ข่าวดีที่เขียนโดยมัทธิว
1 นี่คือหนังสือประวัติ*ของพระเยซูคริสต์* ลูกหลานของดาวิด+และอับราฮัม+
2 อับราฮัมมีลูกชายชื่ออิสอัค+
อิสอัคมีลูกชายชื่อยาโคบ+
ยาโคบมีลูกชายชื่อยูดาห์+และมีลูกชายคนอื่น ๆ ด้วย
3 ยูดาห์มีลูกชายกับทามาร์ชื่อเปเรศ+และเศราห์
เปเรศมีลูกชายชื่อเฮสโรน+
เฮสโรนมีลูกชายชื่อราม+
4 รามมีลูกชายชื่ออัมมีนาดับ
อัมมีนาดับมีลูกชายชื่อนาโชน+
นาโชนมีลูกชายชื่อสัลโมน
5 สัลโมนมีลูกชายกับราหับ+ชื่อโบอาส
โบอาสมีลูกชายกับรูธ+ชื่อโอเบด
โอเบดมีลูกชายชื่อเจสซี+
ดาวิดมีลูกชายชื่อโซโลมอน แม่ของโซโลมอน+เคยเป็นภรรยาของอุรีอาห์
7 โซโลมอนมีลูกชายชื่อเรโหโบอัม+
เรโหโบอัมมีลูกชายชื่ออาบียาห์
อาบียาห์มีลูกชายชื่ออาสา+
8 อาสามีลูกชายชื่อเยโฮชาฟัท+
เยโฮชาฟัทมีลูกชายชื่อเยโฮรัม+
เยโฮรัมมีลูกชาย*ชื่ออุสซียาห์
9 อุสซียาห์มีลูกชายชื่อโยธาม+
โยธามมีลูกชายชื่ออาหัส+
อาหัสมีลูกชายชื่อเฮเซคียาห์+
10 เฮเซคียาห์มีลูกชายชื่อมนัสเสห์+
มนัสเสห์มีลูกชายชื่ออาโมน+
อาโมนมีลูกชายชื่อโยสิยาห์+
11 โยสิยาห์+มีลูกชายชื่อเยโคนิยาห์+และมีลูกชายคนอื่น ๆ ในช่วงที่ชาวยิวถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในประเทศบาบิโลน+
12 หลังจากชาวยิวถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในบาบิโลนแล้ว เยโคนิยาห์มีลูกชายชื่อเชอัลทิเอล
เชอัลทิเอลมีลูกชายชื่อเศรุบบาเบล+
13 เศรุบบาเบลมีลูกชายชื่ออะบียุด
อะบียุดมีลูกชายชื่อเอลียาคิม
เอลียาคิมมีลูกชายชื่ออาซอร์
14 อาซอร์มีลูกชายชื่อศาโดก
ศาโดกมีลูกชายชื่ออาคิม
อาคิมมีลูกชายชื่อเอลีอูด
15 เอลีอูดมีลูกชายชื่อเอเลอาซาร์
เอเลอาซาร์มีลูกชายชื่อมัทธาน
มัทธานมีลูกชายชื่อยาโคบ
16 ยาโคบมีลูกชายชื่อโยเซฟซึ่งเป็นสามีของมารีย์ และพระเยซูที่เรียกกันว่าพระคริสต์+ก็เกิด+มาจากมารีย์คนนี้
17 ดังนั้น นับจากอับราฮัมจนถึงดาวิดมี 14 ชั่วคน นับจากดาวิดจนถึงช่วงที่ชาวยิวถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในประเทศบาบิโลนมีอีก 14 ชั่วคน และนับจากช่วงที่ชาวยิวถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยจนถึงพระคริสต์ก็มีอีก 14 ชั่วคน
18 เรื่องราวการเกิดของพระเยซูคริสต์มีอยู่ว่า มารีย์แม่ของท่านหมั้นหมายอยู่กับโยเซฟ แต่ก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน มารีย์ก็ตั้งท้องด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า+ 19 แต่เนื่องจากโยเซฟคู่หมั้น*ของเธอเป็นคนดีและไม่อยากให้เธอต้องอับอายขายหน้า เขาจึงตั้งใจจะถอนหมั้น*กับเธออย่างเงียบ ๆ+ 20 แต่เมื่อเขาคิดจะทำอย่างนั้น ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา*มาเข้าฝันเขาและบอกว่า “โยเซฟ ลูกหลานของดาวิด แต่งงานกับมารีย์เถอะ ไม่ต้องกลัว* เพราะเธอตั้งท้องด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า+ 21 เธอจะคลอดลูกชาย ให้ตั้งชื่อเด็กว่าเยซู*+ เพราะเขาจะช่วยผู้คนให้พ้นจากบาป”+ 22 ที่จริง เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตามที่พระยะโฮวา*พูดไว้ผ่านผู้พยากรณ์ของพระองค์ว่า 23 “คอยดูเถอะ สาวบริสุทธิ์คนหนึ่งจะตั้งท้องและคลอดลูกชาย และเขาจะได้ชื่อว่าอิมมานูเอล”+ ซึ่งแปลว่า “พระเจ้าอยู่กับเรา”+
24 เมื่อโยเซฟตื่นขึ้น เขาก็ทำตามที่ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา*สั่งและแต่งงานกับมารีย์* 25 แต่โยเซฟไม่มีเพศสัมพันธ์กับมารีย์เลยจนเธอคลอดลูกชาย+ และโยเซฟก็ตั้งชื่อเด็กว่าเยซู+
2 พระเยซูเกิดที่เมืองเบธเลเฮม+ในแคว้นยูเดียตอนที่เฮโรด+เป็นกษัตริย์ ต่อมามีพวกโหรจากทิศตะวันออกมาที่กรุงเยรูซาเล็ม 2 พวกเขาถามว่า “รู้ไหมว่าเด็กที่เกิดมาที่จะเป็นกษัตริย์ของชาวยิว+อยู่ที่ไหน เพราะเราเห็นดวงดาวของท่านตอนที่เราอยู่ทางทิศตะวันออก เราจึงมาเพื่อเคารพท่าน”* 3 พอได้ยินข่าว เฮโรดและชาวเยรูซาเล็มทุกคนก็กลัวและกังวล 4 เฮโรดจึงเรียกประชุมพวกปุโรหิตใหญ่และครูสอนศาสนาของชาวยิว แล้วถามว่าพระคริสต์*จะมาเกิดที่ไหน 5 พวกเขาตอบว่า “ในเมืองเบธเลเฮม+แคว้นยูเดีย เพราะผู้พยากรณ์เขียนไว้ว่า 6 ‘ส่วนเบธเลเฮมในแผ่นดินยูดาห์ พวกผู้ปกครองยูดาห์ไม่ควรจะมองเมืองนี้ว่าเป็นแค่เมืองเล็ก ๆ ที่ไม่สำคัญอะไร เพราะจะมีผู้ปกครองคนหนึ่งมาจากเมืองนี้ และเขาจะนำหน้าอิสราเอลประชาชนของเราเหมือนผู้เลี้ยงแกะ’”+
7 เฮโรดจึงเรียกพวกโหรมาอย่างลับ ๆ และซักถามจนรู้ว่าพวกเขาเห็นดาวดวงนั้นครั้งแรกเมื่อไร 8 แล้วเฮโรดก็บอกพวกโหรให้ไปเมืองเบธเลเฮมพร้อมกับสั่งว่า “ไปตามหาเด็กคนนั้น เจอเมื่อไหร่ก็ให้รีบกลับมาบอก เราจะได้ไปเคารพท่านด้วย” 9 เมื่อพวกโหรได้ยินอย่างนั้นแล้วก็ออกเดินทาง และดาวดวงนั้นที่พวกเขาเห็นตอนอยู่ทางทิศตะวันออก+ก็นำหน้าพวกเขาไปจนมาหยุดตรงที่เด็กนั้นอยู่ 10 พอพวกเขาเห็นอย่างนั้นก็ดีใจมาก 11 และเมื่อเข้าไปในบ้านก็พบเด็กกับมารีย์ผู้เป็นแม่ พวกเขาจึงหมอบลงทำความเคารพ*เด็กคนนั้น แล้วเอาทองคำ กำยาน และมดยอบออกมาเป็นของขวัญให้เด็ก 12 หลังจากนั้น พระเจ้าเตือนพวกโหรในความฝัน+ไม่ให้กลับไปหาเฮโรด พวกเขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตัวเองโดยใช้เส้นทางอื่น
13 เมื่อพวกเขาไปแล้ว ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา*ก็มาเข้าฝันโยเซฟ+และบอกว่า “ลุกขึ้น พาเด็กกับแม่ของเด็กหนีไปประเทศอียิปต์และอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกให้กลับมา เพราะเฮโรดกำลังจะมาฆ่าเด็กคนนี้” 14 โยเซฟจึงลุกขึ้นพาเด็กกับแม่ของเด็กเดินทางไปอียิปต์ในคืนนั้นเลย 15 พวกเขาอยู่ที่นั่นจนเฮโรดตาย ซึ่งเป็นไปตามที่พระยะโฮวา*บอกไว้ผ่านผู้พยากรณ์ของพระองค์ว่า “เราได้เรียกลูกของเราออกมาจากอียิปต์”+
16 เมื่อเฮโรดเห็นว่าโดนพวกโหรหลอกก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาจึงส่งคนไปฆ่าเด็กผู้ชายทุกคนที่อายุตั้งแต่ 2 ขวบลงมาซึ่งอยู่ในเบธเลเฮมและบริเวณรอบ ๆ เฮโรดคำนวณอายุเด็กจากที่ได้ซักถามพวกโหร+ 17 ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ตามที่พระเจ้าบอกไว้ผ่านผู้พยากรณ์เยเรมีย์ว่า 18 “ได้ยินเสียงร้องไห้และคร่ำครวญมากในเมืองรามาห์ เป็นเสียงร้องไห้ของราเชล+ และเธอไม่ยอมให้ใครมาปลอบโยน เพราะเธอสูญเสียลูก ๆ ไป”+
19 เมื่อเฮโรดตายแล้ว ทูตสวรรค์ของพระยะโฮวา*มาเข้าฝัน+โยเซฟตอนที่ยังอยู่ในอียิปต์ 20 และบอกว่า “ลุกขึ้น พาเด็กกับแม่ของเด็กเดินทางกลับไปแผ่นดินอิสราเอล เพราะคนที่ต้องการฆ่าเด็กนั้นตายไปหมดแล้ว” 21 โยเซฟจึงลุกขึ้นพาเด็กกับแม่ของเด็กไปที่แผ่นดินอิสราเอล 22 แต่เมื่อได้ยินว่าอาร์เคลาอัสเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นยูเดียแทนเฮโรดพ่อของเขา โยเซฟก็กลัว และพระเจ้าเตือนโยเซฟในความฝัน+ด้วยว่าไม่ให้กลับไปที่นั่น เขาจึงไปแคว้นกาลิลี+ 23 และอาศัยอยู่ในเมืองนาซาเร็ธ+ เรื่องนี้เป็นไปตามที่พระเจ้าบอกไว้ผ่านพวกผู้พยากรณ์ว่า “เขาจะเรียกท่านว่าชาวนาซาเร็ธ”*+
3 ในเวลาต่อมา ยอห์น+ผู้ให้บัพติศมาเริ่มประกาศ+ในที่กันดารยูเดียว่า 2 “กลับใจเถอะ เพราะรัฐบาลสวรรค์*มาใกล้แล้ว”+ 3 ผู้พยากรณ์อิสยาห์+พูดถึงยอห์นคนนี้ไว้ว่า “มีคนหนึ่งส่งเสียงร้องอยู่ในที่กันดารว่า ‘ให้เตรียมทางไว้สำหรับพระยะโฮวา* และทำทางของพระองค์ให้ตรง’”+ 4 ยอห์นใส่เสื้อผ้าที่ทำจากขนอูฐและคาดเข็มขัดหนัง+ เขากินตั๊กแตนกับน้ำผึ้งป่าเป็นอาหาร+ 5 ตอนนั้นชาวเยรูซาเล็มและผู้คนจากทั่วแคว้นยูเดียและบริเวณรอบ ๆ แม่น้ำจอร์แดนก็พากันไปหายอห์น+ 6 และรับบัพติศมาจากเขาในแม่น้ำจอร์แดน+ พวกเขาสารภาพบาปของตัวเองอย่างเปิดเผย
7 เมื่อยอห์นเห็นพวกฟาริสีกับพวกสะดูสี+หลายคนมาที่ที่เขาให้บัพติศมา ยอห์นจึงพูดกับพวกนั้นว่า “พวกชาติงูร้าย+ ใครบอกล่ะว่าพวกคุณจะหนีพ้นการลงโทษของพระเจ้าได้?+ 8 ทำให้เห็นสิว่าคุณกลับใจจริง ๆ* 9 อย่านึกเอาเองว่า ‘พวกเราเป็นถึงลูกหลานอับราฮัม’+ เพราะผมจะบอกให้ว่า พระเจ้าจะให้อับราฮัมมีลูกหลานจากก้อนหินพวกนี้ก็ยังได้ 10 ขวานก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว ต้นไม้ทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องถูกโค่นและเอาไปโยนทิ้งในกองไฟ+ 11 ผมให้บัพติศมาพวกคุณด้วยน้ำเพราะพวกคุณกลับใจ+ แต่จะมีคนหนึ่งมาทีหลังผม เขายิ่งใหญ่กว่าผมมาก ผมเองไม่สมควรจะถอดรองเท้าให้เขาด้วยซ้ำ+ เขาจะให้บัพติศมาพวกคุณด้วยพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า+และด้วยไฟ*+ 12 เขาถือพลั่วไว้แล้ว พร้อมจะฝัดแยกแกลบ และจะเก็บกวาดลานนวดข้าวของเขาให้เกลี้ยง เขาจะรวบรวมข้าวสาลีไว้ในยุ้งฉาง ส่วนแกลบนั้นเขาจะเผาด้วยไฟ+ที่ไม่มีวันดับ”
13 ต่อมา พระเยซูเดินทางจากแคว้นกาลิลีมาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อรับบัพติศมาจากเขา+ 14 แต่ยอห์นบอกพระเยซูว่า “ท่านจะมารับบัพติศมาจากผมได้ยังไง? ผมต่างหากที่ต้องรับบัพติศมาจากท่าน” 15 พระเยซูตอบว่า “ครั้งนี้ขอให้ทำเถอะ เพราะเราควรจะทำทุกสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้ให้สำเร็จ” ยอห์นจึงยอมให้บัพติศมาพระเยซู 16 เมื่อรับบัพติศมาแล้ว พระเยซูก็ขึ้นจากน้ำทันที และตอนนั้นเองท้องฟ้าก็เปิดออก+ และยอห์นเห็นพลังของพระเจ้ารูปร่างเหมือนนกเขาลงมาบนพระเยซู+ 17 แล้วมีเสียงจากฟ้า+ว่า “นี่คือลูกรักของเรา+ เราพอใจในตัวเขามาก”+
4 จากนั้น พลังของพระเจ้าพาพระเยซูเข้าไปที่กันดาร แล้วมาร+ก็มาล่อใจท่าน+ 2 หลังจากพระเยซูอดอาหารได้ 40 วัน 40 คืนท่านก็หิว 3 มารจึงมาล่อใจ+ท่านและพูดว่า “ถ้าคุณเป็นลูกของพระเจ้าจริง ๆ ก็เสกหินพวกนี้ให้กลายเป็นขนมปังสิ” 4 แต่พระเยซูบอกว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่ด้วยอาหาร*เท่านั้น แต่ด้วยคำพูดทุกคำที่มาจากพระยะโฮวา’”*+
5 จากนั้น มารก็พาพระเยซูเข้าไปในเมืองบริสุทธิ์*+และให้ยืนบนกำแพงด้านที่สูงที่สุดของวิหาร+ 6 แล้วท้าพระเยซูว่า “ถ้าคุณเป็นลูกของพระเจ้าจริง ๆ ก็กระโดดลงไปเลย เพราะพระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘พระองค์จะสั่งพวกทูตสวรรค์ของพระองค์ให้คุ้มครองคุณ’ และ ‘ทูตสวรรค์จะเอามือรับคุณไว้ เพื่อไม่ให้เท้าคุณกระทบหิน’”+ 7 พระเยซูบอกมารว่า “พระคัมภีร์บอกไว้อีกว่า ‘อย่าลองดีกับพระยะโฮวา*พระเจ้าของคุณ’”+
8 แล้วมารก็พาพระเยซูขึ้นไปบนภูเขาที่สูงมาก และให้ท่านเห็นประเทศทั้งหมดในโลกและความยิ่งใหญ่ของประเทศเหล่านั้น+ 9 แล้วพูดว่า “ผมจะยกทั้งหมดนี้ให้คุณ ถ้าคุณก้มกราบผมครั้งหนึ่ง” 10 พระเยซูจึงบอกมารว่า “ไปให้พ้น ซาตาน! พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘คุณต้องนมัสการพระยะโฮวา*พระเจ้าของคุณ+ และรับใช้พระองค์ผู้เดียว’”*+ 11 มารจึงไปจากพระเยซู+ แล้วทูตสวรรค์ก็มาดูแลท่าน+
12 เมื่อพระเยซูได้ข่าวว่ายอห์นถูกจับ+ ท่านจึงเดินทางไปแคว้นกาลิลี+ 13 จากนั้น พระเยซูออกจากเมืองนาซาเร็ธ แล้วย้ายมาอยู่ที่เมืองคาเปอร์นาอุม+ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบในเขตแดนเศบูลุนกับนัฟทาลี 14 เป็นไปตามที่พระเจ้าบอกไว้ผ่านผู้พยากรณ์อิสยาห์ที่ว่า 15 “แผ่นดินเศบูลุนและแผ่นดินนัฟทาลี ซึ่งอยู่ตามเส้นทางไปทะเล และอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน คือแคว้นกาลิลีของคนต่างชาติ 16 ประชาชนที่เคยอยู่ในความมืดได้เห็นแสงสว่างเจิดจ้า และคนที่อยู่ในแผ่นดินซึ่งปกคลุมด้วยเงาของความตาย+ แสงสว่างได้ส่องลงบนพวกเขาแล้ว”+ 17 ตั้งแต่ตอนนั้น พระเยซูเริ่มต้นประกาศว่า “กลับใจเถอะ เพราะรัฐบาล*สวรรค์มาใกล้แล้ว”+
18 วันหนึ่ง ตอนที่พระเยซูกำลังเดินอยู่ริมฝั่งทะเลสาบกาลิลี ท่านเห็นสองพี่น้องซึ่งเป็นชาวประมง+กำลังทอดแหอยู่ในทะเลสาบ คนหนึ่งชื่อซีโมน เขามีอีกชื่อหนึ่งว่าเปโตร+ และอีกคนหนึ่งชื่ออันดรูว์ 19 พระเยซูจึงพูดกับพวกเขาว่า “ตามผมมาเถอะ ผมจะให้พวกคุณไปหาคนแทนที่จะหาปลา”+ 20 ทั้งสองคนก็ทิ้งแหแล้วตามท่านไปทันที+ 21 เมื่อพระเยซูเดินไปอีกหน่อยก็เห็นพี่น้องอีกคู่หนึ่ง คือ ยากอบกับยอห์นซึ่งเป็นลูกของเศเบดี+กำลังซ่อมอวนอยู่กับพ่อในเรือ ท่านเรียกสองคนนั้นด้วย+ 22 พวกเขาก็ทิ้งเรือและพ่อไว้ แล้วตามพระเยซูไปทันที
23 หลังจากนั้น พระเยซูเดินทางไปทั่วแคว้นกาลิลี+ สอนตามที่ประชุมของชาวยิว+ ประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า และรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดของประชาชน+ 24 ทำให้ชื่อเสียงของท่านเลื่องลือไปทั่วแคว้นซีเรีย ผู้คนจึงแห่กันมาหาท่าน พวกเขาพาคนป่วย คนที่ทนทุกข์ทรมานด้วยโรคต่าง ๆ+ คนที่ถูกปีศาจสิง+ คนเป็นโรคลมชัก+และคนเป็นอัมพาตมาด้วย แล้วท่านก็รักษาพวกเขาทุกคนให้หาย 25 คนมากมายจึงติดตามพระเยซูไป พวกเขามาจากแคว้นกาลิลี เขตเดคาโปลิส* กรุงเยรูซาเล็ม แคว้นยูเดีย และจากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
5 เมื่อพระเยซูเห็นคนมากมาย ท่านก็เดินขึ้นภูเขาและนั่งลง พวกสาวกเข้ามาหาท่าน 2 แล้วพระเยซูเริ่มสอนพวกเขาว่า
3 “คนที่รู้ตัวว่าจำเป็นต้องพึ่งพระเจ้าก็มีความสุข+ เพราะรัฐบาล*สวรรค์เป็นของเขา
4 “คนที่โศกเศร้าก็มีความสุข เพราะเขาจะได้รับการปลอบใจ+
5 “คนที่จิตใจอ่อนโยน*ก็มีความสุข+ เพราะเขาจะได้รับโลกเป็นรางวัล*+
6 “คนที่กระหายอยากเห็น+ความยุติธรรม*ก็มีความสุข เพราะเขาจะอิ่มใจที่ได้รับความยุติธรรม+
7 “คนที่เมตตาก็มีความสุข+ เพราะเขาจะได้รับความเมตตา
8 “คนที่ใจบริสุทธิ์ก็มีความสุข+ เพราะเขาจะเห็นพระเจ้า
9 “คนที่สร้างสันติก็มีความสุข+ เพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระเจ้า
10 “คนที่ถูกข่มเหงเพราะทำสิ่งที่ถูกต้อง*ก็มีความสุข+ เพราะรัฐบาลสวรรค์เป็นของเขา
11 “เมื่อคุณโดนคนอื่นข่มเหง+ ด่าว่า+ และใส่ร้ายเพราะติดตามผม คุณก็มีความสุข+ 12 ดีใจได้เลย+ เพราะคุณจะได้รางวัล+ที่มีค่ามากในสวรรค์ พวกผู้พยากรณ์ในสมัยก่อนก็โดนข่มเหงเหมือนคุณนี่แหละ+
13 “คุณเป็นเหมือนเกลือ+ในโลกนี้ แต่ถ้าเกลือไม่เค็มแล้ว จะทำให้กลับมาเค็มอีกได้อย่างไร? จะเอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ มีแต่จะเอาไปทิ้ง+ให้คนเหยียบย่ำเท่านั้น
14 “คุณเป็นเหมือนแสงสว่างของโลก+ เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาจะซ่อนจากสายตาคนไม่ได้ 15 เมื่อคนเราจุดตะเกียงแล้วจะไม่เอาถังครอบไว้ แต่ตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างให้กับทุกคนในบ้าน+ 16 คล้ายกัน ให้คุณส่องแสงสว่างให้คนอื่นเห็นด้วยการทำดี+ พอเขาเห็นความดีของคุณ+ เขาก็จะยกย่องสรรเสริญพระเจ้าผู้เป็นพ่อของคุณในสวรรค์+
17 “อย่าคิดว่าผมมายกเลิกกฎหมายของโมเสสหรือคำสอนของพวกผู้พยากรณ์* ผมไม่ได้มายกเลิก แต่มาทำตามให้ครบถ้วน+ 18 ผมจะบอกให้รู้ว่า ฟ้ากับดินจะหายไปก็ยังง่ายกว่าที่ตัวหนังสือที่เล็กที่สุดหรือขีดสักขีดหนึ่งของตัวหนังสือในกฎหมายนั้นจะหายไป ทุกอย่างที่เขียนไว้จะต้องเป็นไปตามนั้นแน่นอน+ 19 ดังนั้น คนที่ไม่ทำตามกฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงข้อหนึ่ง แถมยังสอนคนอื่นไม่ให้ทำด้วย เขาก็ไม่เหมาะสมกับรัฐบาลสวรรค์* ส่วนคนที่ทำตามและสอนให้คนอื่นทำด้วย คนนั้นก็เหมาะสมกับรัฐบาลสวรรค์* 20 และผมจะบอกให้รู้ว่า ถ้าคุณไม่ทำดีให้มากกว่าพวกครูสอนศาสนาและพวกฟาริสี+ คุณจะไม่มีทางเข้ารัฐบาลสวรรค์ได้เลย+
21 “คุณเคยได้ยินที่คนสมัยก่อนสอนกันว่า ‘อย่าฆ่าคน+ ถ้าใครฆ่าคน เขาจะต้องถูกศาลตัดสิน’+ 22 แต่ผมจะบอกคุณว่าทุกคนที่โกรธคนอื่น*ไม่หาย+จะต้องถูกศาลตัดสิน และใครก็ตามที่เรียกคนอื่น*แบบดูถูกเหยียดหยามจะต้องถูกศาลสูงตัดสิน และถ้าใครพูดว่า ‘แกมันโง่จริง ๆ!’ จะต้องรับโทษที่เกเฮนนา*ซึ่งมีไฟร้อนแรง+
23 “ดังนั้น ถ้าคุณเอาของถวายมาที่แท่นบูชา+และนึกขึ้นได้ว่ามีคน*โกรธคุณอยู่ 24 ให้วางของถวายไว้หน้าแท่นบูชาก่อนและไปคืนดีกับเขา แล้วค่อยกลับมาถวายของนั้น+
25 “ถ้ามีใครฟ้องร้องคุณ ให้รีบตกลงกับเขาตอนที่กำลังไปศาล ไม่อย่างนั้นเขาจะส่งคุณให้ผู้พิพากษาตัดสิน และผู้พิพากษาจะส่งคุณให้ผู้คุม แล้วคุณจะถูกขังคุก+ 26 ผมจะบอกให้รู้ว่า คุณจะไม่ได้ออกจากคุกแน่ ๆ จนกว่าคุณจะใช้หนี้ให้หมดทุกบาททุกสตางค์*
27 “คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘อย่าเล่นชู้’+ 28 แต่ผมจะบอกคุณว่าทุกคนที่จ้องมองผู้หญิง+จนเกิดความใคร่ ก็เป็นชู้ในใจกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว+ 29 ถ้าตาขวาของคุณทำให้คุณหลงทำผิด ควักมันทิ้งไปเลย+ เพราะว่าเสียอวัยวะอย่างหนึ่งไปก็ดีกว่าทั้งตัวถูกโยนลงในเกเฮนนา*+ 30 และถ้ามือขวาของคุณทำให้คุณหลงทำผิด ตัดมันทิ้งไปเลย+ เพราะว่าเสียอวัยวะอย่างหนึ่งไปก็ดีกว่าทั้งตัวถูกทิ้งลงในเกเฮนนา*+
31 “ยังมีคำพูดอีกว่า ‘ถ้าใครหย่ากับภรรยา ก็ให้เขาทำหนังสือหย่าให้เธอด้วย’+ 32 แต่ผมจะบอกคุณว่า ผู้ชายที่หย่ากับภรรยาทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้ทำผิดศีลธรรมทางเพศ* ก็เป็นต้นเหตุให้เธอมีชู้เมื่อเธอไปมีคนใหม่ และคนที่แต่งงานกับผู้หญิงที่หย่าแบบนี้ก็เป็นชู้กับเธอด้วย+
33 “และคุณเคยได้ยินที่คนสมัยก่อนถูกสอนว่า ‘อย่าผิดคำสาบาน+ เมื่อปฏิญาณไว้กับพระยะโฮวา*แล้วต้องทำตามนั้น’+ 34 แต่ผมจะบอกคุณว่าอย่าสาบานเลย+ อย่าสาบานโดยอ้างสวรรค์ เพราะสวรรค์เป็นบัลลังก์ของพระเจ้า 35 อย่าสาบานโดยอ้างโลก เพราะโลกนี้เป็นที่วางเท้าของพระองค์+ และอย่าอ้างเยรูซาเล็มด้วย เพราะเยรูซาเล็มเป็นเมืองของมหากษัตริย์+ 36 และอย่าสาบานโดยเอาหัวของตัวเองเป็นประกัน เพราะคุณควบคุมผมสักเส้นหนึ่งให้ขาวหรือดำก็ไม่ได้ 37 ให้คำพูดของคุณที่ว่า “ใช่” หมายความว่าใช่ ที่ว่า “ไม่” หมายความว่าไม่+ ถ้าพูดมากกว่านี้ก็มาจากซาตานตัวชั่วร้าย+
38 “คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘ตาแทนตา ฟันแทนฟัน’+ 39 แต่ผมจะบอกคุณว่า อย่าต่อสู้กับคนที่ทำชั่วกับคุณ ถ้าใครตบแก้มขวาของคุณ ก็หันแก้มซ้ายให้เขาด้วย+ 40 และถ้าใครฟ้องร้องจะเอาเสื้อตัวในของคุณ ก็เอาเสื้อตัวนอกให้เขาไปด้วย+ 41 และถ้าใครเกณฑ์คุณให้ไปกับเขา 1 กิโลเมตร* ก็ไปกับเขา 2 กิโลเมตรเลย 42 ถ้าใครขออะไรจากคุณก็ให้เขาไป ใครมายืมอะไรจากคุณก็ให้เขายืม*+
43 “คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘ให้รักเพื่อนบ้าน+และเกลียดชังศัตรู’ 44 แต่ผมจะบอกคุณว่า ให้รักศัตรูของคุณ+และอธิษฐานเผื่อคนที่ข่มเหงคุณ+ 45 ถ้าทำอย่างนั้น คุณก็จะเป็นลูกแท้ ๆ ของพระเจ้าผู้เป็นพ่อในสวรรค์+ เพราะพระองค์ให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงแก่ทั้งคนดีและคนชั่ว และให้ฝนตกแก่ทั้งคนทำดี*และคนทำชั่ว+ 46 ถ้าคุณรักคนที่รักคุณ พระเจ้าจะมองคุณว่าพิเศษกว่าคนอื่นตรงไหน?+ พวกคนเก็บภาษีก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน 47 และถ้าคุณทักทายแต่เพื่อน*ของคุณ คุณทำอะไรพิเศษกว่าคนอื่น ๆ หรือ? คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน 48 ดังนั้น คุณต้องเป็นคนดีพร้อมเหมือนพระเจ้าผู้เป็นพ่อในสวรรค์+
