ข่าวดีที่เขียนโดยลูกา
1 ท่านเธโอฟีลัส+ที่เคารพอย่างสูง มีหลายคนได้รวบรวมและบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งพวกเรายอมรับกันว่าเชื่อถือได้แน่นอน+ 2 และเป็นเรื่องที่พวกเราได้ยินมาจากคนที่ประกาศข่าวสารของพระเจ้า+ซึ่งเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรก+ 3 ผมเองก็ตั้งใจที่จะค้นคว้าทุกสิ่งตั้งแต่ต้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเรียบเรียงเรื่องราวอย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อเขียนส่งมาให้ท่าน 4 ท่านจะได้มั่นใจว่าเรื่องที่ท่านได้รับการสอนมานั้นเป็นความจริง+
5 ในสมัยที่เฮโรด+เป็นกษัตริย์แคว้นยูเดีย มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อเศคาริยาห์อยู่ในกลุ่มของอาบียาห์*+ เขามีภรรยาชื่อเอลีซาเบธซึ่งเป็นลูกหลานของอาโรน 6 ทั้งสองคนเชื่อฟังพระเจ้า*และรับใช้พระองค์อย่างไม่มีที่ติ พวกเขาพยายามทำตามคำสั่งและกฎหมายของพระยะโฮวา*ทุกข้อ 7 แต่พวกเขาไม่มีลูกเพราะเอลีซาเบธเป็นหมัน และทั้งคู่ก็แก่มากแล้ว
8 เมื่อถึงเวรที่กลุ่มของเศคาริยาห์ต้องทำหน้าที่ปุโรหิต+ต่อหน้าพระเจ้า 9 พวกเขาก็จับฉลากกันตามธรรมเนียมของปุโรหิตเพื่อเลือกคนที่จะถวายเครื่องหอม+ในวิหารของพระยะโฮวา*+ และเศคาริยาห์ก็ได้รับเลือก 10 พอถึงเวลาถวายเครื่องหอม ประชาชนก็มาอธิษฐานกันอยู่ด้านนอก 11 ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา*มาปรากฏตัวให้เศคาริยาห์เห็นและยืนอยู่ด้านขวาของแท่นเผาเครื่องหอม 12 เมื่อเขาเห็นอย่างนั้น ก็ตกใจกลัวมาก 13 แต่ทูตสวรรค์บอกเขาว่า “ไม่ต้องกลัว เศคาริยาห์ พระเจ้าได้ยินคำอ้อนวอนของคุณแล้ว เอลีซาเบธภรรยาของคุณจะมีลูกชาย ให้คุณตั้งชื่อลูกว่ายอห์น+ 14 คุณจะมีความสุขมาก และหลายคนจะดีใจที่เด็กคนนี้เกิดมา+ 15 เขาจะเป็นคนสำคัญในสายตาพระยะโฮวา*+ เขาต้องไม่ดื่มเหล้าองุ่นหรือของมึนเมา+ และพระเจ้าจะให้พลังบริสุทธิ์ของพระองค์กับเขาตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่+ 16 เขาจะช่วยให้คนอิสราเอลมากมายกลับมาหาพระยะโฮวา*พระเจ้าของพวกเขา+ 17 พระเจ้าจะใช้เขาให้ล่วงหน้าพระองค์ไปก่อน และให้เขามีน้ำใจและมีกำลังเหมือนเอลียาห์+ เพื่อจะทำให้หัวใจของผู้ใหญ่กลับอ่อนลงเหมือนหัวใจของเด็ก+ และทำให้คนที่ดื้อรั้นกลับมีปัญญาและทำสิ่งที่ถูกต้อง เขาจะเตรียมชนชาติหนึ่งไว้ให้พร้อมเมื่อพระยะโฮวา*มาถึง”+
18 เศคาริยาห์พูดกับทูตสวรรค์ว่า “ผมจะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง? ผมเองก็แก่ขนาดนี้แล้ว และภรรยาของผมก็อายุมากแล้วด้วย” 19 ทูตสวรรค์จึงตอบเขาว่า “ผมคือกาเบรียล+ ผมรับใช้ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ+ พระองค์ใช้ผมมาหาคุณเพื่อบอกข่าวดีนี้กับคุณ 20 แต่เพราะคุณไม่เชื่อคำพูดของผม คุณจะเป็นใบ้พูดไม่ได้จนกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้สิ่งที่ผมบอกจะเป็นจริงแน่นอน” 21 ระหว่างนั้น ประชาชนที่คอยเศคาริยาห์อยู่ข้างนอกก็สงสัยกันว่าทำไมเขาเข้าไปในวิหารนานขนาดนั้น 22 เมื่อเศคาริยาห์ออกมาก็พูดไม่ได้ ได้แต่ทำมือทำไม้บอกกับประชาชน พวกเขาจึงรู้ว่าเศคาริยาห์ได้เห็นอะไรบางอย่างที่เหนือธรรมชาติ*ในวิหาร 23 หลังจากเศคาริยาห์รับใช้ที่วิหาร*จนครบตามกำหนดแล้ว เขาก็กลับบ้าน
24 หลังจากนั้นไม่นาน เอลีซาเบธภรรยาของเศคาริยาห์ก็ตั้งท้องและเก็บตัวอยู่ในบ้าน 5 เดือน เธอพูดว่า 25 “ดูสิ พระยะโฮวา*ได้ช่วยฉันยังไง พระองค์กลับมาสนใจฉันแล้ว ฉันไม่ต้องอับอายขายหน้าคนอื่นอีกต่อไป”*+
26 เมื่อเอลีซาเบธตั้งท้องเข้าเดือนที่หก พระเจ้าส่งทูตสวรรค์กาเบรียล+มาที่เมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ ในแคว้นกาลิลี 27 เพื่อมาหาสาวบริสุทธิ์+คนหนึ่งชื่อมารีย์+ เธอหมั้นอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟซึ่งเป็นลูกหลานของดาวิด 28 ทูตสวรรค์มาหาเธอและพูดว่า “มารีย์ คุณเป็นคนที่พระยะโฮวา*ชอบมาก พระองค์อยู่กับคุณเสมอ” 29 มารีย์รู้สึกสับสนมาก เธอสงสัยว่าที่ทูตสวรรค์พูดกับเธอนั้นหมายความว่าอะไร 30 ทูตสวรรค์จึงบอกเธอว่า “ไม่ต้องกลัว มารีย์ พระเจ้าชอบคุณจริง ๆ 31 คุณจะตั้งท้องและคลอดลูกชาย+ ให้ตั้งชื่อเด็กว่าเยซู+ 32 ท่านผู้นี้จะยิ่งใหญ่+ และจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระเจ้าองค์สูงสุด+ พระยะโฮวา*พระเจ้าจะยกบัลลังก์ของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้กับท่าน+ 33 และท่านจะเป็นกษัตริย์ปกครองลูกหลานของยาโคบตลอดไป การปกครอง*ของท่านจะไม่มีวันสิ้นสุดเลย”+
34 แต่มารีย์พูดกับทูตสวรรค์ว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรคะ ในเมื่อดิฉันไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายเลย?”+ 35 ทูตสวรรค์ตอบเธอว่า “คุณจะได้รับพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า+ และฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าองค์สูงสุดจะปกคลุมคุณไว้ ดังนั้น เด็กที่เกิดมาจะได้ชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์+และเป็นลูกของพระเจ้า+ 36 รู้ไหม เอลีซาเบธญาติของคุณก็ตั้งท้องลูกชายด้วย ตอนนี้เข้าเดือนที่หกแล้ว เธอกำลังจะมีลูกทั้ง ๆ ที่อายุมากและคนก็รู้กันว่าเธอเป็นหมัน 37 พระเจ้าทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้”*+ 38 มารีย์พูดว่า “ดิฉันเป็นทาสรับใช้พระยะโฮวา* ขอให้เป็นไปตามที่ท่านพูดเถอะค่ะ” แล้วทูตสวรรค์ก็ไปจากเธอ
39 มารีย์รีบเดินทางไปเมืองหนึ่งในแถบภูเขาซึ่งอยู่ในเขตแดนของตระกูลยูดาห์ 40 พอไปถึง เธอก็เข้าไปในบ้านของเศคาริยาห์และทักทายเอลีซาเบธ 41 เมื่อเอลีซาเบธได้ยินเสียงทักทายของมารีย์ ทารกในท้องเอลีซาเบธก็ดิ้น และเธอเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า 42 เอลีซาเบธจึงพูดเสียงดังว่า “เธอได้รับพรจากพระเจ้ามากกว่าผู้หญิงคนอื่น ๆ และลูกในท้องของเธอก็ได้รับพรด้วย 43 ฉันรู้สึกเป็นเกียรติจริง ๆ ที่แม่ของนายฉันมาเยี่ยมถึงที่นี่ 44 ดูสิ พอฉันได้ยินเสียงทักทายของเธอ ลูกในท้องของฉันก็ดิ้นด้วยความดีใจ 45 เธอมีความสุขที่เชื่อเรื่องนี้ เพราะทุกสิ่งที่พระยะโฮวา*บอกกับเธอจะเกิดขึ้นจริงแน่นอน”
46 มารีย์พูดว่า “ฉันขอยกย่องพระยะโฮวา*สุดหัวใจ+ 47 ฉันปลาบปลื้มในพระเจ้าผู้ช่วยให้รอดของฉันจริง ๆ+ 48 เพราะพระองค์ให้ความสำคัญกับทาสผู้ต่ำต้อยของพระองค์ถึงขนาดนี้+ จากนี้ไป คนทุกยุคทุกสมัยจะพูดถึงฉันว่าเป็นผู้หญิงที่พระเจ้าอวยพร+ 49 เพราะพระเจ้าผู้มีฤทธิ์อำนาจได้ทำให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับฉัน และชื่อของพระองค์ก็ศักดิ์สิทธิ์+ 50 พระองค์เมตตาคนที่เกรงกลัวพระองค์ตลอดทุกยุคทุกสมัย+ 51 พระองค์ใช้พลังอำนาจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ทำให้คนเย่อหยิ่งกระจัดกระจายไป+ 52 พระองค์ปลดผู้มีอำนาจลงจากบัลลังก์+และยกฐานะคนต่ำต้อยให้สูงขึ้น+ 53 พระองค์ทำให้คนหิวได้อิ่มด้วยของดี ๆ+ แต่ให้คนร่ำรวยกลับไปตัวเปล่า 54 พระองค์มาช่วยเหลืออิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะพระองค์ไม่ลืมคำสัญญาว่าจะแสดงความเมตตา+ 55 ต่ออับราฮัมและลูกหลานของเขา+เสมอ ตามที่พระองค์บอกไว้กับบรรพบุรุษของเรา” 56 มารีย์อยู่กับเอลีซาเบธประมาณ 3 เดือนแล้วก็กลับบ้าน
57 พอถึงกำหนดคลอด เอลีซาเบธก็คลอดลูกชาย 58 เมื่อเพื่อนบ้านและญาติ ๆ ของเธอได้ข่าวว่าพระยะโฮวา*เมตตาเธอมากอย่างนี้ พวกเขาจึงมาแสดงความยินดีกับเธอ+ 59 ในวันที่แปด พวกเขามาเพื่อให้เด็กเข้าสุหนัต+ และจะตั้งชื่อเด็กว่าเศคาริยาห์ตามชื่อพ่อ 60 แต่แม่เด็กค้านว่า “ไม่ได้หรอก เขาต้องชื่อยอห์น” 61 พวกเขาก็พูดกับเธอว่า “ญาติ ๆ ของคุณไม่มีใครชื่อนี้เลยนะ” 62 แล้วพวกเขาก็ทำมือทำไม้เพื่อถามพ่อเด็กว่าอยากให้ลูกชื่ออะไร 63 เศคาริยาห์จึงขอแผ่นกระดานมาเขียนว่า “ชื่อยอห์น”+ ทุกคนก็แปลกใจ 64 ทันใดนั้น เขาก็กลับมาพูดได้เป็นปกติ+และสรรเสริญพระเจ้า 65 ทุกคนที่อยู่ในละแวกนั้นจึงกลัวกันใหญ่ และเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็เล่าลือกันไปทั่วแถบภูเขาในแคว้นยูเดีย 66 ทุกคนที่ได้ยินข่าวก็จดจำเรื่องนั้นไว้และสงสัยว่า “เด็กคนนี้เมื่อโตขึ้นจะเป็นยังไงนะ?” พวกเขาสงสัยอย่างนั้นเพราะเห็นได้ชัดว่าพระยะโฮวา*อยู่กับเด็กคนนี้เป็นพิเศษ
67 แล้วเศคาริยาห์พ่อของเด็กก็เต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า และพูดว่า 68 “ขอให้พระยะโฮวา* พระเจ้าของอิสราเอลได้รับการสรรเสริญ+ เพราะพระองค์หันมาสนใจประชาชนของพระองค์แล้วเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด+ 69 พระองค์ได้ส่งผู้ช่วยให้รอดที่มีพลังเข้มแข็ง*+มาให้พวกเรา ท่านเป็นลูกหลานของดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์+ 70 พระองค์บอกเรื่องนี้ไว้ผ่านทางผู้พยากรณ์ที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ตั้งแต่สมัยก่อน+ 71 พระองค์สัญญาว่าจะช่วยเราให้รอดจากศัตรูและจากเงื้อมมือของคนที่เกลียดชังเรา+ 72 พระองค์จะเมตตาเราตามที่บอกไว้กับบรรพบุรุษของเรา เพื่อแสดงว่าพระองค์ไม่ลืมสัญญาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ทำไว้+ 73 ตอนที่ได้สาบานไว้กับอับราฮัมบรรพบุรุษของเรา+ 74 พระองค์รับรองว่าจะช่วยเราให้พ้นจากเงื้อมมือศัตรู และโปรดให้เราได้รับใช้พระองค์*อย่างไม่ต้องหวั่นกลัว 75 เราจะได้ภักดีและเชื่อฟังพระองค์*ไปตลอดชีวิตของเรา 76 สำหรับยอห์นลูกพ่อ ลูกจะได้ชื่อว่าเป็นผู้พยากรณ์ของพระเจ้าองค์สูงสุด พระยะโฮวา*จะใช้ลูกให้ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเตรียมทางของพระองค์ไว้+ 77 และไปบอกประชาชนของพระเจ้าให้รู้ว่าพระองค์จะช่วยพวกเขาให้รอด โดยที่พระองค์จะอภัยบาปให้พวกเขา+ 78 พระองค์จะทำทั้งหมดนี้เพราะเอ็นดูสงสารพวกเขา ความสงสารนี้มาจากสวรรค์เหมือนกับแสงของวันใหม่ 79 เพื่อส่องสว่างให้คนที่อยู่ในความมืดและในเงาของความตาย+ เพื่อนำทางเราให้เดินบนเส้นทางของความสงบสุข”
80 ยอห์นเติบโตขึ้นและมีใจเข้มแข็ง เขาไปอาศัยอยู่ในที่กันดารจนถึงเวลาที่เขาออกไปประกาศให้ชาวอิสราเอลฟัง
2 ในเวลานั้น ซีซาร์ออกัสตัสออกคำสั่งให้ทุกคนทั่วอาณาจักร*ไปจดทะเบียนสำมะโนครัว 2 (ครั้งนั้นเป็นการจดทะเบียนสำมะโนครัวครั้งแรก ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยที่คีรินิอัสเป็นผู้ว่าราชการแคว้นซีเรีย) 3 ประชาชนทุกคนจึงเดินทางไปจดทะเบียนที่บ้านเกิดของตัวเอง 4 โยเซฟ+ซึ่งเป็นเชื้อสายของดาวิดก็เดินทางจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี ไปที่เมืองเบธเลเฮม+ในแคว้นยูเดีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของดาวิด 5 โยเซฟพามารีย์ไปจดทะเบียนสำมะโนครัวด้วยเพราะพวกเขาแต่งงานกันแล้ว+ ตอนนั้นมารีย์ท้องแก่มาก+ 6 เมื่อพวกเขาอยู่ที่เมืองเบธเลเฮม ก็ถึงกำหนดที่มารีย์จะคลอดลูก 7 เธอคลอดลูกชายซึ่งเป็นลูกคนแรก+ เธอเอาผ้าพันทารกไว้แล้วให้นอนในรางหญ้า+ เพราะตอนนั้นไม่มีห้องพักเหลือให้พวกเขาเข้าพักได้
8 ไม่ไกลจากที่นั่น มีคนเลี้ยงแกะอยู่ในทุ่งกำลังเฝ้าฝูงแกะตอนกลางคืน 9 ทันใดนั้น มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระยะโฮวา*มาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา แล้วรัศมีของพระยะโฮวา*ก็ส่องสว่างล้อมรอบคนเลี้ยงแกะ ทำให้พวกเขาตกใจกลัวมาก 10 แต่ทูตสวรรค์บอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องกลัว ผมมีข่าวดีมาบอก เป็นข่าวดีที่จะทำให้ทุกคนมีความสุขมาก 11 เพราะวันนี้ คนที่จะช่วยพวกคุณให้รอด+ได้มาเกิดในเมืองของดาวิดแล้ว+ ท่านเป็นพระคริสต์และเป็นนาย+ 12 เมื่อคุณไปที่นั่น คุณจะเห็นทารกที่มีผ้าพันตัวนอนอยู่ในรางหญ้า นั่นแหละคือท่านผู้นั้น” 13 ทันใดนั้น ก็มีทูตสวรรค์กลุ่มใหญ่+มาสมทบกับทูตสวรรค์องค์แรก และร่วมกันสรรเสริญพระเจ้าว่า 14 “ขอให้พระเจ้าได้รับการสรรเสริญในสวรรค์ และขอให้ประชาชนที่พระองค์ยอมรับมีความสงบสุขบนโลกนี้”
15 เมื่อทูตสวรรค์กลับไปสวรรค์แล้ว คนเลี้ยงแกะก็พูดกันว่า “รีบไปเมืองเบธเลเฮมกันเถอะ ไปดูสิ่งที่พระยะโฮวา*บอกกับเรา” 16 พวกเขาจึงรีบไป และพบมารีย์กับโยเซฟพร้อมกับทารกที่นอนอยู่ในรางหญ้า 17 พอเห็นทารก พวกเขาก็เล่าเรื่องที่ทูตสวรรค์บอกเกี่ยวกับเด็กคนนั้นให้คนที่อยู่ที่นั่นฟัง 18 เมื่อได้ยินเรื่องที่คนเลี้ยงแกะเล่าให้ฟัง ทุกคนก็รู้สึกแปลกใจ 19 แต่มารีย์จดจำคำพูดทั้งหมดไว้และคิดใคร่ครวญว่าเรื่องนั้นหมายถึงอะไร+ 20 แล้วคนเลี้ยงแกะก็กลับไป และยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เพราะพวกเขาได้ยินและได้เห็นทุกสิ่งตามที่ทูตสวรรค์บอกไว้จริง ๆ
21 พอเด็กอายุได้ 8 วันก็ถึงเวลาที่ต้องเข้าสุหนัต+ มีการตั้งชื่อเด็กนั้นว่าเยซูตามที่ทูตสวรรค์บอกมารีย์ไว้ก่อนที่จะตั้งท้อง+
22 เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องชำระตัวตามกฎหมายของโมเสส+ โยเซฟกับมารีย์ก็พาลูกไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อไถ่เด็กนั้นจากพระยะโฮวา* 23 เพราะกฎหมายของพระยะโฮวา*บอกไว้ว่า “ลูกชายคนแรกทุกคนจะต้องแยกไว้ให้เป็นของพระยะโฮวา”*+ 24 และพวกเขาถวายเครื่องบูชาตามที่บอกไว้ในกฎหมายของพระยะโฮวา*คือ “นกเขา 1 คู่หรือลูกนกพิราบ 2 ตัว”+
25 ในกรุงเยรูซาเล็ม มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อสิเมโอน เขาเป็นคนที่เชื่อฟัง*และเลื่อมใสพระเจ้า เขากำลังคอยเวลาที่พระองค์จะมาช่วยคนอิสราเอล+ และพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าชี้นำเขา 26 นอกจากนั้น พระเจ้ายังใช้พลังบริสุทธิ์เปิดเผยให้สิเมโอนรู้ว่า เขาจะไม่ตายไปก่อนจะได้เห็นพระคริสต์ที่พระยะโฮวา*ส่งมา 27 พลังของพระเจ้าก็พาสิเมโอนมาที่วิหาร ในวันเดียวกับที่โยเซฟและมารีย์พาลูกน้อยเยซูมาที่นั่นเพื่อทำตามที่กฎหมายของโมเสสกำหนดไว้*+ 28 สิเมโอนก็อุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขน แล้วสรรเสริญพระเจ้าว่า 29 “พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ผมได้เห็นเด็กคนที่พระองค์บอกไว้แล้ว ผมนอนตายตาหลับแล้ว+ 30 เพราะผมได้เห็นคนที่พระองค์จะใช้ช่วยผู้คนให้รอด+ 31 และพระองค์ส่งท่านนี้มาเพื่อคนทุกชาติจะได้เห็น+ 32 ท่านเป็นแสงสว่าง+ขับไล่ความมืดที่ปกคลุมชนชาติต่าง ๆ+ และเป็นแสงเจิดจ้าที่ส่องเหนืออิสราเอลประชาชนของพระองค์” 33 เมื่อได้ยินสิเมโอนพูดอย่างนั้น พ่อแม่ของเด็กก็แปลกใจและสงสัยว่าคำพูดของเขาหมายความว่าอะไร 34 แล้วสิเมโอนก็อวยพรเขาทั้งสอง และพูดกับมารีย์แม่ของเด็กว่า “พระเจ้าส่งเด็กคนนี้มา ท่านจะเป็นต้นเหตุให้คนอิสราเอลบางคนล้มลง+และให้บางคนลุกขึ้น+ ท่านจะตกเป็นเป้าให้คนดูถูกเหยียดหยาม+ 35 และจะทำให้รู้ว่าความคิดในใจของผู้คนเป็นอย่างไรจริง ๆ แต่คุณเองจะต้องเจ็บปวดและทุกข์ใจเหมือนมีดาบยาวแทงทะลุตัว”+
36 มีผู้พยากรณ์หญิงคนหนึ่งชื่ออันนา เป็นลูกของฟานูเอลในตระกูลอาเชอร์ เธอเคยแต่งงานและอยู่กินกับสามีได้แค่ 7 ปี ตอนนี้เธออายุมากแล้ว 37 อันนาเป็นม่ายมาจนถึงอายุ 84 ปี เธอมาที่วิหารเสมอไม่เคยขาด และรับใช้พระเจ้า*ทั้งวันทั้งคืนพร้อมทั้งอธิษฐานอ้อนวอนและถือศีลอดอาหาร 38 ตอนนั้นเธอเข้ามาหาพวกเขา ขอบคุณพระเจ้า และเล่าเรื่องเด็กคนนั้นให้กับทุกคนซึ่งกำลังรอเวลาที่พระเจ้าจะมาปลดปล่อยกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นอิสระ+
39 เมื่อโยเซฟกับมารีย์ทำทุกอย่างตามที่กฎหมายของพระยะโฮวา*กำหนดแล้ว+ พวกเขาก็กลับไปบ้านที่เมืองนาซาเร็ธ+ในแคว้นกาลิลี 40 เด็กน้อยเยซูเติบโตแข็งแรง เฉลียวฉลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นที่ชื่นชอบของพระเจ้าเสมอ+
41 พ่อแม่ของพระเยซูไปฉลองเทศกาลปัสกาที่กรุงเยรูซาเล็มเป็นประจำทุกปี+ 42 เมื่อพระเยซูอายุได้ 12 ขวบ พวกเขาพากันไปร่วมฉลองเทศกาลนั้นเหมือนที่เคยทำ+ 43 พอจบเทศกาลแล้ว พวกเขาก็เดินทางกลับ แต่พ่อแม่ไม่รู้ว่าพระเยซูยังอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม 44 พวกเขาคิดว่าท่านคงอยู่ในกลุ่มคนที่เดินทางมาด้วยกัน เมื่อผ่านไป 1 วันแล้ว พวกเขาก็เริ่มตามหาพระเยซูในกลุ่มญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง 45 แต่หาไม่เจอ พวกเขาจึงกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มและตามหาจนทั่ว 46 หลังจากตามหาอยู่ 3 วัน พวกเขาก็เจอพระเยซูอยู่ในวิหาร กำลังนั่งฟังและซักถามพวกอาจารย์อยู่ 47 ทุกคนที่ได้ยินพระเยซูพูดก็รู้สึกทึ่งจริง ๆ ที่เห็นว่าท่านเข้าใจและตอบได้ดีมาก+ 48 เมื่อพ่อแม่เห็นพระเยซูก็แปลกใจมาก แม่จึงพูดกับท่านว่า “ลูก ทำไมถึงทำกับพ่อแม่อย่างนี้ล่ะ? พ่อกับแม่เป็นห่วงแทบแย่ เที่ยวตามหาลูกไปทั่วเลย” 49 พระเยซูตอบว่า “ทำไมต้องตามหาผมด้วยครับ? ไม่รู้หรือครับว่าผมจะต้องอยู่ในบ้านพ่อของผม?”+ 50 แต่โยเซฟกับมารีย์ไม่เข้าใจว่าท่านพูดเรื่องอะไร
51 แล้วพระเยซูก็กลับไปเมืองนาซาเร็ธกับพ่อแม่ และเชื่อฟัง*พวกเขาเสมอ+ ส่วนมารีย์ก็เก็บเรื่องทั้งหมดนี้ไว้ในใจ+ 52 พระเยซูเติบโตและเฉลียวฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ ท่านเป็นที่ชื่นชอบของพระเจ้าและของคนทั่วไปมากขึ้นทุกที
3 ในปีที่ 15 ที่ซีซาร์ทิเบริอัสปกครอง ปอนทิอัสปีลาตเป็นผู้ว่าราชการแคว้นยูเดีย เฮโรด*+เป็นผู้ปกครองแคว้นกาลิลี ฟีลิปพี่ชายของเฮโรดเป็นผู้ปกครองแคว้นอิทูเรียกับตราโคนิติส ลีซาเนียสเป็นผู้ปกครองแคว้นอาบีเลน 2 อันนาสเป็นปุโรหิตใหญ่ และเคยาฟาส+เป็นมหาปุโรหิต ในปีนั้นเอง พระเจ้าส่งข่าวให้ยอห์น+ลูกของเศคาริยาห์ตอนเขาอยู่ในที่กันดาร+
3 ยอห์นจึงไปทั่วบริเวณรอบ ๆ แม่น้ำจอร์แดนและประกาศให้ผู้คนรับบัพติศมาเพื่อแสดงการกลับใจ แล้วพระเจ้าจะให้อภัยบาปของพวกเขา+ 4 เรื่องนี้เป็นไปตามที่เขียนไว้ในหนังสือของผู้พยากรณ์อิสยาห์ที่ว่า “มีคนหนึ่งส่งเสียงร้องอยู่ในที่กันดารว่า ‘ให้เตรียมทางไว้สำหรับพระยะโฮวา* และทำทางของพระองค์ให้ตรง+ 5 หุบเขาทุกแห่งต้องถมให้เต็ม ภูเขาและเนินเขาทุกลูกต้องทำให้ราบ ทางคดเคี้ยวต้องทำให้ตรง และที่ขรุขระต้องปรับให้เรียบ 6 มนุษย์ทุกคนจะได้เห็นการช่วยให้รอดจากพระเจ้า’”+
7 ยอห์นพูดกับประชาชนที่มาขอรับบัพติศมาว่า “พวกชาติงูร้าย ใครบอกล่ะว่าพวกคุณจะหนีพ้นการลงโทษของพระเจ้าได้?+ 8 ทำให้เห็นสิว่าคุณกลับใจจริง ๆ* อย่าคิดว่า ‘พวกเราเป็นถึงลูกหลานอับราฮัม’ เพราะผมจะบอกให้ว่า พระเจ้าจะให้อับราฮัมมีลูกหลานจากก้อนหินพวกนี้ก็ยังได้ 9 ตอนนี้ขวานก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว ต้นไม้ทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องถูกโค่นและเอาไปโยนทิ้งในกองไฟ”+
10 ประชาชนจึงถามยอห์นว่า “ถ้าอย่างนั้น พวกเราต้องทำยังไง?” 11 ยอห์นตอบพวกเขาว่า “ให้คนที่มีเสื้อ 2 ตัวแบ่งให้คนที่ไม่มี และคนที่มีอาหารก็แบ่งให้คนอื่น”+ 12 แม้แต่คนเก็บภาษีก็มาขอรับบัพติศมาด้วย+ พวกเขาถามว่า “อาจารย์ครับ พวกเราต้องทำยังไง?” 13 ยอห์นตอบว่า “อย่าเก็บภาษีเกินอัตรา”+ 14 พวกทหารก็มาถามเหมือนกันว่า “แล้วพวกเราล่ะ ต้องทำยังไง?” ยอห์นตอบว่า “อย่ารีดไถ*หรือใส่ความใคร+ แต่ให้พอใจกับค่าจ้างที่ได้รับ”
15 ตอนนั้น ผู้คนกำลังรอคอยพระคริสต์อยู่ และสงสัยเกี่ยวกับยอห์นว่า “เขาจะใช่พระคริสต์ไหมนะ?”+ 16 แต่ยอห์นตอบพวกเขาว่า “ผมให้บัพติศมาพวกคุณด้วยน้ำ แต่มีคนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าผมกำลังจะมา ผมเองไม่สมควรจะแก้สายรัดรองเท้าให้เขาด้วยซ้ำ+ เขาจะให้บัพติศมาพวกคุณด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าและด้วยไฟ*+ 17 เขาถือพลั่วไว้แล้ว พร้อมที่จะฝัดแยกแกลบ เขาจะเก็บกวาดลานนวดข้าวของเขาให้เกลี้ยง และรวบรวมข้าวสาลีไว้ในยุ้งฉาง ส่วนแกลบนั้นเขาจะเผาด้วยไฟที่ไม่มีวันดับ”
18 ยอห์นยังให้คำแนะนำตักเตือนอีกหลายอย่างและประกาศข่าวดีให้ประชาชนฟังต่อไป 19 เขาตำหนิเฮโรดผู้ปกครองแคว้นเรื่องเฮโรเดียสที่เคยเป็นภรรยาของพี่ชาย และเรื่องชั่วร้ายอื่น ๆ ที่เฮโรดได้ทำ 20 เมื่อโดนว่าอย่างนั้น เฮโรดก็ทำชั่วเพิ่มขึ้นอีกโดยจับยอห์นไปขังไว้ในคุก+
