างไร? พระเจ้าไม่ยุติธรรมหรือ? ไม่ใช่แน่นอน+ 15 เพราะพระองค์บอกโมเสสว่า “เราจะแสดงความเมตตากับคนที่เราเมตตา และเราจะแสดงความสงสารกับคนที่เราสงสาร”+ 16 ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการหรือความพยายาม*ของคนเรา แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าผู้มีเมตตา+ 17 เพราะพระเจ้าบอกฟาโรห์ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “ที่เราปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ ก็เพื่อจะแสดงอำนาจของเราให้เจ้าเห็น และเพื่อชื่อของเราจะเลื่องลือไปทั่วโลก”+ 18 ดังนั้น พระองค์เมตตาคนที่พระองค์เลือก แต่พระองค์ปล่อยคนที่ดื้อรั้นให้เป็นคนดื้อรั้นต่อไป+
19 เมื่อเป็นอย่างนั้น คุณคงถามผมว่า “แล้วทำไมพระองค์ยังตำหนิคนเราอยู่ล่ะ? ในเมื่อไม่มีใครขัดขืนความต้องการของพระองค์ได้” 20 แต่พี่น้องครับ คุณเป็นใครถึงไปโต้แย้งกับพระเจ้า?+ สิ่งที่ถูกปั้นจะถามคนปั้นหรือว่า “ทำไมปั้นฉันมาแบบนี้?”+ 21 ทำไมล่ะ? ช่างปั้นหม้อไม่มีสิทธิ์เอาดินเหนียว+ก้อนเดียวกันมาปั้นเป็นภาชนะที่ใช้ในโอกาสพิเศษชิ้นหนึ่ง และเป็นภาชนะใช้สอยทั่วไปอีกชิ้นหนึ่งหรือ? 22 แล้วจะว่าอย่างไรถ้าพระเจ้าอยากจะระบายความโกรธกับคนชั่วเพื่อแสดงให้เห็นฤทธิ์อำนาจของพระองค์ และยอมอดกลั้นกับคนที่เป็นเหมือนภาชนะที่พระองค์โกรธซึ่งสมควรถูกทำลาย 23 และจะว่าอย่างไรถ้าพระองค์ทำอย่างนั้นเพื่อแสดงให้คนที่เป็นเหมือนภาชนะที่พระองค์เมตตา+ได้เห็นอำนาจยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์เตรียมพวกเขาไว้เพื่อจะได้รับเกียรติที่สูงส่ง 24 ซึ่งก็คือพวกเราที่พระองค์เรียกมา ไม่ใช่จากคนยิวเท่านั้น แต่จากคนต่างชาติด้วย+ 25 เหมือนที่พระเจ้าบอกไว้ในหนังสือของโฮเชยาด้วยว่า “เราจะเรียกคนที่ไม่ได้เป็นประชาชนของเรา+ว่า ‘ประชาชนของเรา’ และเรียกผู้หญิงที่เมื่อก่อนเราไม่รักว่า ‘ที่รัก’+ 26 และในที่ที่พระเจ้าเคยพูดกับพวกเขาว่า ‘พวกเจ้าไม่ใช่ประชาชนของเรา’ ที่นั่นพวกเขาจะถูกเรียกว่า ‘ลูกของพระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่’”+
27 และอิสยาห์ประกาศเกี่ยวกับชาวอิสราเอลว่า “ถึงแม้ลูกหลานอิสราเอลจะมีมากเหมือนเม็ดทรายที่ชายทะเล แต่คนที่เหลือรอดจะมีน้อย+ 28 พระยะโฮวา*จะคิดบัญชีกับคนบนโลก และจะจัดการให้เสร็จโดยเร็ว”+ 29 และเหมือนที่อิสยาห์บอกล่วงหน้าว่า “ถ้าพระยะโฮวา*ผู้เป็นจอมทัพไม่ช่วยพวกเราบางคนที่เป็นลูกหลานให้รอดชีวิตละก็ พวกเราคงเป็นเหมือนคนในเมืองโสโดม และไม่ต่างอะไรกับคนในเมืองโกโมราห์”+
30 แล้วเราจะว่าอย่างไร? ถึงแม้เมื่อก่อนคนต่างชาติไม่ได้พยายามเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*+ แต่พระองค์ก็ยอมรับพวกเขาเพราะพวกเขามีความเชื่อ+ 31 ส่วนพวกอิสราเอล ถึงแม้พยายามเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*โดยทำตามกฎหมาย แต่พวกเขาก็ทำไม่สำเร็จ 32 เพราะอะไร? ก็เพราะพวกเขาไม่มีความเชื่อ มัวแต่ทำตามที่กฎหมายบอกเท่านั้น พวกเขาสะดุด “ก้อนหินที่ทำให้สะดุด”+ 33 เหมือนที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราวางหินก้อนหนึ่งไว้ที่ศิโยน+ เป็นหินที่ทำให้สะดุดและเป็นหินที่ทำให้ล้ม แต่คนที่เชื่อและวางใจท่านผู้นั้นจะไม่ผิดหวังเลย”+
10 พี่น้องครับ ผมหวังดีกับพวกอิสราเอลจากใจจริงและผมอ้อนวอนพระเจ้าให้พวกเขาได้รับความรอด+ 2 ผมบอกได้ว่า พวกเขามีใจกระตือรือร้นเพื่อพระเจ้า+ แต่ขาดความรู้ที่ถูกต้อง 3 พวกเขาไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้คนเราเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*+ แต่กลับพยายามทำตามความคิดของตัวเอง+ พวกเขาจึงไม่ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องตามมาตรฐานของพระเจ้า+ 4 พระคริสต์ทำให้กฎหมายของโมเสสสิ้นสุดลง+ เพื่อทุกคนที่แสดงความเชื่อจะเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าได้*+