6 “ระวัง อย่าทำดีเพื่ออวดคนอื่น+ ไม่อย่างนั้น คุณจะไม่ได้รับรางวัลจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อในสวรรค์ 2 เวลาที่คุณช่วยเหลือคนจน* อย่าเป็นเหมือนคนทำดีเอาหน้าซึ่งชอบโฆษณาความดีของตัวเอง*ในที่ประชุมและตามถนนเพื่อให้คนมายกย่อง ผมจะบอกให้รู้ว่า พวกเขาได้รางวัลแค่นั้นแหละ 3 เมื่อคุณช่วยเหลือคนจน อย่าให้มือซ้ายรู้ว่ามือขวาทำอะไร 4 ให้ทำเป็นความลับ แล้วพ่อของคุณผู้เห็นทุกสิ่งที่คุณทำจะให้รางวัลกับคุณ+
5 “ตอนที่คุณอธิษฐาน อย่าทำเหมือนคนเสแสร้ง+ที่ยืนในที่ประชุมและตามมุมถนนใหญ่เพื่ออวดคนอื่น+ ผมจะบอกให้รู้ว่า พวกเขาได้รางวัลแค่นั้นแหละ 6 แต่เมื่ออธิษฐาน ให้เข้าไปอยู่ในห้องส่วนตัว ปิดประตูและอธิษฐานถึงพระเจ้าผู้เป็นพ่อที่คุณมองไม่เห็น+ แล้วพระองค์ผู้เห็นทุกสิ่งที่คุณทำจะให้รางวัลกับคุณ 7 ตอนที่คุณอธิษฐาน อย่าพูดซ้ำซากเหมือนคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าทำกัน เพราะพวกเขาคิดว่า พูดมาก ๆ ถึงจะได้รับคำตอบ 8 อย่าทำเหมือนพวกเขา เพราะพระเจ้าผู้เป็นพ่อของคุณรู้ว่าคุณต้องการอะไร+ก่อนที่คุณจะขอด้วยซ้ำ
9 “คุณควรจะอธิษฐานตามแบบนี้ว่า+
“‘พระเจ้า พ่อของพวกเราในสวรรค์ ขอให้ชื่อของพระองค์+เป็นที่เคารพนับถืออยู่เสมอ*+ 10 ขอให้รัฐบาล*ของพระองค์+มาปกครอง และขอให้ทุกอย่างบนโลก+และบนสวรรค์เป็นอย่างที่พระองค์อยากให้เป็น*+ 11 ขอให้พวกเรามีอาหาร*กินในวันนี้+ 12 ขอพระองค์ยกโทษให้พวกเรา อย่างที่พวกเรายกโทษให้คนที่ทำผิดต่อพวกเรา*+ 13 ขอพระองค์ช่วยปกป้องพวกเราไว้จากซาตานตัวชั่วร้าย+ และช่วยให้เอาชนะการล่อใจได้’+
14 “ถ้าคุณให้อภัยคนที่ทำผิดต่อคุณ พระเจ้าผู้เป็นพ่อในสวรรค์ก็จะให้อภัยคุณด้วย+ 15 แต่ถ้าคุณไม่ให้อภัยคนอื่น พระองค์ก็จะไม่ให้อภัยคุณเหมือนกัน+
16 “เวลาคุณถือศีลอดอาหาร+ อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนเสแสร้งว่าเลื่อมใสพระเจ้า เพราะคนพวกนั้นปล่อยให้หน้าโทรมเพื่อให้คนเห็นว่าอดอาหาร+ ผมจะบอกให้รู้ว่า พวกเขาได้รางวัลแค่นั้นแหละ 17 แต่เมื่อถือศีลอดอาหาร ให้ล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ผม* 18 จะได้ไม่มีใครรู้ว่าคุณกำลังถือศีลอดอาหารอยู่ ยกเว้นพระเจ้าผู้เป็นพ่อของคุณเท่านั้นที่รู้ แล้วพระองค์ผู้เห็นทุกสิ่งที่คุณทำจะให้รางวัลกับคุณ
19 “เลิกสะสมทรัพย์สมบัติให้ตัวเองบนโลกได้แล้ว+ เพราะของพวกนี้ถูกมอดและสนิมกินได้ และถูกคนมาขโมยไปได้ 20 แต่ให้สะสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์+ เพราะที่นั่นไม่มีมอดและสนิมมากิน+ และไม่มีคนมาขโมยไปได้ 21 ทรัพย์สมบัติของคุณอยู่ที่ไหน ใจของคุณก็อยู่ที่นั่นด้วย
22 “ตาเป็นเหมือนแสงสว่างสำหรับร่างกาย+ ถ้าตาของคุณมองที่สิ่งเดียว* ทั้งตัวคุณก็จะสว่าง 23 แต่ถ้าตาของคุณมองคนอื่นด้วยความอิจฉา*+ ทั้งตัวคุณก็จะมืดไป ถ้าแสงสว่างในตัวคุณกลายเป็นความมืด ตัวคุณจะมืดทึบขนาดไหน
24 “ไม่มีใครเป็นทาสนาย 2 คนได้ เพราะเขาจะเกลียดนายคนหนึ่งและรักนายอีกคนหนึ่ง+ หรือจะภักดีต่อนายคนหนึ่งและดูถูกนายอีกคนหนึ่ง คุณจะเป็นทั้งทาสพระเจ้าและทาสทรัพย์สมบัติด้วยไม่ได้+
25 “ดังนั้น ผมจะบอกคุณว่า เลิกกังวลได้แล้ว+กับเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ว่าจะมีกินมีดื่มไหม หรือกังวลว่าจะมีเสื้อผ้าใส่หรือเปล่า+ ชีวิตสำคัญกว่าอาหารและร่างกายสำคัญกว่าเสื้อผ้าไม่ใช่หรือ?+ 26 ดูนกที่บินบนฟ้าสิ+ พวกมันไม่ได้หว่านหรือเก็บเกี่ยวหรือสะสมเมล็ดพืชไว้ในยุ้งฉาง แต่พระเจ้าผู้เป็นพ่อของคุณในสวรรค์เลี้ยงดูพวกมันอยู่ คุณมีค่ามากกว่านกไม่ใช่หรือ? 27 พวกคุณมีใครไหมที่กังวลแล้วจะต่อชีวิตได้อีกสักนิดหนึ่ง?*+ 28 จะกังวลกับเรื่องเสื้อผ้าไปทำไม? ดูดอกไม้ในทุ่งสิ มันงอกงามขึ้นได้อย่างไร มันไม่ต้องตรากตรำทำงานและไม่ต้องทอผ้า 29 แต่รู้ไหมว่า แม้แต่กษัตริย์โซโลมอน+ตอนที่แต่งตัวเต็มยศก็ยังไม่งามเท่ากับดอกไม้ดอกหนึ่งที่อยู่ในทุ่งเลย 30 ถ้าพระเจ้าตกแต่งดอกไม้ใบหญ้าในทุ่งซึ่งอยู่แค่วันนี้ และพรุ่งนี้ก็จะถูกเผาทิ้ง พระองค์จะไม่ตกแต่งคุณมากกว่านั้นหรือ พวกคุณมีความเชื่อน้อยจริง ๆ 31 ดังนั้น อย่ากังวล+ว่าจะมีกินมีดื่มไหม หรือจะมีเสื้อผ้าใส่หรือเปล่า+ 32 คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าเสาะแสวงหาของพวกนี้ แต่พระเจ้าผู้เป็นพ่อของคุณในสวรรค์รู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมีของทั้งหมดนี้
33 “ดังนั้น คุณต้องทำให้การปกครอง*ของพระเจ้าและความถูกต้องชอบธรรมของพระองค์*เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แล้วพระองค์จะให้คุณมีสิ่งจำเป็นทั้งหมดนี้+ 34 ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้+ เพราะพรุ่งนี้ก็จะมีเรื่องของพรุ่งนี้ให้กังวลอีก แต่ละวันมีปัญหามากพออยู่แล้ว
7 “คุณต้องเลิกตัดสินคนอื่น+ พระเจ้าจะได้ไม่ตัดสินคุณ 2 เพราะคุณตัดสินคนอื่นอย่างไร พระเจ้าก็จะตัดสินคุณอย่างนั้น+ และคุณทำกับคนอื่นอย่างไร เขาก็จะทำกับคุณอย่างนั้นด้วย*+ 3 แล้วทำไมคุณถึงไปจ้องดูเศษผงในตาของคนอื่น* แต่ไม่เห็นท่อนไม้ในตาของตัวเอง?+ 4 คุณบอกคนอื่น*ได้อย่างไรว่า ‘ผมจะเขี่ยเศษผงออกจากตาของคุณให้’ ทั้ง ๆ ที่ไม้ทั้งท่อนยังอยู่ในตาของคุณเอง? 5 คนอวดดี เอาท่อนไม้ออกจากตาของตัวเองก่อนสิ คุณจะได้เห็นชัด ๆ แล้วคุณถึงจะเขี่ยเศษผงออกจากตาของคนอื่น*ได้
6 “อย่าเอาของที่ควรถวายพระเจ้าไปให้หมา และอย่าโยนไข่มุกให้หมู+ เพราะมันจะเหยียบย่ำเสียเปล่า ๆ แถมยังหันมาทำร้ายคุณอีก
7 “ขอต่อไปเรื่อย ๆ แล้วจะได้รับ+ หาต่อไปเรื่อย ๆ แล้วจะพบ เคาะต่อไปเรื่อย ๆ แล้วจะเปิดให้+ 8 เพราะทุกคนที่ขอจะได้รับ+ ทุกคนที่หาก็จะพบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้ 9 ถ้าลูกขอขนมปัง จะมีพ่อคนไหนให้ก้อนหินหรือ? 10 และถ้าลูกขอปลา พ่อจะยื่นงูพิษให้ไหม? 11 ในเมื่อคุณที่เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีกับลูก แล้วพระเจ้าผู้เป็นพ่อของคุณในสวรรค์จะไม่ยิ่งให้สิ่งดี ๆ+กับคนที่ขอพระองค์หรือ?+
12 “ดังนั้น ให้คุณทำกับคนอื่นเหมือนที่อยากให้คนอื่นทำกับคุณ*+ ที่จริง นี่เป็นใจความสำคัญในกฎหมายของโมเสสและคำสอนของพวกผู้พยากรณ์*+
13 “ให้คุณเข้าไปทางประตูแคบ+ เพราะประตูที่เปิดกว้างและทางที่กว้างใหญ่นั้นนำไปถึงความพินาศ และมีคนมากมายเข้าไปทางนั้น 14 แต่ประตูแคบและทางแคบที่เดินลำบากจะนำไปถึงชีวิต และมีไม่กี่คนพบทางนี้+
15 “ให้ระวังพวกผู้พยากรณ์เท็จ+ พวกนั้นปลอมตัวมาหาคุณในคราบของแกะ+ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาเป็นหมาป่าที่ตะกละตะกลาม+ 16 คุณจะรู้จักพวกเขาได้จากการกระทำ*ของเขา คนเราจะเก็บองุ่นหรือมะเดื่อจากต้นหนามได้หรือ?+ 17 คล้ายกัน ต้นไม้ดีก็ออกผลดี และต้นไม้ไม่ดีก็ออกผลที่ไม่ดี+ 18 ต้นไม้ดีจะออกผลที่ไม่ดีก็ไม่ได้ และต้นไม้ไม่ดีจะออกผลดีก็ไม่ได้เหมือนกัน+ 19 ต้นไม้ทุกต้นที่ไม่ออกผลดีต้องถูกโค่นแล้วเอาไปเผาไฟทิ้ง+ 20 ดังนั้น คุณจะรู้ได้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไร ก็ดูจากการกระทำของเขา+
21 “คนที่เรียกผมว่า ‘นายท่าน นายท่าน’ ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เข้ารัฐบาล*สวรรค์ แต่คนที่ทำสิ่งที่พ่อของผมในสวรรค์อยากให้ทำต่างหากถึงจะได้เข้า+ 22 ในวันนั้นคนมากมายจะบอกผมว่า ‘นายท่าน นายท่าน+ พวกเราได้พยากรณ์และขับไล่ปีศาจในนามของท่าน และทำการอัศจรรย์หลายอย่างในนามของท่านไม่ใช่หรือ?’+ 23 แต่ผมจะบอกพวกเขาว่า ‘ผมไม่เคยรู้จักพวกคุณเลย ไปให้พ้น พวกคนชั่ว’+
24 “ดังนั้น ทุกคนที่ฟังคำสอนของผมและทำตาม ก็เหมือนคนฉลาดที่สร้างบ้านบนพื้นหิน+ 25 ถึงแม้ฝนตกหนัก น้ำมาท่วม และลมพัดกระหน่ำ แต่บ้านนั้นก็ไม่พังเพราะมีฐานรากอยู่บนหินที่มั่นคง 26 ส่วนทุกคนที่ฟังคำสอนของผมแต่ไม่ทำตาม ก็เหมือนกับคนโง่ที่สร้างบ้านอยู่บนทราย+ 27 เมื่อฝนตกหนัก น้ำมาท่วม และลมพัดปะทะบ้านนั้น+ บ้านก็พังพินาศ”
28 เมื่อพระเยซูพูดจบแล้ว คนที่มาฟังก็รู้สึกทึ่งกับวิธีสอนของท่าน+ 29 เพราะท่านไม่ได้สอนเหมือนพวกครูสอนศาสนาของเขา แต่สอนแบบคนที่ได้รับอำนาจจากพระเจ้า+
8 เมื่อพระเยซูลงมาจากภูเขา มีคนมากมายตามท่านไป 2 แล้วมีคนโรคเรื้อนคนหนึ่งมาหาท่าน เขาแสดงความเคารพ*และพูดว่า “นายท่าน เพียงแค่ท่านอยากช่วย ท่านก็จะรักษาผมได้”*+ 3 พระเยซูก็ยื่นมือสัมผัสตัวเขาและพูดว่า “ผมอยากช่วย หายโรคเถอะ”+ แล้วเขาก็หายจากโรคเรื้อนทันที+ 4 พระเยซูบอกเขาว่า “อย่าไปเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง+ แต่ไปให้ปุโรหิตตรวจดู+ และถวายสิ่งของตามที่กฎหมายของโมเสสกำหนดไว้+ เพื่อให้พวกเขาได้เห็นหลักฐานว่าคุณหายโรคแล้ว”
5 เมื่อพระเยซูเข้าไปในเมืองคาเปอร์นาอุม นายร้อยคนหนึ่งมาอ้อนวอนท่านว่า+ 6 “ท่านครับ คนใช้ของผมเป็นอัมพาตนอนอยู่ที่บ้าน เขาทุกข์ทรมานมาก” 7 พระเยซูบอกเขาว่า “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมไปรักษาเขาที่นั่นเอง” 8 นายร้อยบอกพระเยซูว่า “ท่านครับ ผมไม่ดีพอที่จะให้ท่านเข้ามาในบ้านผมหรอก ขอเพียงแค่ท่านสั่งมาก็พอ คนใช้ของผมก็จะหาย 9 อย่างผมเองก็มีเจ้านายที่สั่งผมและมีลูกน้องที่ผมสั่งได้ด้วย ถ้าผมสั่งคนหนึ่งว่า ‘ไป’ เขาก็ไป หรือสั่งอีกคนหนึ่งว่า ‘มา’ เขาก็มา หรือสั่งทาสของผมให้ไปทำนั่นทำนี่ เขาก็ทำตาม” 10 เมื่อได้ยินอย่างนั้น พระเยซูก็แปลกใจมากและพูดกับคนที่ตามท่านมาว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า ผมไม่เคยพบคนอิสราเอลคนไหนที่มีความเชื่อมากขนาดนี้มาก่อนเลย+ 11 ผมจะบอกคุณว่า จะมีคนมากมายมาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก พวกเขาจะนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบในรัฐบาล*สวรรค์+ 12 แต่คนที่น่าจะได้เข้า*รัฐบาลสวรรค์กลับจะต้องถูกโยนออกไปที่มืดข้างนอก ที่นั่นพวกเขาจะร้องห่มร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ”+ 13 แล้วพระเยซูหันมาพูดกับนายร้อยว่า “กลับไปบ้านเถอะ สิ่งที่คุณเชื่อจะเกิดขึ้นจริง”+ และคนใช้ของเขาก็หายป่วยในเวลานั้นเอง+
14 ตอนที่พระเยซูมาถึงบ้านของเปโตร ท่านเห็นแม่ยายของเขา+นอนป่วยเป็นไข้อยู่+ 15 พระเยซูจึงแตะมือเธอ+ เธอก็หายไข้แล้วลุกขึ้นมารับใช้ท่าน 16 พอค่ำลง ผู้คนก็พาหลายคนที่ถูกปีศาจสิงมาที่นั่น พระเยซูสั่งให้ปีศาจออกจากพวกเขาและรักษาคนป่วยทุกคน 17 เรื่องนี้เป็นไปตามที่พระเจ้าบอกไว้ผ่านผู้พยากรณ์อิสยาห์ว่า “เขาเอาความเจ็บป่วยของพวกเราไปและแบกรับโรคภัยของเราไว้”+
18 ครั้งหนึ่ง พระเยซูเห็นคนมากมายมาหา ท่านจึงสั่งสาวกให้แล่นเรือข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง+ 19 ครูสอนศาสนาคนหนึ่งมาพูดกับท่านว่า “อาจารย์ครับ ผมจะติดตามท่านไปทุกหนทุกแห่ง”+ 20 แต่พระเยซูบอกเขาว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกก็มีรัง แต่ ‘ลูกมนุษย์’ ไม่มีที่จะซุกหัวนอน”+ 21 สาวกคนหนึ่งมาพูดกับพระเยซูว่า “นายครับ ขอให้ผมไปฝังศพพ่อก่อน”+ 22 พระเยซูบอกเขาว่า “ตามผมมาดีกว่า ให้คนตายฝังคนตายเถอะ”+
23 ครั้งหนึ่ง พระเยซูลงเรือไปกับพวกสาวก+ 24 แล้วเกิดพายุใหญ่ในทะเลสาบ คลื่นซัดจนน้ำท่วมเรือ แต่พระเยซูก็ยังนอนหลับอยู่+ 25 พวกสาวกจึงมาปลุกท่านและบอกว่า “นายครับ ช่วยชีวิตพวกเราด้วย พวกเรากำลังจะตายกันอยู่แล้ว” 26 แต่ท่านบอกพวกเขาว่า “ทำไมต้องกลัว พวกคุณมีความเชื่อน้อยจริง ๆ”+ แล้วท่านก็ลุกขึ้นสั่งคลื่นลมให้สงบ และทุกอย่างก็สงบนิ่ง+ 27 พวกเขาจึงแปลกใจมากและพูดกันว่า “ท่านเป็นใครกัน? แม้แต่ลมและทะเลก็ยังเชื่อฟังท่านเลย”
28 แล้วพระเยซูก็ไปถึงอีกฝั่งหนึ่งในเขตแดนของชาวกาดารา ที่นั่นมีผู้ชาย 2 คนที่ถูกปีศาจสิง พวกเขาออกมาจากสุสานและมาเจอท่าน+ สองคนนี้ดุร้ายมากจนไม่มีใครกล้าเดินผ่านทางนั้นเลย 29 พวกเขาร้องโวยวายว่า “ลูกของพระเจ้า มายุ่งกับพวกเราทำไม?+ จะมาทรมานพวกเรา+ก่อนเวลาที่พระเจ้ากำหนดไว้หรือ?”+ 30 ไกลจากที่นั่นพอสมควร มีหมูฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่+ 31 ปีศาจพวกนั้นจึงขอร้องพระเยซูว่า “ถ้าจะขับไล่พวกเราออกไป ขอให้พวกเราไปเข้าสิงในหมูฝูงนั้นแทนเถอะ”+ 32 ท่านบอกพวกมันว่า “ไปสิ” พวกมันก็ออกไปเข้าสิงในหมูพวกนั้น แล้วหมูทั้งฝูงก็กระโดดจากหน้าผาลงไปในทะเลสาบและจมน้ำตายหมด 33 ส่วนคนเลี้ยงหมูก็วิ่งหนีเข้าไปในเมือง และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ชาวเมืองฟัง รวมทั้งเรื่องผู้ชายสองคนที่ถูกปีศาจสิงด้วย 34 คนทั้งเมืองจึงมาหาพระเยซู เมื่อเจอท่านแล้ว พวกเขาก็ขอให้ท่านออกไปจากเขตแดนของเขา+
9 วันหนึ่ง พระเยซูลงเรือข้ามฟากกลับไปเมืองที่ท่านอาศัย*+ 2 มีคนหามผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นอัมพาตนอนอยู่บนเปลมาหาท่าน เมื่อพระเยซูเห็นความเชื่อของพวกเขา ก็บอกคนที่เป็นอัมพาตว่า “สบายใจเถอะลูก บาปของลูกได้รับการอภัยแล้ว”+ 3 ครูสอนศาสนาบางคนก็คิดในใจว่า “คนนี้พูดจาดูหมิ่นพระเจ้าชัด ๆ” 4 พระเยซูรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ จึงพูดว่า “ทำไมถึงคิดชั่วร้ายอย่างนั้นล่ะ?+ 5 ที่จะพูดว่า ‘บาปของคุณได้รับการอภัยแล้ว’ กับพูดว่า ‘ลุกขึ้น เดินไปเถอะ’ อย่างไหนจะง่ายกว่ากัน?+ 6 แต่ผมจะทำให้พวกคุณรู้ว่า ‘ลูกมนุษย์’ มีอำนาจจะให้อภัยบาปในโลกนี้ได้จริง” แล้วพระเยซูก็พูดกับคนที่เป็นอัมพาตว่า “ลุกขึ้น แล้วแบกเปลกลับบ้านไปเถอะ”+ 7 เขาก็ลุกขึ้นเดินกลับบ้าน 8 เมื่อผู้คนเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกกลัว แล้วพากันสรรเสริญพระเจ้าที่ให้มนุษย์มีอำนาจทำอย่างนั้นได้
9 เมื่อพระเยซูเดินไปอีกหน่อยก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งชื่อมัทธิวนั่งอยู่ที่ด่านเก็บภาษี ท่านบอกเขาว่า “ตามผมมาสิ” แล้วมัทธิวก็ลุกขึ้นตามท่านไป+ 10 ต่อมา พระเยซูไปกินอาหารที่บ้านของมัทธิว มีคนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนมาร่วมโต๊ะกับพระเยซูและสาวกของท่าน+ 11 เมื่อพวกฟาริสีเห็นอย่างนั้นก็พูดกับสาวกของพระเยซูว่า “ทำไมอาจารย์ของพวกคุณถึงกินอาหารกับพวกคนเก็บภาษีและคนบาปล่ะ?”+ 12 พอพระเยซูได้ยินอย่างนั้นก็พูดว่า “คนที่สบายดีไม่ต้องไปหาหมอ แต่คนป่วยต้องให้หมอรักษา+ 13 ไปศึกษาข้อนี้ดูสิที่พระเจ้าบอกว่า ‘เราอยากให้พวกเขาแสดงความเมตตา ไม่ได้อยากให้เอาเครื่องบูชามาถวาย’+ ที่ผมมา ไม่ได้มาเพื่อช่วยคนดี แต่มาช่วยคนบาป”
14 ต่อมา สาวกของยอห์นเข้ามาถามพระเยซูว่า “พวกเราและพวกฟาริสีถือศีลอดอาหาร แต่ทำไมสาวกของท่านไม่ถือ?”+ 15 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ตอนที่เจ้าบ่าว+ยังอยู่ เพื่อนเจ้าบ่าวก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโศกเศร้า จริงไหม? แต่เมื่อเจ้าบ่าวไปจากพวกเขา+ ตอนนั้นแหละที่พวกเขาจะโศกเศร้าและถือศีลอดอาหาร 16 ไม่มีใครเอาผ้าใหม่มาปะเสื้อเก่า เพราะถ้าผ้าใหม่หด มันจะดึงผ้าเก่าให้ขาด แล้วรอยขาดจะกว้างขึ้นอีก+ 17 และไม่มีใครเอาเหล้าองุ่นใหม่ใส่ถุงหนังเก่า เพราะถ้าทำอย่างนั้น ถุงหนังจะแตก เหล้าองุ่นจะรั่ว และถุงหนังก็เสีย แต่เขาจะเอาเหล้าองุ่นใหม่ใส่ถุงหนังใหม่ ทั้งสองอย่างจะได้ไม่เสียไป”
18 ตอนที่พระเยซูกำลังสอนเรื่องนี้อยู่ หัวหน้าชุมชนคนหนึ่งเข้ามาแสดงความเคารพ*และพูดว่า “ลูกสาวผมป่วยหนักมาก ป่านนี้เธอคงตายไปแล้ว ขอท่านมาช่วยวางมือบนตัวเธอ เธอจะได้ฟื้นขึ้นมา”+
19 พระเยซูจึงลุกขึ้นตามเขาไปพร้อมกับพวกสาวก 20 มีผู้หญิงคนหนึ่งแอบเข้ามาข้างหลังแล้วแตะชายเสื้อชั้นนอกของพระเยซู+ เธอทุกข์ทรมานเพราะมีอาการตกเลือด+มา 12 ปีแล้ว 21 เธอคิดว่า “ขอแค่ฉันได้แตะเสื้อชั้นนอกของท่านเท่านั้นแหละ ฉันก็จะหายแน่ ๆ” 22 พอพระเยซูหันมาเห็นเธอก็พูดว่า “สบายใจเถอะลูก ความเชื่อของลูกทำให้ลูกหายโรคแล้ว”+ ผู้หญิงคนนั้นก็หายขาดตั้งแต่นั้นมา+
23 เมื่อพระเยซูเข้าไปในบ้านของหัวหน้าคนนั้น ท่านเห็นคนเป่าปี่และผู้คนร้องไห้เสียงดัง+ 24 จึงพูดว่า “พวกคุณออกไปก่อน เด็กคนนี้ไม่ได้ตาย แต่นอนหลับอยู่”+ พวกเขาก็หัวเราะเยาะ 25 พอผู้คนออกไปแล้ว พระเยซูก็เข้าไปจับมือเด็กผู้หญิงคนนั้น+ แล้วเธอก็ลุกขึ้น+ 26 เรื่องนี้จึงเล่าลือกันไปทั่วเขตนั้น
27 เมื่อพระเยซูเดินทางต่อไปก็มีผู้ชายตาบอด 2 คน+เดินตามท่านและร้องว่า “ท่านผู้เป็นลูกหลานดาวิดครับ ขอเมตตาพวกเราด้วย” 28 พอพระเยซูเข้าไปในบ้าน ผู้ชายตาบอดสองคนนั้นก็ตามเข้าไป ท่านจึงถามพวกเขาว่า “คุณเชื่อจริง ๆ หรือว่าผมทำให้คุณมองเห็นได้?”+ ทั้งสองตอบว่า “เชื่อครับท่าน” 29 พระเยซูจึงแตะที่ตาพวกเขา+และพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เป็นไปตามที่คุณเชื่อเถอะ” 30 แล้วพวกเขาก็มองเห็น และพระเยซูสั่งพวกเขาว่า “อย่าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้”+ 31 แต่เมื่อพวกเขาออกไปแล้วก็เล่าเรื่องของท่านจนลือกันไปทั่วเขตนั้น
32 ตอนที่พวกเขากำลังเดินออกไป มีคนพาผู้ชายคนหนึ่งมาหาพระเยซู เขาเป็นใบ้เพราะถูกปีศาจสิง+ 33 พอพระเยซูขับไล่ปีศาจออกไปแล้ว คนใบ้นั้นก็พูดได้+ ผู้คนรู้สึกทึ่งและพูดกันว่า “ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ในอิสราเอลมาก่อนเลย”+ 34 แต่พวกฟาริสีกลับพูดว่า “เขาขับไล่ปีศาจได้เพราะใช้อำนาจของหัวหน้าปีศาจ”+
35 แล้วพระเยซูก็ออกเดินทางไปทั่วทุกเมืองและทุกหมู่บ้าน สอนตามที่ประชุมของชาวยิว ประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้า และรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิด+ 36 เมื่อเห็นผู้คนมากมาย พระเยซูรู้สึกสงสาร+เพราะพวกเขาถูกขูดรีดและถูกทอดทิ้งเหมือนแกะที่ไม่มีคนเลี้ยง+ 37 ท่านจึงบอกสาวกว่า “งานเกี่ยวเป็นงานใหญ่จริง ๆ แต่ยังมีคนงานน้อยอยู่+ 38 ดังนั้น ให้ช่วยกันขอเจ้าของนาให้ส่งคนไปมากขึ้นเพื่อทำงานเกี่ยวของพระองค์”+
10 พระเยซูเรียกสาวก 12 คนของท่านมาและให้อำนาจพวกเขาขับไล่ปีศาจ+และรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกชนิดได้
2 สิบสองคนที่เป็นอัครสาวกมีชื่อดังนี้+ ซีโมนหรือที่เรียกกันว่าเปโตร+ กับอันดรูว์+ สองคนนี้เป็นพี่น้องกัน และยากอบกับยอห์น สองคนนี้เป็นลูกของเศเบดี+ 3 แล้วก็มีฟีลิปกับบาร์โธโลมิว+ โธมัส+กับมัทธิว+คนเก็บภาษี ธัดเดอัส และยากอบลูกของอัลเฟอัส 4 ซีโมนคานาไนโอส* และยูดาสอิสคาริโอทที่ต่อมาได้ทรยศพระเยซู+