21 ในช่วงที่ผู้คนกำลังมารับบัพติศมา พระเยซูก็มารับบัพติศมาด้วย+ และตอนที่ท่านอธิษฐานอยู่ ท้องฟ้าก็เปิดออก+ 22 แล้วพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้ารูปร่างเหมือนนกเขาก็ลงมาบนท่าน และมีเสียงพูดจากฟ้าว่า “ลูกรักของพ่อ พ่อพอใจในตัวลูกมาก”+
23 พระเยซู+เริ่มงานประกาศเมื่ออายุได้ 30 ปี+ คนทั่วไปเข้าใจกันว่า พระเยซูเป็นลูกของโยเซฟ+
โยเซฟเป็นลูกของเฮลี
24 เฮลีเป็นลูกของมัทธัต
มัทธัตเป็นลูกของเลวี
เลวีเป็นลูกของเมลคี
เมลคีเป็นลูกของยันนาย
ยันนายเป็นลูกของโยเซฟ
25 โยเซฟเป็นลูกของมัทธาธีอัส
มัทธาธีอัสเป็นลูกของอาโมส
อาโมสเป็นลูกของนาฮูม
นาฮูมเป็นลูกของเอสลี
เอสลีเป็นลูกของนักกาย
26 นักกายเป็นลูกของมาอาท
มาอาทเป็นลูกของมัทธาธีอัส
มัทธาธีอัสเป็นลูกของเสเมอิน
เสเมอินเป็นลูกของโยเสค
โยเสคเป็นลูกของโยดา
27 โยดาเป็นลูกของโยอานัน
โยอานันเป็นลูกของเรซา
เรซาเป็นลูกของเศรุบบาเบล+
เศรุบบาเบลเป็นลูกของเชอัลทิเอล+
เชอัลทิเอลเป็นลูกของเนรี
28 เนรีเป็นลูกของเมลคี
เมลคีเป็นลูกของอัดดี
อัดดีเป็นลูกของโคสัม
โคสัมเป็นลูกของเอลมาดัม
เอลมาดัมเป็นลูกของเอร์
29 เอร์เป็นลูกของเยซู
เยซูเป็นลูกของเอลีเอเซอร์
เอลีเอเซอร์เป็นลูกของโยริม
โยริมเป็นลูกของมัทธัต
มัทธัตเป็นลูกของเลวี
30 เลวีเป็นลูกของซีเมโอน
ซีเมโอนเป็นลูกของยูดาส
ยูดาสเป็นลูกของโยเซฟ
โยเซฟเป็นลูกของโยนาม
โยนามเป็นลูกของเอลียาคิม
31 เอลียาคิมเป็นลูกของเมเลอา
เมเลอาเป็นลูกของเมนนา
เมนนาเป็นลูกของมัทตะธา
มัทตะธาเป็นลูกของนาธัน+
นาธันเป็นลูกของดาวิด+
เจสซีเป็นลูกของโอเบด+
โอเบดเป็นลูกของโบอาส+
โบอาสเป็นลูกของสัลโมน+
สัลโมนเป็นลูกของนาโชน+
33 นาโชนเป็นลูกของอัมมีนาดับ
อัมมีนาดับเป็นลูกของอาร์นี*
อาร์นีเป็นลูกของเฮสโรน
เฮสโรนเป็นลูกของเปเรศ+
เปเรศเป็นลูกของยูดาห์+
ยาโคบเป็นลูกของอิสอัค+
อิสอัคเป็นลูกของอับราฮัม+
อับราฮัมเป็นลูกของเทราห์+
เทราห์เป็นลูกของนาโฮร์+
เสรุกเป็นลูกของเรอู+
เรอูเป็นลูกของเปเลก+
เปเลกเป็นลูกของเอเบอร์+
เอเบอร์เป็นลูกของเชลาห์+
36 เชลาห์เป็นลูกของไคนาน
ไคนานเป็นลูกของอาร์ปัคชาด+
อาร์ปัคชาดเป็นลูกของเชม+
เชมเป็นลูกของโนอาห์+
โนอาห์เป็นลูกของลาเมค+
37 ลาเมคเป็นลูกของเมธูเสลาห์+
เมธูเสลาห์เป็นลูกของเอโนค+
เอโนคเป็นลูกของยาเรด
ยาเรดเป็นลูกของมาหะลาเลเอล+
มาหะลาเลเอลเป็นลูกของไคนาน+
เอโนชเป็นลูกของเสท+
เสทเป็นลูกของอาดัม+
อาดัมเป็นลูกของพระเจ้า
4 ตอนนั้น พระเยซูเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า ท่านออกจากบริเวณแม่น้ำจอร์แดน และพลังนั้นพาท่านไปอยู่ในที่กันดาร+ 2 เป็นเวลา 40 วัน หลังจากนั้น มารก็มาล่อใจพระเยซู+ ท่านหิวมากเพราะไม่ได้กินอะไรเลยตลอด 40 วัน 3 มารบอกพระเยซูว่า “ถ้าคุณเป็นลูกของพระเจ้าจริง ๆ ก็เสกหินก้อนนี้ให้กลายเป็นขนมปังสิ” 4 แต่พระเยซูบอกว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่ด้วยอาหาร*เท่านั้น’”+
5 แล้วมารพาพระเยซูขึ้นไปบนที่สูง มันให้ท่านเห็นประเทศทั้งหมดในโลกแวบหนึ่ง+ 6 แล้วมารก็พูดว่า “ผมจะยกอำนาจและความยิ่งใหญ่ทั้งหมดนี้ให้คุณ มันเป็นของผม+และผมอยากจะยกให้ใครก็ได้ 7 ถ้าคุณก้มกราบผมครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนี้จะเป็นของคุณ” 8 แต่พระเยซูบอกมารว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘คุณต้องนมัสการพระยะโฮวา*พระเจ้าของคุณ และรับใช้พระองค์ผู้เดียว’”*+
9 แล้วมารก็พาพระเยซูเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มและให้ยืนบนกำแพงด้านที่สูงที่สุดของวิหาร แล้วท้าพระเยซูว่า “ถ้าคุณเป็นลูกของพระเจ้าจริง ๆ ก็กระโดดลงไปเลย+ 10 เพราะพระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘พระองค์จะสั่งพวกทูตสวรรค์ของพระองค์ให้คุ้มครองและปกป้องคุณ’ 11 และ ‘ทูตสวรรค์จะเอามือรับคุณไว้ เพื่อไม่ให้เท้าคุณกระทบหิน’”+ 12 พระเยซูบอกมารว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘อย่าลองดีกับพระยะโฮวา*พระเจ้าของคุณ’”+ 13 เมื่อมารล่อใจพระเยซูเสร็จแล้วก็จากไป และรอจนกว่าจะมีโอกาสอีก+
14 พระเยซูกลับมาที่แคว้นกาลิลี+และพลังของพระเจ้าอยู่กับท่าน ชื่อเสียงของท่านก็เลื่องลือไปทั่วแถบนั้น 15 พระเยซูเริ่มสอนในที่ประชุมของชาวยิว และทุกคนก็ยกย่องท่าน
16 พระเยซูไปที่เมืองนาซาเร็ธ+ซึ่งเป็นเมืองที่ท่านเติบโตมา ท่านเข้าไปในที่ประชุมของชาวยิวในวันสะบาโตเหมือนที่เคยทำเสมอ+ แล้วยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระคัมภีร์ 17 มีคนส่งม้วนหนังสือของผู้พยากรณ์อิสยาห์ให้ ท่านก็คลี่ม้วนหนังสือนั้นไปตรงข้อความที่เขียนว่า 18 “พระยะโฮวา*ให้พลังของพระองค์กับผม พระองค์แต่งตั้งผมให้ประกาศข่าวดีกับคนจน ให้ประกาศเรื่องการปลดปล่อยกับพวกเชลย ให้บอกคนตาบอดว่าเขาจะมองเห็น ให้ปลดปล่อยคนที่ถูกกดขี่+ 19 และให้ประกาศว่าถึงเวลาได้รับพรจากพระยะโฮวา*แล้ว”+ 20 พออ่านจบ พระเยซูก็ม้วนหนังสือนั้นส่งคืนให้เจ้าหน้าที่แล้วนั่งลง และทุกคนในที่ประชุมก็จ้องมองท่านเป็นตาเดียว 21 ท่านจึงพูดกับพวกเขาว่า “วันนี้ เรื่องที่ผมอ่านจากพระคัมภีร์ข้อนี้ก็เป็นจริงแล้ว”+
22 ทุกคนเอ่ยปากชมพระเยซูและทึ่งกับการสอนที่น่าฟังของท่าน+ พวกเขาพูดกันว่า “นี่ลูกโยเซฟไม่ใช่หรือ?”+ 23 ท่านจึงบอกพวกเขาว่า “พวกคุณคงคิดจะยกภาษิตข้อที่บอกว่า ‘เป็นหมอก็ต้องรักษาตัวเอง’ และพูดกับผมว่า ‘พวกเราได้ยินว่าคุณทำอะไรมากมายในเมืองคาเปอร์นาอุม+ ทำอย่างนั้นในถิ่นของตัวเองด้วยสิ’” 24 พระเยซูพูดต่อไปว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า ไม่มีผู้พยากรณ์คนไหนเป็นที่ยอมรับในถิ่นของตัวเองหรอก+ 25 ดูอย่างสมัยของเอลียาห์สิ ตอนที่ฝนไม่ตก 3 ปีครึ่งและเกิดการขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่ ตอนนั้นมีแม่ม่ายหลายคนในอิสราเอล+ 26 แต่พระเจ้าไม่ได้ใช้เอลียาห์ไปหาแม่ม่ายพวกนั้นเลย แต่กลับให้เขาไปหาแม่ม่ายคนหนึ่งที่เมืองศาเรฟัทในเขตไซดอน+ 27 และในสมัยของผู้พยากรณ์เอลีชา มีคนโรคเรื้อนหลายคนในอิสราเอล แต่ไม่มีใครได้รับการรักษานอกจากนาอามานชาวซีเรียเท่านั้น”+ 28 เมื่อคนในที่ประชุมได้ยินอย่างนั้นก็โกรธแค้นมาก+ 29 พวกเขาจึงลุกฮือขึ้น ดันตัวพระเยซูออกไปนอกเมือง ไปที่หน้าผาบนเขาที่เมืองนั้นตั้งอยู่เพื่อจะผลักท่านให้ตกเขา 30 แต่ท่านเดินฝ่าวงล้อมออกไปแล้วเดินทางต่อ+
31 พระเยซูไปที่เมืองคาเปอร์นาอุมในแคว้นกาลิลี และสอนประชาชนในวันสะบาโต+ 32 คนที่ได้ฟังก็รู้สึกทึ่งกับวิธีสอนของพระเยซู+ เพราะท่านสอนแบบคนที่ได้รับอำนาจจากพระเจ้า 33 ในที่ประชุมนั้น มีผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกปีศาจร้ายสิงอยู่ เขาตะโกนเสียงดังว่า+ 34 “เยซูชาวนาซาเร็ธ+ มายุ่งกับพวกเราทำไม? จะมาทำลายพวกเราหรือไง? เรารู้นะว่าท่านเป็นใคร ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า”+ 35 แต่พระเยซูห้ามมันว่า “เงียบ! ออกไปจากเขาเดี๋ยวนี้” ปีศาจก็ทำให้คนนั้นล้มลงกลางฝูงชนแล้วออกไปจากเขาโดยไม่ได้ทำอันตราย 36 ทุกคนประหลาดใจและพูดกันว่า “อะไรกันนี่? คำพูดของเขามีพลังอำนาจถึงขนาดสั่งปีศาจร้ายให้ออกมาได้เลยหรือ?” 37 เรื่องของพระเยซูก็เล่าลือไปทั่วแถบนั้น
38 เมื่อพระเยซูออกจากที่ประชุมของชาวยิวแล้ว ก็เข้าไปในบ้านของซีโมน ตอนนั้นแม่ยายของซีโมนป่วยมีไข้สูง พวกเขาจึงขอให้ท่านช่วยเธอ+ 39 ท่านมายืนข้าง ๆ เธอแล้วรักษาเธอให้หายไข้ เธอก็ลุกขึ้นทันทีและรับใช้พวกเขา
40 เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้จะตก ผู้คนพาคนที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ มาหาพระเยซู และท่านก็วางมือรักษาพวกเขาทุกคน+ 41 ท่านขับไล่ปีศาจออกจากหลายคนด้วย พวกมันร้องว่า “ท่านเป็นลูกของพระเจ้า”+ แต่พระเยซูห้ามไม่ให้ปีศาจพูด+ เพราะพวกมันรู้ว่าท่านเป็นพระคริสต์+
42 ตอนรุ่งเช้า พระเยซูออกไปในที่ห่างไกลผู้คน+ แต่คนมากมายก็ตามหาท่านจนเจอ พวกเขาพยายามรั้งท่านไว้ไม่ให้ไปจากพวกเขา 43 แต่ท่านบอกพวกเขาว่า “ผมต้องประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้าที่เมืองอื่นด้วย เพราะพระเจ้าส่งผมมาเพื่อทำงานนี้”+ 44 แล้วท่านก็ไปประกาศตามที่ประชุมของชาวยิวในแคว้นยูเดีย
5 วันหนึ่ง เมื่อพระเยซูยืนอยู่ริมทะเลสาบเยนเนซาเรท*+ มีคนมากมายเบียดเสียดท่านเพื่อฟังคำสอนของพระเจ้า 2 พอท่านเห็นเรือ 2 ลำจอดอยู่ริมทะเลสาบและชาวประมงขึ้นจากเรือเพื่อซักอวน+ 3 ท่านก็ลงเรือลำหนึ่งที่เป็นของซีโมน และขอให้เขาเอาเรือออกจากฝั่งเล็กน้อย ท่านนั่งลงและเริ่มสอนประชาชนจากบนเรือ 4 พอสอนเสร็จ พระเยซูก็บอกซีโมนว่า “เอาเรือออกไปตรงที่น้ำลึกหน่อย แล้วหย่อนอวนลงจับปลา” 5 แต่ซีโมนบอกว่า “อาจารย์ครับ พวกเราเหนื่อยมาทั้งคืนแต่ไม่ได้ปลาเลย+ แต่ผมจะลองหย่อนอวนอีกทีตามที่ท่านบอกก็ได้” 6 พอพวกเขาหย่อนอวนลง ก็จับปลาได้มากมายจนอวนเริ่มจะขาด+ 7 พวกเขาจึงโบกมือเรียกเพื่อน ๆ ในเรืออีกลำให้มาช่วย แล้วพวกเขาก็ได้ปลาเต็มเรือทั้งสองลำจนเรือแทบจะจม 8 เมื่อซีโมนเปโตรเห็นอย่างนี้ก็ทรุดลงกราบที่เข่าของพระเยซูและพูดว่า “นายครับ อย่าอยู่ใกล้ผมเลย ผมเป็นคนบาป” 9 ที่พูดอย่างนั้นเพราะตัวเขากับเพื่อน ๆ ตกตะลึงที่จับปลาได้มากขนาดนั้น 10 ยากอบกับยอห์น ลูกของเศเบดี+ที่เป็นหุ้นส่วนกับซีโมนก็ตกตะลึงเหมือนกัน แต่พระเยซูบอกซีโมนว่า “ไม่ต้องกลัว ต่อไปนี้คุณจะไปหาคนแทนที่จะหาปลา”+ 11 พอเอาเรือกลับเข้าฝั่งแล้ว พวกเขาก็ทิ้งทุกอย่างและตามท่านไป+
12 ต่อมา ตอนที่พระเยซูอยู่ในเมืองหนึ่ง ที่นั่นมีผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นโรคเรื้อนทั่วทั้งตัว พอเห็นพระเยซู เขาก็เข้ามาหมอบลงและขอร้องว่า “นายท่าน เพียงแค่ท่านอยากช่วย ท่านก็จะรักษาผมได้”*+ 13 พระเยซูก็ยื่นมือสัมผัสตัวเขาและพูดว่า “ผมอยากช่วย หายโรคเถอะ” แล้วเขาก็หายจากโรคเรื้อนทันที+ 14 ท่านสั่งเขาไม่ให้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังแต่บอกเขาว่า “ไปให้ปุโรหิตตรวจดู แล้วถวายสิ่งของตามที่กฎหมายของโมเสสสั่งไว้สำหรับคนที่หายจากโรคเรื้อน+ พวกเขาจะได้เห็นหลักฐาน”+ 15 ถึงแม้พระเยซูสั่งเขาไม่ให้พูด แต่ข่าวเกี่ยวกับท่านยิ่งเลื่องลือไป ทำให้คนมากมายพากันมาฟังท่านและมาให้ท่านรักษาโรค+ 16 แต่ท่านมักจะหาเวลาปลีกตัวไปในที่ห่างไกลผู้คนเพื่ออธิษฐาน
17 วันหนึ่ง ตอนที่พระเยซูสอนอยู่ มีพวกฟาริสีกับครูสอนกฎหมายของโมเสสจากทุกหมู่บ้านในแคว้นกาลิลี แคว้นยูเดีย และกรุงเยรูซาเล็มมานั่งอยู่ที่นั่นด้วย และพระเยซูรักษาโรคต่าง ๆ ด้วยพลังของพระยะโฮวา*+ 18 มีคนหามผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นอัมพาตนอนอยู่บนเปลมา พวกเขาพยายามพาคนนั้นเข้าไปในบ้านเพื่อวางไว้ตรงหน้าพระเยซู+ 19 เมื่อหาทางเข้าไปไม่ได้เพราะคนแน่นมาก พวกเขาจึงปีนขึ้นหลังคา รื้อหลังคาออกเป็นช่อง แล้วหย่อนเปลที่คนเป็นอัมพาตนอนอยู่ลงมากลางฝูงชนตรงหน้าพระเยซู 20 เมื่อพระเยซูเห็นความเชื่อของพวกเขา ท่านก็บอกคนที่เป็นอัมพาตว่า “บาปของคุณได้รับการอภัยแล้ว”+ 21 พวกครูสอนศาสนากับพวกฟาริสีจึงคิดกันว่า “คนนี้เป็นใครถึงมาพูดจาดูหมิ่นพระเจ้าอย่างนี้? มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่อภัยบาปได้”+ 22 แต่พระเยซูรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ จึงพูดกับพวกเขาว่า “ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ? 23 ที่จะพูดว่า ‘บาปของคุณได้รับการอภัยแล้ว’ กับพูดว่า ‘ลุกขึ้น เดินไปเถอะ’ อย่างไหนจะง่ายกว่ากัน? 24 แต่ผมจะทำให้พวกคุณรู้ว่า ‘ลูกมนุษย์’ มีอำนาจจะให้อภัยบาปในโลกนี้ได้จริง” แล้วพระเยซูก็พูดกับคนที่เป็นอัมพาตว่า “ผมขอบอกให้คุณลุกขึ้น แล้วแบกเปลกลับบ้านไปเถอะ”+ 25 เขาก็ลุกขึ้นต่อหน้าทุกคน ยกเปลเดินกลับบ้าน และสรรเสริญพระเจ้า 26 ทุกคนก็ประหลาดใจมากและพากันสรรเสริญพระเจ้า พวกเขารู้สึกทึ่งและพูดกันว่า “วันนี้เราได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์จริง ๆ”
27 ต่อมา เมื่อพระเยซูออกจากที่นั่นและเดินต่อไปอีกหน่อย ก็เห็นคนเก็บภาษีชื่อเลวีนั่งอยู่ที่ด่านเก็บภาษี ท่านบอกเขาว่า “ตามผมมาสิ”+ 28 เลวีก็ยอมทิ้งทุกอย่าง และลุกขึ้นตามท่านไป 29 แล้วเลวีก็จัดงานเลี้ยงใหญ่ต้อนรับพระเยซูที่บ้านของเขา มีคนเก็บภาษีหลายคนและคนอื่น ๆ มาร่วมงานด้วย+ 30 เมื่อพวกฟาริสีและครูสอนศาสนาที่เป็นฟาริสีเห็นอย่างนั้นก็บ่นต่อว่าสาวกของพระเยซูว่า “ทำไมพวกคุณถึงกินดื่มกับพวกคนเก็บภาษีและคนบาปล่ะ?”+ 31 พอพระเยซูได้ยินอย่างนั้นก็บอกพวกเขาว่า “คนที่สบายดีไม่ต้องไปหาหมอ แต่คนป่วยต้องให้หมอรักษา+ 32 ที่ผมมา ไม่ได้มาเพื่อช่วยคนดี แต่มาช่วยคนบาปให้กลับใจ”+
33 บางคนมาพูดกับพระเยซูว่า “สาวกของยอห์นถือศีลอดอาหารและอธิษฐานบ่อย ๆ ลูกศิษย์ของพวกฟาริสีก็เหมือนกัน แต่สาวกของท่านกลับทั้งกินทั้งดื่ม”+ 34 พระเยซูบอกพวกเขาว่า “ตอนที่เจ้าบ่าวยังอยู่ จะให้เพื่อนเจ้าบ่าวถือศีลอดอาหารได้อย่างไร? 35 แต่เมื่อเจ้าบ่าว+ไปจากพวกเขา ตอนนั้นแหละที่พวกเขาจะถือศีลอดอาหาร”+
36 พระเยซูยังยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พวกเขาฟังด้วยว่า “ไม่มีใครตัดผ้าจากเสื้อใหม่มาปะเสื้อเก่า ถ้าทำอย่างนั้น ผ้าใหม่ชิ้นนั้นจะดึงรอยปะให้ขาด แถมยังไม่เข้ากันกับเสื้อเก่าด้วย+ 37 และไม่มีใครเอาเหล้าองุ่นใหม่ใส่ถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้น เหล้าองุ่นจะทำให้ถุงหนังแตก เหล้าองุ่นจะรั่ว และถุงหนังก็เสีย 38 เหล้าองุ่นใหม่ก็ต้องใส่ในถุงหนังใหม่ 39 คนที่เคยดื่มเหล้าองุ่นเก่าจะไม่อยากดื่มเหล้าองุ่นใหม่ เพราะเขาบอกว่า ‘เหล้าองุ่นเก่ามีรสชาติถูกปากดี’”
6 วันสะบาโตวันหนึ่ง พระเยซูเดินผ่านนาข้าว สาวกของท่านก็ใช้มือเด็ดรวงข้าว+มาบดกิน+ 2 พอฟาริสีบางคนเห็นเข้าก็พูดว่า “ทำไมพวกคุณทำผิดกฎวันสะบาโต?”+ 3 แต่พระเยซูตอบพวกเขาว่า “พวกคุณไม่เคยอ่านหรือว่า ดาวิดทำอะไรเมื่อเขากับคนของเขาหิว?+ 4 ดาวิดเข้าไปขอขนมปังที่ตั้งถวายในวิหารของพระเจ้า* แล้วเอามาแบ่งกันกินกับคนของเขา จริง ๆ แล้ว ที่พวกเขากินขนมปังนั้นก็ผิดกฎหมาย เพราะปุโรหิตเท่านั้นที่มีสิทธิ์กินได้”+ 5 แล้วพระเยซูก็พูดกับพวกเขาว่า “‘ลูกมนุษย์’ เป็นเจ้าเหนือวันสะบาโต”+
6 วันสะบาโตอีกวันหนึ่ง+ พระเยซูเข้าไปสอนในที่ประชุมของชาวยิว มีผู้ชายคนหนึ่งที่มือขวาลีบอยู่ที่นั่นด้วย+ 7 พวกครูสอนศาสนากับพวกฟาริสีคอยจ้องจับผิดพระเยซูว่าจะรักษาโรคในวันสะบาโตไหม 8 แต่ท่านรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่+ จึงพูดกับคนมือลีบว่า “ลุกขึ้นมายืนข้างหน้านี้หน่อย” เขาก็ลุกขึ้นยืน 9 แล้วพระเยซูพูดกับพวกนั้นว่า “ขอถามหน่อย ตามกฎวันสะบาโต ควรทำดีหรือทำชั่ว ควรช่วยชีวิตหรือทำลายชีวิต?”+ 10 พระเยซูกวาดสายตามองผู้คนที่อยู่รอบ ๆ แล้วพูดกับผู้ชายมือลีบว่า “เหยียดมือออกมาสิ” เขาก็เหยียดมือออก และมือที่ลีบก็หายเป็นปกติ 11 พวกครูสอนศาสนากับพวกฟาริสีโกรธแค้นมากและปรึกษากันว่าจะจัดการกับพระเยซูอย่างไร
12 วันหนึ่ง พระเยซูไปที่ภูเขาเพื่ออธิษฐาน+ และท่านอธิษฐานถึงพระเจ้าทั้งคืน+ 13 พอรุ่งเช้า ท่านเรียกสาวกมาหาและเลือกออกมา 12 คน แล้วเรียกคนกลุ่มนี้ว่าอัครสาวก+ 14 พวกเขามีชื่อดังนี้ ซีโมนที่พระเยซูตั้งชื่อให้ว่าเปโตร กับอันดรูว์ สองคนนี้เป็นพี่น้องกัน แล้วก็มียากอบ ยอห์น ฟีลิป+ บาร์โธโลมิว 15 มัทธิว โธมัส+ ยากอบลูกของอัลเฟอัส ซีโมนที่มีฉายาว่า “คนกระตือรือร้น” 16 ยูดาสลูกของยากอบ และยูดาสอิสคาริโอทที่ต่อมากลายเป็นคนทรยศ
17 พระเยซูกับพวกเขาลงมาจากภูเขา เมื่อมาถึงที่ราบแห่งหนึ่งก็ได้พบสาวกของท่านกลุ่มใหญ่กับประชาชนมากมายที่มาจากทั่วแคว้นยูเดีย กรุงเยรูซาเล็ม และแถบชายฝั่งทะเลในเขตเมืองไทระกับเมืองไซดอน พวกเขาเดินทางมาเพื่อฟังพระเยซูและให้ท่านรักษาโรค 18 แม้แต่คนที่ทนทุกข์เพราะถูกปีศาจสิงก็ได้รับการรักษาด้วย 19 ทุกคนพยายามแตะพระเยซู เพราะมีพลังออกจากตัวท่าน+ ที่ทำให้ทุกคนหายโรคได้
20 พระเยซูเงยหน้ามองดูสาวกและพูดว่า
“พวกคุณที่ยากจนก็มีความสุข เพราะรัฐบาล*ของพระเจ้าเป็นของคุณ+
21 “พวกคุณที่หิวอยู่ตอนนี้ก็มีความสุข เพราะคุณจะได้อิ่ม+
“พวกคุณที่ร้องไห้อยู่ตอนนี้ก็มีความสุข เพราะคุณจะได้หัวเราะ+
22 “เมื่อมีคนเกลียดคุณ+ เลิกคบกับคุณ+ ด่าว่าคุณ และตราหน้าคุณว่าเป็นคนชั่วเพราะคุณติดตาม ‘ลูกมนุษย์’ คุณก็มีความสุข 23 เมื่อเจออย่างนั้นก็ให้ดีใจเถอะ เพราะคุณจะได้รางวัลที่มีค่ามากในสวรรค์ อย่าลืมว่า เมื่อก่อนบรรพบุรุษของพวกนั้นก็ทำแบบนี้กับพวกผู้พยากรณ์เหมือนกัน+
24 “แต่พวกคุณที่เป็นคนรวยก็น่าสงสาร+ เพราะคุณมีพร้อมทุกอย่างแล้ว+
25 “พวกคุณที่อิ่มอยู่ตอนนี้ก็น่าสงสาร เพราะคุณจะต้องหิว
“พวกคุณที่หัวเราะอยู่ตอนนี้ก็น่าสงสาร เพราะคุณจะต้องทุกข์ใจและร้องไห้+
26 “เมื่อทุกคนยกย่องพวกคุณ+ พวกคุณก็น่าสงสาร เพราะบรรพบุรุษของพวกเขาก็ยกย่องพวกผู้พยากรณ์เท็จอย่างนั้นเหมือนกัน
27 “ผมจะบอกพวกคุณที่ฟังอยู่ว่า ให้รักศัตรูของคุณ ทำดีกับคนที่เกลียดคุณ+ 28 อวยพรคนที่แช่งด่าคุณ และอธิษฐานเผื่อคนที่พูดจาดูถูกคุณ+ 29 ถ้าใครตบแก้มคุณข้างหนึ่ง ก็หันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย และถ้าใครเอาเสื้อตัวนอกของคุณไป ก็อย่าหวงเสื้อตัวในไว้+ 30 ถ้าใครขออะไรจากคุณก็ให้เขาไป+ และถ้าใครเอาของของคุณไปก็อย่าทวงคืน
31 “ให้คุณทำกับคนอื่นเหมือนที่อยากให้คนอื่นทำกับคุณ+
32 “ถ้าคุณรักคนที่รักคุณ คุณจะพิเศษกว่าคนอื่นตรงไหน? พวกคนบาปก็รักคนที่รักเขาเหมือนกัน+ 33 และถ้าคุณทำดีกับคนที่ทำดีกับคุณ คุณจะพิเศษกว่าคนอื่นตรงไหน? พวกคนบาปก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน 34 ถ้าคุณให้คนอื่นยืม*เพราะคิดว่าจะได้คืน คุณจะพิเศษกว่าคนอื่นตรงไหน?+ แม้แต่คนบาปก็ให้คนบาปยืมเพราะคิดว่าจะได้คืนเหมือนกัน 35 แต่ให้คุณรักศัตรู ทำดีกับคนอื่น และให้ยืมโดยไม่หวังจะได้คืน+ แล้วคุณจะได้รางวัลที่มีค่ามาก คุณจะเป็นลูกของพระเจ้าองค์สูงสุด เพราะพระองค์ทำดีกับคนอกตัญญูและคนชั่ว+ 36 ให้คุณเมตตาคนอื่นเสมอเหมือนกับที่พระเจ้าผู้เป็นพ่อของคุณแสดงความเมตตา+
37 “นอกจากนั้น คุณต้องเลิกตัดสินคนอื่น พระเจ้าจะได้ไม่ตัดสินคุณ+ เลิกกล่าวโทษคนอื่น พระเจ้าจะได้ไม่กล่าวโทษคุณ ให้อภัยคนอื่นเสมอ แล้วพระเจ้าจะให้อภัยคุณ+ 38 ให้มีนิสัยชอบแบ่งปัน แล้วคนอื่นจะแบ่งปันให้คุณ+ เขาจะเทใส่กระเป๋า*ของคุณจนเต็ม กดและเขย่า แล้วใส่ให้อีกจนล้น เพราะคุณทำกับคนอื่นอย่างไร เขาก็จะทำกับคุณอย่างนั้นเป็นการตอบแทน”*
39 จากนั้น พระเยซูยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พวกเขาฟังว่า “คนตาบอดจะนำทางคนตาบอดได้หรือ? ทั้งคู่ก็จะตกลงไปในหลุมน่ะสิ+ 40 นักเรียนไม่เหนือกว่าครู แต่ทุกคนที่ได้รับการสอนอย่างครบถ้วนก็จะเป็นเหมือนครูของเขา 41 ทำไมคุณถึงไปจ้องดูเศษผงในตาของคนอื่น* แต่ไม่เห็นท่อนไม้ที่อยู่ในตาของตัวเอง?+ 42 คุณบอกคนอื่น*ได้อย่างไรว่า ‘ผมจะเขี่ยเศษผงในตาของคุณให้’ แต่กลับมองไม่เห็นไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของคุณเอง? คนอวดดี เอาท่อนไม้ออกจากตาของตัวเองก่อนสิ คุณจะได้เห็นชัด ๆ แล้วคุณถึงจะเขี่ยเศษผงในตาของคนอื่น*ได้
43 “ต้นไม้ดีจะออกผลที่ไม่ดีก็ไม่ได้ และต้นไม้ไม่ดีจะออกผลดีก็ไม่ได้เหมือนกัน+ 44 ดังนั้น คุณจะรู้ว่าต้นไม้นั้นดีหรือไม่ดีก็ให้ดูที่ผลของมัน+ เช่น คนเราจะเก็บมะเดื่อหรือองุ่นจากต้นหนามไม่ได้ 45 คนดีจะเอาแต่สิ่งดี ๆ ที่อยู่ในใจออกมา ส่วนคนชั่วก็จะเอาแต่สิ่งชั่ว ๆ ที่อยู่ในใจออกมาเหมือนกัน ใจเต็มไปด้วยอะไร ปากก็พูดอย่างนั้น+
46 “พวกคุณเรียกผมว่า ‘นายท่าน นายท่าน’ แต่ทำไมไม่ทำตามที่ผมบอก?+ 47 ทุกคนที่มาฟังคำสอนของผมและทำตาม ผมจะบอกให้รู้ว่าเขาเป็นเหมือนใคร+ 48 เขาเป็นเหมือนคนสร้างบ้านที่ขุดหลุมลึกและวางฐานรากบนพื้นหิน เมื่อน้ำมาท่วมและกระแสน้ำซัดกระแทกบ้านนั้น บ้านก็ไม่สะเทือนเพราะสร้างไว้อย่างมั่นคง+ 49 ส่วนคนที่ฟังแต่ไม่ทำอะไรเลย+ ก็เหมือนกับคนที่สร้างบ้านไว้บนดินและไม่วางฐานราก เมื่อกระแสน้ำซัดกระแทกบ้านนั้น บ้านก็พังลงมาทันทีและเสียหายย่อยยับ”
