ซามูเอลฉบับที่หนึ่ง
1 มีชายคนหนึ่งชื่อเอลคานาห์เป็นชาวเอฟราอิม เขาอาศัยอยู่ในเมืองรามาธาอิมโซฟิม*+ในเขตเทือกเขาของเอฟราอิม+ เอลคานาห์+เป็นลูกของเยโรฮัม เยโรฮัมเป็นลูกของเอลีฮู เอลีฮูเป็นลูกของโทหุ โทหุเป็นลูกของศูฟ 2 เอลคานาห์มีภรรยา 2 คน คนหนึ่งชื่อฮันนาห์ อีกคนหนึ่งชื่อเปนินนาห์ เปนินนาห์มีลูกหลายคนแต่ฮันนาห์ไม่มีลูกเลย 3 เอลคานาห์ออกจากเมืองของเขาเพื่อขึ้นไปนมัสการ*พระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพและถวายเครื่องบูชาที่เมืองชิโลห์+เป็นประจำทุกปี ตอนนั้น โฮฟนีกับฟีเนหัสลูกชาย 2 คนของเอลี+เป็นปุโรหิตรับใช้พระยะโฮวาอยู่ที่นั่น+
4 เมื่อเอลคานาห์ถวายเครื่องบูชาเสร็จแล้ว เขาจะแบ่งเครื่องบูชาให้เปนินนาห์กับลูกชายลูกสาวทุกคนของเธอ+ 5 สำหรับฮันนาห์เขาจะแบ่งให้มากเป็นพิเศษเพราะรักเธอมาก แต่พระยะโฮวาไม่ให้ฮันนาห์มีลูก 6 และเปนินนาห์*ก็เอาแต่เยาะเย้ยฮันนาห์ ทำให้ฮันนาห์ทุกข์ใจมากเพราะพระยะโฮวาไม่ให้เธอมีลูก 7 เปนินนาห์ทำอย่างนี้ทุกปี เมื่อไรก็ตามที่ฮันนาห์ขึ้นไปที่เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์*ของพระยะโฮวา+ เปนินนาห์จะเยาะเย้ยฮันนาห์จนเธอร้องไห้และไม่ยอมกินอาหาร 8 แต่เอลคานาห์สามีของเธอพูดว่า “ฮันนาห์ ร้องไห้ทำไม? ทำไมไม่ยอมกินอะไรเลย? ทำไมถึงเสียใจขนาดนี้? เธอมีฉันคนเดียวก็ดีกว่ามีลูกชายสิบคนไม่ใช่หรือ?”
9 เมื่ออยู่ที่เมืองชิโลห์ หลังจากพวกเขากินดื่มกันแล้ว ฮันนาห์ก็ลุกออกไป ตอนนั้นปุโรหิตเอลีนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างประตูวิหาร*+ของพระยะโฮวา 10 ฮันนาห์ทุกข์ใจมาก เธออธิษฐานถึงพระยะโฮวา+และร้องไห้สะอึกสะอื้น 11 แล้วเธอก็ปฏิญาณว่า “พระยะโฮวาพระเจ้าผู้เป็นจอมทัพ ถ้าพระองค์เห็นความทุกข์ของดิฉันที่เป็นผู้รับใช้ของพระองค์และนึกถึงดิฉัน ถ้าพระองค์ไม่ลืมผู้รับใช้ของพระองค์และให้ดิฉันมีลูกชายคนหนึ่ง+ ดิฉันจะยกลูกคนนี้ให้รับใช้พระยะโฮวาตลอดชีวิต และผมของเขาจะไม่ถูกตัดเลย”+
12 ฮันนาห์อธิษฐานถึงพระยะโฮวาอยู่นาน และเอลีก็มองเธออยู่ 13 ฮันนาห์อธิษฐานในใจและทำปากขมุบขมิบแต่ไม่มีเสียงพูดออกมา เอลีจึงคิดว่าเธอเมาเหล้า 14 เอลีพูดกับเธอว่า “จะเมาไปอีกนานไหม? เลิกดื่มเหล้าองุ่นได้แล้ว” 15 ฮันนาห์ตอบว่า “ไม่ใช่ค่ะท่าน ดิฉันกำลังทุกข์ใจมาก ดิฉันไม่ได้ดื่มเหล้าองุ่นหรือของมึนเมาอะไรเลย แต่กำลังระบายความในใจกับพระยะโฮวา+ 16 อย่ามองว่าผู้รับใช้ของท่านเป็นผู้หญิงไม่ดีเลยค่ะ ดิฉันเพียงแต่อธิษฐานเพราะกำลังทุกข์ใจและปวดร้าวใจเหลือเกิน” 17 เอลีตอบว่า “ขอให้กลับไปอย่างสบายใจเถอะ เธออธิษฐานขออะไรจากพระเจ้าของอิสราเอลก็ขอให้ได้อย่างนั้น”+ 18 ฮันนาห์จึงพูดว่า “ขอให้ท่านเมตตาดิฉันด้วยเถอะค่ะ” แล้วเธอก็กลับไปและกินอาหาร และหน้าตาก็ไม่เศร้าอีกต่อไป
19 ครอบครัวของเอลคานาห์ตื่นแต่เช้าตรู่และหมอบลงนมัสการพระยะโฮวา แล้วก็เดินทางกลับบ้านที่เมืองรามาห์+ เอลคานาห์มีเพศสัมพันธ์กับฮันนาห์ภรรยาของเขา และพระยะโฮวาก็ตอบคำอธิษฐานของเธอ+ 20 ภายในหนึ่งปี*ฮันนาห์ก็ตั้งท้องและคลอดลูกชาย และตั้งชื่อ+ว่าซามูเอล* เพราะเธอบอกว่า “ฉันขอลูกคนนี้จากพระยะโฮวา”
21 ต่อมา เอลคานาห์กับครอบครัวก็ขึ้นไปถวายเครื่องบูชา+ประจำปีและเครื่องบูชาสำหรับคำปฏิญาณของเขาให้พระยะโฮวา 22 แต่ฮันนาห์ไม่ได้ไปด้วย+ เธอบอกสามีว่า “ลูกหย่านมเมื่อไหร่ฉันจะพาไปที่เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ของพระยะโฮวา* และให้เขาอยู่ที่นั่นตลอดไป”+ 23 เอลคานาห์สามีของเธอพูดว่า “แล้วแต่เธอเถอะ อยู่ที่บ้านจนลูกหย่านมก็แล้วกัน ขอพระยะโฮวาช่วยให้เธอทำอย่างที่พูด” ฮันนาห์จึงอยู่ที่บ้านและเลี้ยงลูกชายจนหย่านม
24 พอซามูเอลหย่านมแล้ว ฮันนาห์ก็พาเขาขึ้นไปเมืองชิโลห์ เธอเอาวัวตัวผู้ตัวหนึ่งอายุ 3 ปี แป้ง 1 เอฟาห์* และเหล้าองุ่น 1 ไหใหญ่+ไปที่เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ของพระยะโฮวาในเมืองชิโลห์+พร้อมกับลูกน้อยของเธอ 25 แล้วพวกเขาก็ฆ่าวัวนั้น และพาซามูเอลไปหาเอลี 26 ฮันนาห์พูดว่า “ท่านคะ ดิฉันนี่แหละคือผู้หญิงที่มาอธิษฐานถึงพระยะโฮวาที่นี่+และเคยยืนอยู่กับท่านตรงนี้ 27 ตอนนั้นดิฉันอธิษฐานขอลูกคนนี้และพระยะโฮวาก็ให้ตามที่ขอ+ 28 ดิฉันจึงพาเขามาถวายพระยะโฮวา* และเขาจะเป็นของพระยะโฮวาตลอดชีวิตของเขา”
แล้วเขา*ก็หมอบลงนมัสการพระยะโฮวาที่นั่น
2 แล้วฮันนาห์ก็อธิษฐานว่า
ดิฉันพูดตอบโต้ศัตรูด้วยความกล้าหาญ
เพราะดีใจที่พระองค์มาช่วยให้รอด
2 ไม่มีใครบริสุทธิ์เหมือนพระยะโฮวา
ไม่มีใครเทียบพระองค์ได้เลย+
พระเจ้าของพวกเราเป็นหินที่แข็งแกร่งที่สุด+
3 อย่าพูดจาเย่อหยิ่งอีกเลย
อย่าให้คำพูดโอหังออกมาจากปากคุณ
เพราะพระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่รอบรู้ทุกสิ่ง+
พระองค์ตัดสินการกระทำของมนุษย์อย่างยุติธรรม
5 คนที่อิ่มหมีพีมันต้องไปรับจ้างทำงานเพื่อจะมีกิน
แต่คนที่หิวโหยจะไม่หิวอีกต่อไป+
ผู้หญิงที่เป็นหมันมีลูกถึงเจ็ดคน+
แต่ผู้หญิงที่มีลูกชายหลายคนกลับไม่มีลูกอีกเลย*
8 พระองค์ยกคนต่ำต้อยขึ้นจากดิน
และยกคนยากจนขึ้นจากกองขี้เถ้า*+
พระองค์ให้พวกเขานั่งกับพวกเจ้านาย
และให้พวกเขานั่งในที่ที่มีเกียรติ
ฐานรากของโลกเป็นของพระยะโฮวา+
พระองค์วางแผ่นดินไว้บนนั้น
9 พระองค์ปกป้องคนที่ภักดีทุกย่างก้าว+
แต่คนชั่วจะต้องลงไปในหลุมศพที่มืดมิด+
เพราะมนุษย์ไม่อาจชนะได้ด้วยกำลังของตัวเอง+
10 พระยะโฮวาจะทำให้คนที่ต่อสู้พระองค์ย่อยยับไป*+
พระองค์จะระบายความโกรธใส่พวกเขาเหมือนเสียงฟ้าร้อง+
11 แล้วเอลคานาห์ก็กลับบ้านของเขาที่เมืองรามาห์ แต่เด็กน้อยซามูเอลอยู่รับใช้พระยะโฮวา+ โดยมีปุโรหิตเอลีดูแล
12 ลูกชายของเอลีเป็นคนชั่ว+ พวกเขาไม่นับถือพระยะโฮวา 13 ทุกครั้งที่ประชาชนเอาเครื่องบูชามาถวาย พวกเขาจะไม่ยอมเอาส่วนที่ปุโรหิตมีสิทธิ์จะได้จากเครื่องบูชา+ แต่ผู้ช่วยคนหนึ่งของปุโรหิตจะเอาสามง่ามมาตรงที่ที่กำลังต้มเนื้อสัตว์อยู่ 14 แล้วเขาจะแทงสามง่ามลงไปในกระทะต้มเนื้อ หรือหม้อที่มีหู หรือหม้อใหญ่ หรือหม้อที่มีด้ามจับ เนื้อส่วนไหนติดสามง่ามขึ้นมาปุโรหิตก็จะเอาเป็นของตัวเอง พวกเขาทำอย่างนี้กับชาวอิสราเอลทุกคนที่มาเมืองชิโลห์ 15 นอกจากนั้น ก่อนที่ใครจะเผามันสัตว์ถวาย+ ผู้ช่วยของปุโรหิตจะมาบอกคนนั้นว่า “เอาเนื้อมานี่ ปุโรหิตจะเอาไปย่าง เขาไม่อยากได้เนื้อต้ม อยากได้แต่เนื้อดิบ” 16 ถ้าคนนั้นพูดกับผู้ช่วยว่า “ขอให้เผามันสัตว์+ถวายก่อนได้ไหม แล้วคุณอยากได้อะไรก็ค่อยเอาไป” ผู้ช่วยก็จะพูดว่า “ไม่ได้! ต้องเอามาเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ให้ ผมจะแย่งเอาไป!” 17 พวกผู้ช่วยของปุโรหิตทำบาปร้ายแรงต่อพระยะโฮวา+ เพราะคนเหล่านี้ดูหมิ่นเครื่องบูชาที่ถวายแก่พระยะโฮวา
18 ซามูเอลทำงานรับใช้+พระยะโฮวาและสวมเอโฟดที่ทำจากผ้าลินิน+แม้เขาจะเป็นเด็ก 19 แม่ของเขาจะทำเสื้อไม่มีแขนตัวเล็ก ๆ และเอามาให้เขาทุกปีเมื่อเธอขึ้นมาถวายเครื่องบูชาประจำปีพร้อมกับสามี+ 20 เอลีอวยพรเอลคานาห์กับภรรยาของเขาว่า “ขอพระยะโฮวาให้คุณมีลูกกับภรรยาคนนี้เพื่อทดแทนลูกที่คุณถวายให้พระยะโฮวา”+ แล้วพวกเขาก็กลับบ้าน 21 พระยะโฮวาเมตตาฮันนาห์ เธอจึงตั้งท้อง+ เธอมีลูกชายอีก 3 คนและลูกสาว 2 คน ส่วนเด็กน้อยซามูเอลก็เติบโตขึ้นและพระยะโฮวาก็รักเขา+
22 เอลีแก่มากแล้ว เขาได้ยินทุกเรื่องที่ลูกชายของเขาทำ+กับชาวอิสราเอลและเรื่องที่พวกเขาไปนอนกับพวกผู้หญิงที่ทำงานรับใช้หน้าเต็นท์เข้าเฝ้า+ 23 เอลีมักจะพูดกับลูกชายว่า “ทำไมลูกทำอย่างนี้อีกแล้ว? เรื่องที่พ่อได้ยินเขาพูดกันเกี่ยวกับลูกมีแต่เรื่องแย่ ๆ ทั้งนั้น 24 อย่าทำอย่างนั้นเลยลูกพ่อ เรื่องที่พ่อได้ยินจากประชาชนของพระยะโฮวาไม่ดีเลย 25 ถ้าคนหนึ่งทำผิดต่ออีกคนหนึ่งก็ยังมีคนอ้อนวอนขอพระยะโฮวาเพื่อเขาได้* แต่ถ้าคนหนึ่งทำผิดต่อพระยะโฮวา+ ใครจะอธิษฐานขอเพื่อเขาได้?” แต่ลูกของเอลีไม่ฟังพ่อของตัวเอง และพระยะโฮวาตั้งใจไว้แล้วว่าจะประหารชีวิตพวกเขา+ 26 ระหว่างนั้นเด็กน้อยซามูเอลก็เติบโตขึ้น และพระยะโฮวากับประชาชนก็รักใคร่เอ็นดูเขา+
27 คนของพระเจ้ามาหาเอลีและพูดกับเขาว่า “พระยะโฮวาบอกว่า ‘เราได้ให้บรรพบุรุษของเจ้ารู้จักเราเป็นอย่างดีตอนที่พวกเขาเป็นทาสของราชวงศ์ฟาโรห์ในอียิปต์ไม่ใช่หรือ?+ 28 และเราได้เลือกเขาออกจากตระกูลต่าง ๆ ของอิสราเอล+ให้เป็นปุโรหิตและให้ขึ้นไปถวายเครื่องบูชาบนแท่นของเรา+ และถวายเครื่องหอม* และสวมเอโฟดรับใช้เรา และเราได้ยกเครื่องบูชาเผาที่ชาวอิสราเอลนำมาถวายทั้งหมดให้เขากับลูกหลาน+ 29 ทำไมพวกเจ้าดูหมิ่น*เครื่องบูชาและของถวายที่เราสั่งให้เอามายังที่อาศัยของเรา?+ ทำไมเจ้าให้เกียรติลูกชายของเจ้ามากกว่าเราและเอาส่วนที่ดีที่สุดของเครื่องบูชาที่ชาวอิสราเอลถวายไปกินกันจนอ้วน?+
30 “‘พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลจึงพูดว่า “เราเคยบอกไว้ว่าวงศ์ตระกูลของเจ้าและบรรพบุรุษของเจ้าจะรับใช้เราตลอดไป”+ แต่ตอนนี้พระยะโฮวาบอกว่า “เราจะไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว เพราะใครให้เกียรติเรา เราจะให้เกียรติเขา+ แต่ใครดูหมิ่นเรา เราจะดูหมิ่นเขา” 31 ดังนั้น วันหนึ่งเราจะทำให้เจ้าและบรรพบุรุษของเจ้าหมดกำลัง*จนไม่มีใครในวงศ์ตระกูลของเจ้าได้อยู่จนแก่เฒ่า+ 32 และตอนที่ชาวอิสราเอลอยู่อย่างสุขสบาย เจ้าจะเห็นคู่แข่งคนหนึ่งอยู่ในที่อาศัยของเรา+ และจะไม่มีใครในวงศ์ตระกูลของเจ้าได้อยู่จนแก่เฒ่าอีกเลย 33 แต่จะมีชายคนหนึ่งในวงศ์ตระกูลของเจ้าที่เราไม่ได้ปลดจากการรับใช้ที่แท่นบูชา เขาจะทำให้ตาของเจ้ามืดมัวไปและทำให้เจ้าเสียใจ และคนในวงศ์ตระกูลของเจ้ามากมายจะตายด้วยดาบ+ 34 เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับโฮฟนีและฟีเนหัสลูกชายสองคนของเจ้าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูดของเรา คือทั้งสองคนจะตายในวันเดียวกัน+ 35 แล้วเราจะตั้งปุโรหิตที่ซื่อสัตย์คนหนึ่งขึ้น+ เขาจะทำตามที่ใจเราต้องการ และเราจะให้วงศ์ตระกูลของเขาคงอยู่สืบไป และเขาจะเป็นปุโรหิตของผู้ถูกเจิมของเราตลอดไป 36 คนในวงศ์ตระกูลของเจ้าที่เหลืออยู่จะมาหมอบลงต่อหน้าเขาเพื่อขอค่าแรงกับขนมปังก้อนหนึ่ง และพูดว่า “โปรดตั้งผมเป็นปุโรหิตด้วยเถอะ ผมจะได้มีอะไรกินบ้าง”’”+
3 เด็กน้อยซามูเอลทำงานรับใช้+พระยะโฮวาโดยมีเอลีคอยดูแล แต่ในช่วงนั้นแทบไม่มีข่าวมาจากพระยะโฮวาเลยและนาน ๆ ครั้งถึงจะมีนิมิต+จากพระเจ้า
2 วันหนึ่ง เอลีกำลังนอนอยู่ในห้องของเขา ตอนนั้นตาของเอลีมัวและมองแทบไม่เห็นแล้ว+ 3 ตะเกียงของพระเจ้า+ยังไม่ดับ ซามูเอลนอนอยู่ในวิหาร*+ของพระยะโฮวาซึ่งเป็นที่ตั้งหีบของพระเจ้า 4 แล้วพระยะโฮวาก็เรียกซามูเอล เขาตอบว่า “ผมอยู่นี่ครับ” 5 ซามูเอลวิ่งไปหาเอลีและพูดว่า “ลุงเรียกผมทำไมหรือครับ?” แต่เอลีบอกว่า “ลุงไม่ได้เรียก กลับไปนอนเถอะ” เขาก็กลับไปนอน 6 พระยะโฮวาเรียกอีกว่า “ซามูเอล” ซามูเอลก็ลุกขึ้นไปหาเอลีและพูดว่า “ลุงเรียกผมทำไมหรือครับ?” แต่เอลีบอกว่า “ไม่ได้เรียกหรอกลูก กลับไปนอนเถอะ” 7 (ตอนนั้น ซามูเอลยังไม่รู้จักพระยะโฮวาดีนักและพระยะโฮวายังไม่เคยพูดกับเขา)+ 8 พระยะโฮวาก็เรียกอีกเป็นครั้งที่สามว่า “ซามูเอล” เขาก็ลุกขึ้นไปหาเอลีและพูดว่า “ลุงเรียกผมทำไมหรือครับ?”
ตอนนี้เอลีรู้แล้วว่าพระยะโฮวาเรียกซามูเอล 9 เอลีจึงบอกซามูเอลว่า “ไปนอนเถอะ ถ้าพระองค์เรียกอีกก็ให้ตอบว่า ‘พระยะโฮวาจะบอกอะไรผมหรือครับ? ผู้รับใช้ของพระองค์กำลังฟังอยู่’” ซามูเอลก็กลับไปนอนในที่ของเขา
10 พระยะโฮวาก็มาเรียกเขาอีกและพูดเหมือนครั้งก่อน ๆ ว่า “ซามูเอล ซามูเอล” เขาตอบว่า “พระองค์จะบอกอะไรผมหรือครับ? ผู้รับใช้ของพระองค์กำลังฟังอยู่” 11 พระยะโฮวาพูดกับซามูเอลว่า “เราจะทำอะไรบางอย่างในอิสราเอล และคนที่ได้ยินเรื่องนี้จะต้องตกตะลึง+ 12 ในวันนั้น เราจะจัดการเอลีกับวงศ์ตระกูลของเขาตามที่เราได้พูดไว้ทั้งหมด+ 13 ไปบอกเขาว่า เราจะลงโทษวงศ์ตระกูลของเขาตลอดไปเพราะความผิดที่เขารู้อยู่แก่ใจ+ คือเรื่องที่ลูกชายของเขาดูหมิ่นพระเจ้า+ แต่เขาไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือนลูกเลย+ 14 เราจึงสาบานว่าความผิดที่วงศ์ตระกูลของเอลีทำไว้จะไม่มีวันลบล้างได้ด้วยเครื่องบูชาหรือของถวาย”+
15 ซามูเอลนอนต่อจนถึงเช้าแล้วก็เปิดประตูวิหารของพระยะโฮวา ซามูเอลไม่กล้าบอกเอลีเกี่ยวกับนิมิตที่เห็น 16 แต่เอลีเรียกหาซามูเอลว่า “ซามูเอล” เขาตอบว่า “ผมอยู่นี่ครับ” 17 เอลีถามว่า “พระองค์บอกอะไรเธอบ้าง? อย่าปิดบังลุงเลย ถ้าเธอปิดบังคำพูดของพระเจ้าแม้แต่คำเดียวก็ขอให้พระองค์ลงโทษเธอให้หนัก” 18 ซามูเอลจึงเล่าให้เอลีฟังทั้งหมดว่าพระเจ้าพูดอะไร ไม่ปิดบังแม้แต่คำเดียว แล้วเอลีก็พูดว่า “ในเมื่อพระยะโฮวาต้องการอย่างนั้น ก็ให้พระองค์ทำตามที่พระองค์เห็นควรเถอะ”
19 ซามูเอลเติบโตขึ้นและพระยะโฮวาอยู่กับเขา+ ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร พระองค์ก็ทำให้เป็นไปตามนั้นทั้งหมด 20 ชาวอิสราเอลทุกคนตั้งแต่เมืองดานจนถึงเมืองเบเออร์เชบาก็รู้ว่าซามูเอลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้พยากรณ์ของพระยะโฮวาแล้ว 21 พระยะโฮวามาที่เมืองชิโลห์อยู่เรื่อย ๆ พระยะโฮวาส่งข่าวมาทางซามูเอลและซามูเอลก็ได้รู้จักพระยะโฮวามากขึ้น+
4 ซามูเอลคอยแจ้งข่าวจากพระเจ้าให้กับชาวอิสราเอล
ต่อมา ชาวอิสราเอลออกไปสู้รบกับชาวฟีลิสเตีย พวกเขาตั้งค่ายใกล้กับเอเบนเอเซอร์ ส่วนชาวฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่ที่เมืองอาเฟค 2 ชาวฟีลิสเตียตั้งทัพมาสู้กับชาวอิสราเอล แต่ชาวอิสราเอลสู้ไม่ไหวและแพ้ชาวฟีลิสเตีย ชาวอิสราเอลถูกฆ่าตายในสนามรบ 4,000 คน 3 เมื่อทหารกลับมาที่ค่าย พวกผู้นำ*ของชาวอิสราเอลก็พูดว่า “ทำไมวันนี้พระยะโฮวาปล่อยให้เราแพ้พวกฟีลิสเตีย?+ เราไปเอาหีบสัญญาของพระยะโฮวามาจากเมืองชิโลห์+กันเถอะ เพราะถ้าหีบนั้นอยู่กับเรา เราจะเอาชนะศัตรูได้แน่” 4 พวกเขาจึงส่งคนไปที่เมืองชิโลห์เพื่อไปเอาหีบสัญญาของพระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพซึ่งนั่งบนบัลลังก์เหนือเครูบ*+ ลูกชายสองคนของเอลีคือโฮฟนีกับฟีเนหัส+ก็อยู่กับหีบสัญญาของพระเจ้าเที่ยงแท้ด้วย
5 พอหีบสัญญาของพระยะโฮวาเข้ามาในค่าย ชาวอิสราเอลทุกคนก็โห่ร้องเสียงดังจนแผ่นดินสั่นสะเทือน 6 เมื่อชาวฟีลิสเตียได้ยินเสียงโห่ร้องก็พูดกันว่า “ทำไมมีเสียงโห่ร้องดังขนาดนั้นในค่ายของชาวฮีบรู?” แล้วพวกเขาก็ได้ข่าวว่าหีบของพระยะโฮวามาอยู่ในค่ายนั้น 7 ชาวฟีลิสเตียกลัวมาก พวกเขาพูดกันว่า “พระเจ้ามาอยู่ที่ค่ายนั้นแล้ว”+ พวกเขาพูดอีกว่า “พวกเราต้องแย่แน่! ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย 8 พวกเราต้องแย่แน่! ใครจะช่วยเราให้พ้นจากพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่นี้ได้? พระเจ้าองค์นี้แหละที่ใช้ภัยพิบัติสารพัดอย่างฆ่าพวกอียิปต์ตายไปมากมายในที่กันดาร+ 9 ชาวฟีลิสเตียทั้งหลาย เราต้องกล้าหาญสมกับเป็นลูกผู้ชาย ไม่อย่างนั้นเราอาจต้องรับใช้พวกฮีบรูเหมือนที่พวกนั้นรับใช้เรา+ เราต้องสู้ให้สมกับเป็นลูกผู้ชาย!” 10 พวกฟีลิสเตียสู้รบจนชนะพวกอิสราเอล+ แล้วทหารอิสราเอลทุกคนก็หนีกลับเต็นท์ของตัวเอง มีทหารล้มตายมากมาย ฝั่งอิสราเอลมีทหารราบตายไป 30,000 คน 11 ยิ่งกว่านั้น หีบของพระเจ้าก็ถูกยึดไป และลูกชายสองคนของเอลี คือโฮฟนีกับฟีเนหัสก็ตายด้วย+
12 วันนั้น มีผู้ชายคนหนึ่งจากตระกูลเบนยามินวิ่งจากสนามรบมาที่เมืองชิโลห์ เสื้อของเขาฉีกขาดและมีดินอยู่บนหัว+ 13 ตอนที่เขามาถึง เอลีกำลังนั่งรอฟังข่าวอยู่ริมทางเพราะเขากังวลเรื่องหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้มาก+ เมื่อชายคนนั้นเข้าไปรายงานข่าวในเมือง คนทั้งเมืองก็ร้องไห้เสียงดัง 14 พอเอลีได้ยินเสียงร้องไห้ก็ถามว่า “นั่นเสียงเอะอะวุ่นวายอะไร?” ชายคนนั้นจึงรีบรายงานข่าวให้เอลีรู้ 15 (ตอนนั้น เอลีอายุ 98 ปีและมองอะไรไม่เห็นแล้ว)+ 16 เขาบอกเอลีว่า “ผมเพิ่งหนีมาจากสนามรบวันนี้เอง” เอลีถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?” 17 คนส่งข่าวเล่าว่า “ทหารอิสราเอลแพ้พวกฟีลิสเตียย่อยยับจนต้องหนีกันหมด+ โฮฟนีกับฟีเนหัสลูกชายสองคนของท่านก็ตายด้วย+ และหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้ก็ถูกยึดไปแล้ว”+