5 โมเสสบอกไว้ว่าคนที่ทำตามกฎหมายของโมเสสจะเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า*และจะได้ชีวิต+ 6 แต่ก็บอกด้วยว่าคนที่พระเจ้ายอมรับ*จะต้องมีความเชื่อ ดังนั้น “อย่าคิดในใจว่า+ ‘ใครจะขึ้นไปสวรรค์?’+ เพื่อพาพระคริสต์ลงมา 7 หรือ ‘ใครจะลงไปขุมลึก?’+ เพื่อพาพระคริสต์ขึ้นมาจากความตาย” 8 แต่พระคัมภีร์บอกไว้ไม่ใช่หรือว่า “ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้คุณ อยู่ในปากและในใจของคุณ”+ นั่นคือ “ถ้อยคำ” เกี่ยวกับความเชื่อที่เราประกาศอยู่ 9 ถ้าคุณประกาศอย่างเปิดเผยว่าพระเยซูคือผู้เป็นนาย+ และเชื่อในใจว่าพระเจ้าปลุกพระเยซูให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว คุณก็จะได้รับความรอด 10 การมีความเชื่ออยู่ในใจทำให้คนเราเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า* แต่การประกาศความเชื่อด้วยปากอย่างเปิดเผย+ทำให้ได้รับความรอด
11 พระคัมภีร์บอกว่า “ทุกคนที่เชื่อและวางใจท่านผู้นั้นจะไม่ผิดหวังเลย”+ 12 ที่จริง คนยิวกับคนกรีกไม่แตกต่างกัน+ เพราะทุกคนมีผู้เป็นนาย*องค์เดียวกันผู้ซึ่งใจกว้างกับทุกคนที่อ้อนวอนพระองค์ 13 เพราะ “ทุกคนที่อ้อนวอนโดยออกชื่อของพระยะโฮวา*จะรอด”+ 14 แต่ผู้คนจะอ้อนวอนพระองค์ได้อย่างไรถ้าเขายังไม่เชื่อในพระองค์? แล้วเขาจะเชื่อในพระองค์ได้อย่างไรถ้าเขาไม่เคยได้ยินเรื่องพระองค์? แล้วเขาจะได้ยินเรื่องพระองค์ได้อย่างไรถ้าไม่มีใครประกาศให้เขาฟัง? 15 แล้วเขาจะประกาศได้อย่างไรถ้าไม่มีใครใช้เขาไป?+ เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “เท้าของคนที่ประกาศข่าวดี*งดงามจริง ๆ”+
16 แต่ไม่ใช่พวกเขาทุกคนเชื่อฟังข่าวดี เพราะอิสยาห์บอกว่า “พระยะโฮวา* ใครจะเชื่อในสิ่งที่พวกเราพูด?”*+ 17 ดังนั้น ความเชื่อจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้ยินข่าวดี+ และคนจะได้ยินข่าวดีก็ต่อเมื่อมีคนไปประกาศเรื่องพระคริสต์ 18 ผมขอถามว่า พวกเขาได้ยินแล้วไม่ใช่หรือ? แน่นอน เพราะ “เสียงนั้นกระจายไปทั่วทั้งโลก และข่าวสารที่ประกาศก็ไปถึงคนที่อยู่สุดขอบโลก”+ 19 ผมขอถามอีกว่า พวกอิสราเอลรู้เรื่องนี้แล้วไม่ใช่หรือ?+ ตอนแรก พระเจ้าพูดผ่านโมเสสว่า “เราจะยั่วพวกเจ้าให้อิจฉาโดยใช้คนพวกหนึ่งที่ยังไม่เป็นชาติ เราจะยั่วพวกเจ้าให้เดือดดาลโดยใช้ชาติที่โง่เขลาชาติหนึ่ง”+ 20 ต่อมา อิสยาห์ถ่ายทอดคำพูดของพระเจ้าอย่างกล้าหาญว่า “คนที่ไม่ได้ตามหาเรากลับได้เจอเรา+ คนที่ไม่ได้ถามหาเรา เราเปิดเผยตัวกับเขา”+ 21 แต่กับพวกอิสราเอลนั้น พระองค์บอกว่า “เราได้โบกมือเรียกชนชาติที่ดื้อรั้นหัวแข็งอยู่ทั้งวัน”+
11 ถ้าอย่างนั้น ผมขอถามว่า พระเจ้าทิ้งประชาชนของพระองค์แล้วไหม?+ ไม่ใช่แน่ ๆ ตัวผมเองก็เป็นคนอิสราเอล เป็นลูกหลานของอับราฮัม อยู่ในตระกูลเบนยามิน 2 พระเจ้าไม่ได้ทิ้งประชาชนของพระองค์ ซึ่งพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่พระองค์ยอมรับเป็นพวกแรก+ คุณไม่รู้หรือว่าพระคัมภีร์บอกอย่างไรเกี่ยวกับเอลียาห์เมื่อเขาฟ้องพระเจ้าเรื่องพวกอิสราเอลว่า 3 “พระยะโฮวา* พวกเขาฆ่าผู้พยากรณ์ของพระองค์ พวกเขารื้อแท่นบูชาของพระองค์ ตอนนี้เหลือผมคนเดียว และพวกเขาก็ตามฆ่าผมอยู่”+ 4 แต่พระเจ้าตอบเขาว่าอย่างไร? “เรายังมีคนของเราอีก 7,000 คนที่ไม่ได้คุกเข่านมัสการบาอัล”+ 5 ตอนนี้ก็เหมือนกัน ยังมีคนอิสราเอลกลุ่มหนึ่งเหลืออยู่+ที่พระเจ้าเลือกไว้เพราะความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ 6 ถ้าพระเจ้าเลือกเพราะความกรุณา+ นั่นแสดงว่าพระองค์ไม่ได้เลือกเพราะการกระทำของเขา+ ไม่อย่างนั้นแล้วจะเรียกว่าเป็นความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร
7 ถ้าอย่างนั้นจะว่าอย่างไร? สิ่งที่พวกอิสราเอลอยากได้กันมาก ไม่ใช่ทุกคนได้รับ เฉพาะคนที่ถูกเลือกเท่านั้นที่ได้รับ+ ส่วนคนอื่น ๆ กลับดื้อด้าน+ 8 เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “พระเจ้าทำให้พวกเขาหลับใหล+ ตาจะได้มองไม่เห็นและหูก็จะไม่ได้ยินจนถึงทุกวันนี้”+ 9 ดาวิดบอกด้วยว่า “ขอให้โต๊ะของพวกเขากลายเป็นบ่วงแร้วและกับดัก และเป็นต้นเหตุให้พวกเขาหลงผิดและได้รับโทษ 10 ขอให้ตาของพวกเขามืดไปจะได้มองไม่เห็น และขอให้พวกเขาหลังงออยู่ตลอดเพราะแบกของหนัก”+
11 ผมขอถามว่า พวกอิสราเอลสะดุดล้มจนลุกไม่ขึ้นเลยหรือ? ไม่ใช่แน่นอน แต่เมื่อพวกเขาก้าวพลาด คนต่างชาติจึงได้รับโอกาสที่จะรอดได้ และสิ่งนี้ทำให้พวกอิสราเอลอิจฉา+ 12 ถ้าการที่พวกเขาก้าวพลาด ทำให้โลกได้พร และถ้าการที่พวกเขาลดน้อยลงทำให้คนต่างชาติได้พร+ จะมีพรมากกว่านั้นสักแค่ไหนเมื่อพวกเขามีจำนวนครบถ้วน