5 พระเยซูส่ง 12 คนนี้ออกไป และสั่งพวกเขาว่า+ “อย่าไปหาคนต่างชาติ และอย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย+ 6 แต่ให้ไปหาเฉพาะชาวอิสราเอลที่เป็นเหมือนแกะที่หลงหาย+ 7 เมื่อไปประกาศ ให้พูดว่า ‘รัฐบาล*สวรรค์มาใกล้แล้ว’+ 8 และให้รักษาคนป่วยให้หาย+ ปลุกคนตายให้ฟื้น รักษาคนโรคเรื้อน และขับไล่ปีศาจ สิ่งที่คุณได้รับมาฟรี ๆ ก็ให้คนอื่นไปฟรี ๆ 9 ไม่ต้องเอาทองคำ เงิน หรือทองแดงติดตัวไป*+ 10 และไม่ต้องมีเสื้ออีกตัวหนึ่ง รองเท้าอีกคู่หนึ่ง ไม้เท้าอีกอันหนึ่ง+ หรือย่ามใส่อาหาร เพราะคนที่ทำงานควรได้รับอาหาร+
11 “เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านไหนเมืองไหนก็ตาม ให้ไปหาคนที่เต็มใจต้อนรับคุณและสนใจฟัง แล้วพักอยู่ที่บ้านนั้นจนกว่าจะไป+ 12 เมื่อคุณเข้าบ้านไหน ให้ทักทายคนในบ้านนั้นและอวยพรเขาให้อยู่เย็นเป็นสุข 13 ถ้าบ้านนั้นสนใจฟัง เขาก็จะได้รับความสงบสุข+ แต่ถ้าบ้านนั้นไม่สนใจ ความสงบสุขก็ยังอยู่กับคุณ 14 ถ้าบ้านไหนเมืองไหนไม่ต้อนรับคุณหรือไม่ฟังคุณ ก็ให้ออกจากที่นั่นและสะบัดฝุ่นออกจากเท้า*+ 15 ผมจะบอกให้รู้ว่า ในวันพิพากษา เมืองนั้นจะรับโทษหนักกว่าเมืองโสโดมกับโกโมราห์อีก+
16 “จำไว้นะว่า เมื่อผมใช้พวกคุณไป คุณจะเป็นเหมือนแกะในฝูงหมาป่า ดังนั้น คุณต้องฉลาดเหมือนงู แต่ก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยเหมือนนกเขา+ 17 ระวังให้ดี เพราะจะมีคนจับคุณไปขึ้นศาล+ และเขาจะเฆี่ยนคุณ+ในที่ประชุมของเขา+ 18 คุณจะถูกนำตัวไปอยู่ต่อหน้าผู้ว่าราชการและกษัตริย์+เพราะคุณเป็นสาวกของผม แล้วคุณจะได้บอกพวกเขาและคนต่างชาติให้รู้ความจริง+ 19 ตอนที่พวกเขาจับคุณไปนั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะพูดอะไรหรือพูดอย่างไร เพราะตอนนั้นคุณจะรู้ว่าต้องพูดอะไร+ 20 จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ตัวคุณเองที่พูด แต่พลังจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อจะช่วยคุณให้รู้ว่าควรพูดอะไร+ 21 นอกจากนั้น พี่จะทำให้น้องถูกฆ่า น้องก็จะทำกับพี่แบบเดียวกัน พ่อจะทำให้ลูกถูกฆ่า และลูกจะต่อต้านพ่อแม่และจะทำให้พ่อแม่ถูกฆ่า+ 22 ทุกคนจะเกลียดชังคุณเพราะคุณเป็นสาวกของผม+ แต่คนที่อดทนจนถึงที่สุดจะได้รับการช่วยให้รอด+ 23 ถ้าผู้คนข่มเหงคุณในเมืองหนึ่ง ก็ให้หนีไปอีกเมืองหนึ่ง+ ผมจะบอกให้รู้ว่า คุณจะยังประกาศไปไม่ครบทุกเมืองของอิสราเอลด้วยซ้ำตอนที่ ‘ลูกมนุษย์’ มาถึง
24 “ศิษย์ไม่เหนือกว่าครู และทาสไม่เหนือกว่านาย+ 25 ถ้าศิษย์เท่าเทียมกับครูและทาสเท่าเทียมกับนายก็น่าจะพอใจแล้ว+ ถ้าผู้คนเรียกเจ้าของบ้านว่าเบเอลเซบูบ*+ แล้วพวกเขาจะไม่เรียกลูกบ้านด้วยชื่อที่เลวร้ายกว่านั้นอีกหรือ? 26 ดังนั้น ไม่ต้องกลัวพวกเขา เพราะทุกสิ่งที่ปิดบังไว้จะถูกเปิดออก และความลับทุกเรื่องจะถูกเปิดเผย+ 27 เรื่องที่ผมบอกคุณในที่มืด ให้คุณพูดในที่สว่าง และเรื่องที่คุณได้ยินผมกระซิบบอก ให้ป่าวประกาศจากดาดฟ้า+ 28 อย่ากลัวคนที่ฆ่าคุณได้ในตอนนี้แต่ไม่สามารถเอาชีวิตที่คุณจะได้รับในอนาคตไปได้+ แต่ให้กลัวพระองค์ผู้ที่ทำลายคุณได้ตลอดไปในเกเฮนนา*+ 29 นกกระจอก 2 ตัวเขาขายกันแค่ไม่กี่บาท* แต่ไม่มีสักตัวจะตกถึงดินโดยที่พระเจ้าผู้เป็นพ่อของคุณไม่รู้+ 30 แม้แต่ผมบนหัวของคุณ พระองค์ก็นับไว้แล้วทุกเส้น 31 ดังนั้น อย่ากลัวเลย เพราะคุณมีค่ามากกว่านกกระจอกหลายตัวรวมกันด้วยซ้ำ+
32 “ถ้าใครยอมรับว่าเป็นสาวกของผมต่อหน้าคนอื่น+ ผมก็จะยอมรับเขาเป็นสาวกต่อหน้าพ่อของผมผู้อยู่ในสวรรค์ด้วย+ 33 แต่ถ้าใครปฏิเสธผมต่อหน้าคนอื่น ผมก็จะปฏิเสธเขาต่อหน้าพ่อของผมผู้อยู่ในสวรรค์เหมือนกัน+ 34 อย่าคิดว่าผมมาทำให้โลกสงบสุข ผมไม่ได้มาทำให้เกิดความสงบสุข แต่มาทำให้แตกแยก*+ 35 ผมมาทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างลูกชายกับพ่อ ลูกสาวกับแม่ และลูกสะใภ้กับแม่ผัว+ 36 ที่จริง คนในครอบครัวเดียวกันจะเป็นศัตรูกัน 37 คนที่รักพ่อแม่มากกว่าผมก็ไม่เหมาะที่จะเป็นสาวกของผม และคนที่รักลูกมากกว่าผมก็ไม่เหมาะเหมือนกัน+ 38 คนที่ไม่ยอมแบกเสาทรมาน*ของตัวเองและติดตามผมก็ไม่เหมาะที่จะเป็นสาวกของผม+ 39 คนที่พยายามเอาตัวรอดจะเสียชีวิต แต่คนที่ยอมสละชีวิตเพื่อผมจะได้ชีวิต+
40 “คนที่ต้อนรับคุณก็ต้อนรับผม และคนที่ต้อนรับผมก็ต้อนรับพระองค์ผู้ใช้ผมมาด้วย+ 41 คนที่ต้อนรับใครคนหนึ่งเพราะคนนั้นเป็นผู้พยากรณ์ก็จะได้รับรางวัลเหมือนที่ผู้พยากรณ์ได้รับ+ และคนที่ต้อนรับใครคนหนึ่งเพราะคนนั้นเป็นคนของพระเจ้า*ก็จะได้รับรางวัลเหมือนที่คนของพระเจ้าได้รับ 42 ผมจะบอกให้รู้ว่า คนที่เอาน้ำเย็นสักแก้วให้คนธรรมดา ๆ คนหนึ่งเพราะคนนั้นเป็นสาวกของผม ก็จะได้รับรางวัลแน่นอน”+
11 เมื่อพระเยซูสั่งสอนสาวก 12 คนเสร็จแล้ว ท่านก็เดินทางไปสอนและประกาศในเมืองใกล้เคียง+
2 ตอนที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมาอยู่ในคุก+ เขาได้ยินข่าวว่าพระคริสต์ทำอะไรบ้าง จึงให้สาวกของเขาไปหา+ 3 แล้วถามท่านว่า “ท่านคือคนที่เรารอคอยอยู่ใช่ไหมครับ หรือเรายังต้องรอคนอื่น?”+ 4 พระเยซูตอบว่า “กลับไปบอกยอห์นว่าพวกคุณได้ยินและเห็นอะไรบ้าง+ บอกเขาว่า 5 คนตาบอดกลับมองเห็นได้+ คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายเป็นปกติ+ คนหูหนวกได้ยิน คนตายฟื้นขึ้นมา และคนยากจนได้ยินข่าวดี+ 6 คนที่ไม่สงสัยในตัวผม*ก็มีความสุข”+
7 เมื่อสาวกของยอห์นไปแล้ว พระเยซูก็หันไปพูดกับผู้คนเรื่องยอห์นว่า “ตอนเข้าไปในที่กันดาร พวกคุณอยากเห็นอะไร?+ อยากเห็นต้นอ้อลู่ตามลมอย่างนั้นหรือ?+ 8 ถ้าไม่ใช่ แล้วคุณอยากเห็นอะไรล่ะ? อยากเห็นคนใส่เสื้อผ้าหรู ๆ ไหม? ไม่ใช่หรอก เพราะคนใส่เสื้อผ้าแบบนั้นต้องอยู่ในรั้วในวัง 9 ถ้าอย่างนั้น จริง ๆ แล้วคุณไปที่นั่นทำไม? คุณอยากเห็นผู้พยากรณ์ใช่ไหมล่ะ? ถูกแล้ว และผมจะบอกคุณว่า เขาเป็นมากกว่าผู้พยากรณ์อีก+ 10 คนนี้แหละคือคนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘คอยดูนะ เราจะส่งทูตของเราไปก่อนเจ้า เขาจะเตรียมทางไว้ให้เจ้า’+ 11 ผมจะบอกให้รู้ว่า ยอห์นผู้ให้บัพติศมาคนนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกคนที่เคยเกิดมาในโลกนี้ แต่คนที่มีตำแหน่งต่ำสุดในรัฐบาล*สวรรค์ก็ยังยิ่งใหญ่กว่ายอห์นอีก+ 12 นับตั้งแต่ยอห์นผู้ให้บัพติศมาจนถึงเดี๋ยวนี้ มนุษย์พยายามกันมากเพื่อจะเข้ารัฐบาลสวรรค์ และคนที่พยายามจริง ๆ ก็จะได้เข้า+ 13 เพราะทั้งหนังสือของพวกผู้พยากรณ์และกฎหมายของโมเสสก็พูดเรื่องนี้มาตลอดจนถึงสมัยของยอห์น+ 14 และไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ ยอห์นคนนี้แหละคือเอลียาห์ที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่าจะมา+ 15 ให้ทุกคนที่ได้ยินจำใส่ใจไว้ให้ดี
16 “ผมจะเปรียบคนสมัยนี้กับใครดี?+ พวกเขาเป็นเหมือนเด็ก ๆ ที่นั่งในตลาดและตะโกนบอกเพื่อนที่เล่นด้วยกันว่า 17 ‘พวกฉันเป่าขลุ่ยให้ พวกเธอก็ไม่ยอมเต้นตาม พวกฉันร้องไห้คร่ำครวญ พวกเธอก็ไม่โศกเศร้า’ 18 เหมือนตอนที่ยอห์นมา เขาไม่กินไม่ดื่ม ผู้คนก็หาว่า ‘เขามีปีศาจสิง’ 19 ส่วน ‘ลูกมนุษย์’ ทั้งกินทั้งดื่ม+ ผู้คนก็หาว่า ‘ดูสิ คนตะกละและขี้เมา* แถมยังชอบคบกับคนเก็บภาษีและคนบาปด้วย’+ แต่ถึงอย่างไร สติปัญญาที่แท้จริงก็เห็นได้จากผลที่ปรากฏออกมา”+
20 แล้วพระเยซูก็เริ่มตำหนิเมืองต่าง ๆ ที่ท่านทำการอัศจรรย์มากกว่าเมืองอื่น แต่พวกเขาก็ยังไม่กลับใจ ท่านพูดว่า 21 “เมืองโคราซิน เมืองเบธไซดา พวกคุณต้องเดือดร้อนแน่ ๆ ถ้าผมไปทำการอัศจรรย์ในเมืองไทระและเมืองไซดอนเหมือนกับที่ผมทำในเมืองของพวกคุณ ป่านนี้พวกเขาคงใส่ผ้ากระสอบนั่งบนกองขี้เถ้าแสดงการกลับใจไปนานแล้ว+ 22 ผมจะบอกให้รู้ว่า ในวันพิพากษา พวกคุณจะรับโทษหนักกว่าเมืองไทระกับเมืองไซดอนอีก+ 23 ส่วนเมืองคาเปอร์นาอุม+ พวกคุณคิดว่าจะถูกยกขึ้นให้สูงเสียดฟ้าหรือ? พวกคุณจะต้องลงไปในหลุมศพ*ต่างหาก+ เพราะถ้าการอัศจรรย์ที่ผมทำในเมืองของพวกคุณได้เกิดขึ้นที่เมืองโสโดม เมืองนั้นคงจะอยู่จนถึงทุกวันนี้ 24 ผมจะบอกให้รู้ว่า ในวันพิพากษา พวกคุณจะรับโทษหนักกว่าเมืองโสโดมอีก”+
25 แล้วพระเยซูก็พูดกับพระเจ้าว่า “พ่อครับ พระองค์มีอำนาจเหนือสวรรค์และโลกนี้ ผมขอสรรเสริญพระองค์ต่อหน้าทุกคน เพราะพระองค์ซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้จากคนมีความรู้และคนฉลาด แต่เปิดเผยให้เด็กเล็ก ๆ ได้รู้+ 26 พ่อครับ ผมขอสรรเสริญพระองค์ที่ทำอย่างนั้น” 27 แล้วพระเยซูก็หันมาพูดว่า “ตอนนี้พ่อของผม+ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับผมแล้ว ไม่มีใครรู้จักลูกของพระเจ้าจริง ๆ นอกจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อ+ และไม่มีใครรู้จักพระเจ้าผู้เป็นพ่อจริง ๆ นอกจากลูกของพระองค์และคนที่ท่านอยากบอกให้รู้+ 28 ทุกคนที่ทำงานหนักเหน็ดเหนื่อยและมีภาระมาก มาหาผมสิ แล้วผมจะทำให้คุณสดชื่นหายเหนื่อย 29 มารับแอกของผมแบกไว้และเรียนจากผม แล้วคุณจะสดชื่น เพราะผมเป็นคนอ่อนโยนและถ่อมตัว*+ 30 แอกของผมแบกง่ายและภาระของผมก็เบา”
12 ครั้งหนึ่ง พระเยซูเดินผ่านนาข้าวในวันสะบาโต สาวกของท่านรู้สึกหิวจึงเด็ดรวงข้าวมากิน+ 2 พอพวกฟาริสีเห็นก็พูดกับท่านว่า “ดูสิ สาวกของคุณกำลังทำผิดกฎวันสะบาโตอยู่นะ”+ 3 พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่า “พวกคุณไม่ได้อ่านหรือว่าดาวิดทำอะไรเมื่อเขากับคนของเขาหิว?+ 4 ดาวิดเข้าไปเอาขนมปังที่ตั้งถวาย+ในวิหารของพระเจ้า*ออกมากินกับคนของเขา จริง ๆ แล้ว ที่พวกเขากินขนมปังนั้นก็ผิดกฎหมาย เพราะปุโรหิตเท่านั้นที่มีสิทธิ์กินได้+ 5 และพวกคุณไม่ได้อ่านกฎหมายของโมเสสหรือที่ว่า ในวันสะบาโต พวกปุโรหิตทำงานในวิหารแต่ไม่ถือว่าพวกเขาผิดกฎวันสะบาโต?+ 6 แต่ผมจะบอกให้รู้ว่า คนที่ยิ่งใหญ่กว่าวิหารอยู่ที่นี่แล้ว+ 7 และถ้าคุณเข้าใจความหมายของข้อนี้ที่พระเจ้าบอกว่า ‘เราอยากให้พวกเขาแสดงความเมตตา+ ไม่ได้อยากให้เอาเครื่องบูชามาถวาย’+ คุณคงจะไม่กล่าวโทษคนที่ไม่มีความผิดอย่างนี้ 8 เพราะว่า ‘ลูกมนุษย์’ เป็นเจ้าเหนือวันสะบาโต”+
9 พระเยซูเดินทางต่อไปและเข้าไปในที่ประชุมของชาวยิว 10 ที่นั่นมีผู้ชายคนหนึ่งที่มือข้างหนึ่งลีบ+ พวกยิวบางคนพยายามจับผิดพระเยซู จึงถามว่า “ผิดไหมถ้าจะรักษาโรคในวันสะบาโต?”+ 11 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ถ้าคุณมีแกะอยู่ตัวเดียวและมันตกลงไปในหลุมในวันสะบาโต มีใครบ้างที่จะไม่ช่วยดึงมันขึ้นมาจากหลุม?+ 12 มนุษย์มีค่ามากกว่าแกะตั้งเยอะ ถ้าอย่างนั้น การทำความดีในวันสะบาโตก็ไม่ผิดอะไร” 13 แล้วพระเยซูพูดกับผู้ชายมือลีบว่า “เหยียดมือออกมาสิ” เขาก็เหยียดมือออก และมือที่ลีบก็หายเป็นปกติเหมือนมืออีกข้างหนึ่ง 14 พวกฟาริสีจึงออกไปวางแผนร้ายเพื่อจะฆ่าพระเยซู 15 แต่พระเยซูรู้ทันจึงไปจากที่นั่น มีคนมากมายตามท่านไป+ และท่านรักษาพวกเขาทุกคนให้หายโรค 16 แต่พระเยซูกำชับพวกเขาไม่ให้บอกคนอื่นว่าท่านเป็นใคร+ 17 สิ่งนี้เป็นไปตามที่พระเจ้าบอกไว้ผ่านผู้พยากรณ์อิสยาห์ที่ว่า
18 “ดูสิ นี่คือผู้รับใช้ของเรา+ที่เราเลือกไว้ เขาเป็นคนที่เรารักและพอใจมาก+ เราจะเอาพลังของเราใส่ไว้ในตัวเขา+ และเขาจะทำให้คนทุกชาติได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง 19 เขาจะไม่ทะเลาะวิวาท+หรือตะโกน และเขาจะไม่ส่งเสียงดังให้ผู้คนได้ยินตามถนนใหญ่ 20 ต้นอ้อที่ช้ำแล้ว เขาจะไม่หัก ไส้ตะเกียงที่มีไฟริบหรี่ เขาจะไม่ดับ+ เขาจะทำให้เกิดความยุติธรรมอย่างแน่นอน 21 ที่จริง ชื่อของเขาจะทำให้ชาติต่าง ๆ มีความหวัง”+
22 มีคนพาผู้ชายตาบอดและเป็นใบ้เพราะถูกปีศาจสิงมาหาพระเยซู ท่านก็รักษาเขาให้มองเห็นและพูดได้ 23 ทุกคนก็ประหลาดใจมากและพูดกันว่า “คนนี้จะใช่ ‘ลูกหลานดาวิด’ คนนั้นไหม?” 24 เมื่อพวกฟาริสีได้ยินอย่างนั้นจึงพูดกันว่า “คนนี้ขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของเบเอลเซบูบ* หัวหน้าปีศาจ”+ 25 พระเยซูรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรกันอยู่ จึงพูดว่า “ถ้าประเทศไหนแตกแยกกันเอง ประเทศนั้นก็จะล่มจม และถ้าบ้านไหนเมืองไหนแตกแยกกัน บ้านนั้นเมืองนั้นก็จะอยู่ไม่รอด 26 ดังนั้น ถ้าซาตานขับไล่พวกเดียวกันเอง อาณาจักรของมันก็จะแตกแยกและคงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน จริงไหมล่ะ? 27 และถ้าผมขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของเบเอลเซบูบ แล้วคนของพวกคุณขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของใครล่ะ? ดังนั้น สิ่งที่คนของพวกคุณทำแสดงให้เห็นว่าเหตุผลของพวกคุณฟังไม่ขึ้น 28 แต่ถ้าผมขับไล่ปีศาจด้วยพลังของพระเจ้า ก็แสดงว่ารัฐบาล*ของพระเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว แต่พวกคุณกลับไม่รู้ตัว+ 29 ถ้ามีใครอยากจะเข้าไปปล้นทรัพย์ในบ้านของคนแข็งแรง เขาต้องทำอย่างไร? เขาต้องจับเจ้าของบ้านมัดไว้ก่อน แล้วถึงจะปล้นบ้านนั้นได้ 30 คนที่ไม่อยู่ฝ่ายผมก็ต่อต้านผม และคนที่ไม่ช่วยผมรวบรวมผู้คนก็ไล่ผู้คนให้หนีไป+
31 “ดังนั้น ผมจะบอกให้รู้ว่า บาปและการลบหลู่ดูหมิ่นทุกอย่าง พระเจ้าให้อภัยได้ แต่การลบหลู่ดูหมิ่นพลังของพระองค์จะอภัยให้ไม่ได้+ 32 ตัวอย่างเช่น ถ้าใครพูดจาดูหมิ่น ‘ลูกมนุษย์’ พระเจ้าจะให้อภัยเขาได้+ แต่ใครที่พูดจาดูหมิ่นพลังบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระองค์จะไม่ให้อภัยเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอนาคต*+
33 “ถ้าพวกคุณเป็นต้นไม้ดีก็จะเกิดผลดี แต่ถ้าพวกคุณเป็นต้นไม้ไม่ดีก็จะเกิดผลไม่ดี ดังนั้น ต้นไม้ดีหรือไม่ดีก็ดูได้จากผลของมัน+ 34 พวกชาติงูร้าย+ คำพูดดี ๆ จะออกมาจากปากพวกคุณได้อย่างไรในเมื่อพวกคุณเป็นคนชั่ว? เพราะว่าใจเต็มไปด้วยอะไร ปากก็พูดอย่างนั้น+ 35 คนดีพูดแต่สิ่งดี ๆ ที่อยู่ในใจของเขา ส่วนคนชั่วก็จะพูดแต่สิ่งชั่ว ๆ ที่อยู่ในใจของเขาเหมือนกัน+ 36 ผมจะบอกให้รู้ว่า ในวันพิพากษา ทุกคนต้องรับผิดชอบ+คำพูดไร้สาระ*ทุกอย่างของตัวเอง 37 ดังนั้น คุณจะถูกตัดสินว่าเป็นคนดี หรือจะถูกตัดสินลงโทษก็เพราะคำพูดของคุณเอง”
38 พวกครูสอนศาสนาและพวกฟาริสีบางคนพูดว่า “อาจารย์ ทำการอัศจรรย์ให้พวกเราดูซิ จะได้เชื่อว่าพระเจ้าส่งท่านมาจริง”+ 39 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “คนสมัยนี้เป็นคนชั่วช้าและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า* เขาอยากเห็นการอัศจรรย์อยู่เรื่อย แต่เขาจะไม่ได้เห็นการอัศจรรย์อะไรนอกจากการอัศจรรย์แบบเดียวกับผู้พยากรณ์โยนาห์+ 40 โยนาห์อยู่ในท้องปลาใหญ่ 3 วัน 3 คืน+ ‘ลูกมนุษย์’ จะอยู่ในหลุมศพ 3 วัน 3 คืนเหมือนกัน+ 41 เมื่อพระเจ้ามาพิพากษา ชาวเมืองนีนะเวห์จะฟื้นขึ้นจากตายพร้อมกับคนสมัยนี้และจะกล่าวโทษพวกเขา เพราะชาวเมืองนีนะเวห์กลับใจเมื่อได้ฟังโยนาห์ประกาศ+ แต่คนที่ยิ่งใหญ่กว่าโยนาห์อยู่ที่นี่แล้ว+ 42 ตอนที่พระเจ้ามาพิพากษา ราชินีจากทิศใต้จะถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับคนสมัยนี้และจะกล่าวโทษพวกเขา เพราะเธออุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลเพื่อฟังคำสอนที่ฉลาดปราดเปรื่องของโซโลมอน+ แต่คนที่ยิ่งใหญ่กว่าโซโลมอนอยู่ที่นี่แล้ว+
43 “เมื่อปีศาจออกจากคนที่มันสิง มันก็ร่อนเร่ไปตามที่เปลี่ยวและแห้งแล้งเพื่อหาที่พัก แต่ไม่พบเลย+ 44 มันจึงพูดว่า ‘กลับไปสิงคนเดิมที่เคยเป็นบ้านของเราดีกว่า’ พอมันกลับมาก็พบว่าบ้านนั้นว่างอยู่แถมยังปัดกวาดจนสะอาดและตกแต่งไว้แล้วด้วย 45 มันเลยชวนปีศาจที่ชั่วร้ายกว่ามันอีก 7 ตนไปเข้าสิงคนนั้นที่เคยเป็นบ้านของมัน สภาพของคนนั้นก็แย่ยิ่งกว่าเดิมอีก+ คนสมัยนี้ที่ชั่วช้าจะมีสภาพแบบนั้นแหละ”
46 ตอนที่พระเยซูกำลังพูดกับผู้คนอยู่ แม่กับพวกน้องชายของท่าน+ยืนอยู่ด้านนอก อยากจะคุยกับท่าน+ 47 มีคนมาบอกพระเยซูว่า “แม่กับน้องชายของท่านยืนอยู่ด้านนอก รอคุยกับท่านอยู่” 48 พระเยซูถามคนนั้นว่า “รู้ไหม ใครเป็นแม่ของผม และใครเป็นพี่น้องของผม?” 49 แล้วท่านก็ชี้ไปที่พวกสาวกแล้วพูดว่า “นี่ไง แม่และพี่น้องของผม+ 50 เพราะทุกคนที่ทำสิ่งที่พ่อของผมในสวรรค์อยากให้ทำ ก็เป็นพี่น้องและเป็นแม่ของผม”+
13 ในวันนั้น พระเยซูออกจากบ้านแล้วไปนั่งอยู่ริมทะเลสาบ 2 มีคนมากมายพากันมาหาท่าน ท่านจึงลงไปนั่งในเรือ ส่วนผู้คนก็ยืนอยู่ริมฝั่ง+ 3 แล้วพระเยซูยกตัวอย่างเปรียบเทียบหลายเรื่องมาสอนพวกเขา+ ท่านเล่าว่า “มีคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช+ 4 ตอนที่เขาหว่านนั้น เมล็ดพืชบางส่วนตกตามทางเดินและมีนกมาจิกกินหมด+ 5 บางส่วนตกบนพื้นหินที่มีหน้าดินตื้น ๆ ทำให้ต้นอ่อนงอกขึ้นอย่างรวดเร็ว+ 6 แต่พอถูกแดดเผา ต้นนั้นก็เหี่ยวแห้งตายเพราะรากไม่ลึก 7 เมล็ดพืชบางส่วนตกกลางพุ่มไม้มีหนาม พุ่มไม้นั้นก็งอกขึ้นปกคลุมต้นอ่อนจนมิด+ 8 แต่ก็มีบางส่วนตกบนดินดี จึงงอกงามและออกผล บางต้น 100 เท่า บางต้น 60 เท่า และบางต้น 30 เท่า+ 9 ให้ทุกคนที่ได้ยินจำใส่ใจไว้ให้ดี”+
10 แล้วพวกสาวกมาถามพระเยซูว่า “ทำไมท่านถึงยกตัวอย่างเปรียบเทียบมาพูดกับพวกเขา?”+ 11 ท่านตอบว่า “พระเจ้าให้พวกคุณรู้และเข้าใจความลับ*+เกี่ยวกับรัฐบาล*สวรรค์ แต่จะไม่ให้คนพวกนั้นเข้าใจ 12 เพราะคนที่มีความเข้าใจจะเข้าใจมากขึ้น แต่คนที่ไม่ยอมเข้าใจอะไร แม้แต่ความเข้าใจเล็กน้อยที่เขามีอยู่ก็จะไร้ประโยชน์ในที่สุด+ 13 นี่แหละเป็นเหตุผลที่ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้พวกเขาฟัง เพราะถึงเขาจะมองดูแต่ก็ไม่เห็น ถึงเขาจะได้ยินแต่ก็เหมือนไม่ได้ยินและไม่เข้าใจด้วย+ 14 เรื่องที่อิสยาห์พยากรณ์ไว้เป็นจริงกับพวกเขาที่ว่า ‘พวกคุณจะได้ยินแต่ไม่เข้าใจเลย และพวกคุณจะมองแต่ไม่เห็นอะไรเลย+ 15 เพราะใจของชนชาตินี้ด้านชาไปแล้ว พวกเขาได้ยินแต่ทำเป็นหูทวนลมและปิดตาตัวเองไว้ เพื่อจะไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่เข้าใจ และไม่หันกลับมาให้เรารักษาให้หาย’+
16 “แต่พวกคุณมีความสุขเพราะตาของพวกคุณได้เห็น และหูของพวกคุณได้ยิน+ 17 ผมจะบอกให้รู้ว่า ผู้พยากรณ์และคนของพระเจ้า*หลายคนอยากจะเห็นสิ่งที่พวกคุณเห็นอยู่นี้แต่ไม่ได้เห็น+ และอยากจะได้ยินสิ่งที่พวกคุณได้ยินอยู่นี้แต่ก็ไม่ได้ยิน