18 ตอนที่คนนั้นพูดถึงหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้ เอลีก็หงายหลังตกจากเก้าอี้ข้างประตูและคอหักตาย เพราะเขาทั้งแก่ทั้งอ้วน เอลีทำหน้าที่ผู้พิพากษาของชาวอิสราเอลอยู่ 40 ปี 19 ลูกสะใภ้ของเขาซึ่งเป็นภรรยาของฟีเนหัสกำลังท้องแก่ใกล้จะคลอด พอเธอได้ยินว่าหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้ถูกยึดไปและพ่อสามีกับสามีตายแล้ว เธอก็เจ็บท้องอย่างกะทันหันและคลอดลูกออกมา 20 เมื่อเธอกำลังจะสิ้นใจ พวกผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็พูดว่า “ไม่ต้องกลัวนะ เธอได้ลูกชาย” แต่เธอไม่ตอบและไม่สนใจ 21 เธอตั้งชื่อเด็กนั้นว่าอีคาโบด*+และพูดว่า “พวกเขาเอาสง่าราศีของอิสราเอลไปที่แผ่นดินอื่นแล้ว”+ เธอหมายถึงหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้ถูกยึดไปและพ่อสามีกับสามีของเธอก็ตาย+ 22 เธอพูดว่า “พวกเขาเอาสง่าราศีของอิสราเอลไปที่แผ่นดินอื่นแล้ว เพราะหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้ถูกยึดไปแล้ว”+
5 เมื่อชาวฟีลิสเตียยึดหีบ+ ของพระเจ้าเที่ยงแท้ไปแล้ว พวกเขาก็ย้ายหีบจากเอเบนเอเซอร์ไปที่เมืองอัชโดด 2 ชาวฟีลิสเตียเอาหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้เข้าไปไว้ในวิหารของพระดาโกนและวางไว้ข้าง ๆ พระดาโกน+ 3 วันรุ่งขึ้น เมื่อชาวเมืองอัชโดดตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็เห็นรูปปั้นพระดาโกนล้มคว่ำหน้าอยู่บนพื้นตรงหน้าหีบของพระยะโฮวา+ พวกเขาจึงยกรูปปั้นพระดาโกนไปตั้งไว้ที่เดิม+ 4 เช้าวันถัดมา พอพวกเขาตื่นขึ้นก็เห็นรูปปั้นพระดาโกนล้มคว่ำหน้าอยู่บนพื้นตรงหน้าหีบของพระยะโฮวาอีก แต่หัวกับมือทั้งสองข้างของรูปปั้นขาดกระเด็นออกมาอยู่บนธรณีประตู เหลือแต่ลำตัวที่เหมือนปลาเท่านั้น 5 พวกปุโรหิตของพระดาโกนและทุกคนที่เข้าไปในวิหารนั้นจึงไม่เหยียบธรณีประตูวิหารพระดาโกนในเมืองอัชโดดจนทุกวันนี้
6 พระยะโฮวาได้ลงโทษชาวเมืองอัชโดดอย่างหนัก และทำให้คนที่อยู่ในเมืองอัชโดดกับรอบ ๆ เมืองนั้นเป็นริดสีดวงทวาร+ 7 เมื่อชาวเมืองอัชโดดเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นก็พูดว่า “อย่าเอาหีบของพระเจ้าของอิสราเอลมาไว้กับเราเลย เพราะพระองค์ลงโทษเราและพระดาโกนของเราจนหนักหนาสาหัส” 8 พวกเขาจึงส่งคนไปเชิญพวกเจ้าเมืองของชาวฟีลิสเตียมาประชุมกันและถามว่า “เราจะทำยังไงกับหีบของพระเจ้าของอิสราเอลกันดี?” พวกเจ้าเมืองตอบว่า “ย้ายหีบของพระเจ้าของอิสราเอลไปไว้ที่เมืองกัทเถอะ”+ พวกเขาจึงย้ายหีบไปที่นั่น
9 พอพวกเขาย้ายหีบไปที่เมืองกัท พระยะโฮวาก็ลงโทษชาวเมืองนั้นและทำให้พวกเขาตื่นตระหนก พระองค์ทำให้ชาวเมืองทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นริดสีดวงทวาร+ 10 พวกเขาจึงย้ายหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้ไปที่เมืองเอโครน+ แต่ทันทีที่หีบของพระเจ้าเที่ยงแท้ไปถึงเมืองนั้น ชาวเมืองก็ร้องโวยวายว่า “พวกนั้นเอาหีบของพระเจ้าของอิสราเอลมาไว้กับเราเพื่อให้เราและประชาชนของเราตายกันหมด!”+ 11 พวกเขาจึงส่งคนไปเชิญพวกเจ้าเมืองของชาวฟีลิสเตียมาประชุมกันและบอกว่า “ส่งหีบของพระเจ้าของชาวอิสราเอลกลับไปไว้ที่เดิมเถอะ เรากับประชาชนของเราจะได้ไม่ตายกันหมด” ตอนนั้นคนทั้งเมืองต่างก็กลัวว่าตัวเองจะตาย เพราะพระเจ้าเที่ยงแท้ลงโทษพวกเขาอย่างหนัก+ 12 ส่วนคนที่ไม่ตายก็เป็นริดสีดวงทวาร และชาวเมืองพากันร้องขอความช่วยเหลือจากสวรรค์
6 หีบ+ ของพระยะโฮวาอยู่ในเขตแดนฟีลิสเตีย 7 เดือน 2 ชาวฟีลิสเตียเรียกพวกปุโรหิตและผู้ทำนาย+มาถามว่า “เราจะทำยังไงกับหีบของพระยะโฮวาดี? บอกพวกเราทีว่าควรจะส่งหีบนั้นกลับไปอย่างไร” 3 พวกเขาตอบว่า “ถ้าพวกคุณจะส่งหีบสัญญาของพระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลกลับไปก็ต้องส่งเครื่องบูชาไถ่ความผิด+ไปด้วย ถ้าไม่ทำแบบนี้พวกคุณจะไม่มีทางหายโรค แล้วพวกคุณจะได้รู้ว่าทำไมพระองค์ถึงยังลงโทษพวกคุณอยู่” 4 พวกฟีลิสเตียถามอีกว่า “เราควรจะส่งอะไรไปเป็นเครื่องบูชาไถ่ความผิด?” พวกปุโรหิตกับผู้ทำนายตอบว่า “ส่งรูปริดสีดวงทองคำไป 5 อันกับหนูทองคำ 5 ตัวตามจำนวนเจ้าเมืองของฟีลิสเตีย+ เพราะพวกคุณทุกคนทั้งประชาชนกับพวกเจ้าเมืองเป็นโรคนี้เหมือนกัน 5 พวกคุณต้องทำรูปริดสีดวงและรูปหนู+ที่ทำลายแผ่นดินของพวกคุณและต้องยกย่องพระเจ้าของอิสราเอล ถ้าทำอย่างนี้พระองค์อาจจะเลิกลงโทษพวกคุณ พระของพวกคุณ และแผ่นดินของพวกคุณก็ได้+ 6 อย่าดื้อด้าน+เหมือนฟาโรห์กับชาวอียิปต์ที่โดนพระเจ้าลงโทษอย่างหนัก+จนต้องปล่อยชาวอิสราเอลไป+ 7 ให้พวกคุณเตรียมเกวียนใหม่มาเล่มหนึ่งกับแม่วัวคู่หนึ่ง แม่วัวนั้นต้องไม่เคยเทียมแอกมาก่อน แล้วเอามันมาเทียมเกวียน แต่ให้ลูกของมันกลับคอกไป 8 เอาหีบของพระยะโฮวาวางบนเกวียน และเอารูปทองคำทั้งหมดที่พวกคุณจะส่งไปเป็นเครื่องบูชาไถ่ความผิดใส่ในกล่องวางไว้ข้างหีบ+ จากนั้นปล่อยให้วัวเดินไป 9 แล้วก็คอยดู ถ้าวัวลากเกวียนที่ใส่หีบเดินไปทางเมืองเบธเชเมช+ซึ่งเป็นแผ่นดินที่หีบเคยอยู่ ก็แสดงว่าพระเจ้าของอิสราเอลทำให้เรื่องเลวร้ายนี้เกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าวัวไม่ได้ไปทางนั้น เราก็จะรู้ว่าพระองค์ไม่ได้ลงโทษเราแต่เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ”
10 พวกเขาจึงทำตามนั้น พวกเขาเอาแม่วัวคู่หนึ่งมาเทียมเกวียนและให้ลูกของมันอยู่ที่คอก 11 แล้วพวกเขาก็เอาหีบของพระยะโฮวาวางบนเกวียน และเอากล่องใส่รูปริดสีดวงกับหนูทองคำวางไว้ด้วย 12 แม่วัวคู่นั้นเดินตรงไปทางเมืองเบธเชเมช+ มันเดินไปด้วยร้องไปด้วยอยู่บนถนนสายเดียว ไม่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเลย พวกเจ้าเมืองของฟีลิสเตียก็เดินตามแม่วัวไปจนถึงเขตเมืองเบธเชเมช 13 ชาวเมืองเบธเชเมชกำลังเกี่ยวข้าวสาลีอยู่ในที่ราบหุบเขา เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นหีบสัญญาและดีใจกันยกใหญ่ 14 แม่วัวลากเกวียนเข้าไปในที่ดินของโยชูวาชาวเบธเชเมชและมาหยุดอยู่ใกล้หินก้อนใหญ่ ชาวเมืองก็เอาไม้ที่ทำเกวียนนั้นมาผ่าเป็นฟืน และเอาแม่วัว+มาเผาเป็นเครื่องบูชาถวายพระยะโฮวา
15 คนเลวี+ยกหีบของพระยะโฮวากับกล่องใส่รูปริดสีดวงและหนูทองคำลงจากเกวียน แล้ววางบนหินก้อนใหญ่ วันนั้น ชาวเบธเชเมช+ได้ถวายเครื่องบูชาเผาและเครื่องบูชาอื่น ๆ แก่พระยะโฮวา
16 เมื่อเจ้าเมือง 5 คนของฟีลิสเตียเห็นอย่างนี้ พวกเขาก็กลับไปที่เมืองเอโครนในวันนั้น 17 พวกฟีลิสเตียได้ส่งริดสีดวงทองคำไปเป็นเครื่องบูชาไถ่ความผิดแก่พระยะโฮวา+สำหรับเมืองอัชโดด+อันหนึ่ง เมืองกาซาอันหนึ่ง เมืองอัชเคโลนอันหนึ่ง เมืองกัท+อันหนึ่ง และเมืองเอโครน+อันหนึ่ง 18 และรูปหนูทองคำก็มีจำนวนเท่ากับเมืองทั้งหมดในฟีลิสเตียที่เป็นของเจ้าเมืองทั้งห้า คือเมืองที่มีป้อมปราการและหมู่บ้านต่าง ๆ ที่อยู่นอกเมือง
ส่วนหินก้อนใหญ่ในที่ดินของโยชูวาชาวเบธเชเมชที่พวกเขาใช้วางหีบของพระยะโฮวานั้นยังตั้งอยู่เป็นพยานหลักฐานจนถึงทุกวันนี้ 19 แต่พระเจ้าลงโทษชาวเบธเชเมชเพราะพวกเขาจ้องมองหีบของพระยะโฮวา พระองค์ประหารชาวเมืองนั้น 50,070 คน* ประชาชนพากันโศกเศร้าเพราะพระยะโฮวาประหารพวกเขาไปมากมาย+ 20 ชาวเมืองเบธเชเมชจึงพูดว่า “ใครจะไปใกล้พระยะโฮวาพระเจ้าองค์บริสุทธิ์+นี้ได้? ถ้าพระองค์ไปจากเราและไปอยู่กับคนอื่นได้ก็จะดี!”+ 21 แล้วพวกเขาก็ส่งคนไปบอกชาวเมืองคีริยาทเยอาริม+ว่า “พวกฟีลิสเตียคืนหีบของพระยะโฮวามาให้แล้ว พวกคุณลงมาเอาหีบไปเถอะ”+
7 ชาวเมืองคีริยาทเยอาริมจึงมาเอาหีบของพระยะโฮวาขึ้นไปไว้ที่บ้านของอาบีนาดับ+ซึ่งอยู่บนเนินเขา แล้วแต่งตั้ง*เอเลอาซาร์ลูกชายของอาบีนาดับให้ดูแลหีบของพระยะโฮวา
2 หลังจากผ่านไปนานถึง 20 ปีตั้งแต่วันที่หีบนั้นมาถึงเมืองคีริยาทเยอาริม ชาวอิสราเอลทั้งหมดก็เริ่มขอความช่วยเหลือจากพระยะโฮวา+ 3 ซามูเอลพูดกับชาวอิสราเอลว่า “ถ้าพวกคุณตั้งใจจะกลับมาหาพระยะโฮวาจริง ๆ+ ก็ให้ทิ้งรูปเคารพของคนต่างชาติ+กับรูปเทพธิดาอัชโทเรท+ ให้พวกคุณซื่อสัตย์ภักดีต่อพระยะโฮวาและรับใช้พระองค์ผู้เดียว+ แล้วพระองค์จะช่วยพวกคุณให้รอดจากพวกฟีลิสเตีย”+ 4 ชาวอิสราเอลจึงกำจัดพระบาอัลทั้งหลายกับรูปเทพธิดาอัชโทเรทและนมัสการพระยะโฮวาผู้เดียว+
5 แล้วซามูเอลก็สั่งว่า “ไปเรียกชาวอิสราเอลทุกคนมาชุมนุมกันที่เมืองมิสปาห์+ และผมจะอธิษฐานถึงพระยะโฮวาเพื่อพวกคุณ”+ 6 ชาวอิสราเอลจึงมาชุมนุมกันที่เมืองมิสปาห์ พวกเขาตักน้ำมาเทต่อหน้าพระยะโฮวาและอดอาหารตลอดทั้งวัน+ พวกเขาพูดว่า “เราทำผิดต่อพระยะโฮวาแล้ว”+ ตั้งแต่นั้นซามูเอลก็เริ่มทำหน้าที่ผู้วินิจฉัย+ของชาวอิสราเอลที่เมืองมิสปาห์
7 เมื่อชาวฟีลิสเตียได้ยินว่าชาวอิสราเอลชุมนุมกันที่เมืองมิสปาห์ พวกเจ้าเมืองของชาวฟีลิสเตีย+ก็ยกกองทัพมาโจมตี พอชาวอิสราเอลรู้ข่าว พวกเขาก็กลัวชาวฟีลิสเตีย 8 ชาวอิสราเอลจึงบอกซามูเอลว่า “ได้โปรดอย่าหยุดอธิษฐานอ้อนวอนพระยะโฮวาพระเจ้าของเรา+ให้ช่วยเราพ้นจากพวกฟีลิสเตีย” 9 ซามูเอลจึงเอาลูกแกะมาเผาทั้งตัวเป็นเครื่องบูชา+แก่พระยะโฮวาและอธิษฐานขอให้พระยะโฮวาช่วยชาวอิสราเอล พระยะโฮวาก็ตอบเขา+ 10 ตอนที่ซามูเอลกำลังถวายเครื่องบูชาเผาอยู่นั้น กองทัพฟีลิสเตียบุกมาโจมตีชาวอิสราเอล แต่วันนั้นพระยะโฮวาทำให้มีฟ้าร้องเสียงดังสนั่น+และทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย+ในกองทัพฟีลิสเตีย ชาวฟีลิสเตียจึงแพ้ชาวอิสราเอล+ 11 ชาวอิสราเอลก็ออกจากเมืองมิสปาห์ ไล่ฆ่าฟันชาวฟีลิสเตียไปจนถึงทางใต้ของเบธคาร์ 12 หลังจากนั้น ซามูเอลได้ตั้งหินก้อนหนึ่ง+ไว้ระหว่างเมืองมิสปาห์กับเมืองเยชานาห์และตั้งชื่อว่าเอเบนเอเซอร์* เพราะเขาพูดว่า “พระยะโฮวาช่วยเราจนถึงทุกวันนี้”+ 13 พวกเขาจึงปราบชาวฟีลิสเตียจนพวกนั้นไม่เข้ามารุกรานแผ่นดินอิสราเอลอีก+ และพระยะโฮวาคอยกันชาวฟีลิสเตียไว้ตลอดช่วงที่ซามูเอลมีชีวิตอยู่+ 14 เมืองต่าง ๆ ที่ชาวฟีลิสเตียเคยยึดไปก็กลับมาเป็นของชาวอิสราเอล ตั้งแต่เมืองเอโครนจนถึงเมืองกัท ชาวอิสราเอลจึงได้ดินแดนของตัวเองคืนมาจากชาวฟีลิสเตีย
และในช่วงนั้นไม่มีสงครามระหว่างชาวอิสราเอลกับชาวอาโมไรต์ด้วย+
15 ซามูเอลเป็นผู้วินิจฉัยของชาวอิสราเอลตลอดชีวิตของเขา+ 16 ทุก ๆ ปีเขาจะเดินทางไปเมืองเบธเอล+ กิลกาล+ และมิสปาห์+ปีละรอบเพื่อตัดสินคดีของชาวอิสราเอลตามเมืองเหล่านี้ 17 หลังจากนั้น เขาจะกลับไปที่เมืองรามาห์+เพราะบ้านของเขาอยู่ที่นั่น ซามูเอลได้ตัดสินคดีของชาวอิสราเอลในเมืองนั้นและสร้างแท่นบูชาสำหรับพระยะโฮวาไว้ที่นั่นด้วย+
8 เมื่อซามูเอลแก่แล้ว เขาได้ตั้งลูกชายของเขาเป็นผู้วินิจฉัยของอิสราเอล 2 ลูกชายคนโตของเขาชื่อโยเอล คนที่สองชื่ออาบียาห์+ ทั้งสองคนเป็นผู้วินิจฉัยอยู่ที่เมืองเบเออร์เชบา 3 แต่ลูก ๆ ของซามูเอลไม่ได้ทำตามแบบอย่างเขา พวกเขาหาผลประโยชน์ด้วยวิธีทุจริต+ รับสินบน+ และไม่ได้ตัดสินอย่างยุติธรรม+
4 ต่อมา พวกผู้นำ*ของชาวอิสราเอลพากันมาหาซามูเอลที่เมืองรามาห์ 5 พวกเขาพูดกับซามูเอลว่า “ตอนนี้ท่านแก่มากแล้วและลูกของท่านก็ไม่ได้ทำตามแบบอย่างท่าน ขอให้ท่านตั้งกษัตริย์ปกครองพวกเราเหมือนชาติอื่น ๆ เถอะ”+ 6 แต่ซามูเอลไม่ชอบที่พวกเขาพูดว่า “ขอให้ตั้งกษัตริย์ปกครองพวกเรา” เขาจึงอธิษฐานถึงพระยะโฮวา 7 พระยะโฮวาบอกซามูเอลว่า “ฟังที่ประชาชนพูดเถอะ พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธเจ้า แต่พวกเขาไม่ยอมให้เราเป็นกษัตริย์+ 8 พวกเขาเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ตอนที่เราพาพวกเขาออกมาจากอียิปต์แล้ว พวกเขาทิ้งเรา+ไปนมัสการพระอื่น+ หลายครั้งหลายหน และตอนนี้พวกเขาก็ทิ้งเจ้าด้วย 9 ทำตามที่พวกเขาขอเถอะ แต่เจ้าต้องเตือนพวกเขาให้หนักแน่นว่ากษัตริย์จะเรียกร้องอะไรจากพวกเขาบ้าง”
10 ซามูเอลจึงไปพูดกับประชาชนที่มาขอกษัตริย์และเตือนพวกเขาตามที่พระยะโฮวาสั่ง 11 ซามูเอลบอกว่า “กษัตริย์ที่จะปกครองพวกคุณจะเรียกร้องสิ่งเหล่านี้จากพวกคุณ+ เขาจะเอาลูกชายของพวกคุณ+ไปรับใช้ในรถศึก+และไปเป็นทหารม้า+ บางคนก็ต้องวิ่งนำหน้ารถศึกของเขา 12 และเขาจะแต่งตั้งบางคนเป็นหัวหน้ากองพัน+กับหัวหน้ากองห้าสิบ+ บางคนก็ต้องทำไร่ไถนา+และเก็บเกี่ยวพืชผลให้เขา+ และต้องทำอาวุธกับเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับรถศึกของเขาด้วย+ 13 เขาจะเอาลูกสาวของพวกคุณไปปรุงน้ำมันหอม ทำอาหาร และทำขนมปัง+ 14 เขาจะเอาไร่นาที่ดีที่สุดและสวนองุ่นกับสวนมะกอก+ของพวกคุณไป แล้วจะยกให้พวกข้าราชการของเขา 15 เขาจะเอาส่วน 1 ใน 10 ของไร่นาและสวนองุ่นของพวกคุณไปให้พวกข้าราชสำนักกับข้าราชการของเขา 16 และเขาจะเอาคนรับใช้ชายหญิง ฝูงสัตว์ที่ดีที่สุดและฝูงลาของคุณไปใช้งาน+ 17 เขาจะเอาส่วน 1 ใน 10 ของฝูงแกะของพวกคุณ+ไปด้วย และพวกคุณก็ต้องเป็นคนรับใช้ของเขา 18 แล้ววันหนึ่งพวกคุณจะร้องคร่ำครวญเพราะกษัตริย์ที่พวกคุณเลือกเอง+ แต่พระยะโฮวาจะไม่ฟัง”
19 แต่ไม่มีใครฟังที่ซามูเอลเตือนเลย พวกเขาบอกว่า “ถึงยังไงเราก็อยากได้กษัตริย์ปกครองเรา 20 เราจะได้เป็นเหมือนชาติอื่น ๆ เราจะมีกษัตริย์ปกครองเราและนำเราออกไปสู้กับศัตรู” 21 เมื่อซามูเอลได้ยินอย่างนั้น เขาก็เอาคำพูดของประชาชนไปบอกพระยะโฮวา 22 พระยะโฮวาบอกซามูเอลว่า “ทำตามที่พวกเขาขอและตั้งกษัตริย์ปกครองพวกเขาเถอะ”+ ซามูเอลจึงบอกชาวอิสราเอลว่า “ทุกคนกลับไปเมืองของตัวเองได้แล้ว”
9 มีชายคนหนึ่งในตระกูลเบนยามินชื่อคีช+ เขาเป็นลูกชายของอาบีเอลซึ่งเป็นลูกเศโรร์ เศโรร์เป็นลูกเบโครัท เบโครัทเป็นลูกอาฟียาห์ คีชเป็นชาวเบนยามิน+ ที่ร่ำรวยมาก 2 เขามีลูกชายคนหนึ่งชื่อซาอูล+ ซาอูลเป็นหนุ่มรูปหล่อ หน้าตาดีกว่าผู้ชายทุกคนในอิสราเอล ประชาชนทั่วไปสูงแค่ไหล่เขาเท่านั้น
3 เมื่อฝูงลา*ของคีชพ่อของซาอูลหายไป เขาบอกซาอูลว่า “ไปตามหาฝูงลาให้พ่อหน่อย และเอาคนรับใช้ไปด้วยคนหนึ่ง” 4 ซาอูลกับคนรับใช้ก็เดินทางไปทั่วเขตเทือกเขาของเอฟราอิมและเขตชาลิชาห์ แต่ก็ไม่พบฝูงลา พวกเขาจึงเดินทางต่อไปที่เขตชาอาลิมแต่ก็ไม่เจอลาที่นั่น พวกเขาเที่ยวตามหาฝูงลาทั่วเขตแดนตระกูลเบนยามิน แต่ไม่พบ
5 เมื่อพวกเขาเข้ามาในเขตศูฟ ซาอูลก็บอกคนรับใช้ที่มาด้วยกันว่า “เรากลับกันเถอะ ไม่อย่างนั้นพ่อจะเป็นห่วงเราแทนที่จะห่วงลา”+ 6 คนรับใช้บอกซาอูลว่า “แต่ในเมืองนี้มีชายคนหนึ่งเป็นคนของพระเจ้า ใคร ๆ ก็นับถือเขา ไม่ว่าเขาพูดอะไรก็เป็นจริงทั้งนั้น+ เราไปหาเขากันเถอะครับ เขาอาจจะบอกให้เรารู้ว่าควรไปทางไหน” 7 ซาอูลจึงบอกคนรับใช้ว่า “ถ้าเราไป เราจะเอาอะไรไปให้เขา? เรามีอะไรบ้างล่ะ? ขนมปังในถุงก็ไม่มี เราไม่มีของไปให้คนของพระเจ้าเที่ยงแท้เลย” 8 คนรับใช้ตอบซาอูลว่า “นี่ไงครับ ผมมีเงินหนัก 1 ใน 4 เชเขล* ผมจะให้เงินนี้กับคนของพระเจ้าเที่ยงแท้ เขาจะได้บอกทางเรา” 9 (ในประเทศอิสราเอลสมัยก่อน ถ้าใครจะไปถามพระเจ้าเขาจะพูดว่า “ไปหาผู้หยั่งรู้+กันเถอะ” เพราะคนสมัยก่อนเรียกผู้พยากรณ์ว่าผู้หยั่งรู้) 10 ซาอูลจึงบอกคนรับใช้ว่า “ดีเลย เราไปกันเถอะ” แล้วพวกเขาก็เข้าไปในเมืองที่คนของพระเจ้าเที่ยงแท้อาศัยอยู่
11 ตอนเดินขึ้นไปที่เมืองนั้น พวกเขาพบหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังออกมาตักน้ำ จึงถามว่า “ท่านผู้หยั่งรู้+อยู่ที่เมืองนี้ไหม?” 12 หญิงสาวเหล่านั้นตอบว่า “อยู่ค่ะ ท่านเพิ่งเข้าไปในเมืองก่อนหน้าพวกคุณนี่เอง รีบไปเถอะค่ะ ท่านเข้าไปในเมืองเพราะประชาชนจะถวายเครื่องบูชา+บนที่สูง+ในวันนี้ 13 ถ้าพวกคุณรีบเข้าไปในเมืองก็จะได้เจอท่านก่อนที่ท่านจะขึ้นไปกินอาหารในสถานบูชาบนที่สูง ไม่มีใครกินอาหารจนกว่าท่านจะไปถึง เพราะท่านจะเป็นคนขอพรสำหรับเครื่องบูชา หลังจากขอพรแล้ว คนที่ได้รับเชิญถึงจะกินได้ รีบขึ้นไปเถอะค่ะ พวกคุณจะได้เจอท่านแน่” 14 พวกเขาจึงขึ้นไปที่เมืองนั้น เมื่อพวกเขาเข้าไปในเมือง ซามูเอลก็ออกมาพบพวกเขาเพื่อจะพาขึ้นไปที่สถานบูชาบนที่สูง
15 หนึ่งวันก่อนที่ซาอูลจะมา พระยะโฮวาบอกซามูเอลว่า 16 “วันพรุ่งนี้เวลาประมาณนี้ เราจะส่งชายคนหนึ่งจากเขตเบนยามิน+มาหาเจ้า เจ้าต้องเจิมเขาให้ปกครองอิสราเอล+ประชาชนของเรา และเขาจะช่วยประชาชนของเราจากพวกฟีลิสเตีย เพราะเราได้เห็นความทุกข์และได้ยินเสียงร้องของประชาชนของเราแล้ว”+ 17 เมื่อซามูเอลเห็นซาอูล พระยะโฮวาบอกซามูเอลว่า “คนนี้แหละที่เราบอกเจ้าว่าเขาจะปกครองประชาชนของเรา”+
18 แล้วซาอูลก็เดินมาหาซามูเอลที่ประตูเมืองและพูดว่า “ท่านครับ ท่านรู้จักบ้านของผู้หยั่งรู้ไหมครับ?” 19 ซามูเอลตอบว่า “ผมนี่แหละผู้หยั่งรู้ เดินนำผมขึ้นไปที่สถานบูชาเลย วันนี้คุณอยู่กินอาหารกับผมก่อน+ แล้วพรุ่งนี้ผมจะส่งคุณกลับไป และจะบอกทุกเรื่องที่คุณอยากรู้ 20 ไม่ต้องห่วงเรื่องฝูงลาที่หายไปเมื่อสามวันก่อน+ เพราะตอนนี้พวกเขาหามันเจอแล้ว ถึงยังไงของมีค่าทั้งหมดในอิสราเอลก็เป็นของคุณกับวงศ์ตระกูลของพ่อคุณอยู่แล้ว”+ 21 ซาอูลตอบซามูเอลว่า “ผมเป็นแค่คนตระกูลเบนยามินซึ่งเป็นตระกูลเล็กที่สุดในอิสราเอล+ และครอบครัวของผมก็ต่ำต้อยที่สุดในตระกูลเบนยามิน ทำไมท่านถึงพูดกับผมอย่างนี้ล่ะครับ?”