7 เมื่อพระเยซูสอนประชาชนเสร็จแล้ว ก็เข้าไปในเมืองคาเปอร์นาอุม 2 ที่นั่นมีนายร้อยคนหนึ่งที่ทาสของเขาป่วยหนักใกล้ตาย และเขารักทาสคนนี้มาก+ 3 เมื่อนายร้อยได้ยินเรื่องพระเยซู เขาก็ส่งผู้นำชุมชนชาวยิวบางคนไปขอให้พระเยซูมาช่วยรักษาทาสของเขา 4 พวกเขามาหาพระเยซูและอ้อนวอนว่า “นายท่าน ขอไปช่วยเขาหน่อยเถอะครับ 5 เพราะเขารักคนในชาติเราและสร้างที่ประชุมให้พวกเราด้วย” 6 พระเยซูจึงไปกับพวกเขา แต่เมื่อเดินทางเกือบจะถึงบ้านของนายร้อย เขาก็ส่งเพื่อน ๆ มาบอกพระเยซูว่า “ท่านครับ อย่าลำบากเลย ผมไม่ดีพอที่จะให้ท่านเข้ามาในบ้านผมหรอก+ 7 และผมก็คิดว่าตัวเองไม่ดีพอที่จะไปหาท่านด้วย ขอให้ท่านสั่งมาก็พอ แล้วคนใช้ของผมก็จะหาย 8 อย่างผมเองก็มีเจ้านายที่สั่งผมและมีลูกน้องที่ผมสั่งได้ด้วย ถ้าผมสั่งคนหนึ่งว่า ‘ไป’ เขาก็ไป หรือสั่งอีกคนหนึ่งว่า ‘มา’ เขาก็มา หรือสั่งทาสของผมให้ไปทำนั่นทำนี่ เขาก็ทำตาม” 9 เมื่อได้ยินอย่างนั้น พระเยซูก็แปลกใจมาก และหันไปพูดกับผู้คนที่ตามท่านมาว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า ผมไม่เคยเจอใครที่มีความเชื่อมากขนาดนี้เลย+ แม้แต่คนอิสราเอลเองก็เถอะ” 10 เมื่อพวกเพื่อน ๆ ที่ถูกส่งมากลับไปถึงบ้านนายร้อย ก็เห็นว่าทาสคนนั้นหายดีแล้ว+
11 จากนั้นไม่นาน พระเยซูเดินทางไปที่เมืองนาอิน พวกสาวกกับคนกลุ่มใหญ่ก็ตามไปด้วย 12 เมื่อใกล้จะถึงประตูเมือง มีคนหามศพผู้ชายคนหนึ่งสวนทางออกมา คนตายนั้นเป็นลูกชายคนเดียวของแม่ม่าย+ มีคนมากมายจากเมืองนั้นมากับเธอด้วย 13 เมื่อพระเยซูเห็นแม่ม่ายคนนั้นก็สงสาร+ จึงพูดกับเธอว่า “อย่าร้องไห้เลย”+ 14 แล้วท่านเข้าไปใกล้และแตะแคร่นั้น คนที่หามแคร่ก็หยุด และท่านพูดว่า “หนุ่มน้อย ผมขอบอกให้คุณลุกขึ้น”+ 15 คนตายนั้นก็ลุกขึ้นนั่งแล้วเริ่มพูด พระเยซูจึงมอบเขาให้แม่+ 16 ทุกคนก็กลัว แล้วพากันสรรเสริญพระเจ้าว่า “มีผู้พยากรณ์ที่ยิ่งใหญ่มาอยู่ในหมู่พวกเราแล้ว”+ และพูดว่า “พระเจ้าหันมาสนใจประชาชนของพระองค์แล้ว”+ 17 ชื่อเสียงของพระเยซูก็เลื่องลือไปทั่วแคว้นยูเดียและทั่วแถบนั้น
18 สาวกของยอห์นเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเยซูให้เขาฟัง+ 19 ยอห์นจึงเรียกสาวกของเขามา 2 คนและใช้ให้ไปถามพระเยซูว่า “ท่านคือคนที่เรารอคอยอยู่ใช่ไหมครับ+ หรือเรายังต้องรอคนอื่น?” 20 เมื่อสองคนนั้นมาหาพระเยซู พวกเขาพูดว่า “ยอห์นผู้ให้บัพติศมาใช้พวกเรามาถามท่านว่า ‘ท่านคือคนที่เรารอคอยอยู่ใช่ไหมครับ หรือเรายังต้องรออีกคนหนึ่ง?’” 21 ตอนนั้น พระเยซูกำลังรักษาผู้คนมากมายให้หายจากความเจ็บป่วย+และโรคร้ายต่าง ๆ ท่านขับไล่ปีศาจออกจากพวกเขา และรักษาคนตาบอดหลายคนให้มองเห็น 22 พระเยซูตอบว่า “กลับไปบอกยอห์นว่าพวกคุณเห็นและได้ยินอะไรบ้าง บอกเขาว่า คนตาบอดกลับมองเห็นได้+ คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายเป็นปกติ คนหูหนวกได้ยิน+ คนตายฟื้นขึ้นมา และคนยากจนได้ยินข่าวดี+ 23 คนที่ไม่สงสัยในตัวผม*+ก็มีความสุข”
24 เมื่อคนส่งข่าวของยอห์นไปแล้ว พระเยซูก็หันไปพูดกับผู้คนเรื่องยอห์นว่า “ตอนเข้าไปในที่กันดาร พวกคุณอยากเห็นอะไร? อยากเห็นต้นอ้อลู่ตามลมอย่างนั้นหรือ?+ 25 ถ้าไม่ใช่ แล้วคุณอยากเห็นอะไรล่ะ? อยากเห็นคนใส่เสื้อผ้าหรู ๆ ไหม?+ ไม่ใช่หรอก เพราะคนที่แต่งตัวดีและอยู่อย่างภูมิฐานต้องอยู่ในรั้วในวัง 26 ถ้าอย่างนั้น จริง ๆ แล้วคุณอยากเห็นอะไรที่นั่น? คุณอยากเห็นผู้พยากรณ์ใช่ไหมล่ะ? ถูกแล้ว และผมจะบอกคุณว่า เขาเป็นมากกว่าผู้พยากรณ์อีก+ 27 คนนี้แหละคือคนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘คอยดูนะ เราจะส่งทูตของเราไปก่อนเจ้า เขาจะเตรียมทางไว้ให้เจ้า’+ 28 ผมจะบอกให้รู้ว่า ยอห์นคนนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกคนที่เคยเกิดมาในโลกนี้ แต่คนที่มีตำแหน่งต่ำสุดในรัฐบาล*ของพระเจ้าก็ยังยิ่งใหญ่กว่ายอห์นอีก”+ 29 (เมื่อประชาชนและคนเก็บภาษีได้ยินอย่างนั้น ก็พูดกันว่าพระเจ้ายุติธรรมแล้ว ที่พวกเขาพูดอย่างนั้นเพราะได้รับบัพติศมาจากยอห์น+ 30 แต่พวกฟาริสีและพวกที่เชี่ยวชาญกฎหมายของโมเสสกลับไม่สนใจคำแนะนำของพระเจ้าที่ให้กับพวกเขา+ พวกเขาจึงไม่ได้รับบัพติศมาจากยอห์น)
31 “ผมจะเปรียบคนสมัยนี้กับใครดี? พวกเขาเป็นเหมือนใคร?+ 32 พวกเขาเป็นเหมือนเด็ก ๆ ที่นั่งในตลาดและตะโกนบอกเพื่อนว่า ‘พวกฉันเป่าขลุ่ยให้ พวกเธอก็ไม่ยอมเต้นตาม พวกฉันร้องไห้คร่ำครวญ พวกเธอก็ไม่ร้องไห้ตาม’ 33 เหมือนตอนที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมามาถึง เขาไม่กินขนมปังและไม่ดื่มเหล้าองุ่น+ พวกคุณก็หาว่า ‘เขามีปีศาจสิง’ 34 ส่วน ‘ลูกมนุษย์’ ทั้งกินทั้งดื่ม ผู้คนก็หาว่า ‘ดูสิ คนตะกละและขี้เมา* แถมยังชอบคบกับคนเก็บภาษีและคนบาปด้วย’+ 35 แต่ถึงอย่างไร สติปัญญาที่แท้จริงก็เห็นได้จากผลที่ปรากฏออกมา”+
36 ฟาริสีคนหนึ่งที่ชื่อซีโมนรบเร้าให้พระเยซูไปกินอาหารกับเขา ท่านจึงไปบ้านของเขาและนั่งเอนตัวที่โต๊ะอาหาร 37 มีผู้หญิงคนหนึ่งที่คนในเมืองนั้นรู้กันว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี เธอได้ยินข่าวว่าพระเยซูมากินอาหารที่บ้านของฟาริสี เธอจึงถือขวด*ใส่น้ำมันหอมมาที่นั่นด้วย+ 38 ผู้หญิงคนนี้มาอยู่ด้านหลังพระเยซูและคุกเข่าลงตรงเท้าท่าน เธอร้องไห้จนน้ำตาไหลรดเท้าท่าน แล้วใช้ผมของตัวเองเช็ดให้ เธอจูบเท้าท่านอย่างนุ่มนวลและเทน้ำมันหอมชโลมที่เท้าท่านด้วย 39 เมื่อฟาริสีที่เชิญพระเยซูมาเห็นอย่างนั้นก็คิดในใจว่า “ถ้าคนนี้เป็นผู้พยากรณ์จริง เขาก็น่าจะรู้ว่าผู้หญิงที่แตะต้องเท้าเขาอยู่นี้เป็นใคร เขาน่าจะรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงไม่ดี”+ 40 แต่พระเยซูรู้ว่าฟาริสีคนนั้นคิดอะไรอยู่ จึงพูดกับเขาว่า “ซีโมน ผมมีอะไรจะบอกคุณ” เขาพูดว่า “อะไรหรือครับ อาจารย์”
41 “เจ้าหนี้คนหนึ่งมีลูกหนี้ 2 คน คนหนึ่งเป็นหนี้ 500 เดนาริอัน* ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นหนี้ 50 เดนาริอัน 42 เมื่อพวกเขาไม่มีเงินใช้หนี้ เจ้าหนี้ก็เต็มใจยกหนี้ให้ทั้งสองคน คุณคิดว่า ลูกหนี้คนไหนจะรักเขามากกว่ากัน?” 43 ซีโมนตอบว่า “ผมคิดว่าน่าจะเป็นคนที่เป็นหนี้มากกว่าครับ” ท่านพูดกับเขาว่า “คุณคิดถูกแล้ว” 44 แล้วพระเยซูก็หันไปทางผู้หญิงคนนั้นและพูดกับซีโมนว่า “ดูผู้หญิงคนนี้สิ ตอนผมเข้าบ้านคุณ คุณไม่ได้เอาน้ำมาให้ผมล้างเท้า แต่ผู้หญิงคนนี้ใช้น้ำตาล้างเท้าผม แถมยังเอาผมของเธอเช็ดให้ 45 คุณไม่ได้จูบต้อนรับผม แต่ผู้หญิงคนนี้จูบเท้าผมอย่างนุ่มนวลไม่หยุดเลยตั้งแต่ผมมา 46 คุณไม่ได้เทน้ำมันชโลมหัวผม แต่ผู้หญิงคนนี้เทน้ำมันหอมชโลมเท้าให้ผม 47 ดังนั้น ผมจะบอกคุณว่า ถึงแม้บาปของเธอมีมาก แต่เธอก็ได้รับการอภัย+เพราะได้แสดงความรักมาก ส่วนคนที่ได้รับการอภัยน้อย ก็แสดงความรักน้อย” 48 แล้วพระเยซูบอกผู้หญิงคนนั้นว่า “บาปของคุณได้รับการอภัยแล้ว”+ 49 คนที่ร่วมโต๊ะกับท่านจึงซุบซิบกันว่า “คนนี้เป็นใคร ถึงให้อภัยบาปคนอื่นได้?”+ 50 แต่พระเยซูบอกผู้หญิงคนนั้นว่า “พระเจ้าช่วยคุณให้รอดแล้วเพราะคุณมีความเชื่อ+ ขอให้สบายใจเถอะ”
8 ต่อมาไม่นาน พระเยซูเดินทางไปตามเมืองและตามหมู่บ้านเพื่อประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้า+ และอัครสาวก 12 คนก็อยู่กับท่านด้วย 2 ผู้หญิงบางคนที่พระเยซูเคยขับไล่ปีศาจและรักษาโรคให้ก็อยู่ด้วย คือ มารีย์ที่เรียกกันว่ามักดาลาซึ่งท่านขับไล่ปีศาจ 7 ตนออกจากเธอ 3 แล้วก็มีโยอันนา+ภรรยาของคูซาผู้ดูแลวังของเฮโรด รวมถึงสุสันนากับผู้หญิงอีกหลายคนที่ใช้ทรัพย์สินของตัวเองเพื่อรับใช้พระเยซูกับอัครสาวก+
4 เมื่อพระเยซูเห็นประชาชนมากมายมาชุมนุมกันและมีผู้คนจากเมืองต่าง ๆ มาหาท่าน ท่านจึงยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พวกเขาฟังว่า+ 5 “มีคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช ตอนที่เขาหว่านนั้น เมล็ดพืชบางส่วนตกตามทางเดินและถูกเหยียบย่ำ แล้วนกก็มาจิกกินหมด+ 6 บางส่วนตกบนพื้นหินที่มีหน้าดินอยู่เล็กน้อย เมื่องอกขึ้นแล้วก็เหี่ยวแห้งไปเพราะขาดความชุ่มชื้น+ 7 เมล็ดพืชบางส่วนตกกลางพุ่มไม้มีหนาม พุ่มไม้นั้นงอกพร้อมกับต้นอ่อนและปกคลุมต้นอ่อนจนมิด+ 8 แต่ก็มีบางส่วนตกบนดินดี เมื่องอกขึ้นแล้วก็ออกผล 100 เท่า”+ เมื่อเล่าจบ ท่านก็พูดว่า “ให้ทุกคนที่ได้ยินจำใส่ใจไว้ให้ดี”+
9 พวกสาวกมาถามพระเยซูว่าตัวอย่างเปรียบเทียบนั้นหมายถึงอะไร+ 10 ท่านตอบว่า “พระเจ้าให้พวกคุณรู้และเข้าใจความลับ*เกี่ยวกับรัฐบาลของพระองค์ แต่คนอื่นได้ยินแค่ตัวอย่างเปรียบเทียบ+ ดังนั้น พวกเขาจะมองดูแต่ก็ไม่เห็น พวกเขาจะได้ยินแต่ไม่เข้าใจ+ 11 นี่คือความหมายของตัวอย่างเปรียบเทียบนั้น เมล็ดพืชคือคำสอนของพระเจ้า+ 12 สำหรับบางคน คำสอนของพระเจ้าเปรียบได้กับเมล็ดพืชที่ตกตามทางเดิน เมื่อพวกเขาได้ยินคำสอนนั้นแล้ว มารก็มาฉกฉวยเอาคำสอนนั้นไปจากใจพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่เชื่อ ก็เลยไม่รอด+ 13 สำหรับบางคน คำสอนของพระเจ้าเปรียบได้กับเมล็ดพืชที่ตกลงบนพื้นหินที่มีหน้าดินอยู่เล็กน้อย เมื่อพวกเขาได้ยินคำสอนนั้นแล้วก็ชอบ แต่คำสอนนั้นไม่ได้ฝังลึกเข้าไปในใจ พวกเขาจึงเชื่อได้ไม่นาน พอเจอการทดสอบก็เลิกเชื่อ+ 14 สำหรับบางคน คำสอนของพระเจ้าเปรียบได้กับเมล็ดพืชที่ตกกลางพุ่มไม้มีหนาม พวกเขาได้ยินคำสอนนั้น แต่ความกังวลกับชีวิต ทรัพย์สมบัติ+ และความสนุกสนานมาครอบงำพวกเขา+ จึงไม่เกิดผลในชีวิต+ 15 และสำหรับบางคนที่มีหัวใจดีและซื่อสัตย์+ คำสอนของพระเจ้าเปรียบได้กับเมล็ดพืชที่ตกบนดินดี พวกเขาได้ยินคำสอนนั้นแล้วก็ยึดถือไว้ และเกิดผลด้วยความอดทน+
16 “ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอาอะไรมาครอบไว้หรือวางไว้ใต้เตียง แต่เขาจะตั้งไว้บนเชิงตะเกียง เพื่อคนที่เข้ามาในห้องจะได้เห็นแสงสว่าง+ 17 ทุกสิ่งที่ซ่อนไว้จะถูกเปิดเผยให้เห็น และทุกสิ่งที่ปกปิดไว้อย่างมิดชิดจะต้องมีคนรู้และจะถูกเปิดโปงแน่นอน+ 18 ดังนั้น ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี เพราะคนที่มีความเข้าใจจะเข้าใจมากขึ้น+ แต่คนที่ไม่ยอมเข้าใจอะไร แม้แต่ความเข้าใจเล็กน้อยที่เขาคิดว่ามี ก็จะไร้ประโยชน์ในที่สุด”+
19 เมื่อแม่กับพวกน้องชายของพระเยซูมาหา+ พวกเขาเข้าไปไม่ถึงตัวพระเยซูเพราะมีคนมาก+ 20 มีคนมาบอกท่านว่า “แม่กับน้องชายของท่านยืนอยู่ด้านนอก รอเจอท่านอยู่” 21 ท่านบอกพวกเขาว่า “คนที่ฟังคำสอนของพระเจ้าและทำตามนั่นแหละ คือแม่และพี่น้องของผม”+
22 วันหนึ่ง พระเยซูลงเรือกับพวกสาวก ท่านบอกพวกเขาว่า “พวกเราข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบกันเถอะ” พวกเขาก็ออกเรือไป+ 23 ตอนที่เรือกำลังแล่นอยู่ พระเยซูก็หลับไป แล้วเกิดลมพายุรุนแรงพัดมาที่ทะเลสาบ คลื่นซัดเข้าเรือจนเรือแทบจะจม+ 24 พวกสาวกจึงปลุกท่านและบอกว่า “อาจารย์ อาจารย์ พวกเรากำลังจะตายกันอยู่แล้ว!” พระเยซูก็ลุกขึ้นแล้วสั่งคลื่นลมให้สงบ ลมพายุก็หยุดและทุกอย่างก็สงบนิ่ง+ 25 แล้วท่านพูดกับพวกเขาว่า “ความเชื่อของพวกคุณหายไปไหนหมด?” แต่พวกสาวกทั้งกลัวทั้งประหลาดใจและพูดกันว่า “ท่านเป็นใครกันแน่? สั่งได้แม้แต่ลมและทะเล”+
26 พระเยซูกับพวกสาวกขึ้นฝั่งในเขตแดนของชาวเกราซา+ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับแคว้นกาลิลี 27 ตอนที่พระเยซูขึ้นมาบนฝั่ง ผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นชาวเมืองนั้นมาเจอท่าน เขาถูกปีศาจสิง ไม่ใส่เสื้อผ้า และไม่ได้อยู่บ้านมานานแล้ว อยู่แต่ในสุสาน+ 28 พอเขาเห็นพระเยซู ก็หมอบตรงหน้าท่านและร้องเสียงดังว่า “เยซู ลูกของพระเจ้าองค์สูงสุด มายุ่งกับผมทำไม? ขออย่าทรมานผมเลย”+ 29 (ที่ปีศาจพูดอย่างนั้นก็เพราะพระเยซูสั่งให้มันออกจากผู้ชายคนนั้น มันเข้าสิงเขาบ่อย ๆ*+ หลายครั้งแล้วที่เขาถูกล่ามโซ่และตรวน แถมมีคนเฝ้าด้วย แต่เขาก็ดึงโซ่และตรวนจนขาดทุกครั้ง และปีศาจจะพาเขาไปในที่ห่างไกลผู้คน) 30 พระเยซูถามผู้ชายคนนั้นว่า “ชื่ออะไร?” เขาตอบว่า “ชื่อกองพัน” ที่ตอบอย่างนี้เพราะมีปีศาจหลายตนสิงอยู่ในตัวเขา 31 ปีศาจพวกนั้นขอร้องพระเยซูหลายครั้งไม่ให้ส่งพวกมันไปขุมลึก+ 32 ตอนนั้น มีหมู+ฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ที่ภูเขา พวกปีศาจจึงขอร้องพระเยซูให้พวกมันไปเข้าสิงในหมูฝูงนั้นแทน ท่านก็อนุญาต+ 33 พวกปีศาจจึงออกจากผู้ชายคนนั้น แล้วไปเข้าสิงในหมูพวกนั้น หมูทั้งฝูงก็กระโดดจากหน้าผาลงไปในทะเลสาบและจมน้ำตาย 34 เมื่อคนเลี้ยงหมูเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็วิ่งหนีไปและเล่าเรื่องนั้นให้คนในเมืองและในชนบทฟัง
35 ผู้คนจึงแห่กันมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขามาหาพระเยซูและเห็นผู้ชายที่ปีศาจออกจากตัวแล้วนั่งอยู่แทบเท้าพระเยซู เขาใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยและมีสติดี พอพวกเขาเห็นอย่างนั้นก็กลัวมาก 36 คนที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้พวกเขาฟังว่าคนที่ถูกปีศาจสิงหายเป็นปกติได้อย่างไร 37 คนมากมายในแถบนั้นขอร้องพระเยซูให้ออกไปจากเขตแดนของชาวเกราซา เพราะพวกเขากลัวกันมาก ท่านจึงลงเรือเพื่อจะไปจากที่นั่น 38 ผู้ชายที่เคยถูกปีศาจสิงรบเร้าขอตามไปด้วย แต่พระเยซูสั่งให้เขากลับไป ท่านบอกว่า+ 39 “กลับบ้านไปเถอะ ไปเล่าให้คนอื่นฟังว่าพระเจ้าช่วยคุณยังไง” เขาจึงไปประกาศทั่วเมืองนั้นว่าพระเยซูได้ทำอะไรเพื่อเขาบ้าง
40 เมื่อพระเยซูกลับมาถึงแคว้นกาลิลี มีคนมากมายมาต้อนรับท่านอย่างอบอุ่นเพราะพวกเขารอคอยท่านอยู่+ 41 และมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อไยรอสมาหาพระเยซู เขาเป็นหัวหน้าที่ประชุมของชาวยิว เขาหมอบลงแทบเท้าท่านและขอร้องท่านให้ไปที่บ้านเขา+ 42 เพราะลูกสาวคนเดียวของเขาซึ่งอายุ 12 ขวบกำลังจะตาย
ตอนที่พระเยซูกำลังไปที่นั่น ฝูงชนเบียดเสียดท่าน 43 ตอนนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอาการตกเลือด+มา 12 ปีแล้ว และไม่มีใครรักษาเธอได้+ 44 เธอแอบเข้ามาข้างหลังแล้วแตะชายเสื้อชั้นนอกของพระเยซู+ ทันใดนั้นเลือดก็หยุดไหล 45 พระเยซูถามว่า “ใครมาถูกตัวผม?” เมื่อทุกคนปฏิเสธ เปโตรจึงบอกว่า “อาจารย์ มีคนมากมายเบียดเสียดท่านอยู่ไม่ใช่หรือครับ?”+ 46 แต่พระเยซูพูดว่า “มีคนถูกตัวผมแน่ ๆ เพราะผมรู้สึกได้ว่าพลัง+ออกจากตัว” 47 พอผู้หญิงคนนั้นเห็นว่าหลบไม่พ้นแน่ ก็กลัวจนตัวสั่นและหมอบลงต่อหน้าท่าน แล้วเธอก็บอกทุกคนให้รู้ว่าทำไมเธอถึงได้ถูกตัวพระเยซูและเธอหายโรคทันทีได้อย่างไร 48 พระเยซูก็พูดกับเธอว่า “ความเชื่อของลูกทำให้ลูกหายโรคแล้ว ขอให้สบายใจเถอะ”+
49 พระเยซูพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีคนจากบ้านของไยรอสมาบอกเขาว่า “ลูกสาวคุณตายแล้ว คงไม่ต้องรบกวนอาจารย์แล้วล่ะ”+ 50 เมื่อพระเยซูได้ยินอย่างนั้น จึงบอกไยรอสว่า “ไม่ต้องกลัว ขอให้เชื่อเถอะ ลูกสาวคุณจะไม่เป็นอะไร”+ 51 เมื่อไปถึงบ้านของเขา พระเยซูไม่ให้ใครตามเข้าไปด้วยนอกจากเปโตร ยอห์น ยากอบ และพ่อแม่ของเด็ก 52 ตอนนั้น ผู้คนพากันร้องไห้คร่ำครวญที่เด็กตาย พระเยซูจึงพูดว่า “หยุดร้องไห้เถอะ+ เด็กคนนี้ไม่ได้ตาย แต่นอนหลับอยู่”+ 53 พวกเขาก็หัวเราะเยาะเพราะรู้ว่าเด็กตายแล้วจริง ๆ 54 พระเยซูจับมือเด็กและพูดว่า “หนูน้อย ลุกขึ้นมาเถอะ”+ 55 เด็กคนนั้นก็กลับมีชีวิตอีก*+และลุกขึ้นมาทันที+ แล้วพระเยซูก็บอกให้พวกเขาเอาอาหารมาให้เธอกิน 56 พ่อแม่ของเด็กดีใจมาก แต่พระเยซูสั่งพวกเขาไม่ให้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง+
9 วันหนึ่ง พระเยซูเรียกอัครสาวก 12 คนมาและให้พวกเขามีอำนาจขับไล่ปีศาจ+และรักษาโรคได้+ 2 แล้วท่านก็ส่งพวกเขาออกไปประกาศเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้าและรักษาคนป่วย 3 ท่านบอกพวกเขาว่า “เมื่อเดินทาง ไม่ต้องเอาอะไรติดตัวไป ไม่ว่าไม้เท้า ย่ามใส่อาหาร ขนมปัง เงิน หรือเสื้ออีกตัวหนึ่ง+ 4 เมื่อได้เข้าไปพักในบ้านไหน ก็ให้อยู่ที่นั่นจนกว่าจะจากเมืองนั้นไป+ 5 ถ้าบ้านไหนเมืองไหนไม่ต้อนรับคุณ ก็ให้สะบัดฝุ่นออกจากเท้าตอนที่จะออกจากที่นั่น เพื่อให้เขารู้ว่าคุณเตือนเขาแล้ว”+ 6 พวกเขาจึงไปตามหมู่บ้านทั่วเขตนั้นเพื่อประกาศข่าวดีและรักษาโรคในทุกแห่งที่พวกเขาไป+
7 เมื่อเฮโรด*ผู้ปกครองแคว้นได้ยินเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็งงและสงสัยมาก เพราะบางคนบอกว่ายอห์นฟื้นขึ้นจากตายแล้ว+ 8 บางคนก็บอกว่าเอลียาห์กลับมาอีก แต่ก็มีบางคนบอกว่าหนึ่งในพวกผู้พยากรณ์สมัยโบราณฟื้นขึ้นจากตาย+ 9 เฮโรดพูดว่า “เราสั่งตัดหัวยอห์นไปแล้วนี่+ แล้วคนที่เราได้ยินเขาลือกันนี้เป็นใครกันล่ะ?” เฮโรดจึงอยากพบพระเยซู+
10 เมื่อพวกอัครสาวกกลับมา พวกเขาเล่าให้พระเยซูฟังว่าได้ทำอะไรไปบ้าง+ แล้วท่านก็พาพวกเขาไปที่เมืองเบธไซดาเพื่อจะมีเวลาส่วนตัว+ 11 แต่พอประชาชนรู้เข้าก็ตามพระเยซูไป ท่านยินดีต้อนรับพวกเขา แล้วพูดเรื่องรัฐบาลของพระเจ้าให้พวกเขาฟัง และรักษาคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยด้วย+ 12 พอตกเย็น อัครสาวก 12 คนมาหาพระเยซูและพูดว่า “บอกพวกเขาให้เข้าไปในหมู่บ้านหรือในไร่แถว ๆ นี้ดีกว่า พวกเขาจะได้ไปหาอาหารและที่พัก เพราะแถวนี้ห่างไกลผู้คน”+ 13 แต่ท่านบอกพวกสาวกว่า “พวกคุณหาอะไรให้เขากินสิ”+ พวกเขาพูดว่า “พวกเรามีแค่ขนมปัง 5 อันกับปลา 2 ตัว คงต้องไปซื้ออาหารมาเพิ่มถึงจะพอให้ทุกคนกินได้” 14 ที่นั่น มีผู้ชายอยู่ประมาณ 5,000 คน พระเยซูบอกพวกสาวกว่า “ให้ทุกคนนั่งลงเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 50 คน” 15 พวกสาวกให้ประชาชนนั่งลงตามที่ท่านบอก 16 แล้วพระเยซูก็หยิบขนมปัง 5 อันกับปลา 2 ตัวมา เงยหน้ามองท้องฟ้า อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า แล้วหักขนมปังส่งให้พวกสาวก และสาวกก็แจกจ่ายให้ประชาชน 17 ทุกคนได้กินจนอิ่ม แล้วสาวกก็เก็บเศษอาหารที่เหลือได้ 12 ตะกร้า+
18 ต่อมา เมื่อพระเยซูอธิษฐานอยู่ตามลำพัง พวกสาวกก็มาหาท่าน พระเยซูถามพวกเขาว่า “คนเขาพูดกันว่าผมเป็นใคร?”+ 19 พวกเขาตอบว่า “บางคนบอกว่าเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา บางคนบอกว่าเป็นเอลียาห์ แต่ก็มีบางคนบอกว่าเป็นหนึ่งในพวกผู้พยากรณ์สมัยโบราณที่ฟื้นขึ้นจากตาย”+ 20 แล้วพระเยซูก็ถามว่า “แล้วพวกคุณล่ะ คิดว่าผมเป็นใคร?” เปโตรตอบว่า “ท่านเป็นพระคริสต์ที่พระเจ้าส่งมา”+ 21 พระเยซูสั่งพวกสาวกไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร+ 22 และพูดว่า “‘ลูกมนุษย์’ จะต้องทนทุกข์หลายอย่างเพราะน้ำมือของพวกผู้นำชาวยิวและพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกครูสอนศาสนา พวกนั้นจะไม่ยอมรับท่านและท่านจะถูกฆ่า+ แล้วในวันที่สามท่านจะถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมา”+
23 พระเยซูพูดกับประชาชนว่า “ถ้าใครอยากติดตามผม ก็ให้คนนั้นเลิกใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง+ ยอมแบกเสาทรมาน*ของตัวเองทุก ๆ วัน แล้วติดตามผมเรื่อยไป+ 24 เพราะคนที่พยายามเอาตัวรอดจะเสียชีวิต แต่คนที่ยอมสละชีวิตเพื่อผม คนนั้นจะได้ชีวิต+ 25 ที่จริง ถ้าใครได้เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแต่ต้องเสียชีวิตหรือถูกทำลายไป จะมีประโยชน์อะไรล่ะ?+ 26 ถ้าใครอายเพราะเป็นสาวกและเพราะคำสอนของผม ‘ลูกมนุษย์’ ก็จะอายที่จะยอมรับเขาเมื่อท่านมาด้วยอำนาจยิ่งใหญ่ของท่าน และของพระเจ้าผู้เป็นพ่อ และของพวกทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์+ 27 แต่ผมจะบอกให้รู้ว่า บางคนที่ยืนอยู่ที่นี่จะไม่ตายไปก่อนจะได้เห็นรัฐบาลของพระเจ้า”+