18 “ตอนนี้ ผมจะอธิบายเรื่องคนที่หว่านเมล็ดพืชให้พวกคุณฟัง+ 19 คนที่ได้ยินข่าวสารเรื่องรัฐบาลของพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจ ตัวชั่วร้าย+ก็จะมาฉกฉวยเอาสิ่งที่หว่านไว้ในใจเขาไป นี่แหละคือความหมายของเมล็ดพืชที่ตกตามทางเดิน+ 20 ส่วนเมล็ดพืชที่ตกลงบนพื้นหินที่มีหน้าดินตื้น ๆ เปรียบได้กับคนที่ได้ยินข่าวสารนั้นแล้วก็ชอบ จึงรีบรับไว้ทันที+ 21 แต่ข่าวสารนั้นไม่ได้ฝังลึกเข้าไปในใจ เขาจึงเชื่อได้ไม่นาน พอเจอความยากลำบากหรือการข่มเหงเพราะข่าวสารนั้น เขาก็เลิกเชื่อทันที 22 ส่วนเมล็ดพืชที่ตกกลางพุ่มไม้มีหนาม เปรียบได้กับคนที่ได้ยินข่าวสารนั้นแต่ปล่อยให้ความกังวลกับชีวิตในโลกนี้*+และความหลงใหลในทรัพย์สมบัติมาบดบังสิ่งที่เขาได้ยิน ทำให้ข่าวสารนั้นไม่เกิดผลในชีวิตเขา+ 23 ส่วนเมล็ดพืชที่ตกบนดินดี เปรียบได้กับคนที่ได้ยินข่าวสารนั้นและเข้าใจจริง ๆ จึงเกิดผลให้เห็น บางคนก็ 100 เท่า บางคน 60 เท่า และบางคน 30 เท่า”+
24 พระเยซูยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังว่า “รัฐบาลสวรรค์เปรียบเหมือนชาวนาคนหนึ่งที่หว่านเมล็ดข้าวสาลี*ในนาของเขา 25 ตอนที่ผู้คนนอนหลับอยู่ ศัตรูแอบมาหว่านวัชพืชให้ปนกับข้าวสาลีแล้วก็ไป 26 เมื่อต้นข้าวงอกและออกรวง วัชพืชก็งอกขึ้นมาเหมือนกัน 27 ทาสจึงมาบอกเจ้าของนาว่า ‘นายครับ ท่านหว่านเมล็ดข้าวสาลี*ไว้ในนาไม่ใช่หรือ? แล้ววัชพืชมาจากไหนล่ะ?’ 28 เจ้าของนาตอบทาสว่า ‘เป็นฝีมือของศัตรูน่ะสิ’+ ทาสจึงถามว่า ‘ท่านอยากให้พวกผมไปถอนวัชพืชทิ้งไหม?’ 29 เขาตอบว่า ‘ยังไม่ต้องหรอก เพราะถ้าถอนวัชพืชตอนนี้ เดี๋ยวจะถอนข้าวสาลีติดไปด้วย 30 ปล่อยให้ทั้งสองอย่างโตไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว เมื่อถึงตอนนั้น ผมจะบอกคนเกี่ยวให้ถอนวัชพืชก่อน และมัดเป็นฟ่อนเผาไฟซะ เสร็จแล้วค่อยไปรวบรวมข้าวสาลีมาเก็บไว้ในยุ้งฉาง’”+
31 พระเยซูยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังว่า “รัฐบาลสวรรค์เปรียบเหมือนเมล็ดมัสตาร์ด*ที่ผู้ชายคนหนึ่งเอามาปลูกไว้ในไร่ของเขา+ 32 มันเป็นเมล็ดพืชที่เล็กที่สุด แต่เมื่อโตขึ้น มันก็สูงใหญ่กว่าพืชผักทั้งหมด และเป็นต้นไม้ที่นกมาอาศัยตามกิ่งของมันได้”
33 พระเยซูยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกเรื่องหนึ่งให้พวกเขาฟังว่า “รัฐบาลสวรรค์เปรียบเหมือนเชื้อขนมปังที่ผู้หญิงเอามาผสมในแป้ง 1 ถัง* แล้วเชื้อนั้นก็ทำให้แป้งทั้งก้อนขึ้นฟู”+
34 พระเยซูพูดเรื่องทั้งหมดนี้กับผู้คนโดยใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบ ที่จริง ท่านสอนพวกเขาโดยใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบเสมอ+ 35 เรื่องนี้เป็นไปตามที่ผู้พยากรณ์ของพระเจ้าบอกไว้ว่า “ผมจะพูดเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ และผมจะประกาศสิ่งที่ปกปิดไว้ตั้งแต่สมัยโบราณ”*+
36 เมื่อฝูงชนไปแล้ว พระเยซูก็เข้าไปในบ้าน พวกสาวกเข้ามาหาท่านแล้วพูดว่า “ช่วยอธิบายเรื่องวัชพืชในนาให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ” 37 ท่านจึงอธิบายว่า “คนหว่านเมล็ดข้าวสาลี*นั้นหมายถึง ‘ลูกมนุษย์’ 38 นาหมายถึงโลกนี้+ ส่วนเมล็ดข้าวสาลี*หมายถึงคนที่จะเข้า*รัฐบาลสวรรค์ และวัชพืชหมายถึงลูก ๆ ของตัวชั่วร้าย+ 39 ศัตรูที่หว่านวัชพืชหมายถึงมาร ฤดูเกี่ยวหมายถึงสมัยสุดท้ายของโลกนี้* และคนเกี่ยวหมายถึงทูตสวรรค์ 40 วัชพืชถูกถอนและเผาไฟอย่างไร สมัยสุดท้ายของโลกนี้*ก็จะเป็นอย่างนั้น+ 41 ‘ลูกมนุษย์’ จะส่งทูตสวรรค์ของท่านไป เพื่อจะคัดคนที่เป็นต้นเหตุให้คนอื่นหลงทำผิดและคัดคนทำชั่วออกไปจากรัฐบาลของท่าน 42 และทูตสวรรค์จะโยนคนพวกนี้ลงในเตาไฟที่ร้อนแรง+ ที่นั่นพวกเขาจะร้องห่มร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ 43 ในเวลานั้น คนที่พระเจ้ายอมรับ*จะอยู่ในรัฐบาลของพระองค์ผู้เป็นพ่อในสวรรค์ และจะส่องแสงจ้าเหมือนดวงอาทิตย์+ ให้ทุกคนที่ได้ยินจำใส่ใจไว้ให้ดี
44 “รัฐบาลสวรรค์เปรียบเหมือนสมบัติที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา เมื่อผู้ชายคนหนึ่งมาพบเข้า เขาก็ซ่อนไว้เหมือนเดิม และไปขายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี แล้วไปซื้อที่นานั้น เพราะเขาดีใจมากที่ได้พบสมบัติ+
45 “รัฐบาลสวรรค์ยังเปรียบเหมือนพ่อค้าที่เดินทางไปหาไข่มุกเม็ดงาม 46 เมื่อพบไข่มุกมีค่ามากเม็ดหนึ่ง เขาก็ไปขายทุกสิ่งที่เขามีทันที แล้วไปซื้อไข่มุกเม็ดนั้น+
47 “รัฐบาลสวรรค์ยังเปรียบเหมือนอวนลากที่หย่อนลงในทะเลเพื่อจะรวบรวมปลาทุกชนิด 48 เมื่ออวนเต็มแล้ว ชาวประมงก็ลากขึ้นมาบนชายหาดและนั่งคัดเอาปลาดี ๆ+ใส่ตะกร้า ส่วนปลาที่ไม่ดี+ก็เอาทิ้งไป 49 ในสมัยสุดท้ายของโลกนี้*ก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ ทูตสวรรค์จะออกไปแยกคนชั่วออกจากคนดี 50 และจะโยนพวกเขาลงไปในเตาไฟที่ร้อนแรง ที่นั่นพวกเขาจะร้องห่มร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ”
51 พระเยซูถามสาวกว่า “พวกคุณเข้าใจความหมายของเรื่องทั้งหมดนี้ไหม?” พวกเขาตอบท่านว่า “เข้าใจแล้วครับ” 52 พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่า “ดีแล้ว ครูทุกคนที่ได้เรียนรู้เรื่องรัฐบาลสวรรค์ ก็เปรียบเหมือนกับเจ้าของบ้านคนหนึ่งที่เอาสมบัติทั้งเก่าและใหม่ออกมาจากห้องเก็บสมบัติของเขา”
53 พอพระเยซูอธิบายตัวอย่างเปรียบเทียบทั้งหมดแล้วก็ไปจากที่นั่น 54 และเมื่อกลับมาบ้านเดิมของท่านแล้ว+ ท่านก็ไปสอนในที่ประชุมของชาวยิว พวกเขารู้สึกทึ่งและพูดกันว่า “คนนี้ไปได้สติปัญญามาจากไหน และใครให้อำนาจเขาทำการอัศจรรย์แบบนี้ได้?+ 55 เขาเป็นลูกช่างไม้ไม่ใช่หรือ?+ แม่เขาชื่อมารีย์ เขามีน้องชายชื่อยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาส ไม่ใช่หรือ?+ 56 น้องสาวทุกคนของเขาก็เป็นคนบ้านเดียวกับพวกเราไม่ใช่หรือ? แล้วเขาเก่งกาจขนาดนี้ได้ยังไง?”+ 57 พวกเขาเลยไม่ยอมรับพระเยซู+ ท่านจึงบอกพวกเขาว่า “ผู้พยากรณ์ได้รับการยอมรับนับถือทุกที่ ยกเว้นในครอบครัวและในถิ่นเดิมของตัวเอง”+ 58 ท่านจึงไม่ได้ทำการอัศจรรย์ที่นั่นมากนักเพราะคนพวกนั้นขาดความเชื่อ
14 ตอนที่เฮโรด*ผู้ปกครองแคว้นได้ยินเรื่องราวของพระเยซู+ 2 เขาพูดกับพวกที่ปรึกษาว่า “คนนี้ต้องเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมาแน่ ๆ เขาฟื้นขึ้นจากตายแล้ว นี่แหละเขาถึงทำการอัศจรรย์ได้”+ 3 ก่อนหน้านี้ เฮโรดจับยอห์นขังไว้ในคุกเพราะเรื่องของเฮโรเดียสที่เคยเป็นภรรยาฟีลิปพี่ชายของเฮโรดเอง+ 4 ยอห์นเคยพูดกับเฮโรดหลายครั้งว่า “มันผิดนะที่ท่านเอาเฮโรเดียสมาเป็นภรรยา”+ 5 ถึงแม้เฮโรดอยากจะฆ่ายอห์นแต่ก็กลัวประชาชน เพราะพวกเขาถือว่ายอห์นเป็นผู้พยากรณ์+ 6 ในงานฉลองวันเกิดของเฮโรด+ ลูกสาวของเฮโรเดียสออกมาเต้นรำให้เฮโรดกับแขกดู ทำให้เฮโรดชอบใจมาก+ 7 เขาถึงกับสาบานว่าจะให้ทุกอย่างที่เธอขอ 8 เธอจึงขอเฮโรดตามที่แม่แนะนำโดยพูดว่า “ดิฉันอยากได้หัวของยอห์นผู้ให้บัพติศมาใส่ถาดมาให้ค่ะ”+ 9 คำขอนี้ทำให้กษัตริย์เฮโรดลำบากใจ แต่ก็ต้องให้ตามที่เธอขอเพราะได้สาบานไว้ต่อหน้าแขกที่กินอาหารด้วยกัน 10 เขาจึงใช้คนให้ไปตัดหัวยอห์นในคุก 11 แล้วเอาหัวของยอห์นใส่ถาดมาให้ลูกสาวของเฮโรเดียส และเธอก็เอาไปให้แม่ 12 พวกสาวกของยอห์นมายกศพเขาไปฝังและไปเล่าเรื่องนี้ให้พระเยซูฟัง 13 พอพระเยซูรู้ข่าวก็ลงเรือออกจากที่นั่นไปในที่ห่างไกลผู้คนเพราะอยากอยู่ตามลำพัง แต่เมื่อผู้คนตามเมืองต่าง ๆ รู้ว่าพระเยซูไปไหน พวกเขาก็พากันเดินไปหาท่านที่นั่น+
14 เมื่อพระเยซูมาถึงอีกฝั่งหนึ่ง ท่านเห็นผู้คนมากมายมารออยู่ ก็รู้สึกสงสารพวกเขา+ ท่านจึงรักษาโรคให้คนป่วย+ 15 พอตกเย็น พวกสาวกมาหาพระเยซูและพูดว่า “แถวนี้ห่างไกลผู้คนและตอนนี้ก็เย็นแล้ว บอกพวกเขาให้ไปหาซื้ออะไรกินในหมู่บ้านแถว ๆ นี้ดีกว่า”+ 16 แต่พระเยซูบอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องให้พวกเขาไปไหนหรอก พวกคุณหาอะไรให้เขากินก็แล้วกัน” 17 พวกสาวกบอกท่านว่า “พวกเรามีแค่ขนมปัง 5 อันกับปลา 2 ตัว” 18 พระเยซูบอกว่า “เอามานี่สิ” 19 ท่านสั่งให้ผู้คนนั่งลงบนหญ้า แล้วท่านก็หยิบขนมปัง 5 อันกับปลา 2 ตัวมา พระเยซูเงยหน้ามองท้องฟ้า อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า+ แล้วหักขนมปังส่งให้พวกสาวก และสาวกก็แจกจ่ายให้ประชาชน 20 ทุกคนได้กินจนอิ่ม แล้วสาวกก็เก็บเศษอาหารที่เหลือได้เต็ม 12 ตะกร้า+ 21 คนที่ได้กินอาหาร มีผู้ชายประมาณ 5,000 คน ไม่นับผู้หญิงและเด็ก+ 22 ทันทีหลังจากนั้น พระเยซูก็ให้พวกสาวกลงเรือข้ามฟากไปก่อน ส่วนท่านรอส่งประชาชนอยู่ที่นั่น+
23 เมื่อผู้คนไปกันหมดแล้ว พระเยซูขึ้นไปอธิษฐานบนภูเขาคนเดียว+ พอถึงตอนค่ำ ท่านก็ยังอยู่ที่นั่นตามลำพัง 24 ตอนนั้น เรือของสาวกออกไปไกลจากฝั่งหลายร้อยเมตรแล้ว และแล่นฝ่าคลื่นทวนลมอยู่ 25 ในยาม 4* ของคืนนั้น พระเยซูเดินบนน้ำมาหาพวกเขา 26 เมื่อพวกสาวกเห็นคนเดินบนน้ำ ก็ตกใจกลัวและพูดกันว่า “นั่นอะไรน่ะ!” แล้วพวกเขาก็ร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัว 27 แต่พระเยซูรีบบอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องตกใจ นี่ผมเอง ไม่ต้องกลัว”+ 28 เปโตรพูดกับท่านว่า “อาจารย์ ถ้าเป็นท่านจริง ๆ ขอให้ผมเดินบนน้ำไปหาท่านได้ไหมครับ?” 29 พระเยซูพูดว่า “มาสิ” เปโตรก็ลงจากเรือแล้วเดินบนน้ำไปหาท่าน 30 แต่เมื่อมองที่พายุ เขาก็กลัวและเริ่มจะจม เขาร้องตะโกนว่า “อาจารย์ ช่วยผมด้วย!” 31 พระเยซูรีบยื่นมือจับเปโตรไว้และพูดว่า “คนมีความเชื่อน้อย ทำไมต้องสงสัยด้วย?”+ 32 และเมื่อพระเยซูกับเปโตรขึ้นมาอยู่บนเรือแล้ว พายุก็สงบลง 33 สาวกที่อยู่ในเรือจึงหมอบลงแสดงความเคารพ*และพูดว่า “อาจารย์ ท่านเป็นลูกของพระเจ้าจริง ๆ” 34 แล้วพระเยซูกับสาวกก็ข้ามมาถึงฝั่งเยนเนซาเรท+
35 เมื่อคนที่นั่นรู้ว่าพระเยซูมาก็ส่งข่าวไปทั่วบริเวณนั้น แล้วผู้คนพาคนป่วยมาหาท่าน 36 พวกเขาอ้อนวอนขอแค่ได้แตะชายเสื้อชั้นนอกของพระเยซู+ และทุกคนที่ได้แตะก็หายป่วย
15 วันหนึ่ง มีฟาริสีกับครูสอนศาสนา+บางคนเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มมาหาพระเยซู พวกเขาถามว่า 2 “ทำไมพวกสาวกของท่านไม่ทำตามธรรมเนียมของบรรพบุรุษ? ทำไมพวกเขาไม่ยอมล้างมือ*ก่อนกินอาหาร?”+
3 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “แล้วพวกคุณล่ะ ทำไมให้ธรรมเนียมของพวกคุณเองมาอยู่เหนือกฎหมายของพระเจ้า?+ 4 พระเจ้าสั่งว่า ‘ให้นับถือพ่อแม่’+ และ ‘ถ้าใครด่าว่าพ่อแม่จะมีโทษถึงตาย’+ 5 แต่พวกคุณกลับพูดว่า ‘ถ้าใครบอกพ่อแม่ว่า “ลูกอุทิศของที่มีอยู่ให้พระเจ้าไปแล้ว ลูกคงช่วยเหลืออะไรพ่อกับแม่ไม่ได้”+ 6 คนนั้นไม่ต้องช่วยเหลือพ่อแม่ก็ได้’ เมื่อทำอย่างนี้ พวกคุณเองนั่นแหละที่ทำให้คำสอนของพระเจ้าไม่มีความหมายเพราะธรรมเนียมของพวกคุณ+ 7 พวกคนเสแสร้ง อิสยาห์พยากรณ์ถึงพวกคุณไว้ถูกแล้วที่ว่า+ 8 ‘ชนชาตินี้นับถือเราแต่ปาก แต่ในใจของเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย 9 ที่พวกเขานมัสการเราก็ไม่มีประโยชน์ เพราะพวกเขาชอบเอากฎเกณฑ์ของมนุษย์มาสอน’”+ 10 แล้วพระเยซูก็เรียกประชาชนเข้ามาใกล้ ๆ และบอกพวกเขาว่า “ฟังให้ดีนะ จะได้เข้าใจ+ 11 สิ่งที่เข้าไปทางปากไม่ได้ทำให้คนเราไม่สะอาดในสายตาพระเจ้า แต่สิ่งที่ออกจากปากต่างหากที่ทำให้ไม่สะอาด”+
12 พวกสาวกมาบอกพระเยซูว่า “อาจารย์รู้ไหมครับว่า พวกฟาริสีโกรธมากที่ท่านพูดอย่างนั้น?”+ 13 พระเยซูตอบว่า “ต้นไม้ทุกต้นที่พ่อของผมในสวรรค์ไม่ได้ปลูกจะถูกถอนทิ้ง 14 ปล่อยพวกเขาไปเถอะ พวกเขาเป็นคนนำทางที่ตาบอด ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด ทั้งคู่จะพากันตกหลุม”+ 15 เปโตรพูดว่า “ช่วยอธิบายตัวอย่างเปรียบเทียบที่ท่านเพิ่งพูดไปให้พวกผมฟังหน่อยครับ” 16 พระเยซูพูดว่า “พวกคุณก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันหรือ?+ 17 คุณไม่รู้หรือว่า ทุกสิ่งที่เข้าไปทางปากก็ลงไปในท้องแล้วถ่ายลงส้วมไป? 18 แต่สิ่งที่ออกจากปาก ก็มาจากใจ และสิ่งนั้นแหละที่ทำให้คนเราไม่สะอาด+ 19 เช่น ความคิดชั่วร้ายที่ออกมาจากใจ+ คือ การฆ่าคน การเล่นชู้ การผิดศีลธรรมทางเพศ* การขโมย การเป็นพยานเท็จ การลบหลู่พระเจ้า 20 ทั้งหมดนี้แหละที่ทำให้คนเราไม่สะอาด แต่การไม่ล้างมือ*ก่อนกินอาหารไม่ได้ทำให้คนไม่สะอาดในสายตาพระเจ้าหรอก”
21 พระเยซูออกจากที่นั่น แล้วก็เดินทางไปบริเวณเมืองไทระและเมืองไซดอน+ 22 มีผู้หญิงชาวฟีนิเซีย*คนหนึ่งจากแถบนั้นมาหาพระเยซูและร้องอ้อนวอนว่า “ท่านผู้เป็นลูกหลานดาวิด ขอเมตตาดิฉันด้วย ลูกสาวของดิฉันถูกปีศาจสิง เธอเจ็บปวดทรมานมาก”+ 23 แต่พระเยซูไม่ตอบเธอเลยสักคำ พวกสาวกเข้ามาบอกท่านว่า “ไล่เธอไปเถอะ เพราะเธอตะโกนตามตื๊อเราไม่หยุด” 24 พระเยซูบอกว่า “พระเจ้าส่งผมมาหาเฉพาะคนอิสราเอลเท่านั้น พวกเขาเป็นเหมือนแกะที่หลงหาย”+ 25 แต่ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาคำนับท่าน*และบอกว่า “นายท่าน ช่วยดิฉันด้วยเถอะ” 26 พระเยซูพูดว่า “มันไม่ถูกหรอกนะที่จะเอาอาหารของลูก ๆ ไปโยนให้ลูกหมา” 27 เธอบอกว่า “จริงค่ะท่าน แต่ลูกหมาก็ยังได้กินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของนายมันไม่ใช่หรือคะ?”+ 28 พระเยซูจึงตอบผู้หญิงคนนั้นว่า “คุณนี่มีความเชื่อมากจริง ๆ ให้เป็นไปตามที่คุณขอเถอะ” แล้วตอนนั้นเอง ลูกสาวของเธอก็หายเป็นปกติ
29 ต่อมา พระเยซูออกจากที่นั่นแล้วเดินทางมาถึงทะเลสาบกาลิลี+ ท่านขึ้นไปบนภูเขาแล้วนั่งอยู่ที่นั่น 30 มีคนมากมายมาหาท่าน พวกเขาพาคนง่อย คนพิการ คนตาบอด คนใบ้ และคนที่ป่วยเป็นโรคอื่น ๆ อีกหลายคนมาด้วย พวกเขาวางคนป่วยไว้แทบเท้าพระเยซู และท่านก็รักษาทุกคนให้หาย+ 31 ผู้คนรู้สึกทึ่งที่เห็นคนใบ้พูดได้ คนพิการหายเป็นปกติ คนง่อยเดินได้ คนตาบอดมองเห็น แล้วพวกเขาก็พากันสรรเสริญพระเจ้าของอิสราเอล+
32 พระเยซูเรียกสาวกของท่านเข้ามาหาแล้วพูดว่า “สงสารคนพวกนี้จริง ๆ+ เพราะพวกเขาอยู่กับผมมา 3 วันแล้วและไม่มีอะไรจะกิน ผมไม่อยากให้พวกเขาไปทั้งที่ยังหิวแบบนี้ พวกเขาอาจหมดแรงกลางทางก็ได้”+ 33 แต่พวกสาวกบอกพระเยซูว่า “ในที่ห่างไกลผู้คนแบบนี้ พวกเราจะไปหาอาหารที่ไหนมาให้คนมากมายขนาดนี้กินอิ่มได้ล่ะครับ?”+ 34 พระเยซูจึงถามพวกเขาว่า “พวกคุณมีขนมปังอยู่กี่อัน?” พวกเขาตอบว่า “มี 7 อันกับปลาเล็ก ๆ แค่ไม่กี่ตัวครับ” 35 เมื่อพระเยซูบอกให้ประชาชนนั่งลงบนพื้นแล้ว 36 ท่านก็หยิบขนมปัง 7 อันกับปลามา อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า และหักขนมปังส่งให้สาวก สาวกก็แจกจ่ายให้ประชาชน+ 37 ทุกคนได้กินจนอิ่ม และพวกเขาเก็บเศษอาหารที่เหลือได้เต็ม 7 ตะกร้าใหญ่*+ 38 คนที่ได้กินอาหาร มีผู้ชาย 4,000 คน ไม่นับผู้หญิงและเด็ก 39 เมื่อพระเยซูส่งประชาชนไปหมดแล้ว ท่านก็ลงเรือมาที่เขตมากาดาน+
16 แล้วพวกฟาริสีกับพวกสะดูสีก็เข้ามาทดสอบพระเยซู พวกเขาขอให้ท่านทำการอัศจรรย์ในท้องฟ้าให้พวกเขาเห็น+ 2 พระเยซูบอกพวกเขาว่า “ในตอนเย็น คุณมักพูดกันว่า ‘อากาศจะดีเพราะท้องฟ้าเป็นสีแดง’ 3 ส่วนในตอนเช้าคุณก็พูดว่า ‘วันนี้ฝนจะตกและอากาศจะหนาว เพราะท้องฟ้าเป็นสีแดงและมืดครึ้ม’ คุณดูท้องฟ้าออก แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คุณกลับดูไม่ออกว่ามันหมายถึงอะไร 4 คนสมัยนี้เป็นคนชั่วช้าและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า* เขาอยากเห็นการอัศจรรย์อยู่เรื่อย แต่เขาจะไม่ได้เห็นการอัศจรรย์+อะไรนอกจากการอัศจรรย์แบบเดียวกับโยนาห์”+ แล้วพระเยซูก็ไปจากพวกเขา
5 ตอนที่กำลังข้ามทะเลสาบไปอีกฟากหนึ่ง พวกสาวกลืมเอาขนมปังไปด้วย+ 6 พระเยซูเตือนพวกเขาว่า “คอยระวังให้ดี อย่าไปรับเชื้อของพวกฟาริสีกับพวกสะดูสีมาล่ะ”+ 7 พวกเขาจึงคุยกันว่า “เออใช่ พวกเราไม่ได้เอาขนมปังมาด้วย” 8 พระเยซูรู้ว่าสาวกคุยอะไรกันอยู่ จึงพูดว่า “คนมีความเชื่อน้อย ทำไมพวกคุณถึงคุยกันเรื่องที่ไม่ได้เอาขนมปังมา? 9 พวกคุณยังไม่เข้าใจที่ผมพูดหรือ จำไม่ได้หรือว่า ตอนที่ผมใช้ขนมปัง 5 อันเลี้ยงผู้ชาย 5,000 คน พวกคุณเก็บที่เหลือได้ตั้งกี่ตะกร้า?+ 10 แล้วตอนนั้นที่ผมใช้ขนมปัง 7 อันเลี้ยงผู้ชาย 4,000 คน พวกคุณเก็บที่เหลือได้กี่ตะกร้าใหญ่?*+ 11 ทำไมพวกคุณไม่เข้าใจว่าผมไม่ได้พูดเรื่องเชื้อขนมปัง? แต่ให้ระวังเชื้อของพวกฟาริสีกับพวกสะดูสี”+ 12 พวกสาวกถึงได้เข้าใจว่าพระเยซูเตือนให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและพวกสะดูสี ไม่ใช่ให้ระวังเชื้อขนมปัง
13 เมื่อเข้าเขตซีซารียาฟีลิปปีแล้ว พระเยซูถามพวกสาวกว่า “คนเขาพูดกันว่า ‘ลูกมนุษย์’ เป็นใคร?”+ 14 พวกเขาตอบว่า “บางคนบอกว่าเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา+ บางคนบอกว่าเป็นเอลียาห์+ แต่ก็มีบางคนบอกว่าเป็นเยเรมีย์หรือไม่ก็เป็นหนึ่งในพวกผู้พยากรณ์” 15 พระเยซูถามพวกเขาว่า “แล้วพวกคุณล่ะ คิดว่าผมเป็นใคร?” 16 ซีโมนเปโตรตอบว่า “ท่านเป็นพระคริสต์+ ลูกของพระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่”+ 17 พระเยซูจึงบอกเขาว่า “ซีโมนลูกโยนาห์ ดีใจเถอะ เพราะผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้ให้คุณรู้คือพ่อของผมในสวรรค์ ไม่ใช่มนุษย์+ 18 ผมจะบอกให้รู้นะ คุณคือเปโตร+ ส่วนผมจะสร้างประชาคมของผมไว้บนหินก้อนนี้+ และความตาย*จะไม่มีอำนาจเหนือประชาคมนี้เลย 19 ผมจะให้ลูกกุญแจของรัฐบาล*สวรรค์กับคุณ อะไรที่คุณจะปิดล็อก*บนโลก สิ่งนั้นถูกปิดล็อกไว้แล้วในสวรรค์ และอะไรที่คุณจะเปิดล็อก*บนโลก สิ่งนั้นถูกเปิดล็อกแล้วในสวรรค์เหมือนกัน” 20 แล้วพระเยซูสั่งพวกสาวกไม่ให้บอกใครว่าท่านเป็นพระคริสต์+
21 ตั้งแต่ตอนนั้น พระเยซูเริ่มอธิบายให้พวกสาวกรู้ว่า ท่านจะต้องไปกรุงเยรูซาเล็มและจะทนทุกข์หลายอย่างเพราะน้ำมือของพวกผู้นำชาวยิว พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกครูสอนศาสนา และจะถูกฆ่า แล้วในวันที่สามท่านจะถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมา+ 22 พอได้ยินอย่างนั้น เปโตรก็ดึงตัวพระเยซูมาและทักท้วงว่า “อาจารย์ สงสารตัวเองเถอะ ท่านจะไม่เจอเรื่องร้าย ๆ อย่างนั้นหรอก”+ 23 แต่พระเยซูหันหลังให้เปโตรและบอกว่า “หยุดพูดได้แล้ว ซาตาน!* คุณกำลังขัดขวางผม ที่คุณคิดอยู่นี้ไม่ใช่ความคิดของพระเจ้า แต่เป็นความคิดของมนุษย์”+
24 แล้วพระเยซูบอกพวกสาวกว่า “ถ้าใครอยากติดตามผม ก็ให้คนนั้นเลิกใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ยอมแบกเสาทรมาน*ของตัวเอง แล้วติดตามผมเรื่อยไป+ 25 เพราะคนที่พยายามเอาตัวรอดจะเสียชีวิต แต่คนที่ยอมสละชีวิตเพื่อผมจะได้ชีวิต+ 26 ที่จริง ถ้าใครได้เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแต่ต้องเสียชีวิต จะมีประโยชน์อะไรล่ะ?+ คนเราจะเอาอะไรมาแลกกับชีวิตของตัวเอง?+ 27 ในอนาคต ‘ลูกมนุษย์’ จะได้รับอำนาจยิ่งใหญ่จากพระเจ้าผู้เป็นพ่อ ท่านจะมาพร้อมกับพวกทูตสวรรค์ของท่าน และจะตัดสินทุกคนตามการกระทำของเขา+ 28 ผมจะบอกให้รู้ว่า บางคนที่ยืนอยู่ที่นี่จะไม่ตายไปก่อนจะได้เห็น ‘ลูกมนุษย์’ ได้รับอำนาจในรัฐบาลของท่าน”+