22 แล้วซามูเอลก็พาซาอูลกับคนรับใช้ของเขาไปที่ห้องอาหาร และให้พวกเขานั่งในที่เด่นกว่าทุกคนที่ได้รับเชิญซึ่งมีอยู่ประมาณ 30 คน 23 ซามูเอลบอกคนทำอาหารว่า “เอาเนื้อที่ผมบอกให้แยกไว้ต่างหากออกมาสิ” 24 คนทำอาหารยกเนื้อส่วนขาออกมาวางตรงหน้าซาอูล แล้วซามูเอลก็พูดว่า “เนื้อที่อยู่ตรงหน้าคุณคือส่วนที่เก็บไว้ให้คุณโดยเฉพาะ เชิญกินได้ พวกเขาเก็บไว้ให้คุณสำหรับโอกาสนี้ เพราะผมบอกพวกเขาว่า ‘ผมเชิญแขกไว้’” วันนั้นซาอูลจึงกินอาหารกับซามูเอล 25 หลังจากนั้น พวกเขาก็ลงมาจากสถานบูชาบนที่สูง+และกลับเข้าไปในเมือง ซามูเอลยังคุยกับซาอูลต่อที่ดาดฟ้าบ้านของเขา 26 วันรุ่งขึ้นพวกเขาตื่นแต่เช้า ซามูเอลเรียกซาอูลที่นอนอยู่บนดาดฟ้าและบอกว่า “เตรียมตัวให้พร้อม ผมจะส่งคุณกลับบ้าน” ซาอูลก็เตรียมตัว แล้วเขากับซามูเอลจึงออกไปด้วยกัน 27 เมื่อกำลังเดินลงไปจากเมือง ซามูเอลบอกซาอูลว่า “บอกให้คนรับใช้+ของคุณล่วงหน้าไปก่อน ส่วนคุณยืนอยู่ที่นี่ เพราะผมมีข่าวจากพระเจ้าจะบอกคุณ” คนรับใช้ของซาอูลก็ไป
10 แล้วซามูเอลก็หยิบขวดน้ำมันออกมาเทลงบนหัวของซาอูล+ เขาจูบซาอูลและพูดว่า “พระยะโฮวาได้เจิมคุณเป็นผู้นำ+ประชาชนของพระองค์แล้ว+ 2 วันนี้เมื่อคุณไปจากที่นี่ คุณจะเจอผู้ชาย 2 คนใกล้สุสานของราเชล+ที่เศลซาห์ในเขตเบนยามิน พวกเขาจะบอกคุณว่า ‘มีคนเจอฝูงลาที่คุณตามหาแล้ว แต่ตอนนี้พ่อของคุณกำลังเป็นห่วงคุณมากจนลืมเรื่องลา+ไปแล้ว พ่อของคุณพูดว่า “ทำยังไงดี ลูกชายไม่กลับมาสักที”’ 3 จากนั้น ให้คุณเดินต่อไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ที่ทาโบร์ คุณจะเจอผู้ชาย 3 คนที่กำลังจะขึ้นไปนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ที่เมืองเบธเอล+ คนหนึ่งอุ้มลูกแพะ 3 ตัว อีกคนถือขนมปัง 3 ก้อน ส่วนคนที่สามถือไหใส่เหล้าองุ่นใบใหญ่ 4 พวกเขาจะทักทายคุณและให้ขนมปังคุณ 2 ก้อน คุณต้องรับขนมปังนั้นไว้ 5 หลังจากนั้น ให้คุณไปที่เนินเขาของพระเจ้าเที่ยงแท้ ที่นั่นมีกองทหารรักษาการณ์ของพวกฟีลิสเตีย เมื่อคุณเข้าไปในเมือง คุณจะพบผู้พยากรณ์กลุ่มหนึ่งกำลังลงมาจากสถานบูชาบนที่สูงและพยากรณ์ไปด้วย จะมีคนเล่นเครื่องสาย เล่นพิณ ตีกลองแทมบูริน* และเป่าแตรเดินนำหน้าผู้พยากรณ์เหล่านั้น 6 คุณจะได้รับพลังของพระยะโฮวา+และจะพยากรณ์ไปกับพวกเขาด้วย แล้วคุณจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน+ 7 เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับคุณ ให้คุณทำสิ่งที่คุณเห็นว่าเหมาะ เพราะพระเจ้าเที่ยงแท้อยู่กับคุณแล้ว 8 จากนั้น ให้คุณล่วงหน้าไปที่กิลกาล+ ผมจะไปหาคุณที่นั่นเพื่อถวายเครื่องบูชาเผากับเครื่องบูชาผูกมิตร ให้คุณรอผมอยู่ที่นั่น 7 วัน แล้วผมจะบอกให้รู้ว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง”
9 ทันทีที่ซาอูลหันหลังให้ซามูเอลและเดินจากไป พระเจ้าก็ทำให้ความคิดจิตใจของซาอูลเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และเหตุการณ์ทั้งหมดก็เกิดขึ้นกับเขาในวันนั้นจริง ๆ 10 ซาอูลกับคนรับใช้ไปที่เนินเขาและพบผู้พยากรณ์กลุ่มหนึ่ง ทันใดนั้น ซาอูลได้รับพลังของพระเจ้า+และเริ่มพยากรณ์+ไปกับคนเหล่านั้น 11 เมื่อคนที่เคยรู้จักซาอูลเห็นเขาพยากรณ์อยู่กับพวกผู้พยากรณ์ ก็พูดกันว่า “เกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของคีช? ซาอูลเป็นผู้พยากรณ์ด้วยหรือ?” 12 ชายคนหนึ่งที่เป็นชาวเมืองนั้นจึงพูดว่า “แล้วผู้พยากรณ์พวกนี้เป็นลูกใครล่ะ?” เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดคำพูด*ที่ว่า “ซาอูลเป็นผู้พยากรณ์ด้วยหรือ?”+
13 หลังจากซาอูลพยากรณ์แล้ว เขาก็ขึ้นไปที่สถานบูชาบนที่สูง 14 ต่อมา ลุงของซาอูลถามเขากับคนรับใช้ว่า “ไปไหนมา?” ซาอูลตอบว่า “พวกเราไปตามหาฝูงลา+แต่หาไม่เจอ ก็เลยไปหาซามูเอล” 15 ลุงจึงถามว่า “เล่าให้ฟังหน่อยซิว่าซามูเอลพูดอะไรบ้าง?” 16 ซาอูลตอบลุงว่า “ท่านบอกผมว่ามีคนเจอฝูงลาแล้ว” แต่ซาอูลไม่ได้เล่าเรื่องที่ซามูเอลบอกว่าเขาจะได้เป็นกษัตริย์ให้ลุงฟัง
17 ซามูเอลเรียกประชาชนมาชุมนุมกันต่อหน้าพระยะโฮวาที่เมืองมิสปาห์+ 18 และพูดกับชาวอิสราเอลว่า “พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลบอกว่า ‘เราเป็นผู้นำชาวอิสราเอลออกมาจากอียิปต์และช่วยพวกเจ้าจากพวกอียิปต์+และจากทุกประเทศที่ข่มเหงพวกเจ้า 19 แต่วันนี้พวกเจ้าได้ปฏิเสธพระเจ้า+ที่เคยช่วยพวกเจ้าให้รอดจากภัยอันตรายและความทุกข์ยากลำบาก พวกเจ้าพูดว่า “ถึงยังไงเราก็อยากได้กษัตริย์ปกครองเรา” ตอนนี้ให้พวกเจ้ามายืนต่อหน้าพระยะโฮวาตามตระกูลและตามครอบครัว*ของตัวเอง’”
20 ซามูเอลให้ชาวอิสราเอลทุกตระกูลเข้ามาใกล้+ แล้วตระกูลเบนยามินก็ถูกเลือก+ 21 จากนั้น ซามูเอลก็ให้ชาวเบนยามินเข้ามาทีละวงศ์ตระกูล แล้ววงศ์ตระกูลของมัตรีก็ถูกเลือก ในที่สุด ซาอูลลูกชายของคีชก็ถูกเลือก+ แต่เมื่อพวกเขาตามหาซาอูลก็ไม่เจอ 22 พวกเขาจึงถามพระยะโฮวา+ว่า “ซาอูลมาที่นี่หรือยัง?” พระยะโฮวาตอบว่า “เขาซ่อนอยู่ในกองสัมภาระ” 23 พวกเขาจึงรีบไปพาซาอูลมา และเมื่อซาอูลยืนขึ้นในหมู่ประชาชน เขาสูงมากจนคนอื่น ๆ สูงแค่ไหล่เขาเท่านั้น+ 24 ซามูเอลพูดกับประชาชนว่า “พวกคุณเห็นคนที่พระยะโฮวาเลือก+แล้วใช่ไหมว่าไม่มีใครเทียบเขาได้เลย?” ประชาชนทุกคนก็ร้องว่า “ขอให้กษัตริย์อายุยืนยาว!”
25 ซามูเอลบอกประชาชนว่ากษัตริย์จะเรียกร้องอะไรจากพวกเขา+และเขียนสิ่งเหล่านั้นไว้ในหนังสือ แล้วก็เก็บหนังสือนั้นไว้ต่อหน้าพระยะโฮวา จากนั้น ซามูเอลก็ให้ประชาชนทุกคนกลับไปบ้านของตัวเอง 26 ซาอูลกลับไปบ้านของเขาในเมืองกิเบอาห์และมีพวกนักรบติดตามไปด้วยเพราะพระยะโฮวาดลใจพวกเขา 27 แต่มีคนชั่วบางคนพูดว่า “คนนี้จะช่วยพวกเราได้หรือ?”+ พวกเขาดูถูกซาอูลและไม่ยอมให้ของขวัญเขา+ แต่ซาอูลก็ไม่ได้ว่าอะไร
11 นาหาชกษัตริย์อัมโมน+บุกมาโจมตีเมืองยาเบชในเขตกิเลอาด ชาวเมืองยาเบช+บอกนาหาชว่า “ทำสัญญา*กับพวกเราก่อน แล้วพวกเราจะยอมเป็นเมืองขึ้นของท่าน” 2 นาหาชกษัตริย์อัมโมนตอบว่า “เราจะทำสัญญาก็ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าพวกคุณต้องถูกควักลูกตาข้างขวาออกทุกคน เพราะเราจะทำให้ชาวอิสราเอลทุกคนอับอาย” 3 พวกผู้นำของยาเบชจึงบอกนาหาชว่า “ขอเวลาสัก 7 วัน พวกเราจะส่งคนไปแจ้งข่าวทั่วแผ่นดินอิสราเอล และถ้าไม่มีใครช่วยได้จริง ๆ พวกเราจะยอมแพ้” 4 เมื่อคนส่งข่าวมาถึงเมืองกิเบอาห์+บ้านของซาอูลและแจ้งข่าวให้ชาวเมืองรู้ คนทั้งเมืองก็พากันร้องไห้เสียงดัง
5 เมื่อซาอูลเดินตามฝูงสัตว์กลับมาจากทุ่งหญ้า เขาถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมทุกคนร้องไห้?” พวกเขาก็เล่าให้ซาอูลฟังว่าคนจากเมืองยาเบชมาส่งข่าวเรื่องอะไร 6 ซาอูลได้รับพลังของพระเจ้า+ เมื่อได้ยินเรื่องทั้งหมดเขาก็โกรธมาก 7 ซาอูลจึงฆ่าวัวตัวผู้คู่หนึ่ง ตัดเป็นท่อน ๆ แล้วให้คนส่งไปตามเมืองต่าง ๆ ทั่วอิสราเอลและสั่งให้พูดว่า “ใครไม่ไปกับซาอูลและซามูเอลก็เตรียมใจไว้เลยว่าฝูงวัวของเขาจะกลายเป็นแบบนี้!” พระยะโฮวาทำให้ประชาชนทุกคนเกรงกลัวและพร้อมใจกันออกมา 8 ซาอูลนับจำนวนพวกเขาที่เบเซก มีชาวอิสราเอล 300,000 คนและชาวยูดาห์ 30,000 คน 9 ซาอูลกับคนเหล่านั้นบอกคนส่งข่าวที่มาจากเมืองยาเบชว่า “กลับไปบอกชาวเมืองยาเบชในกิเลอาดว่า ‘วันพรุ่งนี้ประมาณเที่ยงวัน พวกคุณจะรอดจากศัตรู’” คนส่งข่าวก็กลับไปบอกชาวเมืองยาเบช พวกเขาดีใจกันใหญ่ 10 ชาวเมืองยาเบชจึงบอกนาหาชว่า “วันพรุ่งนี้เราจะยอมแพ้ แล้วท่านอยากจะทำอะไรกับเราก็เชิญเลย”+
11 วันรุ่งขึ้น ซาอูลแบ่งคนเป็น 3 กลุ่มแล้วพากันไปที่ค่ายของชาวอัมโมนตอนเช้ามืด* พวกเขาฆ่าพวกอัมโมน+จนถึงประมาณเที่ยงวัน คนที่ไม่ถูกฆ่าก็หนีกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง 12 ประชาชนจึงบอกซามูเอลว่า “ใครที่เคยพูดว่า ‘ซาอูลจะเป็นกษัตริย์ของเราได้หรือ?’+ เอาตัวคนพวกนั้นมาให้พวกเราฆ่าซะเถอะ” 13 แต่ซาอูลบอกว่า “อย่าฆ่าใครในวันนี้เลย+ เพราะวันนี้พระยะโฮวาได้ช่วยชาวอิสราเอลให้รอดแล้ว”
14 ต่อมา ซามูเอลบอกประชาชนว่า “ไปที่กิลกาล+กันเถอะ จะได้ประกาศแต่งตั้งซาอูลให้เป็นกษัตริย์อีกครั้งหนึ่ง”+ 15 ประชาชนทุกคนก็ไปที่เมืองกิลกาลและตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์ต่อหน้าพระยะโฮวาที่นั่น พวกเขาถวายเครื่องบูชาผูกมิตรแก่พระยะโฮวา+ และซาอูลกับชาวอิสราเอลทุกคนก็เฉลิมฉลองกันอย่างมีความสุข+
12 แล้วซามูเอลก็พูดกับชาวอิสราเอลว่า “ผมทำตามที่พวกคุณร้องขอทุกอย่างแล้ว และผมได้ตั้งกษัตริย์ให้พวกคุณแล้ว+ 2 ตอนนี้พวกคุณมีกษัตริย์ที่จะนำหน้าพวกคุณแล้ว+ ผมเองก็แก่จนผมหงอก ลูกชายของผมก็อยู่กับพวกคุณ+ ผมเป็นผู้นำของพวกคุณมาตั้งแต่ยังหนุ่มจนถึงเดี๋ยวนี้+ 3 เอาละ ให้พวกคุณพูดต่อหน้าพระยะโฮวาและต่อหน้าผู้ที่พระองค์เจิมไว้+ บอกมาเลยว่าผมเคยยึดเอาวัวหรือลาของใครไหม?+ ผมเคยโกงใครหรือกดขี่ใครไหม? ผมเคยรับสินบน*จากใครแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเมื่อเขาทำผิดไหม?+ ถ้าผมเคยทำอะไรอย่างนั้น ผมจะชดใช้ให้”+ 4 พวกเขาตอบซามูเอลว่า “ท่านไม่เคยโกงเราหรือกดขี่เรา หรือรับสินบนจากใครเลย” 5 ซามูเอลจึงบอกพวกเขาว่า “ขอพระยะโฮวาและผู้ที่พระองค์เจิมไว้เป็นพยานในวันนี้ว่าพวกคุณไม่มีอะไรจะกล่าวหาผม” พวกเขาก็บอกว่า “พระองค์*เป็นพยานแล้ว”
6 ซามูเอลจึงบอกประชาชนว่า “พระยะโฮวาเป็นพยาน พระองค์เป็นผู้เลือกโมเสสกับอาโรนและเป็นผู้พาปู่ย่าตายายของพวกคุณออกมาจากประเทศอียิปต์+ 7 ตอนนี้ขอให้ยืนฟังผมพิพากษาพวกคุณต่อหน้าพระยะโฮวา เพราะพระยะโฮวาได้ทำสิ่งดี ๆ เพื่อพวกคุณและปู่ย่าตายายของพวกคุณมาตลอด
8 “ตอนที่ยาโคบไปอยู่ที่อียิปต์+และปู่ย่าตายายของพวกคุณอ้อนวอนให้พระยะโฮวาช่วย+ พระยะโฮวาก็ใช้โมเสส+กับอาโรนพาปู่ย่าตายายของพวกคุณออกมาจากอียิปต์และให้มาอาศัยอยู่ที่นี่+ 9 แต่พวกเขาลืมพระยะโฮวาพระเจ้าของพวกเขา พระองค์จึงปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในมือ+แม่ทัพสิเสรา+จากเมืองฮาโซร์ และตกอยู่ในมือพวกฟีลิสเตีย+กับกษัตริย์โมอับ+ พวกนั้นก็มาโจมตีพวกเขา 10 แล้วพวกเขาก็ขอให้พระยะโฮวาช่วย+และพูดว่า ‘พวกเราทำผิดไปแล้ว+ พวกเราได้ทิ้งพระยะโฮวาไปกราบไหว้พระบาอัลทั้งหลาย+และรูปเทพธิดาอัชโทเรท+ ตอนนี้โปรดช่วยพวกเราให้รอดจากศัตรูด้วย แล้วพวกเราจะรับใช้พระองค์’ 11 พระยะโฮวาจึงส่งเยรุบบาอัล+ เบดาน เยฟธาห์+ และซามูเอล+มาช่วยพวกคุณให้พ้นจากศัตรูรอบด้าน ทำให้พวกคุณได้อยู่อย่างปลอดภัย+ 12 แต่เมื่อพวกคุณเห็นนาหาช+กษัตริย์อัมโมนมาโจมตี พวกคุณก็รบเร้าผมว่า ‘ถึงยังไงเราก็อยากได้กษัตริย์ปกครองเรา!’+ ทั้ง ๆ ที่พระยะโฮวาพระเจ้าเป็นกษัตริย์ของพวกคุณอยู่แล้ว+ 13 ตอนนี้พวกคุณก็มีกษัตริย์อย่างที่พวกคุณต้องการและร้องขอแล้ว เพราะพระยะโฮวาได้ตั้งกษัตริย์ให้ปกครองพวกคุณแล้ว+ 14 ถ้าพวกคุณเกรงกลัวพระยะโฮวา+ รับใช้พระองค์+ ทำตามที่พระองค์บอก+ ไม่ทำอะไรที่ขัดคำสั่งพระยะโฮวา และถ้าพวกคุณกับกษัตริย์ของพวกคุณเชื่อฟังพระยะโฮวาพระเจ้าก็จะเป็นผลดีกับพวกคุณเอง 15 แต่ถ้าพวกคุณไม่ทำตามที่พระยะโฮวาบอกและขัดคำสั่งพระยะโฮวา พระยะโฮวาก็จะลงโทษพวกคุณกับพ่อของพวกคุณ+ 16 ตอนนี้ขอให้ยืนดูการอัศจรรย์ที่พระยะโฮวาจะทำให้พวกคุณเห็น 17 วันนี้เป็นฤดูเกี่ยวข้าวสาลีใช่ไหม? ผมจะขอพระยะโฮวาทำให้มีพายุฝนและฟ้าร้อง พวกคุณจะได้รู้และเข้าใจว่าการที่พวกคุณร้องขอให้มีกษัตริย์เป็นเรื่องชั่วช้าแค่ไหนในสายตาของพระยะโฮวา”+
18 ซามูเอลก็ขอพระยะโฮวา และพระยะโฮวาได้ทำให้มีพายุฝนและฟ้าร้องในวันนั้น ประชาชนทุกคนจึงเกรงกลัวพระยะโฮวาและซามูเอลมาก 19 พวกเขาบอกซามูเอลว่า “ขอท่านช่วยอธิษฐานถึงพระยะโฮวาพระเจ้าของท่านเพื่อพวกเราซึ่งเป็นผู้รับใช้ของท่านด้วย+ เพราะพวกเราไม่อยากตาย พวกเราทำผิดมามากและยังทำผิดที่มาร้องขอกษัตริย์อีก”
20 ซามูเอลจึงบอกประชาชนว่า “อย่ากลัวเลย พวกคุณทำผิดมามากก็จริง แต่ขอแค่พวกคุณไม่ทิ้งพระยะโฮวา+และรับใช้พระยะโฮวาสุดหัวใจ+ 21 อย่าไปกราบไหว้รูปเคารพที่ไร้ค่า+ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร+และช่วยให้รอดไม่ได้ เป็นแค่ของไร้ค่าเท่านั้น 22 พระยะโฮวาจะไม่ทิ้งประชาชนของพระองค์+เพราะเห็นแก่ชื่ออันยิ่งใหญ่ของพระองค์+ และพระยะโฮวาตั้งใจเลือกพวกคุณเป็นประชาชนของพระองค์แล้ว+ 23 ผมเองก็จะไม่เลิกอธิษฐานเพื่อพวกคุณแน่นอน เพราะการทำอย่างนั้นเป็นบาปต่อพระยะโฮวา และผมจะสอนพวกคุณต่อ ๆ ไปให้รู้ว่าทางไหนเป็นทางที่ดีและถูกต้อง 24 ขอให้เกรงกลัวพระยะโฮวา+และรับใช้พระองค์อย่างซื่อสัตย์สุดหัวใจ เพราะพวกคุณได้เห็นแล้วว่าพระองค์ทำสิ่งดีมากมายเพื่อพวกคุณ+ 25 แต่ถ้าพวกคุณยังขืนทำชั่วอีก พวกคุณกับกษัตริย์ของพวกคุณ+จะต้องถูกทำลาย”+
13 ซาอูลอายุ . . .*ปีเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์+ และหลังจากที่เขาปกครองอิสราเอลได้ 2 ปี 2 ซาอูลก็คัดเลือกผู้ชายชาวอิสราเอลมา 3,000 คน แล้วให้ 2,000 คนอยู่กับเขาที่มิคมาชและในเขตเทือกเขาของเมืองเบธเอล ส่วนอีก 1,000 คนอยู่กับโยนาธาน+ที่เมืองกิเบอาห์+ในเขตเบนยามิน แล้วซาอูลก็ให้คนอื่น ๆ กลับไปที่เต็นท์ของตัวเอง 3 โยนาธานบุกไปโจมตีและทำลายกองทหารรักษาการณ์ของฟีลิสเตีย+ที่อยู่ในเมืองเกบา+ และพวกฟีลิสเตียก็รู้ข่าว แล้วซาอูลก็ส่งคนไปทั่วแผ่นดินอิสราเอลให้เป่าแตรเขาสัตว์+และประกาศว่า “ชาวฮีบรูทุกคนฟังทางนี้!” 4 ชาวอิสราเอลจึงได้ยินข่าวว่า “ซาอูลบุกไปโจมตีและทำลายกองทหารรักษาการณ์ของฟีลิสเตีย และตอนนี้พวกฟีลิสเตียเกลียดชาวอิสราเอลมาก” พวกคนส่งข่าวบอกให้ประชาชนมาหาซาอูลที่กิลกาล+
5 ชาวฟีลิสเตียก็รวบรวมกำลังพลมาต่อสู้ชาวอิสราเอลเหมือนกัน พวกเขามีรถม้า 30,000 คัน ทหารม้า 6,000 คน และกองทหารอีกมากมายเหมือนเม็ดทรายที่ชายทะเล+ พวกเขาขึ้นมาตั้งค่ายอยู่ที่มิคมาชทางตะวันออกของเมืองเบธอาเวน+ 6 เมื่อชาวอิสราเอลเห็นว่าพวกเขากำลังแย่เพราะศัตรูบุกมาแล้ว ก็ไปซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำ+ ตามโพรง ซอกเขา ห้องใต้ดิน และในบ่อเก็บน้ำ 7 ชาวฮีบรูบางคนถึงกับข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปในเขตตระกูลกาดและเขตกิเลอาด+ แต่ซาอูลยังอยู่ที่กิลกาล และทุกคนที่อยู่กับซาอูลก็กลัวมาก 8 ซาอูลรออยู่ 7 วันจนถึงเวลาที่ซามูเอลนัดไว้ แต่ซามูเอลไม่มาที่กิลกาลและทุกคนก็หนีไปจากซาอูล 9 ในที่สุด ซาอูลก็พูดว่า “เอาเครื่องบูชาเผากับเครื่องบูชาผูกมิตรมาให้เรา” แล้วซาอูลก็ถวายเครื่องบูชาเผา+
10 แต่ทันทีที่ซาอูลถวายเครื่องบูชาเผาเสร็จ ซามูเอลก็มาถึง ซาอูลออกไปหาซามูเอลและทักทายเขา 11 แต่ซามูเอลพูดว่า “คุณทำอะไรน่ะ?” ซาอูลตอบว่า “ผมเห็นว่าทุกคนทิ้งผมไปกันหมด+และท่านก็ไม่มาตามเวลาที่นัดไว้ และพวกฟีลิสเตียก็รวมกันอยู่ที่มิคมาชแล้ว+ 12 ผมคิดว่าเดี๋ยวพวกฟีลิสเตียจะต้องบุกมาโจมตีผมที่กิลกาล และผมยังไม่ได้ขอให้พระยะโฮวาช่วย ผมเลยจำเป็นต้องถวายเครื่องบูชาเผาเอง”
13 ซามูเอลจึงบอกซาอูลว่า “คุณโง่จริง ๆ ที่ทำอย่างนี้ คุณไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระยะโฮวาพระเจ้าของคุณ+ ถ้าคุณเชื่อฟัง พระยะโฮวาคงจะให้ราชวงศ์ของคุณปกครองอิสราเอลตลอดไป 14 แต่ตอนนี้ราชวงศ์ของคุณจะไม่ได้ปกครองแผ่นดินนี้ตลอดไป+ พระยะโฮวาจะหาชายคนหนึ่งที่พระองค์พอใจ+ และพระยะโฮวาจะตั้งเขาเป็นผู้นำอิสราเอลประชาชนของพระองค์+ เพราะคุณไม่ได้เชื่อฟังคำสั่งของพระยะโฮวา”+
15 แล้วซามูเอลก็ออกจากกิลกาลไปที่เมืองกิเบอาห์ในเขตเบนยามิน ซาอูลนับจำนวนคนของเขา พวกผู้ชายที่ยังอยู่กับซาอูลมีประมาณ 600 คน+ 16 ตอนนั้น ซาอูลและโยนาธานลูกของเขา รวมทั้งคนที่ยังอยู่กับซาอูลและโยนาธานอาศัยอยู่ที่เมืองเกบา+ในเขตเบนยามิน ส่วนชาวฟีลิสเตียตั้งค่ายอยู่ที่มิคมาช+ 17 พวกฟีลิสเตียแบ่งทหารเป็น 3 กองแล้วยกไปโจมตี ทหารกองหนึ่งไปตามทางที่จะไปเมืองโอฟราห์เพื่อจะไปเขตชูอัล 18 ทหารอีกกองหนึ่งไปตามทางที่จะไปเมืองเบธโฮโรน+ ส่วนทหารกองที่สามไปตามทางที่จะไปชายแดนซึ่งมองลงไปเห็นหุบเขาเศโบอิมก่อนเข้าเขตที่กันดาร
19 ตอนนั้นในแผ่นดินอิสราเอลไม่มีช่างโลหะเลย เพราะชาวฟีลิสเตียพูดกันว่า “พวกฮีบรูจะได้ไม่ทำดาบหรือหอก” 20 ชาวอิสราเอลทุกคนจึงต้องลงไปหาชาวฟีลิสเตียเมื่อต้องการจะลับผาลไถนา* เหล็กขุดดิน ขวาน หรือเคียว 21 ค่าลับผาล เหล็กขุดดิน สามง่าม และขวาน หรือค่าซ่อมประตักคือ 1 พิม* 22 ในช่วงที่ทำสงครามนั้น คนที่อยู่กับซาอูลและโยนาธานไม่มีใครมีดาบหรือหอกเลย มีแต่ซาอูลและโยนาธาน+เท่านั้นที่มีอาวุธ
23 ส่วนกองทหารรักษาการณ์ของฟีลิสเตียก็ออกไปอยู่ที่ช่องเขาที่มิคมาช+
14 วันหนึ่ง โยนาธาน+ลูกของซาอูลบอกคนรับใช้ที่ถืออาวุธให้เขาว่า “เราข้ามไปที่กองทหารของพวกฟีลิสเตียฝั่งโน้นกันเถอะ” แต่โยนาธานไม่ได้บอกให้พ่อของเขารู้ 2 ซาอูลอยู่ที่ชานเมืองกิเบอาห์+ใต้ต้นทับทิมในมิโกรน และมีคนอยู่กับเขา 600 คน+ 3 (อาหิยาห์ใส่เอโฟด+อยู่ เขาเป็นลูกอาหิทูบ+ อาหิทูบเป็นพี่ของอีคาโบด+ ซึ่งเป็นลูกฟีเนหัส+และเป็นหลานเอลี+ เอลีเคยเป็นปุโรหิตของพระยะโฮวาอยู่ที่เมืองชิโลห์)+ พวกทหารไม่รู้ว่าโยนาธานหายไป 4 ในเส้นทางที่โยนาธานพยายามจะข้ามไปหากองทหารของพวกฟีลิสเตีย มีเขาหินรูปร่างเหมือนฟันอยู่สองข้างทาง ลูกหนึ่งชื่อโบเซส อีกลูกหนึ่งชื่อเสเนห์ 5 เขาหินที่อยู่ทางทิศเหนือรูปทรงเหมือนเสาหันหน้าไปทางมิคมาช ส่วนเขาหินที่อยู่ทางทิศใต้หันหน้าไปทางเมืองเกบา+
6 โยนาธานพูดกับคนที่ถืออาวุธว่า “เราข้ามไปที่กองทหารของพวกที่ไม่ได้เข้าสุหนัตกันเถอะ+ พระยะโฮวาอาจจะช่วยเรา เพราะไม่ว่าจะมีคนน้อยหรือมากพระยะโฮวาก็ช่วยได้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรจะขัดขวางพระองค์ได้”+ 7 คนที่ถืออาวุธให้โยนาธานก็ตอบว่า “ทำตามที่ท่านต้องการเถอะครับ ท่านอยากไปทางไหนก็ไปเลย ผมจะตามท่านไปทุกที่” 8 โยนาธานจึงพูดว่า “เราจะข้ามไปที่นั่นและออกไปให้พวกนั้นเห็นเรา 9 และถ้าพวกเขาพูดกับเราว่า ‘อยู่ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวพวกเราจะไปหา!’ เราจะยืนอยู่ที่นั่น ไม่ขึ้นไปหาพวกเขา 10 แต่ถ้าพวกนั้นพูดว่า ‘ขึ้นมาหาเราเลย!’ เราจะขึ้นไป เพราะพระยะโฮวาจะช่วยให้เราเอาชนะพวกเขา เราจะถือว่านี่เป็นสัญญาณนะ”+