28 หลังจากพูดเรื่องนั้นได้ประมาณ 8 วัน พระเยซูพาเปโตร ยอห์น และยากอบขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐาน+ 29 ตอนที่พระเยซูอธิษฐานอยู่ ใบหน้าของท่านก็เปลี่ยนไปและเสื้อผ้าของท่านก็ขาวเจิดจ้า 30 ทันใดนั้น มีผู้ชาย 2 คนมาคุยกับพระเยซู คือโมเสสกับเอลียาห์ 31 พวกเขาดูสง่างามและคุยกันเรื่องการจากไปของพระเยซูที่จะเกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม+ 32 ตอนนั้น เปโตรกับสาวกอีกสองคนกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่พอตาสว่างแล้ว พวกเขาก็เห็นความสง่างามของพระเยซู+และเห็นสองคนนั้นยืนอยู่กับท่าน 33 ตอนที่สองคนนั้นกำลังจะจากไป เปโตรบอกพระเยซูว่า “อาจารย์ ดีจริง ๆ ที่พวกเราได้มาอยู่ที่นี่ ให้เราทำเต็นท์ 3 หลัง ให้ท่านหลังหนึ่ง โมเสสหลังหนึ่ง และเอลียาห์หลังหนึ่ง” แต่เขาไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรอยู่ 34 เปโตรพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเมฆมาปกคลุมพวกเขาไว้ ทำให้พวกเขากลัวมาก 35 และมีเสียงพูด+ออกมาจากเมฆนั้นว่า “นี่คือลูกของเรา เราเลือกเขาไว้แล้ว+ พวกเจ้าต้องเชื่อฟังเขา”+ 36 ตอนที่ได้ยินเสียงพูด พวกสาวกเห็นพระเยซูอยู่ที่นั่นคนเดียว พวกเขาเก็บเรื่องที่ได้เห็นไว้และยังไม่บอกใครในตอนนั้น+
37 ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระเยซูกับสาวกสามคนนั้นลงมาจากภูเขา มีคนมากมายมาหาท่าน+ 38 แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นร้องว่า “อาจารย์ครับ ขอช่วยมาดูลูกชายผมหน่อย เขาเป็นลูกคนเดียวของผม+ 39 มีปีศาจตนหนึ่งเข้าสิงเขา วันดีคืนดีเขาก็ร้องขึ้นมา แล้วมันก็ทำให้เขาชักดิ้นชักงอ น้ำลายฟูมปาก มันไม่ยอมออกจากตัวเขาง่าย ๆ และมันชอบทำร้ายเขา 40 ผมขอให้สาวกของท่านขับไล่มันออกไป แต่พวกเขาทำไม่ได้” 41 พระเยซูจึงพูดว่า “คนสมัยนี้ขาดความเชื่อและไม่มีศีลธรรม+ ผมจะต้องอยู่กับพวกคุณอีกนานแค่ไหน? จะต้องทนกับพวกคุณไปอีกนานเท่าไหร่? ไหน พาลูกชายมาที่นี่สิ”+ 42 ตอนที่เด็กคนนั้นเข้ามาหาพระเยซู ปีศาจก็ยังทำให้เขาล้มลงชักดิ้นชักงอกับพื้น แต่พระเยซูขับไล่ปีศาจตนนั้นออกไปและรักษาเด็กให้หาย แล้วส่งเขาคืนให้พ่อ 43 ทุกคนประหลาดใจกับฤทธิ์อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ตอนที่ประชาชนกำลังทึ่งกับสิ่งที่พระเยซูทำ ท่านพูดกับพวกสาวกว่า 44 “ตั้งใจฟังและจำไว้ว่า ‘ลูกมนุษย์’ จะต้องถูกมอบไว้ในมือศัตรู”+ 45 แต่พวกสาวกไม่เข้าใจว่าพระเยซูกำลังพูดเรื่องอะไร เพราะความหมายของเรื่องนั้นยังไม่ถูกเปิดเผยให้พวกเขารู้ และไม่มีใครกล้าถามเกี่ยวกับเรื่องนั้น
46 ครั้งหนึ่ง พวกสาวกเถียงกันว่าใครจะเป็นใหญ่ที่สุดในพวกเขา+ 47 พระเยซูรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ จึงให้เด็กเล็กคนหนึ่งมายืนข้าง ๆ 48 แล้วพูดกับสาวกว่า “คนที่ต้อนรับเด็กเล็ก ๆ แบบนี้ที่มาในนามของผมก็เหมือนต้อนรับผมด้วย และคนที่ต้อนรับผมก็เหมือนต้อนรับพระองค์ผู้ใช้ผมมา+ คนที่ทำตัวเป็นคนต่ำต้อยในหมู่พวกคุณจะได้เป็นใหญ่”+
49 ยอห์นพูดขึ้นมาว่า “อาจารย์ครับ พวกเราเห็นคนหนึ่งขับไล่ปีศาจโดยใช้ชื่อของท่าน เราพยายามห้ามเขาเพราะเขาไม่ได้ติดตามท่านเหมือนเรา”+ 50 แต่พระเยซูบอกเขาว่า “อย่าไปห้ามเขาเลย เพราะคนที่ไม่ต่อต้านคุณก็เป็นพวกเดียวกับคุณ”
51 เมื่อใกล้ถึงเวลาที่พระเยซูจะถูกรับไปสวรรค์+ ท่านตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปกรุงเยรูซาเล็ม 52 ท่านจึงใช้คนล่วงหน้าไปก่อน พวกเขาก็เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรียเพื่อจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมสำหรับท่าน 53 แต่คนที่นั่นไม่ต้อนรับพระเยซู+ เพราะเห็นว่าท่านตั้งใจจะไปกรุงเยรูซาเล็ม 54 เมื่อสาวกยากอบกับยอห์น+เห็นแบบนั้นก็ถามว่า “อาจารย์ครับ อยากให้เราเรียกไฟจากฟ้าลงมาเผาพวกเขาให้สิ้นซากไปเลยไหม?”+ 55 แต่พระเยซูหันไปตำหนิพวกเขา 56 แล้วท่านกับพวกสาวกก็ไปหมู่บ้านอื่น
57 ระหว่างที่พระเยซูกับพวกสาวกเดินทางอยู่ มีคนหนึ่งมาพูดกับท่านว่า “ผมจะติดตามท่านไปทุกหนทุกแห่ง” 58 พระเยซูบอกเขาว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกก็มีรัง แต่ ‘ลูกมนุษย์’ ไม่มีที่จะซุกหัวนอน”+ 59 แล้วพระเยซูพูดกับอีกคนหนึ่งว่า “ตามผมมาสิ” คนนั้นบอกว่า “ท่านครับ ขอให้ผมไปฝังศพพ่อก่อน”+ 60 แต่ท่านบอกเขาว่า “ให้คนตาย+ฝังคนตายเถอะ ส่วนคุณไปประกาศเรื่องรัฐบาลของพระเจ้าในที่ต่าง ๆ ดีกว่า”+ 61 และอีกคนหนึ่งพูดว่า “ท่านครับ ผมจะตามท่านไป แต่ขอให้ผมไปลาคนที่บ้านก่อน” 62 พระเยซูบอกเขาว่า “คนที่จับคันไถแล้วหันไปมองข้างหลัง+ ก็ไม่เหมาะสมกับรัฐบาลของพระเจ้า”+
10 ต่อมา พระเยซูเลือกสาวกอีก 70 คน แล้วส่งออกไปเป็นคู่ ๆ+ ให้พวกเขาล่วงหน้าไปตามเมืองและที่ต่าง ๆ ที่ท่านกำลังจะไป 2 พระเยซูบอกพวกเขาว่า “งานเกี่ยวเป็นงานใหญ่จริง ๆ แต่ยังมีคนงานน้อยอยู่ ดังนั้น ให้ช่วยกันขอเจ้าของนาให้ส่งคนไปมากขึ้นเพื่อทำงานเกี่ยวของพระองค์+ 3 ไปเถอะ แต่ขอให้จำไว้ว่า เมื่อผมใช้พวกคุณไป พวกคุณจะเป็นเหมือนลูกแกะในฝูงหมาป่า+ 4 ไม่ต้องเอาถุงเงิน ย่ามใส่อาหาร หรือรองเท้าไป+ และอย่าหยุดทักทายใครนาน ๆ ระหว่างทาง 5 เมื่อคุณเข้าไปในบ้านไหน ให้อวยพรเขาก่อนว่า ‘ขอให้บ้านนี้มีความสงบสุข’+ 6 ถ้าบ้านนั้นมีคนที่ชอบความสงบสุข เขาก็จะได้รับพรนั้น แต่ถ้าไม่ คุณเองก็ยังมีความสงบสุขอยู่ 7 ให้คุณพักอยู่ที่บ้านของคนที่ต้อนรับคุณ+ ไม่ต้องย้ายไปบ้านอื่น เมื่อเขาเอาอะไรมาให้กินและดื่มก็กินได้+ เพราะคนงานควรจะได้ค่าจ้าง+
8 “เมื่อคุณเข้าไปในเมืองไหน แล้วพวกเขาต้อนรับ ก็ให้กินของที่เขาจัดให้ 9 รักษาคนป่วยในเมืองนั้น และบอกพวกเขาว่า ‘รัฐบาล*ของพระเจ้ามาใกล้คุณแล้ว’+ 10 แต่เมื่อคุณเข้าไปในเมืองไหน แล้วพวกเขาไม่ต้อนรับ ก็ให้ออกไปที่ถนนใหญ่และพูดว่า 11 ‘เราปัดฝุ่นที่ติดเท้ามาจากเมืองนี้เพื่อแสดงว่าเราเตือนคุณแล้ว+ และขอให้รู้ไว้ว่ารัฐบาลของพระเจ้ามาใกล้แล้ว’ 12 ผมจะบอกให้รู้ว่า ในวันพิพากษา เมืองนั้นจะรับโทษหนักกว่าเมืองโสโดมอีก+
13 “เมืองโคราซิน เมืองเบธไซดา พวกคุณต้องเดือดร้อนแน่ ๆ ถ้าผมไปทำการอัศจรรย์ในเมืองไทระและเมืองไซดอนเหมือนกับที่ผมทำในเมืองของพวกคุณ ป่านนี้พวกเขาคงใส่ผ้ากระสอบนั่งบนกองขี้เถ้าแสดงการกลับใจไปนานแล้ว+ 14 ดังนั้น เมื่อถึงตอนพิพากษา พวกคุณจะรับโทษหนักกว่าเมืองไทระกับเมืองไซดอนอีก 15 ส่วนเมืองคาเปอร์นาอุม พวกคุณคิดว่าจะถูกยกขึ้นให้สูงเสียดฟ้าหรือ? พวกคุณจะต้องลงไปในหลุมศพ*ต่างหาก
16 “คนที่ฟังคุณก็เท่ากับฟังผม+ คนที่ปฏิเสธคุณก็เท่ากับปฏิเสธผม และคนที่ปฏิเสธผมก็เท่ากับปฏิเสธพระองค์ผู้ที่ใช้ผมมา”+
17 ต่อมา สาวก 70 คนนั้นกลับมาด้วยความดีใจและพูดว่า “อาจารย์ครับ พอเราอ้างชื่อท่าน แม้แต่ปีศาจก็ยังอยู่ใต้อำนาจเราเลย”+ 18 พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่า “ผมเห็นซาตานตกจากฟ้าแล้ว+เหมือนฟ้าแลบ 19 ผมให้พวกคุณมีอำนาจเหยียบงูพิษและแมงป่อง และมีอำนาจเหนือศัตรูทั้งหมด+ จะไม่มีอะไรมาทำร้ายพวกคุณได้เลย 20 อย่าดีใจที่ปีศาจอยู่ใต้อำนาจพวกคุณ แต่ให้ดีใจที่ชื่อของพวกคุณจดไว้แล้วในสวรรค์”+ 21 ในเวลานั้น พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าทำให้พระเยซูมีความสุขมาก ท่านจึงพูดว่า “พ่อครับ พระองค์มีอำนาจเหนือสวรรค์และโลกนี้ ผมขอสรรเสริญพระองค์ต่อหน้าทุกคน เพราะพระองค์ซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างมิดชิดจากคนมีความรู้และคนฉลาด+ แต่เปิดเผยให้เด็กเล็ก ๆ ได้รู้ พ่อครับ ผมขอสรรเสริญพระองค์ที่ทำอย่างนั้น”+ 22 แล้วพระเยซูก็หันมาพูดว่า “ตอนนี้พ่อของผมให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับผมแล้ว ไม่มีใครรู้จักลูกของพระเจ้านอกจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อ และไม่มีใครรู้จักพระเจ้าผู้เป็นพ่อนอกจากลูกของพระองค์+และคนที่ท่านอยากบอกให้รู้”+
23 เมื่ออยู่กันตามลำพังแล้วพระเยซูก็พูดกับพวกสาวกว่า “คนที่เห็นสิ่งที่พวกคุณเห็นอยู่นี้ก็มีความสุข+ 24 ผมจะบอกให้รู้ว่า ผู้พยากรณ์หลายคนและกษัตริย์หลายองค์อยากจะเห็นสิ่งที่พวกคุณเห็นอยู่นี้แต่ไม่ได้เห็น+ และอยากจะได้ยินสิ่งที่พวกคุณได้ยินอยู่นี้แต่ก็ไม่ได้ยิน”
25 มีผู้ชายคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญกฎหมายของโมเสสยืนขึ้นทดสอบพระเยซูและถามว่า “อาจารย์ครับ ผมต้องทำอะไรถึงจะได้ชีวิตตลอดไป?”*+ 26 ท่านตอบเขาว่า “กฎหมายของโมเสสเขียนไว้ว่าอะไร? คุณอ่านแล้วเข้าใจยังไง?” 27 เขาตอบว่า “‘ให้รักพระยะโฮวา*พระเจ้าของคุณสุดหัวใจ สุดชีวิต สุดกำลัง และสุดความคิด’+ และ ‘ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง’”+ 28 พระเยซูบอกเขาว่า “ถูกแล้ว ทำตามกฎหมายสองข้อนี้ แล้วคุณจะได้ชีวิตตลอดไป”+
29 แต่ผู้ชายคนนั้นอยากจะแสดงว่าเขาทำตามกฎหมายของพระเจ้าอยู่แล้ว+ จึงถามพระเยซูว่า “แล้วใครคือคนที่ผมจะต้องรัก?” 30 พระเยซูตอบว่า “มีผู้ชายคนหนึ่งเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มลงไปเมืองเยรีโคและเขาถูกปล้นกลางทาง พวกโจรเอาเสื้อผ้าและข้าวของไปหมด แถมยังทุบตีเขาจนเกือบตายแล้วก็หนีไป 31 ปุโรหิตคนหนึ่งบังเอิญผ่านมาทางนั้น แต่เมื่อเห็นคนที่ถูกปล้น เขาก็ข้ามถนนไปเดินอีกฝั่งหนึ่ง 32 คนเลวีคนหนึ่งก็ทำเหมือนกัน เมื่อเขามาถึงที่นั่นและเห็นคนที่ถูกปล้น เขาก็ข้ามถนนไปเดินอีกฝั่งหนึ่ง 33 แต่เมื่อคนสะมาเรีย+คนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นผู้ชายคนนั้นก็รู้สึกสงสาร 34 เขาเข้าไปหา เทน้ำมันกับเหล้าองุ่นใส่แผลและพันผ้าไว้ แล้วยกคนที่ถูกปล้นขึ้นขี่หลังสัตว์ของตัวเอง พาไปที่โรงแรม และคอยดูแลเขา 35 ในวันรุ่งขึ้น เขาให้เงิน 2 เดนาริอัน*กับเจ้าของโรงแรมแล้วพูดว่า ‘ดูแลเขาให้ด้วย ถ้ามีค่าใช้จ่ายเกินนี้ ตอนกลับมาผมจะจ่ายคืนให้’ 36 ในสามคนนี้ คุณว่าคนไหนรักคนที่ถูกปล้นเหมือนรักตัวเอง?”+ 37 เขาตอบว่า “คนที่ช่วยเหลือเขา”+ พระเยซูจึงบอกเขาว่า “ให้คุณไปทำอย่างนั้นเหมือนกัน”+
38 พระเยซูกับพวกสาวกเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อมาร์ธา+ได้ต้อนรับท่านที่บ้านของเธอ 39 มาร์ธามีน้องสาวชื่อมารีย์ มารีย์นั่งลงแทบเท้าพระเยซูและฟังท่านพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ 40 ส่วนมาร์ธายุ่งอยู่กับงานหลายอย่าง เธอเข้ามาพูดกับพระเยซูว่า “อาจารย์คะ ท่านไม่เห็นหรือว่าน้องสาวปล่อยให้ดิฉันทำงานอยู่คนเดียว? ช่วยบอกเธอให้มาช่วยหน่อยสิคะ” 41 ท่านตอบเธอว่า “มาร์ธา มาร์ธา คุณกังวลและวุ่นวายกับหลายอย่างเกินไป 42 สิ่งที่จำเป็นมีแค่ไม่กี่อย่าง หรือแค่อย่างเดียวก็พอแล้ว มารีย์เลือกสิ่งที่ดี*+ และจะไม่มีใครมาแย่งสิ่งนั้นไปจากเธอได้”
11 ครั้งหนึ่ง พระเยซูอธิษฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง พออธิษฐานเสร็จ สาวกคนหนึ่งก็พูดกับท่านว่า “อาจารย์ครับ ขอช่วยสอนพวกเราอธิษฐานเหมือนที่ยอห์นสอนสาวกของเขาได้ไหมครับ?”
2 พระเยซูจึงบอกพวกสาวกว่า “ตอนที่อธิษฐาน ให้พูดว่า ‘พระเจ้า พ่อของพวกเรา ขอให้ชื่อของพระองค์เป็นที่เคารพนับถืออยู่เสมอ*+ ขอให้รัฐบาล*ของพระองค์มาปกครอง+ 3 ขอให้พวกเรามีอาหาร*พอกินทุก ๆ วัน+ 4 ขอพระองค์ยกโทษให้พวกเราที่ทำบาป+ เหมือนที่พวกเรายกโทษให้ทุกคนที่ทำผิดต่อพวกเรา*+ และขอช่วยพวกเราให้เอาชนะการล่อใจได้’”+
5 แล้วพระเยซูพูดกับพวกเขาว่า “สมมุติว่าคุณมีเพื่อนคนหนึ่ง คุณไปหาเขาตอนเที่ยงคืนและพูดว่า ‘เพื่อน ขอยืมขนมปังสัก 3 อันสิ 6 พอดีเพื่อนผมคนหนึ่งเดินทางมาเยี่ยม และผมไม่มีอะไรจะให้เขากินเลย’ 7 แต่เพื่อนที่อยู่ในบ้านบอกว่า ‘อย่ามารบกวนผมเลย ประตูบ้านใส่กลอนแล้ว และลูก ๆ ก็หลับอยู่บนเตียงกับผมแล้ว ผมลุกไปเอาให้ไม่ได้หรอก’ 8 ผมจะบอกคุณว่า ในที่สุด เขาจะลุกไปเอาขนมปังให้คุณ ไม่ใช่เพราะความเป็นเพื่อน แต่เพราะถูกรบเร้าไม่เลิก+ 9 ดังนั้น ผมจะบอกคุณว่า ให้ขอต่อไปเรื่อย ๆ+แล้วจะได้รับ หาต่อไปเรื่อย ๆ แล้วจะพบ เคาะต่อไปเรื่อย ๆ แล้วจะเปิดให้+ 10 เพราะทุกคนที่ขอจะได้รับ+ ทุกคนที่หาก็จะพบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้ 11 ถ้าลูกขอปลา จะมีพ่อคนไหนเอางูพิษให้หรือ?+ 12 และถ้าลูกขอไข่ พ่อจะยื่นแมงป่องให้ลูกไหม? 13 ในเมื่อคุณที่เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีกับลูก แล้วพระเจ้าผู้เป็นพ่อในสวรรค์จะไม่ให้พลังบริสุทธิ์กับคนที่ขอพระองค์หรือ?”+
14 ต่อมา พระเยซูขับไล่ปีศาจที่ทำให้คนเป็นใบ้+ เมื่อปีศาจออกไปแล้ว คนที่เป็นใบ้ก็พูดได้ ประชาชนที่เห็นก็รู้สึกทึ่ง+ 15 แต่บางคนพูดว่า “เขาขับไล่ปีศาจได้ด้วยอำนาจของเบเอลเซบูบ* หัวหน้าปีศาจ”+ 16 และบางคนมาทดสอบพระเยซู พวกเขาท้าท่านให้ทำการอัศจรรย์+ในท้องฟ้าให้พวกเขาเห็น 17 พระเยซูรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่+ จึงพูดว่า “ถ้าประเทศไหนแตกแยกกันเอง ประเทศนั้นก็จะล่มจม และถ้าบ้านไหนเมืองไหนแตกแยกกัน บ้านนั้นเมืองนั้นก็จะล่มสลาย 18 ดังนั้น ถ้าพวกของซาตานแตกแยกกันเอง อาณาจักรของมันก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน แล้วทำไมพวกคุณถึงหาว่าผมขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของเบเอลเซบูบ? 19 ถ้าผมขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของเบเอลเซบูบ แล้วคนของพวกคุณขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของใครล่ะ? ดังนั้น สิ่งที่คนของพวกคุณทำแสดงให้เห็นว่าเหตุผลของพวกคุณฟังไม่ขึ้น 20 แต่ถ้าผมขับไล่ปีศาจด้วยพลังของพระเจ้า*+ ก็แสดงว่ารัฐบาลของพระเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว+ แต่พวกคุณกลับไม่รู้ตัว 21 เมื่อคนแข็งแรงที่มีอาวุธครบมือเฝ้าบ้านของตัวเองอยู่ ทรัพย์สมบัติของเขาก็ปลอดภัย 22 แต่พอคนที่แข็งแรงกว่ามาต่อสู้และเอาชนะเขาได้ คนนั้นก็ยึดอาวุธทั้งหมดที่เจ้าของบ้านใช้ปกป้องทรัพย์สมบัติของเขา และเอาทรัพย์ที่ปล้นได้ไปแบ่งให้คนอื่น 23 คนที่ไม่อยู่ฝ่ายผมก็ต่อต้านผม และคนที่ไม่ช่วยผมรวบรวมผู้คนก็ไล่ผู้คนให้หนีไป+
24 “เมื่อปีศาจออกจากคนที่มันสิง มันก็ร่อนเร่ไปตามที่เปลี่ยวและแห้งแล้งเพื่อหาที่พัก แต่เมื่อหาไม่ได้ มันก็พูดว่า ‘กลับไปสิงคนเดิมที่เคยเป็นบ้านของเราดีกว่า’+ 25 พอมันกลับมาก็พบว่าบ้านนั้นปัดกวาดจนสะอาดและตกแต่งไว้แล้วด้วย 26 มันเลยชวนปีศาจที่ชั่วร้ายกว่ามันอีก 7 ตนไปเข้าสิงคนนั้นที่เคยเป็นบ้านของมัน สภาพของคนนั้นก็แย่ยิ่งกว่าเดิมอีก”
27 ตอนที่พระเยซูพูดอยู่นั้น ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มผู้ฟังก็ร้องว่า “ผู้หญิงที่คลอดท่านมาและให้นมท่านก็มีความสุขจริง ๆ”+ 28 แต่พระเยซูบอกว่า “ไม่หรอก คนที่ได้ยินคำสอนของพระเจ้าและทำตามนั่นแหละถึงจะมีความสุข”+
29 เมื่อประชาชนมาชุมนุมกันมากขึ้น พระเยซูก็พูดกับพวกเขาว่า “คนสมัยนี้เป็นคนชั่วช้า เขาอยากเห็นการอัศจรรย์ แต่เขาจะไม่ได้เห็นการอัศจรรย์อะไรนอกจากการอัศจรรย์แบบเดียวกับโยนาห์+ 30 สิ่งที่เกิดขึ้นกับโยนาห์+เป็นหลักฐานให้ชาวนีนะเวห์ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ ‘ลูกมนุษย์’ ก็จะเป็นหลักฐานให้คนสมัยนี้ด้วย 31 ตอนที่พระเจ้ามาพิพากษา ราชินีจากทิศใต้+จะถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับคนสมัยนี้และจะกล่าวโทษพวกเขา เพราะเธออุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลเพื่อฟังคำสอนที่ฉลาดปราดเปรื่องของโซโลมอน แต่คนที่ยิ่งใหญ่กว่าโซโลมอนอยู่ที่นี่แล้ว+ 32 เมื่อพระเจ้ามาพิพากษา ชาวเมืองนีนะเวห์จะฟื้นขึ้นจากตายพร้อมกับคนสมัยนี้และจะกล่าวโทษพวกเขา เพราะชาวเมืองนีนะเวห์กลับใจเมื่อได้ฟังโยนาห์ประกาศ+ แต่คนที่ยิ่งใหญ่กว่าโยนาห์อยู่ที่นี่แล้ว 33 เมื่อคนเราจุดตะเกียงแล้ว เขาจะไม่ซ่อนมันหรือเอาถังมาครอบ แต่เขาจะตั้งไว้บนเชิงตะเกียง+ เพื่อคนที่เข้ามาในห้องจะได้เห็นแสงสว่าง 34 ตาของคุณเป็นเหมือนแสงสว่างสำหรับร่างกาย ถ้าตาของคุณมองที่สิ่งเดียว* ทั้งตัวคุณก็จะสว่างไปด้วย แต่ถ้าตาของคุณมองคนอื่นด้วยความอิจฉา* ตัวคุณก็จะมืดไปด้วย+ 35 ดังนั้น ระวังให้ดี เพื่อสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นแสงสว่างในตัวคุณจะไม่ใช่ความมืด 36 ถ้าทั้งร่างกายของคุณสว่างและไม่มีส่วนไหนมืดเลย คุณก็จะสว่างจ้าไปทั้งตัวเหมือนตะเกียงที่ส่องแสงให้คุณ”
37 เมื่อพระเยซูพูดจบแล้ว ฟาริสีคนหนึ่งมาเชิญท่านไปกินอาหารกับเขา ท่านก็ไปบ้านเขาและนั่งเอนตัวที่โต๊ะอาหาร 38 แต่ฟาริสีคนนั้นแปลกใจที่เห็นว่าท่านไม่ได้ล้างมือ*ก่อนกินอาหาร+ 39 พระเยซูจึงบอกเขาว่า “พวกฟาริสี พวกคุณเป็นเหมือนถ้วยชามที่ล้างแค่ข้างนอก แต่ข้างในพวกคุณมีแต่ความโลภและความชั่วร้าย+ 40 พวกคนไร้เหตุผล พระเจ้าสร้างทั้งภายนอกและภายในของคนไม่ใช่หรือ? 41 เมื่อคุณช่วยเหลือคนจน*ก็ให้ทำด้วยใจ แล้วทั้งตัวคุณจะสะอาด 42 พวกฟาริสี พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะพวกคุณถวายส่วน 1 ใน 10 ของสะระแหน่ อีหรุด* และสมุนไพรอื่น ๆ*+ แต่กลับมองข้ามความยุติธรรมและความรักต่อพระเจ้า คุณต้องถวายของพวกนั้นอยู่แล้ว แต่ต้องไม่มองข้ามเรื่องที่สำคัญกว่าด้วย+ 43 พวกฟาริสี พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะพวกคุณชอบนั่งแถวหน้าสุด*ในที่ประชุม และชอบให้คนคำนับในที่สาธารณะ*+ 44 พวกคุณจะต้องรับโทษ เพราะพวกคุณเป็นเหมือนที่ฝังศพที่คนดูไม่ออก*+และเดินเหยียบย่ำไปมาโดยไม่รู้ตัว”
45 คนหนึ่งที่เชี่ยวชาญกฎหมายของโมเสสจึงพูดว่า “อาจารย์ พูดอย่างนี้ก็เท่ากับตำหนิพวกเราด้วยน่ะสิ” 46 พระเยซูบอกว่า “พวกคุณที่เชี่ยวชาญกฎหมายของโมเสส พวกคุณจะต้องรับโทษด้วย เพราะคุณตั้งกฎเกณฑ์มากมายเหมือนเอาของหนักมาให้คนอื่นแบกไว้ แต่ตัวคุณเองแค่นิ้วเดียวก็ไม่ยอมแตะ*+
47 “พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะพวกคุณสร้างที่ฝังศพของผู้พยากรณ์ที่บรรพบุรุษของพวกคุณได้ฆ่า+ 48 พวกคุณรู้อยู่แล้วว่าบรรพบุรุษทำอะไร แต่ก็ยังเห็นชอบกับการกระทำของพวกเขา พวกเขาฆ่าผู้พยากรณ์+ ส่วนพวกคุณก็สร้างที่ฝังศพให้ 49 เหมือนที่พระเจ้าพูดไว้ล่วงหน้าด้วยสติปัญญาของพระองค์ว่า ‘เราจะส่งผู้พยากรณ์และอัครสาวกไปหาพวกเขา แต่พวกเขาจะฆ่าบางคนและข่มเหงบางคน 50 ดังนั้น คนสมัยนี้จะต้องรับโทษสำหรับการตายของผู้พยากรณ์ทุกคนที่ถูกฆ่าตั้งแต่เริ่มมีโลกนี้*+ 51 นับตั้งแต่อาเบล+มาจนถึงเศคาริยาห์ที่ถูกฆ่าตายระหว่างแท่นบูชากับวิหาร’+ ผมจะบอกให้รู้ว่า คนสมัยนี้จะต้องรับโทษแน่ ๆ
52 “พวกคุณที่เชี่ยวชาญกฎหมายของโมเสส พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะคุณเก็บลูกกุญแจสำหรับไขความรู้ของพระเจ้าเอาไว้ ตัวคุณเองไม่อยากได้ความรู้นั้น แถมคุณยังกีดกันคนอื่นไม่ให้รับความรู้นั้นด้วย”+
53 เมื่อพระเยซูออกจากที่นั่น พวกครูสอนศาสนากับพวกฟาริสีก็มากดดันท่านอย่างหนักด้วยการซักถามเรื่องอื่น ๆ อีก 54 และพยายามจะจับผิดคำพูดของท่านให้ได้+
12 ระหว่างนั้น เมื่อมีหลายพันคนมาชุมนุมกันจนแน่นขนัด พระเยซูเริ่มพูดกับพวกสาวกก่อนว่า “ระวังเชื้อของพวกฟาริสีให้ดี ระวังความหลอกลวงของพวกเขา+ 2 แต่ทุกสิ่งที่ปกปิดไว้อย่างมิดชิดจะต้องถูกเปิดโปง และความลับทุกเรื่องจะถูกเปิดเผย+ 3 ดังนั้น เรื่องที่คุณพูดในที่มืดจะได้ยินในที่สว่าง และเรื่องที่คุณกระซิบในห้องส่วนตัวจะได้รับการป่าวประกาศจากดาดฟ้า 4 เพื่อนรัก+ ผมจะบอกให้นะว่า อย่ากลัวคนที่ฆ่าคุณได้ในตอนนี้ แต่ทำอะไรคุณมากกว่านั้นไม่ได้+ 5 แต่ให้คุณกลัวพระเจ้า เพราะพระองค์มีอำนาจที่จะฆ่าคุณ แล้วทิ้งคุณในเกเฮนนา*+ได้ ผมจะบอกให้รู้ว่า พระองค์ผู้นี้แหละที่คุณควรกลัว+ 6 นกกระจอก 5 ตัวเขาขายกันแค่ไม่กี่บาท*ไม่ใช่หรือ? แต่ไม่มีสักตัวเดียวที่พระเจ้าจะลืม*+ 7 แม้แต่ผมบนหัวของคุณ พระองค์ก็นับไว้แล้วทุกเส้น+ อย่ากลัวเลย เพราะคุณมีค่ามากกว่านกกระจอกหลายตัวรวมกันด้วยซ้ำ+
8 “ผมจะบอกให้รู้ว่า ถ้าใครยอมรับว่าเป็นสาวกของผมต่อหน้าคนอื่น+ ‘ลูกมนุษย์’ ก็จะยอมรับเขาเป็นสาวกต่อหน้าทูตสวรรค์ของพระเจ้าด้วย+ 9 แต่ถ้าใครปฏิเสธผมต่อหน้าคนอื่น ผมก็จะปฏิเสธเขาต่อหน้าทูตสวรรค์ของพระเจ้าเหมือนกัน+ 10 และถ้าใครพูดจาดูหมิ่น ‘ลูกมนุษย์’ พระเจ้าจะให้อภัยเขาได้ แต่ใครที่ลบหลู่ดูหมิ่นพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระองค์จะไม่ให้อภัยเขาเลย+ 11 เมื่อคุณถูกนำตัวไปสอบสวนในที่ประชุม* หรือยืนอยู่ต่อหน้าผู้ปกครองบ้านเมืองและผู้มีอำนาจ ไม่ต้องกังวลว่าจะตอบอย่างไรหรือจะพูดอะไร+ 12 เพราะตอนนั้น พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะทำให้คุณรู้ว่าต้องพูดอะไร”+