17 หกวันต่อมา พระเยซูพาเปโตร และยากอบกับยอห์นสองพี่น้องขึ้นไปบนภูเขาสูง+ 2 แล้วรูปกายของพระเยซูก็เปลี่ยนไปต่อหน้าพวกเขา ใบหน้าของท่านเปล่งแสงเหมือนดวงอาทิตย์ และเสื้อผ้าของท่านก็ขาวเจิดจ้า+ 3 ทันใดนั้น พวกเขาก็เห็นโมเสสกับเอลียาห์กำลังคุยกับพระเยซู 4 เปโตรบอกพระเยซูว่า “นายครับ ดีจริง ๆ ที่พวกเราได้มาอยู่ที่นี่ ถ้าท่านต้องการ ผมจะทำเต็นท์ไว้ที่นี่ 3 หลัง ให้ท่านหลังหนึ่ง โมเสสหลังหนึ่ง และเอลียาห์หลังหนึ่ง” 5 เปโตรพูดยังไม่ทันขาดคำก็มีเมฆสว่างสุกใสมาปกคลุมพวกเขา และมีเสียงพูดออกมาจากเมฆนั้นว่า “นี่คือลูกรักของเรา เราพอใจในตัวเขามาก+ พวกเจ้าต้องเชื่อฟังเขา”+ 6 เมื่อพวกเขาได้ยินก็ซบหน้าลงกับพื้นและตกใจกลัวมาก 7 พระเยซูเข้ามาใกล้ แตะตัวพวกเขา แล้วพูดว่า “ลุกขึ้นเถอะ ไม่ต้องกลัว” 8 พอพวกเขาเงยหน้าขึ้นมาก็ไม่เห็นใครอีกนอกจากพระเยซู 9 ตอนที่เดินลงมาจากภูเขา พระเยซูสั่งพวกเขาว่า “อย่าบอกสิ่งที่เพิ่งเห็นนี้กับใครจนกว่า ‘ลูกมนุษย์’ จะถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว”+
10 สาวกสามคนนั้นจึงถามพระเยซูว่า “แล้วทำไมพวกครูสอนศาสนาบอกว่าเอลียาห์ต้องมาก่อนพระคริสต์ล่ะครับ?”+ 11 พระเยซูตอบว่า “เอลียาห์ต้องมาแน่ ๆ และจะทำให้ทุกอย่างกลับมาดีเหมือนเดิม+ 12 ผมจะบอกให้รู้ว่า เอลียาห์มาแล้วแต่ผู้คนไม่รู้ว่าเป็นเขา พวกนั้นทำร้ายเขาตามใจชอบ+ และพวกนั้นจะทำให้ ‘ลูกมนุษย์’ ต้องทนทุกข์ด้วย”+ 13 พวกเขาจึงเข้าใจว่าพระเยซูกำลังพูดถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา
14 เมื่อพระเยซูกับสาวกทั้งสามเดินมาตรงที่ฝูงชนอยู่+ ผู้ชายคนหนึ่งก็เข้ามาหาท่านและคุกเข่าลงอ้อนวอนว่า 15 “นายท่าน ขอเมตตาลูกชายผมด้วย เขาป่วยเป็นโรคลมชัก เขาชักจนตกลงไปในน้ำและในกองไฟบ่อย ๆ+ 16 ผมพาเขามาหาสาวกของท่านแล้ว แต่พวกเขารักษาไม่ได้” 17 พระเยซูพูดว่า “คนสมัยนี้ขาดความเชื่อและไม่มีศีลธรรม+ ผมจะต้องอยู่กับพวกคุณอีกนานแค่ไหน? จะต้องทนกับพวกคุณไปอีกนานเท่าไหร่? ไหน พาเด็กมาที่นี่สิ” 18 แล้วพระเยซูสั่งให้ปีศาจออกจากเด็ก และมันก็ออกไป ในตอนนั้นเอง เด็กผู้ชายคนนั้นก็หายโรค+ 19 หลังจากนั้น พวกสาวกเข้ามาคุยกับพระเยซูเป็นส่วนตัวและถามว่า “ทำไมพวกผมขับไล่ปีศาจตนนั้นไม่ได้ล่ะครับ?” 20 ท่านตอบพวกเขาว่า “ก็เพราะพวกคุณมีความเชื่อน้อย ผมจะบอกให้รู้ว่า ถ้าคุณมีความเชื่อขนาดเท่าเมล็ดมัสตาร์ด*และสั่งภูเขาลูกนี้ว่า ‘ย้ายจากที่นี่ไปที่นั่น’ มันก็จะไป จะไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้เลย”+ 21 *——
22 เมื่ออยู่ด้วยกันในแคว้นกาลิลี พระเยซูบอกพวกสาวกว่า “‘ลูกมนุษย์’ จะต้องถูกมอบไว้ในมือศัตรู+ 23 พวกนั้นจะฆ่าท่าน แล้วในวันที่สามท่านจะถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาอีก”+ พวกสาวกได้ยินแล้วก็เศร้าใจมาก
24 เมื่อพระเยซูกับสาวกมาถึงเมืองคาเปอร์นาอุม พวกคนเก็บภาษีบำรุงวิหาร*เข้ามาถามเปโตรว่า “อาจารย์ของคุณไม่เสียภาษีบำรุงวิหารหรือ?”+ 25 เปโตรตอบว่า “เสียสิ” แต่เมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว พระเยซูพูดขึ้นก่อนว่า “ซีโมน คุณคิดยังไง? กษัตริย์ในโลกนี้เก็บภาษีอากรจากใคร จากลูกของตัวเองหรือจากคนอื่น?” 26 เปโตรตอบว่า “จากคนอื่นครับ” พระเยซูจึงบอกเขาว่า “ถ้าอย่างนั้น ลูกกษัตริย์ก็ไม่ต้องเสียภาษี จริงไหม? 27 แต่เพื่อจะไม่มีปัญหาโดยไม่จำเป็น+ ให้คุณไปตกปลาในทะเลสาบ เมื่อได้ปลาตัวแรกมาก็ให้เปิดปากมัน แล้วคุณจะเห็นเหรียญเงิน*เหรียญหนึ่ง เอาเหรียญนั้นไปจ่ายให้เขาเป็นภาษีของเราสองคน”
18 ในตอนนั้น พวกสาวกมาหาพระเยซูและถามว่า “ใครจะได้เป็นใหญ่ที่สุดในรัฐบาล*สวรรค์ครับ?”+ 2 พระเยซูจึงเรียกเด็กเล็กคนหนึ่งเข้ามา แล้วให้ยืนอยู่ข้างหน้าพวกเขา 3 และพูดว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า ถ้าพวกคุณไม่ยอมเปลี่ยนความคิด*ให้เป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ+ คุณจะไม่มีวันได้เข้ารัฐบาลสวรรค์เลย+ 4 ดังนั้น คนที่เป็นใหญ่ที่สุดในรัฐบาลสวรรค์ต้องถ่อมตัวเหมือนเด็กน้อยคนนี้+ 5 และคนที่ต้อนรับเด็กเล็ก ๆ แบบนี้ที่มาในนามของผมก็เหมือนต้อนรับผมด้วย 6 แต่คนที่ทำให้คนต่ำต้อยที่เชื่อในตัวผมทิ้งความเชื่อไป เอาหินโม่ก้อนใหญ่*มาผูกคอเขา แล้วไปถ่วงทะเลลึกก็ดีกว่า+
7 “ความทุกข์เดือดร้อนจะเกิดกับโลกนี้เพราะมีสิ่งที่ชักจูงคนให้หลงทำผิด การชักจูงแบบนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่ แต่คนที่ทำให้เกิดการชักจูงจะต้องถูกลงโทษ 8 ถ้ามือหรือเท้าของคุณทำให้คุณหลงทำผิด ตัดมันทิ้งไปเลย+ เพราะถ้าคุณมือด้วนหรือเท้าด้วนแต่ได้ชีวิต ก็ดีกว่ามีมือมีเท้าครบแต่ต้องถูกโยนเข้าไปในไฟที่ไม่มีวันดับ*+ 9 ถ้าตาของคุณทำให้คุณหลงทำผิด ควักมันทิ้งไปเลย เพราะถ้าคุณเสียตาข้างหนึ่งแต่ได้ชีวิต ก็ดีกว่ามีตาครบสองข้างแต่ต้องถูกโยนเข้าไปในเกเฮนนา*+ที่มีไฟลุกโชน 10 ระวังให้ดี อย่าดูถูกเหยียดหยามคนที่ต่ำต้อย เพราะผมจะบอกให้รู้ว่า ทูตสวรรค์ที่ดูแลพวกเขาก็อยู่ต่อหน้าพ่อของผมในสวรรค์ตลอดเวลา+ 11 *——
12 “คุณคิดยังไง? ถ้าคนหนึ่งมีแกะอยู่ 100 ตัวแล้วมีตัวหนึ่งหลงหายไป+ เขาจะไม่ทิ้งแกะ 99 ตัวไว้บนภูเขาก่อน แล้วไปตามหาตัวที่หลงหายไปหรือ?+ 13 ผมจะบอกให้รู้ว่า เขาจะดีใจที่ได้เจอแกะตัวนั้นมากกว่าที่เขามีแกะ 99 ตัวซึ่งไม่ได้หลงหายไปไหน 14 พ่อของผม*ในสวรรค์ก็เหมือนกัน พระองค์ไม่อยากให้คนที่ต่ำต้อยสักคนเดียวต้องหายสาบสูญไป+
15 “ถ้ามีคน*ทำผิดต่อคุณ ให้ไปคุยกับเขาเป็นส่วนตัวก่อน+และบอกให้เขารู้ว่าเขาทำผิดอะไร* ถ้าเขาฟังคุณ คุณก็ได้ช่วยเขาให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง+ 16 แต่ถ้าเขาไม่ฟัง ให้พาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย เพื่อทุกเรื่องที่คุยกันจะได้มีพยานยืนยันสองหรือสามปาก+ 17 ถ้าเขายังไม่ฟัง ให้บอกกับประชาคม แต่ถ้าเขายังไม่ยอมฟังประชาคมอีก ก็ให้ถือว่าเขาเป็นเหมือนคนทั่วไปในโลก*+และเหมือนคนเก็บภาษี+
18 “ผมจะบอกให้รู้ว่า อะไรที่คุณจะมัด*บนโลก ก็ถูกมัดไว้แล้วในสวรรค์ และอะไรที่คุณจะปล่อย*บนโลก ก็ถูกปล่อยแล้วในสวรรค์เหมือนกัน 19 ผมจะบอกให้รู้อีกว่า ถ้ามีสองคนบนโลกนี้เห็นพ้องกันว่าจะขออะไรก็ตามที่เป็นเรื่องสำคัญ พ่อของผมในสวรรค์จะทำสิ่งนั้นให้เขา+ 20 เพราะถ้ามีสองหรือสามคนประชุมกันที่ไหนในนามของผม+ ผมจะอยู่กับพวกเขาที่นั่น”
21 แล้วเปโตรเข้ามาหาพระเยซูและถามว่า “อาจารย์ครับ ผมควรจะให้อภัยคน*ที่ทำผิดต่อผมกี่ครั้งดี? สัก 7 ครั้งพอไหมครับ?” 22 พระเยซูตอบว่า “ผมจะบอกให้ว่า ไม่ใช่แค่ 7 ครั้งเท่านั้น แต่ต้องถึง 77 ครั้ง+
23 “เพราะอย่างนี้แหละ รัฐบาลสวรรค์ถึงเปรียบเหมือนกับกษัตริย์องค์หนึ่งที่ต้องการจะคิดบัญชีหนี้สินกับทาสของท่าน 24 เมื่อกษัตริย์เริ่มคิดบัญชี ผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นหนี้ 10,000 ตะลันต์*ถูกนำตัวเข้ามา 25 แต่เขาไม่มีเงินใช้หนี้ กษัตริย์ผู้เป็นนายของเขาจึงสั่งให้ขายตัวเขา ภรรยา และลูก ๆ รวมทั้งทุกสิ่งที่เขามีเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้+ 26 ทาสคนนี้จึงหมอบลงอ้อนวอนนายว่า ‘ขอเวลาผมอีกหน่อยเถอะครับ แล้วผมจะใช้คืนให้ทั้งหมด’ 27 นายเกิดความสงสาร จึงปล่อยเขาไปและยกหนี้ให้ด้วย+ 28 พอทาสคนนั้นออกไปแล้ว ก็ไปหาเพื่อนทาสที่เป็นหนี้เขาอยู่ 100 เดนาริอัน* และจับเพื่อนทาสคนนั้นบีบคอ แล้วสั่งว่า ‘แกเป็นหนี้ฉันเท่าไหร่ เอาคืนมาให้หมด’ 29 เพื่อนทาสก็หมอบลงขอร้องว่า ‘ขอเวลาฉันอีกหน่อยเถอะ แล้วฉันจะใช้คืนให้’ 30 แต่เขาไม่ยอม จึงให้คนจับเพื่อนทาสคนนั้นไปขังไว้ในคุกจนกว่าจะใช้หนี้หมด 31 เมื่อพวกเพื่อนทาสเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็สลดใจมาก จึงไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้นายฟัง 32 นายก็เรียกเขามาแล้วพูดว่า ‘ทาสชั่ว ตอนที่คุณขอร้องผม ผมยกหนี้ให้คุณทั้งหมด 33 แล้วทำไมคุณถึงไม่เมตตาเพื่อนทาสของคุณอย่างที่ผมเมตตาคุณล่ะ?’+ 34 นายโกรธมาก จึงให้ผู้คุมจับเขาขังไว้จนกว่าจะใช้หนี้หมด 35 พระเจ้าผู้เป็นพ่อของผมในสวรรค์จะทำอย่างนั้นกับคุณเหมือนกัน+ ถ้าคุณไม่ยอมให้อภัยคนอื่น*จากใจจริง”+
19 เมื่อพระเยซูพูดเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว ก็เดินทางจากแคว้นกาลิลี ข้ามแม่น้ำจอร์แดน และมาใกล้เขตแดนแคว้นยูเดีย+ 2 มีคนมากมายติดตามท่านไป และท่านรักษาคนป่วยที่นั่น
3 แล้วพวกฟาริสีก็มาทดสอบพระเยซู พวกเขาถามว่า “ผิดไหมถ้าผู้ชายจะหย่ากับภรรยาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม?”+ 4 พระเยซูตอบว่า “พวกคุณไม่ได้อ่านหรือว่า ในตอนแรก พระเจ้าได้สร้างมนุษย์เป็นผู้ชายและผู้หญิง+ 5 และพระองค์บอกว่า ‘ดังนั้น ผู้ชายจะจากพ่อแม่ไปผูกพันใกล้ชิดกับภรรยา แล้วทั้งสองจะเป็นหนึ่งเดียว’*+ 6 พวกเขาจึงไม่เป็นสองอีกต่อไป แต่เป็นคนคนเดียวกัน ดังนั้น สิ่งที่พระเจ้าผูกไว้คู่กันแล้ว อย่าให้มนุษย์ทำให้แยกจากกันเลย”+ 7 พวกฟาริสีถามต่อว่า “ถ้าอย่างนั้น ทำไมโมเสสสั่งว่า ให้ทำหนังสือหย่าให้ภรรยาแล้วก็หย่าได้?”+ 8 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “โมเสสยอมให้หย่ากับภรรยาเพราะพวกคุณเป็นคนดื้อรั้น+ แต่ในตอนแรกที่พระเจ้าสร้างไม่ได้เป็นอย่างนั้น+ 9 ดังนั้น ผมจะบอกให้รู้ว่า คนที่หย่ากับภรรยาแล้วไปแต่งงานใหม่ก็ถือว่าเขามีชู้ นอกจากเขาหย่าเพราะภรรยาทำผิดศีลธรรมทางเพศ”*+
10 พวกสาวกบอกพระเยซูว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่แต่งงานเลยดีกว่า” 11 พระเยซูบอกพวกเขาว่า “ไม่ใช่ทุกคนจะทำอย่างนั้นได้ นอกจากคนที่ได้รับพร*นั้นจากพระเจ้า+ 12 มีบางคนเป็นขันที*ตั้งแต่เกิด บางคนถูกคนอื่นทำให้เป็นขันที และบางคนก็ครองตัวเป็นโสด*เพื่อรัฐบาล*สวรรค์ ถ้าใครจัดชีวิตอย่างนั้นได้ ก็ให้เขาทำเถอะ”+
13 แล้วมีคนพาเด็ก ๆ มาให้พระเยซูวางมืออวยพรและอธิษฐานให้พวกเขา แต่พวกสาวกห้ามไว้+ 14 พระเยซูพูดว่า “ให้เด็ก ๆ เข้ามาหาผมเถอะ อย่าห้ามเลย เพราะรัฐบาลสวรรค์เป็นของคนแบบนี้แหละ”+ 15 แล้วพระเยซูก็วางมืออวยพรเด็ก ๆ และออกจากที่นั่นไป
16 มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาหาพระเยซูแล้วพูดว่า “อาจารย์ครับ ผมต้องทำความดีอะไรถึงจะได้ชีวิตตลอดไป?”+ 17 พระเยซูตอบเขาว่า “คุณมาถามผมทำไมเรื่องความดี? มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ดีจริง ๆ+ แต่ถ้าคุณอยากได้ชีวิต ก็ให้ทำตามกฎหมายของพระเจ้าต่อ ๆ ไป”+ 18 เขาถามท่านว่า “กฎหมายข้อไหนครับ?” พระเยซูตอบว่า “ข้อที่ว่า อย่าฆ่าคน+ อย่าเล่นชู้+ อย่าขโมย+ อย่าเป็นพยานเท็จ+ 19 ให้นับถือพ่อแม่+ และให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง”+ 20 ชายหนุ่มคนนั้นบอกพระเยซูว่า “ผมทำตามทุกข้ออยู่แล้ว ผมยังต้องทำอะไรอีกครับ?” 21 พระเยซูตอบเขาว่า “ถ้าคุณอยากทำความดีให้ครบจริง ๆ ก็ให้ไปขายทรัพย์สมบัติและเอาเงินไปแจกคนจน คุณจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์+ แล้วตามผมมา”+ 22 เมื่อเขาได้ยินอย่างนั้นก็เดินคอตกกลับไป เพราะเขามีทรัพย์สมบัติมากมาย+ 23 พระเยซูจึงพูดกับพวกสาวกว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า คนรวยจะเข้ารัฐบาลสวรรค์นั้นก็ยากจริง ๆ+ 24 และผมจะบอกให้รู้อีกว่า ตัวอูฐจะลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนรวยจะเข้ารัฐบาลของพระเจ้า”+
25 เมื่อพวกสาวกได้ยินก็งงกันใหญ่ และถามว่า “แล้วอย่างนี้ ใครจะรอดได้ล่ะ?”+ 26 พระเยซูมองพวกเขาและพูดว่า “มนุษย์ทำไม่ได้ก็จริง แต่พระเจ้าทำได้ทุกอย่าง”+
27 เปโตรจึงพูดว่า “พวกผมยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและตามท่านมา แล้วพวกผมจะได้อะไรบ้างครับ?”+ 28 พระเยซูบอกพวกสาวกว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า ตอนที่พระเจ้าสร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่ ‘ลูกมนุษย์’ จะขึ้นนั่งบนบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ และพวกคุณที่ติดตามผมจะได้นั่งบนบัลลังก์ 12 บัลลังก์ และพิพากษาอิสราเอล 12 ตระกูล+ 29 และทุกคนที่ยอมสละบ้าน หรือพี่น้อง หรือพ่อแม่ หรือลูก ๆ หรือไร่นาเพื่อติดตามผม เขาจะได้คืน 100 เท่าและจะได้ชีวิตตลอดไปเป็นรางวัล*ด้วย+
30 “แต่หลายคนที่เป็นคนแรกจะเป็นคนสุดท้าย และคนสุดท้ายจะได้เป็นคนแรก+
20 “รัฐบาล*สวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าของสวนคนหนึ่งที่ออกไปแต่เช้าตรู่เพื่อจ้างคนมาทำงานในสวนองุ่นของเขา+ 2 หลังจากเขาตกลงกับคนงานว่าจะให้ค่าแรงวันละ 1 เดนาริอัน*แล้ว ก็ส่งคนงานเข้าไปทำงานในสวนองุ่น 3 เจ้าของสวนออกไปอีกครั้งหนึ่งตอนราว ๆ 9 โมงเช้า* และเห็นคนว่างงานยืนอยู่ในตลาด 4 เขาก็พูดกับคนพวกนั้นว่า ‘ไปทำงานในสวนองุ่นของผมสิ ผมจะให้ค่าแรงที่เหมาะสม’ 5 พวกเขาก็ตกลงและไปทำงานในสวน เจ้าของสวนออกไปหาคนงานมาเพิ่มอีกตอนราว ๆ เที่ยงวัน* และอีกครั้งตอนบ่าย 3 โมง* 6 ครั้งสุดท้าย เขาออกไปตอนประมาณ 5 โมงเย็น*และยังเห็นว่ามีคนยืนว่างงานอยู่ เขาเลยพูดกับคนพวกนั้นว่า ‘ทำไมถึงยืนอยู่ที่นี่ทั้งวันล่ะ?’ 7 พวกเขาตอบว่า ‘ไม่มีใครจ้างพวกเราเลย’ เจ้าของสวนจึงพูดว่า ‘ไปทำงานในสวนองุ่นของผมสิ’
8 “พอตกเย็น เจ้าของสวนองุ่นก็พูดกับหัวหน้าคนงานว่า ‘ไปเรียกคนงานมา แล้วจ่ายค่าแรงให้พวกเขา+ เริ่มจากพวกที่มาหลังสุดไปหาพวกแรก’ 9 เมื่อคนที่เริ่มงานตอน 5 โมงเย็นเข้ามา พวกเขาได้รับคนละ 1 เดนาริอัน* 10 พอเห็นอย่างนั้น คนงานที่มาเป็นกลุ่มแรกก็คิดว่าพวกเขาคงจะได้ค่าแรงมากกว่า แต่กลับได้รับคนละ 1 เดนาริอัน*เหมือนกัน 11 ตอนที่รับค่าจ้าง พวกเขาจึงบ่นต่อว่าเจ้าของสวนว่า 12 ‘พวกนั้นทำงานแค่ชั่วโมงเดียว ทำไมจ่ายค่าแรงให้พวกเขาเท่ากับพวกเราล่ะ? เราทำงานหนักตากแดดทั้งวันเลยนะ’ 13 แต่เจ้าของสวนบอกคนหนึ่งในกลุ่มนั้นว่า ‘ผมไม่ได้โกงคุณนะ เราตกลงกันว่า 1 เดนาริอัน* จริงไหม?+ 14 รับค่าแรงของคุณไปเถอะ ผมพอใจจะจ่ายให้คนที่มาหลังสุดเท่ากับที่จ่ายให้คุณ 15 ผมมีสิทธิ์จะใช้เงินของผมยังไงก็ได้ คุณอิจฉาตาร้อนเพราะเห็นผมใจดีหรือไง?’+ 16 เพราะอย่างนี้แหละ คนสุดท้ายจะเป็นคนแรก และคนแรกจะเป็นคนสุดท้าย”+
17 ระหว่างทางที่กำลังขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูแยกสาวก 12 คนออกมาและบอกพวกเขาว่า+ 18 “ตอนนี้ พวกเรากำลังขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม และ ‘ลูกมนุษย์’ จะถูกมอบไว้ในมือพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกครูสอนศาสนา พวกเขาจะตัดสินลงโทษท่านถึงตาย+ 19 และจะส่งตัวท่านให้คนต่างชาติ พวกนั้นจะเยาะเย้ย เฆี่ยน และประหารท่านบนเสา+ แล้วท่านจะถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาในวันที่สาม”+
20 แล้วภรรยาของเศเบดี*+ก็พาลูกชายมาหาพระเยซู เธอหมอบลงแสดงความเคารพ*และขอให้ท่านทำอะไรบางอย่าง+ 21 พระเยซูถามว่า “อยากให้ผมทำอะไรหรือ?” เธอตอบว่า “เมื่อท่านปกครองในรัฐบาลของท่าน ขอให้ลูกชายสองคนนี้ของดิฉันได้นั่งข้างขวาของท่านคนหนึ่ง ข้างซ้ายคนหนึ่ง”+ 22 พระเยซูพูดกับสองคนนั้นว่า “พวกคุณไม่รู้หรอกว่ากำลังขออะไรอยู่ คุณจะดื่มจากถ้วย*ที่ผมจะดื่มได้หรือ?”+ พวกเขาตอบว่า “ได้ครับ” 23 พระเยซูบอกพวกเขาว่า “คุณจะดื่มจากถ้วยเดียวกับผมก็จริง+ แต่ใครจะได้นั่งข้างขวาหรือข้างซ้ายของผมนั้น ผมไม่ใช่ผู้กำหนด พ่อของผมต่างหากเป็นผู้กำหนด”+
24 เมื่ออัครสาวกอีก 10 คนได้ยินก็ไม่พอใจพี่น้องสองคนนั้นมาก+ 25 พระเยซูจึงเรียกอัครสาวกทุกคนมาหาและพูดว่า “พวกคุณรู้ว่าผู้มีอำนาจในโลกนี้ชอบทำตัวเป็นนายเหนือประชาชน และพวกคนใหญ่คนโตก็ชอบใช้อำนาจข่มคนอื่น+ 26 แต่พวกคุณต้องไม่เป็นอย่างนั้น+ ใครอยากเป็นใหญ่ก็ต้องรับใช้คนอื่น+ 27 และใครอยากเป็นคนสำคัญที่สุดก็ต้องเป็นทาสรับใช้+ 28 เหมือนที่ ‘ลูกมนุษย์’ ไม่ได้มาให้คนอื่นรับใช้ แต่มารับใช้คนอื่น+ และสละชีวิตเป็นค่าไถ่ให้คนมากมาย”+
29 เมื่อพระเยซูกับพวกสาวกออกจากเมืองเยรีโค มีคนกลุ่มใหญ่ตามท่านไป 30 มีผู้ชายตาบอด 2 คนนั่งอยู่ริมทาง เมื่อพวกเขาได้ยินว่าพระเยซูกำลังเดินผ่านมา ก็ร้องตะโกนว่า “ท่านผู้เป็นลูกหลานดาวิด ขอเมตตาพวกเราด้วย”+ 31 คนอื่นบอกพวกเขาให้เงียบ แต่พวกเขากลับร้องตะโกนดังขึ้นอีกว่า “ท่านผู้เป็นลูกหลานดาวิด ขอเมตตาพวกเราด้วย” 32 พระเยซูจึงหยุดเดิน แล้วเรียกผู้ชายตาบอดสองคนนั้นมาถามว่า “มีอะไรให้ผมช่วยไหม?” 33 พวกเขาตอบว่า “นายท่าน ช่วยทำให้พวกเรามองเห็นด้วยเถอะ” 34 พระเยซูเกิดความสงสารจึงแตะที่ตาพวกเขา+ ทันใดนั้น พวกเขาก็มองเห็นได้ แล้วติดตามท่านไป
21 พระเยซูกับพวกสาวกเดินทางใกล้จะถึงกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อมาถึงหมู่บ้านเบธฟายีบนภูเขามะกอก พระเยซูก็ให้สาวก 2 คนล่วงหน้าไปก่อน+ 2 และสั่งพวกเขาว่า “เข้าไปในหมู่บ้านที่เห็นอยู่ข้างหน้านี้ แล้วพวกคุณจะเจอลาตัวหนึ่งกับลูกของมันถูกล่ามไว้ แก้เชือกพวกมันออกแล้วจูงมาให้ผม 3 ถ้ามีใครถามก็ให้ตอบว่า ‘นายท่านต้องการใช้มัน’ แล้วเขาจะให้พวกคุณทันที”
4 สิ่งนี้เกิดขึ้นตามที่พระเจ้าบอกไว้ผ่านผู้พยากรณ์ที่ว่า 5 “ไปบอกชาวศิโยนว่า ‘ดูนั่นสิ กษัตริย์ของเจ้ากำลังมา+ เขาเป็นคนอ่อนโยน+และนั่งบนหลังลา เขานั่งบนหลังลูกลาที่เป็นสัตว์บรรทุกของ’”+
6 สาวกสองคนนั้นก็ไปทำตามที่พระเยซูสั่ง+ 7 พวกเขาจูงลากับลูกของมันมา แล้วเอาเสื้อชั้นนอกปูบนหลังลาให้พระเยซูนั่ง+ 8 ประชาชนมากมายเอาเสื้อชั้นนอกมาปูตามทาง+ บางคนก็ตัดกิ่งไม้มาปูด้วย 9 ประชาชนทั้งที่เดินนำหน้าและที่ตามหลังมาโห่ร้องกันว่า “ท่านผู้เป็นลูกหลานดาวิด+ ขอให้ท่านอายุยืนยาว ขอให้ท่านผู้มาในนามพระยะโฮวา*ได้รับพร+ ขอพระเจ้าผู้อยู่เบื้องบนโปรดให้ท่านอายุยืนยาว”+
10 เมื่อพระเยซูเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม คนทั้งเมืองก็พากันแตกตื่นและถามว่า “นั่นใครน่ะ?” 11 ประชาชนพูดกันว่า “ก็ผู้พยากรณ์เยซูไงล่ะ+ ท่านมาจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี”
12 แล้วพระเยซูก็เข้าไปในวิหาร ไล่คนที่กำลังซื้อขายกันอยู่ที่นั่น และคว่ำโต๊ะคนรับแลกเงินกับที่นั่งของคนขายนกเขา+ 13 พระเยซูบอกพวกเขาว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘ใคร ๆ จะเรียกวิหารของเราว่า วิหารสำหรับการอธิษฐาน’+ แต่พวกคุณกลับทำให้เป็นถ้ำโจร”+ 14 มีคนตาบอดกับคนง่อยเข้ามาหาพระเยซูในวิหารด้วย และท่านก็รักษาพวกเขาให้หาย