11 แล้วทั้งสองคนก็ออกไปให้พวกฟีลิสเตียที่อยู่ในกองทหารเห็น พวกฟีลิสเตียก็พูดว่า “ดูนั่นสิ! พวกฮีบรูออกมาจากที่ซ่อนกันแล้ว”+ 12 ทหารพวกนั้นบอกโยนาธานกับคนที่ถืออาวุธว่า “ขึ้นมาเลย เราจะสอนบทเรียนให้พวกแกเอง!”+ โยนาธานจึงบอกคนที่ถืออาวุธให้เขาว่า “ตามขึ้นมา เพราะพระยะโฮวาจะช่วยให้อิสราเอลชนะพวกเขา”+ 13 แล้วโยนาธานก็ปีนขึ้นไป คนถืออาวุธก็ตามไป โยนาธานฆ่าทหารฟีลิสเตียตายไปหลายคน คนถืออาวุธก็ฆ่าฟันทหารพวกนั้นตามหลังเขาไป 14 ครั้งแรกที่โยนาธานกับคนถืออาวุธบุกไปโจมตีนั้น พวกเขาไล่ฆ่าทหารฟีลิสเตียตายไปประมาณ 20 คน ภายในระยะทางไม่ไกลนัก*
15 ทหารในค่ายและในกองรักษาการณ์กลัวกันมาก แม้แต่กองทหารที่ออกไปโจมตี+ก็กลัวเหมือนกัน แล้วแผ่นดินก็ไหวและพระเจ้าทำให้ทุกคนกลัว 16 พวกคนเฝ้ายามในเมืองกิเบอาห์+เขตเบนยามินเห็นว่าพวกฟีลิสเตียเกิดความวุ่นวายไปหมด+
17 ซาอูลพูดกับคนที่อยู่กับเขาว่า “ช่วยนับคนของเราให้หน่อย ดูซิว่ามีใครหายไปบ้าง” เมื่อพวกเขานับจำนวนคนก็เห็นว่าโยนาธานกับคนถืออาวุธหายไป 18 ซาอูลจึงบอกอาหิยาห์+ว่า “ไปเอาหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้มาที่นี่!” (ตอนนั้นหีบของพระเจ้าเที่ยงแท้อยู่กับชาวอิสราเอล) 19 ตอนที่ซาอูลกำลังพูดกับปุโรหิตอาหิยาห์นั้น ที่ค่ายของพวกฟีลิสเตียก็เกิดความวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซาอูลจึงบอกปุโรหิตอาหิยาห์ว่า “ไม่ต้องแล้ว” 20 แล้วซาอูลกับทุกคนที่อยู่กับเขาก็มารวมตัวกันและออกไปรบ พอไปถึง พวกเขาเห็นทหารฟีลิสเตียกำลังฆ่าฟันกันเองและมีความวุ่นวายมาก 21 ชาวฮีบรูที่เคยไปเข้ากับฝ่ายฟีลิสเตียและไปอยู่ในค่ายของพวกนั้นก็กลับมาอยู่ฝ่ายอิสราเอลและมาอยู่กับซาอูลและโยนาธาน 22 เมื่อชาวอิสราเอลที่ซ่อนตัว+อยู่ในเขตเทือกเขาของเอฟราอิมได้ยินว่าพวกฟีลิสเตียหนีไป พวกเขาก็มาช่วยไล่ฆ่าศัตรูด้วย 23 พระยะโฮวาจึงช่วยชาวอิสราเอลในวันนั้น+ พวกเขาสู้กับพวกฟีลิสเตียไปจนถึงเมืองเบธอาเวน+
24 แต่วันนั้นชาวอิสราเอลเหนื่อยล้ามาก เพราะซาอูลให้พวกเขาสาบานว่า “คนที่กินอะไรก่อนถึงเวลาเย็นและก่อนที่เราจะแก้แค้นศัตรูของเราได้จะต้องถูกแช่ง!” จึงไม่มีใครกล้ากินอะไรเลย+
25 แล้วชาวอิสราเอลก็เข้าไปในป่า ที่นั่นมีน้ำผึ้งอยู่ที่พื้น 26 ตอนที่ชาวอิสราเอลอยู่ในป่า พวกเขาเห็นน้ำผึ้งกำลังหยด แต่ไม่มีใครกินเลยเพราะกลัวผิดคำสาบาน 27 แต่โยนาธานไม่รู้ว่าพ่อของเขาให้ประชาชนสาบานอะไรไว้+ เขาจึงเอาไม้เท้าที่ถืออยู่แหย่เข้าไปในรวงผึ้งเอาน้ำผึ้งมากิน พอกินแล้วก็รู้สึกว่ามีกำลังขึ้น* 28 ชาวอิสราเอลคนหนึ่งจึงพูดว่า “พ่อของท่านได้สั่งให้ทุกคนสาบานอย่างหนักแน่นว่า ‘คนที่กินอะไรในวันนี้จะต้องถูกแช่ง!’+ เราทุกคนจึงเหนื่อยล้ากันมาก” 29 แต่โยนาธานพูดว่า “พ่อของผมทำให้ประชาชนเดือดร้อน ดูสิ! ผมชิมน้ำผึ้งนี้เข้าไปนิดเดียวก็รู้สึกดีขึ้นมาก 30 แล้วถ้าวันนี้ทุกคนได้กินของที่ยึดมาจากศัตรูอย่างเต็มอิ่ม+ก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือ? เพราะพวกเราจะฆ่าพวกฟีลิสเตียได้มากกว่านี้อีก”
31 วันนั้น พวกเขาไล่ฆ่าพวกฟีลิสเตียตั้งแต่มิคมาชไปจนถึงเมืองอัยยาโลน+ และชาวอิสราเอลทุกคนเหนื่อยมาก 32 พวกเขาจึงรีบเข้าไปยึดของจากศัตรู และฆ่าแกะ วัว และลูกวัวบนพื้นดิน แล้วก็กินกันทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เอาเลือดออก+ 33 มีคนไปรายงานซาอูลว่า “ประชาชนทำบาปร้ายแรงต่อพระยะโฮวาแล้ว พวกเขากินเนื้อที่ยังมีเลือดอยู่”+ ซาอูลจึงพูดว่า “พวกคุณทำบาปมาก กลิ้งหินก้อนใหญ่มาให้เราเดี๋ยวนี้” 34 แล้วซาอูลก็สั่งว่า “ประกาศออกไปให้รู้ทั่วกันว่า ‘ทุกคนต้องเอาวัวและแกะมาฆ่ากินที่นี่ อย่ากินเนื้อที่ยังมีเลือดอยู่เลยเพราะเป็นบาปต่อพระยะโฮวา’”+ คืนนั้นพวกเขาทุกคนก็เอาวัวไปฆ่าที่นั่น 35 และซาอูลก็สร้างแท่นบูชาสำหรับพระยะโฮวา+ นี่เป็นแท่นบูชาแรกที่เขาสร้างให้พระยะโฮวา
36 ต่อมา ซาอูลพูดว่า “ให้พวกเราไปไล่ตามพวกฟีลิสเตียตอนกลางคืนกันเถอะ แล้วก็ยึดของของพวกเขาจนถึงเช้า พวกเราจะไม่ปล่อยให้พวกนั้นหนีไปได้สักคนเดียว” ประชาชนตอบว่า “ดีครับ ทำตามที่ท่านต้องการเถอะ” ปุโรหิตบอกว่า “ให้เราถามพระเจ้าเที่ยงแท้ที่นี่ก่อน”+ 37 ซาอูลถามพระเจ้าว่า “ผมควรไปไล่ตามพวกฟีลิสเตียไหม?+ พระองค์จะช่วยให้ชาวอิสราเอลชนะไหม?” แต่วันนั้นพระเจ้าไม่ตอบซาอูลเลย 38 ซาอูลจึงพูดว่า “ให้คนที่เป็นหัวหน้าของประชาชนเข้ามาใกล้ ๆ จะได้รู้กันว่าวันนี้ใครทำบาป 39 เราขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่และเป็นผู้ช่วยอิสราเอลให้รอดว่า ถ้ารู้ว่าใครทำผิด ถึงจะเป็นโยนาธานลูกของเรา เราก็จะฆ่าให้ตาย” แต่ไม่มีใครพูดอะไร 40 ซาอูลบอกประชาชนว่า “พวกคุณทุกคนเป็นฝ่ายหนึ่ง ส่วนเรากับโยนาธานจะเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง” ประชาชนก็ตอบว่า “ทำตามที่ท่านต้องการเถอะ”
41 ซาอูลอธิษฐานถึงพระยะโฮวาว่า “พระเจ้าของอิสราเอล โปรดบอกพวกเราด้วยทูมมิมนี้”+ แล้วโยนาธานกับซาอูลก็ถูกเลือก ส่วนประชาชนพ้นผิด 42 ซาอูลจึงบอกว่า “จับฉลาก+ดูอีกทีจะได้รู้ว่าเราหรือโยนาธานลูกของเราที่ทำผิด” แล้วโยนาธานก็ถูกเลือก 43 ซาอูลจึงบอกโยนาธานว่า “บอกพ่อมาซิว่าไปทำอะไรมา” โยนาธานตอบว่า “ผมแค่ชิมน้ำผึ้งที่ติดปลายไม้นิดเดียวเท่านั้น+ แต่เอาเถอะ ผมพร้อมจะตายแล้ว!”
44 ซาอูลก็พูดว่า “โยนาธาน ถ้าวันนี้ลูกไม่ตายก็ขอให้พระเจ้าลงโทษพ่อให้หนักกว่านั้นอีก!”+ 45 แต่ประชาชนพูดกับซาอูลว่า “โยนาธานสมควรจะตายหรือ? เขาเป็นคนนำชัยชนะ*ที่ยิ่งใหญ่+นี้มาให้เราไม่ใช่หรือ? อย่าให้เขาต้องตายเลย! พวกเราขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่ว่า ผมของเขาแม้แต่เส้นเดียวจะไม่ร่วงถึงพื้น เพราะพระเจ้าได้ช่วยเขาให้ชนะในวันนี้”+ ประชาชนได้ช่วยชีวิตโยนาธานไว้ เขาจึงไม่ตาย
46 ซาอูลก็เลิกไล่ตามพวกฟีลิสเตีย แล้วพวกฟีลิสเตียก็กลับไปแผ่นดินของตัวเอง
47 ซาอูลปกครองอิสราเอลอย่างมั่นคงและทำสงครามกับศัตรูทุกด้าน ทั้งชาวโมอับ+ ชาวอัมโมน+ ชาวเอโดม+ กษัตริย์ของโศบาห์+ และชาวฟีลิสเตีย+ และไม่ว่าซาอูลจะรบกับใคร เขาก็เอาชนะได้หมด 48 ซาอูลต่อสู้อย่างกล้าหาญและเอาชนะชาวอามาเลข+ได้ ช่วยให้ชาวอิสราเอลรอดพ้นจากพวกที่จะมาโจมตีและแย่งชิงสมบัติ
49 ซาอูลมีลูกชายชื่อโยนาธาน อิชวี และมัลคีชูวา+ เขายังมีลูกสาวอีก 2 คน คนโตชื่อเมราบ+และคนที่สองชื่อมีคาล+ 50 ภรรยาของซาอูลชื่ออาหิโนอัมเป็นลูกของอาหิมาอัส ส่วนแม่ทัพของซาอูลคืออับเนอร์+ลูกของเนอร์ซึ่งเป็นลุงของซาอูล 51 คีช+เป็นพ่อซาอูล และเนอร์+ที่เป็นพ่ออับเนอร์เป็นลูกอาบีเอล
52 ตลอดช่วงที่ซาอูลปกครองเป็นกษัตริย์+ เขาทำสงครามกับพวกฟีลิสเตียอย่างดุเดือด เมื่อซาอูลเห็นผู้ชายที่แข็งแรงและกล้าหาญ เขาก็จะให้มารับราชการในกองทัพ+
15 ต่อมา ซามูเอลบอกซาอูลว่า “พระยะโฮวาใช้ผมมาเจิมคุณเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอลประชาชนของพระองค์+ เพราะฉะนั้น ขอให้ฟังพระยะโฮวา+ 2 พระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพบอกว่า ‘เราจะคิดบัญชีพวกอามาเลขเพราะพวกเขาเคยข่มเหงรังแกชาวอิสราเอลตั้งแต่ออกมาจากอียิปต์+ 3 ให้เจ้าไปโจมตีพวกอามาเลข+และทำลายประชาชน+กับสมบัติทุกอย่างของพวกเขาให้สิ้นซาก อย่าไว้ชีวิต*พวกเขา ฆ่าให้หมด+ทั้งผู้ชายผู้หญิง เด็กเล็กเด็กโต รวมทั้งวัว แกะ อูฐ และลาของพวกเขาด้วย’”+ 4 ซาอูลก็เรียกประชาชนมาและนับจำนวนพวกเขาที่เทลาอิม มีทหารราบ 200,000 คนกับชาวยูดาห์อีก 10,000 คน+
5 ซาอูลบุกไปถึงเมืองของชาวอามาเลขและให้พวกทหารซุ่มอยู่ใกล้หุบเขา 6 ซาอูลบอกชาวเคไนต์+ว่า “แยกตัวออกมาจากพวกอามาเลขเถอะ จะได้ไม่โดนเราทำลายไปพร้อมกับพวกนั้น+ เพราะพวกคุณได้แสดงความรักที่มั่นคงต่อชาวอิสราเอล+ตอนที่ออกมาจากอียิปต์” ชาวเคไนต์จึงแยกตัวออกมาจากชาวอามาเลข 7 แล้วซาอูลก็ฆ่าฟันชาวอามาเลข+ตั้งแต่ฮาวิลาห์+ไปจนถึงชูร์+ซึ่งอยู่ติดกับประเทศอียิปต์ 8 เขาจับตัวอากัก+กษัตริย์อามาเลขไว้แต่ไม่ได้ฆ่า ส่วนประชาชนที่เหลือถูกฆ่าหมด+ 9 ซาอูลกับชาวอิสราเอลไว้ชีวิต*อากัก และไม่ได้ทำลายฝูงแกะและฝูงสัตว์ที่ดีที่สุด รวมทั้งสัตว์ที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ แกะตัวผู้ และของดี ๆ ทุกอย่าง+ พวกเขาไม่อยากทำลายสัตว์และของเหล่านี้ แต่ของที่ไม่ต้องการและไม่มีค่าพวกเขาได้ทำลายทั้งหมด
10 พระยะโฮวาส่งข่าวมาถึงซามูเอลว่า 11 “เราเสียใจที่ได้ตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์ เพราะเขาไม่เชื่อฟังเราและไม่ทำตามที่เราสั่งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”+ ซามูเอลทุกข์ใจมาก เขาอธิษฐานอ้อนวอนพระยะโฮวาตลอดทั้งคืน+ 12 วันรุ่งขึ้น ซามูเอลตื่นแต่เช้าออกไปหาซาอูล แต่มีคนบอกซามูเอลว่า “ซาอูลไปเมืองคาร์เมล+และสร้างอนุสาวรีย์ของเขาที่นั่น+ หลังจากนั้นเขาก็ไปเมืองกิลกาล” 13 เมื่อซามูเอลมาเจอซาอูล ซาอูลพูดกับซามูเอลว่า “ขอพระยะโฮวาอวยพรท่าน ผมทำทุกอย่างตามที่พระยะโฮวาสั่งแล้ว” 14 แต่ซามูเอลบอกว่า “แล้วเสียงแกะกับเสียงวัวที่ผมได้ยินอยู่นี้มาจากไหน?”+ 15 ซาอูลตอบว่า “ก็เป็นสัตว์ที่ยึดมาจากพวกอามาเลขนั่นแหละ ประชาชนไม่ได้ฆ่าแกะกับวัวที่ดีที่สุดเพราะจะเก็บไว้เป็นเครื่องบูชาถวายพระยะโฮวาพระเจ้าของท่าน แต่ส่วนอื่น ๆ พวกเราทำลายไปหมดแล้ว” 16 ซามูเอลจึงบอกซาอูลว่า “หยุดพูดได้แล้ว! ผมจะบอกคุณว่าเมื่อคืนนี้พระยะโฮวาพูดอะไรกับผม”+ ซาอูลบอกว่า “พูดมาเถอะ”
17 ซามูเอลบอกว่า “ตอนที่พระยะโฮวาเจิมคุณให้เป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล+และให้คุณเป็นผู้นำชาวอิสราเอลทุกตระกูล คุณก็ยังเจียมตัวว่าเป็นคนต่ำต้อย+ไม่ใช่หรือ? 18 แล้วพระยะโฮวาก็ใช้คุณไปทำงานและสั่งว่า ‘ไปทำลายชาวอามาเลขที่ชั่วช้า+ สู้กับพวกเขาและกำจัดให้สิ้นซาก’+ 19 แต่ทำไมคุณไม่เชื่อฟังพระยะโฮวา? ทำไมคุณถึงโลภอยากได้สมบัติของคนพวกนั้น+และทำสิ่งที่พระยะโฮวาเห็นว่าชั่ว?”
20 แต่ซาอูลบอกซามูเอลว่า “ผมเชื่อฟังพระยะโฮวาแล้ว! ผมไปทำงานตามที่พระยะโฮวาสั่งและยังจับกษัตริย์อากักของอามาเลขมาด้วย และผมก็ทำลายพวกอามาเลขจนไม่เหลือแล้ว+ 21 แต่ประชาชนน่ะสิไปยึดแกะกับวัวมาทั้งที่ควรจะทำลายทิ้ง พวกเขาเอามาแต่ตัวที่ดีที่สุดเพื่อจะถวายเป็นเครื่องบูชาแก่พระยะโฮวาพระเจ้าของท่านที่กิลกาล”+
22 ซามูเอลจึงพูดว่า “พระยะโฮวาจะพอใจเครื่องบูชาเผา+มากกว่าการเชื่อฟังคำสั่งของพระยะโฮวาหรือ? ไม่ใช่เลย! การเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชา+และการทำตามคำสั่งก็ดีกว่ามัน+แกะตัวผู้ 23 เพราะการขัดคำสั่ง+เป็นบาปร้ายแรงเหมือนการทำนายโชคชะตา+ และการทำเกินสิทธิ์ก็ชั่วช้าพอ ๆ กับการใช้เวทมนตร์และไหว้รูปเคารพ* เพราะคุณไม่ได้ทำตามคำสั่งของพระยะโฮวา+ ดังนั้น พระองค์จะไม่ให้คุณเป็นกษัตริย์อีกต่อไป”+
24 ซาอูลบอกซามูเอลว่า “ผมผิดไปแล้ว ผมฝ่าฝืนคำสั่งของพระยะโฮวาและไม่เชื่อฟังท่านด้วย ผมกลัวประชาชน ผมเลยฟังพวกเขา 25 ได้โปรดยกโทษให้ผมและกลับไปกับผมเถอะ ผมจะได้ไปนมัสการพระยะโฮวา”+ 26 แต่ซามูเอลตอบซาอูลว่า “ผมจะไม่ไปกับคุณ เพราะคุณไม่ได้ทำตามคำสั่งของพระยะโฮวา และพระยะโฮวาจะไม่ให้คุณเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลอีกต่อไป”+ 27 พอซามูเอลหันหลังกลับไป ซาอูลก็ดึงชายเสื้อคลุมที่ไม่มีแขนของซามูเอลไว้และเสื้อนั้นก็ขาด 28 ซามูเอลจึงพูดว่า “เหมือนกับเสื้อนี้ที่ขาดไปแล้ว พระยะโฮวาได้ยึดอำนาจกษัตริย์ไปจากคุณในวันนี้ คุณจะไม่ได้ปกครองอิสราเอลอีกต่อไป แล้วพระเจ้าจะมอบอำนาจนี้ให้กับเพื่อนร่วมชาติคนหนึ่งของคุณที่ดีกว่าคุณ+ 29 และพระเจ้าผู้มีสง่าราศีของอิสราเอล+จะไม่โกหก+หรือเปลี่ยนใจ* เพราะพระองค์ไม่ใช่มนุษย์ที่ชอบเปลี่ยนใจ”*+
30 ซาอูลจึงพูดว่า “ผมผิดไปแล้ว แต่โปรดให้เกียรติผมต่อหน้าพวกผู้นำ*ของประชาชนและต่อหน้าชาวอิสราเอลด้วยเถอะ กลับไปกับผมได้ไหม? ผมจะได้นมัสการพระยะโฮวาพระเจ้าของท่าน”+ 31 ซามูเอลจึงตามซาอูลกลับไป และซาอูลก็นมัสการพระยะโฮวา 32 ซามูเอลพูดว่า “เอาตัวอากักกษัตริย์อามาเลขมาให้ผม” อากักเข้ามาหาซามูเอลอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ* แต่ก็คิดในใจว่า ‘เราคงรอดตายแล้ว’ 33 แต่ซามูเอลพูดว่า “คุณเคยใช้ดาบทำให้แม่ต้องเสียลูกไป ดังนั้น แม่ของคุณจะต้องเสียลูกไปเหมือนกัน” แล้วซามูเอลก็ฟันอากักขาดเป็นท่อน ๆ ต่อหน้าพระยะโฮวาที่เมืองกิลกาล+
34 หลังจากนั้น ซามูเอลก็ไปที่เมืองรามาห์ ส่วนซาอูลกลับไปที่บ้านของเขาที่เมืองกิเบอาห์ 35 ซามูเอลเสียใจเรื่องซาอูลมาก+ เขาไม่ได้พบกับซาอูลอีกเลยจนวันตาย พระยะโฮวาก็เสียใจที่ได้ตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล+
16 ต่อมา พระยะโฮวาบอกซามูเอลว่า “เจ้าจะเสียใจเรื่องซาอูลไปอีกนานแค่ไหน?+ ตอนนี้เราปลดเขาจากตำแหน่งกษัตริย์ของอิสราเอลแล้ว+ เอาน้ำมันใส่เขาสัตว์ของเจ้าให้เต็ม+ แล้วเราจะให้เจ้าไปหาเจสซี+ชาวเมืองเบธเลเฮม เพราะเราได้เลือกลูกชายคนหนึ่งของเขาเป็นกษัตริย์”+ 2 แต่ซามูเอลตอบว่า “ผมจะไปได้ยังไง? ถ้าซาอูลรู้เข้า เขาจะฆ่าผมแน่”+ พระยะโฮวาตอบว่า “เอาลูกวัวตัวเมียไปด้วยตัวหนึ่งและพูดว่า ‘ผมมาถวายเครื่องบูชาให้พระยะโฮวา’ 3 แล้วให้เจ้าเชิญเจสซีมาถวายเครื่องบูชาด้วย ถึงตอนนั้นเราจะบอกให้รู้ว่าเจ้าต้องทำอะไรและเราเลือกใคร แล้วเจ้าต้องเจิมคนนั้นเป็นกษัตริย์ให้เรา”+
4 ซามูเอลก็ไปทำตามที่พระยะโฮวาสั่งและไปที่เมืองเบธเลเฮม+ พอพวกผู้นำของเมืองเจอซามูเอล พวกเขาก็กลัวและถามว่า “ท่านมาดีหรือ?” 5 ซามูเอลตอบว่า “ผมมาดี ผมมาถวายเครื่องบูชาให้พระยะโฮวา ให้พวกคุณชำระตัวให้บริสุทธิ์และมาถวายเครื่องบูชาด้วยกัน” แล้วซามูเอลก็ทำพิธีชำระตัวให้เจสซีกับพวกลูกชาย และเชิญพวกเขามาถวายเครื่องบูชา 6 เมื่อพวกเขาเข้ามา ซามูเอลก็เห็นเอลีอับ+ จึงพูดว่า “คนนี้ต้องเป็นคนที่พระยะโฮวาจะเจิมแน่ ๆ” 7 แต่พระยะโฮวาบอกซามูเอลว่า “อย่าสนใจที่หน้าตาและรูปร่างสูงสง่าของเขา+ เราไม่ได้เลือกคนนี้ เพราะพระเจ้าไม่ได้มองเหมือนที่มนุษย์มอง มนุษย์มองที่รูปร่างหน้าตาภายนอก แต่พระยะโฮวามองที่หัวใจ”+ 8 เจสซีจึงเรียกอาบีนาดับ+ให้มาหาซามูเอล แต่ซามูเอลบอกว่า “พระยะโฮวาไม่ได้เลือกคนนี้เหมือนกัน” 9 เจสซีจึงให้ชัมมาห์+เข้ามา แต่ซามูเอลก็พูดว่า “พระยะโฮวาไม่ได้เลือกคนนี้เหมือนกัน” 10 เจสซีให้ลูกชาย 7 คนมาหาซามูเอล แต่ซามูเอลบอกเจสซีว่า “พระยะโฮวาไม่ได้เลือกพวกเขาเลย”
11 ในที่สุด ซามูเอลถามเจสซีว่า “คุณมีลูกชายเท่านี้หรือ?” เจสซีตอบว่า “ยังเหลือลูกคนสุดท้อง+อีกคนหนึ่ง แต่เขากำลังเลี้ยงแกะอยู่”+ ซามูเอลจึงบอกเจสซีว่า “ให้คนไปตามเขามา เพราะเราจะไม่กินอาหารกันจนกว่าเขาจะมาถึง” 12 เจสซีจึงให้คนไปตามลูกชายคนสุดท้อง เขามีผิวออกแดง ตาสวยและรูปหล่อ+ แล้วพระยะโฮวาบอกซามูเอลว่า “เจิมเขาเลย เราเลือกคนนี้แหละ”+ 13 ซามูเอลจึงหยิบเขาสัตว์ใส่น้ำมัน+ออกมาเจิมดาวิดต่อหน้าพวกพี่ชาย แล้วพลังของพระยะโฮวาก็อยู่กับดาวิดตั้งแต่วันนั้น+ หลังจากนั้นซามูเอลก็กลับไปเมืองรามาห์+
14 ตอนนั้นพลังของพระยะโฮวาไม่ได้อยู่กับซาอูล+แล้ว และพระยะโฮวาปล่อยให้ซาอูลจิตใจว้าวุ่นจนเขาแทบคลั่ง+ 15 พวกคนรับใช้มาพูดกับซาอูลว่า “ท่านก็เห็นแล้วว่าพระเจ้าปล่อยให้ท่านจิตใจว้าวุ่นจนแทบคลั่ง 16 ดังนั้น ขอให้ท่านส่งคนรับใช้ของท่านไปหาคนที่เล่นพิณเก่ง ๆ มาสักคน+ เมื่อไหร่ที่พระเจ้าปล่อยให้ท่านมีจิตใจว้าวุ่น ก็ให้คนนั้นเล่นพิณ ท่านจะได้รู้สึกดีขึ้น” 17 ซาอูลจึงบอกพวกคนรับใช้ว่า “ช่วยไปหาคนที่เล่นพิณเก่ง ๆ มาให้เราสักคนเถอะ”
18 ข้าราชสำนักคนหนึ่งพูดว่า “ผมเคยเห็นลูกชายคนหนึ่งของเจสซีชาวเมืองเบธเลเฮมเล่นพิณ เขาเล่นเก่งมาก แถมยังเป็นนักรบที่กล้าหาญ+ พูดจามีไหวพริบ หน้าตาก็ดี+ และพระยะโฮวาอยู่กับเขา”+ 19 ซาอูลจึงใช้คนไปบอกเจสซีว่า “ส่งดาวิดลูกชายของคุณที่เป็นคนดูแลฝูงแกะมาหาเราหน่อย”+ 20 เจสซีจึงส่งดาวิดไปหาซาอูล เขาเตรียมลาตัวหนึ่งบรรทุกขนมปัง ถุงหนังใส่เหล้าองุ่น และลูกแพะตัวหนึ่งให้ดาวิดด้วย 21 ดาวิดก็มาหาซาอูลและเริ่มทำงานให้เขา+ ซาอูลรักดาวิดมากและให้ดาวิดเป็นคนถืออาวุธให้เขา 22 แล้วซาอูลก็ใช้คนไปบอกเจสซีว่า “ขอให้ดาวิดทำงานกับเราต่อไป เพราะเราชอบเขามาก” 23 เมื่อไรก็ตามที่พระเจ้าปล่อยให้ซาอูลมีจิตใจว้าวุ่น ดาวิดจะเล่นพิณ ซาอูลก็รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจขึ้นและไม่ว้าวุ่นใจอีก+
17 ชาวฟีลิสเตีย+รวบรวมกองทัพมาทำสงคราม พวกเขามารวมพลที่เมืองโสโคห์+เขตยูดาห์ แล้วมาตั้งค่ายที่เอเฟสดัมมิม+ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองโสโคห์กับเมืองอาเซคาห์+ 2 ซาอูลกับชาวอิสราเอลก็มารวมพลและตั้งค่ายอยู่ที่หุบเขาเอลาห์+ แล้วพวกเขาก็ยกทัพออกไปเผชิญหน้ากับชาวฟีลิสเตีย 3 ชาวฟีลิสเตียอยู่ที่ภูเขาด้านหนึ่ง ส่วนชาวอิสราเอลอยู่ที่ภูเขาอีกด้านหนึ่ง และหุบเขาเอลาห์อยู่ตรงกลางระหว่างกองทัพทั้งสอง
4 มีนักรบคนหนึ่งชื่อโกลิอัท+ออกมาจากค่ายของพวกฟีลิสเตีย เขาสูง 6 ศอก 1 คืบ* เป็นชาวเมืองกัท+ 5 โกลิอัทสวมหมวกเกราะทองแดง และใส่เสื้อเกราะที่มีเกล็ดทองแดงซ้อนกัน ชุดเกราะ+นี้ทำจากทองแดงหนัก 5,000 เชเขล* 6 เขาสวมเกราะหุ้มแข้งทำจากทองแดงและสะพายหอก+ทองแดงไว้ข้างหลัง 7 เขาถือหอกใหญ่เหมือนไม้คานเครื่องทอผ้า+ ปลายหอกทำด้วยเหล็กหนัก 600 เชเขล* และมีทหารคนหนึ่งถือโล่เดินนำหน้าเขาออกมา 8 โกลิอัทมายืนท้าให้ชาวอิสราเอลออกไปสู้+ และพูดว่า “พวกแกจะมาตั้งทัพสู้กับพวกเราทำไม? ข้าเป็นทหารฟีลิสเตีย ส่วนพวกแกก็เป็นคนของซาอูล เลือกใครสักคนออกมาสู้กันตัวต่อตัวดีกว่า 9 ถ้าคนนั้นออกมาสู้แล้วฆ่าข้าได้ พวกเราจะยอมรับใช้พวกแก แต่ถ้าข้าชนะและฆ่าเขาได้ พวกแกต้องมาเป็นทาสรับใช้พวกเรา” 10 โกลิอัท*ยังพูดอีกว่า “วันนี้ข้าขอท้ากองทัพอิสราเอล+ ส่งคนของพวกแกออกมาสู้กับข้าให้รู้กันไปเลยว่าใครจะชนะ!”