13 ตอนนี้ ผมขอพูดกับพวกคุณที่เป็นคนต่างชาติบ้าง เพราะที่จริง ผมเป็นอัครสาวกที่ถูกส่งไปหาคนต่างชาติ+ และผมยกย่องงานรับใช้ของผมมาก+ 14 เผื่อว่าคนยิวจะเกิดความอิจฉา และผมจะช่วยพวกเขาบางคนให้รอดได้ 15 เพราะถ้าพระเจ้าทิ้งพวกเขา+ แล้วยังทำให้คนอื่นในโลกมีโอกาสคืนดีกับพระองค์ได้ จะเป็นอย่างไรถ้าพระองค์ยอมรับพวกเขากลับมา? ก็จะเหมือนคนตายกลับมามีชีวิตอีกน่ะสิ 16 ถ้าแป้งส่วนที่แบ่งออกมาถวายเป็นผลแรกเป็นแป้งที่บริสุทธิ์ แป้งทั้งก้อนก็บริสุทธิ์ และถ้ารากบริสุทธิ์ กิ่งก็บริสุทธิ์ด้วย
17 แต่ถ้าบางกิ่งถูกหักทิ้งไป แล้วพวกคุณที่เป็นกิ่งมะกอกป่าถูกต่อเข้าไปแทนและได้รับการหล่อเลี้ยงจากรากต้นมะกอก 18 ก็อย่าดูถูก*กิ่งที่ถูกหักทิ้งไป+ อย่าลืมว่า คุณที่เป็นกิ่งไม่ได้หล่อเลี้ยงราก แต่รากต่างหากที่หล่อเลี้ยงคุณ 19 คุณอาจจะบอกว่า “กิ่งพวกนั้นถูกหักทิ้งไปเพื่อผมจะถูกต่อเข้าไปแทน”+ 20 ก็จริง พวกเขาถูกหักทิ้งไป+เพราะพวกเขาขาดความเชื่อ แต่คุณยังอยู่ได้เพราะคุณมีความเชื่อ+ ดังนั้น อย่าเหลิง แต่ระวังตัวให้ดี 21 เพราะถ้าพระเจ้าไม่ยกเว้นโทษกิ่งเดิม พระองค์ก็จะไม่ยกเว้นโทษคุณด้วยถ้าคุณทำแบบเดียวกับพวกเขา 22 ดังนั้น อย่าลืมว่าพระเจ้าทั้งกรุณา+และเด็ดขาด พระองค์เด็ดขาดกับคนที่ทิ้งความเชื่อ+ แต่พระองค์กรุณาถ้าคุณทำสิ่งที่พระองค์ต้องการเสมอ ไม่อย่างนั้นคุณก็จะถูกตัดออกจากต้นด้วย 23 ส่วนพวกยิว ถ้าพวกเขากลับมาเชื่ออีก ก็จะถูกต่อเข้ากับต้นอีกครั้ง+ เพราะพระเจ้าต่อพวกเขากลับเข้าไปใหม่ได้ 24 ถ้าคุณถูกตัดออกจากต้นมะกอกป่า แล้วถูกต่อเข้ากับต้นมะกอกบ้านได้ทั้ง ๆ ที่ขัดกับธรรมชาติ จะง่ายกว่าขนาดไหนถ้าจะเอาคนที่เป็นเหมือนกิ่งมะกอกบ้านซึ่งถูกตัดทิ้งไปแล้วมาต่อเข้ากับต้นเดิมของมัน
25 พี่น้องครับ ผมอยากให้คุณรู้ความลับศักดิ์สิทธิ์นี้+เพื่อคุณจะไม่หลงตัวเอง ความลับนี้คือเรื่องที่พวกอิสราเอลบางคนมีใจดื้อด้านไป ทำให้คนต่างชาติถูกเลือกมาจนครบจำนวน 26 ด้วยวิธีนี้ ทุกคนที่เป็นอิสราเอล+จะได้รับการช่วยให้รอด เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “ผู้ช่วยให้รอดจะมาจากศิโยน+และจะกำจัดความชั่วให้หมดไปจากพวกยาโคบ 27 และเราจะทำสัญญากับพวกเขา+เมื่อเรากำจัดบาปของพวกเขา”+ 28 จริงอยู่ พวกเขาเป็นศัตรูกับพระเจ้าเพราะพวกเขาปฏิเสธข่าวดีซึ่งก็เป็นผลดีกับคุณ แต่พระองค์เลือกพวกเขาบางคนให้เป็นที่รักของพระองค์เพราะคำสัญญาที่พระองค์ให้ไว้กับบรรพบุรุษ+ 29 เพราะเมื่อพระเจ้าให้ของขวัญใครหรือเรียกใครแล้ว พระองค์จะไม่เปลี่ยนใจ 30 เมื่อก่อนคุณไม่เชื่อฟังพระเจ้า+ แต่เดี๋ยวนี้คุณได้รับความเมตตา+เพราะพวกยิวไม่เชื่อฟัง+ 31 การที่พวกเขาไม่เชื่อฟังทำให้พระองค์เมตตาคุณได้ ดังนั้น ตอนนี้พระองค์ก็เมตตาพวกเขาได้เหมือนกัน 32 พระเจ้ายอมให้ทุกคนอยู่ในสภาพเหมือนถูกกักขังเพราะการไม่เชื่อฟัง+ เพื่อพระองค์จะได้แสดงความเมตตาต่อทุกคน+
33 พรจากพระเจ้ามากมายจริง ๆ สติปัญญาและความรู้ของพระองค์ก็ลึกซึ้งอะไรอย่างนี้ ใครจะรู้ได้ว่าพระองค์จะตัดสินใจอย่างไร และใครจะคาดเดาได้ว่าพระองค์จะทำอะไรต่อไป 34 “ใครจะรู้ใจพระยะโฮวา* หรือใครจะมาแนะนำสั่งสอนพระองค์ได้?”+ 35 หรือ “ใครได้ให้ของกับพระองค์ก่อน พระองค์จึงต้องตอบแทนเขา?”+ 36 เพราะทุกสิ่งมาจากพระองค์ มาทางพระองค์ และมีอยู่เพื่อพระองค์ ขอให้พระองค์ได้รับการยกย่องตลอดกาล อาเมน
12 ดังนั้น พี่น้องครับ พระเจ้ากรุณาต่อคุณมากจริง ๆ ผมจึงขอร้องคุณให้ถวายร่างกาย+เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต ที่บริสุทธิ์+ ที่พระเจ้ายอมรับได้ การทำอย่างนี้เป็นการรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์โดยใช้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลของคุณ+ 2 และเลิกเลียนแบบคนในโลกนี้* แต่ให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง*โดยเปลี่ยนความคิดของคุณใหม่+ เพื่อคุณจะได้ตรวจดูจนแน่ใจ+ว่าอะไรคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำซึ่งเป็นสิ่งที่ดี สมบูรณ์ และทำให้พระองค์พอใจ