15 เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกครูสอนศาสนาเห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทำและเห็นเด็ก ๆ พากันโห่ร้องอยู่ในวิหารว่า “ท่านผู้เป็นลูกหลานดาวิด+ ขอให้ท่านอายุยืนยาว” พวกนั้นก็ไม่พอใจมาก+ 16 และพูดกับท่านว่า “คุณไม่ได้ยินที่เด็กพวกนั้นพูดหรือ?” พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ได้ยิน แต่พวกคุณไม่เคยอ่านข้อนี้หรือที่ว่า ‘พระองค์ทำให้มีคำสรรเสริญออกจากปากของเด็กและทารก’?”+ 17 แล้วพระเยซูก็ไปจากพวกเขา จากนั้น ท่านออกไปนอกเมืองและค้างคืนที่หมู่บ้านเบธานี+
18 ตอนเช้าตรู่ พระเยซูกลับเข้าไปในกรุงอีกและรู้สึกหิว+ 19 ท่านเห็นต้นมะเดื่อริมทางจึงเดินเข้าไปดู แต่ไม่เห็นมีผลมะเดื่อ+ มีแต่ใบ ท่านจึงพูดกับต้นมะเดื่อนั้นว่า “อย่าได้ออกผลอีกเลย”+ แล้วต้นมะเดื่อนั้นก็เหี่ยวแห้งตายไปทันที 20 เมื่อพวกสาวกเห็นอย่างนั้นก็แปลกใจจึงถามว่า “มันเหี่ยวแห้งตายเร็วขนาดนี้ได้ยังไงครับ?”+ 21 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า ถ้าคุณมีความเชื่อและไม่สงสัยเลย คุณก็จะทำอย่างนี้ได้เหมือนกัน และจะทำได้มากกว่านี้อีก แม้แต่สั่งภูเขาลูกนี้ว่า ‘ลอยไปตกในทะเลซะ’ มันก็จะเป็นไปตามนั้น+ 22 ถ้าคุณมีความเชื่อ ไม่ว่าคุณจะอธิษฐานขออะไรก็จะได้รับ”+
23 ตอนที่พระเยซูกำลังสอนอยู่ในวิหาร พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้นำชาวยิวก็เข้ามาหาท่านและถามว่า “คุณมีสิทธิ์อะไรมาทำอย่างนี้? ใครให้อำนาจคุณ?”+ 24 พระเยซูพูดกลับไปว่า “ผมจะถามคุณอย่างหนึ่ง ตอบผมมาก่อน แล้วผมถึงจะบอกคุณว่า ผมมีสิทธิ์อะไรที่ทำอย่างนี้ 25 ตอบมาสิว่า ที่ยอห์นให้บัพติศมานั้น ใครให้อำนาจเขา พระเจ้า*หรือมนุษย์?” พวกเขาปรึกษากันว่า “ถ้าเราตอบว่า ‘พระเจ้า’ เขาก็จะถามว่า ‘ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงไม่เชื่อยอห์น?’+ 26 แต่ถ้าจะตอบว่า ‘มนุษย์’ ก็กลัวประชาชนจะโกรธ เพราะพวกเขาถือว่ายอห์นเป็นผู้พยากรณ์” 27 ดังนั้น พวกเขาตอบว่า “ไม่รู้สิ” พระเยซูจึงตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมก็จะไม่บอกพวกคุณเหมือนกันว่า ผมมีสิทธิ์อะไรที่ทำอย่างนี้
28 “พวกคุณคิดยังไง? สมมุติว่า ผู้ชายคนหนึ่งมีลูก 2 คน เขาบอกลูกคนหนึ่งว่า ‘ลูกพ่อ วันนี้ไปทำงานในสวนองุ่นนะ’ 29 ลูกตอบว่า ‘ไม่ไป’ แต่ตอนหลังเขาเปลี่ยนใจและไปทำงาน 30 ผู้ชายคนนั้นบอกให้ลูกอีกคนหนึ่งไปทำงานในสวนเหมือนกัน ลูกคนนี้ตอบว่า ‘ครับพ่อ ผมจะไป’ แต่กลับไม่ไป 31 ลูกสองคนนี้ คนไหนทำตามที่พ่อต้องการ?” พวกเขาตอบว่า “คนแรกน่ะสิ” พระเยซูบอกพวกเขาว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า คนเก็บภาษีและโสเภณีจะได้เข้ารัฐบาล*ของพระเจ้าก่อนพวกคุณอีก 32 เพราะยอห์นมาชี้ทางที่ถูก พวกคุณก็ไม่เชื่อเขา แต่คนเก็บภาษีและโสเภณีเชื่อเขา ถึงแม้คุณได้เห็นอย่างนั้นแล้ว คุณก็ยังไม่ยอมกลับตัวกลับใจมาเชื่อยอห์นอีก+
33 “ฟังตัวอย่างเปรียบเทียบอีกเรื่องให้ดี มีผู้ชายคนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน เขาปลูกองุ่น+และทำรั้วล้อมรอบสวน เขาขุดบ่อย่ำองุ่นในสวนนั้น แถมยังสร้างหอคอยไว้ด้วย+ เสร็จแล้วเขาก็ให้คนมาเช่าสวนองุ่น จากนั้นเขาก็เดินทางไปต่างประเทศ+ 34 เมื่อถึงฤดูเก็บองุ่น เขาส่งทาสไปรับส่วนแบ่งผลองุ่นจากคนเช่าสวน 35 แต่พวกคนเช่าสวนจับทาสของเขาไว้ คนหนึ่งพวกเขาทุบตี คนหนึ่งพวกเขาฆ่าตาย ส่วนอีกคนพวกเขาก็เอาหินขว้าง+ 36 เจ้าของสวนจึงใช้ทาสไปอีกกลุ่มหนึ่ง มากกว่าที่ใช้ไปครั้งแรก แต่พวกเขาก็ทำกับทาสกลุ่มนี้อย่างเดียวกัน+ 37 สุดท้าย เจ้าของสวนส่งลูกชายของเขาไปเองเพราะคิดในใจว่า ‘พวกนั้นคงต้องนับถือลูกของเรา’ 38 เมื่อพวกคนเช่าสวนเห็นลูกชายเจ้าของสวนมาก็พูดกันว่า ‘นี่ไง คนที่จะรับมรดก+ จับมันไปฆ่าเลย สวนนี้จะได้ตกเป็นของเรา’ 39 พวกนั้นจึงจับตัวลูกชายเจ้าของสวนโยนออกไปนอกสวนองุ่นแล้วฆ่าทิ้ง+ 40 พวกคุณคิดว่าเมื่อเจ้าของสวนมา เขาจะทำยังไงกับคนเช่าสวนพวกนั้น?” 41 พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้นำชาวยิวตอบว่า “เจ้าของสวนจะกำจัดคนเลวพวกนั้นให้สิ้นซาก แล้วให้คนอื่นมาเช่าสวนองุ่นแทน ซึ่งเป็นคนที่จะยอมแบ่งผลองุ่นให้เขาเมื่อถึงฤดูเก็บองุ่น”
42 พระเยซูบอกพวกเขาว่า “คุณไม่เคยอ่านในพระคัมภีร์หรือว่า ‘หินที่ช่างก่อสร้างทิ้งไปแล้ว กลายมาเป็นหินหัวมุมหลัก*+ หินก้อนนี้มาจากพระยะโฮวา*และน่ามหัศจรรย์ในสายตาพวกเรา’+ 43 เพราะอย่างนี้ ผมจะบอกให้รู้ว่า พวกคุณจะหมดโอกาสเข้ารัฐบาลของพระเจ้า แล้วอีกชนชาติหนึ่งจะได้รับโอกาสนั้นแทนเพราะพวกเขาเกิดผลอย่างที่พระเจ้าต้องการ 44 และถ้าใครล้มไปกระแทกหินก้อนนั้น ตัวเขาเองจะแหลกละเอียด+ และถ้าหินก้อนนั้นตกทับใคร คนนั้นก็จะแหลกไปเหมือนกัน”+
45 พอพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกฟาริสีได้ยินตัวอย่างเปรียบเทียบทั้งหมด ก็รู้ว่าพระเยซูกำลังหมายถึงพวกเขา+ 46 พวกเขาอยากจะจับพระเยซูแต่ก็กลัวประชาชน เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าท่านเป็นผู้พยากรณ์+
22 พระเยซูพูดกับพวกเขาโดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบอีกว่า 2 “รัฐบาล*สวรรค์อาจเปรียบได้กับกษัตริย์องค์หนึ่งที่จัดงานแต่งงาน+ให้ลูกชาย 3 กษัตริย์ใช้ทาสออกไปเรียกคนที่เชิญไว้ให้มาร่วมงาน แต่พวกเขาไม่ยอมมา+ 4 กษัตริย์จึงใช้ทาสคนอื่น ๆ ไปอีก และสั่งว่า ‘ไปบอกคนที่ได้รับเชิญว่า “งานเลี้ยงก็เตรียมไว้แล้ว มีทั้งเนื้อวัวตัวผู้และเนื้อสัตว์อย่างดี ทุกอย่างพร้อมแล้ว เชิญมาได้เลย”’ 5 แต่พวกเขาไม่สนใจ บางคนออกไปทำงานในสวน บางคนก็ไปค้าขาย+ 6 ส่วนคนอื่น ๆ จับตัวทาสของกษัตริย์ไว้ ทุบตีทำร้าย แล้วฆ่าพวกเขา
7 “กษัตริย์โมโหมาก เลยส่งกองทัพไปกวาดล้างพวกคนที่ฆ่าทาสของเขาแล้วเผาเมืองของพวกนั้นเสีย+ 8 แล้วกษัตริย์บอกทาสของเขาว่า ‘งานเลี้ยงก็พร้อมแล้ว แต่คนที่เชิญไว้ไม่เหมาะสมกับงานนี้+ 9 ดังนั้น ให้ไปตามถนนใหญ่ ถ้าเจอใครก็เชิญมาให้หมด’+ 10 พวกทาสก็ออกไปตามถนน เชิญทุกคนที่เจอ ทั้งคนดีและคนชั่ว จนแขกมากันเต็มห้องจัดเลี้ยง
11 “เมื่อกษัตริย์เข้ามาดูแขกในงาน ก็เห็นคนหนึ่งสวมชุดที่ไม่เหมาะกับงาน 12 กษัตริย์จึงถามเขาว่า ‘นี่คุณ เข้ามาได้ยังไง ชุดสำหรับงานแต่งงานก็ไม่มี?’ คนนั้นก็พูดไม่ออก 13 กษัตริย์จึงบอกพวกคนรับใช้ว่า ‘จับคนนี้มัดมือมัดเท้า แล้วโยนออกไปที่มืดข้างนอก ที่นั่นเขาจะร้องห่มร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ’
14 “ดังนั้น มีหลายคนได้รับเชิญ แต่มีน้อยคนได้รับเลือก”
15 พวกฟาริสีก็ออกไปวางแผนหาทางจับผิดคำพูดของพระเยซู+ 16 พวกเขาจึงใช้ลูกศิษย์ของเขากับพรรคพวกของเฮโรด+ไปหาท่าน พวกนั้นพูดกับพระเยซูว่า “อาจารย์ครับ พวกเรารู้ว่าท่านเป็นคนซื่อสัตย์ สอนคำสอนของพระเจ้าอย่างตรงไปตรงมา ท่านไม่ทำอะไรเพื่อเอาใจมนุษย์ และไม่เห็นแก่หน้าใครอยู่แล้ว 17 ถ้าอย่างนั้น ขอถามหน่อยว่าท่านคิดยังไง? ถูกต้องไหมที่เราจะเสียภาษีให้ซีซาร์?” 18 แต่พระเยซูรู้เจตนาของพวกเขา จึงตอบว่า “พวกหน้าไหว้หลังหลอก พวกคุณหาเรื่องจับผิดผมทำไม? 19 เอาเหรียญที่ใช้เสียภาษีมาให้ผมสิ” พวกเขาก็ยื่นเหรียญเดนาริอัน*ให้ท่านเหรียญหนึ่ง 20 แล้วพระเยซูถามว่า “นี่รูปใคร และชื่อของใครอยู่บนเหรียญนี้?” 21 พวกเขาตอบว่า “ซีซาร์” ท่านจึงบอกพวกเขาว่า “ถ้าอย่างนั้น อะไรที่เป็นของซีซาร์ก็ให้กับซีซาร์ และอะไรที่เป็นของพระเจ้าก็ให้กับพระเจ้า”+ 22 พอได้ยินคำตอบแบบนั้น พวกเขาก็อึ้ง แล้วไปจากพระเยซู
23 ในวันนั้น พวกสะดูสีก็มาหาพระเยซูด้วย พวกนี้ไม่เชื่อเรื่องการฟื้นขึ้นจากตาย+ พวกเขาถามว่า+ 24 “อาจารย์ครับ โมเสสบอกว่า ‘ถ้าผู้ชายคนไหนตายไปและยังไม่มีลูก พี่ชายหรือน้องชายของเขาต้องแต่งงานกับภรรยาของผู้ตาย และมีลูกให้กับผู้ตายนั้น’+ 25 แล้วถ้าครอบครัวหนึ่งมีลูกชาย 7 คน คนโตแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งแล้วก็ตายไปตอนที่ยังไม่มีลูก คนที่สองเลยรับผู้หญิงคนนั้นมาเป็นภรรยา 26 แล้วก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันกับน้องคนนี้และคนถัด ๆ ไปจนถึงคนที่เจ็ด 27 ในที่สุด ผู้หญิงคนนั้นก็ตายด้วย 28 แล้วอย่างนี้ ตอนที่ทุกคนฟื้นขึ้นจากตาย ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของใครล่ะ เพราะทั้ง 7 คนเคยเป็นสามีของเธอ?”
29 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “พวกคุณคิดผิดแล้ว คุณไม่เข้าใจพระคัมภีร์และไม่รู้ว่าพลังของพระเจ้าทำอะไรได้บ้าง+ 30 เมื่อถึงเวลาที่คนตายฟื้นขึ้นมา พวกเขาจะไม่แต่งงาน แต่จะเป็นเหมือนทูตสวรรค์+ 31 ในเรื่องการฟื้นขึ้นจากตายนั้น คุณไม่ได้อ่านหรือที่พระเจ้าบอกว่า 32 ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ’?+ พระองค์ไม่ได้เป็นพระเจ้าของคนตาย แต่เป็นพระเจ้าของคนเป็น”+ 33 เมื่อประชาชนได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกทึ่งในคำสอนของพระเยซู+
34 เมื่อพวกฟาริสีได้ยินว่าพระเยซูทำให้พวกสะดูสีถึงกับอึ้งไป พวกฟาริสีก็รวมตัวกันมาหาท่าน 35 มีคนหนึ่งในพวกนั้นเชี่ยวชาญกฎหมายของโมเสส เขาตั้งคำถามทดสอบพระเยซูว่า 36 “อาจารย์ กฎหมายของโมเสสข้อไหนสำคัญที่สุด?”+ 37 พระเยซูตอบว่า “‘ให้รักพระยะโฮวา*พระเจ้าของคุณสุดหัวใจ สุดชีวิต และสุดความคิด’+ 38 นี่เป็นกฎหมายข้อที่สำคัญที่สุดและเป็นข้อแรก 39 ข้อที่สองก็คล้ายกันคือ ‘ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง’+ 40 กฎหมายสองข้อนี้แหละเป็นพื้นฐานของกฎหมายโมเสสทั้งหมดและเป็นพื้นฐานของสิ่งที่พวกผู้พยากรณ์สอน”*+
41 ตอนที่พวกฟาริสียังชุมนุมกันอยู่ที่นั่น พระเยซูถามพวกเขาว่า+ 42 “พวกคุณคิดยังไงเรื่องพระคริสต์? ท่านเป็นลูกหลานของใคร?” พวกเขาตอบว่า “เป็นลูกหลานของดาวิด”+ 43 ท่านถามพวกเขาอีกว่า “แล้วทำไมดาวิดได้รับการดลใจจากพระเจ้า+ให้เรียกพระคริสต์ว่า ‘ผู้เป็นนาย’ ตอนที่ดาวิดบอกว่า 44 ‘พระยะโฮวา*พูดกับผู้เป็นนายของผมว่า “นั่งข้างขวาของเราไปก่อน จนกว่าเราจะทำให้พวกศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าเจ้า”’?+ 45 ถ้าดาวิดเรียกพระคริสต์ว่า ‘ผู้เป็นนาย’ แล้วพระคริสต์จะเป็นลูกหลานของดาวิดได้ยังไง?”+ 46 ไม่มีใครตอบพระเยซูได้สักคำ และตั้งแต่วันนั้น ไม่มีใครในพวกเขากล้าถามพระเยซูอีกเลย
23 แล้วพระเยซูก็พูดกับประชาชนและสาวกของท่านว่า 2 “พวกครูสอนศาสนากับพวกฟาริสีตั้งตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งของโมเสส 3 ดังนั้น ให้ทำตามทุกสิ่งที่พวกเขาสอน แต่อย่าเลียนแบบการกระทำของเขา เพราะพวกเขาสอนอย่างแต่ทำอีกอย่าง+ 4 พวกเขาตั้งกฎเกณฑ์มากมายเหมือนเอาของหนักมาให้คนอื่นแบกไว้+ แต่ตัวพวกเขาเองแค่ปลายนิ้วก็ไม่ยอมแตะ*+ 5 อะไร ๆ ที่พวกเขาทำก็เพื่ออวดคนอื่นทั้งนั้น+ ตัวอย่างเช่น พวกเขาทำกล่องเครื่องรางใส่ข้อคัมภีร์ของเขาให้ใหญ่ขึ้น+ และทำชายครุยเสื้อให้ยาว ๆ+ 6 พวกเขาชอบนั่งในที่ที่มีเกียรติที่สุดในงานเลี้ยง ชอบนั่งแถวหน้าสุด*ในที่ประชุม+ 7 ชอบให้คนคำนับในที่สาธารณะ* และชอบให้คนอื่นเรียกว่า ‘อาจารย์’* 8 ส่วนพวกคุณ อย่าให้ใครเรียกว่า ‘อาจารย์’ เพราะคุณมีอาจารย์เพียงคนเดียว+ และพวกคุณทุกคนเป็นพี่น้องกัน 9 และอย่าเรียกใครบนโลกนี้ว่า ‘พ่อ’* เพราะคุณมีพ่อเพียงผู้เดียว+และพระองค์อยู่ในสวรรค์ 10 และอย่าให้ใครเรียกคุณว่า ‘ผู้นำ’ เพราะคุณมีผู้นำเพียงผู้เดียวนั่นคือพระคริสต์ 11 ส่วนคนที่เป็นใหญ่ที่สุดในพวกคุณต้องเป็นผู้รับใช้คนอื่น+ 12 คนที่ยกตัวเองขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง+ และคนที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น+
13 “พวกครูสอนศาสนาและฟาริสี พวกคนหลอกลวง พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะคุณปิดทางไม่ให้คนอื่นได้เข้ารัฐบาล*สวรรค์ ตัวคุณเองไม่ยอมเข้าไป แต่พอคนอื่นอยากจะเข้า คุณก็ยังกีดกันเขาอีก+ 14 *——
15 “พวกครูสอนศาสนาและฟาริสี พวกคนหลอกลวง+ พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะคุณเที่ยวเดินทางไปทั่วทั้งทางบกทางทะเลเพื่อจะได้สักคนหนึ่งมาเข้าศาสนา แต่พอได้มาแล้ว ก็กลับทำให้คนนั้นต้องได้รับโทษในเกเฮนนา*มากกว่าพวกคุณถึงสองเท่า
16 “พวกคนนำทางที่ตาบอด+ พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ ที่สอนว่า ‘ถ้าใครสาบานโดยอ้างวิหาร เขาไม่ต้องทำตามก็ได้ แต่ถ้าใครสาบานโดยอ้างทองคำในวิหาร เขาจะต้องทำตาม’+ 17 พวกคุณนี่โง่และตาบอดจริง ๆ อะไรสูงส่งกว่ากัน ตัวทองคำหรือวิหารที่ทำให้ทองคำนั้นศักดิ์สิทธิ์? 18 พวกคุณยังสอนอีกว่า ‘ถ้าใครสาบานโดยอ้างแท่นบูชา เขาไม่ต้องทำตามก็ได้ แต่ถ้าใครสาบานโดยอ้างของถวายที่อยู่บนแท่น เขาจะต้องทำตาม’ 19 พวกคนตาบอด อะไรน่าจะสูงส่งกว่ากัน ของถวายหรือแท่นบูชาที่ทำให้ของถวายนั้นศักดิ์สิทธิ์? 20 ดังนั้น คนที่สาบานโดยอ้างแท่นบูชา ก็สาบานโดยอ้างทั้งแท่นนั้นและทุกสิ่งที่อยู่บนแท่นด้วย 21 และคนที่สาบานโดยอ้างวิหาร ก็สาบานโดยอ้างทั้งวิหารและพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของวิหารด้วย+ 22 และผู้ที่สาบานโดยอ้างสวรรค์ ก็สาบานโดยอ้างทั้งบัลลังก์ของพระเจ้าและผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้นด้วย
23 “พวกครูสอนศาสนาและฟาริสี พวกคนเสแสร้ง พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะพวกคุณถวายส่วน 1 ใน 10 ของสะระแหน่ เทียนข้าวเปลือก* และยี่หร่า+ แต่กลับมองข้ามเรื่องที่สำคัญกว่าในกฎหมายของโมเสส นั่นคือ ความยุติธรรม+ ความเมตตา+ และความซื่อสัตย์ คุณต้องถวายของพวกนั้นอยู่แล้ว แต่ต้องไม่มองข้ามเรื่องที่สำคัญกว่าด้วย+ 24 พวกคนนำทางที่ตาบอด+ พวกคุณกรองตัวริ้น+ออกแต่กลับกลืนอูฐ+ลงไปทั้งตัว
25 “พวกครูสอนศาสนาและฟาริสี พวกคนเสแสร้ง พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะคุณเป็นเหมือนถ้วยชามที่ล้างแค่ข้างนอก+ แต่ข้างในพวกคุณมีแต่ความโลภ*+และการสนองความอยากของตัวเองจนไม่ลืมหูลืมตา+ 26 พวกฟาริสีตาบอด ล้างถ้วยชามด้านในก่อนสิ แล้วด้านนอกถึงจะสะอาดได้
27 “พวกครูสอนศาสนาและฟาริสี พวกคนเสแสร้ง+ พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะคุณเป็นเหมือนที่ฝังศพทาด้วยสีขาว+ ข้างนอกดูสะอาดงดงาม ส่วนข้างในมีแต่กระดูกคนตายและของโสโครกทุกชนิด 28 พวกคุณก็เป็นอย่างนั้นแหละ ข้างนอกแสร้งทำตัวเป็นคนดีให้คนอื่นเห็น ส่วนข้างในมีแต่ความหลอกลวงและความชั่ว+
29 “พวกครูสอนศาสนาและฟาริสี พวกคนหลอกลวง+ พวกคุณต้องรับโทษหนักแน่ ๆ เพราะคุณสร้างที่ฝังศพของผู้พยากรณ์และตกแต่งอุโมงค์ฝังศพคนของพระเจ้า*+ 30 และพูดว่า ‘ถ้าเราอยู่ในสมัยของบรรพบุรุษ เราจะไม่ยอมร่วมมือกับพวกเขาในการฆ่าผู้พยากรณ์หรอก’ 31 คุณพูดอย่างนี้ก็เท่ากับยอมรับว่า คุณเป็นลูกของคนที่ฆ่าผู้พยากรณ์อยู่แล้ว+ 32 ถ้าอย่างนั้น ก็สานต่อสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกคุณทำไว้ให้จบ ๆ ไปเลยสิ
33 “พวกชาติงูร้าย+ พวกคุณจะพ้นโทษในเกเฮนนา*+ได้ยังไง? 34 ผมจะส่งผู้พยากรณ์+ คนมีปัญญา และครู+มาหาพวกคุณอีก แต่คุณก็จะจับพวกเขาไปฆ่าบ้าง+ ประหารบนเสาบ้าง เฆี่ยน+ในที่ประชุมบ้าง และไล่ล่า+พวกเขาตามเมืองต่าง ๆ 35 ดังนั้น พวกคุณจะต้องรับผิดชอบการตายของคนของพระเจ้า*ทุกคนที่ถูกฆ่าในโลก นับตั้งแต่อาเบล+มาจนถึงเศคาริยาห์ลูกของบารัคยาที่พวกคุณฆ่าตายระหว่างวิหารกับแท่นบูชา+ 36 ผมจะบอกให้รู้ว่า โทษทั้งหมดนั้นจะตกอยู่กับคนสมัยนี้แน่นอน
37 “ชาวเยรูซาเล็ม ชาวเยรูซาเล็มทั้งหลาย ทำไมพวกคุณต้องฆ่าพวกผู้พยากรณ์และเอาหินขว้างคนที่พระเจ้าส่งมาด้วย?+ หลายครั้งแล้วที่ผมอยากจะปกป้องดูแลพวกคุณไว้ เหมือนแม่ไก่ต้อนลูก ๆ ของมันมาไว้ใต้ปีก แต่พวกคุณไม่ยอม+ 38 เพราะอย่างนี้ วิหารหลังนี้*จะถูกทิ้งร้างไว้กับพวกคุณ+ 39 ผมจะบอกให้รู้ว่า คุณจะไม่ได้เห็นผมอีกจนกว่าคุณจะพูดว่า ‘ขอให้ท่านผู้มาในนามพระยะโฮวา*ได้รับพร’”+
24 ตอนที่พระเยซูกำลังเดินออกจากวิหาร พวกสาวกมาหาท่านและชี้ให้ดูอาคารต่าง ๆ ของวิหาร 2 พระเยซูจึงบอกพวกเขาว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า สิ่งที่พวกคุณเห็นทั้งหมดนี้จะถูกทำลายจนสิ้นซาก ไม่เหลือหินซ้อนทับกันแม้แต่ก้อนเดียว”+
3 เมื่อพระเยซูนั่งอยู่บนภูเขามะกอก พวกสาวกเข้ามาถามท่านเป็นส่วนตัวว่า “ช่วยบอกหน่อยได้ไหมครับว่า เรื่องนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะมีอะไรเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าท่านประทับอยู่*+และบอกให้รู้ว่าเราอยู่ในสมัยสุดท้ายของโลกนี้?”*+
4 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ระวังไว้ อย่าให้ใครมาหลอกได้+ 5 เพราะหลายคนจะมาแอบอ้างชื่อผมและบอกว่า ‘ฉันเป็นพระคริสต์’ และจะทำให้คนมากมายเข้าใจผิด+ 6 คุณจะได้ยินเสียงการสู้รบและข่าวสงครามในที่ต่าง ๆ ระวังอย่าตกใจกลัว เพราะทั้งหมดนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่นั่นยังไม่ใช่จุดจบ+
7 “จะมีการสู้รบกันระหว่างประเทศต่อประเทศและอาณาจักรต่ออาณาจักร+ จะเกิดการขาดแคลนอาหารหลายแห่ง+ และจะเกิดแผ่นดินไหวในที่ต่าง ๆ+ 8 ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตอนเริ่มต้นของความทุกข์เหมือนตอนเจ็บท้องใกล้คลอด
9 “แล้วผู้คนจะข่มเหง+และฆ่าพวกคุณ+ และทุกประเทศจะเกลียดชังคุณเพราะคุณเป็นสาวกของผม+ 10 ในตอนนั้นหลายคนจะทิ้งความเชื่อไป คนจะหักหลังกันและเกลียดกัน 11 จะมีผู้พยากรณ์เท็จหลายคนมาหลอกคนมากมายให้หลง+ 12 และความชั่วจะเพิ่มขึ้น ทำให้ความรักของคนส่วนใหญ่ลดน้อยลง 13 แต่คนที่อดทนจนถึงที่สุดจะได้รับการช่วยให้รอด+ 14 จะมีการประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาล*ของพระเจ้าไปทั่วโลก เพื่อให้คนทุกชาติมีโอกาสได้ยิน+ แล้วจุดจบก็จะมาถึง
15 “ผู้พยากรณ์ดาเนียลบอกไว้ว่า จะมีสิ่งน่ารังเกียจที่ทำให้เกิดความรกร้างว่างเปล่ามาอยู่ในที่บริสุทธิ์+ (คนอ่านต้องสังเกตให้ดีถึงจะเข้าใจได้) เมื่อเห็นสิ่งนั้นแล้ว 16 ให้คนที่อยู่ในแคว้นยูเดียเริ่มหนีไปที่ภูเขา+ 17 คนที่อยู่บนดาดฟ้าอย่ากลับเข้าไปเก็บข้าวของในบ้าน 18 และคนที่อยู่ในไร่นาอย่ากลับไปเอาเสื้อชั้นนอก 19 ช่วงเวลานั้นจะน่ากลัวมากสำหรับผู้หญิงท้องและแม่ลูกอ่อนที่กำลังให้นมลูก 20 ให้คุณอธิษฐานบ่อย ๆ เพื่อตอนที่ต้องหนีจะไม่ตรงกับฤดูหนาว*หรือวันสะบาโต 21 เพราะในตอนนั้น จะมีความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่+อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่มีโลกมาจนถึงเดี๋ยวนี้ และจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต+ 22 ที่จริง ถ้าพระเจ้าไม่ทำให้ช่วงเวลานั้นสั้นลง จะไม่มีใครรอดเลย แต่เพื่อเห็นแก่คนที่พระองค์เลือกไว้ พระองค์จะทำให้ช่วงเวลานั้นสั้นลง+