11 พอซาอูลกับชาวอิสราเอลได้ยินคำท้าก็กลัวกันมาก
12 ดาวิดนั้นเป็นลูกเจสซี+ชาวเมืองเอฟราธาห์+หรือเบธเลเฮม+ในเขตตระกูลยูดาห์ เจสซีมีลูกชาย 8 คน+ ตอนที่ซาอูลเป็นกษัตริย์ เจสซีอายุมากแล้ว 13 ตอนนั้นลูกชายของเจสซี 3 คนแรกตามซาอูลไปรบ+ ลูกคนโตชื่อเอลีอับ+ คนที่สองชื่ออาบีนาดับ+ และคนที่สามชื่อชัมมาห์+ 14 ดาวิดเป็นลูกชายคนสุดท้อง+ พี่ชาย 3 คนแรกของเขาตามซาอูลไปรบ
15 ช่วงที่ดาวิดทำงานอยู่กับซาอูล เขามักจะกลับไปดูแลฝูงแกะ+ของพ่อที่เมืองเบธเลเฮมบ่อย ๆ 16 ตอนนั้นโกลิอัท*ออกมายืนท้าชาวอิสราเอลทุกเช้าและทุกเย็น 40 วันแล้ว
17 วันหนึ่ง เจสซีสั่งดาวิดลูกชายของเขาว่า “รีบเอาข้าวคั่ว 1 เอฟาห์*กับขนมปัง 10 ก้อนนี้ไปให้พวกพี่ ๆ ที่ค่ายหน่อย 18 ส่วนเนยแข็ง* 10 ก้อนนี้ก็เอาให้หัวหน้ากองพัน ไปดูว่าพวกพี่ ๆ สบายดีกันไหมและเอาข่าวจากพวกเขากลับมาบอกพ่อด้วย” 19 พวกพี่ชายของดาวิดอยู่กับซาอูลและทหารอิสราเอลที่หุบเขาเอลาห์+ พวกเขากำลังสู้รบกับชาวฟีลิสเตีย+
20 วันรุ่งขึ้น ดาวิดตื่นแต่เช้า เขาฝากให้คนอื่นช่วยดูแลฝูงแกะ แล้วก็เก็บข้าวของออกเดินทางไปหาพวกพี่ ๆ ตามที่พ่อสั่ง ตอนที่ดาวิดมาถึงค่ายของชาวอิสราเอล พวกทหารกำลังเดินออกจากค่ายไปที่สนามรบ พวกเขาโห่ร้องเสียงดัง 21 ทั้งกองทัพอิสราเอลและฟีลิสเตียต่างก็ออกมาเผชิญหน้ากัน 22 ดาวิดฝากข้าวของไว้กับคนเฝ้าสัมภาระ แล้วรีบวิ่งไปที่สนามรบ พอไปถึงเขาก็ถามสารทุกข์สุกดิบของพวกพี่ชาย+
23 ตอนที่ดาวิดกำลังคุยกับพวกเขาอยู่ โกลิอัท+นักรบชาวฟีลิสเตียจากเมืองกัทก็เดินออกมาจากแถวของทหารฟีลิสเตีย และพูดท้าทายชาวอิสราเอลเหมือนเดิม+ ดาวิดก็ได้ยินที่เขาพูดด้วย 24 เมื่อชาวอิสราเอลเห็นโกลิอัทก็พากันหนีไปหมดเพราะกลัวมาก+ 25 ทหารอิสราเอลพูดกันว่า “เห็นคนที่ออกมาท้ากองทัพอิสราเอลไหม?+ ถ้าใครฆ่าเขาได้กษัตริย์จะยกทรัพย์สมบัติให้มากมาย แถมยกลูกสาวให้อีก+ และคนในครอบครัวของพ่อเขาก็ไม่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องถูกเกณฑ์ด้วย”
26 ดาวิดถามพวกทหารที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เขาว่า “คนที่สามารถฆ่าทหารฟีลิสเตียคนนี้และทำให้เขาเลิกดูถูกอิสราเอลจะได้อะไร? แล้วทหารฟีลิสเตียที่ไม่ได้เข้าสุหนัตคนนี้เป็นใครกันถึงได้มาท้าทายกองทัพของพระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่?”+ 27 พวกทหารก็เล่าให้ดาวิดฟังอีกครั้งว่าคนที่ฆ่าทหารฟีลิสเตียคนนั้นได้จะได้อะไรเป็นรางวัล 28 เมื่อเอลีอับพี่ชายคนโต+ได้ยินที่ดาวิดพูดกับพวกทหารก็โกรธดาวิดมากและพูดว่า “น้องมาที่นี่ทำไม? แล้วแกะที่เรามีอยู่ไม่กี่ตัวในที่กันดารล่ะ น้องทิ้งไว้ให้ใครเลี้ยง?+ พี่รู้นะว่าน้องชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น และมาที่นี่ก็แค่อยากดูเขาสู้กันใช่ไหม?” 29 แต่ดาวิดตอบว่า “ผมทำผิดอะไร? ผมแค่ถามดูเท่านั้นเอง!” 30 แล้วดาวิดก็หันไปถามทหารคนอื่นอีก+ และได้คำตอบเหมือนเดิม+
31 มีคนได้ยินคำพูดของดาวิดและเอาไปบอกซาอูล ซาอูลจึงให้คนมาตามดาวิดไปพบ 32 ดาวิดบอกซาอูลว่า “อย่าไปกลัวทหารฟีลิสเตียคนนั้นเลยครับ ผมจะออกไปสู้กับเขาเอง”+ 33 แต่ซาอูลบอกดาวิดว่า “เธอสู้เขาไม่ได้หรอก เธอยังเด็กอยู่+ ทหารฟีลิสเตียคนนั้นออกรบมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ” 34 ดาวิดจึงบอกซาอูลว่า “นายท่าน ผมเป็นคนดูแลฝูงแกะให้พ่อ และเมื่อมีสิงโต+หรือหมีมาคาบแกะในฝูงไป 35 ผมก็ตามไปจัดการและช่วยแกะไว้ได้ก่อนจะถูกกิน พอมันเข้ามาสู้ ผมก็กระชากขนมัน*และฆ่ามันตาย 36 ผมเคยฆ่ามาแล้วทั้งสิงโตและหมี และทหารฟีลิสเตียที่ไม่ได้เข้าสุหนัตคนนี้ก็จะตายเหมือนสัตว์พวกนั้น เพราะเขาได้ท้าทายกองทัพของพระเจ้าผู้มีชีวิตอยู่”+ 37 ดาวิดพูดอีกว่า “พระยะโฮวาเคยช่วยผมให้รอดจากกรงเล็บสิงโตและหมี และพระองค์จะช่วยผมให้รอดจากมือทหารฟีลิสเตียคนนี้เหมือนกัน”+ ซาอูลจึงบอกดาวิดว่า “ไปเถอะ ขอให้พระยะโฮวาอยู่กับเธอ”
38 แล้วซาอูลก็เอาเสื้อผ้าของเขามาให้ดาวิดสวม และสวมหมวกเกราะทองแดงกับชุดเกราะให้ดาวิดด้วย 39 ดาวิดเอาดาบมาคาดไว้ เขาพยายามจะเดินแต่ก็ทำไม่ได้เพราะไม่ชินกับชุดแบบนี้ ดาวิดจึงบอกซาอูลว่า “ผมใส่ชุดนี้ออกไปไม่ได้หรอกครับเพราะผมไม่ชิน” แล้วดาวิดก็ถอดชุดนั้นออก 40 ดาวิดถือไม้เท้าของตัวเองเดินไปที่ลำธาร เลือกหินเกลี้ยง ๆ มา 5 ลูกและเอาใส่ไว้ในย่ามของเขา ดาวิดถือเชือกสำหรับเหวี่ยงหิน+ไว้ในมือ แล้วเดินเข้าไปหาโกลิอัท*
41 โกลิอัท*ก็เดินเข้ามาหาดาวิด คนที่ถือโล่ให้โกลิอัทเดินนำหน้ามาก่อน 42 เมื่อโกลิอัท*มองเห็นดาวิดก็หัวเราะเยาะ เพราะดาวิดเป็นแค่เด็กหนุ่มรูปหล่อผิวแดงเท่านั้น+ 43 เขาพูดกับดาวิดว่า “แกเห็นข้าเป็นหมา+หรือไงถึงได้ถือไม้มาสู้กับข้า?” แล้วเขาก็แช่งด่าดาวิดโดยออกชื่อพระของตน 44 เขาบอกดาวิดว่า “เข้ามาเลย! ข้าจะเอาเนื้อของแกให้นกบนฟ้าและสัตว์ป่าบนแผ่นดินได้กินกัน”
45 ดาวิดตอบเขาว่า “คุณมาสู้กับผมด้วยดาบและหอกยาวหอกสั้น+ แต่ผมจะสู้กับคุณในนามของพระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพ+ของอิสราเอลที่คุณได้ท้าทาย+ 46 วันนี้พระยะโฮวาจะช่วยให้ผมชนะคุณ+ ผมจะฆ่าคุณและจะตัดหัวคุณ วันนี้แหละผมจะให้นกบนฟ้าและสัตว์ป่าบนแผ่นดินได้กินเนื้อทหารในค่ายของฟีลิสเตีย และคนทั้งโลกจะได้รู้ว่าพระเจ้าของอิสราเอลเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้+ 47 และทุกคนที่นี่จะได้รู้ว่าพระยะโฮวาไม่ได้ใช้ดาบหรือหอกเพื่อช่วยให้รอด+ เพราะสงครามครั้งนี้เป็นของพระยะโฮวา+ และพระองค์จะช่วยให้เราเอาชนะพวกคุณอย่างราบคาบ”+
48 โกลิอัท*ก็เดินตรงเข้ามาหาดาวิด ดาวิดก็วิ่งเข้าไปในสนามรบเพื่อสู้กับเขา 49 ดาวิดล้วงลงไปในย่าม หยิบหินออกมาก้อนหนึ่ง แล้วเอาเชือกเหวี่ยงหินนั้นใส่ที่หน้าผากของโกลิอัท* ก้อนหินฝังเข้าไปในหน้าผาก เขาจึงล้มคว่ำลงกับพื้น+ 50 ดาวิดเอาชนะเขาด้วยเชือกกับหินก้อนเดียว และฆ่าเขาทั้ง ๆ ที่ไม่ใช้ดาบเลย+ 51 แล้วดาวิดก็วิ่งไปยืนข้างเขา ดาวิดชักดาบของโกลิอัท*+ออกจากฝักและตัดหัวเขาเพื่อให้แน่ใจว่าตายจริง เมื่อพวกฟีลิสเตียเห็นว่านักรบที่เก่งกล้าของพวกเขาตายแล้วก็พากันหนีไป+
52 เมื่อทหารอิสราเอลและยูดาห์เห็นอย่างนั้นก็โห่ร้องและไล่ตามพวกฟีลิสเตียตั้งแต่หุบเขา+ไปจนถึงประตูเมืองเอโครน+ มีศพทหารฟีลิสเตียตายเกลื่อนอยู่ตลอดทาง ตั้งแต่เมืองชาอาราอิม+ไปจนถึงเมืองกัทและเมืองเอโครน 53 หลังจากชาวอิสราเอลเลิกไล่ล่าพวกฟีลิสเตียแล้ว พวกเขาก็เข้าไปยึดของในค่ายของพวกนั้น
54 ดาวิดเอาหัวของโกลิอัท*ไปที่เยรูซาเล็ม แต่เก็บอาวุธของโกลิอัท*ไว้ในเต็นท์ของตัวเอง+
55 ตอนที่ซาอูลมองดูดาวิดออกไปสู้กับโกลิอัท* ซาอูลถามอับเนอร์+แม่ทัพของเขาว่า “อับเนอร์ เด็กคนนี้+เป็นลูกใคร?” อับเนอร์ตอบว่า “ท่านกษัตริย์ ผมสาบานว่าผมไม่รู้จริง ๆ!” 56 กษัตริย์ซาอูลจึงบอกว่า “ไปสืบมาให้ทีว่าเด็กคนนี้เป็นลูกใคร” 57 ดังนั้น เมื่อดาวิดกลับมาจากการฆ่าโกลิอัท* อับเนอร์จึงรีบพาตัวดาวิดมาหาซาอูลพร้อมกับหัวของโกลิอัท*+ 58 ซาอูลถามดาวิดว่า “เธอเป็นลูกใครหรือพ่อหนุ่ม?” ดาวิดตอบว่า “ผมเป็นลูกเจสซี+ชาวเมืองเบธเลเฮมคนรับใช้ของท่านครับ”+
18 หลังจากดาวิดพูดกับซาอูลแล้ว โยนาธาน+กับดาวิดก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน และโยนาธานรักดาวิดเท่าชีวิตของตัวเอง+ 2 ตั้งแต่วันนั้น ซาอูลก็ให้ดาวิดมาทำงานด้วยและไม่อนุญาตให้เขากลับไปที่บ้านพ่ออีก+ 3 โยนาธานกับดาวิดสัญญาว่าจะเป็นเพื่อนกัน+ เพราะโยนาธานรักดาวิดเท่าชีวิตของตัวเอง+ 4 โยนาธานถอดเสื้อคลุมไม่มีแขนของเขาออกแล้วยกให้ดาวิด รวมทั้งเครื่องใช้ ดาบ ธนู และเข็มขัดด้วย 5 ดาวิดก็เริ่มออกไปรบ และไม่ว่าซาอูลจะส่งเขาไปทำอะไร เขาก็ทำสำเร็จทุกครั้ง+ ซาอูลจึงให้ดาวิดเป็นหัวหน้านักรบ+ ประชาชนทุกคนรวมทั้งพวกข้าราชการของซาอูลก็พอใจ
6 เมื่อดาวิดกับคนอื่น ๆ กลับมาจากการรบกับชาวฟีลิสเตีย พวกผู้หญิงในเมืองต่าง ๆ ของอิสราเอลจะออกมาต้อนรับกษัตริย์ซาอูล และเต้นรำ ตีกลองแทมบูริน*+ ดีดเครื่องสาย และร้องเพลง+กันอย่างสนุกสนาน 7 พวกผู้หญิงที่ออกมาฉลองกันก็ร้องเพลงว่า
“ซาอูลฆ่าศัตรูเป็นพัน ๆ
และดาวิดฆ่าศัตรูเป็นหมื่น ๆ”+
8 แต่ซาอูลโกรธมาก+ เพราะเขาไม่ชอบเพลงนั้น ซาอูลพูดว่า “พวกเขายกย่องดาวิดว่าฆ่าศัตรูเป็นหมื่น ๆ แต่บอกว่าเราฆ่าศัตรูเป็นพัน ๆ อีกหน่อยดาวิดคงได้เป็นกษัตริย์แน่!”+ 9 ตั้งแต่วันนั้น ซาอูลคอยจับตาดูดาวิดตลอดเวลา
10 วันรุ่งขึ้น พระเจ้าปล่อยให้ซาอูลมีจิตใจว้าวุ่น+ และเขาเริ่มทำอะไรแปลก ๆ*อยู่ในวังขณะที่ดาวิดกำลังเล่นพิณ+ตามปกติ ตอนนั้นซาอูลถือหอกอยู่ในมือ+ 11 เขาคิดในใจว่า ‘เราจะเสียบดาวิดให้ติดผนัง!’ แล้วเขาก็พุ่งหอกออกไป+ แต่ดาวิดหลบไปได้ 2 ครั้ง 12 ซาอูลก็กลัวดาวิดเพราะพระยะโฮวาอยู่กับดาวิด+ ไม่ได้อยู่กับซาอูลแล้ว+ 13 ซาอูลจึงให้ดาวิดไปอยู่ที่อื่น และตั้งให้เป็นหัวหน้ากองพันเพื่อจะนำกองทัพออกไปรบ+ 14 ไม่ว่าดาวิดทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ+ทุกอย่าง และพระยะโฮวาอยู่กับเขา+ 15 เมื่อซาอูลเห็นว่าดาวิดประสบความสำเร็จมาก เขาก็กลัวดาวิด 16 แต่ชาวอิสราเอลและชาวยูดาห์รักดาวิด เพราะเขาเป็นคนพาทหารออกไปรบ
17 ต่อมา ซาอูลบอกดาวิดว่า “ลูกสาวคนโตของเราชื่อเมราบ+ เราจะยกให้เป็นภรรยาของคุณ+ แต่คุณต้องต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่อเราและทำสงครามของพระยะโฮวาต่อไป”+ ซาอูลคิดในใจว่า ‘ให้พวกฟีลิสเตียจัดการเขาดีกว่า เราจะได้ไม่ต้องลงมือเอง’+ 18 ดาวิดตอบซาอูลว่า “ตัวผมเป็นใคร และวงศ์ตระกูลของพ่อผมเป็นใครในอิสราเอล ผมถึงจะได้เป็นลูกเขยกษัตริย์?”+ 19 แต่เมื่อถึงเวลาที่ซาอูลจะยกเมราบลูกสาวของเขาให้ดาวิด ก็ปรากฏว่าซาอูลยกเธอให้เป็นภรรยาของอาดรีเอล+ชาวเมโหลาห์ไปแล้ว
20 มีคาล+ลูกสาวคนเล็กของซาอูลหลงรักดาวิด และเมื่อมีคนไปบอกซาอูล ซาอูลก็ดีใจ 21 ซาอูลพูดว่า “เราจะยกลูกสาวให้ดาวิดเพื่อหลอกเขาไปให้พวกฟีลิสเตียฆ่า”+ แล้วซาอูลก็บอกดาวิดอีกครั้งหนึ่งว่า “คราวนี้แหละคุณจะได้เป็นลูกเขยของเรา” 22 ซาอูลสั่งพวกข้าราชการว่า “แอบไปบอกดาวิดนะว่า ‘กษัตริย์ซาอูลชอบคุณมาก และข้าราชการทุกคนของท่านก็ชอบคุณเหมือนกัน แต่งงานกับลูกสาวของกษัตริย์เถอะ’” 23 เมื่อพวกข้าราชการมาบอกดาวิดอย่างนั้น ดาวิดก็ตอบว่า “การแต่งงานกับลูกสาวกษัตริย์ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ผมเป็นแค่คนจน ๆ และไม่ค่อยมีคนนับถือ”+ 24 พวกข้าราชการก็ไปรายงานซาอูลตามที่ดาวิดพูด
25 ซาอูลจึงบอกให้พวกเขาไปพูดกับดาวิดว่า “กษัตริย์ไม่ได้ต้องการอะไรเป็นสินสอด+ ท่านอยากได้แค่หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ+ของพวกฟีลิสเตีย 100 คนเพื่อจะแก้แค้นให้กษัตริย์” ซาอูลคิดจะยืมมือพวกฟีลิสเตียกำจัดดาวิด 26 พวกข้าราชการจึงไปบอกดาวิดตามนั้น ดาวิดก็ดีใจที่จะได้เป็นลูกเขยกษัตริย์+ และก่อนถึงวันที่กำหนดไว้ 27 ดาวิดก็พาพรรคพวกไปฆ่าผู้ชายชาวฟีลิสเตีย 200 คน แล้วเอาหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศของชาวฟีลิสเตียทั้ง 200 คนไปให้ซาอูลเพื่อจะได้แต่งงานกับลูกสาวของเขา ซาอูลจึงยกมีคาลลูกสาวของเขาให้เป็นภรรยาดาวิด+ 28 ซาอูลเห็นว่าพระยะโฮวาอยู่กับดาวิด+ และมีคาลลูกสาวของเขาก็รักดาวิด+ 29 ซาอูลจึงกลัวดาวิดยิ่งกว่าเดิม และเป็นศัตรูกับดาวิดตลอดชีวิต+
30 พวกเจ้านายของฟีลิสเตียมักจะมาทำสงครามกับชาวอิสราเอลอยู่เรื่อย ๆ แต่ดาวิดประสบความสำเร็จมากกว่าทหารคนอื่น ๆ ของซาอูล+และได้รับความนับถือมาก+
19 ต่อมา ซาอูลบอกโยนาธานลูกชายของเขากับข้าราชการทุกคนว่าเขาจะฆ่าดาวิด+ 2 แต่โยนาธานรักดาวิดมาก+ เขาบอกดาวิดว่า “กษัตริย์ซาอูลพ่อของผมคิดจะฆ่าคุณ เช้าวันพรุ่งนี้คุณต้องระวังตัวให้ดีนะ หนีไปซ่อนตัวสักพักเถอะ 3 ผมจะออกไปเดินเล่นกับพ่อใกล้ ๆ ที่ที่คุณซ่อนตัวอยู่ ผมจะคุยกับพ่อเรื่องคุณ และถ้าผมรู้อะไร ผมจะบอกคุณแน่นอน”+
4 โยนาธานชมเชยดาวิด+ให้ซาอูลฟังและบอกซาอูลว่า “ขอให้กษัตริย์อย่าทำร้ายดาวิดผู้รับใช้ของท่านเลย เพราะเขาไม่เคยทำร้ายท่าน มีแต่ทำประโยชน์ให้ท่านทั้งนั้น 5 เขาเสี่ยงชีวิตไปฆ่าโกลิอัท*+ และพระยะโฮวาช่วยให้อิสราเอลได้ชัยชนะ*ครั้งยิ่งใหญ่ ท่านเองก็เห็นและยังดีใจเลย แล้วท่านจะฆ่าดาวิดทำไมทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด?”+ 6 ซาอูลเชื่อโยนาธาน ซาอูลจึงสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่ว่าจะไม่ฆ่าดาวิด 7 หลังจากนั้น โยนาธานเรียกดาวิดมาและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แล้วโยนาธานก็พาดาวิดไปหาซาอูล ดาวิดจึงได้กลับไปรับใช้ซาอูลตามเดิม+
8 หลังจากนั้นเกิดสงครามอีก ดาวิดออกไปรบกับชาวฟีลิสเตียและฆ่าทหารฟีลิสเตียตายมากมาย พวกเขาจึงหนีดาวิดไปหมด
9 พระยะโฮวาปล่อยให้ซาอูลมีจิตใจว้าวุ่น+ ตอนนั้นซาอูลนั่งอยู่ในวังของเขาและถือหอกอยู่ ส่วนดาวิดกำลังเล่นพิณ+ 10 ซาอูลพุ่งหอกไปตั้งใจจะเสียบดาวิดให้ติดผนัง แต่ดาวิดหลบทัน หอกจึงไปปักอยู่ที่ผนัง แล้วดาวิดก็หนีไปในคืนนั้น 11 ซาอูลส่งคนไปเฝ้าอยู่ที่บ้านของดาวิดเพื่อจะดักฆ่าดาวิดในตอนเช้า+ แต่มีคาลภรรยาของดาวิดบอกดาวิดว่า “ถ้าคุณไม่หนีไปคืนนี้ พรุ่งนี้คุณตายแน่” 12 แล้วมีคาลก็ให้ดาวิดหนีลงไปทางหน้าต่างทันที ดาวิดจึงหนีไปได้ 13 มีคาลเอารูปปั้นเทราฟิม*มาวางบนเตียง แล้วเอาขนแพะถักวางไว้ที่หัวของรูปปั้นและเอาผ้ามาคลุมไว้
14 ซาอูลส่งคนมาจับดาวิด แต่มีคาลบอกว่า “เขาไม่สบาย” 15 ซาอูลจึงส่งคนกลับมาดูดาวิดอีก และสั่งพวกเขาว่า “ไปเอามาทั้งคนทั้งเตียงนั่นแหละจะได้ฆ่ามันซะ”+ 16 เมื่อคนของซาอูลเข้ามาก็เห็นรูปปั้นเทราฟิม*นอนอยู่บนเตียงและมีขนแพะถักอยู่ที่หัว 17 ซาอูลจึงพูดกับมีคาลว่า “ทำไมลูกถึงหลอกพ่อและปล่อยให้ศัตรูของพ่อ+หนีไป?” มีคาลก็ตอบว่า “เขาขู่ว่าถ้าไม่ให้เขาหนีไปเขาจะฆ่าลูก”
18 ดาวิดหนีไปได้ เขามาหาซามูเอลที่เมืองรามาห์+และเล่าให้ซามูเอลฟังว่าซาอูลทำอะไรกับเขาบ้าง แล้วดาวิดกับซามูเอลก็ไปอยู่ที่นาโยท+ 19 ต่อมา มีคนรายงานซาอูลว่า “ดาวิดอยู่ที่นาโยทในเมืองรามาห์” 20 ซาอูลรีบส่งคนไปจับดาวิด เมื่อคนของซาอูลเห็นพวกผู้พยากรณ์อาวุโสกำลังพยากรณ์อยู่และเห็นซามูเอลยืนอยู่และเป็นผู้นำคนเหล่านั้น พลังของพระเจ้าก็มาอยู่กับคนของซาอูล พวกเขาจึงเริ่มทำท่าทางเหมือนผู้พยากรณ์ด้วย
21 เมื่อพวกเขากลับไปเล่าให้ซาอูลฟัง ซาอูลก็ส่งคนไปอีกกลุ่มหนึ่ง แต่พวกเขาเริ่มทำท่าทางเหมือนผู้พยากรณ์ด้วย ซาอูลจึงส่งคนมาอีกเป็นครั้งที่สาม และคนเหล่านั้นก็เริ่มทำท่าทางเหมือนผู้พยากรณ์ด้วย 22 ในที่สุด ซาอูลก็ไปที่เมืองรามาห์ด้วยตัวเอง เมื่อมาถึงบ่อเก็บน้ำใหญ่ที่เสคู ซาอูลถามว่า “ซามูเอลกับดาวิดอยู่ไหน?” มีคนบอกเขาว่า “อยู่ที่นาโยท+ในเมืองรามาห์” 23 ระหว่างที่ซาอูลออกจากเสคูเพื่อจะไปนาโยทในเมืองรามาห์ พลังของพระเจ้าก็มาอยู่กับเขา ซาอูลจึงเดินไปและพยากรณ์ไปตลอดทางจนถึงนาโยทในเมืองรามาห์ 24 เขาถอดเสื้อชั้นนอกออกและทำท่าทางเหมือนผู้พยากรณ์ต่อหน้าซามูเอล ซาอูลนอนอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีผ้าคลุมกายทั้งวันทั้งคืน ผู้คนจึงพูดกันว่า “ซาอูลเป็นผู้พยากรณ์ด้วยหรือ?”+
20 ดาวิดจึงหนีออกจากนาโยทในเมืองรามาห์ เขามาหาโยนาธานแล้วถามว่า “ผมทำอะไรหรือ?+ ผมทำผิดอะไรและผมทำร้ายพ่อคุณตั้งแต่เมื่อไหร่เขาถึงได้ตามฆ่าผมอย่างนี้?” 2 โยนาธานก็ตอบดาวิดว่า “เป็นไปไม่ได้!+ ไม่มีใครฆ่าคุณหรอก พ่อไม่เคยทำอะไรโดยไม่บอกผมไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ แล้วเรื่องนี้พ่อจะปิดผมทำไม? พ่อไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอน” 3 แต่ดาวิดบอกว่า “พ่อของคุณรู้ว่าคุณเอ็นดูผม+ เขาคงคิดว่า ‘อย่าให้โยนาธานรู้เลยเดี๋ยวเขาจะโกรธ’ แต่ผมขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่และสาบานต่อคุณว่า อีกไม่นานผมต้องถูกฆ่าแน่ ๆ”+
4 โยนาธานจึงพูดกับดาวิดว่า “อยากให้ผมช่วยอะไรก็บอกมาเถอะ ผมจะช่วย” 5 ดาวิดบอกโยนาธานว่า “พรุ่งนี้เป็นวันขึ้นเดือนใหม่+ ผมจะต้องไปรับประทานอาหารกับกษัตริย์ แต่ขอให้ผมไปซ่อนอยู่นอกเมืองจนกว่าจะถึงเย็นวันมะรืน 6 ถ้าพ่อของคุณสังเกตว่าผมหายไป ขอให้คุณบอกว่า ‘ดาวิดมาขอว่าเขาจะต้องรีบกลับบ้านที่เมืองเบธเลเฮม+ เพราะต้องไปถวายเครื่องบูชาประจำปีกับครอบครัว’+ 7 ถ้าเขาตอบว่า ‘ก็ดี’ ก็หมายความว่าผมจะไม่ถูกฆ่า แต่ถ้าเขาโมโหก็แน่ใจได้เลยว่าเขาตั้งใจจะฆ่าผมจริง ๆ 8 ขอให้คุณมีความรักที่มั่นคงต่อผม+ เพราะคุณสัญญากับผมต่อหน้าพระยะโฮวาแล้ว+ แต่ถ้าผมทำผิดจริง+ ก็ฆ่าผมด้วยมือของคุณเองเถอะ จะส่งตัวผมไปให้พ่อคุณฆ่าทำไม?”