13 จากนั้น มีคนหนึ่งในกลุ่มผู้ฟังพูดกับพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ ขอบอกพี่ชายผมให้แบ่งมรดกให้ผมบ้าง” 14 ท่านบอกเขาว่า “ใครตั้งผมเป็นผู้พิพากษาหรือผู้ไกล่เกลี่ยให้พวกคุณ?” 15 แล้วพระเยซูก็พูดกับประชาชนที่ฟังอยู่ว่า “ระวังตัวให้ดี อย่าเป็นคนโลภ+ เพราะถึงจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่มันก็ซื้อชีวิตไม่ได้”+ 16 พระเยซูจึงยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พวกเขาฟังว่า “ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลดี 17 เขาเลยคิดในใจว่า ‘ตอนนี้เราไม่มีที่จะเก็บพืชผลแล้ว เราจะทำยังไงดี?’ 18 แล้วเขาก็คิดได้ว่า ‘เอาอย่างนี้+ เราจะรื้อยุ้งฉางแล้วสร้างให้ใหญ่กว่าเดิม จะได้เก็บข้าวและสิ่งของทั้งหมดไว้ที่นั่น 19 แล้วเราจะบอกกับตัวเองว่า “เราเก็บสะสมของดี ๆ ไว้มากมาย มีพอใช้ไปอีกหลายปี ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว ไปกินดื่ม และมีความสุขกับชีวิตดีกว่า”’ 20 แต่พระเจ้าพูดกับเขาว่า ‘คนไร้ความคิด คืนนี้จะมีคนมาเอาชีวิตเจ้า แล้วของที่เจ้าสะสมไว้จะตกเป็นของใคร?’+ 21 คนที่ชอบสะสมทรัพย์สมบัติไว้ให้ตัวเอง แต่ไม่ได้ร่ำรวยในสายตาพระเจ้าก็เป็นอย่างนั้นแหละ”+
22 แล้วพระเยซูก็พูดกับพวกสาวกว่า “เพราะอย่างนี้ ผมจะบอกพวกคุณว่า เลิกกังวลได้แล้วกับเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ว่าจะมีกินไหม หรือกังวลว่าจะมีเสื้อผ้าใส่หรือเปล่า+ 23 ชีวิตสำคัญกว่าอาหารและร่างกายสำคัญกว่าเสื้อผ้า 24 ดูอย่างอีกาสิ มันไม่ได้หว่านหรือเก็บเกี่ยว ไม่มีห้องเสบียงหรือยุ้งฉาง แต่พระเจ้าเลี้ยงดูพวกมันอยู่+ พวกคุณมีค่ามากกว่านกหลายเท่าไม่ใช่หรือ?+ 25 พวกคุณมีใครไหมที่กังวลแล้วจะต่อชีวิตได้อีกสักนิดหนึ่ง?* 26 ถ้าพวกคุณต่อชีวิตแค่นิดเดียวยังไม่ได้ จะไปกังวลกับเรื่องอื่น ๆ ทำไมล่ะ?+ 27 ดูอย่างดอกไม้ในทุ่งสิ มันงอกงามขึ้นได้อย่างไร มันไม่ต้องตรากตรำทำงานและไม่ต้องทอผ้า แต่รู้ไหมว่า แม้แต่กษัตริย์โซโลมอนตอนที่แต่งตัวเต็มยศก็ยังไม่งามเท่ากับดอกไม้ดอกหนึ่งที่อยู่ในทุ่งเลย+ 28 ถ้าพระเจ้าตกแต่งดอกไม้ใบหญ้าในทุ่งซึ่งอยู่แค่วันนี้ และพรุ่งนี้ก็จะถูกเผาทิ้ง พระองค์จะยิ่งตกแต่งพวกคุณมากกว่านั้นสักแค่ไหน พวกคุณมีความเชื่อน้อยจริง ๆ 29 ดังนั้น เลิกกังวลว่าจะกินอะไรหรือจะดื่มอะไร เลิกกังวลกับเรื่องพวกนี้ได้แล้ว+ 30 เพราะคนทั่วไปในโลกนี้ที่ไม่รู้จักพระเจ้ากังวลกับเรื่องพวกนี้ แต่พระเจ้าผู้เป็นพ่อของพวกคุณรู้อยู่แล้วว่าพวกคุณต้องมีของทั้งหมดนี้+ 31 ดังนั้น พวกคุณต้องให้ความสำคัญกับการปกครอง*ของพระเจ้าเสมอ แล้วพระองค์จะให้พวกคุณมีสิ่งจำเป็นทั้งหมดนี้+
32 “พวกคุณที่เป็นแกะฝูงเล็ก+ อย่ากลัวเลย เพราะพระเจ้าผู้เป็นพ่อของพวกคุณตั้งใจแล้วว่าจะให้รัฐบาลของพระองค์กับพวกคุณ+ 33 ไปขายทรัพย์สมบัติของคุณแล้วเอาเงินไปแจกให้คนจน*+ ให้คุณใช้ถุงเงินที่ไม่มีวันขาด ทรัพย์ของคุณในสวรรค์จะได้ไม่สูญหาย+ เพราะที่นั่นไม่มีใครไปขโมยได้และไม่มีมอดไปกิน 34 ทรัพย์สมบัติของคุณอยู่ที่ไหน ใจของคุณก็อยู่ที่นั่นด้วย
35 “ให้คุณแต่งตัวและเตรียมพร้อมไว้+ จุดตะเกียงให้ส่องสว่างอยู่เสมอ+ 36 ทำตัวเหมือนพวกทาสที่กำลังคอยนายกลับ+จากงานแต่งงาน+ เมื่อนายมาและเคาะประตู จะได้เปิดให้นายได้ทันที 37 เมื่อนายมาเห็นพวกทาสกำลังเฝ้าคอยอยู่ พวกทาสก็มีความสุข เพราะผมจะบอกให้รู้ว่า นายจะใส่ชุดทำงานและให้พวกทาสนั่งเอนตัวที่โต๊ะอาหาร แล้วนายจะคอยรับใช้พวกเขาอยู่ข้าง ๆ 38 ถ้านายมาในยาม 2* หรือแม้แต่ในยาม 3* และเห็นพวกทาสเตรียมพร้อม พวกทาสก็มีความสุข 39 อย่าลืมว่า ถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่าขโมยจะขึ้นบ้านเวลาไหน เขาจะไม่ปล่อยให้ขโมยงัดเข้ามาในบ้านแน่ ๆ+ 40 คุณเองก็ต้องเตรียมพร้อมอย่างนั้นด้วย เพราะ ‘ลูกมนุษย์’ จะมาในเวลาที่คุณคิดไม่ถึง”+
41 เปโตรพูดขึ้นมาว่า “อาจารย์ครับ ที่ท่านยกตัวอย่างเปรียบเทียบเรื่องนี้ขึ้นมา ท่านหมายถึงเฉพาะพวกเรา หรือท่านหมายถึงทุกคน?” 42 พระเยซูตอบว่า “จริง ๆ แล้ว ใครเป็นคนรับใช้*ที่ซื่อสัตย์และสุขุม*ที่นายจะตั้งไว้ให้ดูแลพวกคนรับใช้ และแจกจ่ายอาหารให้พวกเขาอย่างเพียงพอตามเวลาที่เหมาะสม?+ 43 เมื่อนายมาและเห็นทาสกำลังทำงานนั้นอย่างดี ทาสคนนั้นจะมีความสุข 44 ผมจะบอกให้รู้ว่า นายจะตั้งเขาให้ดูแลทรัพย์สมบัติทั้งหมดของนาย 45 แต่ถ้าทาสคนนั้นคิดในใจว่า ‘นายเรายังไม่มาหรอก’ แล้วเริ่มตีคนรับใช้ชายหญิงคนอื่น ๆ และกินดื่มจนเมามาย+ 46 นายของเขาจะมาในวันที่เขาคาดไม่ถึงและในเวลาที่เขาไม่รู้ตัว และจะลงโทษเขาอย่างหนักที่สุด แล้วไล่ให้ไปอยู่กับคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า 47 ทาสที่รู้ว่านายต้องการอะไร แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมหรือทำตามที่นายสั่งจะถูกเฆี่ยนอย่างหนัก+ 48 แต่ทาสที่ทำผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะถูกเฆี่ยนน้อย ที่จริง ทุกคนที่ได้รับหน้าที่รับผิดชอบมากจะถูกคาดหมายมาก และคนที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลหลายอย่างจะถูกคาดหมายมากเป็นพิเศษ+
49 “ผมมาจุดไฟบนโลก ตอนนี้ไฟก็ติดแล้ว ผมยังจะต้องการอะไรอีกล่ะ? 50 แต่ผมต้องรับบัพติศมาแบบหนึ่ง และผมทุกข์ใจจริง ๆ กว่าเรื่องนั้นจะสำเร็จ+ 51 คุณคิดว่าผมมาทำให้โลกสงบสุขหรือ? ไม่ใช่หรอก ผมมาทำให้แตกแยกกันต่างหาก+ 52 ต่อไปนี้ ห้าคนในบ้านหลังหนึ่งจะแตกแยกกันเป็นสามต่อสองและสองต่อสาม 53 จะเกิดการแตกแยกกัน ระหว่างพ่อกับลูกชายและลูกชายกับพ่อ แม่กับลูกสาวและลูกสาวกับแม่ แม่ผัวกับลูกสะใภ้และลูกสะใภ้กับแม่ผัว”+
54 แล้วพระเยซูก็หันไปพูดกับประชาชนว่า “เมื่อคุณเห็นเมฆหนาทึบลอยมาจากทิศตะวันตก คุณก็พูดว่า ‘จะมีพายุฝน’ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง 55 เมื่อคุณเห็นว่ามีลมพัดมาจากทิศใต้ คุณก็พูดว่า ‘อากาศจะร้อนจัด’ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง 56 พวกคนเสแสร้ง พวกคุณสังเกตดินฟ้าอากาศได้ แต่ทำไมดูไม่ออกว่าเหตุการณ์สมัยนี้หมายความว่าอย่างไร?+ 57 ทำไมพวกคุณตัดสินเองไม่ได้ว่าอะไรที่ถูกต้องและควรทำ? 58 เช่น เมื่อคุณไปหาเจ้าหน้าที่พร้อมกับคนที่ฟ้องร้องคุณ ให้รีบตกลงกับเขาระหว่างทาง ไม่อย่างนั้นเขาจะส่งตัวคุณให้ผู้พิพากษาตัดสิน และผู้พิพากษาจะส่งคุณให้ผู้คุม แล้วผู้คุมจะจับคุณเข้าคุก+ 59 ผมจะบอกให้รู้ว่า คุณจะไม่ได้ออกจากคุกแน่ ๆ จนกว่าคุณจะใช้หนี้ให้หมดทุกบาททุกสตางค์”*
13 ตอนนั้นมีบางคนมาเล่าให้พระเยซูฟังว่า ปีลาตฆ่าคนกาลิลีกลุ่มหนึ่งตอนที่พวกเขากำลังถวายเครื่องบูชา 2 ท่านจึงถามพวกเขาว่า “พวกคุณคิดว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเพราะพวกเขามีบาปมากกว่าคนกาลิลีคนอื่น ๆ ไหม? 3 ผมจะบอกให้ว่า ไม่ใช่หรอก แต่ถ้าพวกคุณไม่กลับใจ คุณทุกคนก็จะต้องพินาศเหมือนกัน+ 4 หรือ 18 คนที่ถูกหอคอยที่สระสิโลอัมพังลงมาทับตายนั้น พวกคุณคิดว่าพวกเขาทำผิดมากกว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มไหม? 5 ผมจะบอกให้ว่า ไม่ใช่หรอก แต่ถ้าพวกคุณไม่กลับใจ คุณทุกคนจะต้องพินาศเหมือนพวกเขา”
6 แล้วพระเยซูก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ฟังว่า “ผู้ชายคนหนึ่งปลูกต้นมะเดื่อต้นหนึ่งในสวนองุ่นของเขา เขาคอยมาดูว่ามันออกผลบ้างไหม แต่ก็ไม่เห็นมีเลย+ 7 เขาจึงบอกคนดูแลสวนองุ่นว่า ‘นี่ก็ 3 ปีแล้วที่ผมคอยมาดูว่าต้นมะเดื่อออกผลบ้างไหม แต่ก็ไม่เคยเจอเลย โค่นมันทิ้งดีกว่า ปลูกไว้ก็รกที่ดินเปล่า ๆ’ 8 คนดูแลสวนบอกว่า ‘นายครับ ลองดูอีกสักปีดีไหมครับ? ให้ผมลองพรวนดินใส่ปุ๋ยดูก่อน 9 ถ้าปีหน้ามันออกลูกก็ดีไป แต่ถ้าไม่ ก็ค่อยโค่นมันทิ้ง’”+
10 ตอนที่พระเยซูสอนอยู่ในที่ประชุมของชาวยิวในวันสะบาโต 11 มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกปีศาจสิงทำให้ป่วยและหลังค่อมมา 18 ปีแล้ว เธอยืดตัวตรงไม่ได้เลย 12 เมื่อพระเยซูเห็นเข้า ก็พูดกับเธอว่า “คุณหายป่วยแล้ว”+ 13 ท่านวางมือบนผู้หญิงคนนั้น เธอก็ยืดตัวตรงได้ทันทีแล้วสรรเสริญพระเจ้า 14 แต่หัวหน้าที่ประชุมแห่งนั้นไม่พอใจ เพราะพระเยซูรักษาโรคในวันสะบาโต เขาจึงบอกกับประชาชนที่นั่นว่า “มีตั้ง 6 วันที่จะทำงานได้ มารักษาใน 6 วันนั้นเถอะ+ อย่ามารักษาในวันสะบาโตเลย”+ 15 พระเยซูบอกเขาว่า “พวกสองมาตรฐาน+ พวกคุณแต่ละคนแก้เชือกให้วัวหรือลาของตัวเอง แล้วจูงมันไปกินน้ำในวันสะบาโตไม่ใช่หรือ?+ 16 แล้วผู้หญิงคนนี้ที่เป็นลูกหลานของอับราฮัม และถูกซาตานมัดไว้ถึง 18 ปี ไม่ควรหรือที่จะปลดปล่อยเธอในวันสะบาโต?” 17 คำพูดของพระเยซูทำให้คนที่ต่อต้านรู้สึกอับอายขายหน้า แต่ประชาชนกลับชื่นชมในสิ่งดี ๆ ที่ท่านทำ+
18 พระเยซูจึงพูดต่อไปว่า “รัฐบาล*ของพระเจ้าเหมือนกับอะไร และจะเปรียบเทียบกับอะไรดี? 19 ก็เปรียบเหมือนเมล็ดมัสตาร์ด*ที่ผู้ชายคนหนึ่งเอามาปลูกไว้ในสวนของเขา มันโตขึ้นและกลายเป็นต้นไม้ที่นกมาทำรังตามกิ่งของมันได้”+
20 พระเยซูพูดอีกว่า “จะเปรียบรัฐบาลของพระเจ้ากับอะไรดี? 21 ก็เปรียบเหมือนเชื้อขนมปังที่ผู้หญิงเอามาผสมในแป้ง 1 ถัง* แล้วเชื้อนั้นก็ทำให้แป้งทั้งก้อนขึ้นฟู”+
22 ระหว่างที่พระเยซูเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม ท่านสอนผู้คนตามเมืองและตามหมู่บ้าน 23 มีคนหนึ่งถามพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ คนที่จะรอดได้มีแค่ไม่กี่คนหรือ?” ท่านตอบว่า 24 “คุณต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อจะผ่านประตูแคบ+นั้นเข้าไปให้ได้ เพราะผมจะบอกคุณว่า คนมากมายจะพยายามแต่ก็เข้าไม่ได้ 25 เมื่อเจ้าของบ้านลุกขึ้นปิดประตูใส่กลอนแล้ว และคุณยืนเคาะประตูเรียกอยู่ข้างนอกว่า ‘นายครับ เปิดประตูให้หน่อยครับ’+ เจ้าของบ้านจะบอกว่า ‘ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใครมาจากไหน’ 26 แล้วคุณจะตอบว่า ‘พวกเราเคยกินและดื่มด้วยกันกับท่านไงครับ และท่านก็เคยสอนพวกเราตามถนนใหญ่ในเมืองด้วย’+ 27 แต่เจ้าของบ้านจะบอกคุณว่า ‘ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใครมาจากไหน ไปให้พ้น พวกคนชั่ว’ 28 คุณจะร้องห่มร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจเมื่อเห็นอับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และพวกผู้พยากรณ์ในรัฐบาลของพระเจ้า แต่ตัวคุณเองกลับถูกโยนทิ้งไว้ข้างนอก+ 29 ยิ่งกว่านั้น จะมีผู้คนมาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จากทิศเหนือและทิศใต้ และจะนั่งที่โต๊ะอาหารในรัฐบาลของพระเจ้า 30 ดังนั้น บางคนที่อยู่ในพวกสุดท้ายจะเป็นพวกแรก และบางคนที่อยู่ในพวกแรกจะเป็นพวกสุดท้าย”+
31 ตอนนั้น มีฟาริสีบางคนมาบอกพระเยซูว่า “ไปจากที่นี่เร็ว เฮโรดอยากจะฆ่าท่าน” 32 พระเยซูพูดกับพวกเขาว่า “ไปบอกหมาจิ้งจอกตัวนั้นว่า ผมกำลังขับไล่ปีศาจและรักษาโรคในวันนี้กับวันพรุ่งนี้ แล้ววันที่สามงานผมก็จะเสร็จ 33 ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็จะทำงานต่อไปในวันนี้ พรุ่งนี้ และมะรืนนี้ เพราะผู้พยากรณ์จะไม่โดนฆ่าตายที่อื่นนอกจากที่กรุงเยรูซาเล็ม+ 34 ชาวเยรูซาเล็ม ชาวเยรูซาเล็มทั้งหลาย ทำไมพวกคุณต้องฆ่าพวกผู้พยากรณ์และเอาหินขว้างคนที่พระเจ้าส่งมาด้วย?+ หลายครั้งแล้วที่ผมอยากจะปกป้องดูแลพวกคุณไว้ เหมือนแม่ไก่ต้อนลูก ๆ ของมันมาไว้ใต้ปีก แต่พวกคุณไม่ยอม+ 35 เพราะอย่างนี้ วิหารหลังนี้*จะถูกทิ้งร้างไว้กับพวกคุณ+ คุณจะไม่ได้เห็นผมอีกเลยจนกว่าคุณจะพูดว่า ‘ขอให้ท่านผู้มาในนามพระยะโฮวา*ได้รับพร’”+
14 ครั้งหนึ่งในวันสะบาโต พระเยซูไปกินอาหารที่บ้านของผู้นำฟาริสีคนหนึ่ง คนที่นั่นคอยจับตาดูท่านอยู่ 2 มีผู้ชายคนหนึ่งเป็นโรคบวมน้ำอยู่ตรงหน้าพระเยซูด้วย 3 พระเยซูจึงถามพวกที่เชี่ยวชาญกฎหมายของโมเสสและพวกฟาริสีว่า “ผิดไหมถ้าจะรักษาโรคในวันสะบาโต?”+ 4 แต่พวกเขาไม่ตอบอะไร พระเยซูจึงวางมือบนผู้ชายคนนั้น รักษาเขา และให้เขากลับไป 5 แล้วท่านหันมาถามพวกเขาว่า “ถ้าลูกชายหรือวัวของคุณตกบ่อ+ในวันสะบาโต คุณจะไม่รีบดึงขึ้นมาหรือ?”+ 6 พวกเขาก็พูดไม่ออก
7 เมื่อพระเยซูสังเกตเห็นว่า แขกที่ได้รับเชิญชอบนั่งตรงที่ที่มีเกียรติ+ ท่านก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พวกเขาฟังว่า 8 “เมื่อมีคนเชิญคุณไปงานแต่งงาน อย่านั่งตรงที่ที่มีเกียรติที่สุด+ เพราะเจ้าภาพอาจเชิญคนที่สำคัญกว่าคุณมาร่วมงานด้วย 9 และเขาจะมาบอกคุณว่า ‘ช่วยลุกให้แขกท่านนี้นั่งหน่อย’ แล้วคุณจะอับอายที่ต้องย้ายไปนั่งตรงที่ที่ต่ำต้อยที่สุด 10 แต่เมื่อมีคนเชิญคุณไปงาน ให้ไปนั่งตรงที่ที่ต่ำต้อยที่สุด เมื่อเจ้าภาพมา เขาจะพูดกับคุณว่า ‘นี่เพื่อน ย้ายไปนั่งตรงที่สำหรับแขกผู้มีเกียรติเถอะ’ แล้วคุณจะได้รับเกียรติต่อหน้าแขกทุกคนในงาน+ 11 ดังนั้น ทุกคนที่ยกตัวเองขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง และคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น”+
12 จากนั้น พระเยซูหันไปพูดกับคนที่เชิญท่านว่า “เมื่อคุณจัดเลี้ยงอาหารกลางวันหรืออาหารเย็น อย่าเชิญเพื่อน พี่น้อง ญาติ ๆ หรือเพื่อนบ้านที่มีอันจะกิน เพราะพวกเขาอาจเชิญคุณเป็นการตอบแทน 13 แต่เมื่อคุณจัดงานเลี้ยง ให้เชิญคนจน คนพิการ คนง่อย คนตาบอด+ 14 แล้วคุณจะมีความสุขเพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะตอบแทน แต่คุณจะได้รับการตอบแทนเมื่อพระเจ้าปลุกคนที่เชื่อฟังพระองค์*ให้ฟื้นขึ้นจากตาย”+
15 เมื่อแขกคนหนึ่งได้ยินอย่างนั้นก็พูดกับพระเยซูว่า “คนที่ได้กินอาหารเมื่ออยู่ในรัฐบาล*ของพระเจ้าก็มีความสุข”
16 พระเยซูพูดกับเขาว่า “มีคนหนึ่งจัดงานเลี้ยงอาหารเย็นอย่างใหญ่โต+และเชิญแขกมามากมาย 17 พอถึงเวลาเริ่มงาน เขาใช้ทาสไปบอกแขกที่ได้รับเชิญว่า ‘ทุกอย่างพร้อมแล้ว เชิญมาได้เลย’ 18 แต่ทุกคนขอตัว+ คนแรกอ้างว่า ‘ผมซื้อนาไว้และต้องไปดู ขอตัวนะ’ 19 อีกคนหนึ่งอ้างว่า ‘ผมซื้อวัวมา 5 คู่และกำลังจะไปตรวจดู ขอตัวนะ’+ 20 อีกคนหนึ่งก็อ้างว่า ‘ผมเพิ่งแต่งงาน ไปไม่ได้หรอก’ 21 ทาสก็มารายงานเรื่องนี้ให้นายฟัง นายโกรธมากและบอกทาสว่า ‘รีบออกไปตามถนนใหญ่และตามตรอกซอกซอยในเมือง แล้วพาคนจน คนพิการ คนตาบอด และคนง่อยมาที่นี่’ 22 ต่อมา ทาสกลับมาบอกว่า ‘นายครับ ผมทำตามที่นายสั่งแล้ว แต่ก็ยังมีที่ว่างเหลืออยู่’ 23 นายเลยบอกทาสว่า ‘ให้ออกไปตามถนนน้อยใหญ่ในชนบท แล้วพาคนเข้ามาให้เต็มบ้าน+ 24 ผมจะบอกให้รู้ว่า พวกที่ผมเชิญในตอนแรก จะไม่มีใครได้ลิ้มรสอาหารเย็นของผมเลย’”+
25 มีคนมากมายร่วมเดินทางไปกับพระเยซู ท่านหันมาพูดกับพวกเขาว่า 26 “ถ้าใครมาหาผมแต่ไม่ได้รักผมมากกว่า*พ่อแม่ ภรรยา ลูก พี่น้อง หรือแม้แต่ชีวิตของเขาเอง+ เขาจะเป็นสาวกของผมไม่ได้+ 27 คนที่ไม่ยอมแบกเสาทรมาน*ของตัวเองและติดตามผม จะเป็นสาวกของผมไม่ได้+ 28 สมมุติว่า คุณอยากจะสร้างหอคอย คุณจะไม่นั่งลงคำนวณค่าใช้จ่ายก่อนหรือ จะได้รู้ว่ามีเงินพอสร้างให้เสร็จได้หรือเปล่า? 29 ไม่อย่างนั้น เมื่อคุณวางฐานรากแล้วเกิดเงินหมด คุณก็จะสร้างไม่เสร็จ คนอื่นเห็นก็จะหัวเราะเยาะเอาได้ 30 พวกเขาจะบอกว่า ‘คนนี้ลงมือสร้าง แต่ไม่มีปัญญาสร้างให้เสร็จ’ 31 หรือถ้ากษัตริย์องค์หนึ่งจะทำสงครามกับกษัตริย์อีกองค์หนึ่ง เขาจะไม่นั่งลงคุยกับที่ปรึกษาก่อนหรือว่า ทหาร 10,000 คนของเขาจะไปสู้กับทหาร 20,000 คนของฝ่ายที่ยกมาตีได้หรือไม่? 32 ถ้าเห็นว่าสู้ไม่ได้ ก็จะรีบส่งคณะทูตไปเจรจาขอสงบศึกตอนที่อีกฝ่ายหนึ่งยังอยู่อีกไกล 33 ดังนั้น ถ้าคุณไม่ยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง คุณจะเป็นสาวกของผมไม่ได้+
34 “เกลือเป็นของดีแน่นอน แต่ถ้าเกลือไม่เค็มแล้ว จะเติมอะไรลงไปในเกลือเพื่อให้เค็มได้อีกล่ะ?+ 35 จะเอาไปทำเป็นดินเพาะปลูกหรือทำปุ๋ยก็ไม่ได้ มีแต่จะเอาไปโยนทิ้งเท่านั้น ให้ทุกคนที่ได้ยินจำใส่ใจไว้ให้ดี”+
15 ตอนนั้น คนเก็บภาษีกับคนบาปหลายคนเข้ามาห้อมล้อมพระเยซูเพื่อฟังท่านสอน+ 2 พวกฟาริสีกับพวกครูสอนศาสนาจึงพากันบ่นว่า “คนนี้คบคนบาปและกินอาหารกับพวกเขา” 3 พระเยซูจึงยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พวกเขาฟังว่า 4 “ถ้าคนหนึ่งมีแกะอยู่ 100 ตัวแล้วตัวหนึ่งหลงหายไป เขาจะไม่ทิ้งแกะ 99 ตัวไว้ในที่กันดารก่อน แล้วไปตามหาแกะตัวที่หลงหายไปจนกว่าจะเจอหรือ?+ 5 เมื่อเจอแล้ว เขาก็ดีใจมากและแบกมันใส่บ่ากลับมา 6 เมื่อมาถึงบ้าน เขาก็เรียกเพื่อนฝูงกับเพื่อนบ้านมาพร้อมหน้ากัน แล้วบอกว่า ‘ดีใจกับผมหน่อย เพราะผมเจอแกะตัวที่หลงหายไปแล้ว’+ 7 ทำนองเดียวกัน ผมจะบอกให้รู้ว่า เมื่อมีคนบาปคนหนึ่งกลับใจ+ จะทำให้มีความสุขในสวรรค์มากกว่าการมีคนดี 99 คนที่ไม่ต้องกลับใจ
8 “หรือถ้าผู้หญิงคนหนึ่งมีเหรียญเงิน* 10 เหรียญและทำตกหายไปเหรียญหนึ่ง เธอจะไม่จุดตะเกียงและกวาดบ้านค้นหาทุกซอกทุกมุมจนกว่าจะเจอหรือ? 9 เมื่อเจอแล้ว เธอก็เรียกเพื่อนฝูงและเพื่อนบ้านของเธอมาพร้อมหน้ากันแล้วพูดว่า ‘ดีใจกับฉันหน่อย เพราะฉันเจอเหรียญเงิน*ที่ตกหายไปแล้ว’ 10 ทำนองเดียวกัน ผมจะบอกให้รู้ว่า ทูตสวรรค์ของพระเจ้าจะดีใจเมื่อเห็นคนบาปคนหนึ่งกลับใจ”+
11 แล้วพระเยซูก็พูดว่า “ผู้ชายคนหนึ่งมีลูกชาย 2 คน 12 ลูกคนเล็กบอกพ่อว่า ‘พ่อครับ ช่วยแบ่งสมบัติส่วนที่เป็นของผมให้ด้วย’ พ่อก็แบ่งสมบัติให้ลูกทั้งสองคน 13 ไม่กี่วันหลังจากนั้น ลูกคนเล็กก็เก็บข้าวของทั้งหมดของเขาแล้วเดินทางไปเมืองไกล เขาใช้ชีวิตอย่างเสเพล และใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย 14 จนหมดเนื้อหมดตัว พอเกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักทั่วแถบนั้น เขาก็ไม่มีอะไรจะกิน 15 เขาถึงกับต้องไปรับจ้างเลี้ยงหมู+ในทุ่งให้ชาวบ้านคนหนึ่งในแถบนั้น 16 เขาหิวมากจนอยากจะกินฝักถั่วที่หมูกิน แต่ไม่มีใครให้อะไรเขากินเลย
17 “เขาเริ่มสำนึกตัวและพูดว่า ‘ลูกจ้างของพ่อทุกคนมีอาหารกินอย่างเหลือเฟือ แต่เราเองกลับจะต้องมาอดตายที่นี่ 18 เราจะกลับไปหาพ่อและพูดกับพ่อว่า “พ่อครับ ผมได้ทำบาปต่อพระเจ้า*และต่อพ่อด้วย 19 ผมไม่สมควรจะเป็นลูกของพ่ออีกต่อไป ขอให้ผมเป็นลูกจ้างคนหนึ่งของพ่อเถอะครับ”’ 20 เขาจึงกลับไปหาพ่อ ตอนที่เขายังอยู่แต่ไกล พ่อก็เห็นเขาและรู้สึกสงสาร พ่อเลยวิ่งเข้าไปหา ทั้งกอดและจูบเขา 21 แล้วลูกก็พูดกับพ่อว่า ‘พ่อครับ ผมได้ทำบาปต่อพระเจ้าและต่อพ่อด้วย+ ผมไม่สมควรจะเป็นลูกของพ่ออีกต่อไป’ 22 แต่พ่อหันไปสั่งพวกทาสว่า ‘เร็ว ๆ รีบไปเอาเสื้อคลุมที่ดีที่สุดมาใส่ให้เขา เอาแหวนมาสวมนิ้ว และเอารองเท้ามาใส่ให้เขาด้วย 23 แล้วไปฆ่าลูกวัวที่ขุนไว้ เอามาเลี้ยงฉลองกัน 24 เพราะลูกของผมคนนี้ตายไปแล้วแต่กลับฟื้นขึ้นมาใหม่+ เขาเคยหลงหายไปแต่ตอนนี้เจอแล้ว’ แล้วพวกเขาก็เลี้ยงฉลองกัน
25 “ส่วนลูกชายคนโตอยู่ในทุ่งนา เมื่อเขากลับมาใกล้จะถึงบ้านก็ได้ยินเสียงร้องรำทำเพลง 26 เขาจึงเรียกคนรับใช้มาถามว่าเกิดอะไรขึ้น 27 คนรับใช้บอกเขาว่า ‘น้องของคุณกลับมาแล้วครับ พ่อของคุณเลยให้ฆ่าลูกวัวที่ขุนไว้มาเลี้ยงฉลองกันที่ลูกกลับมาอย่างปลอดภัย’ 28 แต่พี่ชายกลับโมโหและไม่ยอมเข้าไป พ่อก็ออกมาขอร้องให้เข้าไปข้างใน 29 แต่เขาบอกพ่อว่า ‘ผมทำงานหนักให้พ่อมาตั้งหลายปี ไม่เคยฝ่าฝืนคำสั่งพ่อเลยสักครั้งเดียว แต่ลูกแพะสักตัวหนึ่งพ่อก็ไม่เคยให้ผมเอาไปเลี้ยงฉลองกับเพื่อนฝูงเลย 30 แต่พอลูกคนนั้นของพ่อกลับมา ทั้ง ๆ ที่เขาผลาญทรัพย์สมบัติของพ่อไปกับพวกโสเภณีจนเกลี้ยง พ่อก็ยังฆ่าลูกวัวที่ขุนไว้มาเลี้ยงต้อนรับเขา’ 31 พ่อจึงบอกเขาว่า ‘ลูกพ่อ ลูกอยู่กับพ่อมาตลอด และทุกสิ่งที่เป็นของพ่อก็เป็นของลูกอยู่แล้ว 32 แต่พวกเราต้องดีใจและเลี้ยงฉลองกัน เพราะน้องของลูกตายไปแล้วแต่กลับฟื้นขึ้นมาใหม่ น้องเคยหลงหายไปแต่ตอนนี้เจอแล้ว’”