23 “ในตอนนั้น ถ้ามีใครบอกพวกคุณว่า ‘ดูสิ พระคริสต์อยู่นี่’+ หรือ ‘พระคริสต์อยู่นั่น’ อย่าไปหลงเชื่อเขา+ 24 เพราะจะมีพระคริสต์ปลอมและผู้พยากรณ์เท็จ+มาทำการอัศจรรย์และแสดงปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาจะพยายามหลอก+แม้แต่คนที่พระเจ้าเลือกไว้แล้ว 25 อย่าลืมนะ ผมเตือนคุณแล้ว 26 ดังนั้น ถ้ามีใครมาบอกว่า ‘ไปดูสิ พระคริสต์อยู่ในที่กันดาร’ ก็อย่าไป หรือถ้ามีคนบอกว่า ‘มาดูสิ พระคริสต์อยู่ห้องข้างใน’ อย่าหลงเชื่อเขา+ 27 การประทับ*ของ ‘ลูกมนุษย์’ จะเหมือนกับฟ้าแลบที่เกิดทางทิศตะวันออกแต่มองเห็นได้ไกลถึงทิศตะวันตก+ 28 ซากศพอยู่ที่ไหน นกอินทรีก็จะรวมตัวกันอยู่ที่นั่น+
29 “ทันทีหลังจากความทุกข์ยากลำบากในเวลานั้น ดวงอาทิตย์จะมืดไป+ ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง ดวงดาวจะตกจากฟ้า และสิ่งที่มีอำนาจในฟ้าสวรรค์จะสั่นสะเทือน+ 30 ตอนนั้น จะมีสัญญาณในท้องฟ้าที่บอกให้รู้ว่า ‘ลูกมนุษย์’ กำลังมา แล้วคนทุกชาติ*ทั่วโลกจะร้องไห้คร่ำครวญ+ และพวกเขาจะเห็น ‘ลูกมนุษย์’+ มาบนเมฆในท้องฟ้าด้วยอำนาจและรัศมีแรงกล้า+ 31 และท่านจะส่งพวกทูตสวรรค์ของท่านออกไปพร้อมกับเสียงแตรดังสนั่น และทูตสวรรค์จะรวบรวมคนที่พระเจ้าเลือกไว้จากทั้งสี่ทิศ จากขอบฟ้าด้านหนึ่งถึงขอบฟ้าอีกด้านหนึ่ง+
32 “ดูต้นมะเดื่อเป็นตัวอย่างสิ เมื่อมันแตกกิ่งอ่อนและผลิใบ คุณก็รู้ว่าใกล้จะถึงฤดูร้อนแล้ว+ 33 คล้ายกัน เมื่อคุณเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ คุณก็จะรู้ว่าท่านมาใกล้แล้ว ที่จริงท่านอยู่ตรงประตูแล้ว+ 34 ผมจะบอกให้รู้ว่า คนรุ่นนี้จะไม่ตายไปก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้น 35 ฟ้าสวรรค์และโลกจะสูญสิ้นไป แต่คำพูดของผมจะไม่มีวันสูญหายไปเลย+
36 “วันเวลานั้นไม่มีใครรู้+ แม้แต่ทูตสวรรค์หรือผมเองที่เป็นลูกของพระเจ้าก็ไม่รู้ มีแต่พระเจ้าผู้เป็นพ่อเท่านั้นที่รู้+ 37 สมัยของโนอาห์เป็นอย่างไร+ การประทับ*ของ ‘ลูกมนุษย์’ ก็จะเป็นอย่างนั้น+ 38 เพราะในช่วงก่อนน้ำท่วม ผู้คนกินดื่ม แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ*+ 39 พวกนั้นไม่สนใจจนน้ำมาท่วมและกวาดพวกเขาไปจนหมด+ การประทับของ ‘ลูกมนุษย์’ ก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ 40 ในเวลานั้น ผู้ชาย 2 คนจะอยู่ในไร่นา คนหนึ่งจะถูกพาไป แต่อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้ 41 ผู้หญิง 2 คนจะโม่แป้งอยู่ คนหนึ่งจะถูกพาไป แต่อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้+ 42 ดังนั้น ให้เฝ้าระวังอยู่เสมอ เพราะคุณไม่รู้ว่าผู้เป็นนายของคุณจะมาวันไหน+
43 “อย่าลืมว่า ถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่าขโมยจะขึ้นบ้านเวลาไหน*+ เขาจะไม่หลับไม่นอนและไม่ปล่อยให้ขโมยงัดเข้ามาในบ้านแน่ ๆ+ 44 คุณเองก็ต้องเตรียมพร้อมอย่างนั้นด้วย+ เพราะ ‘ลูกมนุษย์’ จะมาในเวลาที่คุณคาดไม่ถึง
45 “จริง ๆ แล้ว ใครเป็นทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม*ที่นายตั้งไว้ให้ดูแลพวกคนรับใช้ และแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขาตามเวลาที่เหมาะสม?+ 46 เมื่อนายมาและเห็นทาสกำลังทำงานนั้นอย่างดี ทาสคนนั้นจะมีความสุข+ 47 ผมจะบอกให้รู้ว่า นายจะตั้งเขาให้ดูแลทรัพย์สมบัติทั้งหมดของนาย
48 “แต่ถ้าทาสคนนั้นชั่วและคิดในใจว่า ‘นายเรายังไม่มาหรอก’+ 49 แล้วเริ่มตีเพื่อนทาสและร่วมวงกินดื่มกับคนขี้เมา 50 นายของเขาจะมาในวันที่เขาคาดไม่ถึงและในเวลาที่เขาไม่รู้ตัว+ 51 และจะลงโทษเขาอย่างหนักที่สุด แล้วไล่ให้ไปอยู่กับพวกคนหลอกลวง ที่นั่นเขาจะร้องห่มร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ+
25 “ในเวลานั้น รัฐบาล*สวรรค์เปรียบได้กับหญิงสาวบริสุทธิ์ 10 คนที่ถือตะเกียง+ออกไปรับเจ้าบ่าว+ 2 ในจำนวนนั้น มีหญิงสาว 5 คนเป็นคนโง่และอีก 5 คนเป็นคนฉลาด*+ 3 พวกหญิงสาวที่โง่ถือตะเกียงออกไปแต่ไม่เอาน้ำมันสำรองไปด้วย 4 ส่วนพวกหญิงสาวที่ฉลาดเอาน้ำมันสำรองไปพร้อมกับตะเกียง 5 เมื่อเจ้าบ่าวมาช้า พวกเธอทั้ง 10 คนก็ง่วงแล้วเผลอหลับไป 6 ตอนกลางดึก มีเสียงคนตะโกนว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว รีบมาต้อนรับเร็ว!’ 7 หญิงสาวบริสุทธิ์ทุกคนก็ลุกขึ้นเพื่อเตรียมตะเกียงให้พร้อม+ 8 หญิงสาวที่โง่พูดกับหญิงสาวที่ฉลาดว่า ‘แบ่งน้ำมันให้พวกเราหน่อยสิ เพราะตะเกียงของพวกเราจวนจะดับอยู่แล้ว’ 9 พวกที่ฉลาดตอบว่า ‘พวกเรามีน้ำมันไม่พอสำหรับทุกคนหรอก ไปหาซื้อจากคนขายน้ำมันเถอะ’ 10 แต่ตอนที่หญิงสาวที่โง่ไปซื้อน้ำมันอยู่ เจ้าบ่าวก็มาถึง หญิงสาวที่เตรียมพร้อมก็ได้เข้าไปในงานแต่งงาน+กับเจ้าบ่าว แล้วประตูก็ปิด 11 พอหญิงสาวที่โง่ 5 คนนั้นกลับมาก็ร้องเรียกว่า ‘ท่านคะ ท่านคะ เปิดประตูให้พวกเราหน่อยค่ะ’+ 12 เจ้าบ่าวตอบว่า ‘ผมจะบอกให้รู้ว่า ผมไม่รู้จักพวกคุณเลย’
13 “ดังนั้น ให้เฝ้าระวังอยู่เสมอ+ เพราะคุณไม่รู้ว่าวันเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่+
14 “รัฐบาลสวรรค์ยังเปรียบเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ก่อนจะไป เขาเรียกทาสของเขามาหาแล้วฝากทรัพย์สินให้พวกเขาดูแล+ 15 เขาให้เงินกับทาสคนหนึ่ง 5 ตะลันต์* อีกคนหนึ่ง 2 ตะลันต์ และคนสุดท้าย 1 ตะลันต์ เขาแบ่งให้ตามความสามารถของทาสแต่ละคน แล้วเขาก็ออกเดินทาง 16 ทาสที่ได้รับ 5 ตะลันต์เอาเงินนั้นไปค้าขายทันทีแล้วได้กำไร 5 ตะลันต์ 17 ทาสที่ได้รับ 2 ตะลันต์ก็เอาเงินไปค้าขายเหมือนกันและได้กำไร 2 ตะลันต์ 18 แต่ทาสที่ได้รับตะลันต์เดียวกลับเอาเงินของนายไปฝังดินไว้
19 “หลังจากเวลาผ่านไปนาน นายก็กลับมาและเรียกพวกทาสมาถามว่าเอาเงินไปทำอะไรกันบ้าง+ 20 ทาสที่ได้รับ 5 ตะลันต์ก็เอาเงินทุนและกำไรอีก 5 ตะลันต์มาให้นายและพูดว่า ‘นายท่าน ท่านฝากเงินไว้กับผม 5 ตะลันต์ ดูสิครับ ผมได้กำไรมาอีก 5 ตะลันต์’+ 21 นายจึงพูดกับเขาว่า ‘ดีมาก คุณเป็นทาสที่ดีและซื่อสัตย์ คุณดูแลของเล็กน้อยที่ผมฝากไว้อย่างซื่อสัตย์ ผมจะตั้งคุณให้ดูแลของมากขึ้นอีก+ มาร่วมยินดีด้วยกันกับผมเถอะ’+ 22 แล้วทาสที่ได้รับ 2 ตะลันต์ก็เข้ามาหานายและพูดว่า ‘นายท่าน ท่านฝากเงินไว้กับผม 2 ตะลันต์ ดูสิครับ ผมได้กำไรมาอีก 2 ตะลันต์’+ 23 นายจึงพูดกับเขาว่า ‘ดีมาก คุณเป็นทาสที่ดีและซื่อสัตย์ คุณดูแลของเล็กน้อยที่ผมฝากไว้อย่างซื่อสัตย์ ผมจะตั้งคุณให้ดูแลของมากขึ้นอีก มาร่วมยินดีด้วยกันกับผมเถอะ’
24 “สุดท้าย ทาสที่ได้รับตะลันต์เดียวก็เข้ามาหานายและพูดว่า ‘นายท่าน ผมรู้ว่าท่านเป็นคนชอบเรียกร้องจากคนอื่น ท่านเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่านและเก็บรวบรวมสิ่งที่ท่านไม่ได้ลงทุนลงแรง+ 25 ผมก็เลยกลัว และเอาเงินของท่านไปฝังดินไว้ นี่ไงครับเงินของท่าน’ 26 นายจึงพูดกับเขาว่า ‘เจ้าทาสชั่วและขี้เกียจ ในเมื่อคุณรู้ว่าผมเก็บเกี่ยวสิ่งที่ผมไม่ได้หว่านและเก็บรวบรวมสิ่งที่ผมไม่ได้ลงทุนลงแรง 27 ถ้าอย่างนั้น คุณก็น่าจะเอาเงินไปฝากธนาคารไว้ แล้วเมื่อผมกลับมา ผมจะได้รับเงินคืนพร้อมกับดอกเบี้ยด้วย’
28 “แล้วนายก็สั่งพวกคนรับใช้ว่า ‘เอาเงิน 1 ตะลันต์จากเขาไปให้คนที่มี 10 ตะลันต์+ 29 เพราะทุกคนที่มีอยู่แล้วจะได้รับมากขึ้นและเขาจะมีอย่างเหลือเฟือ แต่คนที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่เขามีอยู่ไม่มากก็จะถูกเอาไป+ 30 ส่วนทาสที่ไม่เอาไหนคนนี้ โยนเขาออกไปที่มืดข้างนอก ที่นั่นเขาจะร้องห่มร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ’
31 “เมื่อ ‘ลูกมนุษย์’+ มาในฐานะผู้มีอำนาจพร้อมกับทูตสวรรค์ทั้งหมด+ ท่านจะนั่งบนบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ของท่าน 32 คนทุกชาติจะถูกรวบรวมมาอยู่ต่อหน้าท่าน และท่านจะแยกผู้คนออกจากกัน เหมือนผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ 33 แล้วท่านจะให้แกะ+อยู่ข้างขวาของท่าน แต่ให้แพะอยู่ข้างซ้าย+
34 “แล้วกษัตริย์จะพูดกับคนที่อยู่ข้างขวาว่า ‘มาสิ พวกคุณที่ได้รับพรจากพ่อของผม มารับประโยชน์จากรัฐบาลของพระเจ้า*ที่เตรียมไว้ให้พวกคุณตั้งแต่เริ่มมีโลกนี้* 35 เพราะเมื่อผมหิว คุณก็ให้ผมกิน เมื่อผมกระหายน้ำ คุณก็ให้ผมดื่ม ตอนที่ผมเป็นแขกแปลกหน้า คุณก็มีน้ำใจต้อนรับผมเข้าบ้าน+ 36 ผมไม่มีเสื้อผ้าใส่ คุณก็หาเสื้อผ้ามาให้+ ตอนผมป่วย คุณก็ดูแล เมื่อผมติดคุก คุณก็มาเยี่ยม’+ 37 แล้วคนที่เชื่อฟังพระเจ้า*จะบอกกษัตริย์ว่า ‘นายท่าน พวกเราเห็นท่านหิวแล้วเอาอาหารให้ท่านตั้งแต่เมื่อไหร่? พวกเราเห็นท่านกระหายน้ำแล้วให้ท่านดื่มน้ำตอนไหน?+ 38 เมื่อไหร่ที่พวกเราเห็นท่านเป็นแขกแปลกหน้าแล้วมีน้ำใจต้อนรับท่านเข้าบ้าน หรือเห็นท่านไม่มีเสื้อผ้าใส่แล้วหาเสื้อผ้ามาให้? 39 และพวกเราเห็นท่านป่วยหรือติดคุกแล้วไปเยี่ยมท่านตอนไหน?’ 40 และกษัตริย์จะตอบพวกเขาว่า ‘ผมจะบอกให้รู้ว่า ที่พวกคุณได้ทำอย่างนั้นกับพี่น้องของผมแม้แต่คนที่ดูต่ำต้อยที่สุด ก็เหมือนพวกคุณได้ทำกับผมด้วย’+
41 “แล้วกษัตริย์จะพูดกับพวกที่อยู่ข้างซ้ายว่า ‘พวกคนที่ถูกสาปแช่ง+ ไปให้พ้น เข้าไปในไฟที่ไม่มีวันดับ*+ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารและทูตสวรรค์ที่อยู่ฝ่ายมัน+ 42 เพราะเมื่อผมหิว คุณก็ไม่ให้อะไรผมกิน และเมื่อผมกระหายน้ำ คุณก็ไม่ให้อะไรผมดื่ม 43 เมื่อผมเป็นแขกแปลกหน้า คุณก็ไม่มีน้ำใจต้อนรับ ตอนผมไม่มีเสื้อผ้าใส่ คุณก็ไม่หาเสื้อผ้ามาให้ ตอนที่ผมป่วยและติดคุก คุณก็ไม่ได้ดูแล’ 44 แล้วพวกเขาจะพูดแบบเดียวกันว่า ‘นายท่าน ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พวกผมเห็นท่านหิว หรือกระหายน้ำ หรือเป็นแขกแปลกหน้า หรือไม่มีเสื้อผ้าใส่ หรือป่วย หรือติดคุกแล้วไม่ได้ดูแลท่าน?’ 45 แล้วท่านจะตอบพวกเขาว่า ‘ผมจะบอกให้รู้ว่า ที่พวกคุณไม่ได้ทำอย่างนั้นกับพี่น้องของผมแม้แต่คนที่ดูต่ำต้อยที่สุด ก็เหมือนพวกคุณไม่ได้ทำกับผมด้วย’+ 46 และคนพวกนี้จะถูกทำลายตลอดไป+ แต่คนที่เชื่อฟังพระเจ้า*จะได้ชีวิตตลอดไป”+
26 หลังจากพูดเรื่องทั้งหมดนั้นแล้ว พระเยซูก็บอกพวกสาวกว่า 2 “พวกคุณรู้ว่าอีก 2 วันจะเป็นเทศกาลปัสกา+ และ ‘ลูกมนุษย์’ จะถูกมอบให้ศัตรูประหารบนเสา”+
3 เวลานั้น พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้นำชาวยิวมาประชุมกันในลานบ้านของมหาปุโรหิตชื่อเคยาฟาส+ 4 พวกเขาวางแผนร้าย*+เพื่อจะจับพระเยซูไปฆ่า 5 แต่พวกเขาพูดกันว่า “อย่าเพิ่งทำในช่วงเทศกาล เดี๋ยวจะเกิดความวุ่นวายในหมู่ประชาชน”
6 เมื่อพระเยซูอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี ในบ้านของซีโมนที่เคยเป็นโรคเรื้อน+ 7 ผู้หญิงคนหนึ่งถือขวด*ใส่น้ำมันหอมราคาแพงเข้ามาหาพระเยซู และเทน้ำมันหอมลงบนหัวของท่านตอนที่กำลังกินอาหารอยู่ 8 พอพวกสาวกเห็นอย่างนั้นก็ไม่พอใจและพูดกันว่า “ทำไมทำเสียของอย่างนี้ล่ะ? 9 เพราะถ้าเอาไปขายก็คงได้เงินเยอะ แล้วเอาไปแจกคนจนดีกว่า” 10 พระเยซูรู้ว่าพวกเขาพูดอะไร จึงบอกว่า “ไปว่าเธอทำไม? เธอทำดีกับผม 11 คนจนจะอยู่กับพวกคุณไปตลอด+ แต่ผมจะอยู่กับพวกคุณอีกไม่นาน+ 12 ที่ผู้หญิงคนนี้เทน้ำมันหอมชโลมตัวผม ก็เพื่อเตรียมผมไว้สำหรับการฝังศพ+ 13 ผมจะบอกให้รู้ว่า ไม่ว่าข่าวดีจะประกาศไปที่ไหนในโลก สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำก็จะเล่าลือไปถึงที่นั่น และผู้คนจะจดจำเธอไว้”+
14 มีคนหนึ่งในอัครสาวก 12 คนชื่อยูดาสอิสคาริโอท+ไปหาพวกปุโรหิตใหญ่+ 15 และถามว่า “ถ้าผมช่วยให้พวกคุณจับพระเยซูได้+ พวกคุณจะให้อะไรผม?” พวกปุโรหิตใหญ่ตกลงจะให้เหรียญเงินเขา 30 เหรียญ+ 16 ตั้งแต่นั้นมา ยูดาสก็คอยหาโอกาสเหมาะ ๆ ที่จะบอกพวกนั้นให้มาจับพระเยซู
17 ในวันแรก*ของเทศกาลขนมปังไม่ใส่เชื้อ+ พวกสาวกมาถามพระเยซูว่า “ท่านอยากให้พวกเราเตรียมอาหารสำหรับปัสกาไว้ที่ไหนดี?”+ 18 พระเยซูตอบว่า “เข้าไปในเมืองแล้วคุณจะเจอผู้ชายคนหนึ่ง ให้บอกเขาว่า ‘อาจารย์บอกว่า “เวลาที่กำหนดไว้สำหรับผมใกล้จะถึงแล้ว ผมจะใช้บ้านของคุณฉลองปัสกากับสาวก”’” 19 พวกสาวกก็ทำตามที่พระเยซูสั่ง แล้วเตรียมการฉลองปัสกาไว้
20 พอถึงตอนค่ำ+ พระเยซูก็นั่งเอนตัวอยู่ที่โต๊ะอาหารกับสาวก 12 คน+ 21 ตอนที่กินอาหารกันอยู่นั้น พระเยซูพูดว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า คนหนึ่งในพวกคุณจะทรยศผม”+ 22 พอพวกสาวกได้ยินก็ไม่สบายใจมาก พวกเขาแต่ละคนจึงถามพระเยซูว่า “คงไม่ใช่ผมนะ อาจารย์?” 23 พระเยซูตอบว่า “คนที่จิ้มในชามใบนี้พร้อมกับผมนั่นแหละคือคนที่จะทรยศผม+ 24 ถึงแม้ ‘ลูกมนุษย์’ จะต้องตายอย่างที่พระคัมภีร์บอกไว้ แต่คนที่ทรยศ+ ‘ลูกมนุษย์’ จะต้องพินาศ+ ถ้าคนนั้นไม่ได้เกิดมาเลยก็ดีกว่า”+ 25 ยูดาสคนที่จะทรยศพระเยซูถามว่า “คงไม่ใช่ผมนะ อาจารย์?” ท่านตอบเขาว่า “คุณก็รู้คำตอบอยู่แล้วนี่”
26 ตอนที่กินอาหารกันอยู่ พระเยซูหยิบขนมปังแผ่นหนึ่ง อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า หัก+ส่งให้พวกสาวกแล้วพูดว่า “รับไปกินสิ นี่หมายถึงร่างกายของผม”+ 27 จากนั้นพระเยซูก็หยิบถ้วยขึ้นมา อธิษฐานขอบคุณ ส่งให้พวกเขาแล้วพูดว่า “ให้ทุกคนดื่มจากถ้วยนี้+ 28 เพราะนี่หมายถึงเลือดของผม เป็น ‘เลือด+ที่ทำให้สัญญา+มีผลบังคับใช้’ ซึ่งจะต้องสละเพื่อให้คนจำนวนมาก+ได้รับการอภัยบาป+ 29 แต่ผมจะบอกให้รู้ว่า ผมจะไม่ดื่มเหล้าองุ่นอีกเลย จนกว่าจะถึงวันนั้นที่ผมจะดื่มเหล้าองุ่นใหม่กับพวกคุณตอนที่อยู่ในรัฐบาล*ของพระเจ้าผู้เป็นพ่อของผม”+ 30 ในตอนท้าย พระเยซูกับพวกสาวกร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า* แล้วก็ออกไปที่ภูเขามะกอก+
31 พระเยซูบอกพวกเขาว่า “คืนนี้ พวกคุณจะทิ้งผมไปหมดเพราะเรื่องที่จะเกิดขึ้นกับผม ตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘เราจะฆ่าคนเลี้ยงแกะ และแกะในฝูงจะกระเจิดกระเจิงไป’+ 32 แต่เมื่อผมฟื้นขึ้นจากตายแล้ว ผมจะไปรอพวกคุณที่แคว้นกาลิลี”+ 33 เปโตรบอกพระเยซูว่า “ถึงทุกคนจะทิ้งท่านไปหมดเพราะเรื่องที่จะเกิดขึ้นกับท่าน แต่ผมจะไม่มีวันทิ้งท่านเลย”+ 34 พระเยซูบอกเขาว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า คืนนี้ก่อนไก่ขัน คุณจะปฏิเสธผมถึง 3 ครั้ง”+ 35 เปโตรบอกพระเยซูว่า “ต่อให้ผมต้องตายพร้อมกับท่าน ผมจะไม่ปฏิเสธท่านเด็ดขาด”+ สาวกทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน
36 พระเยซูกับพวกสาวกเดินมาถึงสวนที่เรียกว่าเกทเสมนี+ แล้วท่านบอกพวกเขาว่า “นั่งรอตรงนี้กันก่อนนะ ผมจะไปอธิษฐานที่โน่น”+ 37 พระเยซูพาเปโตรกับลูกชายทั้งสองของเศเบดีไปด้วย พอถึงตอนนี้ ท่านรู้สึกเศร้าและทุกข์ใจมาก+ 38 ท่านจึงบอกพวกเขาว่า “ผมเป็นทุกข์จนแทบจะขาดใจอยู่แล้ว พวกคุณอยู่ที่นี่ เฝ้าระวังด้วยกันกับผมนะ”+ 39 แล้วพระเยซูก็เดินเลยไปอีกหน่อยหนึ่ง ซบหน้าลงอธิษฐานว่า+ “พ่อครับ ถ้าเป็นได้ ขอให้ถ้วยนี้*+ผ่านพ้นไปจากผม แต่อย่าให้เป็นไปตามความต้องการของผม ขอให้เป็นไปตามที่พ่อต้องการเถอะ”+
40 พระเยซูกลับมาหาพวกสาวกและเห็นพวกเขาหลับอยู่ ท่านจึงบอกเปโตรว่า “คุณจะเฝ้าระวังด้วยกันกับผมสักชั่วโมงหนึ่งไม่ได้หรือ?+ 41 คุณต้องเฝ้าระวังอยู่เสมอ+และอธิษฐานอยู่เรื่อย ๆ+เพื่อจะไม่พลาดเมื่อถูกทดสอบ+ ใจสู้*ก็จริง แต่ร่างกายยังอ่อนแอ”+ 42 พระเยซูแยกตัวไปอีกเป็นครั้งที่สอง และอธิษฐานว่า “พ่อครับ ถ้าถ้วยนี้พ้นไปจากผมไม่ได้และผมต้องดื่มจริง ๆ ก็ขอให้เป็นไปตามที่พ่อต้องการ”+ 43 เมื่อพระเยซูกลับมาก็เห็นพวกสาวกหลับอยู่เพราะง่วงมาก 44 ท่านจึงปล่อยพวกเขาไว้ แล้วไปอธิษฐานเหมือนเดิมอีกเป็นครั้งที่สาม 45 แล้วพระเยซูกลับมาหาพวกสาวกและบอกพวกเขาว่า “ในเวลาอย่างนี้พวกคุณยังหลับพักผ่อนกันอยู่อีกหรือ ตอนนี้จวนจะถึงเวลาที่ ‘ลูกมนุษย์’ จะถูกมอบไว้ในมือคนบาปแล้ว 46 ลุกขึ้นไปกันเถอะ คนที่ทรยศผมมาแล้ว” 47 พระเยซูพูดยังไม่ทันขาดคำ ยูดาสซึ่งเป็นคนหนึ่งในอัครสาวก 12 คนก็มาถึงพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่ที่ถือดาบถือกระบอง พวกนี้เป็นคนของพวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้นำชาวยิว+
48 คนที่ทรยศพระเยซูตกลงกับพวกนั้นไว้แล้วว่า “ถ้าผมจูบคนไหน ก็ให้จับคนนั้น” 49 ยูดาสตรงเข้ามาหาพระเยซูและพูดว่า “สวัสดีครับ อาจารย์” แล้วจูบท่านอย่างนุ่มนวล 50 แต่พระเยซูพูดกับเขาว่า “คุณมาทำอะไรที่นี่กันแน่?”+ แล้วพวกนั้นก็เข้ามาจับกุมตัวท่าน 51 แต่คนหนึ่งที่อยู่กับพระเยซูได้ชักดาบออกฟันทาสของมหาปุโรหิตโดนหูเขาขาด+ 52 พระเยซูบอกคนนั้นว่า “เก็บดาบใส่ฝักซะ+ เพราะทุกคนที่ใช้ดาบจะตายด้วยดาบ+ 53 คุณคิดว่าผมจะขอความช่วยเหลือจากพ่อผมไม่ได้หรือ พระองค์จะส่งทูตสวรรค์มากกว่า 12 กองมาช่วยผมตอนนี้เลยก็ได้+ 54 แต่ถ้าผมทำอย่างนั้น สิ่งที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์จะเป็นจริงได้ยังไง?” 55 แล้วพระเยซูพูดกับคนกลุ่มใหญ่นั้นว่า “ทำไมต้องถือดาบถือกระบองมาจับผมเหมือนจับโจรด้วย? ผมนั่งสอนในวิหารทุกวัน+ พวกคุณก็ไม่เห็นมาจับ+ 56 แต่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ก็เพื่อข้อความที่พวกผู้พยากรณ์เขียนไว้จะเป็นจริง”+ แล้วสาวกทุกคนก็ทิ้งพระเยซูและหนีไป+
57 พวกนั้นคุมตัวพระเยซูไปที่บ้านมหาปุโรหิตเคยาฟาส+ พวกครูสอนศาสนาและพวกผู้นำชาวยิวก็รวมตัวกันอยู่ที่นั่นแล้ว+ 58 ส่วนเปโตรตามพระเยซูไปห่าง ๆ จนถึงลานบ้านมหาปุโรหิต แล้วเข้าไปนั่งอยู่กับพวกคนรับใช้เพื่อคอยดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น+
59 พวกปุโรหิตใหญ่กับสมาชิกทุกคนของศาลแซนเฮดรินก็หาพยานเท็จมาใส่ร้ายพระเยซูเพื่อจะได้ประหารท่าน+ 60 แต่ถึงจะมีพยานเท็จหลายคนมาให้การ พวกเขาก็ยังหาหลักฐานไม่ได้+ ในที่สุดก็มี 2 คนมาให้การว่า 61 “คนนี้เคยพูดว่า ‘ผมสามารถทำลายวิหารของพระเจ้า แล้วสร้างขึ้นใหม่ภายใน 3 วัน’”+ 62 มหาปุโรหิตก็ลุกขึ้นพูดกับพระเยซูว่า “คุณจะไม่แก้ตัวอะไรเลยหรือ? ที่เขากล่าวหามาทั้งหมดนี้ คุณจะว่ายังไง?”+ 63 แต่พระเยซูไม่ตอบ+ มหาปุโรหิตจึงพูดกับท่านว่า “ผมขอสั่งให้คุณสาบานในนามของพระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่ตลอดไป บอกมาว่า คุณเป็นพระคริสต์ ลูกของพระเจ้าจริงหรือไม่”+ 64 พระเยซูตอบเขาว่า “เป็นอย่างที่คุณพูด และผมจะบอกคุณว่า จากนี้ไป พวกคุณจะเห็น ‘ลูกมนุษย์’+ นั่งข้างขวาของพระองค์ผู้มีฤทธิ์อำนาจ*+ และจะเห็นท่านมาบนเมฆในท้องฟ้า”+ 65 แล้วมหาปุโรหิตก็ฉีกเสื้อชั้นนอกของตัวเองและพูดว่า “เขาหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว เรายังต้องมีพยานอีกหรือ? พวกคุณก็ได้ยินแล้วนี่ว่าเขาหมิ่นประมาทพระเจ้า 66 พวกคุณคิดว่าควรทำยังไงกับเขาดี?” คนพวกนั้นตอบว่า “เขาต้องตายสถานเดียว”+ 67 แล้วพวกเขาก็ถุยน้ำลายใส่หน้าพระเยซู+และชกท่าน+ บางคนก็ตบหน้าท่าน+ 68 และพูดว่า “ไหนพระคริสต์ ทายมาสิว่าใครตบ?”