9 โยนาธานตอบว่า “พูดอะไรอย่างนั้น! ถ้าผมรู้ว่าพ่อคิดจะทำร้ายคุณ ผมก็ต้องบอกคุณไปแล้ว”+ 10 ดาวิดจึงถามโยนาธานว่า “แล้วถ้าพ่อของคุณพูดไม่ดีกับคุณ ใครจะมาส่งข่าวให้ผมรู้?” 11 โยนาธานบอกดาวิดว่า “ออกไปนอกเมืองกันเถอะ” แล้วพวกเขาก็ออกไปนอกเมืองด้วยกัน 12 โยนาธานพูดกับดาวิดว่า “ขอให้พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลเป็นพยาน วันพรุ่งนี้เวลานี้หรือไม่ก็วันมะรืนผมจะลองใจพ่อดู ถ้าพ่อพูดดีและไม่มีท่าทีโมโหคุณ ผมจะส่งข่าวให้คุณรู้แน่นอน 13 แต่ถ้าพ่อคิดจะทำร้ายคุณ แล้วผมไม่บอกให้คุณรู้และไม่ช่วยให้คุณหนีไปได้อย่างปลอดภัย ก็ขอพระยะโฮวาลงโทษผมให้หนักกว่านั้นอีก และขอพระยะโฮวาอยู่กับคุณ+เหมือนที่เคยอยู่กับพ่อของผม+ 14 และไม่ว่าผมจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว ก็ขอให้ความรักที่คุณมีต่อผมมั่นคงตลอดไปเหมือนความรักของพระยะโฮวา+ 15 หรือถ้าถึงเวลาที่พระยะโฮวากำจัดศัตรูของคุณให้หมดไปจากโลก ก็ขอให้คุณรักและเมตตา*วงศ์ตระกูลของผมเสมอ”+ 16 แล้วโยนาธานก็ทำสัญญากับตระกูลของดาวิด และพูดว่า “พระยะโฮวาจะคิดบัญชีกับศัตรูทุกคนของดาวิด” 17 แล้วโยนาธานก็ให้ดาวิดสาบานอีกครั้งโดยเอาความรักที่ดาวิดมีต่อโยนาธานเป็นประกัน เพราะโยนาธานรักดาวิดเหมือนรักตัวเอง+
18 โยนาธานบอกดาวิดว่า “วันพรุ่งนี้เป็นวันขึ้นเดือนใหม่+ พ่อคงจะสังเกตว่าคุณหายไป เพราะที่นั่งของคุณว่าง 19 และวันมะรืน พ่อคงจะยิ่งผิดสังเกต ให้คุณมาอยู่ที่เดิมตรงที่เคยซ่อนตัวคราวก่อนและอยู่ใกล้ ๆ หินก้อนนี้ 20 ผมจะยิงธนู 3 ดอกไปที่อะไรสักอย่างข้าง ๆ หินก้อนนี้ 21 แล้วผมจะสั่งคนรับใช้ว่า ‘ไปเก็บลูกธนูมาให้ที’ ถ้าผมบอกเขาว่า ‘ลูกธนูอยู่ข้าง ๆ แน่ะ หยิบขึ้นมาสิ’ ก็ให้คุณกลับมา เพราะผมสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่ว่า คุณจะปลอดภัยและไม่มีอันตรายอะไรแล้ว 22 แต่ถ้าผมบอกเด็กรับใช้ว่า ‘ลูกธนูอยู่โน่นแน่ะ’ ก็ให้คุณหนีไป เพราะพระยะโฮวาให้คุณไป 23 ส่วนเรื่องที่คุณกับผมได้สัญญากันไว้+ ก็ขอให้พระยะโฮวาเป็นพยานระหว่างเราตลอดไป”+
24 ดาวิดจึงไปซ่อนตัวอยู่นอกเมือง พอถึงวันขึ้นเดือนใหม่ กษัตริย์ก็มานั่งที่โต๊ะเพื่อจะรับประทานอาหาร+ 25 กษัตริย์ซาอูลนั่งตรงที่ประจำของเขาข้างผนัง โยนาธานนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และอับเนอร์+นั่งอยู่ข้างซาอูล ส่วนที่นั่งของดาวิดนั้นว่างเปล่า 26 วันนั้นซาอูลไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาคิดว่า ‘คงต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับดาวิดที่ทำให้เขาไม่สะอาดแน่ ๆ’+ 27 ในวันต่อมา ที่นั่งของดาวิดก็ยังว่างอยู่ ซาอูลจึงถามโยนาธานว่า “ทำไมเมื่อวานกับวันนี้ลูกชายเจสซี+ไม่มากินอาหาร?” 28 โยนาธานตอบว่า “ดาวิดขออนุญาตผมกลับไปเบธเลเฮมครับ+ 29 เขาพูดว่า ‘โปรดอนุญาตให้ผมไปเถอะ เพราะครอบครัวเราจะไปถวายเครื่องบูชาประจำปีด้วยกันในเมือง พี่ชายเรียกผมไป ถ้าท่านอนุญาต ผมจะรีบไปหาพวกพี่ชาย’ เขาเลยไม่ได้มาร่วมโต๊ะกับกษัตริย์” 30 ซาอูลก็โกรธโยนาธานมาก และพูดว่า “ไอ้ลูกทรยศ! คิดว่าฉันไม่รู้หรือว่าแกเข้าข้างลูกชายเจสซี แกทำให้ตัวแกเองกับแม่ของแกขายหน้า! 31 ตราบใดที่ลูกชายเจสซียังมีชีวิตอยู่บนโลก แกจะไม่ได้ปกครองเป็นกษัตริย์อย่างมั่นคงแน่+ เพราะฉะนั้น ให้คนไปจับมันมาเดี๋ยวนี้ เพราะมันต้องตาย!”+
32 แต่โยนาธานถามซาอูลว่า “จะฆ่าเขาทำไม?+ เขาทำผิดอะไร?” 33 ซาอูลก็พุ่งหอกใส่โยนาธาน+ โยนาธานจึงรู้ว่าพ่อของเขาตั้งใจจะฆ่าดาวิดจริง ๆ+ 34 โยนาธานลุกออกไปจากโต๊ะทันทีเพราะโกรธมาก วันนั้นเขาไม่ยอมกินอาหารเลย เพราะทุกข์ใจเรื่องดาวิด+และพ่อของเขาทำให้เขาอับอายขายหน้า
35 เช้าวันรุ่งขึ้น โยนาธานออกไปนอกเมืองตามที่นัดดาวิดไว้ และมีเด็กรับใช้ไปด้วยคนหนึ่ง+ 36 โยนาธานสั่งเด็กรับใช้ว่า “ช่วยวิ่งไปเก็บลูกธนูให้เราที” เด็กรับใช้ก็วิ่งไป โยนาธานก็ยิงธนูข้ามหัวเขาไป 37 เมื่อเด็กรับใช้วิ่งไปตรงที่ที่โยนาธานยิงลูกธนูไป โยนาธานก็ตะโกนบอกเขาว่า “ลูกธนูอยู่โน่นไม่ใช่หรือ?” 38 แล้วโยนาธานก็ร้องบอกเขาว่า “เร็วเข้า! รีบไป! อย่าชักช้า!” เด็กรับใช้ของโยนาธานเก็บลูกธนูทั้งหมดมาให้นายของตน 39 เด็กรับใช้ของโยนาธานไม่รู้เรื่องราวอะไร มีแต่โยนาธานกับดาวิดเท่านั้นที่รู้ 40 แล้วโยนาธานก็เอาอาวุธทั้งหมดให้เด็กรับใช้และสั่งว่า “เอาไปเก็บไว้ในเมืองก่อน”
41 พอเด็กรับใช้ไปแล้ว ดาวิดก็ออกมาจากที่ซ่อนใกล้ ๆ นั้นซึ่งอยู่ทางทิศใต้ ดาวิดหมอบลงกับพื้นและคำนับ 3 ครั้ง แล้วพวกเขาก็จูบและร้องไห้กัน แต่ดาวิดร้องไห้มากกว่า 42 โยนาธานบอกดาวิดว่า “ขอให้คุณหนีไปอย่างปลอดภัย เพราะเราสองคนได้สาบาน+โดยออกชื่อพระยะโฮวาแล้วว่า ‘ขอให้พระยะโฮวาเป็นพยานระหว่างคุณกับผมและระหว่างลูกหลานของคุณกับลูกหลานของผมตลอดไป”+
ดาวิดก็หนีไป ส่วนโยนาธานก็กลับเข้าเมือง
21 หลังจากนั้น ดาวิดมาหาปุโรหิตอาหิเมเลคที่เมืองโนบ+ พออาหิเมเลคเห็นดาวิดก็กลัวมากและถามดาวิดว่า “ทำไมท่านมาคนเดียว ไม่มีคนมาด้วยหรือ?”+ 2 ดาวิดตอบปุโรหิตอาหิเมเลคว่า “กษัตริย์ใช้ผมมาทำธุระบางอย่าง แต่ท่านสั่งว่า ‘อย่าให้ใครรู้ว่าเราส่งคุณไปทำอะไรหรือเราสั่งอะไร’ และผมนัดพวกลูกน้องไว้แล้วว่าจะให้ไปพบที่ไหน 3 ถ้าตอนนี้ท่านมีขนมปังสัก 5 อันก็ขอให้ผมด้วย หรืออะไรอย่างอื่นก็ได้ที่มีอยู่” 4 ปุโรหิตอาหิเมเลคตอบดาวิดว่า “ผมไม่มีขนมปังธรรมดาเลย มีแต่ขนมปังบริสุทธิ์+ ถ้าช่วงนี้ลูกน้องของท่านไม่ได้ยุ่งกับผู้หญิงก็กินได้”+ 5 ดาวิดตอบว่า “พวกเราไม่ได้ยุ่งกับผู้หญิงเลย เหมือนกับช่วงก่อน ๆ ที่เราออกไปรบนั่นแหละ+ ถ้าในช่วงทำหน้าที่ตามปกติพวกเรายังบริสุทธิ์ ตอนนี้พวกเราก็บริสุทธิ์ยิ่งกว่านั้นอีก!” 6 ปุโรหิตจึงเอาขนมปังบริสุทธิ์+ให้ดาวิด เพราะไม่มีขนมปังอื่นนอกจากขนมปังถวาย พวกเขายกขนมปังนี้ออกจากที่ตั้งถวายพระยะโฮวาในวันที่เอาขนมปังใหม่ไปตั้งแทน
7 ตอนนั้น คนรับใช้คนหนึ่งของซาอูลถูกกักตัวไว้ต่อหน้าพระยะโฮวาที่เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ เขาชื่อโดเอก+เป็นชาวเอโดม+ เขาเป็นหัวหน้าคนเลี้ยงแกะของซาอูล
8 ดาวิดถามอาหิเมเลคว่า “ท่านมีหอกหรือดาบสักอันไหม? ผมไม่ได้เอาดาบหรืออาวุธของผมมาเลยเพราะกษัตริย์สั่งให้มาด่วน” 9 ปุโรหิตอาหิเมเลคจึงบอกว่า “ที่นี่มีดาบของโกลิอัท+ชาวฟีลิสเตียที่ท่านฆ่าตายที่หุบเขาเอลาห์+ มันอยู่ในห่อผ้าวางไว้หลังเอโฟด+ ถ้าท่านอยากได้ก็เอาไปเลย เพราะที่นี่มีดาบอยู่เล่มเดียว” ดาวิดตอบว่า “ดาบเล่มนั้นดีที่สุดแล้ว ผมขอเถอะ”
10 ในวันนั้น ดาวิดก็หนีซาอูลต่อไป+ ในที่สุด เขามาหากษัตริย์อาคีชเจ้าเมืองกัท+ 11 คนรับใช้ของอาคีชบอกอาคีชว่า “นี่มันดาวิดกษัตริย์ของพวกนั้นไม่ใช่หรือครับ? คนนี้ไม่ใช่หรือที่ประชาชนเต้นรำและร้องเพลงยกย่องเขาว่า
‘ซาอูลฆ่าศัตรูเป็นพัน ๆ
และดาวิดฆ่าศัตรูเป็นหมื่น ๆ’?”+
12 ดาวิดคิดถึงคำพูดของคนนั้น เขาเลยกลัว+กษัตริย์อาคีชเจ้าเมืองกัทมาก 13 ดาวิดจึงทำตัวเหมือนคนบ้า+ตอนที่อยู่ในเมืองนั้น เขาขีดเขียนเลอะเทอะบนประตูเมืองและปล่อยให้น้ำลายไหลย้อยลงมาถึงเครา 14 ในที่สุด อาคีชบอกพวกคนรับใช้ว่า “พวกคุณก็เห็นว่าผู้ชายคนนี้เป็นบ้า แล้วเอาตัวมาหาเราทำไม? 15 เราขาดแคลนคนบ้าหรือไงถึงได้พาคนนี้มาให้เรา? ควรให้คนอย่างนี้เข้ามาในวังของเราหรือ?”
22 แล้วดาวิดก็หนีไป+อยู่ในถ้ำอดุลลัม+ เมื่อพวกพี่ชายและทุกคนในวงศ์ตระกูลของพ่อเขาได้ยินข่าวก็มาหาดาวิดที่นั่น 2 ทุกคนที่มีปัญหาเดือดร้อน มีหนี้สิน และมีความทุกข์ก็พากันมาหาเขา ดาวิดจึงเป็นหัวหน้าพวกเขา มีคนอยู่กับดาวิดที่นั่น 400 คน
3 ต่อมา ดาวิดออกจากที่นั่นไปที่เมืองมิสเปห์ในโมอับและบอกกษัตริย์โมอับว่า+ “ขอให้พ่อแม่ของผมอยู่กับท่านจนกว่าผมจะรู้ว่าพระเจ้าจะช่วยผมยังไง” 4 ดาวิดจึงให้พ่อแม่อยู่กับกษัตริย์โมอับ พวกเขาอยู่ที่นั่นตลอดช่วงที่ดาวิดอยู่ในที่ซ่อนของเขา+
5 ต่อมา ผู้พยากรณ์กาด+บอกดาวิดว่า “อย่าซ่อนอยู่ที่นั่นเลย ไปที่แผ่นดินยูดาห์เถอะ”+ ดาวิดก็ออกจากที่นั่นและไปที่ป่าเฮเรท
6 ซาอูลได้ยินว่ามีคนเจอดาวิดกับพรรคพวกแล้ว ตอนนั้นซาอูลนั่งอยู่ใต้ต้นสนทามาริสก์บนที่สูงในเมืองกิเบอาห์+ เขาถือหอกอยู่ในมือและคนรับใช้ทั้งหมดก็อยู่รอบตัวเขา 7 ซาอูลบอกพวกคนรับใช้ที่ห้อมล้อมเขาว่า “ฟังนะ ลูกหลานเบนยามินทั้งหลาย ลูกชายเจสซี+จะให้ไร่นากับสวนองุ่นพวกคุณทุกคนหรือ? เขาจะตั้งพวกคุณเป็นหัวหน้ากองพันและหัวหน้ากองร้อยหรือ?+ 8 พวกคุณคบคิดกันต่อสู้เรา! ไม่มีใครบอกเราเลยว่าลูกชายของเราไปทำสัญญากับลูกชายเจสซี!+ ไม่มีใครเห็นใจเราเลย พวกคุณไม่บอกเราสักนิดว่าลูกชายแท้ ๆ ของเรายุยงคนรับใช้ของเราให้วางแผนทำร้ายเราอย่างนี้”
9 โดเอก+ชาวเอโดมที่เป็นหัวหน้าคนรับใช้ของซาอูลก็ตอบว่า+ “ผมเห็นลูกเจสซีไปหาอาหิเมเลคลูกอาหิทูบ+ที่เมืองโนบ 10 แล้วอาหิเมเลคก็ถามพระยะโฮวาให้เขา แถมยังให้เสบียงอาหารและเอาดาบของโกลิอัทชาวฟีลิสเตียให้เขาด้วย”+ 11 กษัตริย์ซาอูลจึงรีบส่งคนไปเรียกปุโรหิตอาหิเมเลคลูกอาหิทูบกับปุโรหิตทุกคนในวงศ์ตระกูลของพ่อเขาที่อยู่ในเมืองโนบ แล้วพวกเขาก็มาหากษัตริย์
12 ซาอูลพูดว่า “ลูกชายอาหิทูบ ฟังนะ” อาหิเมเลคตอบว่า “ครับ นายท่าน” 13 ซาอูลถามว่า “ทำไมพวกคุณวางแผนต่อต้านเรา? คุณคบคิดกับลูกชายเจสซีใช่ไหมถึงได้เอาขนมปังกับดาบให้เขาและยังถามพระเจ้าให้เขาด้วย? ตอนนี้เขาต่อต้านเราและวางแผนทำร้ายเรา” 14 อาหิเมเลคตอบกษัตริย์ว่า “ดาวิดเป็นคนรับใช้ของท่านที่ไว้ใจได้*มากที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ?+ เขาเป็นลูกเขย+และเป็นหัวหน้าองครักษ์ของท่าน และคนในวังของท่านก็นับถือเขา+ 15 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมถามพระเจ้าให้เขา+ และผมไม่มีทางทำอย่างที่ท่านว่าเด็ดขาด! ขอกษัตริย์อย่าโกรธแค้นผมกับวงศ์ตระกูลพ่อผมเลย เพราะผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง ๆ”+
16 แต่กษัตริย์บอกว่า “อาหิเมเลค คุณจะต้องตาย!+ และทุกคนในวงศ์ตระกูลพ่อคุณด้วย!”+ 17 แล้วกษัตริย์ก็สั่งพวกทหารยามที่ยืนอยู่รอบ ๆ ว่า “ฆ่าพวกปุโรหิตของพระยะโฮวาซะ! พวกเขาเข้าข้างดาวิด พวกเขารู้ว่าดาวิดหนีไปแต่ไม่บอกเรา!” แต่คนของกษัตริย์ไม่อยากฆ่าปุโรหิตของพระยะโฮวา 18 กษัตริย์จึงสั่งโดเอกว่า+ “ฆ่าปุโรหิตพวกนั้นเดี๋ยวนี้!” โดเอกชาวเอโดม+ก็ลงมือฆ่าพวกปุโรหิตทันที วันนั้นเขาฆ่าคนที่สวมเอโฟดผ้าลินิน 85 คน+ 19 แล้วโดเอกก็ไปที่เมืองโนบ+ซึ่งเป็นเมืองของปุโรหิต เขาฆ่าฟันชาวเมืองทั้งผู้ชายผู้หญิง เด็กเล็กเด็กโต และฝูงสัตว์ทั้งวัว ลา และแกะก็ถูกฆ่าด้วย
20 แต่อาบียาธาร์+ ลูกชายคนหนึ่งของอาหิเมเลคหลานอาหิทูบหนีไปได้และรีบไปหาดาวิด 21 อาบียาธาร์เล่าให้ดาวิดฟังว่า “ซาอูลฆ่าปุโรหิตของพระยะโฮวา!” 22 ดาวิดจึงบอกอาบียาธาร์ว่า “ผมรู้ตั้งแต่วัน+ที่เห็นโดเอกชาวเอโดมอยู่ที่นั่นแล้วว่าเขาต้องบอกซาอูลแน่ ทุกคนในวงศ์ตระกูลของพ่อคุณต้องมาตายเพราะผมแท้ ๆ 23 อยู่กับผมที่นี่เถอะ ไม่ต้องกลัว เพราะใครคิดจะฆ่าคุณก็เท่ากับคิดจะฆ่าผม ผมจะปกป้องคุณเอง”+
23 ต่อมา มีคนไปบอกดาวิดว่า “พวกฟีลิสเตียกำลังโจมตีเมืองเคอีลาห์+ พวกเขาบุกไปที่ลานนวดข้าวแล้ว” 2 ดาวิดจึงถามพระยะโฮวาว่า+ “ผมควรไปสู้กับชาวฟีลิสเตียพวกนี้ไหม?” พระยะโฮวาตอบว่า “ไปสู้กับชาวฟีลิสเตียและช่วยเมืองเคอีลาห์เถอะ” 3 แต่คนของดาวิดบอกดาวิดว่า “แค่อยู่ในยูดาห์เราก็กลัวจะแย่แล้ว+ ถ้าต้องไปสู้กับกองทัพฟีลิสเตียที่เมืองเคอีลาห์เราจะเป็นยังไง?”+ 4 ดาวิดจึงถามพระยะโฮวาอีกครั้ง+ พระยะโฮวาตอบเขาว่า “ไปที่เคอีลาห์เถอะ เพราะเราจะให้เจ้าชนะพวกฟีลิสเตีย”+ 5 ดาวิดจึงพาคนของเขาไปสู้กับชาวฟีลิสเตียที่เมืองเคอีลาห์ เขายึดฝูงสัตว์ของพวกฟีลิสเตียและฆ่าฟันชาวฟีลิสเตียไปมากมาย ดาวิดช่วยชาวเมืองเคอีลาห์เอาไว้ได้+
6 เมื่ออาบียาธาร์+ลูกอาหิเมเลคหนีมาหาดาวิดที่เมืองเคอีลาห์ เขาเอาเอโฟดมาด้วย 7 มีคนบอกซาอูลว่า “ดาวิดไปที่เมืองเคอีลาห์แล้ว” ซาอูลพูดว่า “คราวนี้พระเจ้าช่วยให้เราจับตัวเขาได้แน่+ เพราะเขาเข้าไปจนมุมในเมืองที่มีประตูและกลอน” 8 แล้วซาอูลก็เรียกทหารทุกคนมาเพื่อจะไปล้อมจับดาวิดกับพรรคพวกที่เมืองเคอีลาห์ 9 เมื่อดาวิดรู้ว่าซาอูลวางแผนจะมาจับเขา ดาวิดก็บอกปุโรหิตอาบียาธาร์ว่า “เอาเอโฟดมานี่ซิ”+ 10 แล้วดาวิดก็พูดว่า “พระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอล ผู้รับใช้ของพระองค์คนนี้ได้ข่าวว่าซาอูลกำลังจะมาทำลายเมืองเคอีลาห์เพื่อจับตัวผม+ 11 พวกผู้นำของเมืองเคอีลาห์จะส่งตัวผมให้ซาอูลไหม? ขอพระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอลบอกให้ผู้รับใช้ของพระองค์รู้ด้วยเถอะว่าซาอูลจะมาจับผมเหมือนที่ผมได้ยินข่าวไหม?” พระยะโฮวาตอบว่า “เขาจะมา” 12 ดาวิดจึงถามว่า “แล้วพวกผู้นำของเมืองเคอีลาห์จะส่งตัวผมกับคนของผมให้ซาอูลไหม?” พระยะโฮวาตอบว่า “พวกเขาจะส่งตัวพวกเจ้าให้ซาอูล”
13 ดาวิดก็รีบพาคนของเขาประมาณ 600 คน+ออกจากเมืองเคอีลาห์ไปอยู่ที่อื่น เมื่อมีคนรายงานซาอูลว่าดาวิดหนีออกจากเมืองเคอีลาห์แล้ว ซาอูลจึงไม่พาทหารไปจับดาวิด 14 ดาวิดไปอยู่ในที่กันดารซึ่งเข้าถึงได้ยาก เขาอยู่ในที่กันดารนอกเมืองศิฟซึ่งเป็นเขตเทือกเขา+ ซาอูลพยายามไล่ล่าดาวิดอยู่ตลอด+ แต่พระยะโฮวาไม่ยอมให้ซาอูลจับดาวิดได้ 15 ตอนอยู่ที่โฮเรชในที่กันดารนอกเมืองศิฟ ดาวิดก็รู้ว่า*ซาอูลออกตามล่าเพื่อจะฆ่าเขา
16 โยนาธานลูกชายซาอูลออกไปหาดาวิดที่โฮเรชและช่วยให้ดาวิดมั่นใจในพระยะโฮวามากขึ้น+ 17 โยนาธานบอกดาวิดว่า “ไม่ต้องกลัวนะ พ่อผมหาคุณไม่เจอหรอก และคุณจะได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล+ ผมจะเป็นที่สองรองจากคุณ และซาอูลพ่อของผมก็รู้เรื่องนี้”+ 18 แล้วทั้งสองคนก็สัญญากัน+ต่อหน้าพระยะโฮวา หลังจากนั้น ดาวิดอยู่ที่โฮเรชต่อไป ส่วนโยนาธานกลับไปที่บ้านของเขา
19 ต่อมา ชาวเมืองศิฟไปหาซาอูลที่เมืองกิเบอาห์+และบอกว่า “ดาวิดซ่อนอยู่ใกล้ ๆ เรา+ เขาอยู่ในที่ที่เข้าถึงได้ยากในโฮเรช+ บนเขาฮาคีลาห์+ทางใต้*ของเยชีโมน*+ 20 ท่านกษัตริย์ ถ้าท่านอยากจะไปเมื่อไหร่ก็เชิญ พวกเราจะช่วยท่านจับตัวเขา”+ 21 ซาอูลจึงบอกว่า “ขอพระยะโฮวาอวยพรพวกคุณที่มีน้ำใจช่วยเรา 22 ขอช่วยไปสืบดูว่าเขาอยู่ตรงไหนกันแน่และใครเป็นคนเห็นเขา เพราะมีคนบอกเราว่าเขาเจ้าเล่ห์มาก 23 และไปสืบดูให้แน่ใจว่าเขามีที่ซ่อนตรงไหนบ้าง แล้วเอาหลักฐานกลับมาให้เราดู หลังจากนั้นเราจะไปกับพวกคุณ และถ้าเขายังอยู่ในแผ่นดินนี้ ต่อให้เขาซ่อนอยู่ในหมู่ชาวยูดาห์นับพันนับหมื่น เราก็จะหาเขาจนเจอ”