16 แล้วพระเยซูพูดกับพวกสาวกต่อไปว่า “เศรษฐีคนหนึ่งจ้างผู้จัดการ*มาดูแลกิจการของเขา ต่อมา มีคนมาฟ้องว่าผู้จัดการคนนี้ทำให้กิจการของเศรษฐีเสียหาย 2 เศรษฐีจึงเรียกผู้จัดการมา แล้วพูดว่า ‘ที่ผมได้ยินมานี้คุณจะว่ายังไง? ไปเอาบัญชีที่คุณดูแลอยู่มาคืนซิ ผมไล่คุณออก’ 3 ผู้จัดการก็คิดในใจว่า ‘เราจะทำยังไงดี? เราโดนไล่ออกแล้ว จะไปขุดดินก็ไม่มีแรง ถ้าจะขอทานก็อายเขา 4 อ๋อ นึกออกแล้วว่าจะทำยังไงเพื่อให้คนรับเราไปอยู่บ้านเขาตอนที่เราตกงาน’ 5 เขาเลยเรียกลูกหนี้ของนายมาทีละคน แล้วถามคนแรกว่า ‘คุณเป็นหนี้นายผมอยู่เท่าไหร่?’ 6 เขาบอกว่า ‘ผมเป็นหนี้น้ำมันมะกอก 100 ถัง’* ผู้จัดการบอกว่า ‘เอาหนังสือสัญญาไป แล้วรีบแก้เป็น 50 ถัง’ 7 จากนั้น ผู้จัดการถามอีกคนหนึ่งว่า ‘แล้วคุณล่ะเป็นหนี้เท่าไหร่?’ เขาตอบว่า ‘ผมเป็นหนี้ข้าวสาลี 100 กระสอบ’* ผู้จัดการบอกเขาว่า ‘เอาหนังสือสัญญาไป แล้วแก้เป็น 80 กระสอบ’ 8 นายชมผู้จัดการคนนี้ที่เขาลงมือทำอย่างฉลาดแม้จะเป็นคนขี้โกง ที่ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อให้เห็นว่า คนทั่วไปในโลกนี้*รู้วิธีปฏิบัติกับคนอื่นได้ฉลาดกว่าคนที่อยู่ในความสว่าง*+
9 “ผมจะบอกคุณว่า ให้ใช้ทรัพย์ที่คุณมีในโลกนี้*เพื่อผูกมิตรกับคนอื่นไว้+ เพราะเมื่อทรัพย์นั้นหมด จะได้มีคนรับคุณไปอยู่ในที่อยู่ถาวร+ 10 คนที่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กก็ซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ด้วย และคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กก็ไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ด้วย 11 ถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์ในการดูแลทรัพย์ในโลกนี้* แล้วใครจะฝากทรัพย์แท้ไว้กับคุณ? 12 และถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์ในการดูแลทรัพย์ของคนอื่น แล้วใครจะให้คุณเป็นเจ้าของทรัพย์ที่มีค่าล่ะ?+ 13 ไม่มีใครรับใช้นาย 2 คนได้ เพราะเขาจะเกลียดนายคนหนึ่งและรักนายอีกคนหนึ่ง หรือจะภักดีต่อนายคนหนึ่งและดูถูกนายอีกคนหนึ่ง คุณจะรับใช้พระเจ้าและทรัพย์สมบัติพร้อม ๆ กันไม่ได้หรอก”+
14 เมื่อพวกฟาริสีได้ยินพระเยซูพูดเรื่องทั้งหมดนี้ ก็ทำท่าเยาะเย้ยท่าน+เพราะพวกเขาเป็นคนรักเงิน 15 พระเยซูจึงพูดกับพวกเขาว่า “พวกคุณชอบทำตัวให้คนอื่นมองว่าเป็นคนเชื่อฟังพระเจ้า*+ แต่พระเจ้ารู้ว่าใจจริงของพวกคุณเป็นอย่างไร+ สิ่งที่มนุษย์ถือกันว่าสำคัญก็เป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงในสายตาพระเจ้า+
16 “ที่ผ่านมา มีการประกาศเรื่องที่บอกไว้ในกฎหมายของโมเสสและในหนังสือของพวกผู้พยากรณ์*จนถึงสมัยของยอห์น แต่เมื่อยอห์นมา ก็เริ่มมีการประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้า และคนทุกประเภทพยายามกันมากที่จะเข้ารัฐบาลนั้น+ 17 ถึงแม้ฟ้าและดินจะหายไป แต่เรื่องที่เขียนไว้ในกฎหมายของโมเสสจะต้องเกิดขึ้นจริงทุกตัวอักษร+
18 “ทุกคนที่หย่ากับภรรยาแล้วไปแต่งงานใหม่ก็เป็นคนเล่นชู้ และคนที่แต่งงานกับผู้หญิงที่หย่ากับสามีก็เป็นชู้กับเธอด้วย+
19 “มีเศรษฐีคนหนึ่ง แต่งตัวด้วยผ้าสีม่วงและผ้าลินิน เขาใช้ชีวิตอย่างหรูหราทุกวัน 20 และมีขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัสมานอนอยู่หน้าประตูบ้านของเศรษฐี เขามีแผลเปื่อยเต็มตัวไปหมด 21 เขารอกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี และหมาก็มาเลียแผลของเขา 22 ต่อมา ขอทานตายและทูตสวรรค์พาเขาไปอยู่กับอับราฮัม*
“แล้วเศรษฐีก็ตายและถูกฝัง 23 เมื่ออยู่ในหลุมศพ*เขาทนทุกข์ทรมานมาก พอเขาเงยหน้าก็เห็นอับราฮัมอยู่ไกล ๆ และเห็นลาซารัสอยู่ข้าง ๆ อับราฮัม* 24 เขาจึงร้องตะโกนว่า ‘อับราฮัม พ่อของผม สงสารผมด้วยเถอะครับ ช่วยส่งลาซารัสมาหน่อย ให้เขาเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของผมให้เย็นลง เพราะผมเจ็บปวดทรมานเหลือเกินในไฟที่ร้อนแรงนี้’ 25 แต่อับราฮัมพูดว่า ‘จำไม่ได้หรือว่าตอนที่คุณยังมีชีวิตอยู่ คุณได้รับแต่สิ่งดี ๆ ส่วนลาซารัสได้รับแต่สิ่งไม่ดี ตอนนี้ เขามีความสุขอยู่ที่นี่ ส่วนคุณก็ได้รับความทุกข์ทรมาน 26 อีกอย่าง มีช่องว่างที่กว้างใหญ่ขวางอยู่ระหว่างพวกเรากับคุณ เพื่อว่าคนที่อยากข้ามจากที่นี่ไปหาคุณจะข้ามไปไม่ได้ หรือคนจากที่นั่นจะข้ามมาหาพวกเราก็ไม่ได้เหมือนกัน’ 27 เศรษฐีจึงพูดว่า ‘ถ้าอย่างนั้น ขอให้ท่านใช้ลาซารัสไปที่บ้านของพ่อผมหน่อย 28 เพราะผมมีพี่น้องอยู่ 5 คน ลาซารัสจะได้ไปเตือนพวกเขา แล้วพวกเขาจะได้ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานเหมือนกับผมที่นี่’ 29 อับราฮัมบอกว่า ‘แต่พวกเขามีโมเสสและพวกผู้พยากรณ์คอยเตือนอยู่แล้ว ให้เขาฟังโมเสสและพวกผู้พยากรณ์เถอะ’+ 30 เศรษฐีจึงพูดว่า ‘แต่นั่นไม่พอหรอกครับ อับราฮัม พ่อของผม ถ้ามีคนฟื้นขึ้นจากตายไปหาพวกเขา พวกเขาจะกลับใจ’ 31 แต่อับราฮัมบอกเขาว่า ‘ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสส+และพวกผู้พยากรณ์ ต่อให้มีคนฟื้นขึ้นจากตาย พวกเขาก็จะไม่ยอมฟังอยู่ดี’”
17 แล้วพระเยซูพูดกับพวกสาวกว่า “สิ่งที่ทำให้คนทิ้งความเชื่อไปจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่คนที่เป็นต้นเหตุของสิ่งนั้นจะต้องถูกลงโทษ 2 ใครที่ทำให้คนต่ำต้อยคนหนึ่งทิ้งความเชื่อไป เอาหินโม่มาผูกคอเขา แล้วโยนลงไปในทะเลก็ดีกว่า+ 3 จำไว้นะ ถ้ามีคน*ทำผิดต่อคุณ ให้ตักเตือนเขา+ และถ้าเขากลับใจก็ยกโทษให้เขา+ 4 ถึงเขาจะทำผิดต่อคุณวันละ 7 ครั้ง แล้วกลับมาหาคุณทั้ง 7 ครั้งและพูดว่า ‘ขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว’ คุณก็ต้องยกโทษให้เขา”+
5 พวกอัครสาวกพูดกับพระเยซูว่า “ขอช่วยให้พวกเรามีความเชื่อมากขึ้นด้วยครับ”+ 6 พระเยซูบอกว่า “ถ้าคุณมีความเชื่อขนาดเท่าเมล็ดมัสตาร์ด* และสั่งต้นหม่อนดำต้นนี้ว่า ‘ถอนขึ้นมาซะ แล้วย้ายไปอยู่ในทะเล’ มันก็จะเชื่อฟังคุณ+
7 “สมมุติว่า นายคนหนึ่งให้ทาสไปไถนาหรือดูแลฝูงแกะ เมื่อทาสกลับมาจากทุ่งนา นายจะพูดกับเขาไหมว่า ‘มานั่งที่โต๊ะอาหารก่อนสิ’? 8 ไม่หรอก แต่นายคงจะพูดว่า ‘รีบไปเตรียมอาหารเย็นมาเร็ว ใส่ผ้ากันเปื้อนให้พร้อม แล้วมาคอยรับใช้ที่โต๊ะจนกว่าผมจะกินดื่มเสร็จ แล้วคุณค่อยกิน’ 9 นายไม่ต้องขอบคุณทาสที่ทำตามคำสั่ง จริงไหม? 10 พวกคุณก็เหมือนกัน เมื่อทำงานที่นายสั่งเสร็จหมดแล้ว ก็ควรจะพูดว่า ‘พวกเราเป็นแค่ทาสที่ทำตามหน้าที่เท่านั้น’”+
11 ตอนที่พระเยซูเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม ท่านใช้เส้นทางที่อยู่ระหว่างแคว้นสะมาเรียกับแคว้นกาลิลี 12 เมื่อพระเยซูเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีคนโรคเรื้อน 10 คนเห็นท่าน แต่พวกเขายืนอยู่ห่าง ๆ+ 13 และร้องตะโกนว่า “อาจารย์เยซู ขอเมตตาพวกเราด้วย” 14 เมื่อพระเยซูเห็นพวกเขาก็พูดว่า “ไปหาปุโรหิตแล้วให้พวกเขาตรวจดู”+ และตอนที่อยู่กลางทางนั้นเอง พวกเขาก็หายโรค+ 15 คนหนึ่งในนั้น เมื่อเห็นว่าหายโรคแล้ว ก็ย้อนกลับมาพร้อมกับสรรเสริญพระเจ้าเสียงดัง 16 เขาหมอบลงที่เท้าของพระเยซูและขอบคุณท่าน ผู้ชายคนนี้เป็นคนสะมาเรีย+ 17 พระเยซูถามว่า “มีตั้ง 10 คนหายโรคไม่ใช่หรือ? แล้วอีก 9 คนอยู่ไหนล่ะ? 18 ไม่มีใครกลับมาสรรเสริญพระเจ้าเลยหรือนอกจากคนนี้ที่เป็นคนต่างชาติ?” 19 แล้วท่านบอกเขาว่า “ลุกขึ้นกลับไปเถอะ ความเชื่อของคุณทำให้คุณหายโรคแล้ว”+
20 พวกฟาริสีมาถามพระเยซูว่ารัฐบาล*ของพระเจ้าจะมาปกครองเมื่อไร+ ท่านตอบว่า “รัฐบาลของพระเจ้าจะไม่มาอย่างที่ทุกคนเห็นได้ชัด 21 ผู้คนจะไม่พูดว่า ‘อยู่นี่ไง’ หรือ ‘อยู่นั่นไง’ เพราะรัฐบาลของพระเจ้าอยู่ในหมู่พวกคุณนี่แหละ”+
22 แล้วพระเยซูพูดกับพวกสาวกว่า “เวลานั้นจะมาถึง เมื่อพวกคุณอยากเห็นสมัยของ ‘ลูกมนุษย์’ แค่สักวันหนึ่ง แต่คุณจะไม่ได้เห็น 23 ผู้คนจะบอกคุณว่า ‘ไปดูนั่นสิ’ หรือ ‘มาดูนี่สิ’ อย่าตามพวกเขาไป+ 24 เพราะสมัยของ ‘ลูกมนุษย์’+ จะเหมือนกับฟ้าแลบที่ส่องแสงจากฟ้าข้างหนึ่งไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง+ 25 แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ‘ลูกมนุษย์’ จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายอย่างและถูกคนสมัยนี้ปฏิเสธ+ 26 และเมื่อถึงสมัยของ ‘ลูกมนุษย์’+ ก็จะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับในสมัยของโนอาห์+ 27 ผู้คนกินดื่ม แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ*+ แล้วน้ำก็มาท่วมทำลายทุกคนจนหมดสิ้น+ 28 ในสมัยของโลท+ก็เหมือนกัน ผู้คนกินดื่ม ซื้อขาย เพาะปลูก ก่อสร้าง 29 แต่ในวันที่โลทออกจากเมืองโสโดม มีไฟและกำมะถันตกจากฟ้ามาทำลายทุกคนจนหมดสิ้น+ 30 ตอนที่ ‘ลูกมนุษย์’ มาพิพากษาก็จะเป็นอย่างนั้น+
31 “เมื่อถึงตอนนั้น คนที่อยู่บนดาดฟ้าอย่ากลับเข้าไปเก็บข้าวของในบ้าน และคนที่อยู่ในไร่นาอย่ากลับไปเก็บข้าวของเหมือนกัน 32 จำเรื่องภรรยาของโลทไว้ให้ดี+ 33 คนที่พยายามรักษาชีวิตไว้จะเสียชีวิต แต่คนที่ยอมสละชีวิตก็จะรักษาชีวิตไว้+ 34 ผมจะบอกให้รู้ว่า ในคืนนั้น คน 2 คนจะนอนบนเตียงเดียวกัน คนหนึ่งจะถูกพาไป แต่อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้+ 35 ผู้หญิง 2 คนจะโม่แป้งอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งจะถูกพาไป แต่อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้” 36 *—— 37 พวกสาวกจึงถามพระเยซูว่า “เรื่องนี้จะเกิดขึ้นที่ไหนครับ อาจารย์?” ท่านตอบพวกเขาว่า “ซากศพอยู่ที่ไหน นกอินทรีก็จะรวมตัวกันอยู่ที่นั่น”+
18 จากนั้น พระเยซูยกตัวอย่างเปรียบเทียบเรื่องหนึ่งขึ้นมา เพื่อให้สาวกเห็นความจำเป็นที่จะต้องอธิษฐานเสมอและไม่ท้อถอย+ 2 พระเยซูพูดว่า “ในเมืองหนึ่ง มีผู้พิพากษาคนหนึ่งที่ไม่นับถือพระเจ้าและไม่เกรงใจใคร 3 และมีแม่ม่ายคนหนึ่งมาเฝ้าอ้อนวอนผู้พิพากษาคนนี้อยู่เรื่อย ๆ ว่า ‘ดิฉันมาขอความยุติธรรมค่ะ ช่วยตัดสินคดีของดิฉันกับคู่ความด้วยเถอะ’ 4 ตอนแรก ผู้พิพากษาไม่สนใจคำอ้อนวอนของแม่ม่าย แต่นานเข้า เขาก็พูดกับตัวเองว่า ‘เราไม่นับถือพระเจ้าและไม่เกรงใจใครทั้งนั้น 5 แต่แม่ม่ายคนนี้มากวนใจเราอยู่เรื่อย เรารำคาญจะแย่อยู่แล้ว เราจะจัดการให้เธอได้รับความยุติธรรม เธอจะได้ไม่มารบกวนเราอีก’”+ 6 แล้วพระเยซูพูดต่อไปว่า “ดูสิ แม้แต่ผู้พิพากษาคนนี้ที่ไม่นับถือพระเจ้าก็ยังพูดอย่างนี้ 7 แล้วพระเจ้าจะไม่ให้ความยุติธรรมกับคนที่พระองค์เลือกไว้หรือเมื่อพวกเขาขอความช่วยเหลือจากพระองค์ทั้งวันทั้งคืน?+ และพระองค์จะอดทนกับพวกเขาด้วย+ 8 ผมจะบอกให้รู้ว่า พระองค์จะให้ความยุติธรรมกับเขาโดยเร็วอย่างแน่นอน แต่เมื่อ ‘ลูกมนุษย์’ มา ท่านจะได้เจอคนที่มีความเชื่อแบบนี้บนโลกจริง ๆ ไหม?”
9 พระเยซูยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา เพื่อสอนคนที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นคนดีอยู่แล้วและชอบดูถูกคนอื่น ท่านพูดว่า 10 “มีผู้ชาย 2 คนขึ้นไปอธิษฐานที่วิหาร คนหนึ่งเป็นฟาริสี ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี 11 ฟาริสียืนอธิษฐานในใจว่า ‘พระเจ้า ขอขอบคุณพระองค์ที่ผมไม่เหมือนคนอื่นที่เป็นขโมย หรือทำชั่ว หรือเล่นชู้ แล้วก็ไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ด้วย 12 ผมถือศีลอดอาหารสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และของทุกอย่างที่ได้มา ผมก็ถวายส่วน 1 ใน 10 ให้พระองค์’+ 13 ส่วนคนเก็บภาษียืนอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเงยหน้ามองฟ้าด้วยซ้ำ เอาแต่ตีอกชกหัวตัวเองและอธิษฐานว่า ‘พระเจ้าครับ เมตตาผมด้วย ผมมันคนบาป’+ 14 ผมจะบอกให้รู้ว่า เมื่อคนนี้กลับบ้าน พระเจ้าจะมองเขาว่าเป็นคนดีกว่าฟาริสีคนนั้น+ เพราะทุกคนที่ยกตัวเองขึ้นจะถูกเหยียดให้ต่ำลง แต่คนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น”+
15 มีคนพาเด็กทารกมาให้พระเยซูวางมือด้วย แต่เมื่อพวกสาวกเห็น ก็ห้ามไม่ให้มายุ่งกับท่าน+ 16 แต่พระเยซูบอกให้พาทารกมาหาท่านและพูดว่า “ให้เด็ก ๆ เข้ามาหาผมเถอะ อย่าห้ามเลย เพราะรัฐบาล*ของพระเจ้าเป็นของคนแบบนี้แหละ+ 17 ผมจะบอกให้รู้ว่า ถ้าใครไม่ยอมรับรัฐบาลของพระเจ้าและไม่เป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ เขาจะเข้ารัฐบาลนั้นไม่ได้เลย”+
18 มีหัวหน้าชุมชนคนหนึ่งมาถามพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ ท่านเป็นอาจารย์ที่ดีจริง ๆ ผมต้องทำอะไรถึงจะได้ชีวิตตลอดไป?”*+ 19 พระเยซูพูดกับเขาว่า “ทำไมถึงยกย่องผมว่าดี? ไม่มีใครดีจริง ๆ หรอกนอกจากพระเจ้าเท่านั้น+ 20 คุณก็รู้กฎหมายของพระเจ้าอยู่แล้วที่ว่า ‘อย่าเล่นชู้+ อย่าฆ่าคน+ อย่าขโมย+ อย่าเป็นพยานเท็จ+ และให้นับถือพ่อแม่’”+ 21 เขาจึงพูดว่า “ผมทำตามทุกข้ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก ๆ” 22 เมื่อได้ยินอย่างนั้น พระเยซูบอกเขาว่า “มีอีกอย่างหนึ่งที่คุณยังไม่ได้ทำ ไปขายทุกอย่างที่คุณมีอยู่และเอาเงินไปแจกคนจน คุณจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วตามผมมา”+ 23 เมื่อเขาได้ยินอย่างนั้นก็เศร้าใจอย่างหนัก เพราะเขารวยมาก+
24 พระเยซูมองเขาและพูดว่า “คนมีเงินจะเข้ารัฐบาลของพระเจ้าก็ยากจริง ๆ+ 25 ตัวอูฐจะลอดรูเข็มเย็บผ้ายังง่ายกว่าคนรวยจะเข้ารัฐบาลของพระเจ้า”+ 26 คนที่ฟังอยู่ก็พูดว่า “แล้วอย่างนี้ จะมีใครรอดได้ล่ะ?”+ 27 พระเยซูตอบว่า “สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ พระเจ้าทำได้”+ 28 เปโตรพูดขึ้นมาว่า “พวกผมยอมทิ้งสิ่งที่เคยมีอยู่และตามท่านมา”+ 29 พระเยซูบอกว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า ทุกคนที่ยอมสละบ้าน หรือภรรยา หรือพี่น้อง หรือพ่อแม่ หรือลูก ๆ เพื่อรัฐบาลของพระเจ้า+ 30 เขาจะได้คืนอีกหลายเท่าในยุคนี้ และในยุค*หน้าจะได้ชีวิตตลอดไป”+
31 แล้วพระเยซูแยกอัครสาวก 12 คนออกมาและบอกพวกเขาว่า “ตอนนี้ พวกเรากำลังขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม และทุกสิ่งที่ผู้พยากรณ์เขียนไว้เกี่ยวกับ ‘ลูกมนุษย์’ จะเกิดขึ้นจริง+ 32 เช่น ท่านจะถูกส่งตัวให้คนต่างชาติ+ ถูกเยาะเย้ย+ ถูกเหยียดหยาม ถูกถุยน้ำลายใส่+ 33 ถูกเฆี่ยนตี และถูกฆ่า+ แต่ในวันที่สามท่านจะฟื้นขึ้นจากตาย”+ 34 แต่พวกอัครสาวกไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้ เพราะความหมายของเรื่องนี้ยังไม่เปิดเผยให้กับพวกเขา
35 เมื่อพระเยซูเดินทางใกล้ถึงเมืองเยรีโค มีผู้ชายตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ริมทาง+ 36 เมื่อเขาได้ยินเสียงคนมากมายเดินผ่านไป เขาก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น 37 มีคนบอกเขาว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธกำลังผ่านมาทางนี้” 38 เขาจึงร้องว่า “ท่านเยซู ลูกหลานดาวิด ขอเมตตาผมด้วย” 39 คนที่เดินอยู่ข้างหน้าจึงบอกเขาให้เงียบ แต่เขากลับร้องตะโกนดังขึ้นอีกว่า “ท่านผู้เป็นลูกหลานดาวิดครับ ขอเมตตาผมด้วย” 40 พระเยซูจึงหยุดเดินและสั่งให้พาคนนั้นมาหา แล้วท่านก็ถามเขาว่า 41 “มีอะไรให้ผมช่วยไหม?” เขาตอบว่า “นายท่าน ช่วยทำให้ผมมองเห็นด้วยเถอะ” 42 พระเยซูจึงบอกเขาว่า “ได้สิ มองเห็นเถอะ ความเชื่อของคุณทำให้คุณหายเป็นปกติแล้ว”+ 43 ทันใดนั้น เขาก็มองเห็นได้ แล้วเดินตามพระเยซูไป+พร้อมกับสรรเสริญพระเจ้า เมื่อประชาชนเห็นอย่างนั้นก็พากันสรรเสริญพระเจ้าด้วย+
19 แล้วพระเยซูก็เดินเข้าไปในเมืองเยรีโค 2 มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส เป็นหัวหน้าคนเก็บภาษี เขาเป็นคนรวย 3 เขาอยากเห็นพระเยซูมากแต่มองไม่เห็น เพราะเขาตัวเตี้ยและมีคนแน่นมาก 4 เขาจึงวิ่งไปดักหน้าท่าน แล้วปีนต้นมะเดื่อป่าเพื่อจะมองเห็นได้ตอนที่ท่านผ่านมาทางนั้น 5 พอพระเยซูเดินมาถึงที่นั่น ท่านก็แหงนหน้ามองขึ้นไปแล้วบอกเขาว่า “ศักเคียส รีบลงมาเร็ว วันนี้ผมจะไปพักที่บ้านคุณ” 6 เขาจึงรีบลงมา และต้อนรับพระเยซูให้พักที่บ้านของเขาด้วยความตื่นเต้นดีใจ 7 เมื่อผู้คนเห็นอย่างนั้นก็บ่นกันว่า “ทำไมคนนี้เข้าไปพักในบ้านของคนบาปล่ะ?”+ 8 ศักเคียสยืนขึ้นและพูดกับพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ ผมจะบริจาคทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้คนจน ส่วนคนที่ผมเคยโกงเขามา ผมจะคืนให้เขา 4 เท่า”+ 9 พระเยซูจึงพูดว่า “วันนี้ ความรอดมาถึงบ้านนี้แล้ว เพราะเขาก็เป็นลูกหลานของอับราฮัมด้วย 10 ‘ลูกมนุษย์’ มาตามหาและช่วยคนที่หลงหายแบบนี้ให้รอด”+
11 ตอนที่พวกสาวกกำลังฟังอยู่ พระเยซูยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาเพราะเกือบจะถึงกรุงเยรูซาเล็มแล้ว และพวกเขาคิดว่ารัฐบาล*ของพระเจ้าใกล้จะมาแล้ว+ 12 ท่านพูดว่า “มีคนที่มีเชื้อเจ้าคนหนึ่งเดินทางไปแดนไกล+เพื่อจะรับตำแหน่งกษัตริย์ แล้วจะกลับมา 13 ก่อนไป เขาเรียกทาส 10 คนมาและฝากเงินให้ 10 มินา* แล้วสั่งพวกเขาว่า ‘เอาเงินนี้ไปค้าขายกันจนกว่าผมจะมา’+ 14 แต่ชาวเมืองนั้นเกลียดเขา เลยส่งตัวแทนตามไปเพื่อบอกว่า ‘พวกเราไม่ต้องการคนนี้มาเป็นกษัตริย์ของเรา’
15 “ในที่สุด คนที่มีเชื้อเจ้าคนนั้นได้รับแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์และเดินทางกลับมา เขาเรียกทาสที่เขาฝากเงินไว้มาพบ เพราะอยากรู้ว่าพวกเขาค้าขายได้กำไรกันเท่าไหร่+ 16 ทาสคนแรกเข้ามาพบและบอกว่า ‘นายท่าน เงิน 1 มินาของท่าน ผมเอาไปทำกำไรได้ 10 มินาครับ’+ 17 เขาจึงบอกทาสนั้นว่า ‘ดีมาก คุณเป็นทาสที่ดี คุณซื่อสัตย์ในเรื่องเล็ก ๆ คุณจะได้ปกครอง 10 เมือง’+ 18 ทาสคนที่สองมาบอกว่า ‘นายท่าน เงิน 1 มินาของท่าน ผมเอาไปทำกำไรได้ 5 มินาครับ’+ 19 เขาจึงบอกทาสคนนี้ว่า ‘คุณก็เหมือนกัน จะได้ปกครอง 5 เมือง’ 20 แต่ทาสอีกคนหนึ่งมาบอกว่า ‘นายท่าน นี่เป็นเงิน 1 มินาของท่าน ผมเอาผ้าห่อเก็บไว้ในที่ปลอดภัย 21 ผมกลัวเพราะท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเรียกเอาเงินที่ท่านไม่ได้ฝาก และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่าน’+ 22 เขาเลยบอกทาสนั้นว่า ‘ทาสชั่ว ผมจะตัดสินคุณตามคำพูดของคุณเอง ในเมื่อคุณรู้ว่าผมเป็นคนเข้มงวด เรียกเอาเงินที่ผมไม่ได้ฝาก และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ผมไม่ได้หว่าน+ 23 แล้วทำไมคุณถึงไม่เอาเงินไปฝากธนาคารไว้? เมื่อผมกลับมา ผมจะได้รับเงินคืนพร้อมกับดอกเบี้ย’
24 “เขาจึงบอกคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ว่า ‘เอาเงิน 1 มินาจากทาสคนนี้ไปให้คนที่มี 10 มินา’+ 25 แต่พวกเขาพูดว่า ‘นายท่าน เขามีตั้ง 10 มินาแล้วนะครับ’ 26 นายบอกว่า ‘ผมจะบอกคุณว่า ทุกคนที่มีอยู่แล้วจะได้รับมากขึ้น แต่คนที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่ไม่มากก็จะถูกเอาไป+ 27 ส่วนพวกศัตรูที่ไม่อยากให้ผมเป็นกษัตริย์ของเขา ไปเอาตัวมาประหารต่อหน้าผมที่นี่’”
28 เมื่อพระเยซูเล่าเรื่องนี้จบแล้ว ก็เดินทางต่อเพื่อจะขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม 29 พอเดินทางใกล้จะถึงหมู่บ้านเบธฟายีและหมู่บ้านเบธานีบนภูเขาที่ชื่อภูเขามะกอก+ พระเยซูก็ให้สาวก 2 คนล่วงหน้าไปก่อน+ 30 และสั่งพวกเขาว่า “เข้าไปในหมู่บ้านที่เห็นอยู่ข้างหน้านี้ แล้วพวกคุณจะเจอลูกลาถูกล่ามไว้ เป็นลาที่ยังไม่เคยมีใครขี่มาก่อน แก้เชือกมันออกแล้วจูงมาที่นี่ 31 แต่ถ้ามีใครถามว่า ‘แก้เชือกมันทำไม?’ ก็ให้ตอบว่า ‘นายท่านต้องการใช้มัน’” 32 สาวกสองคนนั้นก็ไปและพบตามที่พระเยซูบอกไว้ทุกอย่าง+ 33 ตอนที่พวกเขาแก้เชือกที่ล่ามลูกลาอยู่ เจ้าของลาก็ถามว่า “แก้เชือกมันทำไม?” 34 พวกเขาตอบว่า “นายท่านต้องการใช้มัน” 35 แล้วพวกเขาก็จูงลูกลามาให้พระเยซู เอาเสื้อชั้นนอกปูบนหลังมัน แล้วให้พระเยซูขึ้นนั่งบนลูกลา+
36 ผู้คนพากันเอาเสื้อชั้นนอกมาปูตามทางที่พระเยซูนั่งลูกลาผ่านไป+ 37 เมื่อท่านมาใกล้ทางลงภูเขามะกอก สาวกกลุ่มใหญ่พากันโห่ร้องสรรเสริญพระเจ้าด้วยความยินดีเพราะสิ่งน่าอัศจรรย์ทั้งหมดที่พวกเขาได้เห็นมา 38 พวกเขาร้องว่า “ขอให้กษัตริย์องค์นี้ผู้มาในนามพระยะโฮวา*ได้รับพร ขอสรรเสริญพระเจ้าผู้อยู่เบื้องบนที่ให้สันติสุขกับเรา”+ 39 แต่ฟาริสีบางคนที่อยู่ในกลุ่มประชาชนพูดกับพระเยซูว่า “อาจารย์ ห้ามสาวกของท่านหน่อย อย่าให้พวกเขาพูดอย่างนั้น”+ 40 ท่านบอกว่า “ผมจะบอกคุณว่า ถึงพวกเขาจะไม่พูด หินพวกนี้ก็จะพูดออกมา”