3 ผมได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ ผมจึงขอบอกพวกคุณทุกคนว่า อย่าคิดถึงตัวเองมากเกินไป+ แต่ให้คิดอย่างสมเหตุสมผลตามขนาดของความเชื่อที่พระเจ้าให้แต่ละคน+ 4 เหมือนกับที่ร่างกายของเรามีอวัยวะหลายส่วน+ และอวัยวะแต่ละส่วนมีหน้าที่ต่างกัน 5 ดังนั้น ถึงแม้เรามีกันหลายคน แต่ก็เป็นเหมือนร่างกายเดียวที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ และเป็นเหมือนอวัยวะของกันและกัน+ 6 เราได้รับความสามารถ*ต่างกันตามความกรุณาที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า+ ดังนั้น ถ้าใครมีความสามารถด้านการพยากรณ์ ก็ให้พยากรณ์ตามขนาดของความเชื่อที่พระเจ้าให้ 7 ถ้าใครมีความสามารถด้านการรับใช้ ก็ให้รับใช้เต็มที่ ถ้าใครมีความสามารถด้านการสอน ก็ให้ทุ่มเทกับการสอน+ 8 ถ้าใครมีความสามารถในการให้กำลังใจ* ก็ให้เขาให้กำลังใจ*คนอื่น+ ถ้าใครมีความสามารถที่จะให้ ก็ให้เขาให้ด้วยใจกว้าง+ ถ้าใครมีความสามารถที่จะนำหน้า ก็ให้นำหน้าอย่างจริงจัง+ ถ้าใครเป็นคนเมตตา ก็ให้แสดงความเมตตาด้วยความยินดี+
9 ให้รักคนอื่นด้วยความจริงใจ+ ให้เกลียดสิ่งที่ชั่ว+ และยึดมั่นกับสิ่งที่ดี 10 ให้รักกันแบบพี่น้อง ริเริ่มให้เกียรติคนอื่นก่อน+ 11 ให้เป็นคนขยัน อย่าขี้เกียจ+ ให้พลังของพระเจ้ากระตุ้นคุณ+ให้มีใจกระตือรือร้นในการรับใช้พระยะโฮวา*อย่างทาสที่ขยันขันแข็ง+ 12 มีความสุขกับความหวัง อดทนเมื่อเจอความยากลำบาก+ อธิษฐานบ่อย ๆ+ 13 ให้แบ่งปันสิ่งต่าง ๆ กับพี่น้อง*ตามความจำเป็นของพวกเขา+ ให้มีน้ำใจต้อนรับแขก+ 14 ให้อวยพรคนที่ข่มเหงคุณ+ อวยพรเถอะ อย่าสาปแช่งใครเลย+ 15 มีความสุขกับคนที่มีความสุข ร้องไห้กับคนที่ร้องไห้ 16 ให้คุณมองคนอื่นเหมือนที่มองตัวเอง อย่าคิดใฝ่สูง แต่ให้ถ่อมตัวลง+ อย่าถือว่าตัวเองฉลาด+
17 อย่าทำชั่วตอบแทนความชั่วต่อใครเลย+ แต่พยายามทำสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าดี 18 ให้คุณพยายามเต็มที่ที่จะอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน+ 19 พี่น้องที่รัก อย่าแก้แค้นด้วยตัวเอง ปล่อยให้พระเจ้าแสดงความโกรธกับเขาดีกว่า+ เพราะพระคัมภีร์บอกไว้ว่า “พระยะโฮวา*บอกว่า ‘การแก้แค้นเป็นหน้าที่ของเรา เราจะตอบแทนเอง’”+ 20 แต่ “ถ้าศัตรูของคุณหิว ก็ให้เขากิน ถ้าเขาหิวน้ำ ก็ให้เขาดื่ม เมื่อคุณทำอย่างนี้ ก็เหมือนกับกองถ่านเพลิงไว้บนหัวของเขา”*+ 21 อย่าให้ความชั่วชนะคุณได้ แต่ให้เอาชนะความชั่วด้วยความดี+
13 ให้ทุกคนยอมเชื่อฟังคนที่มีอำนาจปกครอง+ เพราะไม่มีใครมีอำนาจได้เลยถ้าพระเจ้าไม่อนุญาต+ คนที่มีอำนาจปกครองนั้นอยู่ในตำแหน่งสูงต่ำได้เพราะพระเจ้า+ 2 ดังนั้น คนที่ต่อต้านอำนาจปกครองก็ต่อต้านการจัดเตรียมของพระเจ้า และคนที่ต่อต้านการจัดเตรียมนั้นจะถูกตัดสินลงโทษ 3 คนทำดีไม่ต้องกลัวคนที่มีอำนาจปกครอง แต่คนทำชั่วต่างหากที่ต้องกลัว+ ถ้าคุณไม่อยากกลัวคนที่มีอำนาจปกครอง ก็ให้ทำดีเสมอ+ แล้วคุณจะได้รับคำชมเชยจากพวกเขา 4 คนที่มีอำนาจปกครองเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของคุณ แต่ถ้าคุณทำชั่ว ก็ระวังตัวให้ดี เพราะพวกเขาไม่ได้ถือดาบไว้เฉย ๆ แต่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่คอยลงโทษคนทำชั่วแทนพระองค์
5 ดังนั้น มีเหตุผลหนักแน่นที่คุณควรจะเชื่อฟังคนที่มีอำนาจปกครอง ไม่ใช่เพราะกลัวถูกลงโทษเท่านั้น แต่เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณด้วย+ 6 นี่เป็นเหตุผลที่คุณต้องเสียภาษี เพราะพวกเขาเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าเพื่อประชาชนและทำหน้าที่นี้เสมอ 7 คุณต้องให้ทุกคนตามที่เขาควรได้รับ เสียภาษีให้คนที่เรียกเก็บภาษี+ เสียค่าอากรให้คนที่เรียกเก็บค่าอากร เกรงกลัวคนที่เรียกร้องความเกรงกลัว+ ให้เกียรติคนที่เรียกร้องเกียรติ+
8 อย่าเป็นหนี้อะไรใครเลยนอกจากหนี้ความรักที่ควรให้ต่อกัน+ คนที่รักคนอื่นก็ทำตามกฎหมายของโมเสสอยู่แล้ว+ 9 เพราะกฎหมายข้อที่ว่า “อย่าเล่นชู้+ อย่าฆ่าคน+ อย่าขโมย+ อย่าโลภ”+ และกฎหมายข้ออื่น ๆ ก็รวมอยู่ในข้อเดียวคือ “ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง”+ 10 คนที่มีความรักไม่ทำชั่วต่อคนอื่น+ ดังนั้น คนที่รักคนอื่นก็ทำตามกฎหมายของโมเสสอยู่แล้ว+
11 ให้คุณทำอย่างนั้นเพราะรู้ว่าเวลานี้เป็นเวลาที่ควรจะตื่นจากหลับได้แล้ว+ เพราะตอนนี้เราอยู่ใกล้ความรอดมากกว่าตอนที่เพิ่งเข้ามาเชื่อ 12 กลางคืนใกล้จะผ่านไปแล้ว และกลางวันก็ใกล้จะมาถึง ดังนั้น ให้เราเลิกทำสิ่งที่เกี่ยวกับความมืด+ และเอาอาวุธของความสว่างมาใช้+ 13 ให้เราทำสิ่งดีงาม+เหมือนอยู่ตอนกลางวัน ไม่ใช่กินเลี้ยงเฮฮากันจนสุดเหวี่ยงและดื่มจนเมามาย ไม่ใช่มีเพศสัมพันธ์แบบผิดศีลธรรมและประพฤติไร้ยางอาย*+ ไม่ใช่ทะเลาะวิวาทและอิจฉาริษยา+ 14 แต่ให้ปลูกฝัง*ลักษณะนิสัยแบบพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนาย+ และอย่าวางแผนเพื่อสนองความต้องการที่เป็นบาป+