24 คนพวกนั้นกลับไปที่เมืองศิฟ+ก่อนซาอูลจะไปที่นั่น ตอนนั้นดาวิดกับคนของเขาอยู่ในที่กันดารนอกเมืองมาโอน+ในเขตอาราบาห์+ ทางใต้ของเยชีโมน 25 ซาอูลกับพวกทหารมาตามหาดาวิดที่นั่น+ เมื่อมีคนมาบอกดาวิด เขาก็รีบหนีไปที่เขาหิน+ในที่กันดารนอกเมืองมาโอน พอซาอูลรู้เข้าจึงไล่ตามดาวิดเข้าไปในที่กันดารนอกเมืองมาโอน 26 เมื่อซาอูลมาถึงด้านหนึ่งของภูเขา ดาวิดกับคนของเขาก็หนีไปอีกด้านหนึ่งของภูเขา ดาวิดรีบหนี+ซาอูล แต่ซาอูลกับทหารเข้ามาใกล้ดาวิดกับพรรคพวกมากขึ้นเรื่อย ๆ+ 27 แต่มีคนมาส่งข่าวให้ซาอูลว่า “พวกฟีลิสเตียบุกมาโจมตีแผ่นดินของเราแล้ว รีบกลับไปเถอะท่าน!” 28 ซาอูลจึงเลิกไล่ตามดาวิด+และกลับไปสู้กับพวกฟีลิสเตีย ที่นั่นจึงได้ชื่อว่า เขาหินแห่งการแบ่งแยก
29 แล้วดาวิดก็ออกจากที่นั่นไปอยู่ในที่ที่เข้าถึงได้ยากในเมืองเอนเกดี+
24 หลังจากซาอูลกลับมาจากการสู้รบกับกองทัพฟีลิสเตีย มีคนบอกเขาว่า “ดาวิดอยู่ในที่กันดารนอกเมืองเอนเกดี”+
2 ซาอูลจึงพาชาวอิสราเอลที่เขาเลือกไว้ 3,000 คนไปตามล่าดาวิดกับพรรคพวกบนภูเขาหินชันซึ่งเป็นที่อยู่ของแพะภูเขา 3 ซาอูลมาถึงคอกแกะ*ที่อยู่ริมทาง ที่นั่นมีถ้ำแห่งหนึ่ง ซาอูลก็เข้าไปนั่งปลดทุกข์ในถ้ำ ตอนนั้นดาวิดกับพรรคพวกนั่งอยู่ในซอกหลืบที่อยู่ในสุดของถ้ำ+ 4 คนของดาวิดพูดกับดาวิดว่า “วันนี้แหละที่พระยะโฮวาบอกท่านว่า ‘เราให้ศัตรูตกอยู่ในกำมือเจ้าแล้ว+ เจ้าจะทำอะไรกับเขาก็ได้ตามที่เจ้าพอใจ’” ดาวิดจึงลุกขึ้นและแอบเข้าไปตัดชายเสื้อคลุมไม่มีแขนของซาอูล 5 แต่หลังจากนั้นดาวิดรู้สึกผิด+ที่ตัดชายเสื้อคลุมไม่มีแขนของซาอูล 6 ดาวิดจึงพูดกับคนของเขาว่า “ผมไม่ควรทำอย่างนี้กับนายของผม เพราะเขาเป็นผู้ที่พระยะโฮวาเจิม พระยะโฮวาต้องไม่ชอบแน่ ๆ ถ้าผมทำร้ายผู้ที่พระยะโฮวาเจิมไว้”+ 7 ดาวิดพูดอย่างนั้นเพื่อห้ามปราม*คนของตน และดาวิดไม่อนุญาตให้พวกเขาทำอะไรซาอูล จากนั้นซาอูลก็ออกไปจากถ้ำ
8 ดาวิดลุกออกไปจากถ้ำและตะโกนเรียกซาอูลว่า “ท่านกษัตริย์ผู้เป็นนายของผม!”+ เมื่อซาอูลหันไปดู ดาวิดก็หมอบลงและซบหน้ากับพื้นทำความเคารพซาอูล 9 ดาวิดบอกซาอูลว่า “ทำไมท่านไปฟังคนที่บอกว่าผมคิดทำร้ายท่าน?+ 10 วันนี้ท่านก็เห็นด้วยตาตัวเองแล้วว่าพระยะโฮวาให้ท่านตกอยู่ในกำมือผมในถ้ำนี้ แต่พอมีคนบอกให้ฆ่าท่าน+ ผมก็สงสารท่านและบอกเขาว่าผมจะไม่ทำร้ายนายของผม เพราะท่านเป็นผู้ที่พระยะโฮวาเจิม+ 11 ดูนี่สิครับ ท่านพ่อของผม ท่านเห็นชายเสื้อคลุมไม่มีแขนของท่านในมือผมไหม? ตอนที่ผมตัดชายเสื้อคลุมของท่าน ผมไม่ได้ฆ่าท่าน ตอนนี้ท่านก็เห็นและเข้าใจแล้วว่าผมไม่ได้คิดจะทำร้ายท่านหรือกบฏต่อท่านเลย ผมไม่ได้ทำผิดต่อท่าน+ แต่ท่านกลับตามล่าเอาชีวิตผม+ 12 ขอพระยะโฮวาตัดสินเรื่องระหว่างท่านกับผม+ และขอพระยะโฮวาแก้แค้นท่านแทนผม+ แต่ผมจะไม่ทำร้ายท่านเลย+ 13 ภาษิตโบราณกล่าวว่า ‘ความชั่วออกมาจากคนชั่ว’ แต่ผมจะไม่ทำร้ายท่าน 14 ท่านผู้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลออกมาล่าผมหรือ? ผมเป็นใคร? ผมก็เป็นแค่หมาที่ตายแล้วและไม่ต่างอะไรกับหมัดตัวหนึ่ง+ 15 ขอพระยะโฮวาตัดสินเรื่องระหว่างท่านกับผม พระองค์จะเห็นและจะสู้คดีแทนผม+ พระองค์จะตัดสินผมและจะช่วยผมให้รอดจากเงื้อมมือท่าน”
16 พอดาวิดพูดจบ ซาอูลตอบว่า “ดาวิดลูกของเรา นั่นเสียงคุณใช่ไหม?”+ แล้วซาอูลก็ร้องไห้เสียงดัง 17 ซาอูลพูดกับดาวิดว่า “คุณเป็นคนดีกว่าเราเสียอีก เพราะคุณทำดีกับเรา แต่เรากลับทำร้ายคุณ+ 18 วันนี้คุณพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคุณดีกับเรา เพราะคุณไม่ได้ฆ่าเราทั้ง ๆ ที่พระยะโฮวาให้เราตกอยู่ในกำมือคุณแล้ว+ 19 มีใครบ้างที่เจอศัตรูแล้วปล่อยไปเฉย ๆ? พระยะโฮวาจะตอบแทนคุณด้วยสิ่งดี ๆ+เพราะวันนี้คุณได้ไว้ชีวิตเรา 20 เรารู้ว่าคุณจะได้เป็นกษัตริย์แน่+ และคุณกับลูกหลานจะปกครองอิสราเอลตลอดไป 21 ดังนั้น ขอคุณสาบานกับเราต่อหน้าพระยะโฮวาว่า+ หลังจากเราตายไปแล้ว คุณจะไม่กำจัดลูกหลานของเราและจะไม่ลบชื่อเราออกจากวงศ์ตระกูลของพ่อเรา”+ 22 ดาวิดก็สาบานกับซาอูล แล้วซาอูลก็กลับไปที่วัง+ แต่ดาวิดกับคนของเขาไปอยู่ในที่ซ่อนของพวกเขา+
25 ต่อมา ซามูเอล+ก็ตาย และชาวอิสราเอลมาชุมนุมกันเพื่อไว้อาลัยและฝังศพซามูเอลไว้ที่บ้านของเขาในเมืองรามาห์+ แล้วดาวิดก็เข้าไปในที่กันดารปาราน
2 มีชายคนหนึ่งเป็นชาวเมืองมาโอน+แต่มีฝูงสัตว์อยู่ที่คาร์เมล*+ เขาร่ำรวยมาก มีแกะ 3,000 ตัวและแพะ 1,000 ตัว ตอนนั้นเขากำลังตัดขนแกะของเขาอยู่ที่คาร์เมล 3 ผู้ชายคนนี้ชื่อนาบาล+ ภรรยาของเขาชื่ออาบีกายิล+ เธอเป็นคนสวยและฉลาด แต่สามีของเธอซึ่งเป็นลูกหลานคาเลบ+เป็นคนก้าวร้าวและนิสัยไม่ดี+ 4 ตอนดาวิดอยู่ในที่กันดาร เขาได้ยินว่านาบาลกำลังตัดขนแกะอยู่ 5 ดาวิดจึงส่งคนหนุ่ม ๆ 10 คนไปหานาบาลและสั่งพวกเขาว่า “ขึ้นไปที่เมืองคาร์เมล และเมื่อเจอนาบาลก็ให้บอกเขาว่าดาวิดฝากทักทาย 6 และบอกเขาว่า ‘ขอให้คุณอายุยืนยาว และขอให้คุณกับครอบครัวและทุกคนที่อยู่กับคุณอยู่ดีมีสุข* 7 ผมได้ยินว่าคุณกำลังตัดขนแกะอยู่ ตอนที่คนเลี้ยงแกะของคุณอยู่กับพวกเรา พวกเราไม่เคยทำร้ายพวกเขา+ และตลอดเวลาที่พวกเขาอยู่กับพวกเราในคาร์เมล ไม่มีอะไรของพวกเขาหายไปเลย 8 ถามคนงานหนุ่ม ๆ ของคุณดูก็ได้ แล้วพวกเขาจะบอกคุณ ขอเมตตาคนของผมด้วย เพราะพวกเรามาหาคุณในวันที่มีงานเลี้ยงรื่นเริง ขอแบ่งอะไรก็ได้ให้พวกเราซึ่งเป็นคนรับใช้ของคุณและให้ดาวิดลูกของคุณบ้างเถอะ’”+
9 คนของดาวิดไปหานาบาลและพูดตามที่ดาวิดสั่ง พอพวกเขาพูดจบ 10 นาบาลตอบคนของดาวิดว่า “ดาวิดเป็นใครกัน? ลูกเจสซีคนนี้เป็นใคร? สมัยนี้มีคนรับใช้ตั้งเยอะแยะที่หนีจากเจ้านาย+ 11 เรื่องอะไรเราจะต้องเอาขนมปังกับน้ำและเนื้อที่เราเตรียมไว้ให้คนตัดขนแกะของเราไปให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้?”
12 คนของดาวิดก็กลับไปรายงานดาวิดตามที่นาบาลพูด 13 ดาวิดสั่งคนของเขาทันทีว่า “ทุกคนคาดดาบ!”+ พวกเขาจึงเอาดาบมาคาดเอว ดาวิดก็คาดดาบด้วย มีคนประมาณ 400 คนไปกับดาวิด ส่วนอีก 200 คนอยู่เฝ้าสัมภาระ
14 ระหว่างนั้น มีคนรับใช้คนหนึ่งมาบอกอาบีกายิลภรรยาของนาบาลว่า “นายหญิง! ดาวิดส่งคนมาจากที่กันดารเพื่ออวยพรนายของเรา แต่นายกลับด่าว่าพวกเขา+ 15 พวกเขาดีกับเรามาก ไม่เคยทำร้ายเราเลย ตอนที่เราอยู่กับพวกเขาในทุ่งหญ้าไม่มีอะไรของเราหายไปเลย+ 16 ตลอดเวลาที่เราอยู่กับพวกเขาช่วงที่ออกไปเลี้ยงแกะ พวกเขาเป็นเหมือนกำแพงที่คอยปกป้องเราทั้งกลางวันกลางคืน 17 นายหญิงตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเถอะครับ ไม่อย่างนั้น นายของเรากับคนทั้งบ้านจะต้องตายแน่+ นายเป็นคนไม่ได้เรื่อง+ ไม่มีใครพูดกับเขาได้”
18 อาบีกายิล+จึงรีบเตรียมขนมปัง 200 ก้อน เหล้าองุ่น 2 ไหใหญ่ แกะที่ฆ่าเรียบร้อยแล้ว 5 ตัว ข้าวคั่ว 5 ซีห์* ลูกเกดที่ทำเป็นก้อน 100 ก้อน และมะเดื่อที่ทำเป็นก้อน 200 ก้อน แล้วเอาของเหล่านี้ใส่หลังลา+ 19 แล้วอาบีกายิลก็สั่งพวกคนรับใช้ว่า “เดินทางล่วงหน้าไปก่อน เดี๋ยวฉันจะตามไป” แต่เธอไม่ได้บอกนาบาลสามีของเธอ
20 ตอนที่อาบีกายิลกำลังขี่ลาไปตามซอกเขา ดาวิดกับพรรคพวกก็ลงมาเจอเธอพอดี 21 ก่อนหน้านี้ดาวิดพูดว่า “ผมอุตส่าห์ช่วยดูแลสมบัติทุกอย่างของคนคนนี้ในที่กันดาร ของของเขาแม้แต่อย่างเดียวก็ไม่เคยหาย+ แต่สิ่งที่ผมทำไม่มีประโยชน์อะไรเลย เขากลับตอบแทนความดีของผมด้วยความชั่ว+ 22 ถ้าผมปล่อยให้ผู้ชาย*ในบ้านของเขาแม้แต่คนเดียวมีชีวิตอยู่จนถึงพรุ่งนี้เช้า ก็ขอให้พระเจ้าลงโทษศัตรูของดาวิด*ให้หนักกว่านั้นอีก”
23 เมื่ออาบีกายิลเห็นดาวิด เธอรีบลงจากหลังลามาหมอบตรงหน้าดาวิดและซบหน้าลงกับพื้น 24 เธอเข้ามาหมอบแทบเท้าดาวิดและพูดว่า “นายท่าน ทั้งหมดเป็นความผิดของดิฉันเอง ขอให้ดิฉันได้พูดกับท่าน ขอให้ท่านฟังดิฉันซึ่งเป็นคนรับใช้ของท่านก่อนเถอะค่ะ 25 ขอนายท่านอย่าใส่ใจกับคนที่ไม่ได้เรื่องอย่างนาบาลเลย+ เขาชื่อนาบาล*และเขาก็โง่เหมือนชื่อของเขานั่นแหละ ดิฉันซึ่งเป็นคนรับใช้ของท่านไม่เห็นคนหนุ่มที่ท่านส่งมาเลย 26 ท่านคะ ดิฉันขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่และต่อท่านว่า จริง ๆ แล้วพระยะโฮวาเป็นผู้ห้ามท่าน+ไม่ให้ทำผิดเพราะฆ่าคนตาย+หรือแก้แค้นด้วยมือของท่านเอง ขอให้ศัตรูของท่านและคนที่คิดทำร้ายท่านผู้เป็นนายของดิฉันเป็นเหมือนนาบาล 27 ตอนนี้ขอท่านโปรดรับของขวัญ*เหล่านี้+จากดิฉันซึ่งเป็นคนรับใช้ของท่านและเอาไปให้คนของท่านด้วยเถอะ+ 28 ขอโปรดยกโทษให้ดิฉันซึ่งเป็นคนรับใช้ของท่านด้วย พระยะโฮวาจะให้ลูกหลานของท่านปกครองเป็นกษัตริย์ไปนานแสนนาน+ เพราะท่านผู้เป็นนายของดิฉันกำลังทำสงครามของพระยะโฮวา+ และท่านไม่เคยทำชั่วเลยตลอดชีวิต+ 29 ถึงจะมีคนตามฆ่าท่าน แต่พระยะโฮวาพระเจ้าของท่านก็จะรักษาชีวิตท่านให้ปลอดภัยเหมือนของมีค่าที่ห่อเก็บไว้ในถุง ส่วนชีวิตของศัตรูของท่าน พระองค์จะเหวี่ยงทิ้งไปเหมือนใช้เชือกเหวี่ยงก้อนหิน 30 และเมื่อถึงเวลาที่พระยะโฮวาให้สิ่งดี ๆ กับท่านผู้เป็นนายของดิฉันอย่างที่พระองค์สัญญาไว้ และตั้งท่านให้เป็นผู้นำของอิสราเอลแล้ว+ 31 ท่านจะไม่เสียใจหรือรู้สึกผิดเพราะได้ฆ่าคนโดยไม่มีสาเหตุหรือเพราะลงมือแก้แค้นเอง+ และเมื่อพระยะโฮวาให้สิ่งดี ๆ กับท่านผู้เป็นนายของดิฉันแล้ว ขอโปรดนึกถึงดิฉันซึ่งเป็นคนรับใช้ของท่านด้วยเถอะค่ะ”
32 ดาวิดจึงพูดกับอาบีกายิลว่า “ขอสรรเสริญพระยะโฮวาพระเจ้าของอิสราเอล เพราะพระองค์ส่งคุณมาหาผมวันนี้! 33 และขอพระเจ้าอวยพรคุณที่มีไหวพริบอย่างนี้! วันนี้คุณได้ห้ามผมไม่ให้ทำผิดเพราะฆ่าคนตาย+หรือแก้แค้นด้วยมือของผมเอง 34 ผมสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่คือพระเจ้าของอิสราเอลซึ่งเป็นผู้ห้ามผมไม่ให้ทำร้ายคุณว่า+ ถ้าคุณไม่ทำอย่างนี้+ เช้าวันพรุ่งนี้จะไม่มีผู้ชาย*แม้แต่คนเดียวเหลืออยู่ในบ้านของนาบาล”+ 35 ดาวิดก็รับของที่อาบีกายิลเตรียมมาให้และบอกเธอว่า “ขอให้คุณกลับไปบ้านอย่างสบายใจเถอะ ผมฟังคุณแล้ว และผมจะทำตามที่คุณขอร้อง”
36 แล้วอาบีกายิลก็กลับไปหานาบาลที่กำลังกินเลี้ยงอยู่ในบ้านอย่างรื่นเริงเหมือนราชา นาบาลกำลังเมามากและอารมณ์ดี อาบีกายิลไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟังเลยจนถึงเช้า 37 เช้าวันรุ่งขึ้น พอนาบาลสร่างเมา ภรรยาของเขาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง หัวใจของนาบาลแทบจะหยุดเต้น แล้วเขาก็แน่นิ่งไปเหมือนก้อนหิน 38 ประมาณ 10 วันต่อมา พระยะโฮวาลงโทษนาบาล และเขาก็ตาย
39 เมื่อดาวิดได้ยินว่านาบาลตายแล้วก็พูดว่า “ขอสรรเสริญพระยะโฮวา พระองค์ได้สู้คดีแทนผม+เพราะนาบาลได้ดูถูกผม+ พระองค์ห้ามผมไว้ไม่ให้ทำเรื่องชั่วร้าย+ และพระยะโฮวาได้ให้นาบาลชดใช้ที่เขาทำชั่ว!” แล้วดาวิดก็ส่งคนไปขออาบีกายิลมาเป็นภรรยาของเขา 40 คนของดาวิดมาหาอาบีกายิลที่เมืองคาร์เมลและบอกเธอว่า “ดาวิดส่งพวกเรามารับคุณไปเป็นภรรยาของเขา” 41 อาบีกายิลหมอบลงกับพื้นทันทีและพูดว่า “ดิฉันจะเป็นทาสคอยล้างเท้า+ให้พวกคนรับใช้ของนายท่าน” 42 แล้วอาบีกายิล+ก็รีบขึ้นลา มีสาวใช้ 5 คนเดินตามเธอไป อาบีกายิลไปกับคนของดาวิดและมาเป็นภรรยาของดาวิด
43 ก่อนหน้านั้น ดาวิดแต่งงานกับอาหิโนอัม+ชาวเมืองยิสเรเอล+ ทั้งอาหิโนอัมและอาบีกายิลก็เป็นภรรยาของดาวิด+
44 แต่ซาอูลยกมีคาล+ลูกสาวของเขาที่เป็นภรรยาของดาวิดให้กับปัลที+ลูกชายลาอิชที่มาจากกัลลิม
26 หลังจากนั้น ชาวเมืองศิฟ+มาหาซาอูลที่เมืองกิเบอาห์+และบอกว่า “ดาวิดซ่อนตัวอยู่บนเขาฮาคีลาห์ตรงข้ามเขตเยชีโมน”*+ 2 ซาอูลจึงพาชาวอิสราเอลที่เลือกไว้ 3,000 คนเข้าไปในที่กันดารนอกเมืองศิฟเพื่อตามล่าดาวิด+ 3 ซาอูลตั้งค่ายอยู่ริมทางบนเขาฮาคีลาห์ตรงข้ามเขตเยชีโมน ตอนนั้นดาวิดก็อยู่ในที่กันดารนั้นและเขาได้ยินว่าซาอูลมาตามล่าเขาในที่กันดารแล้ว 4 ดาวิดจึงส่งคนไปสืบดูว่าซาอูลมาจริงหรือไม่ 5 หลังจากนั้น ดาวิดก็ไปตรงที่ซาอูลตั้งค่ายอยู่ เขาเห็นที่ที่ซาอูลกับอับเนอร์+ลูกของเนอร์ซึ่งเป็นแม่ทัพนอนอยู่ ซาอูลนอนหลับอยู่ในค่ายและพวกทหารนอนอยู่รอบตัวเขา 6 ดาวิดจึงพูดกับอาหิเมเลคชาวฮิตไทต์+และอาบีชัย+ลูกนางเศรุยาห์+ซึ่งเป็นพี่น้องกับโยอาบว่า “ใครจะลงไปหาซาอูลที่ค่ายกับผมบ้าง?” อาบีชัยตอบว่า “ผมจะไป” 7 ดาวิดกับอาบีชัยก็ไปที่ค่ายของซาอูลตอนกลางคืน พวกเขาเห็นซาอูลนอนหลับอยู่ในค่ายและหอกของเขาปักอยู่ที่พื้นใกล้หัวเขา ส่วนอับเนอร์กับพวกทหารก็นอนอยู่รอบตัวซาอูล
8 อาบีชัยบอกดาวิดว่า “วันนี้พระเจ้าได้ให้ศัตรูตกอยู่ในกำมือท่านแล้ว+ ขอให้ผมเอาหอกแทงเขาติดกับพื้นเถอะ แค่ครั้งเดียว ไม่ต้องซ้ำเลย” 9 แต่ดาวิดบอกอาบีชัยว่า “อย่าทำอะไรเขา เพราะคนที่ทำร้ายผู้ที่พระยะโฮวาเจิมไว้+จะมีความผิดแน่”+ 10 แล้วดาวิดก็พูดว่า “ผมสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่ว่าพระยะโฮวาจะฆ่าเขาเองแน่นอน+ หรือไม่เขาก็จะตายเองเมื่อถึงเวลา+ หรือไม่ก็ตายในสนามรบ+ 11 พระยะโฮวาต้องไม่ชอบแน่ ๆ ถ้าผมทำร้ายผู้ที่พระยะโฮวาเจิมไว้!+ ให้เราเอาหอกกับเหยือกน้ำที่อยู่ข้างหัวของเขามา แล้วไปกันเถอะ” 12 ดาวิดหยิบหอกกับเหยือกน้ำที่อยู่ข้างหัวซาอูลแล้วก็ไป ไม่มีใครเห็น+หรือตื่นขึ้นมาเลย ทุกคนหลับกันหมด เพราะพระยะโฮวาทำให้พวกเขาหลับสนิท 13 ดาวิดข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งและขึ้นไปยืนบนยอดภูเขา ดาวิดอยู่ห่างจากค่ายของซาอูลไกลพอสมควร
14 ดาวิดตะโกนเรียกพวกทหารและเรียกอับเนอร์+ลูกของเนอร์ว่า “อับเนอร์ ได้ยินผมไหม?” อับเนอร์ตอบว่า “ใครน่ะ! ใครมาเรียกกษัตริย์?” 15 ดาวิดบอกอับเนอร์ว่า “คุณเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า? คุณเก่งที่สุดในอิสราเอลไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่คอยเฝ้ากษัตริย์ให้ดี? รู้ไหมว่าทหารคนหนึ่งจะเข้าไปฆ่าเจ้านายของคุณอยู่แล้ว?+ 16 คุณทำงานไม่ได้เรื่องเลย ผมสาบานต่อหน้าพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่ว่าคุณสมควรตายจริง ๆ เพราะคุณไม่คอยเฝ้าเจ้านายของคุณซึ่งเป็นผู้ที่พระยะโฮวาเจิมไว้+ หาดูสิ! หอกของกษัตริย์กับเหยือกน้ำ+ที่วางอยู่ข้างหัวของกษัตริย์อยู่ที่ไหน?”
17 ซาอูลจำเสียงดาวิดได้และพูดว่า “ดาวิดลูกของเรา นั่นเสียงคุณใช่ไหม?”+ ดาวิดตอบว่า “ใช่ครับ กษัตริย์ผู้เป็นนายของผม” 18 ดาวิดพูดอีกว่า “ทำไมท่านถึงได้ตามล่าผมซึ่งเป็นผู้รับใช้ของท่าน?+ ผมทำอะไร? ผมมีความผิดอะไรหรือครับ?+ 19 ได้โปรดเถอะ กษัตริย์ผู้เป็นนายของผม โปรดฟังผู้รับใช้ของท่าน ถ้าพระยะโฮวาเป็นผู้บอกให้ท่านมาตามล่าผมอย่างนี้ ผมจะถวายเครื่องบูชาที่ทำจากเมล็ดข้าวให้พระองค์ แต่ถ้ามีคนยุยงท่าน+ ผมขอสาปแช่งพวกเขาต่อหน้าพระยะโฮวา เพราะพวกเขาทำให้ผมไม่ได้อยู่ในแผ่นดินที่เป็นมรดกของพระยะโฮวา+ พวกเขาทำอย่างนี้ก็เท่ากับไล่ผมไปนมัสการพระอื่น 20 วันนี้อย่าให้ผมต้องถูกฆ่าในที่ที่ไกลจากพระยะโฮวาเลย ทำไมกษัตริย์ของอิสราเอลถึงออกมาตามล่าหมัดตัวหนึ่ง+ ราวกับไล่ล่านกกระทาตัวเดียวอยู่บนภูเขา?”