41 เมื่อพระเยซูใกล้จะถึงกรุงเยรูซาเล็ม ท่านมองดูกรุงนั้นแล้วก็ร้องไห้+ 42 ท่านพูดว่า “ชาวเยรูซาเล็ม ป่านนี้ พวกคุณน่าจะรู้แล้วว่าอะไรจะทำให้พวกคุณมีสันติสุข แต่ตอนนี้สิ่งนั้นถูกซ่อนไว้จากพวกคุณแล้ว+ 43 อีกไม่นาน ศัตรูของพวกคุณจะสร้างรั้วเสาแหลมล้อมรอบพวกคุณ พวกเขาจะล้อมพวกคุณไว้และโจมตีจากทุกด้าน+ 44 พวกเขาจะทำลายพวกคุณกับกรุงนี้จนราบลงกับพื้น+ และจะไม่เหลือหินซ้อนทับกันแม้แต่ก้อนเดียว+ เพราะพวกคุณไม่ยอมรับรู้เรื่องวันเวลาที่พระเจ้ามาพิพากษา”
45 แล้วพระเยซูก็เข้าไปในวิหาร และไล่คนที่กำลังขายของกันอยู่ที่นั่น+ 46 ท่านบอกพวกเขาว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘ใคร ๆ จะเรียกวิหารของเราว่า วิหารสำหรับการอธิษฐาน’+ แต่พวกคุณกลับทำให้เป็นถ้ำโจร”+
47 พระเยซูสอนต่อไปในวิหารทุกวัน ส่วนพวกปุโรหิตใหญ่ พวกครูสอนศาสนา และพวกผู้นำชาวยิวหาทางจะฆ่าท่าน+ 48 แต่ยังหาโอกาสไม่ได้ เพราะมีประชาชนคอยติดตามพระเยซูเพื่อฟังท่านสอนอยู่ตลอด+
20 วันหนึ่ง ตอนที่พระเยซูกำลังสอนและประกาศข่าวดีอยู่ในวิหาร พวกปุโรหิตใหญ่ พวกครูสอนศาสนา และพวกผู้นำชาวยิวก็เข้ามาหา 2 และพูดกับท่านว่า “บอกมาซิ คุณมีสิทธิ์อะไรมาทำอย่างนี้? ใครให้อำนาจคุณ?”+ 3 พระเยซูพูดกลับไปว่า “ผมจะถามคุณข้อหนึ่ง ตอบผมมาก่อน 4 ที่ยอห์นให้บัพติศมานั้น ใครให้อำนาจเขา พระเจ้า*หรือมนุษย์?” 5 พวกเขาจึงปรึกษากันว่า “ถ้าเราตอบว่า ‘พระเจ้า’ เขาก็จะถามว่า ‘ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงไม่เชื่อยอห์น?’ 6 แต่ถ้าจะตอบว่า ‘มนุษย์’ เดี๋ยวคนจะเอาหินขว้างพวกเราเพราะพวกเขาเชื่อว่ายอห์นเป็นผู้พยากรณ์”+ 7 ดังนั้น พวกเขาตอบว่าไม่รู้ 8 พระเยซูจึงตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมก็จะไม่บอกพวกคุณเหมือนกันว่า ผมมีสิทธิ์อะไรที่ทำอย่างนี้”
9 แล้วพระเยซูก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้คนที่อยู่ที่นั่นฟังว่า “มีผู้ชายคนหนึ่งปลูกองุ่น+แล้วให้คนมาเช่าสวนองุ่นนั้น จากนั้นเขาก็เดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานาน+ 10 เมื่อถึงฤดูเก็บผล เจ้าของสวนก็ส่งทาสคนหนึ่งไปหาคนเช่าสวนเพื่อจะรับส่วนแบ่งผลองุ่น แต่คนเช่าสวนกลับทุบตีทาสคนนั้น แล้วไล่กลับไปมือเปล่า+ 11 เจ้าของสวนจึงส่งทาสอีกคนหนึ่งไป พวกนั้นก็ทุบตีเขา ดูถูกเหยียดหยาม แล้วไล่เขากลับไปมือเปล่าเหมือนกัน 12 เจ้าของสวนก็ส่งคนไปอีกเป็นครั้งที่สาม พวกนั้นก็ทำร้ายเขา แล้วไล่กลับไปเหมือนคนก่อน ๆ 13 ถึงตอนนี้ เจ้าของสวนพูดกับตัวเองว่า ‘เราจะทำยังไงดี? รู้แล้ว เราจะส่งลูกชายที่รักของเรา+ไปดีกว่า พวกนั้นคงจะนับถือเขาบ้าง’ 14 เมื่อคนเช่าสวนเห็นลูกชายเจ้าของสวนก็ปรึกษากันว่า ‘นี่ไง คนที่จะรับมรดก จับมันไปฆ่าเลย สวนนี้จะได้ตกเป็นของเรา’ 15 พวกนั้นจึงจับตัวลูกชายเจ้าของสวนโยนออกไปนอกสวนองุ่นแล้วฆ่าทิ้ง+ พวกคุณคิดว่า เจ้าของสวนจะทำยังไงกับพวกนั้น? 16 เขาก็จะมาฆ่าคนเช่าพวกนั้น แล้วให้คนอื่นมาเช่าสวนองุ่นแทน”
เมื่อคนที่ฟังอยู่ได้ยินอย่างนั้น ก็พูดว่า “ขออย่าให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเลย” 17 แต่พระเยซูมองพวกเขาและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้อความนี้ในพระคัมภีร์หมายถึงอะไรที่ว่า ‘หินที่ช่างก่อสร้างทิ้งไปแล้ว กลายมาเป็นหินหัวมุมหลัก’?*+ 18 ทุกคนที่ล้มไปกระแทกหินก้อนนั้น ตัวเขาเองจะแหลกละเอียด+ และถ้าหินก้อนนั้นตกทับใคร คนนั้นก็จะแหลกไปเหมือนกัน”
19 เมื่อพวกครูสอนศาสนาและพวกปุโรหิตใหญ่รู้ว่าพระเยซูกำลังพูดถึงพวกเขา ก็หาทางจะจับท่านในตอนนั้น แต่ไม่กล้าลงมือเพราะกลัวประชาชน+ 20 พวกเขาจึงคอยจับตาดูพระเยซู แล้วแอบจ้างคนกลุ่มหนึ่งให้แกล้งทำตัวเป็นคนดี และใช้ให้ไปจับผิดคำพูดของพระเยซู+ เพื่อจะจับตัวท่านส่งให้ผู้ว่าราชการซึ่งมีอำนาจตัดสินลงโทษ 21 พวกนั้นมาถามพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ พวกเรารู้ว่าคำพูดและคำสอนของท่านถูกต้องเสมอและท่านไม่ลำเอียง ท่านสอนคำสอนของพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมา 22 ขอถามหน่อยว่า ถูกต้องไหมที่เราจะเสียภาษีให้ซีซาร์?” 23 แต่พระเยซูรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของพวกเขา จึงตอบว่า 24 “เอาเหรียญเดนาริอัน*มาให้ผมสิ นี่รูปใคร และชื่อของใครอยู่บนเหรียญนี้?” พวกเขาตอบว่า “ซีซาร์” 25 ท่านจึงบอกพวกเขาว่า “ถ้าอย่างนั้น อะไรที่เป็นของซีซาร์ก็ต้องให้กับซีซาร์+ และอะไรที่เป็นของพระเจ้าก็ต้องให้กับพระเจ้า”+ 26 พวกเขาจึงจับผิดคำพูดของพระเยซูต่อหน้าผู้คนไม่สำเร็จ ได้แต่ทึ่งกับคำตอบของท่านจนพูดอะไรไม่ออก
27 มีพวกสะดูสีบางคนมาหาพระเยซูด้วย พวกนี้ไม่เชื่อเรื่องการฟื้นขึ้นจากตาย+ พวกเขาถามว่า+ 28 “อาจารย์ครับ โมเสสเขียนบอกเราไว้ว่า ‘ถ้าผู้ชายคนไหนตายไปและทิ้งภรรยาไว้ แต่ยังไม่มีลูก พี่ชายหรือน้องชายของเขาควรแต่งงานกับภรรยาของผู้ตาย และมีลูกให้กับผู้ตายนั้น’+ 29 แล้วถ้าครอบครัวหนึ่งมีลูกชาย 7 คน คนโตแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งแล้วก็ตายไปตอนที่ยังไม่มีลูก 30 คนที่สอง 31 แล้วก็คนที่สามได้แต่งงานกับเธอด้วย ในที่สุด ทั้ง 7 คนได้แต่งงานกับเธอ และทุกคนตายไปตอนที่ยังไม่มีลูก 32 สุดท้าย ผู้หญิงคนนั้นก็ตายด้วย 33 แล้วอย่างนี้ ตอนที่ทุกคนฟื้นขึ้นจากตาย ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของใครล่ะ เพราะทั้ง 7 คนเคยเป็นสามีของเธอ?”
34 พระเยซูตอบกับพวกเขาว่า “คนในยุค*นี้แต่งงานกัน 35 แต่คนที่สมควรจะได้รับการปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายและได้ชีวิตในยุคหน้า จะไม่แต่งงาน+ 36 พวกเขาจะตายอีกไม่ได้และจะเป็นเหมือนทูตสวรรค์ พวกเขาจะเป็นลูกของพระเจ้าเพราะพระองค์ปลุกเขาให้ฟื้นขึ้นจากตาย 37 แต่เรื่องที่คนตายจะฟื้นขึ้นมานั้น แม้แต่โมเสสก็ยังเขียนไว้ในเรื่องพุ่มหนาม ตอนนั้นเขาเรียกพระยะโฮวา*ว่า ‘พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ’+ 38 พระองค์ไม่ได้เป็นพระเจ้าของคนตาย แต่เป็นพระเจ้าของคนเป็น เพราะพระองค์มองว่าพวกเขาทุกคนมีชีวิตอยู่”+ 39 ครูสอนศาสนาบางคนชมพระเยซูว่า “อาจารย์ ท่านพูดได้ดีมาก” 40 แล้วก็ไม่มีใครกล้าถามอะไรท่านอีก
41 แล้วพระเยซูถามพวกเขากลับว่า “ทำไมคนถึงพูดกันว่าพระคริสต์เป็นลูกหลานของดาวิด?+ 42 ดาวิดเองก็บอกไว้ในหนังสือสดุดีว่า ‘พระยะโฮวา*พูดกับผู้เป็นนายของผมว่า “นั่งข้างขวาของเราไปก่อน 43 จนกว่าเราจะทำให้พวกศัตรูของเจ้าเป็นที่วางเท้าของเจ้า”’+ 44 ถ้าดาวิดเรียกพระคริสต์ว่า ‘ผู้เป็นนาย’ แล้วพระคริสต์จะเป็นลูกหลานของดาวิดได้ยังไง?”
45 พระเยซูบอกพวกสาวกต่อหน้าผู้คนที่กำลังฟังอยู่ว่า 46 “ระวังพวกครูสอนศาสนาให้ดี พวกเขาชอบใส่เสื้อคลุมยาวเดินอวดไปมา ชอบให้คนคำนับในที่สาธารณะ* ชอบนั่งแถวหน้าสุด*ในที่ประชุม และชอบนั่งในที่ที่มีเกียรติที่สุดในงานเลี้ยง+ 47 พวกเขาโกงเอาบ้าน*ของแม่ม่าย และอธิษฐานยาว ๆ เพื่ออวดคนอื่น พวกเขาจะต้องได้รับโทษหนักกว่าคนทั่วไป”
21 เมื่อพระเยซูมองไปที่ตู้บริจาคก็เห็นคนรวยกำลังใส่เงินลงไป+ 2 แล้วท่านก็เห็นแม่ม่ายยากจนคนหนึ่งหยอดเงินเหรียญเล็ก ๆ 2 เหรียญ*ที่มีค่าน้อยมาก+ 3 ท่านจึงพูดว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า แม่ม่ายยากจนคนนี้หยอดเงินลงไปมากกว่าทุกคน+ 4 เพราะคนอื่นเอาเงินเหลือใช้มาบริจาค แต่แม่ม่ายคนนี้ ถึงจะยากจนมาก ก็ยังอุตส่าห์บริจาคเงินทั้งหมดที่เธอมีสำหรับเลี้ยงชีวิต”+
5 ต่อมา มีบางคนพูดถึงวิหารว่าตกแต่งด้วยหินที่สวยงามและด้วยของมีค่าที่ผู้คนเอามาถวาย+ 6 พระเยซูจึงบอกว่า “ทั้งหมดที่พวกคุณเห็นอยู่นี้ วันหนึ่งจะถูกทำลายจนสิ้นซากไม่เหลือหินซ้อนทับกันแม้แต่ก้อนเดียว”+ 7 พวกเขาถามพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ เรื่องนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะมีอะไรเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเรื่องนี้ใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว?”+ 8 ท่านตอบว่า “ระวังไว้ อย่าให้ใครมาหลอกได้+ หลายคนจะมาแอบอ้างชื่อผมและบอกว่า ‘ฉันเป็นพระคริสต์’ และยังบอกอีกว่า ‘ใกล้จะถึงเวลานั้นแล้วนะ’ อย่าหลงเชื่อพวกเขา+ 9 นอกจากนั้น คุณจะได้ยินเรื่องสงครามและการจลาจล* ไม่ต้องกลัว เพราะทั้งหมดนี้จะต้องเกิดขึ้นก่อน แต่จุดจบยังไม่มาถึงทันที”+
10 พระเยซูบอกพวกเขาต่อไปว่า “จะมีการสู้รบกันระหว่างประเทศต่อประเทศ+และอาณาจักรต่ออาณาจักร+ 11 จะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในที่ต่าง ๆ จะเกิดการขาดแคลนอาหารและโรคระบาดหลายแห่ง+ และจะเกิดปรากฏการณ์ที่น่ากลัว และจะมีสัญญาณต่าง ๆ ที่เห็นได้ชัดในท้องฟ้า
12 “แต่ก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้น คุณจะถูกจับและถูกข่มเหง+ จะถูกคุมตัวไปในที่ประชุมของชาวยิวและถูกขังคุก คุณจะถูกนำตัวไปอยู่ต่อหน้ากษัตริย์และผู้ว่าราชการเพราะคุณเป็นสาวกของผม+ 13 นี่จะเป็นโอกาสที่คุณจะได้บอกพวกเขาให้รู้ความจริง 14 คุณไม่ต้องซ้อมไว้ก่อนว่าจะพูดอะไร+ 15 เพราะผมจะให้คุณมีสติปัญญาและรู้ว่าจะพูดอะไรจนพวกที่รวมหัวกันต่อต้านคุณจะคัดค้านหรือโต้แย้งไม่ได้+ 16 แม้แต่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อน ๆ ของคุณจะส่งตัวคุณขึ้นศาล* และจะทำให้คุณบางคนต้องถูกฆ่า+ 17 ทุกคนจะเกลียดชังคุณเพราะคุณเป็นสาวกของผม+ 18 แต่จะไม่มีเส้นผมของคุณสักเส้นหนึ่งถูกทำลายไป+ 19 ให้อดทนจนถึงที่สุด แล้วคุณจะได้ชีวิต+
20 “เมื่อคุณเห็นกองทัพมาตั้งค่ายล้อมกรุงเยรูซาเล็ม+ ก็ให้รู้ว่ากรุงนี้ใกล้จะถูกทำลายให้ร้างเปล่าแล้ว+ 21 ให้คนที่อยู่ในแคว้นยูเดียเริ่มหนีไปที่ภูเขา+ ให้คนที่อยู่ในกรุงออกไป และคนที่อยู่นอกกรุงอย่าเข้ามา 22 เพราะช่วงนั้นพระเจ้าจะพิพากษาด้วยความยุติธรรม*ตามที่เขียนไว้แล้วในพระคัมภีร์ 23 และจะเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวมากสำหรับผู้หญิงท้องและแม่ลูกอ่อนที่กำลังให้นมลูก+ เพราะจะเกิดความทุกข์เดือดร้อนอย่างหนักในแผ่นดินและชนชาตินี้จะถูกลงโทษ 24 พวกเขาจะล้มตายด้วยคมดาบและถูกจับไปเป็นเชลยในประเทศต่าง ๆ*+ และกรุงเยรูซาเล็มจะถูกชาติอื่น ๆ ย่ำยี จนกว่าช่วงเวลาของคนต่างชาติจะจบลง+
25 “จะเกิดสิ่งน่าอัศจรรย์ที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว+ ส่วนบนโลก จะเกิดความทุกข์เดือดร้อนและเสียงกึกก้องของทะเลที่ปั่นป่วน จนชาติต่าง ๆ ไม่รู้ทางออก 26 ผู้คนจะกลัวจนสลบไปเพราะเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก และสิ่งที่มีอำนาจในฟ้าสวรรค์จะสั่นสะเทือน 27 แล้วผู้คนจะเห็น ‘ลูกมนุษย์’+ มาบนเมฆในท้องฟ้าด้วยอำนาจและรัศมีแรงกล้า+ 28 เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เริ่มเกิดขึ้น ให้พวกคุณยืดตัวตรงและเชิดหน้าขึ้นเพราะพระเจ้าจะมาช่วยพวกคุณให้รอดแล้ว”
29 แล้วพระเยซูจึงยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พวกเขาฟังว่า “ลองสังเกตต้นมะเดื่อและต้นไม้อื่น ๆ ดูสิ+ 30 เมื่อเห็นว่าต้นไม้พวกนั้นผลิใบ คุณก็รู้ว่าใกล้จะถึงฤดูร้อนแล้ว 31 คล้ายกัน เมื่อคุณเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ คุณก็จะรู้ว่ารัฐบาล*ของพระเจ้ามาใกล้แล้ว 32 ผมจะบอกให้รู้ว่า คนรุ่นนี้จะไม่ตายไปก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้น+ 33 ฟ้าสวรรค์และโลกจะสูญสิ้นไป แต่คำพูดของผมจะไม่มีวันสูญหายไปเลย+
34 “ระวังตัวให้ดี อย่าหมกมุ่นกับการกิน การดื่มจัด+ หรือมัวแต่กังวลกับชีวิต+ แล้ววันนั้นจะมาอย่างกะทันหันโดยที่คุณไม่ทันรู้ตัว 35 เหมือนกับดัก+ เพราะทุกคนทั่วโลกจะต้องเจอกับวันนั้น 36 ดังนั้น ให้คุณตื่นตัวเสมอ+และอธิษฐานอ้อนวอนบ่อย ๆ+ เพื่อคุณจะรอดจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นและยืนอยู่ต่อหน้า ‘ลูกมนุษย์’ ได้”+
37 ตอนกลางวันพระเยซูสอนอยู่ในวิหาร ส่วนตอนกลางคืนท่านออกไปนอกกรุงและพักบนภูเขาที่ชื่อว่าภูเขามะกอก 38 ผู้คนจะมาหาท่านที่วิหารแต่เช้าเพื่อฟังท่านสอน
22 ตอนที่ใกล้จะถึงเทศกาลขนมปังไม่ใส่เชื้อ+ที่เรียกกันว่าปัสกา+ 2 พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกครูสอนศาสนากำลังคิดหาวิธีที่จะกำจัดพระเยซูอย่างแนบเนียน+ เพราะพวกเขากลัวประชาชน+ 3 ซาตานก็ดลใจยูดาสที่เรียกกันว่าอิสคาริโอทซึ่งเป็นหนึ่งในอัครสาวก 12 คน+ 4 ยูดาสจึงไปคุยกับพวกปุโรหิตใหญ่และพวกหัวหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลวิหารว่าจะช่วยพวกเขาให้จับพระเยซูได้อย่างไร+ 5 พวกนั้นดีใจมากและตกลงกันว่าจะให้เงินเขา+ 6 ยูดาสก็ตอบตกลงและเริ่มหาโอกาสเหมาะ ๆ ที่จะบอกพวกนั้นให้มาจับพระเยซูตอนที่ไม่มีฝูงชนอยู่กับท่าน
7 ในวันเทศกาลขนมปังไม่ใส่เชื้อซึ่งจะต้องถวายสัตว์สำหรับปัสกา+ 8 พระเยซูสั่งเปโตรกับยอห์นว่า “ไปเตรียมอาหารสำหรับปัสกาไว้ให้พวกเราหน่อย”+ 9 พวกเขาถามว่า “ท่านอยากให้พวกเราเตรียมไว้ที่ไหนดี?” 10 ท่านบอกสองคนนั้นว่า “ตอนที่พวกคุณเข้าไปในเมือง จะมีผู้ชายคนหนึ่งแบกไหดินเผาสำหรับใส่น้ำมาหาพวกคุณ เขาเข้าไปในบ้านไหน ก็ให้ตามเขาไปที่นั่น+ 11 และบอกเจ้าของบ้านว่า ‘อาจารย์ให้มาถามว่า “ห้องรับแขกที่ผมจะกินอาหารปัสกากับสาวกอยู่ที่ไหน?”’ 12 เขาจะพาคุณไปดูห้องใหญ่ชั้นบนที่ตกแต่งไว้แล้ว ให้เตรียมการฉลองปัสกาไว้ที่นั่นแหละ” 13 สาวกสองคนนั้นก็ไป และเจอเหตุการณ์ทุกอย่างตามที่พระเยซูบอก พวกเขาจึงเตรียมการฉลองปัสกาไว้
14 พอถึงเวลา พระเยซูก็นั่งเอนตัวที่โต๊ะอาหารกับพวกอัครสาวก+ 15 แล้วพูดกับพวกเขาว่า “ผมอยากจะกินอาหารปัสกาครั้งนี้กับพวกคุณมาก ก่อนที่ผมจะต้องทนทุกข์ทรมาน 16 ผมจะบอกคุณว่า ผมจะไม่กินปัสกาอีกจนกว่าทุกสิ่งที่ปัสกาหมายถึงนั้นจะเกิดขึ้นจริงตอนที่รัฐบาล*ของพระเจ้ามาปกครอง” 17 แล้วพระเยซูก็รับถ้วยมา อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า และบอกว่า “ดื่มสิ แล้วส่งต่อ ๆ กันไปให้ทุกคนดื่ม 18 ผมจะบอกคุณว่า ตั้งแต่นี้ไปผมจะไม่ดื่มเหล้าองุ่นอีกเลยจนกว่ารัฐบาลของพระเจ้าจะมาปกครอง”
19 แล้วพระเยซูหยิบขนมปังแผ่นหนึ่ง+ อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า และหักส่งให้พวกสาวกแล้วพูดว่า “รับไปกินสิ นี่หมายถึงร่างกายของผม+ที่จะต้องสละเพื่อพวกคุณทุกคน+ ให้ทำอย่างนี้ต่อ ๆ ไปเพื่อระลึกถึงผม”+ 20 เมื่อกินอาหารมื้อเย็นกันแล้ว ท่านหยิบถ้วยเหล้าองุ่นและทำเหมือนเดิม แล้วพูดว่า “ถ้วยนี้หมายถึงสัญญาใหม่+ที่จะเริ่มมีผลเมื่อผมสละเลือด+ของผมเพื่อพวกคุณ+
21 “แต่รู้ไหม คนที่ทรยศผมนั่งร่วมโต๊ะกับผมด้วย+ 22 ทุกสิ่งที่บอกไว้เกี่ยวกับ ‘ลูกมนุษย์’ จะต้องเกิดขึ้นก็จริง+ แต่คนที่ทรยศท่านจะต้องพินาศ”+ 23 พวกสาวกจึงถามกันใหญ่ว่าใครในพวกเขาจะทำอย่างนั้น+
24 พวกเขายังเถียงกันอีกด้วยว่า ในพวกเขาใครเป็นใหญ่ที่สุด+ 25 แต่พระเยซูพูดกับพวกเขาว่า “กษัตริย์ในโลกนี้ชอบทำตัวเป็นนายเหนือประชาชน และคนที่มีอำนาจเหนือคนอื่นก็อยากให้คนมองเขาว่าเป็นผู้ทำประโยชน์เพื่อสังคม+ 26 พวกคุณต้องไม่เป็นอย่างนั้น+ แต่ให้คนที่เป็นใหญ่ที่สุดในพวกคุณทำตัวเหมือนคนที่อายุน้อยที่สุด+ และให้คนที่นำหน้าทำตัวเหมือนคนรับใช้ 27 ใครเป็นใหญ่กว่ากัน คนที่นั่งเอนตัวที่โต๊ะหรือคนรับใช้? คนที่นั่งเอนตัวที่โต๊ะไม่ใช่หรือ? แต่ผมทำตัวเป็นคนรับใช้พวกคุณ+
28 “พวกคุณคอยอยู่เคียงข้างผมเสมอ+ตอนที่ผมลำบาก+ 29 ผมทำสัญญากับพวกคุณว่าจะให้พวกคุณปกครองในรัฐบาล+ เหมือนที่พระเจ้าผู้เป็นพ่อของผมได้ทำสัญญากับผม 30 เพื่อพวกคุณจะได้กินและดื่มร่วมโต๊ะกับผมในรัฐบาลของผม+ และจะนั่งบัลลังก์พิพากษา+อิสราเอล 12 ตระกูล+
31 “ซีโมน ซีโมน ฟังนะ ซาตานอยากได้พวกคุณทั้งหมด และจะร่อนพวกคุณเหมือนร่อนข้าวสาลี+ 32 แต่ผมอธิษฐานอ้อนวอนเพื่อความเชื่อของคุณจะไม่หมดไป+ และเมื่อคุณกลับมาแล้ว ก็ให้ช่วยพี่น้องของคุณให้มีความเชื่อเข้มแข็ง”+ 33 เปโตรบอกท่านว่า “อาจารย์ครับ ผมพร้อมจะติดคุกและตายกับท่าน”+ 34 แต่พระเยซูบอกว่า “เปโตร ผมจะบอกคุณว่า วันนี้ก่อนไก่ขัน คุณจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักผมถึง 3 ครั้ง”+
35 แล้วพระเยซูก็พูดกับพวกสาวกว่า “ตอนที่ผมส่งพวกคุณออกไป ผมบอกว่าไม่ต้องเอาถุงเงิน ย่ามใส่อาหาร และรองเท้าไปด้วย+ ตอนนั้นพวกคุณขาดอะไรไหม?” พวกเขาบอกว่า “ไม่เลยครับ” 36 ท่านจึงพูดกับพวกเขาว่า “แต่ตอนนี้ใครมีถุงเงินก็ให้เอาไปด้วย ใครมีย่ามใส่อาหารก็ให้เอาไป และใครไม่มีดาบก็ให้เอาเสื้อคลุมไปขายแล้วไปซื้อดาบ 37 ผมจะบอกคุณว่าสิ่งที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์จะต้องเกิดขึ้นกับผมที่ว่า ‘เขาถูกนับอยู่ในพวกคนชั่ว’+ เรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้นกับผมแน่นอน”+ 38 พวกเขาบอกว่า “นี่ไงอาจารย์ เรามีดาบอยู่ 2 เล่ม” ท่านบอกว่า “แค่นั้นก็พอแล้ว”
39 แล้วพระเยซูก็ออกไปที่ภูเขามะกอกตามเคย พวกสาวกก็ตามไปด้วย+ 40 พอถึงที่นั่น พระเยซูบอกพวกเขาว่า “อธิษฐานไปเรื่อย ๆ นะ จะได้ไม่พลาดเมื่อถูกทดสอบ”+ 41 แล้วท่านก็ปลีกตัวออกไป ห่างจากพวกเขาระยะประมาณขว้างหินตกและคุกเข่าลงอธิษฐานว่า 42 “พ่อครับ ถ้าพ่อต้องการ ขอให้ถ้วยนี้*ผ่านพ้นไปจากผมเถอะ แต่อย่าให้เป็นไปตามใจผมเลย ขอให้เป็นไปตามที่พ่อต้องการ”+ 43 แล้วทูตสวรรค์องค์หนึ่งก็มาหาและให้กำลังใจพระเยซู+ 44 แต่ท่านรู้สึกเครียดมาก จึงอธิษฐานอ้อนวอนอย่างหนัก+ จนเหงื่อเป็นเหมือนเลือดหยดลงบนพื้น 45 พออธิษฐานเสร็จแล้ว พระเยซูก็ลุกขึ้นไปหาพวกสาวก และเจอพวกเขาหลับอยู่เพราะเศร้าใจมากจนหมดแรง+ 46 ท่านจึงพูดกับพวกเขาว่า “ทำไมนอนหลับล่ะ? ลุกขึ้นมาอธิษฐานสิ อธิษฐานเรื่อย ๆ จะได้ไม่พลาดเมื่อถูกทดสอบ”+
47 พระเยซูพูดยังไม่ทันขาดคำ คนที่ชื่อยูดาสซึ่งเป็นหนึ่งในอัครสาวก 12 คนก็พาคนกลุ่มใหญ่มา ยูดาสเข้ามาจูบท่าน+ 48 แต่พระเยซูพูดกับเขาว่า “ยูดาส คุณจะทรยศ ‘ลูกมนุษย์’ ด้วยการจูบหรือ?” 49 พอคนที่อยู่กับพระเยซูเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ถามว่า “อาจารย์ เอาดาบฟันพวกนี้เลยดีไหม?” 50 แล้วสาวกคนหนึ่งก็ฟันทาสของมหาปุโรหิตโดนหูขวาขาด+ 51 แต่พระเยซูบอกว่า “พอได้แล้ว” แล้วท่านก็แตะใบหูของคนนั้นและเขาก็หาย 52 แล้วพระเยซูก็หันไปพูดกับพวกปุโรหิตใหญ่ พวกหัวหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลวิหาร และพวกผู้นำชาวยิวที่มาจับท่านว่า “ทำไมต้องถือดาบถือกระบองมาจับผมเหมือนจับโจรด้วย?+ 53 ผมอยู่กับพวกคุณในวิหารและสอนอยู่ที่นั่นทุกวัน+ พวกคุณก็ไม่เห็นมาจับผม+ แต่ตอนนี้เป็นเวลาของพวกคุณแล้ว และเป็นเวลาของเจ้าแห่งความมืด”+
54 พวกเขาก็จับพระเยซู+และพาเข้าไปในบ้านมหาปุโรหิต เปโตรก็ตามไปห่าง ๆ+ 55 พอพวกเขาก่อไฟที่กลางลานบ้านแล้วนั่งอยู่ด้วยกัน เปโตรก็เข้าไปนั่งกับพวกเขา+ 56 สาวใช้คนหนึ่งเห็นเปโตรนั่งอยู่ข้างกองไฟก็จ้องเขาแล้วพูดว่า “คนนี้เคยอยู่กับคนนั้นด้วย” 57 แต่เปโตรปฏิเสธว่า “ผมไม่รู้จักเขา” 58 ต่อมาไม่นาน ก็มีอีกคนหนึ่งเห็นเปโตรและพูดขึ้นมาว่า “คุณก็เป็นพวกนั้นด้วยนี่” แต่เปโตรพูดว่า “ผมเปล่า”+ 59 ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง มีอีกคนหนึ่งมายืนยันว่า “เขาอยู่กับคนนั้นแน่ ๆ เพราะเขาเป็นชาวกาลิลีเหมือนกัน” 60 แต่เปโตรพูดว่า “คุณพูดอะไร ผมไม่รู้เรื่อง” ยังไม่ทันขาดคำ ไก่ก็ขัน 61 ตอนนั้นเองพระเยซูก็หันมาสบตาเปโตร แล้วเปโตรก็นึกถึงสิ่งที่พระเยซูเคยพูดกับเขาไว้ว่า “วันนี้ก่อนไก่ขัน คุณจะปฏิเสธผมถึง 3 ครั้ง”+ 62 เขาจึงออกไปร้องไห้เสียใจอย่างหนัก
63 ส่วนคนที่คุมตัวพระเยซูอยู่ก็พากันเยาะเย้ย+และทุบตีท่าน+ 64 พวกเขาปิดหน้าท่านแล้วพูดว่า “ทายมาสิว่าใครตบ?” 65 แล้วพวกเขาก็พูดดูถูกท่านอีกหลายอย่าง
66 พอถึงตอนเช้า คณะผู้นำชาวยิวซึ่งมีทั้งพวกปุโรหิตใหญ่และพวกครูสอนศาสนาก็มาประชุมกัน+ แล้วเอาตัวพระเยซูเข้าไปในศาลแซนเฮดริน และพูดว่า 67 “บอกมาซิว่าคุณเป็นพระคริสต์ใช่ไหม”+ แต่ท่านบอกพวกเขาว่า “ถึงผมบอกไป พวกคุณก็ไม่เชื่ออยู่ดี 68 และถ้าผมถามพวกคุณบ้าง พวกคุณก็คงไม่ตอบเหมือนกัน 69 จากนี้ไป ‘ลูกมนุษย์’+ จะนั่งข้างขวาของพระเจ้าผู้มีฤทธิ์อำนาจ”+ 70 พอได้ยินอย่างนั้น ทุกคนก็ถามว่า “ถ้าอย่างนั้น คุณเป็นลูกของพระเจ้าใช่ไหม?” ท่านบอกว่า “ผมเป็นอย่างที่คุณพูด” 71 พวกนั้นจึงพูดว่า “พวกเรายังจะต้องหาหลักฐานอะไรอีก ในเมื่อพวกเราได้ยินจากปากของเขาเองแล้ว”+