69 ตอนนั้นเปโตรนั่งอยู่ข้างนอกที่ลานบ้าน มีสาวใช้คนหนึ่งเข้ามาทักเขาว่า “คุณเคยอยู่กับเยซูชาวกาลิลีนี่”+ 70 แต่เปโตรปฏิเสธต่อหน้าทุกคนที่นั่นว่า “พูดอะไร ผมไม่รู้เรื่อง” 71 แล้วเปโตรก็ไปอยู่ตรงซุ้มประตูทางเข้า มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งเห็นเขาและพูดกับคนที่อยู่แถวนั้นว่า “คนนี้เคยอยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธนี่”+ 72 เปโตรปฏิเสธอีกว่า “สาบานได้ ผมไม่รู้จักคนนั้นจริง ๆ” 73 ต่อมา ผู้คนที่ยืนอยู่แถวนั้นก็เข้ามาพูดกับเปโตรว่า “เออใช่ คุณเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่ ๆ สำเนียงของคุณมันฟ้อง” 74 เปโตรบอกว่าถ้าเขาโกหกขอให้พระเจ้าลงโทษ และพูดด้วยว่า “สาบานได้ ผมไม่รู้จักคนนั้นจริง ๆ” ทันใดนั้นไก่ก็ขัน 75 แล้วเปโตรก็นึกถึงคำพูดของพระเยซูที่ว่า “ก่อนไก่ขัน คุณจะปฏิเสธผมถึง 3 ครั้ง”+ เขาจึงออกไปร้องไห้เสียใจอย่างหนัก
27 พอรุ่งเช้า พวกปุโรหิตใหญ่และผู้นำชาวยิวทุกคนก็มาประชุมปรึกษากันเพื่อจะประหารพระเยซู+ 2 พวกเขามัดท่าน แล้วส่งตัวให้ผู้ว่าราชการปีลาต+
3 เมื่อยูดาสคนทรยศเห็นว่าพระเยซูถูกตัดสินลงโทษก็รู้สึกเสียใจ จึงเอาเหรียญเงิน 30 เหรียญไปคืนให้พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกผู้นำชาวยิว+ 4 และพูดว่า “ผมทำผิดไปแล้วที่มอบคนไม่มีความผิดให้พวกคุณ” พวกเขาบอกว่า “นั่นมันเรื่องของคุณ ไม่เกี่ยวกับพวกเรา” 5 ยูดาสจึงโยนเหรียญเงินไว้ในวิหาร แล้วออกไปผูกคอตาย+ 6 พวกปุโรหิตใหญ่เอาเงินนั้นมาและพูดว่า “นี่เป็นเงินเปื้อนเลือด จะเอามารวมกับเงินของวิหารไม่ได้” 7 พวกเขาจึงปรึกษากัน แล้วเอาเงินนั้นไปซื้อที่ดินของช่างปั้นหม้อเพื่อใช้เป็นที่ฝังศพไร้ญาติ 8 ที่ตรงนั้นจึงถูกเรียกว่า “ทุ่งเลือด”+ จนถึงทุกวันนี้ 9 ดังนั้น สิ่งที่พระเจ้าบอกไว้ผ่านผู้พยากรณ์เยเรมีย์*ก็เป็นจริงที่ว่า “พวกเขาเอาเงิน 30 เหรียญ ที่ชาวอิสราเอลบางคนได้ตั้งเป็นค่าตัวของคนนั้น 10 ไปซื้อทุ่งของช่างปั้นหม้อ ตามที่พระยะโฮวา*สั่งผมไว้”+
11 เมื่อพระเยซูยืนอยู่ต่อหน้าผู้ว่าราชการ เขาถามพระเยซูว่า “คุณเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ?” พระเยซูตอบว่า “ผมเป็นอย่างที่คุณพูด”+ 12 แต่เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้นำชาวยิวกล่าวหาพระเยซู ท่านกลับไม่ตอบอะไรเลย+ 13 ปีลาตจึงถามพระเยซูว่า “คุณไม่ได้ยินหรือที่พวกเขากล่าวหาคุณตั้งหลายเรื่อง?” 14 แต่พระเยซูก็ไม่ตอบผู้ว่าราชการเลยสักคำ ทำให้เขาแปลกใจมาก
15 ในช่วงเทศกาลปัสกา ผู้ว่าราชการมีธรรมเนียมให้ประชาชนเลือกปล่อยตัวนักโทษได้คนหนึ่ง+ 16 ตอนนั้น มีนักโทษที่มีชื่อฉาวโฉ่คนหนึ่งชื่อบารับบัส 17 เมื่อประชาชนมาชุมนุมกัน ปีลาตจึงถามพวกเขาว่า “อยากให้ผมปล่อยคนไหน บารับบัสหรือเยซูที่เรียกกันว่าพระคริสต์?” 18 ปีลาตรู้ว่าพวกนั้นส่งตัวพระเยซูมาเพราะความอิจฉา 19 นอกจากนั้น ตอนที่เขานั่งอยู่บนบัลลังก์พิพากษา ภรรยาของเขาใช้คนมาบอกว่า “ผู้ชายคนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์ ฉันฝันเรื่องเขา มันน่ากลัวมาก อย่าไปทำอะไรเขาเลย” 20 แต่พวกปุโรหิตใหญ่และพวกผู้นำชาวยิวยุประชาชนให้ขอปีลาตปล่อยบารับบัส+และประหารพระเยซู+ 21 ผู้ว่าราชการถามประชาชนอีกครั้งว่า “สองคนนี้ พวกคุณอยากให้ผมปล่อยคนไหน?” พวกเขาตอบว่า “บารับบัส” 22 ปีลาตพูดกับพวกเขาว่า “ถ้าอย่างนั้น จะให้ทำอะไรกับเยซูที่เรียกกันว่าพระคริสต์?” พวกเขาทั้งหมดพูดว่า “ตรึงเขาบนเสา!”*+ 23 ปีลาตพูดว่า “ทำไมล่ะ? เขาทำผิดอะไร?” แต่พวกเขายิ่งตะโกนดังขึ้นอีกว่า “ตรึงเขาบนเสา!”+
24 เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล และเริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นแล้ว ปีลาตจึงเอาน้ำมาล้างมือต่อหน้าประชาชนและพูดว่า “ผมไม่เกี่ยวข้องกับการตายของคนนี้แล้ว พวกคุณต้องรับผิดชอบกันเอง” 25 พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พวกเรากับลูก ๆ จะรับผิดชอบการตายของเขาเอง”+ 26 ปีลาตจึงปล่อยบารับบัสให้พวกเขา จากนั้นก็สั่งทหารให้เฆี่ยน+พระเยซูแล้วเอาไปประหารบนเสา+
27 ทหารของผู้ว่าราชการจึงนำตัวพระเยซูเข้าไปในบ้านผู้ว่าราชการ และเรียกทหารทั้งกองมาล้อมท่านไว้+ 28 พวกเขาถอดเสื้อผ้าของพระเยซูออก แล้วเอาเสื้อคลุมสีแดงเข้มมาใส่ให้แทน+ 29 พวกทหารเอาหนามสานเป็นมงกุฎมาสวมหัวท่านและเอาไม้อ้อใส่ในมือขวาของท่าน แล้วพวกเขาก็แกล้งทำเป็นคุกเข่าลงต่อหน้าพระเยซูและล้อเลียนว่า “ขอคำนับกษัตริย์ของชาวยิว” 30 จากนั้น พวกเขาก็ถุยน้ำลายใส่พระเยซู+และเอาไม้อ้อมาตีหัวท่าน 31 เมื่อล้อเลียนจนพอใจแล้ว พวกเขาก็ถอดเสื้อคลุมสีแดงเข้มออก ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมให้ แล้วนำตัวพระเยซูไปตรึงบนเสา+
32 ระหว่างทาง พวกทหารเห็นซีโมนชาวไซรีน ก็สั่งเขาให้แบกเสาทรมาน*ของพระเยซู+ 33 เมื่อมาถึงที่แห่งหนึ่งชื่อกลโกธา ซึ่งแปลว่ากะโหลก+ 34 พวกเขาเอาเหล้าองุ่นผสมกับน้ำดี*ให้พระเยซูดื่ม+ แต่พอชิมดูแล้วท่านก็ไม่ยอมดื่ม 35 เมื่อพวกทหารตรึงพระเยซูบนเสาแล้ว ก็เอาเสื้อชั้นนอกของท่านมาจับฉลากแบ่งกัน+ 36 และพวกเขานั่งเฝ้าท่านอยู่ที่นั่น 37 พวกเขาติดป้ายที่เขียนข้อกล่าวหาพระเยซูไว้บนเสาเหนือหัวท่านด้วย ป้ายนั้นอ่านว่า “นี่คือเยซูกษัตริย์ของชาวยิว”+
38 มีโจร 2 คนถูกตรึงบนเสาพร้อมกับพระเยซู ข้างขวาคนหนึ่งและข้างซ้ายคนหนึ่ง+ 39 ผู้คนที่เดินผ่านไปมาส่ายหัว+และพูดดูถูกพระเยซูว่า+ 40 “ไหนคนที่จะทำลายวิหารแล้วสร้างขึ้นใหม่ภายใน 3 วัน+ ช่วยตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ถ้าเป็นลูกของพระเจ้าจริง ก็ลงมาจากเสาทรมาน*เลย”+ 41 พวกปุโรหิตใหญ่ พวกครูสอนศาสนา และพวกผู้นำชาวยิวก็เยาะเย้ยถากถางพระเยซูแบบเดียวกัน พวกเขาพูดว่า+ 42 “เขาช่วยคนอื่นได้ แต่เอาตัวเองไม่รอด นี่หรือกษัตริย์ของอิสราเอล+ ให้เขาลงมาจากเสาทรมาน*เดี๋ยวนี้สิ แล้วเราจะเชื่อเขา 43 เขาอุตส่าห์หวังพึ่งพระเจ้า แถมยังอ้างว่า ‘ผมเป็นลูกของพระเจ้า’+ ถ้าพระเจ้าอยู่กับเขา ก็ให้พระองค์มาช่วยเขาเดี๋ยวนี้สิ”+ 44 แม้แต่โจรที่ถูกตรึงบนเสาข้าง ๆ ก็ยังพูดจาดูถูกพระเยซูด้วย+
45 ตั้งแต่เวลาเที่ยงวัน*จนถึงเวลาบ่าย 3 โมง*+ ท้องฟ้ามืดไปทั่วแผ่นดิน 46 พอถึงประมาณบ่าย 3 โมง* พระเยซูร้องเสียงดังว่า “เอลี เอลี ลามาสะบักธานี?” ซึ่งแปลว่า “พระเจ้า พระเจ้าของผม ทำไมทิ้งผมไป?”+ 47 เมื่อบางคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ยินก็พูดกันว่า “เขากำลังเรียกเอลียาห์”+ 48 มีคนหนึ่งรีบวิ่งไปเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวเสียบกับไม้อ้อ แล้วส่งให้พระเยซู+ 49 แต่คนอื่น ๆ พูดว่า “คอยดูสิว่าเอลียาห์จะมาช่วยชีวิตเขาไหม” 50 พระเยซูร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่งแล้วก็สิ้นใจตาย+
51 ในตอนนั้นเอง ม่านในห้องบริสุทธิ์ของวิหาร+ขาดแยกเป็นสองส่วน+จากบนลงล่าง+ แผ่นดินก็ไหว แม้แต่หินก้อนใหญ่ ๆ ก็แตกออก 52 อุโมงค์ฝังศพเปิดออกและศพคนของพระเจ้าก็โผล่ขึ้นมาหลายศพ 53 และหลายคนได้เห็นศพพวกนั้น (คนที่ไปบริเวณอุโมงค์ฝังศพนั้นก็เข้าไปในเมืองบริสุทธิ์*หลังจากพระเยซูฟื้นขึ้นจากตายแล้ว)* 54 พอนายร้อยกับคนอื่นที่เฝ้าดูพระเยซูอยู่เห็นแผ่นดินไหวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็กลัวมาก และพูดกันว่า “คนนี้เป็นลูกของพระเจ้าจริง ๆ ด้วย”+
55 ที่นั่นมีผู้หญิงหลายคนมองดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ พวกเธอติดตามรับใช้พระเยซูมาตั้งแต่แคว้นกาลิลี+ 56 มารีย์มักดาลา มารีย์ที่เป็นแม่ของยากอบกับโยเสส และแม่ของยากอบกับยอห์นที่เป็นภรรยาของเศเบดี*+ก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
57 ตอนบ่ายแก่ ๆ สาวกคนหนึ่งของพระเยซูชื่อโยเซฟ+ ซึ่งเป็นเศรษฐีเมืองอาริมาเธีย 58 ไปขอศพพระเยซู+จากปีลาต ปีลาตก็สั่งให้มอบศพให้เขา+ 59 โยเซฟเอาศพมาพันด้วยผ้าลินินสะอาดเนื้อดี+ 60 แล้ววางศพไว้ในอุโมงค์ฝังศพใหม่ของเขา+ที่เจาะไว้แล้วในหิน จากนั้นเขาก็กลิ้งหินก้อนใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้ แล้วก็ไป 61 แต่มารีย์มักดาลากับมารีย์อีกคนหนึ่งยังนั่งเฝ้าอยู่หน้าอุโมงค์+
62 เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันเตรียม*+สำหรับสะบาโต วันถัดมา พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกฟาริสีก็พากันไปหาปีลาต 63 และพูดว่า “ท่านครับ พวกเราจำได้ว่า คนหลอกลวงคนนั้นเคยบอกไว้ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ว่า ‘ผมจะฟื้นขึ้นมาหลังจากตายไปแล้ว 3 วัน’+ 64 ดังนั้น ขอท่านช่วยสั่งให้คนไปเฝ้าที่ฝังศพของเขาจนถึงวันที่สาม เพื่อไม่ให้พวกสาวกของเขามาขโมยศพไป+แล้วบอกประชาชนว่า ‘เขาถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว’ การหลอกลวงครั้งหลังนี้จะยิ่งเลวร้ายกว่าครั้งแรกอีก” 65 ปีลาตบอกพวกเขาว่า “เอาทหารยามไปเฝ้าอุโมงค์ฝังศพให้แน่นหนาเท่าที่จะทำได้” 66 พวกเขาจึงไปที่นั่น ประทับตราบนหินที่ปิดปากอุโมงค์ และจัดเวรยามเฝ้าอุโมงค์ไว้อย่างแน่นหนา
28 ตอนเช้าตรู่วันแรกของสัปดาห์ ถัดจากวันสะบาโต มารีย์มักดาลากับมารีย์อีกคนหนึ่งกลับไปดูที่ฝังศพของพระเยซูอีก+
2 ก่อนหน้านั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เพราะทูตของพระยะโฮวา*ลงมาจากสวรรค์และกลิ้งหินที่ปิดปากอุโมงค์ออก แล้วนั่งอยู่บนหินก้อนนั้น+ 3 ตัวเขาสว่างจ้าเหมือนแสงฟ้าแลบ และเสื้อผ้าขาวเหมือนหิมะ+ 4 เมื่อยามที่เฝ้าอยู่เห็นอย่างนั้นก็กลัวจนตัวสั่นและแข็งทื่อเหมือนคนตาย
5 แต่ทูตสวรรค์พูดกับผู้หญิงทั้งสองว่า “ไม่ต้องกลัว ผมรู้ว่าพวกคุณมาหาพระเยซูที่ถูกประหารบนเสา+ 6 ท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ เพราะท่านถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้วอย่างที่ท่านเคยบอกไว้+ มาดูที่ที่เขาวางศพท่านสิ 7 แล้วรีบไปบอกพวกสาวกว่า ‘พระเยซูถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว และท่านจะไปรอพบพวกคุณที่แคว้นกาลิลี+ คุณจะได้พบท่านที่นั่น’ จำที่ผมบอกไว้นะ”+
8 ผู้หญิงสองคนนั้นทั้งกลัวทั้งดีใจมาก จึงรีบวิ่งจากอุโมงค์ฝังศพเพื่อไปบอกพวกสาวก+ 9 ทันใดนั้น พระเยซูก็มายืนอยู่ข้างหน้าพวกเธอและทักทายว่า “สวัสดี” ทั้งสองจึงหมอบลงจับเท้าท่านและแสดงความเคารพ* 10 พระเยซูบอกพวกเธอว่า “ไม่ต้องกลัว ไปเล่าเรื่องนี้ให้พี่น้อง*ของผมฟัง และบอกพวกเขาให้ไปที่แคว้นกาลิลี พวกเขาจะได้เจอผมที่นั่น”
11 ตอนที่พวกเธอกำลังไปหาสาวกของพระเยซู ทหารยามบางคน+ก็เข้าไปในเมืองและเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พวกปุโรหิตใหญ่ฟัง 12 พวกเขาจึงประชุมปรึกษากับพวกผู้นำชาวยิว แล้วให้เงินก้อนใหญ่กับทหารยามพวกนั้น 13 และสั่งว่า “พวกคุณจะต้องพูดว่า ‘สาวกของเขาแอบมาขโมยศพไปตอนกลางคืน ช่วงที่พวกเราหลับอยู่’+ 14 และถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูผู้ว่าราชการ เราจะแก้ตัวให้เอง ไม่ต้องห่วง” 15 พวกทหารยามก็รับเงินไปและทำตามที่พวกเขาสั่ง เรื่องนี้จึงเล่าลือกันในหมู่ชาวยิวจนถึงทุกวันนี้
16 สาวก 11 คนก็เดินทางไปที่ภูเขาในแคว้นกาลิลี+ตามที่พระเยซูนัดหมายไว้+ 17 เมื่อเห็นพระเยซู พวกเขาก็หมอบลงเคารพท่าน* แต่บางคนยังสงสัยอยู่ 18 พระเยซูเข้ามาใกล้พวกเขาแล้วบอกว่า “พระเจ้ามอบอำนาจให้ผมปกครองทุกสิ่งในสวรรค์และบนโลกนี้แล้ว+ 19 ดังนั้น ให้พวกคุณไปสอนคนทุกชาติให้เป็นสาวก+ ให้พวกเขารับบัพติศมา+ในนาม*พระเจ้าผู้เป็นพ่อ ในนามลูกของพระองค์ และในนามพลังบริสุทธิ์ 20 และสอนพวกเขาให้ทำตามทุกสิ่งที่ผมสั่งคุณไว้+ จำไว้ว่า ผมจะอยู่กับพวกคุณเสมอจนถึงสมัยสุดท้ายของโลกนี้”*+
หรือ “รายชื่อบรรพบุรุษ”
หรือ “เมสสิยาห์” “ผู้ถูกเจิม”
คำว่า “ลูกชาย” ตรงนี้อาจหมายถึงลูกหลานก็ได้
แปลตรงตัวว่า “สามี” ตามธรรมเนียมแล้วชาวยิวจะเรียกคู่หมั้นฝ่ายชายว่าสามี
แปลตรงตัวว่า “หย่า” ตามธรรมเนียมชาวยิวแล้ว ถ้าจะถอนหมั้นจะต้องหย่า
ในพระคัมภีร์คริสเตียนภาษากรีก ชื่อ “ยะโฮวา” ปรากฏที่นี่เป็นครั้งแรกใน 237 ครั้ง ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “ไม่ต้องกลัวที่จะรับมารีย์ภรรยาของคุณมาอยู่ที่บ้าน”
ตรงกับชื่อ เยชูอา หรือ โยชูวา ในภาษาฮีบรูซึ่งแปลว่า “พระยะโฮวาเป็นความรอด”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “รับภรรยามาอยู่ที่บ้าน”
หรือ “คำนับท่าน”
หรือ “เมสสิยาห์” “ผู้ถูกเจิม”
หรือ “คำนับ”
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
คำว่า “ชาวนาซาเร็ธ” อาจมาจากคำภาษาฮีบรูที่แปลว่า “หน่อ” หรือ “ผู้สืบเชื้อสาย” ดู อสย 11:1
คือ “รัฐบาลของพระเจ้า” หรือ “ราชอาณาจักรของพระเจ้า”
ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “แสดงผลที่สมกับการกลับใจ”
คือ จะเจิมด้วยพลังของพระเจ้าหรือไม่ก็ทำลายด้วยไฟ
แปลตรงตัวว่า “ขนมปัง”
ดูภาคผนวก ก5
คือ กรุงเยรูซาเล็ม
ดูภาคผนวก ก5
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ทำงานรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์ให้พระองค์ผู้เดียว”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “คนอ่อนน้อมถ่อมตน”
แปลตรงตัวว่า “เป็นมรดก”
ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
“กฎหมายของโมเสสหรือคำสอนของพวกผู้พยากรณ์” ในที่นี้หมายถึงพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูทั้งหมด
แปลตรงตัวว่า “จะถูกเรียกว่าคนเล็กน้อยที่สุดในราชอาณาจักรสวรรค์”
แปลตรงตัวว่า “จะถูกเรียกว่าคนยิ่งใหญ่ในราชอาณาจักรสวรรค์”
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
สถานที่เผาขยะนอกกรุงเยรูซาเล็ม ดูส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
แปลตรงตัวว่า “จ่ายเงินจนเหรียญโคดรันเทสสุดท้าย” โคดรันเทสคือ เงินเหรียญที่มีค่าน้อยมาก ดูภาคผนวก ข14
คำภาษากรีกคือ พอร์เนีย ดูส่วนอธิบายศัพท์
ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “ไมล์” ดูภาคผนวก ข14
คือ ให้เขายืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย
ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
หรือ “เวลาที่คุณให้ทาน”
แปลตรงตัวว่า “ที่เป่าแตรข้างหน้าตัวเอง”
หรือ “ขอทำให้ชื่อของพระองค์ศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของทุกคน”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ขอให้ทุกอย่างบนโลกเป็นอย่างที่พระองค์อยากให้เป็น เหมือนที่เป็นแล้วในสวรรค์”
แปลตรงตัวว่า “ขนมปัง”
หรือ “ขอพระองค์ยกหนี้ให้พวกเรา อย่างที่พวกเรายกหนี้ให้คนที่เป็นหนี้พวกเรา”
เพื่อให้ดูเรียบร้อย
หรือ “มองโดยไม่วอกแวก”
หรือ “ถ้าตาของคุณมองที่สิ่งชั่ว” แปลตรงตัวว่า “ถ้าตาของคุณชั่ว”
แปลตรงตัวว่า “ศอกหนึ่ง” ดูภาคผนวก ข14
หรือ “รัฐบาล”
หรือ “การทำสิ่งที่พระองค์บอกว่าถูกต้อง” ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “คุณจะตวงให้เขาด้วยเครื่องตวงอันไหน เขาก็จะตวงให้คุณด้วยเครื่องตวงอันนั้น”
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
แปลตรงตัวว่า “ทุกสิ่งที่คุณอยากให้คนอื่นทำกับคุณ ให้คุณทำอย่างนั้นกับเขา”
“กฎหมายของโมเสสและคำสอนของพวกผู้พยากรณ์” ในที่นี้หมายถึงพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูทั้งหมด
แปลตรงตัวว่า “ผล”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “คำนับ”
หรือ “ทำให้ผมสะอาดได้”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ลูกของ”
คือ คาเปอร์นาอุม พระเยซูอยู่ในเมืองนี้บ่อย ๆ ตอนที่ประกาศในแคว้นกาลิลี
หรือ “คำนับ”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ซีโมนคนกระตือรือร้น”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ใส่ไว้ในถุงใส่เงินที่คาดเอว”
การสะบัดฝุ่นออกจากเท้าแสดงว่าหมดความรับผิดชอบแล้ว
ชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกซาตาน
แปลตรงตัวว่า “1 อัสซาริอัน” ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “แต่นำดาบมาให้”
หรือ “คนที่พระเจ้าถือว่ามีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “ไม่สะดุดเพราะผม”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ดื่มเหล้าองุ่นมาก”
หรือ “มีความอ่อนน้อมถ่อมตนในหัวใจ”
คือ เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
ชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกซาตาน
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “ในยุคนี้หรือยุคหน้า” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “คำพูดให้ร้ายคนอื่น”
แปลตรงตัวว่า “และชอบมีชู้”
หรือ “ความลับศักดิ์สิทธิ์”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “คนที่พระเจ้าถือว่ามีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “ในยุคนี้” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “เมล็ดพืชดี”
แปลตรงตัวว่า “เมล็ดพืชดี”
เมล็ดพืชขนาดเล็กมากชนิดหนึ่งที่พบในแถบอิสราเอล เมื่อโตเต็มที่อาจมีลำต้นสูงถึง 4 เมตรและมีกิ่งก้านสาขา
แปลตรงตัวว่า “3 ซีห์” เท่ากับ 22 ลิตร ดูภาคผนวก ข14
หรืออาจแปลได้ว่า “ตั้งแต่เริ่มมีโลก” คือตั้งแต่อาดัมกับเอวาเริ่มมีลูก
แปลตรงตัวว่า “เมล็ดพืชดี”
แปลตรงตัวว่า “เมล็ดพืชดี”
หรือ “ลูกของ”
หรือ “ช่วงสุดท้ายของยุค” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “ช่วงสุดท้ายของยุค” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “คนที่มีความถูกต้องชอบธรรม” ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “ช่วงสุดท้ายของยุค” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
คือ เฮโรดอันทีพาส
คือ ช่วงตี 3 ถึงดวงอาทิตย์ขึ้นประมาณ 6 โมงเช้า
หรือ “คำนับท่าน”
คือ ล้างมือตามพิธีกรรม
คำภาษากรีกคือ พอร์เนีย ดูส่วนอธิบายศัพท์
คือ ล้างมือตามพิธีกรรม
หรือ “ชาวคานาอัน”
หรือ “แสดงความเคารพท่าน”
หรือ “กระบุง”
แปลตรงตัวว่า “และชอบมีชู้”
หรือ “กระบุง”
หรือ “ประตูหลุมศพ” ดูคำว่า “หลุมศพ” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “มัด”
แปลตรงตัวว่า “ปล่อย”
คำว่า “ซาตาน” แปลว่า “ผู้ต่อต้าน” ที่พระเยซูเรียกเปโตรแบบนี้เพราะเปโตรกำลังต่อต้านหรือขัดขวางท่าน
ดูเชิงอรรถของ มธ 13:31
ดูภาคผนวก ก3
แปลตรงตัวว่า “เก็บเหรียญสองดรัคมา” ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “เหรียญสเตทเตอร์” ซึ่งมีค่าเท่ากับ 4 ดรัคมา ดูภาคผนวก ข14
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “เปลี่ยนแปลงตัวเอง”
หรือ “หินโม่แบบที่ใช้ลาหมุน”
หมายถึงการทำลายตลอดไป ดูคำว่า “เกเฮนนา” ในส่วนอธิบายศัพท์
ดูภาคผนวก ก3
หรืออาจแปลได้ว่า “พ่อของพวกคุณ”
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
แปลตรงตัวว่า “และว่ากล่าวตักเตือนเขา”
น่าจะหมายถึงคนที่ไม่ใช่ชาวยิว หรือคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า
อาจหมายถึงการตัดสินว่ามีความผิด หรือการห้ามทำบางอย่าง
อาจหมายถึงการตัดสินว่าไม่มีความผิด หรือการอนุญาตให้ทำบางอย่าง
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
เงิน 10,000 ตะลันต์มีค่าเท่ากับ 60 ล้านเดนาริอัน ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “พี่น้อง” ซึ่งหมายถึงเพื่อนร่วมความเชื่อ
หรือ “คนเดียวกัน”
คำภาษากรีกคือ พอร์เนีย ดูส่วนอธิบายศัพท์
แปลตรงตัวว่า “ของขวัญ”
แปลตรงตัวว่า “ทำตัวเองให้เป็นขันที”
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “เป็นมรดก”
หรือ “ราชอาณาจักร”
แปลตรงตัวว่า “ชั่วโมงที่ 3”
แปลตรงตัวว่า “ชั่วโมงที่ 6”
แปลตรงตัวว่า “ชั่วโมงที่ 9”
แปลตรงตัวว่า “ชั่วโมงที่ 11”
แปลตรงตัวว่า “แม่ของลูกของเศเบดี”
หรือ “คำนับ”
คำว่า “ถ้วย” หมายความว่าพระเจ้าจะยอมให้พระเยซูถูกประหารชีวิตในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระเจ้า
ดูภาคผนวก ก5
แปลตรงตัวว่า “สวรรค์”
หรือ “ราชอาณาจักร”
อาจหมายถึงหินก้อนบนสุดที่อยู่มุมห้อง ตรงจุดที่ผนังอาคารสองด้านมาบรรจบกัน
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ราชอาณาจักร”
ดูภาคผนวก ก5
ในที่นี้ กฎหมายโมเสสและสิ่งที่พวกผู้พยากรณ์สอน หมายถึงพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูทั้งหมด
ดูภาคผนวก ก5
อาจหมายถึงพวกเขาไม่ยอมทำให้ภาระหนักของคนอื่นเบาลง
หรือ “ที่เด่นสุด”
หรือ “ในตลาด”
คำภาษาฮีบรูคือ รับบี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติของครูสอนศาสนายิว
พระเยซูไม่ให้ใช้คำว่า “พ่อ” เป็นตำแหน่งทางศาสนา
หรือ “ราชอาณาจักร”
ดูภาคผนวก ก3
สมุนไพรชนิดหนึ่ง
หรือ “การปล้นชิง”
หรือ “คนที่พระเจ้าถือว่ามีความถูกต้องชอบธรรม”
หรือ “คนที่พระเจ้าถือว่ามีความถูกต้องชอบธรรม”
แปลตรงตัวว่า “บ้านของพวกคุณ”
ดูภาคผนวก ก5
ดูคำว่า “การประทับ” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “ช่วงสุดท้ายของยุค” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “ราชอาณาจักร”
ฤดูหนาวในอิสราเอลจะมีฝนและหิมะตกทำให้เดินทางลำบาก
แปลตรงตัวว่า “เผ่า”
แปลตรงตัวว่า “หีบ” หมายถึงเรือใหญ่ที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมเหมือนหีบ
หรือ “ช่วงไหนในตอนกลางคืน”
หรือ “ฉลาด”
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “สุขุมรอบคอบ”
1 ตะลันต์ของกรีกหนักเท่ากับ 20.4 กก. ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “มารับราชอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก”
คือ ตั้งแต่อาดัมกับเอวาเริ่มมีลูก
หรือ “คนที่มีความถูกต้องชอบธรรม” ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
หมายถึงการทำลายตลอดไป ดูคำว่า “เกเฮนนา” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “คนที่มีความถูกต้องชอบธรรม” ดูคำว่า “ถูกต้องชอบธรรม” ในส่วนอธิบายศัพท์
หรือ “หาอุบาย”
แปลตรงตัวว่า “ขวดอะลาบาสเตอร์”
หรือ “ในวันก่อนวันแรก” ในสมัยพระเยซู วันปัสกา (14 นิสาน) มักจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลขนมปังไม่ใส่เชื้อ (15-21 นิสาน)
หรือ “ราชอาณาจักร”
หรือ “เพลงสดุดี”
คำว่า “ถ้วยนี้” หมายความว่าพระเจ้าจะยอมให้พระเยซูถูกประหารชีวิตในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระเจ้า
หรือ “ใจพร้อม”
หรือ “นั่งข้างขวาของพระองค์พร้อมด้วยฤทธิ์อำนาจ”
คำพยากรณ์เรื่องนี้อยู่ใน ศคย 11:12, 13 และในสมัยของมัทธิว หนังสือเยเรมีย์ถูกจัดไว้เป็นเล่มแรกในหมวดหนังสือของผู้พยากรณ์ จึงอาจเรียกหนังสือทุกเล่มในหมวดนี้ว่า “เยเรมีย์” รวมทั้งหนังสือเศคาริยาห์ด้วย เทียบกับ ลก 24:44
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “ประหารเขาบนเสา”
ของเหลวที่มีรสขม
แปลตรงตัวว่า “ชั่วโมงที่ 6”
แปลตรงตัวว่า “ชั่วโมงที่ 9”
แปลตรงตัวว่า “ชั่วโมงที่ 9”
คือ กรุงเยรูซาเล็ม
พวกเขาคงจะไปรายงานเรื่องที่เห็น
แปลตรงตัวว่า “แม่ของลูกของเศเบดี”
ดูภาคผนวก ก5
หรือ “คำนับท่าน”
หรือ “สาวก”
หรือ “คำนับท่าน”
คำว่า “ในนาม” ในข้อนี้หมายถึงยอมรับอำนาจและบทบาท
หรือ “ช่วงสุดท้ายของยุค” ดูคำว่า “ยุค” ในส่วนอธิบายศัพท์