21 ซาอูลจึงตอบว่า “เราผิดไปแล้ว+ กลับมาเถอะดาวิดลูกของเรา เราจะไม่ทำอะไรคุณอีก เพราะวันนี้คุณได้ไว้ชีวิตเรา+ เราทำเรื่องโง่ ๆ และทำผิดพลาดครั้งใหญ่” 22 ดาวิดก็พูดว่า “หอกของกษัตริย์อยู่ที่นี่ ให้ทหารสักคนมาเอาเถอะครับ 23 พระยะโฮวาจะตอบแทนความดี+และความซื่อสัตย์ของทุกคน วันนี้พระยะโฮวาได้ให้ท่านตกอยู่ในกำมือผม แต่ผมไม่อยากทำร้ายผู้ที่พระยะโฮวาเจิมไว้+ 24 วันนี้ผมได้ไว้ชีวิตท่าน ดังนั้น ขอให้พระยะโฮวาไว้ชีวิตผมเหมือนกัน และขอพระองค์ช่วยผมให้พ้นจากความทุกข์ยากทั้งสิ้น”+ 25 ซาอูลตอบดาวิดว่า “ดาวิดลูกของเรา ขอให้คุณได้รับพร คุณจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อีกมากมายและจะประสบความสำเร็จแน่นอน”+ แล้วดาวิดก็กลับไป ส่วนซาอูลก็กลับไปที่วัง+
27 แต่ดาวิดคิดในใจว่า “สักวันซาอูลคงจะฆ่าเราแน่ ๆ ทางที่ดีที่สุดคือเราต้องหนี+ไปแผ่นดินฟีลิสเตีย ซาอูลจะได้เลิกตามล่าเราไปทั่วอิสราเอล+ และเราจะได้รอดจากเงื้อมมือเขา” 2 แล้วดาวิดก็พาพรรคพวก 600 คน+ที่อยู่กับเขาไปหากษัตริย์อาคีช+ ลูกชายมาโอคเจ้าเมืองกัท 3 ดาวิดกับพรรคพวกอยู่กับอาคีชที่เมืองกัท ทุกคนพาครอบครัวไปด้วย ภรรยาทั้งสองคนของดาวิดก็ไปกับเขา คืออาหิโนอัม+ชาวเมืองยิสเรเอลกับอาบีกายิล+ชาวเมืองคาร์เมลซึ่งเคยเป็นภรรยาของนาบาล 4 เมื่อมีคนไปรายงานซาอูลว่าดาวิดหนีไปเมืองกัทแล้ว ซาอูลก็เลิกไล่ตามดาวิด+
5 ดาวิดจึงบอกกษัตริย์อาคีชว่า “ถ้าท่านเมตตาผม โปรดยกที่ดินสักผืนในเมืองเล็ก ๆ ให้ผมได้อาศัย เพื่อจะไม่ต้องอยู่ในเมืองหลวงนี้กับท่าน” 6 วันนั้นอาคีชจึงยกเมืองศิกลาก+ให้ดาวิด เมืองศิกลากจึงเป็นของกษัตริย์ยูดาห์มาจนถึงทุกวันนี้
7 ดาวิดอาศัยอยู่ในเขตชนบทของฟีลิสเตีย 1 ปี 4 เดือน+ 8 ดาวิดมักจะพาคนของเขาบุกโจมตีชาวเกชูร์+ ชาวเกอร์ซี และชาวอามาเลข+ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ครอบคลุมตั้งแต่เมืองทีลามไปจนถึงชูร์+ และลงไปไกลถึงประเทศอียิปต์ 9 เมื่อดาวิดไปโจมตีเขตแดนของคนเหล่านั้น เขาไม่ไว้ชีวิตใครเลยไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง+ แต่ดาวิดยึดเอาแกะ วัว ลา อูฐ และเสื้อผ้า แล้วก็กลับไปหาอาคีช 10 เมื่ออาคีชถามว่า “วันนี้ไปโจมตีที่ไหนมา?” ดาวิดจะตอบว่า “ทางใต้*ของยูดาห์ครับ”+ หรือไม่ก็ “ทางใต้ของเขตแดนพวกเยราเมเอล”+ หรือ “ทางใต้ของเขตแดนพวกเคไนต์”+ 11 ดาวิดไม่ไว้ชีวิตใครเลยไม่ว่าชายหรือหญิงเพื่อจะไม่ต้องพามาที่เมืองกัท ดาวิดพูดว่า “จะได้ไม่มีใครไปฟ้องว่าเราทำอะไร” (ดาวิดทำอย่างนี้ตลอดช่วงที่อยู่ในเขตชนบทของฟีลิสเตีย) 12 อาคีชจึงเชื่อดาวิด และคิดในใจว่า ‘พวกอิสราเอลคงเกลียดเขาแล้ว และเขาจะต้องรับใช้เราตลอดไป’
28 ตอนนั้น ชาวฟีลิสเตียรวมพลไปทำสงครามกับชาวอิสราเอล+ อาคีชจึงบอกดาวิดว่า “คุณกับคนของคุณจะต้องไปรบกับผม”+ 2 ดาวิดบอกอาคีชว่า “ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าผมซึ่งเป็นคนรับใช้ของท่านจะทำอะไร” อาคีชจึงบอกดาวิดว่า “ดีแล้ว เราจะตั้งคุณเป็นองครักษ์ของเราตลอดชีวิต”+
3 ตอนนั้นซามูเอลตายแล้ว ชาวอิสราเอลไว้อาลัยและฝังศพเขาไว้ที่เมืองรามาห์บ้านของเขา+ ส่วนซาอูลได้กำจัดพวกคนทรงและหมอดูออกไปจากแผ่นดินแล้ว+
4 ชาวฟีลิสเตียมารวมพลและไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองชูเนม+ ซาอูลจึงรวบรวมชาวอิสราเอลออกไปตั้งค่ายอยู่ที่ภูเขากิลโบอา+ 5 เมื่อซาอูลเห็นค่ายของชาวฟีลิสเตีย เขาก็กลัวมาก+ 6 แต่พอซาอูลถามพระยะโฮวา+ พระยะโฮวาก็ไม่ตอบเขาเลย ไม่ว่าจะทางความฝัน ทางอูริม+ หรือทางผู้พยากรณ์ 7 ในที่สุด ซาอูลก็สั่งคนรับใช้ว่า “ไปหาดูซิว่ามีคนทรงที่เป็นผู้หญิงอยู่ไหนบ้าง+ เราจะได้ไปปรึกษาเขา” พวกคนรับใช้ตอบว่า “นายท่าน มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนทรงอยู่ที่เมืองเอนโดร์”+
8 ซาอูลก็ปลอมตัวและใส่ชุดอื่นเพื่อไม่ให้ใครจำได้ แล้วเขากับคนรับใช้อีก 2 คนก็ไปหาผู้หญิงคนนั้นตอนกลางคืน ซาอูลบอกว่า “ช่วยเข้าทรงทำนายอนาคตให้ผมหน่อย+และเรียกคนหนึ่งขึ้นมาตามที่ผมจะบอก” 9 แต่ผู้หญิงคนนั้นบอกซาอูลว่า “คุณก็รู้ว่าซาอูลกำจัดคนทรงกับหมอดูออกไปจากแผ่นดินแล้ว+ คุณจะมาหลอกให้ฉันถูกฆ่าอย่างนั้นหรือ?”+ 10 ซาอูลจึงสาบานกับเธอโดยอ้างพระยะโฮวาว่า “ผมขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่ว่าคุณจะไม่ถูกลงโทษที่ทำอย่างนี้แน่นอน!” 11 ผู้หญิงคนนั้นจึงถามว่า “อยากให้ฉันเรียกใครล่ะ?” ซาอูลตอบว่า “เรียกซามูเอลมาให้หน่อย” 12 เมื่อผู้หญิงคนนั้นเห็น “ซามูเอล”*+ เธอก็ร้องออกมาสุดเสียง แล้วพูดกับซาอูลว่า “ท่านหลอกดิฉันทำไม? ท่านคือซาอูลนี่!” 13 กษัตริย์ซาอูลบอกเธอว่า “ไม่ต้องกลัวหรอก คุณเห็นอะไรบ้างล่ะ?” ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบว่า “ดิฉันเห็นผู้ที่ดูเหมือนเทพองค์หนึ่งกำลังขึ้นมาจากพื้นดิน” 14 ซาอูลถามทันทีว่า “เขารูปร่างหน้าตาเป็นยังไง?” เธอตอบว่า “คนที่ขึ้นมาเป็นชายชรา เขาสวมเสื้อคลุมยาวไม่มีแขน”+ เมื่อได้ยินอย่างนั้น ซาอูลก็จำได้ว่าเป็น “ซามูเอล” แล้วซาอูลก็ก้มลงซบหน้ากับพื้นและทำความเคารพ
15 “ซามูเอล” ถามซาอูลว่า “คุณมารบกวนผมให้ขึ้นมาทำไม?” ซาอูลตอบว่า “ผมกำลังเดือดร้อนมาก พวกฟีลิสเตียกำลังมาสู้กับผม และพระเจ้าก็ทิ้งผม พระองค์ไม่ตอบผมแล้ว ไม่ว่าจะทางผู้พยากรณ์หรือในความฝัน+ ผมเลยมาขอให้คุณช่วยบอกว่าควรทำยังไง”+
16 “ซามูเอล” ตอบว่า “คุณจะมาถามผมตอนนี้ทำไมในเมื่อพระยะโฮวาทิ้งคุณ+และกลายเป็นศัตรูของคุณไปแล้ว? 17 พระยะโฮวาจะทำอย่างที่พระองค์บอกไว้ผ่านทางผมนั่นแหละ คือพระยะโฮวาจะยึดอำนาจกษัตริย์ไปจากคุณแล้วมอบให้กับดาวิดเพื่อนร่วมชาติของคุณ+ 18 เพราะคุณไม่ได้เชื่อฟังพระยะโฮวาและไม่ได้ทำลายชาวอามาเลขที่เคยทำให้พระองค์โกรธ+ พระยะโฮวาถึงได้ทำอย่างนี้กับคุณ 19 พระยะโฮวาจะทำให้ทั้งคุณและอิสราเอลตกอยู่ในกำมือพวกฟีลิสเตีย+ วันพรุ่งนี้คุณ+กับพวกลูกชายของคุณ+จะต้องมาอยู่กับผม และพระยะโฮวาจะปล่อยให้กองทัพอิสราเอลพ่ายแพ้พวกฟีลิสเตีย”+
20 ทันใดนั้น ซาอูลก็ทรุดลงไปนอนกับพื้น เรื่องที่ “ซามูเอล” บอกทำให้เขากลัวมาก ซาอูลหมดแรงเพราะเขายังไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวันทั้งคืน 21 ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาดูซาอูลและเห็นว่าเขาทุกข์ใจมาก เธอจึงบอกว่า “ดิฉันเชื่อฟังท่านแล้ว ดิฉันยอมเสี่ยงชีวิต+ทำตามที่ท่านสั่งแล้ว 22 เพราะฉะนั้น โปรดฟังผู้รับใช้ของท่านบ้าง ขอให้ดิฉันเอาขนมปังมาให้ท่านชิ้นหนึ่ง ท่านกินแล้วจะได้มีแรงเดินทางกลับไป” 23 แต่ซาอูลไม่ยอมกิน เขาพูดว่า “เราไม่กิน!” คนรับใช้และผู้หญิงคนทรงช่วยกันอ้อนวอนซาอูล ในที่สุด ซาอูลก็ยอมและลุกขึ้นจากพื้นมานั่งบนเตียง 24 ผู้หญิงคนทรงมีลูกวัวอ้วนตัวหนึ่งอยู่ที่บ้าน เธอรีบฆ่ามัน นวดแป้ง และอบขนมปังไม่ใส่เชื้อ 25 เธอนำอาหารมาให้ซาอูลกับคนรับใช้ของเขา พวกเขาก็กินแล้วกลับไปตอนกลางดึก+
29 ชาวฟีลิสเตีย+เรียกกองทัพทั้งหมดมารวมกันที่เมืองอาเฟค ส่วนชาวอิสราเอลตั้งค่ายอยู่ข้างบ่อน้ำพุที่เมืองยิสเรเอล+ 2 พวกเจ้าเมืองของฟีลิสเตียพาทหารของตนเข้ามาทั้งกองพันและกองร้อย ดาวิดและพรรคพวกของเขากับอาคีชก็ยกทัพตามมาข้างหลัง+ 3 แต่พวกเจ้านายของฟีลิสเตียพูดว่า “ทำไมมีพวกฮีบรูอยู่ที่นี่ด้วย?” อาคีชตอบพวกเจ้านายของฟีลิสเตียว่า “เขาคือดาวิด เป็นคนของซาอูลกษัตริย์อิสราเอล แต่มาอยู่กับผมได้ปีกว่าแล้ว+ ตั้งแต่ที่เขาหนีมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ผมยังไม่เคยเห็นว่าเขาทำอะไรไม่ดีเลย” 4 แต่พวกเจ้านายของฟีลิสเตียไม่พอใจอาคีชและบอกว่า “ส่งคนนี้กลับไปซะ+ ท่านให้เขาอยู่ที่ไหนก็ให้เขากลับไปที่นั่น อย่าให้เขาไปร่วมรบกับเรา เดี๋ยวเขาจะทรยศเราในสนามรบ+ เพราะเขาอาจจะฆ่าคนของเราเพื่อจะได้ความดีความชอบจากนายเก่าก็ได้ 5 ดาวิดคนนี้ไม่ใช่หรือที่ประชาชนเต้นรำและร้องเพลงยกย่องเขาว่า
‘ซาอูลฆ่าศัตรูเป็นพัน ๆ
และดาวิดฆ่าศัตรูเป็นหมื่น ๆ’?”+
6 อาคีช+จึงเรียกดาวิดมาบอกว่า “เราขอสาบานต่อพระยะโฮวาผู้มีชีวิตอยู่ว่าคุณเป็นคนดีมาก และเราอยากให้คุณไปร่วมรบกับกองทัพของเรา+ เพราะตั้งแต่วันที่คุณมาหาเราจนถึงเดี๋ยวนี้ เราก็ยังไม่เห็นว่าคุณทำอะไรที่ไม่ดี+ แต่พวกเจ้าเมืองคนอื่น ๆ ไม่ไว้ใจคุณ+ 7 กลับไปก่อนเถอะ อย่าทำอะไรให้พวกเจ้าเมืองของฟีลิสเตียไม่พอใจเลย” 8 แต่ดาวิดบอกอาคีชว่า “ทำไมล่ะครับนายท่าน ผมทำอะไรหรือ? ตั้งแต่วันที่ผมมาหาท่านจนถึงวันนี้ผมเคยทำอะไรที่ไม่ดีหรือครับ? ทำไมผมจะไปต่อสู้ศัตรูพร้อมกับกษัตริย์ผู้เป็นนายของผมไม่ได้?” 9 อาคีชตอบดาวิดว่า “ผมรู้ว่าคุณเป็นคนดีเหมือนทูตสวรรค์ของพระเจ้า+ แต่พวกเจ้านายของฟีลิสเตียบอกว่าไม่ให้คุณไปร่วมรบกับเรา 10 วันพรุ่งนี้ให้คุณตื่นแต่เช้า แล้วพาพรรคพวกของคุณกลับไปด้วย พอสว่างก็ออกเดินทางเลยนะ”
11 วันรุ่งขึ้น ดาวิดกับคนของเขาตื่นแต่เช้าและกลับไปที่แผ่นดินฟีลิสเตีย ส่วนชาวฟีลิสเตียก็ยกทัพต่อไปที่เมืองยิสเรเอล+
30 ในวันที่สาม ดาวิดกับพรรคพวกมาถึงเมืองศิกลาก+ ก่อนหน้านั้นชาวอามาเลข+บุกมาโจมตีเขตแดนทางใต้*และเมืองศิกลาก แล้วพวกเขาก็จุดไฟเผาเมืองศิกลาก 2 ชาวอามาเลขจับพวกผู้หญิง+กับทุกคนที่อยู่ในเมืองไปเป็นเชลยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พวกเขาไม่ได้ฆ่าใคร แต่จับตัวคนเหล่านั้นไป 3 เมื่อดาวิดกับพรรคพวกเข้ามาในเมืองก็เห็นว่าเมืองถูกเผา และภรรยากับลูกชายลูกสาวของพวกเขาถูกจับไปเป็นเชลย 4 ดาวิดกับคนที่อยู่กับเขาร้องไห้เสียงดังจนไม่มีแรงจะร้องอีก 5 ภรรยา 2 คนของดาวิดก็ถูกจับไปเป็นเชลยด้วย คืออาหิโนอัมชาวเมืองยิสเรเอลกับอาบีกายิลชาวเมืองคาร์เมลที่เคยเป็นภรรยาของนาบาล+ 6 ดาวิดทุกข์ใจมากที่พวกผู้ชายคุยกันว่าจะเอาหินขว้างเขาให้ตาย เพราะผู้ชายทุกคนแค้นใจที่เสียลูกชายลูกสาวไป แต่ดาวิดมีกำลังใจขึ้นเพราะเขาพึ่งพระยะโฮวาพระเจ้าของเขา+
7 ดาวิดจึงบอกปุโรหิตอาบียาธาร์+ลูกอาหิเมเลคว่า “เอาเอโฟดมาให้ผมหน่อย”+ อาบียาธาร์ก็เอาเอโฟดมาให้ดาวิด 8 ดาวิดถามพระยะโฮวาว่า+ “ผมควรจะไล่ตามโจรพวกนั้นไหม? ผมจะตามพวกเขาทันไหม?” พระเจ้าตอบดาวิดว่า “ตามพวกเขาไปเลย เพราะเจ้าจะตามทันและจะได้ทุกอย่างกลับคืนมา”+
9 แล้วดาวิดก็ออกเดินทางทันทีพร้อมกับผู้ชาย 600 คน+ที่อยู่กับเขา พวกเขาไปไกลถึงลำน้ำเบโสร์ แล้วคนของดาวิดส่วนหนึ่งก็หยุดพักอยู่ที่นั่น 10 ดาวิดกับคนของเขา 400 คนไล่ตามกองโจรต่อไป แต่ 200 คนพักอยู่ที่ลำน้ำเบโสร์เพราะพวกเขาเหนื่อยล้าจนข้ามไปไม่ไหว+
11 พวกเขาพบผู้ชายชาวอียิปต์คนหนึ่งในทุ่งจึงพาตัวมาให้ดาวิด แล้วเอาอาหารกับน้ำให้เขากิน 12 พวกเขาแบ่งมะเดื่อที่ทำเป็นก้อนให้เขา 1 ชิ้นและเอาลูกเกดที่ทำเป็นก้อนให้เขา 2 ก้อน หลังจากได้กินอาหารแล้วเขาก็มีกำลังขึ้น เพราะไม่ได้กินหรือดื่มอะไรมา 3 วัน 3 คืนแล้ว 13 ดาวิดถามเขาว่า “คุณเป็นคนของใครและมาจากไหน?” เขาตอบว่า “ผมเป็นคนอียิปต์และเป็นทาสรับใช้ของชาวอามาเลขคนหนึ่ง แต่นายทิ้งผมไว้เพราะเมื่อสามวันที่แล้วผมไม่สบาย 14 พวกเราเพิ่งไปโจมตีทางใต้*ของเขตแดนพวกเคเรธี+และเขตของยูดาห์ และทางใต้*ของเขตแดนคาเลบ+ แล้วก็เผาเมืองศิกลาก” 15 ดาวิดจึงถามว่า “คุณจะพาผมไปหากองโจรนั้นได้ไหม?” เขาตอบว่า “ถ้าท่านสาบานกับผมในนามพระเจ้าว่าจะไม่ฆ่าผมหรือส่งตัวผมไปให้นาย ผมก็จะพาท่านไปหาพวกเขา”
16 แล้วเขาก็พาดาวิดไปหาพวกโจรที่กำลังกินเลี้ยงกันอยู่ทั่วบริเวณนั้น พวกเขาฉลองกันอย่างสนุกสนานเพราะยึดข้าวของจากแผ่นดินฟีลิสเตียและยูดาห์ได้มากมาย 17 ดาวิดฆ่าคนพวกนั้นตั้งแต่เช้ามืดจนถึงค่ำ* ไม่ปล่อยให้ใครรอดชีวิตเลย+ ยกเว้นผู้ชาย 400 คนที่ขี่อูฐหนีไปได้ 18 ดาวิดได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวอามาเลขยึดไปกลับคืนมา+ รวมทั้งภรรยา 2 คนของเขาด้วย 19 คนของดาวิดไม่มีใครหายไปสักคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ พวกเขาได้ลูกชายลูกสาวรวมทั้งข้าวของต่าง ๆ คืนมา+ ดาวิดจึงได้ทุกอย่างที่ถูกยึดไปกลับคืนมา 20 ดาวิดต้อนฝูงแกะและสัตว์ต่าง ๆ ของโจรพวกนั้นมาด้วย แล้วก็พาฝูงสัตว์ของตนเองตามมา พวกเขาพูดว่า “นี่เป็นของที่ดาวิดยึดมา”
21 แล้วดาวิดก็กลับมาหาผู้ชาย 200 คนซึ่งเหนื่อยล้าจนไปกับเขาไม่ไหวและพักอยู่ที่ลำน้ำเบโสร์+ คนเหล่านั้นก็ออกมาหาดาวิดและคนที่ไปกับเขา เมื่อดาวิดเข้ามาใกล้ เขาถามคนเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง 22 แต่พวกคนไม่ดีที่ไปกับดาวิดพากันพูดว่า “คนพวกนี้ไม่ได้ไปกับเรา เราจะไม่ให้ของที่ยึดมาได้กับพวกเขาเลย ให้พวกเขาเอาแค่ภรรยากับลูกชายลูกสาวของตัวเองคืนไป แล้วก็ไปซะ” 23 แต่ดาวิดบอกว่า “พี่น้องของผม อย่าทำอย่างนี้กับของที่พระยะโฮวายกให้เราเลย พระองค์ปกป้องเราและช่วยให้เราชนะกองโจรที่บุกมาโจมตี+ 24 ไม่มีใครเห็นด้วยกับพวกคุณหรอก คนที่ไปรบจะได้ส่วนแบ่งเท่ากับคนที่อยู่เฝ้าข้าวของ+ ทุกคนจะต้องได้ส่วนแบ่งเหมือนกัน”+ 25 แล้วดาวิดก็ตั้งกฎข้อนี้ให้เป็นกฎหมายของชาวอิสราเอลจนถึงทุกวันนี้
26 เมื่อดาวิดกลับถึงเมืองศิกลาก เขาส่งของบางส่วนที่ยึดมาได้ไปให้พวกผู้นำในยูดาห์ซึ่งเป็นเพื่อนกับเขา และบอกว่า “นี่เป็นของที่ผมยึดมาจากศัตรูของพระยะโฮวาและส่งมาให้พวกคุณเป็นของขวัญ”* 27 ดาวิดส่งของเหล่านั้นไปให้คนที่อยู่ในเมืองเบธเอล+ เมืองราโมทที่อยู่ในเนเกบ* เมืองยาททีร์+ 28 เมืองอาโรเออร์ เมืองสิฟโมท เมืองเอชเทโมอา+ 29 ราคาล และเมืองต่าง ๆ ของชาวเยราเมเอล+ เมืองต่าง ๆ ของชาวเคไนต์+ 30 เมืองโฮร์มาห์+ โบราชาน เมืองอาธาค 31 เมืองเฮโบรน+ และทุกที่ที่ดาวิดกับคนของเขาเคยไป
31 ชาวฟีลิสเตียมาสู้กับชาวอิสราเอล+ ชาวอิสราเอลจึงหนีจากชาวฟีลิสเตีย แต่หลายคนถูกฆ่าบนภูเขากิลโบอา+ 2 ชาวฟีลิสเตียไล่ตามซาอูลและพวกลูกชายไปติด ๆ แล้วพวกเขาก็ฆ่าลูกของซาอูลคือโยนาธาน+ อาบีนาดับ และมัลคีชูวา+ 3 พวกเขาสู้กับซาอูลอย่างดุเดือด ทหารฟีลิสเตียยิงธนูใส่ซาอูลจนเขาบาดเจ็บสาหัส+ 4 ซาอูลพูดกับทหารที่ถืออาวุธให้เขาว่า “ชักดาบออกมาแทงเราให้ตายเถอะ เราจะได้ไม่โดนคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัต+พวกนั้นแทงและเอาไปทรมาน” แต่ทหารคนนั้นไม่ยอมทำเพราะกลัวมาก ซาอูลจึงหยิบดาบมาแล้วล้มทับดาบ+ 5 พอทหารที่ถืออาวุธให้ซาอูลเห็นว่าซาอูลตายแล้ว+ เขาก็ล้มทับดาบตายตามซาอูลไปด้วย 6 ดังนั้น ซาอูล ลูกชาย 3 คน คนที่ถืออาวุธให้ซาอูลและคนของเขาทุกคนก็ตายในวันนั้นเหมือนกัน+ 7 เมื่อชาวอิสราเอลที่อยู่ในเขตหุบเขาและในเขตแม่น้ำจอร์แดนเห็นว่าทหารอิสราเอลหนีไป และซาอูลกับลูกชายตายแล้ว พวกเขาจึงพากันทิ้งบ้านทิ้งเมืองหนีไป+ แล้วชาวฟีลิสเตียก็เข้ายึดครองที่นั่น
8 วันถัดมา เมื่อชาวฟีลิสเตียมาปลดของจากศพก็เห็นว่าซาอูลและลูกชาย 3 คนตายอยู่บนภูเขากิลโบอา+ 9 พวกเขาจึงตัดหัวซาอูล ถอดชุดเกราะ*จากร่างเขา และส่งข่าวไปทั่วแผ่นดินฟีลิสเตียให้ประชาชนรู้และส่งข่าว+ไปที่วิหารพระ+ของพวกเขาด้วย 10 แล้วชาวฟีลิสเตียก็เอาชุดเกราะของซาอูลไปไว้ในวิหารของเทพธิดาอัชโทเรท และเอาศพของเขาไปแขวนไว้ที่กำแพงเมืองเบธชาน+ 11 เมื่อชาวเมืองยาเบชกิเลอาด+ได้ยินว่าชาวฟีลิสเตียทำอะไรกับซาอูล 12 นักรบของเมืองนั้นก็เดินทางทั้งคืนเพื่อไปเอาศพของซาอูลกับลูกชายลงมาจากกำแพงเมืองเบธชาน พวกเขากลับไปที่เมืองยาเบชแล้วเผาศพซาอูลกับลูกชายที่นั่น 13 พวกเขาฝังกระดูก+ของซาอูลกับลูกชายไว้ใต้ต้นสนทามาริสก์ในเมืองยาเบช+ แล้วพวกเขาก็อดอาหาร 7 วัน
หรือ “เขาเป็นชาวศูฟที่อาศัยอยู่ในเมืองรามาห์”
หรือ “คำนับ”
หรือ “คู่แข่งของเธอ”
แปลตรงตัวว่า “บ้าน”
คือ เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
หรืออาจแปลได้ว่า “เมื่อถึงเวลา”
แปลว่า “ชื่อของพระเจ้า”
แปลตรงตัวว่า “พาไปอยู่ต่อหน้าพระยะโฮวา”
22 ลิตร ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “ให้พระยะโฮวายืม”
น่าจะหมายถึงเอลคานาห์
หรือ “ยกเขาสัตว์ของดิฉันขึ้น”
แปลตรงตัวว่า “เหี่ยวแห้ง”
หรือ “ทำให้มีชีวิตได้”
หรืออาจแปลได้ว่า “กองขยะ”
หรืออาจแปลได้ว่า “คนที่ต่อสู้พระยะโฮวาจะต้องหวาดกลัว”
หรือ “ยกเขาสัตว์ของผู้ที่พระองค์เจิมไว้”
หรืออาจแปลได้ว่า “พระเจ้าจะช่วยไกล่เกลี่ยให้เขาได้”
หรืออาจแปลได้ว่า “ทำให้ควันของเครื่องบูชาลอยขึ้นไป”
แปลตรงตัวว่า “เตะ”
แปลตรงตัวว่า “ตัดแขน”
คือ เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
แปลตรงตัวว่า “พวกผู้ชายสูงอายุ”
หรืออาจแปลได้ว่า “ระหว่างเครูบ”
แปลว่า “สง่าราศีอยู่ที่ไหน?”
แปลตรงตัวว่า “70 คนและ 50,000 คน”
แปลตรงตัวว่า “ทำให้บริสุทธิ์”
แปลว่า “หินแห่งการช่วยเหลือ”
แปลตรงตัวว่า “พวกผู้ชายสูงอายุ”
แปลตรงตัวว่า “ลาตัวเมีย”
2.85 กรัม ดูภาคผนวก ข14
หรือ “กลองฉิ่ง”
หรือ “ภาษิต”
หรือ “ตามกลุ่มที่มีจำนวนพันคน”
หรือ “ข้อตกลง”
คือ ช่วงตี 2 ถึง 6 โมงเช้า
หรือ “ค่าปิดปาก”
หรืออาจแปลได้ว่า “เขา” คือผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้
ในฉบับภาษาฮีบรูตัวเลขนี้หายไป
คือ เหล็กที่ใช้กลับดินตอนไถนา
7.8 กรัม ดูภาคผนวก ข14
หรือ “ในระยะทางครึ่งหนึ่งของแปลงนาที่วัวคู่หนึ่งไถได้ภายในหนึ่งวัน”
แปลตรงตัวว่า “ตาสว่างขึ้น”
หรือ “ความรอด”
หรือ “สงสาร”
หรือ “สงสาร”
แปลตรงตัวว่า “รูปปั้นเทราฟิม” คือ เทพเจ้าประจำบ้าน หรือ รูปเคารพ
หรือ “เสียใจ”
หรือ “เสียใจ”
แปลตรงตัวว่า “พวกผู้ชายสูงอายุ”
หรืออาจแปลได้ว่า “อย่างมั่นใจ”
เขาสูงประมาณ 290 ซม. ดูภาคผนวก ข14
57 กก. ดูภาคผนวก ข14
6.84 กก.
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
22 ลิตร ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “นม”
หรือ “จับขากรรไกรมัน” แปลตรงตัวว่า “จับหนวดมัน”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
หรือ “กลองฉิ่ง”
หรือ “ทำตัวเหมือนผู้พยากรณ์”
แปลตรงตัวว่า “คนฟีลิสเตีย”
หรือ “ความรอด”
หรือ “เทพเจ้าประจำบ้าน” “รูปเคารพ”
หรือ “เทพเจ้าประจำบ้าน” “รูปเคารพ”
หรือ “แสดงความรักที่มั่นคงต่อ”
หรือ “ซื่อสัตย์”
หรืออาจแปลได้ว่า “กลัวมากเพราะ”
แปลตรงตัวว่า “ทางขวา”
หรืออาจแปลได้ว่า “ทะเลทราย” หรือ “ที่กันดาร”
หมายถึงคอกแกะที่ล้อมด้วยกำแพงหิน
หรืออาจแปลได้ว่า “ไล่”
เป็นเมืองหนึ่งในยูดาห์ ไม่ใช่ภูเขาคาร์เมล
หรือ “มีสันติสุข”
36.65 ลิตร ดูภาคผนวก ข14
แปลตรงตัวว่า “คนที่ปัสสาวะรดกำแพง” เป็นสำนวนภาษาฮีบรูหมายถึงผู้ชาย ใช้ในเชิงดูถูก
หรืออาจแปลได้ว่า “ลงโทษดาวิด”
แปลว่า “โง่”
แปลตรงตัวว่า “คำอวยพร”
แปลตรงตัวว่า “คนที่ปัสสาวะรดกำแพง” เป็นสำนวนภาษาฮีบรูหมายถึงผู้ชาย ใช้ในเชิงดูถูก
หรืออาจแปลได้ว่า “ทะเลทราย” หรือ “ที่กันดาร”
หรือ “เนเกบ”
หรือ “ร่างหนึ่งที่ดูเหมือนซามูเอล”
หรือ “เนเกบ”
หรือ “เนเกบ”
หรือ “เนเกบ”
หรือ “จนถึงค่ำวันถัดมา”
แปลตรงตัวว่า “คำอวยพร”
หรือ “ทางใต้”
หรือ “เครื่องอาวุธ”