23 พวกเขาทั้งหมดจึงลุกขึ้นแล้วเอาตัวพระเยซูไปหาปีลาต+ 2 และกล่าวหาท่านว่า+ “พวกเราจับได้ว่าคนนี้บ่อนทำลายชาติ ยุยงประชาชนไม่ให้เสียภาษีให้ซีซาร์+ และบอกว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์ กษัตริย์องค์หนึ่ง”+ 3 ปีลาตจึงถามพระเยซูว่า “คุณเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ?” พระเยซูตอบว่า “ผมเป็นอย่างที่คุณพูด”+ 4 แล้วปีลาตก็พูดกับพวกปุโรหิตใหญ่และฝูงชนว่า “ผมไม่เห็นว่าคนนี้มีความผิดอะไร”+ 5 แต่พวกเขายืนกรานว่า “เขาสอนและปลุกปั่นประชาชนไปทั่วแคว้นยูเดีย ตั้งแต่แคว้นกาลิลีมาจนถึงที่นี่” 6 เมื่อปีลาตได้ยินอย่างนั้นจึงถามว่าคนนี้เป็นชาวกาลิลีหรือเปล่า 7 พอรู้ว่าพระเยซูมาจากเขตการปกครองของเฮโรด+ ปีลาตจึงส่งตัวพระเยซูให้เฮโรดซึ่งตอนนั้นอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มพอดี
8 พอเฮโรดเห็นพระเยซูก็ดีใจมาก เพราะเขาอยากเจอท่านมานานแล้ว เฮโรดได้ยินเรื่องเกี่ยวกับท่าน+ และอยากให้ท่านทำการอัศจรรย์ให้ดูบ้าง 9 เขาถามพระเยซูหลายอย่าง แต่ท่านก็ไม่ตอบอะไรเลย+ 10 ส่วนพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกครูสอนศาสนาก็พากันลุกขึ้นกล่าวหาพระเยซูอย่างดุเดือด 11 แล้วเฮโรดกับพวกทหารของเขาก็ดูถูก+และเยาะเย้ยท่าน+ พวกเขาเอาเสื้อผ้าหรู ๆ มาใส่ให้ท่านแล้วส่งตัวกลับไปให้ปีลาต 12 ในวันนั้นเอง เฮโรดกับปีลาตกลายมาเป็นเพื่อนกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นศัตรูกันมาตลอด
13 ปีลาตเรียกพวกปุโรหิตใหญ่ พวกผู้นำชาวยิว และประชาชนมาประชุมกัน 14 แล้วบอกพวกเขาว่า “พวกคุณเอาตัวคนนี้มาให้ผม แล้วหาว่าเขาปลุกระดมประชาชนให้กบฏ แต่พอผมสอบสวนเขาต่อหน้าพวกคุณแล้ว ก็ไม่เห็นมีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าเขามีความผิดตามที่พวกคุณกล่าวหา+ 15 เฮโรดเองก็คิดอย่างนั้นด้วยเลยส่งตัวเขากลับมาให้ผม ที่จริง คนนี้ไม่ได้ทำอะไรที่ควรได้รับโทษถึงตาย 16 ผมจะลงโทษเขา+แล้วปล่อยตัวไป” 17 *—— 18 แต่ฝูงชนตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า “ฆ่าเขาซะ และปล่อยบารับบัสไป”+ 19 (บารับบัสเป็นคนที่ถูกขังคุกข้อหาปลุกระดมคนในเมืองและฆ่าคนตาย) 20 ปีลาตเกลี้ยกล่อมพวกเขาอีกครั้งหนึ่งเพราะอยากปล่อยพระเยซู+ 21 แต่พวกเขาตะโกนดังขึ้นอีกว่า “ตรึงเขาบนเสา! ตรึงเขาบนเสา!”*+ 22 ปีลาตพูดกับพวกเขาเป็นครั้งที่สามว่า “ทำไมล่ะ? เขาทำผิดอะไร? ผมไม่เห็นว่าเขาทำอะไรที่สมควรตาย ผมจะลงโทษเขาแล้วปล่อยตัวไป” 23 แต่พวกเขายังคงตะโกนเสียงดังไม่หยุดให้เอาพระเยซูไปตรึง* จนในที่สุดปีลาตก็ยอม+ 24 และตัดสินตามที่ฝูงชนเรียกร้อง 25 ปีลาตให้ปล่อยคนที่ติดคุกข้อหาปลุกระดมและฆ่าคนตาย และให้ประหารพระเยซูตามที่พวกเขาต้องการ
26 ตอนที่พวกเขากำลังเอาตัวพระเยซูไป มีคนหนึ่งชื่อซีโมนชาวไซรีนมาจากนอกเมือง พวกทหารก็สั่งซีโมนให้แบกเสาทรมาน*ตามพระเยซูไป+ 27 มีคนมากมายตามท่านไปด้วย รวมทั้งพวกผู้หญิงที่ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญเพราะสงสารท่าน 28 พระเยซูหันมาพูดกับพวกเธอว่า “ผู้หญิงชาวเยรูซาเล็ม อย่าร้องไห้สงสารผมเลย ร้องไห้สงสารตัวเองกับลูก ๆ ดีกว่า+ 29 วันนั้นจะมาถึงเมื่อผู้คนพูดกันว่า ‘ผู้หญิงที่เป็นหมัน ผู้หญิงที่ไม่ได้คลอดลูก และผู้หญิงที่ไม่มีลูกอ่อนก็มีความสุข’+ 30 ตอนนั้นพวกเขาจะพูดกับภูเขาว่า ‘ถล่มลงมาและช่วยปิดพวกเราไว้เถอะ’ และพูดกับเนินเขาว่า ‘บังพวกเราไว้’+ 31 ถ้าพวกเขาทำอย่างนี้ตอนที่ต้นไม้ยังเขียวสด จะเกิดอะไรขึ้นตอนที่ต้นไม้เหี่ยวแห้ง?”
32 มีผู้ร้าย 2 คนถูกเอาตัวไปประหารพร้อมกับพระเยซูด้วย+ 33 พอมาถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกกันว่ากะโหลก+ พวกเขาก็ตรึงพระเยซูบนเสา ผู้ร้ายสองคนนั้นก็ถูกตรึงไว้ ข้างขวาคนหนึ่งและข้างซ้ายคนหนึ่ง+ 34 พระเยซูพูดว่า “พ่อครับ ยกโทษให้พวกเขาด้วย เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” แล้วพวกเขาก็เอาเสื้อของท่านมาจับฉลากแบ่งกัน+ 35 ผู้คนก็ยืนดูอยู่ ส่วนพวกผู้นำชาวยิวพากันพูดเยาะเย้ยว่า “เขาช่วยคนอื่นได้ ก็ให้เขาช่วยตัวเองด้วยสิ ถ้าเขาเป็นพระคริสต์ที่พระเจ้าเลือกจริง ๆ”+ 36 พวกทหารก็ทำท่าทางเยาะเย้ยพระเยซูด้วย แล้วเอาเหล้าองุ่นเปรี้ยวยื่นมาใกล้ ๆ ท่าน+ 37 และพูดว่า “ถ้าแกเป็นกษัตริย์ของยิวจริง ๆ ก็ช่วยตัวเองให้รอดสิ” 38 มีข้อความติดอยู่เหนือหัวท่านว่า “นี่คือกษัตริย์ของชาวยิว”+
39 ผู้ร้ายคนหนึ่งที่ถูกตรึงอยู่ที่นั่นพูดเหยียดหยามพระเยซู+ว่า “แกเป็นพระคริสต์ไม่ใช่หรือ ช่วยตัวเองกับพวกเราให้รอดสิ” 40 แต่ผู้ร้ายอีกคนหนึ่งห้ามเขาว่า “แกไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือไง แกก็ถูกลงโทษเหมือนกันนะ 41 พวกเรามันสมควรตายอยู่แล้ว เพราะเราทำผิดจริง แต่คนนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย” 42 แล้วเขาก็พูดว่า “ท่านเยซู ตอนที่ท่านได้เป็นกษัตริย์*+ อย่าลืมผมนะครับ” 43 พระเยซูบอกเขาว่า “ผมขอบอกคุณวันนี้ว่า คุณจะได้อยู่กับผมในอุทยานแน่นอน”+
44 ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงวัน* แต่ท้องฟ้ากลับมืดไปทั่วแผ่นดินจนถึงเวลาบ่าย 3 โมง*+ 45 เพราะไม่มีแสงอาทิตย์ แล้วม่านในห้องบริสุทธิ์ของวิหาร+ก็ขาดกลางตั้งแต่บนลงล่าง+ 46 พระเยซูร้องเสียงดังว่า “พ่อครับ ผมขอฝากชีวิตไว้ในมือพ่อ”+ พอพูดอย่างนั้นแล้วก็สิ้นใจตาย+ 47 เมื่อนายร้อยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็สรรเสริญพระเจ้าและพูดว่า “จริง ๆ แล้ว คนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์”+ 48 พอผู้คนที่พากันมาดูเหตุการณ์นั้นเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็กลับไปพร้อมกับตีอกชกหัวด้วยความเสียใจ 49 ส่วนคนที่คุ้นเคยกับพระเยซูรวมทั้งพวกผู้หญิงที่ติดตามท่านมาจากแคว้นกาลิลีก็ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ+
50 มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟ เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสภา* เขาเป็นคนดีและเชื่อฟังพระเจ้า*+ 51 (เขาไม่ได้ออกเสียงสนับสนุนแผนการและการกระทำของสภานั้น) เขามาจากเมืองอาริมาเธียของชาวยูเดียและรอคอยรัฐบาล*ของพระเจ้าอยู่ 52 โยเซฟคนนี้ไปขอศพพระเยซูจากปีลาต 53 เขาเอาศพท่านลงมาจากเสา+ เอาผ้าลินินเนื้อดีมาพัน และวางศพไว้ในอุโมงค์ฝังศพที่เจาะไว้แล้วในหิน+ ที่นั่นยังไม่เคยใช้วางศพใครเลย 54 วันนั้นเป็นวันเตรียม*+ และตอนนั้นใกล้จะเริ่มวันสะบาโต+แล้ว 55 พวกผู้หญิงที่ติดตามพระเยซูมาจากแคว้นกาลิลีก็ไปที่อุโมงค์ด้วย พวกเธอมองข้างในอุโมงค์นั้น และเห็นว่าศพของพระเยซูถูกวางไว้ตรงไหน+ 56 แล้วพวกเธอก็กลับไปเตรียมเครื่องหอมกับน้ำมันหอม แต่ในวันสะบาโต+พวกเธอหยุดพักตามที่กฎหมายของโมเสสกำหนดไว้
24 ตอนเช้าตรู่วันแรกของสัปดาห์ พวกผู้หญิงเอาเครื่องหอมที่เตรียมไว้ไปที่อุโมงค์ฝังศพ+ 2 แต่พบว่าก้อนหินที่ปิดปากอุโมงค์ถูกกลิ้งออกไปแล้ว+ 3 เมื่อพวกเธอเข้าไปในอุโมงค์และไม่พบศพของพระเยซูผู้เป็นนาย+ 4 พวกเธอก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้น มีผู้ชาย 2 คนใส่เสื้อผ้าที่สว่างสดใสมายืนอยู่ข้าง ๆ 5 พวกผู้หญิงก็ตกใจกลัวและเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ผู้ชายสองคนนั้นพูดกับพวกเธอว่า “ทำไมพวกคุณมาหาท่านผู้มีชีวิตในที่ของคนตายล่ะ?+ 6 ท่านไม่อยู่ที่นี่หรอกเพราะท่านถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาแล้ว จำได้ไหมที่ท่านเคยพูดกับคุณตอนที่ยังอยู่ในแคว้นกาลิลีว่า 7 ‘ลูกมนุษย์’ จะต้องถูกมอบไว้ในมือคนชั่วและถูกประหารบนเสา แต่ในวันที่สามท่านจะฟื้นขึ้นมา”+ 8 พวกเธอจึงนึกถึงคำพูดของพระเยซูขึ้นมาได้+ 9 แล้วออกไปจากอุโมงค์ฝังศพ และกลับไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้อัครสาวก 11 คนกับคนอื่น ๆ ฟัง+ 10 พวกผู้หญิงที่มาเล่าเรื่องนั้นให้พวกอัครสาวกฟังก็มี มารีย์มักดาลา โยอันนา และมารีย์แม่ของยากอบ กับผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ไปด้วยกัน 11 แต่พวกเขาไม่เชื่อ และคิดว่าเรื่องที่พวกเธอเล่านั้นเป็นเรื่องเหลวไหล
12 แต่เปโตรลุกขึ้นวิ่งไปที่อุโมงค์ฝังศพ พอเขาก้มมองเข้าไปก็เห็นแต่ผ้าที่ใช้พันศพ เขาจึงออกไปด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
13 ในวันนั้นเองสาวก 2 คนเดินทางไปที่หมู่บ้านชื่อเอมมาอูส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณ 11 กิโลเมตร* 14 ทั้งสองคุยกันถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น
15 ตอนที่สองคนนั้นกำลังคุยกันอยู่ พระเยซูก็เข้าไปหา และเดินไปกับพวกเขา 16 แต่พวกเขาจำท่านไม่ได้+ 17 พระเยซูถามพวกเขาว่า “คุณสองคนคุยเรื่องอะไรกันอยู่?” พวกเขาจึงหยุดเดิน หน้าตาดูเศร้า ๆ 18 คนที่ชื่อเคลโอปัสพูดกับท่านว่า “คุณมาจากที่ไหนเนี่ย* ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มช่วงนี้เลยหรือ?” 19 ท่านถามเขาว่า “เรื่องอะไรหรือ?” พวกเขาตอบว่า “ก็เรื่องเยซูชาวนาซาเร็ธน่ะสิ+ ท่านเป็นผู้พยากรณ์ที่ทำการอัศจรรย์และพูดอย่างมีอำนาจ เป็นผู้ที่พระเจ้าและมนุษย์ยอมรับ+ 20 แต่พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้นำชาวยิวทำให้ท่านถูกตัดสินประหาร+และถูกตรึงบนเสา 21 พวกเราเคยหวังว่าท่านจะมาปลดปล่อยคนอิสราเอลให้เป็นอิสระ+ แต่ตอนนี้ก็เป็นวันที่สามแล้วตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น 22 แถมผู้หญิงบางคนในพวกเรายังทำให้พวกเราประหลาดใจอีก พวกเธอไปที่อุโมงค์ฝังศพตั้งแต่เช้าตรู่+ 23 แต่ก็ไม่พบศพของท่าน พวกเธอมาเล่าว่าได้เห็นทูตสวรรค์ซึ่งบอกพวกเธอว่าท่านเยซูมีชีวิตอยู่ 24 แล้วพวกเราบางคนก็ไปที่อุโมงค์ฝังศพ+ และก็เห็นอุโมงค์ว่างเปล่าอย่างที่พวกผู้หญิงบอก แต่ไม่เห็นท่าน”
25 พระเยซูจึงพูดกับเขาทั้งสองคนว่า “ทำไมพวกคุณไม่ยอมเข้าใจและไม่เชื่อสิ่งที่พวกผู้พยากรณ์บอกไว้ล่ะ 26 ก่อนที่พระคริสต์จะได้รับอำนาจยิ่งใหญ่+ ท่านต้องทนทุกข์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หรือ?”+ 27 แล้วพระเยซูก็อธิบายข้อคัมภีร์ทั้งหมดที่พูดถึงท่านให้พวกเขาฟัง เริ่มตั้งแต่หนังสือของโมเสสและของพวกผู้พยากรณ์+
28 เมื่อเกือบจะถึงหมู่บ้านที่สองคนนั้นกำลังจะไป พระเยซูก็ทำท่าเหมือนจะเดินเลยไป 29 แต่พวกเขาคะยั้นคะยอว่า “พักกับพวกเราที่นี่ก่อนดีกว่า จวนจะค่ำอยู่แล้วและใกล้จะหมดวันแล้วด้วย” พระเยซูจึงไปกับพวกเขา 30 ตอนที่นั่งกินอาหารอยู่กับพวกเขา พระเยซูก็หยิบขนมปังมาอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าแล้วหักส่งให้พวกเขา+ 31 พอเห็นอย่างนั้น พวกเขาก็จำได้ว่าเป็นพระเยซู แล้วท่านก็หายวับไป+ 32 ทั้งสองคนจึงพูดกันว่า “มิน่าล่ะ เราถึงรู้สึกประทับใจจริง ๆ ตอนที่ท่านพูดกับพวกเราระหว่างทาง และตอนที่ท่านอธิบายให้พวกเราเข้าใจข้อคัมภีร์อย่างละเอียด” 33 พวกเขาจึงลุกขึ้นกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็มทันที และไปพบอัครสาวก 11 คนกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้วยกัน 34 คนที่ชุมนุมกันอยู่ก็บอกสองคนนั้นว่า “นายของเราถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาแล้วจริง ๆ และปรากฏตัวให้ซีโมนเห็นแล้วด้วย”+ 35 สองคนนั้นจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทาง และเล่าว่าพวกเขาจำท่านได้ตอนที่ท่านหักขนมปัง+
36 ตอนที่พวกเขากำลังพูดเรื่องนั้นอยู่ จู่ ๆ พระเยซูก็มายืนอยู่กับพวกเขา และพูดว่า “สวัสดีทุกคน”*+ 37 แต่พวกเขาตกใจกลัวคิดว่าเห็นทูตสวรรค์ 38 พระเยซูจึงพูดกับพวกเขาว่า “พวกคุณกลัวทำไม สงสัยทำไม? 39 นี่ผมเอง จับมือจับเท้าของผมดูสิ เพราะทูตสวรรค์ไม่มีเนื้อและกระดูกอย่างที่พวกคุณเห็นอยู่นี้” 40 ตอนที่พูดอยู่ พระเยซูก็ยื่นมือและเท้าให้พวกเขาดู 41 พวกเขาทั้งตื่นเต้นดีใจและแปลกใจจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นจริง แล้วพระเยซูก็ถามขึ้นมาว่า “พวกคุณมีอะไรกินบ้าง?” 42 พวกเขาส่งปลาย่างให้ท่านชิ้นหนึ่ง 43 ท่านก็หยิบมากินต่อหน้าพวกเขา
44 แล้วพระเยซูก็พูดกับพวกเขาว่า “ตอนที่ผมอยู่กับพวกคุณก่อนหน้านี้+ ผมเคยบอกว่า ทุกสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับผมในกฎหมายของโมเสส ในหนังสือของพวกผู้พยากรณ์ และในหนังสือสดุดีจะต้องเกิดขึ้นจริง”+ 45 แล้วพระเยซูก็ช่วยให้พวกเขาเข้าใจความหมายของพระคัมภีร์อย่างชัดเจน+ 46 และบอกว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า พระคริสต์จะต้องทนทุกข์และฟื้นขึ้นจากตายในวันที่สาม+ 47 และจะมีการประกาศในนามของท่านให้คนทุกชาติได้รู้ว่า+ พวกเขาต้องกลับใจเพื่อจะได้รับการอภัยบาป+ การประกาศนี้จะเริ่มจากกรุงเยรูซาเล็ม+ 48 พวกคุณจะเป็นพยานเพื่อประกาศเรื่องทั้งหมดนี้+ 49 และผมจะให้พลังจากสวรรค์กับพวกคุณตามที่พ่อของผมสัญญาไว้ ให้พวกคุณคอยอยู่ในกรุงนี้ก่อนจนกว่าจะได้รับพลังนั้น”+
50 จากนั้น พระเยซูก็พาพวกเขาออกไปที่หมู่บ้านเบธานี และยกมือขึ้นอวยพรพวกเขา 51 ตอนที่อวยพรอยู่นั้น ท่านก็ถูกรับขึ้นไปบนสวรรค์และจากพวกเขาไป+ 52 พวกเขาจึงหมอบลงแสดงความเคารพ* แล้วกลับไปกรุงเยรูซาเล็มอย่างมีความสุข+ 53 และพวกเขาสรรเสริญพระเจ้าที่วิหารเป็นประจำ+
หรือ “กลุ่มปุโรหิตที่สืบเชื้อสายจากอาบียาห์”
หรือ “มีความถูกต้องชอบธรรม”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “เห็นนิมิต”
หรือ “ทำงานรับใช้สาธารณชน”
ดูภาคผนวก ก5
คือ อับอายขายหน้าที่ไม่มีลูก
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “รัฐบาล” “ราชอาณาจักร”
หรือ “ไม่มีอะไรที่พระเจ้าบอกแล้วจะทำไม่ได้”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ส่งเขาสัตว์แห่งความรอด”
หรือ “ทำงานรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์ให้พระองค์”
หรือ “และทำสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ทั่วโลก”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “คนที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
ดูภาคผนวก ก5
คือ กำหนดไว้สำหรับลูกชายคนแรก
หรือ “ทำงานรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์ให้พระเจ้า”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “อยู่ในโอวาท”
คือ เฮโรดอันทีพาส
ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “แสดงผลที่สมกับการกลับใจ”
หรือ “ข่มขู่”
คือ จะเจิมด้วยพลังของพระเจ้าหรือไม่ก็ทำลายด้วยไฟ
แปลตรงตัวว่า “ขนมปัง”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ทำงานรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์ให้พระองค์ผู้เดียว”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ราชอาณาจักร”
คือ ทะเลสาบกาลิลี
หรือ “ทำให้ผมสะอาดได้”
ดูภาคผนวก ก5
คือ เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
หรือ “ราชอาณาจักร”
คือ ให้คนอื่นยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย
หรือ “กระเป๋าที่อกเสื้อ”
แปลตรงตัวว่า “คุณตวงให้เขาด้วยเครื่องตวงอันไหน เขาก็ตวงให้คุณด้วยเครื่องตวงอันนั้นเป็นการตอบแทน”
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
แปลตรงตัวว่า “ไม่สะดุดเพราะผม”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ดื่มเหล้าองุ่นมาก”
แปลตรงตัวว่า “ขวดอะลาบาสเตอร์”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ความลับศักดิ์สิทธิ์”
หรืออาจแปลได้ว่า “มันเข้าสิงเขามานานแล้ว”
หรือ “เธอกลับมีพลังชีวิตอีก”
หรือ “ราชอาณาจักร”
คือ เฮโรดอันทีพาส
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “ได้ชีวิตตลอดไปเป็นมรดก”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “สิ่งที่ดีที่สุด”
หรือ “ขอทำให้ชื่อของพระองค์ศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของทุกคน”
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “ขนมปัง”
หรือ “ยกหนี้ให้ทุกคนที่เป็นหนี้เรา”
ชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกซาตาน
แปลตรงตัวว่า “นิ้วของพระเจ้า”
หรือ “มองโดยไม่วอกแวก”
หรือ “ถ้าตาของคุณมองที่สิ่งชั่ว” แปลตรงตัวว่า “ถ้าตาของคุณชั่ว”
คือ ล้างมือตามพิธีกรรม
หรือ “เมื่อคุณให้ทาน”
พืชชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นยาและใช้ปรุงรสอาหาร
หรือ “พืชผักต่าง ๆ”
หรือ “ที่เด่นสุด”
หรือ “ในตลาด”
หรือ “ที่ไม่มีเครื่องหมาย”
อาจหมายถึงพวกเขาไม่ยอมทำให้ภาระหนักของคนอื่นเบาลง
คือ ตั้งแต่อาดัมกับเอวาเริ่มมีลูก
แปลตรงตัวว่า “2 อัสซาริอัน” ดูภาคผนวก ข14
หรือ “มองข้าม”
หรืออาจแปลได้ว่า “ในที่ประชุมของชาวยิว”
แปลตรงตัวว่า “ศอกหนึ่ง” ดูภาคผนวก ข14
หรือ “รัฐบาล” “ราชอาณาจักร”
หรือ “แล้วให้ทาน”
ช่วง 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน
ช่วงเที่ยงคืนถึงตี 3
หรือ “ผู้ดูแลบ้าน”
หรือ “ฉลาด”
แปลตรงตัวว่า “จ่ายเงินจนเหรียญเลฟตันสุดท้าย” เลฟตันคือ เงินเหรียญที่มีค่าน้อยมาก ดูภาคผนวก ข14
หรือ “ราชอาณาจักร”
ดูเชิงอรรถของ มธ 13:31
แปลตรงตัวว่า “3 ซีห์” ซึ่งเท่ากับ 22 ลิตร ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “บ้านของพวกคุณ”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “คนที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “และไม่ได้เกลียด” คำว่า “เกลียด” ในที่นี้หมายถึงรักน้อยกว่า
แปลตรงตัวว่า “เหรียญดรัคมา” ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “เหรียญดรัคมา” ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “สวรรค์”
หรือ “พ่อบ้าน”
แปลตรงตัวว่า “100 บัท” ซึ่งเท่ากับ 2,200 ลิตร ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “100 โคระ” ซึ่งเท่ากับ 22,000 ลิตร ดูภาคผนวก ข14
หรือ “ยุคนี้” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “ฉลาดกว่าลูกของความสว่าง”
แปลตรงตัวว่า “ทรัพย์อธรรม”
แปลตรงตัวว่า “ทรัพย์อธรรม”
หรือ “คนที่มีความถูกต้องชอบธรรม”
ในที่นี้ กฎหมายของโมเสสและหนังสือของพวกผู้พยากรณ์ หมายถึงพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูทั้งหมด
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “อยู่ที่อกของอับราฮัม”
แปลตรงตัวว่า “อยู่ที่อกเขา”
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
ดูเชิงอรรถของ มธ 13:31
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “หีบ” หมายถึงเรือใหญ่ที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมเหมือนหีบ
ดูภาคผนวก ก3
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “ได้ชีวิตตลอดไปเป็นมรดก”
หรือ “ราชอาณาจักร”
1 มินาของกรีกหนัก 340 กรัมและมีค่าเท่ากับ 100 ดรัคมา ดูภาคผนวก ข14
ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “สวรรค์”
อาจหมายถึงหินก้อนบนสุดที่อยู่มุมห้อง ตรงจุดที่ผนังอาคารสองด้านมาบรรจบกัน
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ในตลาด”
หรือ “ที่เด่นสุด”
หรือ “ทรัพย์สิน”
แปลตรงตัวว่า “2 เลฟตัน” ดูภาคผนวก ข14
หรือ “ความไม่สงบ” “การปฏิวัติ”
หรือ “จะทรยศคุณ”
หรือ “พระเจ้าจะลงโทษ”
แปลตรงตัวว่า “ในทุกประเทศ”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ราชอาณาจักร”
คำว่า “ถ้วยนี้” หมายความว่าพระเจ้าจะยอมให้พระเยซูถูกประหารชีวิตในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระเจ้า
ดูภาคผนวก ก3
หรือ “ประหารเขาบนเสา”
หรือ “ให้ประหารพระเยซูบนเสา”
หรือ “ตอนที่ท่านอยู่ในรัฐบาลของท่าน”
แปลตรงตัวว่า “ชั่วโมงที่ 6”
แปลตรงตัวว่า “ชั่วโมงที่ 9”
หรือ “ศาลแซนเฮดริน”
หรือ “และมีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “60 ซทาดิออน” 1 ซทาดิออนเท่ากับ 185 เมตร ดูภาคผนวก ข14
หรืออาจแปลได้ว่า “คุณมาจากที่อื่น และอยู่คนเดียวหรือเปล่า”
แปลตรงตัวว่า “ขอให้พวกคุณมีความสงบสุข” นี่เป็นคำทักทายปกติของชาวยิว
หรือ “คำนับท่าน”