14 ขอให้ต้อนรับคนที่ความเชื่อยังไม่มั่นคง+ และอย่าตัดสินเขาในเรื่องความเห็นส่วนตัว* 2 คนหนึ่งเชื่อว่ากินได้ทุกอย่าง แต่คนที่ความเชื่อไม่มั่นคงกินแต่ผัก 3 คนที่กินได้ทุกอย่างก็อย่าดูถูกคนที่ไม่กิน และคนที่ไม่กินก็อย่าตัดสินคนที่กิน+ เพราะพระเจ้าต้อนรับเขาแล้ว 4 คุณเป็นใครถึงไปตัดสินคนรับใช้ของคนอื่น?+ นายของเขาจะตัดสินเองว่าเขาทำถูกหรือผิด+ เขาจะเป็นคนที่พระยะโฮวา*พอใจได้เพราะพระองค์จะช่วยเขา
5 คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าวันอื่น ๆ+ ส่วนอีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกันหมด+ ให้แต่ละคนมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ 6 คนที่ถือวันก็ถือเพื่อยกย่องพระยะโฮวา* คนที่กินได้ทุกอย่างก็ยกย่องพระยะโฮวา*เมื่อเขาขอบคุณพระองค์+ คนที่กินแต่ผักก็ยกย่องพระยะโฮวา*เหมือนกันเมื่อเขาขอบคุณพระองค์+ 7 ที่จริง เราไม่ได้อยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น+ และเราไม่ได้ตายเพื่อตัวเองเท่านั้น 8 ถ้าเราอยู่ เราก็อยู่เพื่อพระยะโฮวา*+ และถ้าเราตาย เราก็ตายเพื่อพระยะโฮวา* ดังนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตาย เราก็เป็นคนของพระยะโฮวา*+ 9 เหตุผลที่พระคริสต์ยอมตายและฟื้นขึ้นมาอีกก็เพื่อท่านจะได้เป็นนายของทั้งคนเป็นและคนตาย+
10 แล้วทำไมคุณถึงต้องตัดสินพี่น้องของคุณ?+ ทำไมคุณดูถูกพี่น้องในเมื่อเราทุกคนจะต้องยืนต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า+ 11 เพราะพระคัมภีร์บอกไว้ว่า “พระยะโฮวา*พูดว่า ‘เราสาบานโดยเอาตัวเราเป็นประกันว่า ทุกคนจะมาคุกเข่าลงต่อหน้าเรา และจะเอ่ยปากยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเราเป็นพระเจ้า’”+ 12 ดังนั้น พระเจ้าจะเป็นผู้ตัดสินเราแต่ละคนตามการกระทำของเรา+
13 ถ้าอย่างนั้น อย่าให้เราตัดสินกันอีกเลย+ แต่ให้เราตั้งใจว่าจะไม่ทำอะไรที่เป็นต้นเหตุให้พี่น้องหลงทำผิดหรือทิ้งความเชื่อไป+ 14 ผมเป็นสาวกของพระเยซูผู้เป็นนาย ผมรู้และเชื่อมั่นว่าไม่มีอะไรที่ไม่สะอาดในตัวมันเอง+ แต่ถ้าคนหนึ่งถือว่าบางสิ่งไม่สะอาด มันก็ไม่สะอาดสำหรับเขา 15 ถ้าคุณทำให้พี่น้องรู้สึกไม่ดีเพราะอาหารที่คุณกิน คุณก็ไม่ได้แสดงความรักกับเขาอีกต่อไป+ ดังนั้น อย่าทำลายความเชื่อของพี่น้องด้วยอาหารที่คุณกิน เพราะพระคริสต์ยอมตายเพื่อเขา+ 16 อย่าให้สิ่งที่คุณคิดว่าดีเป็นต้นเหตุให้คุณถูกตำหนิ 17 เพราะที่คนเราจะได้เข้ารัฐบาล*ของพระเจ้านั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ากินอะไรหรือดื่มอะไร+ แต่คนที่จะได้เข้าต้องเป็นคนที่พระเจ้ายอมรับ* ต้องมีสันติสุขและมีความยินดีที่เกิดจากพลังบริสุทธิ์ของพระองค์ 18 คนที่ยอมเป็นทาสรับใช้พระคริสต์อย่างนี้ก็ทำให้ทั้งพระเจ้าและมนุษย์พอใจ
19 ดังนั้น ให้เราตั้งใจทำสิ่งที่สร้างสันติสุข+และสิ่งที่ส่งเสริมกันให้เข้มแข็งขึ้น+ 20 เลิกทำลายผลงานของพระเจ้าเพียงเพราะเห็นแก่อาหาร+ จริงอยู่ ทุกสิ่งสะอาดกินได้ แต่ถ้าใครกินแล้วทำให้ความเชื่อของคนอื่นอ่อนลง* เขาก็สร้างความเสียหาย*+ 21 ดังนั้น ดีที่สุดถ้าจะไม่กินเนื้อ หรือดื่มเหล้าองุ่น หรือทำอะไรที่ทำให้ความเชื่อของพี่น้องอ่อนลง+ 22 คุณเชื่ออย่างไรก็ให้เป็นเรื่องระหว่างคุณกับพระเจ้า คนที่ไม่ทำอะไรที่ตัวเองรู้สึกผิดก็มีความสุข 23 แต่ถ้าเขาสงสัยแล้วยังกินก็มีความผิด เพราะเขาไม่ได้กินตามที่เขาเชื่อ ที่จริง ทุกสิ่งที่ไม่ได้ทำตามความเชื่อก็เป็นบาป
15 พวกเราที่เข้มแข็งควรอดทนกับความอ่อนแอของคนที่ยังไม่เข้มแข็ง+ และไม่ควรทำตามใจตัวเอง+ 2 ให้เราแต่ละคนทำสิ่งที่คนอื่นชอบเพื่อประโยชน์ของเขา และเพื่อช่วยเขาให้เข้มแข็งขึ้น+ 3 แม้แต่พระคริสต์เองก็ไม่ได้ทำตามใจตัวเอง+ แต่ท่านทำเหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “คำตำหนิของคนที่ติเตียนพระองค์ก็ตกอยู่กับผม”+ 4 ทุกสิ่งที่เขียนไว้นานมาแล้วในพระคัมภีร์ก็เขียนไว้เพื่อสอนเรา+ เราจะได้มีความหวัง+เพราะพระคัมภีร์ช่วยให้เราอดทน+และมีกำลังใจ 5 ในเมื่อพระเจ้าช่วยคุณให้อดทนและให้กำลังใจคุณอย่างนั้น ก็ขอพระองค์ช่วยคุณให้คิดแบบเดียวกับพระคริสต์เยซูด้วย 6 เพื่อคุณจะพร้อมใจกัน+ยกย่องสรรเสริญพระเจ้าเป็นเสียงเดียว พระองค์เป็นพ่อของพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเรา
7 ดังนั้น ขอให้ต้อนรับกัน*+อย่างที่พระคริสต์ต้อนรับคุณ+ เพื่อพระเจ้าจะได้รับการยกย่องสรรเสริญ 8 ผมขอบอกว่า จริง ๆ แล้ว พระคริสต์มาเป็นผู้รับใช้ของคนยิว*+เพื่อให้เห็นว่าพระเจ้าพูดความจริงเสมอ และเพื่อยืนยันคำสัญญาที่พระองค์ให้ไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา+ 9 และเพื่อคนต่างชาติจะยกย่องสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระองค์เมตตาพวกเขา+ เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “เพราะอย่างนี้ ผมจึงยกย่องสรรเสริญพระองค์อย่างเปิดเผยต่อหน้าคนชาติต่าง ๆ และผมจะร้องเพลงสรรเสริญชื่อของพระองค์”+ 10 และยังบอกอีกว่า “ให้ชนชาติทั้งหลายยินดีร่วมกับประชาชนของพระองค์”+ 11 และบอกอีกว่า “ให้ชนชาติทั้งหลายยกย่องสรรเสริญพระยะโฮวา*เถอะ และให้ชนทุกชาติสรรเสริญพระองค์”+ 12 อิสยาห์ยังบอกด้วยว่า “จะมีรากของเจสซี+ ท่านผู้นั้นจะขึ้นมาปกครองชนชาติทั้งหลาย+ และชาติต่าง ๆ จะฝากความหวังไว้กับท่าน”+ 13 ขอพระเจ้าผู้ทำให้คุณมีความหวัง โปรดให้คุณมีความยินดีและความสงบสุขอย่างล้นเหลือเพราะคุณไว้วางใจพระองค์ แล้วพลังบริสุทธิ์ของพระองค์จะทำให้คุณมีความหวังชัดเจนยิ่งขึ้น+
14 พี่น้องครับ ผมเองก็เชื่อมั่นว่าคุณอยากจะทำความดีอยู่แล้วเพราะคุณมีความรู้ทุกอย่าง และผมเชื่อว่าคุณเตือนสติกัน*ได้ 15 แต่ที่ผมเขียนถึงคุณอย่างตรงไปตรงมาในบางเรื่องก็เพื่อเตือนคุณอีกครั้ง ที่ผมทำอย่างนี้เพราะผมได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้า 16 พระองค์ให้ผมเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์เยซูเพื่อประกาศข่าวดีของพระเจ้ากับคนต่างชาติ+ และผมทำงานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้+เพื่อพวกเขาจะเป็นเหมือนของถวายที่พระเจ้ายอมรับได้ เพราะพวกเขาถูกทำให้บริสุทธิ์แล้วด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระองค์
17 ดังนั้น ผมมีความสุขที่ได้เป็นสาวกของพระคริสต์เยซูและได้รับใช้พระเจ้า 18 ผมคงไม่กล้าพูดเรื่องอื่น นอกจากเรื่องที่พระคริสต์ใช้ผมให้พูดและทำเพื่อช่วยคนต่างชาติให้มาเชื่อฟังพระเจ้า 19 ท่านยังให้อำนาจผมทำการอัศจรรย์และปาฏิหาริย์+ด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า ผมจึงประกาศข่าวดีเรื่องพระคริสต์ได้อย่างทั่วถึง ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มไปจนถึงแคว้นอิลลีริคุม+ 20 ที่จริง ผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่ประกาศข่าวดีในที่ที่ผู้คนได้ยินเรื่องพระคริสต์แล้ว เพื่อจะไม่สร้างบนฐานรากที่คนอื่นวางไว้ 21 จะได้เหมือนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “คนจะได้เห็นเรื่องของท่านซึ่งไม่เคยมีใครบอก และคนจะเข้าใจเรื่องที่ไม่เคยได้ยิน”+
22 นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมไปหาพวกคุณไม่ได้ทั้ง ๆ ที่พยายามหลายครั้งแล้ว 23 แต่ตอนนี้ ไม่มีเขตไหนในแถบนี้ที่ผมยังไม่ได้ประกาศ และหลายปีแล้วที่ผมอยากจะไปหาพวกคุณจริง ๆ 24 ดังนั้น เมื่อเดินทางไปสเปน ผมหวังว่าจะได้แวะไปหาพวกคุณ เราจะได้ใช้เวลาด้วยกันระยะหนึ่ง หลังจากนั้น ผมหวังว่าพวกคุณจะเดินทางไปส่งผมสักช่วงหนึ่งด้วย 25 แต่ตอนนี้ผมกำลังจะเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อช่วยเหลือ*พวกผู้บริสุทธิ์ที่นั่น+ 26 พี่น้องในแคว้นมาซิโดเนียและอาคายายินดีแบ่งปันและบริจาคสิ่งของให้พวกผู้บริสุทธิ์ที่ยากจนในกรุงเยรูซาเล็ม+ 27 พวกเขาเต็มใจทำอย่างนั้น และที่สำคัญพวกเขารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณพวกผู้บริสุทธิ์ด้วย เพราะพวกเขาซึ่งเป็นคนต่างชาติได้รับสิ่งที่พระเจ้าให้ผ่านทางพวกผู้บริสุทธิ์ พวกเขาจึงรู้สึกว่าควรช่วยเหลือพวกผู้บริสุทธิ์ด้วยวัตถุสิ่งของเหมือนกัน+ 28 ดังนั้น เมื่อผมเสร็จเรื่องนี้และได้มอบของบริจาคให้พวกผู้บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว ผมจะแวะไปหาพวกคุณระหว่างทางไปสเปน 29 และผมรู้ว่าเมื่อผมไปหาพวกคุณ ผมจะแบ่งปันสิ่งดี ๆ มากมายจากพระคริสต์ให้พวกคุณด้วย
30 พี่น้องครับ ผมขอร้องพวกคุณในนามพระเยซูคริสต์ผู้เป็นนายของเราและด้วยความรักที่เกิดจากพลังของพระเจ้า ขอให้อธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อผมอย่างจริงจังเหมือนที่ผมเองก็ทำอยู่+ 31 เพื่อผมจะได้ปลอดภัย+จากคนไม่มีความเชื่อในแคว้นยูเดีย และพวกผู้บริสุทธิ์ในกรุงเยรูซาเล็มจะได้ดีใจเมื่อได้รับความช่วยเหลือ*ที่ผมเอาไปให้+ 32 แล้วถ้าพระเจ้าต้องการ ผมจะได้เจอพวกคุณซึ่งจะทำให้ผมมีความสุขมาก และพวกเราทุกคนก็จะได้รับกำลังใจ 33 ขอพระเจ้าผู้ให้สันติสุขอยู่กับพวกคุณทุกคน+ อาเมน
16 ผมขอแนะนำให้รู้จักเฟบี พี่น้องหญิงของเราที่รับใช้ในประชาคมที่เมืองเคนเครีย+ 2 พวกคุณจะได้ต้อนรับเธอซึ่งเป็นสาวกของผู้เป็นนายเหมือนที่ต้อนรับผู้บริสุทธิ์* และช่วยเหลือเธอในเรื่องที่จำเป็น+ เพราะเธอเองได้ช่วยพี่น้องหลายคนรวมทั้งผมด้วย
3 ผมขอฝากความคิดถึงให้ปริสคากับอะควิลลา+ เพื่อนร่วมงานของผมในการรับใช้พระคริสต์เยซู 4 พวกเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อผม+ และผมกับพี่น้องในทุกประชาคมที่เป็นคนต่างชาติรู้สึกขอบคุณเขาทั้งสองมาก 5 และขอฝากความคิดถึงให้ประชาคมที่ประชุมกันในบ้านพวกเขาด้วย+ ขอฝากความคิดถึงให้เอเปเนทัส พี่น้องที่รักของผม และเป็นหนึ่งในสาวกกลุ่มแรกของพระคริสต์ในแคว้นเอเชีย 6 ขอฝากความคิดถึงให้มารีย์ที่ทำงานหนักเพื่อพวกคุณ 7 ขอฝากความคิดถึงให้อันโดรนิคัสกับยูนีอัส ซึ่งเป็นญาติของผม+และเคยติดคุกด้วยกัน พวกเขาเป็นพี่น้องชายที่มีชื่อเสียงดีในหมู่อัครสาวก และเป็นสาวกของพระคริสต์มานานกว่าผมอีก
8 ขอฝากความคิดถึงให้อัมพลีอาทัส พี่น้องที่รักของผมและเป็นสาวกของผู้เป็นนาย 9 ขอฝากความคิดถึงให้อูร์บานัส ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของเราในการรับใช้พระคริสต์ และฝากความคิดถึงให้สทาคิส พี่น้องที่รักของผมด้วย 10 ขอฝากความคิดถึงให้อาเป็ลเลส ซึ่งเป็นสาวกแท้คนหนึ่งของพระคริสต์ ขอฝากความคิดถึงให้อาริสโทบูลัสกับคนในบ้านเขาด้วย 11 ขอฝากความคิดถึงให้เฮโรดิโอน ญาติของผม ขอฝากความคิดถึงให้นาร์ซิสซัสกับคนในบ้านเขาซึ่งเป็นสาวกของผู้เป็นนาย 12 ขอฝากความคิดถึงให้ตรีเฟนากับตรีโฟสา พี่น้องหญิงที่ทำงานหนักเพื่อผู้เป็นนาย ขอฝากความคิดถึงให้เปอร์ซิส พี่น้องที่รักของเรา เพราะเธอทำงานหนักในการรับใช้ผู้เป็นนาย 13 ขอฝากความคิดถึงให้รูฟัส ซึ่งเป็นคนที่ผู้เป็นนายเลือกไว้ กับแม่ของเขาซึ่งเป็นเหมือนแม่ของผมด้วย 14 ขอฝากความคิดถึงให้อาสินครีทัส ฟเลโกน เฮอร์เมส ปัทโรบัส เฮอร์มาส และพี่น้องที่อยู่กับพวกเขา 15 ขอฝากความคิดถึงให้ฟีโลโลกัสกับยูเลีย เนเรอัสกับน้องสาว* โอลิมปัส และผู้บริสุทธิ์ทุกคนที่อยู่กับพวกเขาด้วย 16 ขอให้จูบทักทายกันแบบพี่น้อง ทุกประชาคมของพระคริสต์ฝากความคิดถึงให้พวกคุณ
17 พี่น้องครับ ผมขอเตือนพวกคุณให้คอยระวังคนที่สร้างความแตกแยกและเป็นต้นเหตุให้คนอื่นทิ้งความเชื่อไป พวกเขาทำสิ่งที่ขัดกับคำสอนที่พวกคุณเรียนรู้มา อย่าคบกับพวกเขา+ 18 เพราะคนพวกนั้นไม่ได้เป็นทาสของพระคริสต์ผู้เป็นนายของเรา แต่เป็นทาสความต้องการของตัวเอง* พวกเขาพูดหวาน ๆ และป้อยอเพื่อชักจูงคนซื่อ 19 ความซื่อสัตย์ของพวกคุณเป็นที่รู้กันทั่ว ผมจึงชื่นชมในตัวคุณมาก แต่ผมอยากให้พวกคุณเป็นคนฉลาดในเรื่องความดี แต่ไร้เดียงสาในเรื่องความชั่ว+ 20 อีกไม่นาน พระเจ้าผู้ให้สันติสุขจะให้อำนาจพวกคุณบดขยี้ซาตาน+ลงใต้เท้าคุณ ขอให้พวกคุณได้รับความกรุณาที่ยิ่งใหญ่จากพระเยซูผู้เป็นนายของเรา
21 ทิโมธี เพื่อนร่วมงานของผมฝากความคิดถึงให้พวกคุณ และลูสิอัส ยาโสน กับโสสิปาเทอร์ ซึ่งเป็นญาติ ๆ ของผมก็ฝากมาด้วย+
22 (ผมเทอร์ทิอัส ซึ่งกำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ให้เปาโล ขอฝากความคิดถึงให้พวกคุณที่เป็นสาวกของผู้เป็นนายด้วย)
23 กายอัส+ ซึ่งเปิดบ้านให้ผมพักและให้ประชาคมใช้เป็นที่ประชุมฝากความคิดถึงให้พวกคุณ เอรัสทัส หัวหน้าฝ่ายการคลังของเมืองนี้ฝากความคิดถึงให้พวกคุณ และควาร์ทัส ที่เป็นพี่น้องกับเขาก็ฝากมาด้วย 24 *——
25 ข่าวดีที่ผมประกาศและข่าวเรื่องพระเยซูคริสต์นั้นแสดงว่าพระเจ้าทำให้พวกคุณมั่นคงได้ ข่าวดีนี้เกี่ยวกับการเปิดเผยความลับศักดิ์สิทธิ์+ที่ถูกปิดบังมายาวนาน 26 ความลับนี้ได้รับการเปิดเผยแล้ว และคนทุกชาติได้รู้เรื่องนี้จากคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ ตามที่พระเจ้าผู้มีชีวิตตลอดไปสั่งไว้ พระองค์อยากให้คนทุกชาติมีความเชื่อและเชื่อฟังพระองค์ 27 พระเจ้าเท่านั้นที่ฉลาดรอบรู้+ ขอให้พระองค์ได้รับการยกย่องตลอดไปเพราะสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำ อาเมน
แปลตรงตัวว่า “เรา”
หรือ “คนที่ไม่ใช่ชาวกรีก”
น่าจะหมายถึงคนที่ไม่ใช่ชาวยิวซึ่งพูดภาษากรีก
ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “ไม่มีวันเน่าเปื่อย”
หรือ “ไม่มีความรักตามธรรมชาติ” “ไม่รักญาติพี่น้อง”
หรือ “เขามีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “ถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
“ในกฎหมายของโมเสสและในหนังสือของพวกผู้พยากรณ์” ในที่นี้หมายถึงพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูทั้งหมด
หรือ “แต่คนมีความถูกต้องชอบธรรมได้เพราะมีความเชื่อ”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “จะได้รับการไถ่บาปได้”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “เขาเป็นคนที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “การตอบแทนบุญคุณ”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “และเขาได้รับการอภัยบาปแล้ว”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “ที่เป็นตราประทับรับรองว่า”
หรือ “เขามีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “พวกเขาเป็นคนที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “ทำให้พวกเขามีความถูกต้องชอบธรรม”
หรืออาจแปลได้ว่า “พระองค์ทำให้สิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนเกิดขึ้น”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “สันติสุข”
หรือ “คนที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
คือ การทำผิดของอาดัม
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
คือ การกระทำที่ทำให้คนเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าได้
หรือ “พวกเขามีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “ตายจากบาปไปแล้ว”
หรือ “เป็นอิสระ”
แปลตรงตัวว่า “ตายจากบาปไปแล้ว”
แปลตรงตัวว่า “อวัยวะ”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “รูปแบบคำสอน”
แปลตรงตัวว่า “อวัยวะ”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “กฎของสามี”
แปลตรงตัวว่า “ตายจากกฎหมายของโมเสส”
แปลตรงตัวว่า “อวัยวะ”
แปลตรงตัวว่า “เราตายจากสิ่งที่ยึดเราไว้แล้ว”
แปลตรงตัวว่า “กฎหมายของโมเสสเป็นบาปหรือ?”
แปลตรงตัวว่า “อวัยวะ”
แปลตรงตัวว่า “อวัยวะ”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “ทำให้ร่างกายที่ตายได้ของคุณมีชีวิต”
เป็นคำภาษาฮีบรูหรืออาราเมอิกที่ใช้เรียกพ่ออย่างสนิทสนม และด้วยความรักความผูกพัน
น่าจะหมายถึงมนุษย์
แปลตรงตัวว่า “เป็นผลแรก”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “การวิ่ง”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
คำว่า “ผู้เป็นนาย” ในที่นี้อาจหมายถึงพระเจ้าหรือพระเยซูก็ได้
ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “ข่าวดีเกี่ยวกับสิ่งดี ๆ”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “รายงาน”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “คุยโวข่ม”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ยุคนี้” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “รับการเปลี่ยนแปลง”
แปลตรงตัวว่า “ของขวัญ”
หรือ “โน้มน้าวใจ”
หรือ “โน้มน้าวใจ”
ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “ผู้บริสุทธิ์”
ดูภาคผนวก ก5
คือ เพื่อทำให้ใจเขาอ่อนลงและคลายความแข็งกร้าว
แปลตรงตัวว่า “สวมใส่”
หรืออาจแปลได้ว่า “ข้อสงสัยของเขา”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “ทำให้คนอื่นหลงทำผิด”
หรือ “ผิด”
หรือ “ยอมรับกัน”
แปลตรงตัวว่า “คนที่เข้าสุหนัต”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “สอนกัน”
แปลตรงตัวว่า “รับใช้”
แปลตรงตัวว่า “การรับใช้”
หรือ “แบบที่ผู้บริสุทธิ์ควรต้อนรับคนอื่น”
อาจเป็นพี่หรือน้องก็ได้
หรือ “กระเพาะอาหารของตัวเอง”
ดูภาคผนวก ก3